++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิธีลืมเรื่องเลวร้ายที่ได้ผล

วิธีลืมเรื่องเลวร้ายที่ได้ผล

1.จดจ่อกับปัญหาและความเจ็บปวดให้ได้
2.หาวิธีแก้ไขที่ไม่ซับซ้อน เพื่อให้สมองไม่ต้องค้นหา สมองจะได้ผ่อนคลาย
3.กำหนดเวลาและสั่งสมองว่า เราจะแก้ปัญหาเมื่อไร เมื่อถึงเวลานั้นสมองก็จะหยุดค้นหา และเลิกคิดถึงปัญหานั้นๆ
4.ไม่ต้องใส่ใจสภาพแวดล้อมอื่นๆ ที่นำไปสู่ความทรงจำเลวร้ายอีก
5.ให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในปัญหา ด้วยการเขียนหรือเล่าให้รู้
6.ลดอารมณ์ที่ควบคู่กับความทรงจำ ต่อสู้ จดจ่อ และสั่งความคิด เราได้ลบมันทิ้งไป

ธรรมะไม่ฝังลงไปในใจ ใกล้พระแต่ใจมีกิเลส

ธรรมะไม่ฝังลงไปในใจ ใกล้พระแต่ใจมีกิเลส

หลวงพ่อคูณ เป็นพระที่หลายคนนึกถึงในแง่มุมต่างๆ ส่วนนึง คือ ท่านมีหลักธรรมะคำสอนที่ใช้คำพูด และภาษาง่ายๆ เข้าใจง่าย ประชาชนทั่วไป นำไปยึดถือ ปฏิบัติ หรือทำสติกเกอร์ติดรถ เห็นข้อความแล้ว จำได้ขึ้นใจ

หลวงพ่อคุณ อยู่ที่วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา แต่มีคนรู้จัก เคารพศรัทธา และนับถือท่าน ทั่วประเทศ เมื่อท่านมรณภาพ และมีการนำสรีระร่างของท่านไปที่ จ.ขอนแก่นตามพินัยกรรมของท่าน พุทธศาสนิกชน จากทั่วสารทิศ ต่างมุ่งหน้าเดินทางไปกราบสรีระร่างกายของหลวงพ่อคุณ ที่ขอนแก่นกันมากมาย ถึงแม้หลวงพ่อคูณจะพูดภาษาไทยแท้ "กู มึง" ที่ฟังดูไม่สุภาพสำหรับคนยุคปัจจุบัน แต่คำสอนกลับเข้าไปอยู่ในใจคนมากมาย .. มากกว่า พระหลายรูป ที่มีเทศนาธรรม ได้ออกสื่อ มีตารางเดินสายไปบรรยายธรรมะในสถานที่ต่างๆ

แต่พระหลายรูป ที่เดินสายไปเทศนา บรรยายธรรมะ ยังไม่ค่อยมีใครทำสติกเกอร์ คำพูด คำสอนออกมาเผยแพร่ เหมือนสติกเกอร์ของหลวงพ่อคุณ

พระหลายรูป มีชื่อเสียง และผู้คนศรัทธา นับถือ เพราะการบรรยายธรรมะ พูดธรรมะ จนผู้คนยกย่อง ศรัทธา นับถือ แต่สำหรับหลวงพ่อคุณ ท่านปฏิบัติยิ่งกว่านั้น จนอยู่ในใจผู้คนเป็นระยะเวลายาวนาน

แม้ธรรมะ คำสอนของหลวงพ่อคูณ อยู่ในใจของหลายคน แต่มนุษย์ มีหลายระดับ เปรียบเหมือนบัวสี่เหล่า แต่ละระดับ ก็จะรับรู้ เข้าใจ สิ่งต่างๆ ได้ไม่เท่าเทียมกัน

มีคนสงสัย และถามว่า ทำไม กลุ่มคนที่อยู่ใกล้หลวงพ่อคูณ อยู่ใกล้วัดบ้านไร่ ทำไมถึงไม่ซึมซับ เอาคำสอนของหลวงพ่อคูณเข้าไปในจิตใจของตนเองบ้าง อยู่ใกล้น่าจะรับคำสอน ได้อย่างเข้มข้น เข้าใจได้มากกว่าคนที่อยู่ไกลๆ.. ทำไม ถึงเกิดเรื่องราวความขัดแย้ง เร่องทรัพย์สิน ทรัพย์สมบัติภายในวัดบ้านไร่ หลังจากที่หลวงพ่อคูณมรณภาพไปแล้ว ทั้งๆที่หลวงพ่อคูณ ท่านเขียนพินัยกรรมไว้อย่างชัดเจน มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจน แต่ทำไม คนที่อยู่ใกล้ๆหลวงพ่อคูณ ไม่ซึมซับ ไม่คิดอย่างที่หลวงพ่อคูณ ปฏิบัติ และสอนไว้บ้าง

ขึ้นชื่อว่า มนุษย์ไซร้ จิตใจยากแท้หยั่งถึง เห็นเข้ามาอยู่ในวัด อยู่ใกล้พระ รับใช้ใกล้ชิด ก็ใช่ว่า ทุกคนจะปฏิบัติตามคำสอนได้ทั้งหมด...

เรื่องแบบนี้ต่างจิตต่างใจกันจริงๆ

ชีวิตเดิมๆของช่างซ่อมรถที่ด่านขุนทด ในวันที่หลวงพ่อคูณจากไป

ชีวิตเดิมๆของช่างซ่อมรถคนด่านขุนทด ในวันที่หลวงพ่อคุณจากไป

เขาเป็นคนด่านขุนทดตั้งแต่เกิด รู้จัก และเคยไปกราบหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ที่วัดบ้านไร่ตั้งแต่เรียนชั้น ม.5 ถือได้ว่า เป็นลูกหลานของหลวงพ่อคูณ ลูกหลานชาวด่านขุนทดขนานแท้ แต่ในวันที่หลวงพ่อคูณมรณภาพ และสรีระสังขาร เคลื่อนไปที่ขอนแก่น ไปเป็น อาจารย์ใหญ่ให้นักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ไม่ได้กลับมาที่วัดบ้านไร่ ให้ได้กราบ อีกต่อไป เขาก็อยากจะมีโอกาสได้ไปกราบหลวงพ่อคุณ ที่ขอนแก่นเช่นกัน

ตั้งใจไว้ว่า ในวันหยุด เสาร์ที่ 24 พ.ค.2558 จะเดินทางไปขอนแก่น ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ประชาชนทุกคนจะมีโอกาสได้กราบสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณ ก่อนที่จะมีพิธีเคลื่อนย้ายไปยังคณะแพทย์ศาสตร์เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการดอง หลังจากนี้ไปอีก 3 ปี จึงจะได้กราบหลวงพ่อคูณอีกครั้งในพิธีศพของท่านในเดือนมิถุนายน 2561

"แกไปกราบท่านรึยัง"
"จะไปพรุ่งนี้ล่ะ ขึ้นรถหน้าที่ว่าการอำเภอด่าน รถฟรี ออกตอน 8.30 น. วันสุดท้ายแล้ว"
"คนคงจะแย่งกันไป ต้องรีบไปแต่เช้า ไม่งั้น รถจะเต็มซะก่อน"
"ฉันว่าจะไปรถไฟ ดูข่าวบอกว่า จัดรถไฟฟรี จากโคราช ไปขอนแก่น แล้วจะมีรถมารับไปยังบริเวณงาน ให้ไปกราบหลวงพ่อคูณด้วย"
"แล้วแกจะไปรึเปล่า" เพื่อนคนหนึ่งหันมาถามเขา เขาพยักหน้า ด้วยความตั้งใจแน่นแน่ว่าจะไปกราบท่านในวันสุดท้าย



หลังทานข้าวมื้อเที่ยงวันนั้นผ่านไป เขากลับเข้าไปทำงานในร้านอู่ซ่อมรถ ริมถนนมิตรภาพในตัวเมืองโคราช มีลูกค้านำรถมาเข้าอู่สองคัน ต้องการให้ซ่อมรถให้เสร็จในวันที่ 25 พ.ค.2558 เพราะจะรีบเอาไปขนสินค้า ส่งให้ลูกค้าถึง กทม เขาและทีมช่างซ่อมรถ อีก 2 คน จึงต้องรับงานชิ้นนี้

"โห ให้ซ่อมสองคันนี่ให้เสร็จ ภายใน 3 วันนี่ จะทันมั้ยน้อ"
"เช็คสภาพแล้ว ทันแน่นอน ถ้ามึงไม่อู้งานน่ะ ยังไงก็ทัน"
"มึงบอกว่า อยากไปกราบหลวงพ่อคูณที่ขอนแก่น ในวันที่ 24 งั้นมึงต้องรีบซ่อมรถให้เสร็จภายใน 2 วัน ไม่งั้นอดแน่"
"เอาว่ะ ลุย.."

เขาและเพื่อนร่วมงาน ต่างลงมือทำงานทันที จนถึงช่วงเย็น แต่ละคน เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

"ขอพักซักครึ่งชั่วโมงนะ"
"กูจะไปซื้อน้ำ กะขนมที่ เซเว่น มึงจะเอาอะไรรึเปล่า"
"ฝากซื้อเอ็ม 150 ขวดนึง"
"กูเอากาแฟ กระป๋องนึง น้ำเปล่าขวดนึงนะ"
"เออ เดี๋ยวกูมา เดี๋ยวกูออกตังค์ให้ก่อน เดี๋ยวพวกมึงค่อยจ่าย ตอนปิดร้านละกัน"

เขาเดินไปที่ร้านเซเว่นที่ปากทาง เห็นมีคนหลายคน มายืนแถวนั้น ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจ ที่ริมฝั่งถนนทั้งสองฝั่ง มีสองกลุ่ม กำลังยืนประจันหน้ากันอยู่ แบบนี้ คงจะมีเรื่องกันล่ะมั้ง... เขาพยายามหาทางเดินเลี่ยงบริเวณนั้น จะได้เข้าร้านเซเว่น ซื้อของให้เร็วที่สุด แต่ถนนเส้นนั้น เป็นซอยแคบๆ เขาจึงต้องเดินไปด้านหลังคนกลุ่มหนึ่ง ด้านที่ติดกับเซเว่น เดินอ้อมคนที่ยืนแถวหลังอย่างตัวลีบ

"เฮ๊ย!! ลุย"
กลุ่มคนที่อยู่อีกฝั่งถนน โยนก้อนหินมา ก้อนหนึ่งโดนหัวของเขา ฝ่ายคนที่ยืนอยู่ฝั่งที่เขาเดินอยู่ ถือไม้แล้วรีบวิ่งเข้าหาอีกฝั่ง สองฝ่ายวิ่งเข้าหา ปะทะกัน ชุลมุน มีใครคนหนึ่งจากฝั่งถนนตรงข้าม เหวี่ยวไม้มาเกือบโดนเขา เขารีบวิ่งเข้าไปในร้านเซเว่น

ข้างนอก ชุลมุนอยู่พักหนึ่ง เมื่อมีใครคนหนึ่งขับรถกระบะ แล่นเข้ามาบริเวณนั้น เขาได้ยินนักเลงฝ่ายหนึ่ง ตะโกนขึ้นมาว่า เอ๊ย ไอ้นั่นมาแล้ว ถอยก่อนๆๆๆ แล้วสถานการณ์ก็เริ่มคลี่คลาย....

เขารีบซื้อของตามที่เพื่อนฝากซื้อ รีบจ่ายเงินแล้ว รีบหิ้วถุงออกจากร้านทันที จู่ๆ มีคนขี่มอเซอร์ไซต์มาที่บริเวณนั้น ลงจากรถแล้ว ชี้หน้าด่าฝ่ายตรงกันข้าม เขาเดินเข้าไปในซอยไม่ได้ เพราะคนสองกลุ่ม ยืนประจันหน้ากัน ปิดทางเข้าซอย และแล้ว ทั้งสองฝ่าย ก็เริ่มตะลุมบอนกันอีกครั้ง

"โอ๊ย.."
เขาโดนลูกหลงอีกแล้ว คนฝ่ายที่ยืนอยู่ฝั่งถนนเดียวกันเขา หันมามอง แล้วถามว่า ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย แล้วหยิบไม้ให้เขา แล้วดึงมือเขาออกไปสู้กับฝ่ายตรงกับข้าม เขาเซตามแรงผลัก เขาไปอยู่ในวงที่เกิดเรื่องตีกัน เขาโดนไม้หน้าสามตีเข้าที่แขน เขารีบหลบออกมาจากบริเวณนั้น คนสองกลุ่มตีกันอยู่พักหนึ่ง ตำรวจก็มาถึง เขารีบเดินเข้าซอย ไปยังร้านซ่อมรถทันที

"เฮ๊ย อะไรวะ ฝากซื้อกาแฟกระป๋อง กะน้ำ นี่มึงได้เลือดเลยเหรอ"
"โคตรซวยจริงๆว่ะ ดันไปเจอคนตีกันพอดี กูเลยโดนลูกหลง"
"ถือซะว่า ฟาดเคราะห์ละกันนะ"
"โดนฟาดแบบนี้ ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะโว้ย ดีไม่โดนหัวแตก"
"ทำงานไหวรึเปล่าวะ"
"พักสักชั่วโมงก่อนก็ได้นะมึง ไปหาทายาแก้ฟกช้ำก่อน เดี๋ยวสักครึ่งชั่วโมง มึงค่อยมาทำงานต่อ"
"เออ ก็ได้ว่ะ"

เมื่อได้พัก เขาจึงเดินไปที่ร้านอินเตอร์เนตคาเฟ่ พักสักชั่วโมง เล่น facebook ทักทายเพื่อนฝูงซะหน่อย นี่เป็นอีกหนึ่งความสุขเล็กๆในชีวิตของเขา

เดินเข้ามาในร้าน ก็เจอหนุ่มคนหนึ่ง มายืนมองๆ แปลกๆ เขาเดินไปถามเจ้าของร้าน ว่า ไอ้หนุ่มนั่น มารอใครเหรอ เจ้าของร้านตอบว่า เห็นบอกว่า รอเพื่อน ตะกี้เข้าไปถามว่า จะเล่นเนตมั้ย มันบอกว่า รอเพื่อนแป๊บนึงก่อน ถึงจะเล่น

"แปลกนะ แทนที่จะนั่งเล่นรอเพื่อน นี่มันจะยืมเงินเพื่อนมาเล่นเนตรึยังไง"
เขานั่งเล่นเนต ที่เครื่องเบอร์ 9 ในร้านส่วนใหญ่ มีแต่เด็กๆ มานั่งเล่นเกม กันเต็มเกือบทุกโต๊ะ เขาสังเกตเห็น หนุ่มคนนั้น เข้าไปถามเด็กคนนั้น คนนี้ ว่า ว่างมั้ย จะให้ไปช่วยยกของ มีค่าขนมให้ คนละ 100 บาท เลยนะ ไปแป๊บเดียว เขาได้ยินเด็กหลายคน ปฏิเสธ ไม่อยากไปไหน อยากจะเล่นเกมส์มากกว่า

ไอ้หนุ่มคนนี้ พยายามเข้าไปถามเด็กคนนั้น คนนี้ ..

แปลก.. มันจะมาเอาเด็กตัวเล็กๆ ไปช่วยยกของทำไมกัน ทำไมไม่จ้างผู้ใหญ่ ที่มีกำลังวังชามากกว่าเด็กๆล่ะ
"พี่ เดี๋ยวผมไปช่วยยกของให้ก็ได้ ที่ไหนล่ะ"

ไอ้หนุ่มคนนั้น หันมามองหน้า แล้วบอกว่า ไม่เป็นไร แต่เขาบอกว่า เขาช่วยยกให้ก็ได้ ไอ้หนุ่มคนนั้น รีบเดินออกมาจากร้านเนตทันที

จนกระทั่งเขาเล่นเนต ครบเวลา จึงเดินออกมา เห็นผู้ชายคนที่เจอในร้านเนต เดินอยู่ข้างหน้าเขา มีเด็กคนหนึ่งเดินตามเขาไปด้วย

"อะไรวะ หาเด็กไปยกของจนได้ ทำไมมันต้องให้เด็กไปช่วยยกวะ"
เขาเดินต่อไป จะกลับไปทำงานที่ร้าน

"เอ๊ะ นั่น จะพาลูกชั้นไปไหนน่ะ" เสียงดังขึ้นมาจากด้านหลังของเขา เมื่อมองไป เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามมา
เขาหันกลับไปมองที่หนุ่มคนนั้น เห็นก้มลงอุ้มเด็ก แล้วรีบวิ่งทันที...

"แก๊งขโมยเด็ก !!!"

พอได้ยินเสียงตะโกน เขาก็รีบวิ่งตามชายคนนั้นทันที เสียงตะโกนเรียก ทำให้คนในซอยนั้น โผล่ออกมามุงดู ชายคนนั้น รีบปล่อยเด็กลง แล้วรีบวิ่งหนีออกจากบริเวณนั้น เขารีบวิ่งไปดักอีกทาง โผล่มาตรงทางแยก หนุ่มคนนั้น วิ่งเข้ามาชนเขาพอดี จนเขาล้มโครม กระเด็นไปชนเข้ากับถังขยะ หัวเขาไปชนโดนอะไรสักอย่าง หนุ่มคนนั้น ก็ลุกขึ้นวิ่งหนีต่อไป

เขาเดินลูบหัว กลับเข้าไปที่ร้าน เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เพื่อนร่วมงานฟัง

"เฮ๊ย ให้ไปพัก ดันซวยไปเจอเรื่องใหม่อีก เจ็บหัวมาอีกแล้ว แบบนี้ ดวงไม่ค่อยดีแล้วล่ะ ต้องไปทำบุญซะแล้ว"
"วันนี้ พอแค่นี้ดีกว่า จะปิดร้านแล้ว กลับบ้านกันดีกว่า พรุ่งนี้ ค่อยมาทำงานต่อ"

ระหว่างนั่งรถโดยสารกับด่านขุนทด เขารู้สึกปวดเนื้อปวดตัว พอสมควร คงเกิดจากสิ่งที่เขาได้เจอในวันนี้ เขาอยากจะกลับให้ถึงบ้าน จะได้กินยาแก้ปวดและเข้านอน.. "รถติดขบวนอะไรเหรอ เห็นจอดแช่ตั้งนานแล้ว"
"ปิดถนน มีขบวนแห่งานอะไรรึเปล่า"
"รถข้างหน้า ต่อแถวยาวเลย รถติดเหมือน กทม อีกแล้ว"
รถค่อยๆ ขยับๆ ไปเรื่อยๆ จนผ่าน จุดที่เกิดอุบัติเหตุ รถชนกัน มีเจ้าหน้าที่กู้ภัย เอารถยก ลากรถที่เกิดอุบัติเหตุออกจากช่องทางจราจรแล้ว รถบนถนนจึงค่อยๆเคลื่อนตัวออกมาจากบริเวณนั้นได้

กว่าจะนั่งรถมาถึงหมู่บ้าน เกือบสองชั่วโมง...

"โอย ไม่ไหวแล้วพ่อ งานที่ร้านก็ยังไม่เสร็จ แบบนี้จะได้ไปงานหลวงพ่อคุณ มั้ยน้อ"
"ถึงไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไรหรอก ความนับถือมาจากใจ เคารพนับถือท่าน เอาคำสอนของท่านมาปฏิบัติเป็นทางนำชีวิต นี่ก็ตรงตามเจตนาของหลวงพ่อคุณ เช่นกันนะ ท่านสอนให้พวกเราเป็นคนดีนี่"
"ดูข่าวในทีวี แล้วน้อมส่งจิต ระลึกถึงท่านก็ได้ ปลายเดือนนี้ ในตัวเมืองโคราช ก็จัดสวดมนต์บำเพ็ญกุศล ครบ 15 วันที่หลวงพ่อคุณจากไป เราไปร่วมงานที่วัดก็ได้นะ"


เขาพนมมือขึ้นท่วมหัว ระลึกถึงหลวงพ่อคุณ ยังมีคนอีกหลายล้านคน ที่ไม่ได้ไปกราบสรีระร่างของหลวงพ่อคูณที่ขอนแก่น เหมือนกับคนด่านขุนทดอีกหลายคน ที่ไม่มีโอกาสได้ไปขอนแก่น เช่นกัน

ชีวิตของคนธรรมดาๆของเขา ไม่ใช่คนเด่นคนดัง เรื่องราวไม่ดราม่า น่าสนใจสำหรับใครๆ ชีวิตรายวันที่เจอเรื่องราวริมถนน จนไม่ได้ไปกราบหลวงพ่อคูณตามที่ตั้งใจไว้ แต่ท่านยังอยู่ใกล้ๆ อยู่ในใจ ไม่ใช่ใกล้แค่เหรียญหลวงพ่อคุณรุ่นเก่า ที่มีคนถามซื้อจากเขาหลายๆครั้ง...

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สูตรยารัชกาลที่ ๕ รักษาโรค

สูตรยา รัชกาลที่ ๕
รักษาโรค (เผยแผ่ เป็นธรรมทาน)

ถ้าหายแล้ว ให้ทำบุญ
ถวายสังฆทาน อุทิศให้
เสด็จพ่อ ร.๕

สูตรยา มีดังนี้
๑. น้ำส้มสายชูกลั่น อ.ส.ร. ๒ ช้อนชา
๒. น้ำผึ้งแท้ ๒ ช้อนชา
๓. เกลือป่น ครึ่ง ช้อนชา

รับประทานโดย ชงกับน้ำอุ่น 1 แก้วกาแฟ
วันละ ๒ ครั้ง ก่อนอาหารเช้า 15 นาที
และก่อนนอน จะหายจากโรคเบาหวาน
โดยสิ้นเชิง
ผมเป็นมา ๕ ปี ตอนนี้หายหมดทั้ง ๕ โรค
ทั้ง ความดัน เบาหวาน ภูมิแพ้
โรคหัวใจ และไขมันอุดตันในสมอง
หายหมดแล้วครับ
สูตรยานี้ เสด็จพ่อรัชกาลที่ ๕
ทรงประทานให้ ถ้าท่านหายจากโรค
เบาหวานแล้ว ให้ท่านทำบุญถวาย
สังฆทาน ๑ ชุด อุทิศบุญกุศลให้
เสด็จพ่อรัชกาลที่ ๕
ชึ่งท่านเป็นผู้บอกสูตรยานี้มา

ดูคลิปนี้แล้วมีความสุข การดำเนินชีวิตอย่างมีสติ

ดูแล้วชีวิตเรามีความสุขมากขึ้น
..ไม่ใช่เพราะเห็นว่าคนมีทุกข์กว่า แต่เห็นคนที่ทุกข์แสนสาหัสทั้งกายใจ สามารถก้าวผ่านเอาชนะอารมณ์ ความรู้สึกปรุงแต่ง แล้วพบความสุขทางใจโดยไม่ต้องวิ่งหนีสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้...

ข้อคิดดีๆคือ..
"การปฏิบัติธรรม คือ การดำเนินชีวิตอย่างมีสติ"

คนจำนวนมากกลัวความเจ็บป่วยและความตาย ทั้งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วมันก็นำมาซึ่งความทุกข์ ทั้งที่เรายังไม่ได้ป่วยด้วยซ้ำ..

กายท่านป่วย แต่ใจท่านสว่างไสวด้วยธรรมะ..

อ.กำพล
http://www.youtube.com/watch?v=4EXI4ynRR_c

ขอคืนพื้นที่ : ขำขัน

ขำขันมั่ง ของทหาร


::: ขอคืนพื้นที่ :::

สามี : สะกิดภรรยาแล้วบอกว่า “เรามาปรองดองกันดีกว่านะ…อิอิ”

ภรรยา : วันนี้ฉันเหนื่อยไม่มีอารมณ์ปรองดองด้วย

สามี : พูดด้วยอารมณ์ไม่สมหวัง “ฉันให้เวลาเธอ 30 นาที ถ้าเธอไม่พร้อม ฉันพร้อมอาวุธประจำกาย จะขอบุกเพื่อขอคืนพื้นที่

ภรรยา : ถ้าเธอจะบุกเพื่อขอคืนพื้นที่ในคืนนี้ ก็จะมีแต่ความเสียหายทั้งสองฝ่าย เพราะว่าคืนนี้พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่สีแดงมา 2 วัน แล้วยังไม่ถูกยกเลิกเลย.

สามี : งั้นดีแล้ว คืนนี้ ฉันจะออกไปข้างนอก ไปขอกระชับพื้นที่กับ กองกำลังไม่ทราบฝ่าย…อิอิ

ภรรยา: ถ้ามึงไปกระชับพื้นที่ข้างนอกกูจะไปซุ่มโจมตีและไม่รับรองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของมึงขอเตือนครั้งที่ 1... โปรดฟังอีกครั้ง...


555

กินก๋วยเตี๋ยวให้หลีกเลี่ยงเส้นเล็ก

เพิ่งอ่านเจอเดี๋ยวนี้เอง กินก๋วยเตี๋ยวให้หลีกเลี่ยงเส้นเล็ก เพราะใส่สารกันบูดเยอะมากกว่าเส้นอื่น ประมาณ 17 เท่า บะหมี่กับวุ้นเส้นไม่ใส่เพราะทำมาจากข้าวสาลีและถั่วเขียว ส่วนเส้นขาว ทำมาจากแป้งข้าวจ้าวซึ่งมีความชื้นสูง จึงต้องใส่สารกันบูดและสารอีก 2 ตัวที่เป็นอันตรายต่อตับและไต เส้นขาวจากแป้งข้าวจ้าว เพียงวันเดียวก็บูดเสียแล้ว เขาจึงใส่สาร ให้สังเกตุเวลาลวกน้ำจะขุ่น เวลากินเส้นจะเหนียวนุ่มกัดไม่ค่อยขาด แป้งข้าวจ้าวปกติจะไม่เหนียว ทางภาคอิสานจะพบมากในปริมาณสูง กินก๋วยเตี๋ยวกันเกือบทุกวันระวังนะ มันสะสมครับ

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ลูกคุณก็น่ารักสำหรับคุณเท่านั้น

ลูกคุณก็น่ารักสำหรับคุณเท่านั้น...

ทุกคนล่ะ ย่อมที่จะเข้าข้างตัวเอง มองด้วยมุมของตัวเอง นึกถึงแต่ตัวเองเป็นหลัก

หลายครั้งเลย กับคนที่เราคิดว่า ดีเลิศ เหมาะสม น่ารัก น่าเอ็นดู แต่กับคนอื่นๆแล้ว ไม่รู้สึกดี น่ารำคาญ น่าเบื่อ ไม่อยากอยู่ใกล้

หลายต่อหลายครั้ง ที่ความรัก ความสุขในสายตาของคุณ กับลูกของคุณ เป็นความทุกข์ของคนอื่น เวลาที่ลูกคุณซน เล่นกับเด็กอื่นๆ เมื่อเกิดเรื่องราว ทะเลาะเบาะแว้งกัน พ่อแม่หลายคน รีบตัดสินทันทีว่า ลูกของตน ถูกเสมอ ทั้งๆที่ยังไม่ได้สอบถาม เรื่องราว ต้นสายปลายเหตุใดๆเลย

เรียกว่า ลำเอียง เข้าข้างกันตั้งแต่แรก....

พ่อแม่หลายคน ลูกทำสิ่งที่น่ารำคาญ ก็ยังบอกว่ามันน่ารัก
ลูกพูดโกหก ตอแหล ก็บอกว่า ไม่เป็นไร เด็กยังไร้เดียงสา ทำอะไรก็น่ารัก
เวลาลูกไปทำบางอย่าง ที่ไม่เหมาะสม ไปกะเพื่อน แล้วมีคนเห็น เอามาบอกพ่อแม่ อยากให้ตักเตือนลูก ไม่ให้ทำผิดอย่างนั้น พอลูกมาแก้ตัวว่า คนที่มาฟ้องน่ะ เกลียดหนู พยายามหาเรื่อง ใส่ความหนู .. คนที่มาฟ้อง ก็โดนด่า อีกล่ะ .. ลูกตัวเอง ดีตลอด ถูกเสมอ

"เกลียดนัก กับคนที่เลี้ยงลูก ตามใจลูกแบบนี้"
"นี่ละตัวปัญหาสังคมในอนาคต"

พ่อแม่ยุคก่อน ยังรู้ว่า อะไรควรไม่ควร แต่..ยุคนี้ ยุคที่คนเห็นแก่ตัวมากเหลือเกิน ทำอะไรไม่ค่อยแคร์ใคร อาจเป็นเพราะว่า ถูกตามใจมาก่อน พอมาถึงรุ่นลูก ก็ตามใจลูกแบบที่ตัวเองเคยถูกตามใจ จึงไม่รู้ว่า อะไรควรไม่ควร อะไรผิดหรือถูก... ความผิดถูก คือ ความรู้สึกของตัวเองที่จะตัดสินว่า อะไรดีไม่ดี...

"ถ้าเป็นแบบนั้น เราก็จะมีแต่คนหน้าด่านน่ะสิ"
"สังคมคงจะวุ่นวายมากกว่านี้"
"นี่ ทุกวันนี้ ยังไม่วุนวายมากพอเหรอ"
"โอย แค่จิ๊บๆ เดี๋ยวยิ่งจะวุ่นวายหนักกว่านี้ ยังกะโลกจะระเบิด"

ยิ่งคนมีมากขึ้น ความโลภมากขึ้น ความเห็นแก่ตัวมากขึ้น โลกเบี้ยวๆใบนี้ ยิ่งวุ่นวายมากขึ้น แต่ยังดี ที่ในสังคม ยังมีคนที่รู้จักผิดชอบ ชั่วดี ความเหมาะสม ไม่เหมาะสมอยู่มากเช่นกัน เลยเกิดความขัดแย้ง ระหว่างคนสองแบบ สองความคิด .. ความน่ารักสำหรับคนนึง จึงเป็นความน่าเกลียดสำหรับคนอีกคน

"เรามีความรู้ มีข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก มากมาย หลายวิธี แต่คนยุคนี้ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เพียงปลายนิ้ว กลับโง่ที่จะสนใจเลือกสิ่งที่ดีๆ วิธีการเลี้ยงลูกที่ดีๆ เอาแต่มัวสนใจสิ่งจอมปลอม มัวแต่ยุ่งกับตัวเอง ยุ่งกับหน้าจอ เห็นแก่ตัวมากขึ้น สังคมและผู้คนยุคใหม่ จึงเป็ยแบบนี้ล่ะ"

เป็นคนที่ทำตัวน่ารัก สำหรับพ่อแม่ คนในครอบครัวเท่านั้น
แต่ในสายตาคนอื่นๆ โคตรน่าเกลียดจริงๆ

เราจะทำตามสัญญา

เราจะทำตามสัญญา

เห็นประโยคนี้ หลายคนคงคิดว่า นี่ จะพูดเรื่องการเมืองของไทยอีกแล้วล่ะสิ...

"เป็นสาวกของ คสช.แล้วเหรอ"
"ศรัทธา ชื่นชอบ ยกย่องทหารแล้วล่ะสิ"
"ฟังเพลงนี้ทุกวัน จนชอบร้อง กลายเป็นเพลงฮิตเพลงโปรดไปแล้วเหรอ"

แหม เพียงแค่เห็นข้อความ ทำให้หลายคน คิดไปไกลถึงโน่นเลย ทั้งๆที่ หยิบข้อความนี้มา เพื่อจะพูดในอีกแง่มุมหนึ่งต่างหาก

พูดในแง่มุม ที่แตกต่างออกไป

ไม่ว่าจะมี คสช หรือ ไม่ แต่ประเด็นนี้ ก็เป็นสากล ที่ทุกคนนึกถึง

นั่นคือ คำว่า "สัญญา"

ถ้านึกถึงเรื่องการเมือง เราได้ยินนักการเมือง พูดถึงสิ่งที่จะทำหลายอย่าง เหมือนกับให้สัญญาไว้ว่า จะได้อย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าคนของพรรคฉันได้รับเลือกตั้งเยอะๆ

ถ้านึกถึงเรื่องการสอบเข้าเรียนต่อ หรือ สอบปลายภาค ถ้าลูกสอบได้ที่ 1 หรือ สอบเข้าคณะวิชานั้นได้ พ่อกับแม่สัญญาว่าจะให้......."

ไม่ว่าเร่องอะไรก็ตาม มนุษย์จะต้องมีสัญญากับใครสักคนเสมอ

เมื่อหวังสิ่งใดก็ตาม การจูงใจที่จะให้ลงมือทำสิ่งนั้น หรือเพื่อให้ได้สิ่งนั้น มักจะมีคำสัญญา ว่าจะให้บางสิ่ง เป็นการตอบแทนความพยายามนั้น

ถ้าไม่มีสัญญา ก็เหมือนไม่มีแรงจูงใจที่จะกระทำสำเร็จตามสิ่งที่หวัง

"สัญญา" ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันความเป็นมนุษย์ เราไม่เคยเห็นว่า มด หมา แมว นก หนู ช้าง ม้า วัว ควาย เคยให้สัญญาอะไรกับพวกเดียวกัน ก็ใแต่มนุษย๋เรานี่ล่ะ ที่สัญญิงสัญญา อะไรไว้มากมาย..

ไม่รู้สินะ ทำไมต้องเอาอะไรมาล่อ ต้องมาให้สัญญาว่าจะ... อย่างนั้นอย่างนี้ หลายคนลงมือทำสิ่งต่างๆตามเป้าหมาย โดยไม่ต้องมีใครมาสัญญาว่าจะให้ ว่าจะ... อะไรต่อมิอะไร

สิ่งนี้ ก็แสดงว่า มนุษย์เรา ขี้เกียจ หรือ มีความมั่นใจในตัวเองน้อยเกินไป ไม่ยอมทำสิ่งที่ควรจะทำ แต่ไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ

เมื่อสัญญา เป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันความเป็นมนุษย์

เราจึงต้องทำตามสิ่งที่ลั่นวาจาไว้