++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

ยาคู่มรณะ

(medicine)ยาคู่มรณะ (medicine)
กินยาต้องระวังหากผิดพลั้งถึงตาย
ยากับคู่มรณะไม่สามารถกินด้วยกันได้
นอกจากยากับเหล้าที่กินคู่กันแล้วไปไม่รอดทำให้คนดังๆหลายคนต้องดับแล้ว
ยากับยาและอาหารบางอย่างก็ไม่สามารถกินร่วมกันได้ด้วย
เนื่องจากมีผลทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
รายละเอียดมีดังต่อไปนี้

1.ยานอนหลับกับยาแก้แพ้
2.ยาละลายลิ่มเลือดกับนำ้มันปลา
3.ยารักษาสิวกับวิตามินเอ
4.ยาลดความดันกับยาขยายหลอดลม
5.ยาขับปัสสาวะกับกาแฟ
6.ยาลดความอ้วนกับยาไทรอยด์หรือยาขับปัสสาวะ
7.ยาปฏิชีวนะกับส้มโอ
8.ยาพาราเซตามอลกับสมุนไพร
9.ยาบำรุงเลือดกับธาตุเหล็ก (เลือดหมู ลาบเลือด หอยแคลงลวก ตับหวาน ฟัวกราส์ ผัดตับ ตับทอด)

น.พ กฤษดา ศิรามพุช.

วิธีเก็บกล้วยไว้หลายวัน

พืช)วิธีเก็บกล้วยไว้ได้หลายวัน เลือกกล้วยไม่สุกจนเกินไป แยกออกจากหวีทีละลูก เก็บใส่ถุงพลาสติกไว้ในอุณหภูมิห้องหรือในตู้เย็น กล้วยจะค่อยๆ สุก

จาก sms farmerinfo

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

เบื่อไหมเวลาเราไปทะเลแล้วเจอแต่ซากขยะน่ารังเกียจ?

เบื่อไหมเวลาเราไปทะเลแล้วเจอแต่ซากขยะน่ารังเกียจ?

วันนี้ ทะเลที่เคนย่า กลับมามีชายหาดที่สะอาด ชาวบ้านมีความสุขมากกว่าเดิม

เพราะ...มูลนิธิOcean Sole flip-flop Recycling มีไอเดียแปลงขยะที่ทำลายทรัพยากรชายหาดให้เป็นงานศิลปะท้องถิ่น ทั้งของเล่น ครื่องประดับ รวมถึงปฏิมากรรม

ด้วยการฝึกสอนชาวบ้านท้องถิ่นกว่า 100 ชีวิต ได้เรียนรู้การแปลงร่างวัสดุเหลือใช้ เป็นรายได้กลับคืนให้ชุมชน พร้อมขจัดปัญหาขยะที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมไปในเวลาเดียวกัน

นับเป็นไอเดียที่ดี
ชายหาดที่ชุมชนสะอาด แถมยังสามารถสร้างงานสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

เคนย่าเริ่มแล้ว เราเองน่าจะเริ่มบ้างนะ

อย่าจำวิธีพิสูจน์เพื่อนแท้

อย่าจำวิธีพิสูจน์เพื่อนแท้
ด้วยการมองว่าใครมาอยู่กับคุณในเวลาลำบาก
เพราะจู่ๆจะไม่พบเพื่อนแท้แบบนั้น
ถ้าคุณไม่สำคัญกับเขามากพอ
หรือไม่เคยเข้าไปช่วยในเวลาที่เขาต้องการเลย


ที่แย่คือ วันไหนคุณทำให้เขาเจ็บใจเกินทน
เขาอาจเปลี่ยนเป็นศัตรูที่ร้ายกับคุณได้ยิ่งกว่าใคร


ให้จำว่าเพื่อนแท้
คือคนที่เตือนแล้วคุณยอมฟัง ก่อนทำผิดคิดพลาด
คือคนที่ชวนคุณเดินไปข้างหน้าหรือขึ้นสูง
ไม่ใช่ถอยหลังหรือจมลง
คือคนที่พาคุณคิดเรื่องดีๆของตัวเอง
ไม่ใช่พาคุณคุยเรื่องเสียๆของชาวบ้าน
คือคนที่จุดประกายความคิดพึ่งพาตนเองให้คุณ
ไม่ใช่สร้างความเคยชินในการจ้องจะพึ่งพาแต่คนอื่น


ที่สำคัญคือ เขาชี้ทางออกจากทุกข์ให้คุณได้
หรืออย่างน้อยหอบหิ้วกันและกันไปบนเส้นทางพ้นทุกข์ได้


เพื่อนแท้นอกตัว ทางพุทธเรียกว่า ‘กัลยาณมิตร’
ส่วนเพื่อนแท้ในตัว ทางพุทธเรียกว่า ‘สติ’

ดังตฤณ
กันยายน ๕๗

4 วิธีทำให้ใจเย็นแบบพลิกฝ่ามือ

มาฝึกเป็นคนใจเย็นกันเถอะ

สำคัญที่ฟัง ฟังด้วยความกรุณา การฟังที่แท้จริงต้องเริ่มที่การเปิดใจ พร้อมที่จะรับฟังปัญหาและความทุกข์ของอีกฝ่ายเป็นสิ่งแรก
ต่อจากนั้นคือการเปิดหู เปิดตา ตั้งใจฟังข้อความที่อีกฝ่ายพูดอย่างแท้จริง
ทำเช่นนี้ความกรุณาจึงเกิดขึ้น และช่วยให้ความขัดเคืองใจที่มีสลายไป
จนสามารถรับฟังความจริง และเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องได้

***********************************************************************************************

@ 4 วิธีทำให้ใจเย็นแบบพลิกฝ่ามือ

" ที่จริงแล้วความใจร้อนไม่ใช่อะไรเลย นอกจากดอกผลของความโกรธ คนใจร้อนคือคนที่สะสมความโกรธไว้ในตัวเองมากมาย หากเป็นเรื่องที่จี้ใจดำ แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็ทำให้คุณขาดสติ ระเบิดอารมณ์รุนแรงออกมาได้ และสามารถทำร้ายจิตใจหรือร่างกายของผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว ถ้าไม่หมั่นสลายความโกรธออกไป ความโกรธก็จะบ่มเพาะอยู่ในตัวเราและเจริญเติบโตขึ้น จนเป็นอันตรายต่อตัวเอง และคนรอบข้าง

เคล็ดลับง่าย ๆ มาฝาก 4 ข้อ

1. รู้จุดอ่อนของตัวเอง รู้ว่าเรามักจะโกรธด้วยเรื่องใด อะไรคือเรื่องที่เราไม่อยากได้ยินมากที่สุด เพราะการรู้ตัวล่วงหน้า แม้เพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้เรามีเวลาหยุดคิด และสามารถควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น

2. เช็กสัญญาณอันตราย ขณะกำลังสนทนาให้เราถามตัวเองบ่อย ๆ ว่า “ฉันกำลังพูดเร็วไปหรือเปล่า หายใจเร็วไปไหม” เพราะการพูดเร็ว หายใจเร็ว คือสัญญาณเริ่มต้นของการควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

3. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองสมมุติตัวเองว่า หากคุณเป็นคนขับแท็กซี่ที่ตระเวณขับรถมาทั้งวัน แต่ไม่มีผู้โดยสารเลยสักคน และมีค่าใช้จ่ายรออยู่มากมาย หรือเป็นพนักงานแผนกลูกค้าสัมพันธ์ที่ต้องรับโทรศัพท์วันละหลายร้อยสาย ฯลฯ คนที่ทำให้คุณโกรธอาจทำผิดด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานาที่คุณนึกไม่ถึง เช่น ทำไปเพราะกำลังป่วย เพราะกำลังเครียดอย่างหนัก เพราะวัยที่ต่างกัน ทำให้มองโลกต่างกัน ถ้าหากคุณรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา คุณก็จะไม่โกรธใครง่าย ๆ

4. ฟังด้วยความกรุณา การฟังเป็นเรื่องที่ต้องการการฝึกฝน หลายคนนั่งเงียบ ๆ ไม่เคยพูดขัดจังหวะใคร แต่กลับไม่เคยเข้าใจอีกฝ่ายเลยสักนิด เพราะการฟังที่แท้จริงต้องเริ่มที่การเปิดใจ พร้อมที่จะรับฟังปัญหาและความทุกข์ของอีกฝ่ายเป็นสิ่งแรก ต่อจากนั้นคือการเปิดหู เปิดตา ตั้งใจฟังข้อความที่อีกฝ่ายพูดอย่างแท้จริง ทำเช่นนี้ความกรุณาจึงเกิดขึ้น และช่วยให้ความขัดเคืองใจที่มีสลายไปจนสามารถรับฟังความจริง และเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องได้

ง่าย ๆ ใช่มั้ย มาฝึกเป็นคนใจเย็นกันเถอะ เพราะนอกจากคุณจะกลายเป็นคนน่ารักของใครต่อใครแล้ว คุณยังจะได้ดูแลรักษาใจตัวเองอย่างแท้จริงอีกด้วย"

ขอบคุณวารสารsecret


กฎแห่งกรรมที่แท้จริง ของเหมือนกันแต่ต่างกันเพราะความมีตัวตน

กฎแห่งกรรมที่แท้จริง ของเหมือนกันแต่ต่างกันเพราะความมีตัวตน
เมื่อเกิดความเห็นผิดในความเป็นตัวตน (สักกายทิฏฐิ) ความเป็นบุคคล เรา เขา จึงมีขึ้นในใจ เมื่อมีเราเขาขึ้นในใจ จึงเห็นว่ามีเขามาทำฉัน ฉันต้องทำคืน กฏแห่งกรรม "ในมุมมอง" ของผู้มีสักกายทิฏฐิ คือมีตัวตนจึงเกิดมี เราไปทำเอาไว้ในชาติก่อน ชาตินี้เราจึงต้องรับผลแบบนี้ ที่เกิดเป็นอย่างนี้เพราะเจ้ากรรมนายเวรตามมาเอาคืน นี่คือความเห็นผิดที่เกิดจากจุดสำคัญคือความเห็นผิดในความมีตัวตนที่ตัวเอง

ลองมาดูในมุมมองที่หากละสักกายทิฏฐิ-ละความเห็นผิดในความมีตัวตน (เรามีตัวตนในใจเราเอง จริงๆ ไม่เคยมี) ได้แล้ว เมื่อละสักกายทิฏฐิลงแล้ว นั่นคือเกิดความเห็นอันถูกต้องว่า กายใจนี้หรือในมุมที่เรียกขันธ์ ๕ นั้น (ขันธ์ ๕ ไม่ได้มีไว้ให้เรียนเป็นปริยัติหรือให้เชื่อตาม) เป็นเพียงธรรมชาติที่เข้ามาประกอบรวมกัน แสดงผลมาจากการรับรู้ในประสบการณ์เดิม รับรู้ความรู้สึกและแสดงอารมณ์ออกมาได้ จึงมีสภาพทุกข์ เมื่อละความเห็นผิดในความเป็นตัวตน บุคคล เรา เขาลงได้ (คำว่า "ละความเห็นผิด" คือการที่ความจริงมีอยู่เช่นโลกนี้กลม แต่คนในโลกไปเข้าใจผิดเองว่าโลกนี้แบน จนวันหนึ่งเฝ้าสังเกตและตามศึกษาจนเกิดเห็นความจริงขึ้นมาว่า โลกนี้กลม จึงเกิดความเข้าใจที่ถูก อย่างนี้เรียกว่า ละความเห็นผิด ที่สำคัญคือ เมื่อเห็นถูกแล้วจะงงว่าโลกไม่เคยแบนสักวินาทีเดียว เราหรือใครๆ เข้าใจหรือเห็นว่ามันแบนไปได้อย่างไร) จากการปฏิบัติตามอริยมรรค ผลที่ออกมาจึงเกิดความเข้าใจที่ถูก-สัมมาทิฏฐิ เมื่อเข้าใจถูก มองอะไร เห็นอะไร คิดอะไร วิเคราะห์อะไรก็ถูก ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเข้าใจว่าโลกนี้แบน หากเราจะวางแผนที่จะเดินทางไกลไปในทะเล เราจะกลัวตกโลก หรือเราจะมัวแต่หาวิธีที่จะคำนวณความหนาของโลกเพราะเราคิดเอาเองในใจว่าถ้ามันแบนมันต้องมีความหนา เราจะคิดเอาว่าใต้โลกที่เรายืนอยู่จะไม่มีคนอยู่เพราะคนเหล่านั้นจะใช้ชีวิตหัวทิ่มลงทั้งวัน เลือดจะต้องตกหัว ทานข้าวไม่ได้เพราะจะสำลัก มันจะก่อความเข้าใจที่ผิดเป็นสายยาว เมื่อก่อความคิดเห็นที่ผิดขึ้นใจเหมือนการกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ทำอะไรก็ผิด พูดอะไรก็ผิด เพราะมีแต่พูดเรื่องตัวกู ของกู ทำอะไรก็ผิด เพราะสิ่งที่ทำไปล้วนก่อให้เกิดทุกข์ทั้งสิ้น (ถ้าเถียงว่าสุข ให้ดูไปยาวๆ ยาวให้ถึงบทจบของมัน เพราะเมื่อสร้างความยึดมั่นแล้ว จบที่ทุกข์ทั้งหมด)

ทีนี้เมื่อเข้าใจถึงตรงนี้แล้ว ในมุมมองความเห็นอันถูกต้องหรือผู้ที่เกิดสัมมาทิฏฐิในเรื่องกฎแห่งกรรมจะเป็นอย่างไร
เริ่มจากการกระทบ ที่เราว่าคนนั้นด่าฉัน จะเห็นเพียงเสียงที่มากระทบหู ใจเกิดเป็นทุกข์ เมื่อใจเป็นทุกข์ ก็เห็นว่าอยากจะผลักไสสิ่งนั้นไปไกลๆ ไปให้พ้นๆ เห็นว่ามีการกระทบกันเพราะมีสัญชาตญาณที่สั่งสมมาแบบนี้ เมื่อมีสติปัญญาที่ถูกต้อง การจะเปลี่ยนแปลงให้การตอบสนองเป็นไปอย่างถูกต้องจึงต้องใช้อริยมรรคมีองค์ ๘ เข้ามาเปลี่ยนแปลงสันดานเดิมให้ตอบสนองอย่างถูกต้อง พูดง่ายๆ ว่าดัดนิสัยให้ถูกในเบื้องต้น ในส่วนของกฎแห่งกรรม หรือกฎแห่งการกระทำนั้นเมื่อเข้าใจความจริงของผัสสะ ตัวอย่างเช่นการที่มีคนมาด่าเรา นั่นก็คือวิบากกรรมซึ่งมีผลมาจากการกระทำกรรมในอดีตนั่นเอง (อดีตไม่ใช่ชาติก่อนนะ วินาทีที่แล้วก็อดีตแล้ว) แต่เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติความจริงแล้ว วิบากจึงแทบจะไม่เป็นวิบากอีกเพราะมันเป็นเพียงสิ่งเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ไม่ตอบสนองต่อการด่านั้นๆ ในทางทุกข์อีก หากเกิดปัญญาที่สูงสุดดังนี้ คำว่ากฎแห่งกรรมจะสลายเป็นเพียง เช่นนั้นเอง ไม่มีใครทุกข์กับมันเพราะเห็นมันเป็นเพียงธรรมชาติที่มีเหตุปัจจัยหนุนเนื่องกันไป ถ้าเข้าถึงตรงนี้จะมีใครไปรับวิบาก ถ้าไม่มีใครรับวิบากแล้วใครจะทุกข์

ความเข้าใจว่าในชาติก่อน ชาติปัจจุบันก็มีอยู่ แต่เมื่อละความเห็นผิดในความเป็นตัวตน จะเห็นเพียงขันธ์ ๕ ที่เกิดสืบเนื่องจากอดีตมาสู่ปัจจุบันและจะยังคงส่งผลสืบเนื่องต่อไปให้เป็นเหตุเกิดต่อๆ ไปในทุกๆ ขณะ เพราะเราสร้างเหตุกันไม่เคยหยุด เหตุเกิดนั่นคือเราสร้างกุศลและอกุศลตลอดเวลา เหตุเป็นอกุศลส่งผลให้เกิดความทุกข์ใจ เหตุอันเป็นกุศลก่อให้เกิดความสุขใจ เนื่องจากเมื่อเกิดความทุกข์ใจหรือสุขใจขึ้นแล้ว ความมีตัวตนที่ก่อขึ้นไปยึดถือผลอันเป็นทุกข์หรือสุขนั้นด้วยความไม่รู้ จึงมีตัวตนทั้งในสุขทั้งในทุกข์นั้น รวมถึงก่อบุคคล เรา เขาขึ้นมาในใจเป็นเจ้าของสุข ทุกข์ ความเป็นตัวตนจึงเกิดขึ้นจากความเห็นผิด ก่อเป็นอุปาทาน เป็น ภพ เป็นชาติ หมุนวนต่อไป จากเหตุอกุศล ส่งผลเป็นการเกิดในทุคติภูมิ ส่วนผลของการทำกุศลก่อให้ใจเป็นบุญ เป็นสุข เป็น "เรา" เกิดความปลื้มอกปลื้มใจ นั่นก็ไปก่อภพภูมิอันเป็นสุคติภูมิ นั่นจึงเป็นเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิดทั้งสิ้น

เมื่อได้เห็นตามความจริงอย่างนี้ จึงหยุดการทำเหตุอันเป็นอกุศล ความทุกข์ใจในส่วนหยาบๆก็หมดไป ส่วนเหตุอันเป็นกุศลนั้นทำต่อเนื่องไม่หยุด อ้าวนั่นสร้างเหตุเกิดต่อไปในสุคติไม่ใช่เหรอ? แน่นอนถ้าทำกุศล แล้วเกิดเป็นปีติ สุข ถ้าไม่รู้เข้าไปยึดถือความสุขนั้น ย่อมก่อตัวตนและเป็นเหตุแห่งการเวียนว่ายต่อไปอีก แต่ถ้าเข้าใจถึงธรรมชาติของการเกิดขึ้นดับไปของอารมณ์เหล่านั้น ความยึดถือก็จะไม่เกิดขึ้น เกิดเป็นเพียงธรรมารมณ์ คืออารมณ์ต่างๆ ที่เกิดตามธรรมชาติไม่มีผู้ยึดถือ ก็พ้นไปจากสภาพที่ก่อเป็นตัวตน บุคคล เรา เขา ไม่มีเหตุเกิด เป็นเพียงสร้างแต่คุณประโยชน์ให้โลก ให้ผู้อื่นโดยส่วนเดียว แต่เมื่อเห็นอย่างนี้ ผู้ปฏิบัติก็อย่าไปเข้าใจผิดด้วยการไปบังคับไม่ให้เกิดความสุขเกิด เพียงเมื่อเข้าใจอารมณ์ว่ามีธรรมชาติเกิดขึ้นดับไป อารมณ์ทั้งหลายก็ไม่ถูกยึดถือที่จะก่อเป็นภพชาติให้กับใครๆ อีก

เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว ลองมาวัดความเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมกันสักเล็กน้อย ถ้าเกิดเหตุอันจะก่อให้ถึงความตาย ท่านคิดว่าท่านจะรู้สึกกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างไร
1. ซวยจริงๆ มิน่าช่วงนี้เขาว่าดวงไม่ค่อยดี
2. เจ้ากรรมนายเวรตามมาเอาคืน เนี่ยะถ้าทำบุญสะเดาะเคราะห์เสียก่อนก็จะไม่เกิด
3. ทุกข์ซึมเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น ตัดพ้อโทษทุกคน โทษตัวเอง จิตตกจมอยู่ในกองทุกข์

แล้ววันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานเพราะท่านเสวยสุกรมัทวะ ตลอดเวลาตั้งแต่พระองค์ทรงพระประชวรจากอาการอาพาธจนถึงวินาทีที่พระองค์เข้าสู่การปรินิพพาน พระองค์ไม่ทุกข์กับเหตุการณ์นี้เลย เหตุการณ์เหมือนกัน ส่งผลเหมือนกันคือความตาย ต่างกันที่คนทั่วไปทุกข์ แต่พระองค์ไม่ทุกข์ ไม่ใช่เพราะพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ท่านจึงไม่ทุกข์ แต่เพราะท่านเห็นความจริงตามความเป็นจริงจนปล่อยวางทุกอย่างได้แล้ว พวกเราทุกคนก็พ้นไปจากกฎแห่งกรรมนี้ได้เช่นกัน ก็ถ้าการกระทำไม่เป็นกรรมดี กรรมชั่วอีก (ความจริงกรรมชั่วหมดไปตั้งแต่ละชั่วทางกาย วาจา ใจ หมดแล้ว) กรรมดีก็ไม่มี ไม่มีการก่อความรู้สึกเป็นเจ้าความดีนั้นๆ อีก แต่ทำความดีไม่เคยหยุด นี่ล่ะจะพ้นดีไปได้ นี่คือกฎแห่งกรรมในมุมมอง (วิมุตติญาณทัสสนะ) ผู้ที่ถึงวิมุตติ
--
เบียร์ (ชีฟอง)
สวนยินดีทะเล

รถไฟ...ชีวิต !!!!



ชีวิตเหมือนกับการเดินทางโดยสารรถไฟ... มีสถานีต่างๆ... มีการเปลี่ยนเส้นทาง... มีกระทั่งอุบัติเหตุ......

เราขึ้นรถไฟขบวนนี้ตอนเราถือกำเนิด.... พ่อแม่ คือคนที่ตีตั๋วให้เรา...

เราเชื่อว่าท่านจะเดินทางด้วยรถขบวนนี้ กับเราตลอดไป....

แต่แล้ว..ที่สถานีใด สถานีหนึ่ง
ท่านทั้งสองก็ต้องลงรถจากไป... ปล่อยเราไว้เพียงลำพังกับการเดินทางนี้....

วันเวลาผ่านไป... จะมีผู้โดยสารอื่นๆขึ้นรถ มาเรื่อยๆ... หลายคนจะเป็นคนที่เรารัก และผูกพัน.. เป็นพี่เป็นน้อง.. เป็นเพื่อน.. เป็นลูกเป็นหลาน หรือกระทั่งเป็นที่รัก แห่งชีวิตของเรา....

หลายคนลงรถไปกลางทาง... ทิ้งไว้แค่ความทรงจำความอ้างว้างและคิดถึงอันถาวรในชีวิตเรา..

หลายคนจากไป... อย่างที่เราไม่ทันได้ สังเกตด้วยซ้ำว่า... เขาลุกจากที่นั่ง และลงรถไฟไปแล้ว !

การเดินทางโดยรถไฟชีวิตขบวนนี้ จึงเต็มไป ด้วยความรื่นรมย์... ความโศกเศร้า... ความมหัศจรรย์...ความสมหวัง... คำสวัสดี...คำอำลา... และคำอวยพรให้โชคดี

การเดินทางที่ดีที่สุด คือ การได้ช่วยเหลือ... ได้รัก...ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน ผู้โดยสารทุกคน ...จงแน่ใจว่าเราได้ให้ สิ่งที่ดีที่สุด เพื่อให้การเดินทางของพวกเขา มีความราบรื่นและสะดวกสบาย

ความน่าพิศวงของการเดินทางอันวิเศษยอดเยี่ยมนี้คือ... ตัวเราเองก็ไม่รู้ล่วงหน้า ว่าเราจะต้องลงจากรถไฟที่สถานีไหน.....

ฉะนั้น...เราต้องมีชีวิตให้แจ๋วที่สุด...ปรับปรุงตัวเอง...รู้จักลืม...รู้จักอภัย...ให้สิ่งดีที่สุด ที่เรามีแก่คนรอบข้าง

สำคัญเหลือเกิน ที่เราควรทำอย่างนี้...
เพราะเมื่อถึงเวลาที่เราต้องลุกจากที่นั่ง..เพื่อลงจากรถไฟไป เราจะได้ทิ้งความทรงจำ ที่สวยงามไว้แก่ผู้คน ที่ต้องเดินทาง โดยสาร รถไฟขบวนชีวิตนี้ต่อไป

ขอบคุณมากๆ ที่มาเป็นผู้โดยสารคนหนึ่ง ในขบวนรถไฟชีวิต ของกันและกัน

ขอให้ผู้ร่วมทางทุกท่านพบพานแต่ความรื่นรมย์ในการเดินทางบนขบวนรถไฟสายชีวิต... ที่ครั้งหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่ง ณ สถานีใด สถานีหนึ่ง เรามีโอกาสได้เดินทางร่วมกัน

MVClip เพลงฝรั่งอกหัก(เมียฝรั่ง2) [ในรถร้าง] : นาท ซูดาน 21กค57 (nartsudan2014)

077 เมียฝรั่ง(2) บนรถโดยสารร้าง
http://youtu.be/138cq4pUCYc
MVClip เพลงฝรั่งอกหัก(เมียฝรั่ง2) [ในรถร้าง] : นาท ซูดาน 21กค57 (nartsudan2014)



เจ้าของลิขสิทธิ์ กระท่อมดินชมดาวเดือน / นาท ซูดาน เต็มใจเสนอ มิวสิควิดีโอ ที่ถ่ายทำจาก ทุ่งดอกกระเจียว ปี 2557
ติดต่อการแสดง 085-4917962
FACEBOOK : นาท ซูดาน
Inbox : https://www.facebook.com/messages/nartsudan
เพลงฝรั่งอกหัก(เมียฝรั่ง2) [ในรถร้าง] Music Video Review  ศิลปิน นาท ซูดาน
เมื่อ 21 กรกฏาคม 2557 ที่ ต.วะตะแบก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ

ความนิ่ง

ความนิ่ง
ความนิ่งบ้างก็ว่าดีบ้างก็ว่าไม่ดี ก็แล้วแต่เหตุผลมากมายของเหล่า..............
หากพิจารณาจากหลัก ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ความนิ่งนั้นไม่มี เพราะมันแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นทุกข์
นิ่งส่วนใหญ่ก็เลยเน่า ลองนอนตัวแข็งตากลับขาตรงดูดิ คริคริ
พอเพียง ม่วกที่บ้านใหม่
ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมให้อยู่เป็นสุข โดยธรรมสุจริต "ตดเกิดตดดับ"โดยพอเพียง
พอเพียง นิ่งนั้นมีดีอยู่จริงๆเหมือนกันนะในสมาธิไง มันให้กำลังนะลูก ดีนะที่โพสต์ในเว็บ
ค้นหา แก่นธรรม