++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รำลึกวีรชน ๑๗-๑๙ พค ๒๕๓๕

๐รำลึกวีรชน ๑๗-๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓๕..๐

ปีสองห้าสามห้า พฤษภาทมิฬ
อำนาจโฉดอันโหดหิน ทมิฬบ้า
เลือดท่วมนองสองมือเปล่า ชาวประชา
มันเข่นฆ่าผู้รักชาติ-ประชาธิปไตย

ใบไม้ร่วงลงสู่ดิน เมื่อสิ้นลม
ซ้อนทับถมบนผิวพื้น สะอื้นไห้
วีรกรรมอันแกร่งกล้า ประชาไทย
จารึกไว้..ประวัติศาสตร์ ชาติวีรชน!

สุคม ศรีนวล
๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๘

ทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์ ระดับปริญญาเอก 2015

ทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์ ระดับปริญญาเอก 
New Zealand Scholarships 2015


                              

สวัสดีชาว eduzones ทุกคนครับ รัฐบาลนิวซีแลนด์ (NZIDRS) มีความประสงค์ที่จะเชิญชวนผู้สนใจศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ยังประเทศนิวซีแลนด์ สมัครรับทุนการศึกษาของรัฐบาลนิวซีแลนด์ระดับปริญญาเอก ประจำปี 2015 ครับ

โดยมหาวิทยาลัยที่เปิดให้ทุนการศึกษารัฐบาลนิวซีแลนด์มีดังนี้

-AUT University, 
-Lincoln University, 
-Massey University, 
-University of Auckland, 
-University of Canterbury, 
-University of Otago, 
-University of Waikato, 
-Victoria University of Wellington.

-โดยทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกของรัฐบาลนิวซีแลนด์จะเปิดให้กับนักเรียนต่างชาติทุกสัญชาติ (ยกเว้นออสเตรเลียและฟิจิ) เข้ามาศึกษาต่อยังทุกสาขาของระดับปริญญาเอกใน 8 มหาวิทยาลัยข้างต้นครับ

- ทุนจะให้รวมสูงสุด 3 ปี ประมาณ 2083.33 ดอลล่าร์นิวซีแลนด์ ต่อเดือน รวม 36 เดือน (ประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน) และประกันสุขภาพ ปีละ $600  ดอลล่าร์นิวซีแลนด์

คุณสมบัติผู้สมัคร :
- มีสัญชาติต่างชาติที่ไม่ใช่พลเมืองนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และ ฟิจิ
- มีคะแนนเฉลี่ยสะสม GPA 3.60 จาก 4.00 หรือ A ถึง A+ ในระดับปริญญาโท
- ต้องสมัครโปรแกรมที่สนใจศึกษาโดยตรงยังมหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งของนิวซีแลนด์ และต้องมีผลการทดสอบภาษาอังกฤษถึงระดับที่ทางหลักสูตรกำหนด

วิธีการสมัครทุน :
- ผู้สมัครต้องสมัครพร้อมกันในสองช่องทางคือ ผ่าน NZIDRS และ ผ่านหลักสูตรของมหาวิทยาลัยของตน
- หลังจากที่ผู้สมัครได้รับการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัย ผู้สมัครจะถูกพิจารณาใบสมัครทุนการศึกษาของ NZIDRS
- ผู้สมัครต้องสมัครทุนการศึกษา โดยการดาวน์โหลดใบสมัครในเว็บของ NZIDRS และแนบไปพร้อมเอกสารที่สมัครยังมหาวิทยาลัย ก่อน 15 กรกฎาคม 2015

หมดเขต 15 กรกฏาคม 2015

รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ : ทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์ ระดับปริญญาเอก New Zealand International Doctoral Research Scholarships 2015 

ดราม่าเรื่องโรฮินจา

ดราม่าเรื่องโรฮินจา

กลายเป็นปัญหาที่มีความดราม่า เข้ามาปนกับข่าวเรื่องนี้ซะแล้ว สำหรับเรื่อง ผู้อพยพมุสลิมโรฮินจา ที่หลายคน หลายฝ่ายมีความเห็นว่า ไม่ควรรับผู้อพยพกลุ่มนี้ ให้เข้ามาพักพิงในประเทศไทย หรือการตั้งศูนย์รับผู้อพยพ ตามการกดดันจาก USA และ เลขา UN

แล้วทำไม ประเทศไทยจะต้องรับ และทำไม จะต้องเป็นเรา ?

ต้นตอ ที่มาที่ไปของปัญหา สามารถที่จะค้นหา อ่านข้อมูล ข่าวในเรื่องนี้ได้ เพราะหลายเวบ หลายเพจ เอามาแชร์ และวิจารณ์กันอย่างหนัก .. เมื่อมองเห็นภาพ ข่าว ผู้อพยพ .. เห็นแล้วเป็นภาพที่น่าสงสาร หลายคนสงสาร อยากช่วยด้วยมนุษยธรรม.. แต่ก็น่าสังเกตว่า ทำไม ประเทศที่เป็นมุสลิม เหมือนคนโรฮินจา ถึงไม่ยอมรับผู้อพยพกลุ่มนี้ ทั้งประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ดูเหมือนว่า ไทยจะต้องยอมรับคำสั่งของชาติมหาอำนาจ อย่างนั้นหรือ

เรื่องนี้ กลายเป็นเรื่องสำคัญทันที ที่ อเมริกา ยื่นมือเข้ามายุ่งด้วย ในขณะที่ มีคนยากคนจน ที่น่าสงสาร และสมควรต้องดูแล ซึงเป็นคนไทยด้วยกันเอง ... เราน่าจะให้ความสนใจมากกว่า ผู้อพยพ ชาวโรฮินจา....

.. แต่คนชาติเดียวกัน เผ่าพันธุ์เดียวกัน กลับไร้การเหลียวแล .. หรือจะต้องรอให้ประเทศมหาอำนาจ สั่งการให้ รัฐบาล ตั้งศูนย์ดูแลคนไทยยากจน ซะก่อน ถึงจะขยับตัว ให้ความสนใจ เหมือน เรื่องโรฮินจา

เร่องสหรัฐออกมากดดันไทย ตั้งศูนย์อพยพ หลายคนก็แสดงความคิดเห็น ด่าไปเยอะพอสมควรแล้ว ยังมีดราม่าอีกเรื่อง จากการทำข่าวของนักข่าวช่อง 3 ฐาปนีย์ ที่เข้าไปเกาะผู้อพยพ ชาวโรฮินจา..แล้วโพสภาพ ข้อมูล ลงทาง facebook ของเธอเองด้วย .. หลายคนยอมรับว่า ฐาปนีย์ ทำข่าวเก่ง .. แต่น่าสงสัยว่า ทำไมไม่ไปเกาะติดเรื่องเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้... เรื่องพี่น้องคนไทย ไม่สนใจไปเกาะติดข่าวบ้างหรือ .. แต่เรื่องของมุสลิมโรฮินจา ... แหม คุณกระตือรือร้นจัง

ก่อนหน้านี้ คุณเธอก็ถูกวิจารณ์ซะเละ เรื่องการทำข่าวที่เป็นการทำลายภาพพจน์ของประเทศไทย .. เรื่องแบบนี้ขยันทำจังเลย ... น่าจะคิดวางประเด็นข่าวที่ สมควรจะทำ ให้ดีกว่านี้หน่อย

"อยากให้จัดลำดับความสำคัญของการทำข่าว ทุกข่าวก็น่ารู้ น่าติดตามทั้งนั้นล่ะ แต่เมื่อทำข่าวออกมาแล้ว ผลที่เกิดขึ้น สิ่งที่ได้จากการดูข่าวเรื่องนั้น คนดูได้อะไร... คนทำข่าว ตั้งใจให้คนดูสงสาร เห็นใจผู้อพยพโรฮินจา ต้องการนำเสนอความเป็นจริง ต้องการนำเสนออีกแง่มุมหนึ่ง แล้วอีกหลายประเด็น หลายเรื่องราวในสังคมไทยล่ะ เคยคิดที่จะหยิบมานำเสนอบ้างหรือไม่...

... หรือ คิดเพียงแค่ว่า มันจะขายได้รึเปล่า ข่าวนั้นน่ะ ? "

เรื่องของโรฮินจา หลายคนอ่านข่วติดตามข่าว แล้ว วิจารณ์ตามความคิด ความรู้สึกในใจ และความรู้สึกของความเป็นคนไทย .. แต่ก็ยังมีอีกหลายคน ที่โชว์โง่ .. เขียนคอมเม้นท์โง่ๆ ... อ่านแล้ว รู้เลยว่า มันไม่ได้อ่านรายละเอียดของข่าวหรอก เป็นแค่นักเลงจิ้มแป้น ทำตัวเป็นผู้รู้ วิจารณ์ไปตามอารมณ์ แบบที่เห็นภาพนิ่งภาพเดียว แล้ววิจารณ์ความรู้สึกตามภาพที่เห็น แต่ไม่รู้ที่มาที่ไป ว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ ทำไม พม่าถึงต้องขับชาวโรฮินจา ออกจากประเทศ แล้วทำไม ประเทศมุสลิมที่อยู่ใกล้ ถึงปฏิเสธที่จะยอมรับผู้อพยพ กลุ่มนี้

อีกส่วนนึงที่สำคัญ คือ การค้ามนุษย์ จากผู้อพยพกลุ่มนี้ล่ะ คนใจใจคด ใจแคบหลายคน แสวงหาผลประโยชน์จากเรื่องนี้ รับเงิน รับทรัพย์กันมากมาย จนต้องมีการตรวจสอบ ตรวจจับ จึงเป็นข่าวดังขึ้นมาในช่วงนี้ กับขบวนการค้ามนุษย์ ที่อยู่ในเมืองไทย ซึ่งก็เป็นตัวสร้างปัญหา ที่ขนชาวโรฮินจา เข้ามาในประเทศไทย จนเกิดปัญหาในเวลานี้

เอาแต่ทะเลาะ วิจารณ์กันร้อนแรงบนหน้าเฟสแล้ว ... อย่าลืมหันมาสนใจคนไทยที่ด้อยโอกาส คนไทยที่ไร้ที่ดินทำกิน คนไทยที่ยากจน ซึ่งเป็นพี่น้อง เผ่าพันธุ์เดียวกันบ้างเด้อ...

ไม่มีใครมาหรอก ; เรื่องขำขำ

ไม่มีใครมาหรอก : เรืองขำขำ

ระหว่างที่โทนี่กำลังหาที่นั่งบนอัฒจันทร์เพื่อชมการแข่งขันฮอกกี้นัดพิเศษอยู่ เขาก็เจอที่ว่างใกล้ๆชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เขาจึงไปนั่งใกล้ๆก่อนทักทายชายคนนั้นอย่างอารมณ์ดีว่า

โทนี่ : สวัสดีครับ ขอนั่งด้วยคนนะฮะ แหม เกมสนุกๆอย่างนี้ คงมีแค่เราสองคนที่มาคนเดียว
ชายคนนั้น : จริงๆแล้วผมมาดูเกมนัดพิเศษนี้กับภรรยาทุกปี แต่เธอพึ่งตายไปน่ะ
โทนี่ : เสียใจด้วยจริงๆครับ ว่าแต่ทำไมคุณไม่ชวนเพื่อนๆหรือญาติมาดูด้วยละ จะได้ไม่เหงา
ชายคนนั้น : คงไม่มีใครมาหรอก
โทนี่ : อ้าว ! ทำไมล่ะครับ
ชายคนนั้น : ก็เพราะตอนนี้พวกเขาคงไปงานศพกันหมดน่ะสิ
โทนี่ : ..........

เด็กดื้อ กับความเหนื่อยยากในการดุด่า อบรมสั่งสอน

เด็กดื้อ กับความเหนื่อยยากในการดุด่า อบรมสั่งสอน

หลายครอบครัว ต้องเจอ "เด็กดื้อ" ไม่ว่าจะเป็น ลูก หลาน .. ทั้งซน ทั้งมึน สอนยาก สอนเย็นจริงๆ มีพฤติกรรมหลายอย่าง ที่เห็นแก่ตัว เอาเปรียบ ไม่มีน้ำใจ อิจฉา ริษยากัน ซึ่งมีแต่จะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในครอบครัวมากขึ้น เมื่อผู้ใหญ่เห็นว่า ไม่ดีแน่ๆ จึงพยายามแนะนำ ตักเตือน สั่งสอน เพื่อจะให้เป็นคนดี เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

เด็กเป็นอย่างไร ก็เพราะผู้ใหญ่ เป็นอย่างนั้น เด็กดื้อหลายคน พ่อแม่เลี้ยงลูกให้เป็นเทวดา ไม่ยอมให้ลูกทำอะไร ให้กินกะนอนอย่างเดียว และปลูกฝังนิสัยที่ เห็นแก่ตัว โดยไม่รู้ตัว เมื่อเด็กทำผิด ผู้ใหญ่ก็มักจะมองว่า ก็เค้าเป็นเด็กอยู่นะ หยวนๆน่า เด็กยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ ..

เมื่อตามใจ และเลี้ยงดูมาแบบนี้ พอเด็กมีนิสัยแบบนี้ ก็จะเริ่มก่อปัญหาให้ผู้ใหญ่ปวดหัวมากขึ้น แล้วตัวผูหลักผู้ใหญ่ ก็จะโทษว่า เด็กมันไม่ดี พ่อมันเลี้ยงไม่ดี แม่มันเลี้ยงมาไม่ดี .. ต้องหาที่โทษจนได้ล่ะน่า

เด็กจะเป็นอย่างไร ก็อยู่ที่พื้นฐานชีวิตที่ผ่านมา ผู้ปกครอง เคยอบรมสั่งสอนเด็กรึเปล่า สอนเป็นมัย้ หรือ ปล่อยให้เป็นคนรักความสะดวกสบาย เลี้ยงลูกให้เป็นเทวดารึเปล่า ..จนเมื่อลูกโตขึ้น ทำอะไรไม่เป็น แบบนั้นล่ะ เกิดปัญหาตามมามากมายแน่นอน

การแก้ไข ถ้าอยากให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดี ก็ต้องเริ่มอบรมสั่งสอนตั้งแต่วันนี้ เมื่อทำผิดก็ต้อง เตือน ดุ ด่า อาจจะเหนื่อยไปบ้าง กว่าที่จะจดจำได้ ก็คงต้องเหนื่อยพอสมควร

หลายเรื่องที่เตือนในวันนี้ เด็กดื้อคงไม่รู้สำนึก แต่เมื่อวันนึง ได้พบเจอสถานการณ์อย่างนั้น ก็จะเริ่มสำนึก นึกถึงคำเตือนในวันวาน

อย่างเช่น การกินข้าว ไม่ควรกินทิ้งกินขว้าง เพราะมีเด็กอีกมากมาย ที่ไม่มีข้าวกิน กินอิ่มทุกวันแบบนี้ เมื่อพยายามพูดจาตักเตือน แต่ในเมื่อทุกวันยังมีข้าวกินอิ่ม ก็ยังคงกินทิ้งกินขว้าง เมื่อถูกดุด่าตักเตือน ก็อาจจะเริ่มปรับพฤติกรรมใหม่ กินทิ้งกินขว้างน้อยลง พอปล่อย ไม่ตักเตือนนานๆ ก็จะกลับมากินทิ้งกินขว้างมากขึ้น... พฤติกรรมแบบนี้ คงต้องย้อนดูสมัยเมื่อหลายปีก่อน ถ้าผู้ใหญ่ไม่เคยอบรมสั่งสอนในเรื่องนี้ ปล่อยให้ลูกกินทิ้งกินขว้างมาตลอด กว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมในจุดนี้ได้ คงต้องเหนื่อยกันมากพอสมควร

แม้จะเหนื่อยที่จะต้องคอยดุ คอนเตือน คอยด่า แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะความปรารถนาดี อยากเห็นอนาคตลูกหลาน เป็นคนดีในสังคมที่เค้าจะต้องเติบโตต่อไป...

หยุดซ่อมคนและปลูกนาฬิกา

"หยุดซ่อมคน และปลูกนาฬิกา"

ถ้าจะแบ่งประเภทของ "สิ่ง" บนโลกใบนี้ออกคร่าวๆที่สุด
ก็คงจะแบ่งได้สอง "สิ่ง" คือ:
1. สิ่งมีชีวิต
2. สิ่งไม่มีชีวิต

เมื่อสิ่งไม่มีชีวิตเกิดพัง หรือทำงานไม่ได้ดั่งใจเรา เราจะทำการ "ซ่อม" มัน
เช่นเวลารถพัง บ้านพัง หรือนาฬิกาพัง
ถ้าเราอยากให้มันกลับมาทำงานดั่งใจต้องการอีกครั้ง
เราต้องใช้ "กำลัง" ในการบังคับซ่อมแซม
การทิ้งนาฬิกาที่แตกเอาไว้เฉยๆ
จะไม่ทำให้มันประกอบขึ้นมาเองเป็นนาฬิกาใหม่...
การปล่อยรถที่พังเอาไว้เป็นปีๆ มีแต่จะทำให้มันผุพังยิ่งกว่าเดิม...
และหากหลังคาบ้านเราเป็นรู การนั่งเฝ้าดูมันทุกวัน
ก็จะไม่ช่วยทำให้รูนั้นหายไป...

ถ้าเราอยากจะซ่อมหรือเปลี่ยนแปลง "สิ่งไม่มีชีวิต"
ให้อยู่ในสภาพที่ดีกว่าเดิม เราต้องใช้การลงมือ ลงแรง และลงกำลัง
ปัจจัยด้านการรอเวลา สร้างสภาพแวดล้อม หรือการให้ความรัก
ไม่เกี่ยวกับการซ่อมแซม "สิ่งไม่มีชีวิต" ให้ใช้งานได้
นี่คือหลักการซ่อมเครื่องจักร ที่เรามักรู้กันอยู่แล้ว
แต่ปัญหาคือ เรามักจะเอาวิธีการเดียวกันนั้นไป "ซ่อม" สิ่งที่มีชีวิต...

ถ้าเราอยากให้ต้นกล้าโตไวๆ การเดินไปดึงมันขึ้นมาแล้วบอกว่า
"เห้ย! โตเร็วๆสิแก!" จะทำให้มันตายทันที
ถ้าเราอยากให้ไก่ออกไข่เยอะๆ เราสามารถฉีดสารเร่งได้
แต่มันจะทำให้ทั้งไก่และคนกินไก่ป่วย เป็นโรคสารพัด
ไม่สมประกอบ และอาจถึงตายได้ทั้งไก่และคน
ตั้งแต่ฟาร์มเห็ดไปจนถึงเป็ดเลี้ยง
การ "บังคับ" สิ่งมีชีวิตให้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หรือใช้แรงในการบังคับให้มันเติบโตตามที่ใจเราต้องการ
ไม่เคยให้ผลดีในระยะยาว...
การบังคับใจคน อาจทำให้เราได้ในสิ่งที่ต้องการตอนนี้
แต่ต่อไปความอัดอั้นตันใจนั้น จะสะสมเป็นความเครียด
ความเกลียด ความแค้น ความเศร้า ความทุกข์ การหลอกลวง
คำโกหก และความสกปรกนานัปการ

ถ้าอยากให้ต้นกล้าโตไวๆและงดงาม
เราทำได้เพียง "สร้างสภาพแวดล้อม" ที่ดีที่สุดให้มัน
รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน จากนั้นก็ "ปล่อย" ให้มันโตตามเวลาของมัน...
ถ้าเราอยากให้ไก่แข็งแรงและออกไข่เยอะๆ
เราทำได้เพียงให้อาหารที่เหมาะสม ให้น้ำ ให้ที่อยู่
สร้างที่วิ่งเล่นออกกำลังกาย และให้ความรักความเอาใจใส่
จากนั้นก็ "ปล่อย" ให้มันได้เติบโตตามเวลาของมัน

ถ้าเราอยากให้ใครสักคนรักเรา เราไม่มีทางบังคับจิตใจเขาได้
ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นลูก พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง หรือแฟนของเรา
ยิ่งบังคับ ความรักยิ่งไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะหลุมของความรักต้องอาศัยการเดิน "ตก" ลงไปด้วยตัวเองเท่านั้น................. ไม่มีใคร "ถีบ" ใครลงหลุมของความรักได้
ฉะนั้น เราทำได้ดีที่สุดเพียง "สร้างสภาพแวดล้อม" ที่เหมาะสมสำหรับให้ความรักเติบโต ดูแล เอาใจใส่ ห่วงใย ให้เวลา
สร้างความสุข สร้างความดี สร้างความจริงใจ สร้างความอบอุ่น
จากนั้นเราก็ทำได้เพียง "ปล่อย" ให้ความรักเติบโตงดงามตามเวลาของมันเอง
ไม่ต่างจากต้นไม้ทุกต้น และชีวิตทุกชีวิต...

ทุกๆ "ความสัมพันธ์" ก็ทำงานเหมือนกับสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง
ซึ่งก็หมายความว่ามันต้องอาศัยสมดุลระหว่างการ
"ปลูก" และการ "ปล่อย" อย่างมีศิลปะ
ปัญหาของความสัมพันธ์แทบทุกชนิดบนโลกนี้ คือการที่ฝ่ายหนึ่งพยายาม "ซ่อม" อีกฝ่ายหนึ่งให้เป็นได้ดั่งใจ เพราะเรามองว่าเขากำลัง "พัง" อยู่
"คน" ไม่ใช่ "นาฬิกา" คนเป็นสิ่งมีชีวิต และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะเปลี่ยนแปลง และเติบโตอย่างงดงามได้ ก็ต่อเมื่อเราหมั่นสร้าง "สภาพแวดล้อม" ที่เอื้ออำนวยให้แก่สิ่งมีชีวิตนั้นได้เปลี่ยนแปลงด้วยตัวของมันเอง
จากนั้นเราก็ต้องหัดปล่อยวางให้เป็น...

ตราบใดที่เรายังพยายาม "ซ่อม" คน โดยการใช้เสียงที่ดังกว่า
ใช้วาจาเอาชนะ ใช้กำลัง ใช้แรง ใช้เงื่อนไข ใช้การบังคับ
หรือใช้อำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงเขาอยู่
เราก็มีสภาพไม่ต่างจากชาวนา
ที่เอานาฬิกาหน้าปัดแตกไปปลูกไว้กลางทุ่งหญ้า
...แล้วบ่นว่ามันไม่ยอมซ่อมแซมตัวเองสักที...

อย่า "ดึง" ใครให้โต เพราะเขาจะ "ตาย" ช้าๆจากภายใน
สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเติบโตและเปลี่ยนแปลง
ด้วยความรัก ความรู้ และการเป็นตัวอย่างที่ดี
แสดงให้เขา "เห็น" ในสิ่งที่เราอยากให้เขา "เป็น"
เริ่มปรับที่ตัวของเรา และสุดท้ายเขาจะซึมซับสิ่งดีๆจากเราไปเอง
ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ซึมซับสารอาหารและน้ำจากสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์
โดยไม่ต้องมีใครไปยืนดุด่าว่ากล่าว หรือบังคับมัน
คนคือสิ่งมีชีวิต และสิ่งมีชีวิตเติบโตด้วยการ "ซึมซับ"
ไม่ใช่ด้วยการ "บังคับ" จากใคร

และหากวันหนึ่งความสัมพันธ์ของเราพัง โปรดจำไว้ว่า...
"คนไม่ได้มีไว้ให้ซ่อม และนาฬิกาก็ไม่ได้มีไว้ให้ปลูก"
โปรดข้องเกี่ยวกับสอง "สิ่ง" นี้อย่างเหมาะสม
เพราะมันต้องอาศัยสองศาสตร์ที่แตกต่างกัน

เครื่องจักร ต้องใช้ "แรง" ในการปรับ
แต่หัวใจ ต้องใช้ "รัก" ในการเปลี่ยน
การใช้ "รัก" เปลี่ยนเครื่องจักร
และการใช้ "แรง" เปลี่ยนหัวใจ
คือการใช้ชีวิตอย่างไร้ศิลปะ
และชีวิตที่ใช้อย่างไร้ศิลปะ
ย่อมต้องปะทะกับความทุกข์
อยู่ตลอดเวลา...

ด้วยรัก
**

ทำพิธีบำเพ็ญกุศลหลวงพ่อคูณ 100วัน ที่วัดบ้านไร่

ทำพิธีบำเพ็ญกุศลหลวงพ่อคุณ 100 วัน ที่วัดบ้านไร่

ในวันที่หลวงพ่อคุณมรณภาพ 16 พ.ค.2558 มีการเสนอความเคลื่อนไหว เร่องหลวงพ่อคูณ หลายช่วงเวลา หลายประเด็น ประเด็นหนึงคือ พินัยกรรมของหลวงพ่อคุณ ที่ส่วนหนึ่งในนั้น บอกว่า ให้จัดพิธีเรียบง่าย มองสรีระร่างกายให้ รพ.ศรีนครินทร์ ขอนแก่น เพื่อประโยชน์ในการศึกษาทางการแพทย์ และในคีนนั้นทันที

ทีแรกก็ยุ่งพอสมควร ส่วนนึง อยากจะนำสรีระสังขาร กลับไปตั้งไว้ที่วัดบ้านไร่ก่อน แต่หลังจากการเจรจา พูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด ก็ให้ทำตามพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณเถอะนะ

ที่ขอนแก่น มีกำหนดการ รูปแบบ และพิธีการต่างๆชัดเจน วันนี้ 18 พ.ค.2558 ข่าวจากวัดบ้านไร่ บอกว่า จะมีการจัดงานบำเพ็ญกุศล ให้หลวงพ่อคูณ 100 วัน โดยนำเครื่องอัฐบริขาร ที่หลวงพ่อคุณใช้จนถึงวันสุดท้ายที่ท่านอยู่ทีวัด ออกมาตั้งแทนสรีระสังขารของท่าน ตั้งไว้ในวัดบ้านไร่ เพื่อให้ คนที่ไม่สามารถไปที่ขอนแก่น ไปไหว้สรีระร่างของหลวพ่อคูณที่ขอนแก่น ได้แวะมาที่วัดบ้านไร่แทน

สื่อก็เสนอข่าวนี้ไป แต่ในบางพื้นที่ในโลกโซเชียล ก็วิพากษ์วิจารณ์กันบ้างแล้วล่ะ ส่วนจะเป็นทิศทางไหน ก็คงไม่ยากที่จะคาดเดา

นี่เป็นการจัดบำเพ็ญกุศล อีกส่วนหนึ่ง นอกเหนือจากพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณ...
ที่จริงไม่ต้องจัดก็ได้ แต่ทางคณะกรรมการวัด คงอยากจะจัด อยากจะแสดงออกบ้าง

ใครจะคิดเห็นประการใด คงคิดอยู่ในใจ และพูดในแต่ละพื้นที่ส่วนตัว

หลวงพ่อคูณ มีหลักปฏิบัติ มีคำพูด คำสอนที่ชัดเจน ปฏิบัติจริง ให้เห็นเป็นตัวอย่าง ทุกคน อยากให้ท่านเดินทางสู่นิพพาน อย่างสงบ ไม่อยากรบกวนท่าน

หลวงพ่อคูณจะอยู่ในใจของทุกคนตลอดไป เหมือนพระเกจิอาจารย์หลายท่านที่มรณภาพไปหลายปีแล้ว แต่พุทธศาสนิกชนยังพูดถึง หยิบหลักคำสอนของท่าน มากล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง เสมือนท่านยังอยู่ตลอดกาล

ต้นไม้แห่งปัญญา กับเทคนิคการเขียน

ต้นไม้แห่งปัญญา กับเทคนิคการเขียน

เรื่อง "การเขียน" ดูจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายคน ถ้าให้ "พูด" นี่ ดูจะง่ายกว่า จะเรื่องไหน ก็สามารถเริ่มต้นพูดได้ทุกเรื่อง แต่ถ้าให้เขียน นี่สิ ทำไมมันยากจัง

การเขียน เป็นการกลั่นกรอง มากกว่าการพูด เพราะภาษาพูด กับภาษาเขียนนั้นต่างกัน

ถ้าเป็นการเขียนงาน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาที่จำกัด หลายคนกว่าจะเขียนออกมาได้ คิดแล้วคิดอีก กลั่นกรองแล้ว กลั่นกรองเข้าไปอีก แล้วจะมีหลักการเขียนที่ง่ายๆบ้างไหม

ถ้ามีหลักการ ที่เป็นแนวทางแล้ว คงจะทำให้การเขียนนั้น ง่ายขึ้น

สิ่งนี้ มีคนเรียกว่า "ต้นไม้แห่งปัญญา"

- ต้นไม้แห่งปัญญา เขียนคร่าวๆ ง่ายๆ ทำอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น
- สำหรับรายงานให้ใช้เวลาเขียน 3 นาที ถ้าหากไม่เกิน 100 พยางค์ เขียนไม่เกิน 3 นาที รีบทำกันเถอะ
- ให้เขียนจุดสำคัญ ที่สั้นๆ ง่ายๆ

ถ้าเปรียบเทียบการเขียนกับ ปัญหา การที่จะเอาชนะปัญหา ถ้าคิดว่า เล็งทีเดียว หรือ ทุ่มเทไปครั้งเดียว จะไม่สามารถเอาชนะปัญหาได้ แต่ถ้าทำการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ถึงจะได้ผล

เป็นหลักการ แนวทางง่ายๆ แต่ดูเหมือนจะทำยาก ถ้าไม่ลงมือทำสักที

เรื่องการเขียน กับปัญหานี้ หากเปรียบกับ อดีตและปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า

"คนที่ยึดติดอยู่ในอดีต ไม่สามาารถไขว่คว้าอนาคตได้ ดังนั้น จึงควรทบทวนวิธีการในปัจจุบัน ลดสิ่งที่ไม่ต้องการ "

มาถึงช่วงท้าย กับ คำสองคำ คำว่า อดีต กับอนาคต

- ถ้าคุณละทิ้งอนาคต คุณคือคนยึดติดกับอดีต

- ถ้าคุณละทิ้งอดีต นั้นเป็นสิ่งที่จะได้มาซึ่งอนาคต

คำสอนของหลวงพ่อคูณ

คำสอนของหลวงพ่อคูณ

กูไม่มีอะไรมาก
กูไม่มีอะไรจะสอนพวกมึงหรอก
เพราะพวกมึงก็รู้ว่ากูพูดไม่เป็น พูดไม่เก่งเหมือนเขา เทศนาว่ากล่าวอะไรก็ไม่เป็น

กูมีแต่ว่าให้ละชั่ว ทำดีกันเท่านั้น
แหละ บุญบาปมีจริงลูกหลานเอ๊ย ให้เชื่อว่าบุญมีจริง บาปมีจริง
ให้ละชั่ว ทำดี มีศีลธรรมประจำใจ

โยม: หลวงพ่อนั่งวิปัสสนา กัมมัฏฐานแล้วเห็นอะไร ?

หลวงพ่อคูณ : กูไม่เห็นอะไรดอก
ไอ้นาย ก็หลับตาจะเห็นอะไร

ถ้ากูลืมตา กูจึงจะเห็น กูเห็นมึง
ชัดเจนว่า มึงดีหรือชั่ว มึงดำกูก็เห็น มึงขาวกูก็เห็น...

แต่เวลากูนั่งหลับตา นั่นกูทำใจ
สงบนิ่งและสบาย ทำใจให้ผ่องใส แล้วจะเกิดปัญญา

การทำทานนั้น ให้ทำแบบไปถ่าย ถ่ายแล้วลุกหนีไปเลย ไม่ต้องเป็น
ห่วง หรือมัวเสียดาย ให้แล้วอย่าหวัง
และอย่าหวง

ยิ่งเอา มันยิ่งอด
ยิ่งสละให้หมด มันยิ่งได้

"กูจะสร้างความดีไปเรื่อยๆ
กูจะให้ไปเรื่อยๆ จนกว่ากูจะตาย
กูตายแล้ว กูก็ยังมีให้ ไม่เชื่อคอยดู ก็แล้วกันลูกหลานเอ๋ย"

สมเด็จโต วัดระฆัง
ท่านก็สอนทำนองนี้ว่า
"ทำทานแล้ว อย่าเหลียวหลัง
กลับไปดู"

ยิ่งเราเก็บไว้ ถ้าตายไปแล้ว
ก็จบกัน ไม่ได้อะไรเลย

แต่ถ้ายิ่งให้ บุญจากการให้ก็ส่งผล
ทำให้มีเพิ่มขึ้น ทั้งในชาตินี้
และชาติต่อๆ ไป..

หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ