++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ถอดรหัสการออกกำลังกายแบบ 25 นาที ยอดฮิต

ถอดรหัสการออกกำลังกายแบบ 25 นาที ยอดฮิต
ช่วงนี้ไปไหนใครๆ ก็พูดถึงโปรแกรม “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” หรือ T25 การออกกำลังกายแนวใหม่ ที่กำลังเป็นที่นิยมไปทั่วบ้านทั่วเมือง แม้กระทั่งดารา และกลุ่มคนรักการออกกำลังกาย จากจุดเด่นที่ใช้เวลาออกกำลังกายเพียง 25 นาทีต่อวันเท่านั้น ประจวบเหมาะกับในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ และออกกำลังกายกันมากขึ้น ยิ่งทำให้กระแสของ “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” ทวีคูณไปกันใหญ่
เรามาลองทำความรู้จัก “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” กันเลย

“การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” โปรแกรมการออกกำลังกายใหม่ ที่ใช้เวลาเพียง 25 นาทีในหนึ่งวันเท่านั้น แต่ได้ประสิทธิภาพเทียบเท่าการออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะแต่ละท่ามาแบบจัดเต็ม ใช้ทุกสัดส่วนของร่างกายเป็นหลัก โดยมีไอเดียการออกแบบจากเทรนเนอร์มากประสบการณ์ Shaun T เจ้าของโปรแกรมการออกกำลังกาย Insanity ที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่ง Shaun T โดดเด่นในความสามารถที่ทำให้ผู้ออกกำลังกายรู้สึกสนุก อิน และมีอารมณ์ร่วมกับเทรนเนอร์ เหมือนอยู่ด้วยกันจริงๆ

ส่วนสำคัญที่ทำให้ “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” เป็นที่ถูกอกถูกใจคนรักสุขภาพทั่วไป เป็นเพราะความสะดวกจากการใช้เวลาต่อวันเพียงแค่ 25 นาทีเท่านั้น กลุ่มผู้ใช้จึงเป็นวัยทำงาน พนักงานออฟฟิศ ที่มีเวลาออกกำลังกายค่อนข้างน้อย จึงประหยัดเวลา และสามารถเล่นที่ไหนก็ได้ ออฟฟิศ บ้าน เล่นกันได้ทั้งครอบครัว ทุกเพศวัย แถมใช้พื้นที่ไม่เยอะ บวกกับอุปกรณ์เสริมอีกเล็กน้อยเท่านั้น

ตวงรัตน์ ไทยหอมหวล นักกายภาพบำบัดและผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุปกรณ์ทางแพทย์ กล่าวถึง “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” ว่า หากจะเปรียบเทียบการออกกำลังแบบปกติ “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” ในแบบวันต่อวันคงไม่ได้ เพราะปกติคนเราต้องออกกำลังกายวันละ 30-45 นาที เป็นอย่างน้อย หรือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” ถูกเซ็ตเอาไว้แล้ว ด้วยการออกกำลัง วันละ 25 นาที และ 5 วันต่อสัปดาห์ ทำให้ผลลัพธ์อยู่ในระดับพอๆ กัน ซึ่งในแต่ละเซ็คชั่นของ “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” มีการวางโปรแกรมให้การออกกำลังกายที่พอเหมาะ และถูกทดสอบมาแล้ว จึงไม่ใช่การหักโหม แต่อยู่ที่ความพร้อมของผู้เล่นมากกว่า

ซึ่งข้อจำกัดตรงนี้่ คือ ผู้เล่นต้องไม่เป็นโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคความดันสูง-ต่ำ เพราะ “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” มีท่าการเต้นที่ค่อนข้างเร็วและต่อเนื่อง ต่างจากการเต้นแอโรบิค ที่มีการไล่ท่าตามลำดับหนักเบา โดยคำแนะนำของการเล่น “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” ผู้เล่นควรมีสภาพร่างกายที่พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ โดยในเทปมีการวอร์มอัพอยู่ในตัว จึงพร้อมสำหรับการออกกำลังกายจริงๆ แต่เรื่องจะได้ผลลัพธ์ตามที่โฆษณาไว้หรือเปล่า อยู่ที่ตัวผู้เล่น การทำท่าต่างๆ ต้องทำแบบเต็มที่ จริงจัง ถึงจะเห็นผล

สำหรับประเด็นกระแสยอดนิยมของ “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” ตวงรัตน์มองว่า เป็นเรื่องของการทำการตลาดที่น่าสนใจ ด้วยคีย์เวิร์ด "ออกกำลังกายภายใน 25 นาที" ทำให้คนที่เวลาน้อย และไม่สะดวกไปกำลังกายนอกสถานที่ มีความสนใจในตัวโปรแกรม “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” มากขึ้น และการประชาสัมพันธ์ที่ทันสมัย มีการบอกต่อในสังคมออนไลน์ จึงทำให้ผู้คนอยากลองใช้ แถมค่าใช้จ่ายไม่แพงด้วย

เมื่อมาดู “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” แบ่งการออกกำลังกายทั้งหมดเป็น 3 เฟสด้วยกัน เริ่มจาก Alpha เป็นเซ็คชั่นที่ออกกำลังเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อทุกสัดส่วนในเวลา 5 สัปดาห์แรก เป็นการฟิตร่างกายให้พร้อมก่อนลุยต่อในเฟสที่สอง Beta กับระยะเวลา 5 ที่เหลือ โดยเซ็คชั่นนี้เป็นการออกกำลังในส่วนกลางของลำตัว หรือส่วนหน้าท้องทั้งหมด ก่อนปิดท้ายด้วย Gamma เป็นการรวบรวมทั้ง 3 เฟสเข้าด้วยกัน ซึ่งแต่ละเฟสมีตารางรายละเอียดการออกกำลังกายดังนี้

1.Cardio
เริ่มต้นด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายตามเทรนเนอร์เต้นหนักติดต่อกันนาน 25 นาที ไม่มีหยุดพักโดยโปรแกรมนี้จะเน้นให้ขยับแขน-ขาอย่างเร็ว เพื่อให้หัวใจเต้นแรง ตามแบบฉบับ Cardioซึ่งเน้นการเต้นของหัวใจ และช่วยบริหารกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงที่สำคัญยังช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้เยอะทีเดียว

2.Speed 1.0
เร่งจังหวะขึ้นมากับ Speed1.0 เน้นการเคลื่อนไหวร่างกายแบบเร็วๆ มีมูฟเมนท์มากขึ้นมีการผสมผสานท่าออกกำลังกายแบบแดนซ์มันๆ ได้ขยับทุกสัดส่วนของร่างกายสามารถเบิร์นไขมันออกได้เพียบ

3.Total Body Circuit
เน้นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆมีท่วงท่าแอโรบิกผสมผสานโยคะ บวกกับยิมนาสติกเบาๆ โปรแกรมนี้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอาศัยแค่ความอดทนของผู้เต้นเท่านั้นเช็คชั่นนี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อท้องได้แบบเต็มๆ

4.AB Intervals
การออกกำลังกายเซ็ตนี้จะได้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องเป็นพิเศษความหนักห่วงของโปรแกรมนี้จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจแรงและเร็วมากแม้เราจะไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมากก็ตามเป็นเพราะเทรนเนอร์ต้องการให้เลือดสูบฉีดไปทั่วร่างกายพร้อมกับให้บริหารกล้ามเนื้อหัวใจไปด้วย

5.Lower Focus
เซ็ตนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากลดต้นขากระชับให้เรียวเล็ก โดยจะเน้นบริหารกล้ามเนื้อส่วนล่าง ตั้งแต่สะโพกยันปลายเท้าใครที่เต้นตามอาจเมื่อยขาสุดๆ แต่รับรองว่าผลลัพธ์จะต้องน่าพอใจแน่นอน

6.Stretch
ปิดท้ายด้วยท่ายืดกล้ามเนื้อเบาๆหลังจากที่ลุยทั้ง 5 เซ็คชั่นมาอย่างหนักหน่วงท่วงท่าเซ็ตนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายความตึงเครียดโดยจะใช้อุปกรณ์เสริมแค่เบาะรองกับรองเท้าผ้าใบสามารถเรียกเหงื่อและคลายความเมื่อยล้าได้ปลิดทิ้ง

Beta Cycle
หลังจากผ่าน 5 สัปดาห์แรกมาแล้ว ในส่วนของ Beta จะเน้นการออกกำลังกายบริเวณส่วนกลางลำตัวและหน้าท้องโดยโฟกัสไปที่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ประกอบด้วย 5 เซ็คชั่นดังนี้

1.Cardio
จัดหนัก จัดเต็มกว่า 5 สัปดาห์แรก แต่ยังคงพื้นฐานเดียวกันกับ Alpha คือเน้นบริหารกล้ามเนื้อหัวใจแต่เพิ่มท่าบริหารกล้ามเนื้อท้องเสริมเข้ามาในเซ็คชั่นนี้ ท่า PlankDiagonal Lift มีลักษณะคล้ายท่าวิดพื้นแต่ยกแขนและขาขึ้นอย่างละข้าง ซึ่งเราต้องพยายามทรงตัวให้ได้เป็นการเกร็งกระชับกล้ามเนื้อทั้งส่วนแขนและขา

2.Speed 2.0
จาก 1.0 คูณสองเข้าไปแต่ยังคงแพทเทิร์นด้วยท่าเต้นจังหวะเร็วๆ สนุกๆ เน้นท่วงท่าที่สนุกสนานเร้าอารมณ์จนลืมเหนื่อยเลยทีเดียว โดยชีพจรจะเต้นแรงใครที่ชอบท่าเต้นสไตล์โคฟเวอร์ แผ่น Speed 2.0จะต้องถูกใจแน่ๆ

3.Rip?T Circuit
ท่านี้มีอุปกรณ์เข้ามาช่วยเล็กน้อยเป็นดัมเบลขนาดเหมาะมือ หากดัมเบลน้ำหนักเยอะกล้ามก็ยิ่งขึ้นชัดเจนโดยจะเต้นแบบคาร์ดิโอ ตามด้วยท่าบริหารกล้ามเนื้อแขน ขา และหน้าท้องก่อนวนกลับไปเต้นคาร์ดิโออีกรอบ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนครบ 25นาที ชิลๆ ไม่หนักหนาสาหัส แต่ก็เรียกเหงื่อและเบิร์นแคลอรี่ได้ดีทีเดียว

4.Dynamic Core
เน้นใช้พละกำลังของร่างกายเป็นหลัก โดยจะได้บริหารกล้ามเนื้อส่วนกลางลำตัวทั้งด้านหน้าและหลัง มีท่า Side Plank ที่ต้องนอนตะแคง และเท้าแขนไว้ข้างหนึ่ง เหยียดขาให้สุดตรง ยกลำตัวขึ้นลงไปมา

5.Upper Focus
เน้นการบริหารกล้ามเนื้อส่วนบน ใช้กำลังแขนเป็นหลัก เพื่อกระชับต้นแขนและส่วนไหล่ มีดัมเบลขนาดน้ำหนักพอเหมาะเป็นอุปกรณ์เสริม แต่ควรใช้น้ำหนักที่พอดี ไม่อย่างนั้นกล้ามขึ้นแน่ๆ

6.Stretch
ส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยจะคล้ายๆ ในส่วนของ Alpha คือการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ยิดเส้นยืดสาย หลังจากออกกำลังหนักๆ มาตลอด 5 เซ็คชั่น

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว เอฟเฟกต์จากการเล่น T25 ยังทำให้เรามีระเบียบวินัยในการควบคุมอาหาร โดยการหันมากินอาหารคลีนเพื่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย ซึ่งทำให้สามารถป้องกันจากโรคต่างๆ ทำให้สุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทาน ปรับสมดุลในร่างกายให้ดีขึ้น ระบบในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เลือดลมไหลเวียนดีกว่าตอนไม่ได้ออกกำลังกาย แถมกล้ามเนื้อแข็งแรง กระฉับกระเฉงมากขึ้น

เท่านี้ก็น่าจะรู้จักกับเจ้า “การออกกำลังกายแบบ 25 นาที” ในระดับหนึ่งแล้ว หากใครที่สนใจ เตรียมฟิตร่างกายให้พร้อมก่อนลุย เพราะท่วงท่าและโปรแกรมต่างๆ ค่อนข้างจัดเต็ม หนักหน่วง แต่ขอให้จริงจังกับการออกกำลังกาย ทานอาหาร ควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย และพักผ่อนให้เพียงพอ แค่นี้ก็ทำให้เรามีรูปร่างที่ดี และสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว

******* *******
ชีวอโรคยา แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อความพอเพียง เพื่อสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง ไม่รับปรึกษาปัญหาสุขภาพ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ประจำหน้าเพจ

เครดิต: โดย ชีวอโรคยา นำมาจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
15 กรกฎาคม 2557 อ้างอิง ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ

ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772

สุนัขยอดกตัญญู ... รอรับเจ้านายผู้ล่วงลับไปแล้ว อยู่ถึง 10 ปี ตราบจนสิ้นลมหายใจ

==ยาวมากหน่อย น่าสนใจมาก ของสุนัขที่จงรักภักดีต่อเจ้าของจนวันตาย==
****สุนัขยอดกตัญญู ... รอรับเจ้านายผู้ล่วงลับไปแล้ว อยู่ถึง 10 ปี ตราบจนสิ้นลมหายใจ
สุนัขยอดกตัญญู ... รอรับเจ้านายผู้ล่วงลับไปแล้ว อยู่ถึง 10 ปี ตราบจนสิ้นลมหายใจ ฮาจิ
หากจะเอ่ยถึงสัตว์เลี้ยงที่มีความใกล้ชิดคนเรา และมีความจงรักภักดีมากที่สุด คงจะ
ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "สุนัข" แต่สุนัขที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นตำนานของสุนัขยอด
กตัญญู ซื่อสัตย์ และภักดี เป็นพิเศษ ที่เฝ้ารอเจ้านายผู้ล่วงลับไปแล้ว อยู่ที่สถานี
รถไฟนานนับสิบปี จวบจนลมหายใจสุดท้ายของมัน
เรื่องราวของ "ฮาจิ" เกิดขึ้นเมื่อ 87 ปีก่อน
เรื่องราวนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2467 หรือ 87 ปี
ก่อน ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ในอำเภอคิตะอาคิตะ จังหวัดอาคิตะ ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็คือ
เทศบาลโอดาเตะ ของจังหวัดอาคิตะ ประเทศญี่ปุ่น มีภูมิประเทศเป็นรูปก้นกระทะ
และรายล้อมไปด้วยภูเขา

"ดร. อุเอโนะ เอซาบุโร่ อาจารย์ภาควิชาเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นคน
รักสุนัขมาก เมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว สุนัขของท่านตายพอดี ท่านอยากจะลองเลี้ยง
สุนัขอาคิตะดูบ้าง" คุณคุริตะ เรโซ วิศวกรด้านเทคนิคการเกษตร ทำงานอยู่ที่
ศาลากลางจังหวัดอาคิตะ และเป็นลูกศิษย์ของ ดร. อุเอโนะ ด้วย ได้บอกกับ
ผู้ใหญ่บ้าน ถึงลูกหมาที่ขอไว้ ที่จะนำไปให้อาจารย์ ดร. อุเอโนะ
"ไม่เป็นไร ๆ คุณคุริตะ ไม่รบกวนเลย ลูกหมาเกิดมาตั้ง 4 ตัว ถ้ามีคนดี ๆ รับไดเลี้ยง
ผมก็ยินดียกให้" ผู้ใหญ่บ้านกล่าว พร้อมทั้งนำไปที่เรือนเก็บของที่มุมสวน ที่เป็น
ที่อยู่ของแม่สุนัขและลูกสุนัขทั้ง 4 ตัว อายุสองเดือนพอดี ตัวอ้วนกลม ขนสีเหลือง
อ่อนเป็นเงาสวย เป็นสุนัขอาคิตะ พร้อมทั้งให้คุณคุริตะเลือกเอาเอง

เริ่มเดินทางจากบ้านเกิด เมื่ออายุได้ 2 เดือน

วันที่ 14 มกราคม 2467 ลูกสุนัขเพศผู้ตัวหนึ่ง ที่คุณคุริตะเลือก เดินทางจากหมู่บ้าน
ของจังหวัดอาคิตะ เข้ากรุงโตเกียว โดยถูกส่งมาทางรถไฟสายด่วน บรรทุกมากับ
ตู้สินค้า ใส่กระสอบมา ซึ่งใช้เวลาเดินทาง 20 ชั่วโมง และคุณคิขุ คนสวน ของ
ดร. อุเอโนะ เป็นผู้มารับที่สถานีรถไฟ ของเช้าของอีกวันหนึ่ง ลูกสุนัขดูท่าทางอิดโรย
มาก อาจเพราะความหิวและหนาวก็เป็นได้

บ้านของ ดร. อุเอโนะ นั้น เดินจากสถานีชิบุยะ ประมาณ 10 นาทีก็ถึง ปัจจุบันคือ
ตำบลโชโท เป็นคฤหาสน์หลังโต เนื้อที่ 300 ตารางวา ตั้งเด่นตะหง่านสะดุดตา

"เพิ่งจะพรากจากแม่มา งั้นคืนนี้ เจ้านอนกับฉันก่อนก็แล้วกัน" ดร. อุเอโนะ พูดอย่าง
อ่อนโยน พร้อมทั้งกอดลูกสุนัขไว้ในอ้อมแขน

ลูกสุนัขโตวันโตคืนอย่างรวดเร็ว ด้วยความรักและการเอาใจใส่ของ ดร. อุเอโนะ และ
ภรรยา
ที่มาของชื่อ "ฮาจิ"
"ให้ชื่อ ฮาจิ ดีไหมคะ เราเลี้ยงสุนัขมาเยอะ แต่ทุกตัวไม่ค่อยแข็งแรงเลย ล้มหาย
ตายจากกันไปหมด ลูกสุนัขตัวนี้ เป็นตัวที่แปดแล้วนะคะ" (ฮาจิ แปลว่า แปด)

"ฮาจิ เป็นชื่อที่ดี งั้นชื่อ ฮาจิ นะ" ดร. อุเอโนะ กล่าวพร้อมทั้งชูอาจิขึ้นเหนือศีรษะ

ดร. อุเอโนะ เลี้ยงดูฮาจิ เป็นอย่างดีเหมือนป็นลูกของตัวเอง และเอานอนด้วยกัน
จนอายุครบ 2 เดือน ตัวโตขึ้นมาก จึงได้แยกให้มานอนเดี่ยว ฮาจิ โตขึ้นผิดหูผิดตา
แต่ว่า หูยังไม่ตั้ง ขนสีเหลืองเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หางของฮาจิม้วนกลม ลักษณะ
หางม้วนกลมนี้ เป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของสุนัขอาคิตะ
เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ...
เป็นครั้งแรกที่ ดร. อุเอโนะ พาฮาจิ ออกไปเดินเล่นด้วยกัน ฮาจิถูกจับใส่ปลอกคอหนัง
มีเชือกจูง ฮาจิตื่นเต้นมาก ตื่นเต้นจังเลย ได้พบเพื่อนใหม่เยอะทีเดียว บางตัวก็
เป็นมิตรดี บางตัวก็ท่าทางน่ากลัว ดร. อุเอโนะ ต้องพาแนะนำให้รู้จักไปตลอดทาง
บรรดานกตัวเล็กตัวน้อย ต่างก็ส่งเสียงร้องทักทายฮาจิไปตลอดทางด้วย ฮาจิดูมีความ
สุขไม่น้อย แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้

วันชมซากุระ ...

รอบ ๆ บ้านของ ดร. อุเอโนะ มีต้นซากุระมากมาย ทุกปีเมื่อถึงฤดู ที่คฤหาสน์อุเอโนะ
จะมีวันชมซากุระ ในปีนี้เลือกเอาวันอาทิตย์เป็นวันชมซากุระ เมื่อถึงวันอาทิตย์ มี
เพื่อนบ้าน ข้าราชการ นักศึกษา ลูกศิษย์ ดร. อุเอโนะ ที่เรียนจบไปแล้ว พากันมา
ชมซากุระอย่างเนืองแน่น ดร. อุเอโนะ ก็ได้จัดอาหารและเครื่องดื่มเลี้ยงต้อนรับ

ฮาจิ ก็ได้ต้อนรับแขกที่มาเยือนด้วย คิขุ คนสวน ที่ไปรับตัวฮาจิที่สถานีรถไฟ ก็มา
ทักทาย และหยอกล้อเล่นกับฮาจิ และนำไก่ย่างเสียบไม้ มาให้ฮาจิด้วย ฮาจิก็
สวาปามเสียจนหมดเกลี้ยงเลย

เดือนกรกฎาคม 2467 ครั้งแรกที่ไปส่ง ดร. อุเอโนะ

ฮาจิอายุได้ประมาณ 8 เดือน ตัวโตขึ้นมากทีเดียว ใกล้จะเป็นหนุ่มแล้ว ขนสีน้ำตาล
ของฮาจิเป็นเงาสวยงาม ขาทั้งสองยืดยาวขึ้น เป็นสุนัขที่สง่างามมาก

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ ฮาจิ จะได้ไปส่งคุณครู ดร. อุเอโนะ ที่สถานีรถไฟชิบุยะ ดร.อุเอโนะ
ถือกระเป๋าสีดำ วันนี้ ดร. อุเอโนะ จะไปที่นิชิงะฮาร่า (ปัจจุบันคือ อำเภอคิตะของ
โตเกียว) ที่นี่เป็นสถานที่สอบไล่ของภาควิชาการเกษตร

จากสถานีชิบุยะ ดร. อุเอโนะ จะต้องขึ้นรถสายยามาโนเตะ แล้วก็ไปลงที่สถานี
โคมาโกเมะ จากนั้น ก็ขึ้นรถรางเทศบาลไปยังสถานที่สอบ

"ฮาจิ เดี๋ยวเราไปสถานีชิบุยะกัน แต่เวลากลับต้องกลับคนเดียว คงไม่เป็นไรนะ
คงไม่หลงทาง จำทางให้ดี ๆ ก็แล้วกัน" ดร. อุเอโนะ คุยกับฮาจิอย่างอ่อนโยน

ประมาณสิบนาที ก็ออกสู่ถนนใหญ่แล้ว ที่นั่นผู้คนมากมาย ต่างเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไป
ยังสถานีชิบุยะกัน

ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาแถวนั้น ต่างเหลียวมองอาจิด้วยความชื่นชม พร้อมกล่าว
ทักทายฮาจิ
"สวยจัง"
"ท่าทางฉลาดเชียว"
ฮาจิเอง ก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเป็นที่สุด
"เอาล่ะ ฮาจิถึงแล้ว" ดร. อุเอโนะ หยุดยืนบริเวณที่ตรวจตั๋ว แล้วก้มตัวลงลูบหลัง
ฮาจิ
"ฮาจิ ไปล่ะนะ รีบกลับบ้านเลยนะ" ดร. อุเอโนะ โบกมือให้ฮาจิ

ฮาจิ นั่งนิ่งอยู่ตรงจุดตรวจตั๋ว นั่งมอง ดร. อุเอโนะ จนหายลับตาไป ฮาจิคิดจะตาม
ไปด้วยเหมือนกัน แต่ก็เป็นไปไม่ได้ ฮาจิ ค่อย ๆ ลุกขึ้น แล้วก้มหน้าก้มตาเดินกลับ
บ้าน

ภรรยา ดร. อุเอโนะ ออกมารับฮาจิที่หน้าประตู พร้อมร้องทัก "ไง ฮาจิ ไปส่งคุณครู
เรียบร้อยแล้วเหรอ เก่งจริง ๆ อาจิ แล้วตอนเย็น ช่วยไปรับคุณครูด้วยนะ" ซึ่งฮาจิ
ก็เข้าใจดี มองหน้าพร้อมกระดิกหาง

ท้องฟ้าในฤดูร้อน ค่อย ๆ มืดสลัวลง พลบค่ำ ฮาจิเดินไปสถานีชิบุยะตามลำพัง
สถานีชิบุยะเป็นเรือนไม้ หลังคามุงกระเบื้องสีแดง (ไม่ทันสมัยเหมือนปัจจุบันนี้)
ฮาจินั่งเรียบร้อยอยู่ตรงจุดตรวจตั๋ว มองผู้คนที่ทยอยเดินเข้ามา

"ไง ฮาจิ มาแล้วหรือ" ดร. อุเอโนะ กล่าวทักฮาจิด้วยความเอ็นดู
วันต่อมา ฮาจิก็ไปส่ง ดร. อุเอโนะ ที่สถานีชิบุยะ พอตกเย็น ฮาจิก็ไปรับ ไปคอยที่
จุดตรวจตั๋ว
หลังจากนั้น ฮาจิก็ไปส่ง ดร. อุเอโนะ ทุกวัน บางวัน ดร. อุเอโนะ ก็ไปไกลหน่อย
กลับช้าหน่อย ซึ่งฮาจิ ก็ไปนั่งรอเป็นประจำ บางวัน ดร. อุเอโนะ บอกว่า ไม่ต้อง
ไปรับ แต่ฮาจิ อดที่จะไปไม่ได้ บางครั้งอดทน นั่งรอเป็นชัวโมง ๆ ถึงสองชั่วโมง
หรือกว่านั้นก็มี จนหิว แต่ฮาจิก็ไม่ได้ย่อท้อ อดทนและรอคอยเสมอ

บางวัน ฝนตก ฮาจิเดินตากฝนไปส่ง ดร. อุเอโนะ จนตัวเปียกโชกก็มี

บางวัน ดร. อุเอโนะ ไปรถรางเทศบาล ซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับสถานีชิบุยะ เพื่อไปที่
กระทรวงการค้าเกษตร (ปัจจุบัน คือกระทรวงเกษตรป่าไม้และการประมง) ฮาจิก็ไปส่ง
แต่ขากลับ ฮาจิไม่แน่ใจว่า ดร. อุเอโนะจะกลับทางไหน เลยต้องเงี่ยหูฟังหาเสียง
ฝีเท้าของ ดร. อุเอโนะ บางทีรอที่จุดตรวจตั๋ว กว่า 30 นาที ก็ยังไม่มีวี่แววของ ดร.
อุเอโนะ ก็มี ฮาจิ ก็คิดว่า คุณครู อาจกลับกับรถรางเทศบาล ก็เป็นได้ ฮาจิตั้งท่า
จะไปรับที่่ป้ายจอดรถรางเทศบาลแล้ว แต่แล้ว ดร. อุเอโนะ ก็วิ่งออกมาจากจุดที่
ตรวจตั๋วก็มี ดร. อุเอโนะ มักจะเลี้ยงมื้อพิเศษให้ ฮาจิ ที่ร้านไก่ย่างเป็นประจำ !!
ปี 2468 วันครบรอบ 1 ปี ...
"ฮาจิ ! เจ้ามาอยู่ที่นี่ ครบปีหนึ่งพอดี ลองมาชั่งน้ำหนักดูซิ" ดร. อุเอโนะบอกฮาจิ
แล้วหิ้วตาชั่งไปที่สวน แล้วอุ้มฮาจิขึ้นชั่ง

" 37.5 กิโล ตัวโตขึ้นเยอะเลย หูก็ตั้งแล้ว หางก็ม้วนไปที่หลังสวย เป็นสุนัขอาคิตะ
ที่ดูดีมาก ๆ เลย" ดร. อุเอโนะ ลูบหลังฮาจิด้วยความพึงพอใจ แล้วจากนั้น ก็แปรงขน
ให้ฮาจิ

ไม่ว่าเป็นวันที่ฝนตกหรือหิมะตก ฮาจิก็ไปส่งไปรับ ดร. อุเอโนะสม่ำเสมอไม่เคยขาด
ดร. อุเอโนะ ก็ให้ความสนิทสนมเอ็นดู รักฮาจิเหมือนลูก
และแล้ว ... วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิของปีหนึ่ง ก็ได้เวียนมาถึง

เสียงโทรศัพท์ที่บ้าน ดร. อุเอโนะ ก็ดังขึ้น เป็นสายโทรศัพท์ด่วนจากมหาวิทยาลัย
แจ้งแก่ภรรยา ดร. อุเอโนะว่า

"หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จ ดร. อุเอโนะ อยู่ที่ห้องพักครู ลูกศิษย์สามคนก็
มาหาให้ ดร. อุเอโนะช่วยอธิบายเกี่ยวกับรถแทรกเตอร์ให้ฟัง อยู่ ๆ ดร. อุเอโนะ ก็เกิด
หายใจติดขัด ตัวไหวโอนเอนไปมา แล้วก็ล้มตกจากเก้าอี้ ลูกศิษย์สามคนช่วยกัน
นำส่งโรงพยาบาล แต่ว่า ช้าไปแล้ว ดร.อุเอโนะ จากไปด้วยโรคหัวใจวาย" ทุกคนใน
บ้านตกใจ ทำอะไรไม่ถูก

รถของโรงพยาบาล นำร่าง ดร. อุเอโนะ บรรจุในโลงศพมาถึงคฤหาสน์เกือบจะค่ำแล้ว
ภายในคฤหาสน์ ผู้คนต่างวิ่งวุ่นชุลมุน อาจารย์ที่มหาวิทยาลัย และญาติ ๆ รวมทั้ง
ลูกศิษย์ เริ่มทะยอยมา จากนั้น พระเริ่มสวด

ฮาจิ ได้กลิ่นของคุณครู คุณครูต้องอยู่ในโลงสีขาว ท่ามกลางดอกไม้นี้แน่นอน
ฮาจิจึงได้มุดไปอยู่ใต้โลงศพสีขาว ไปนั่งอยู่ตรงนั้น ทุกคนในห้องต่างมองอาจิอย่าง
เงียบกริบ

หลังจากนั้น ร่างไร้วิญญาณของ ดร. อุเอโนะ ก็ถูกนำไปเผาที่ฌาปนสถาน แล้วนำ
เถ้ากระดูกที่เหลือไปเก็บไว้ที่สุสานอาโอยาม่า ซึ่งเป็นสุสานของบ้านอุเอโนะ อยู่ถัด
จากชิบุยะไปเมืองหนึ่ง บัดนี้ ดร. อุเอโนะ นอนหลับอยู่ในสุสานนั้นชั่วนิรันดร์
การตายของ ดร. อุเอโนะ ฮาจิไม่เข้าใจ
หลังจากนั้น ตอนเช้า ฮาจิ เดินไปที่สถานีชิบุยะ เพียงลำพัง แล้วก็เดินกลับคฤหาสน์
อย่างหมดแรง ตกเย็น ห้าโมงกว่า ๆ ฮาจิก็จะไปที่สถานีชิบุยะอีก ไปนั่งคอยอย่าง
ใจจดจ่อ อยู่ที่จุดตรวจตั๋ว แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็ไม่เห็นวี่แววของ ดร. อุเอโนะ
เลย
เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่ถึง 5 วัน

ฮาจิวิ่งวุ่นอยู่ในบ้าน ในสวนและห้องเก็บของ เพื่อค้นหาเสื้อเชิ้ต ของคุณครู แล้วนำมา
เลียอย่างชื่นอกชื่นใจ

บางครั้ง ภรรยา ดร. อุเอโนะ ต้องไปตาม ฮาจิ ที่สถานีรถไฟชิบุยะ แล้วบอกกับฮาจิว่า
"ฮาจิ คุณครูจากไปไกลแสนไกลแล้ว ต่อให้แกคอยแค่ไหน คุณครูก็ไม่กลับมาหรอก"
แล้วเธอก็ร้องไห้ ส่วนฮาจิคอตกเดินกลับไป

หนึ่งเดือนผ่านไป ... ชีวิตของ ฮาจิ เปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

พอไม่มี ดร. อุเอโนะแล้ว คฤหาสน์หลังนี้ก็ใหญ่เกินไปสำหรับภรรยา ดร.อุเอโนะ จึง
จำเป็นต้องขาย ทุกคนแยกย้ายกันไป แล้ว ฮาจิ ล่ะ จะทำอย่างไร

"คุณคิขุ ช่วยหน่อยเถอะ ช่วยพาฮาจิ ไปฝากไว้กับ คุณเซ็นคิจิ ที่อาซากุสะ ให้ที
เห็นฮาจิทีไร ก็นึกถึงคุณครู ทนไม่ไหว" ภรรยา ดร. อุเอโนะ บอกกับคิขุ คนสวน
ในวันหนึ่ง

แล้วฮาจิ ก็ถูกพาไปฝากไว้ที่บ้านของ ทาคาฮาชิ เซ็นคิจิ ที่ อาซากุสะ เซ็นคิจิ เป็น
ญาติห่าง ๆ ของภรรยา ดร. อุเอโนะ ทุกคนที่บ้านเซ็นคิจิ เป็นคนรักสุนัข ลูกชาย
คนเดียวของเซ็นคิจิที่ชื่อ โคอิจิโร่ เรียนอยู่ชั้นประถม รักใคร่เอ็นดูฮาจิเป็นพิเศษ

ที่อาซากุสะ สำหรับฮาจิแล้ว ไม่มีวันจะคุ้นเคยได้ ฮาจิอยู่ได้เพียงพักเดียวเท่านั้น
แล้ว ฮาจิ ก็จากบ้านของทาคาฮาชิ มา ฮาจิ วิ่งโดยไม่เหลียวหลัง เร่งฝีเท้า และ
วิ่งจนฝุ่นตลบ มุ่งหน้ากลับไปชิบุยะ วิ่งมาเกือบสามชั่วโมง ฮาจิก็มองเห็นประตู
คฤหาสน์ที่สุดแสนจะคิดถึง
บ๊อก บ๊อก บ๊อก
ไม่ว่า ฮาจิจะเห่าสักเท่าไร ประตูคฤหาสน์ก็ไม่เปิด ฮาจิ หมอบนิ่งอยู่หน้าประตู
คฤหาสน์ ผ่านไปสองชั่วโมง ฮาจิก็เคลิ้มหลับไป

"เฮ้ ! ฮาจินี่นา" คิขุจอดจักรยาน และร้องทักด้วยเสียงดัง
"แกเดินมาจากอาซากุสะ มาถึงที่นี่เลยเหรอ ฮาจิ ต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว แกขึ้น
รถรางไม่ได้นี่นา" จากนั้นคิขุก็กอดรัดฮาจิ
"ฮาจิ คฤหาสน์หลังนี้ เดี๋ยวก็จะขายแล้ว พูดไปแกก็ไม่เข้าใจหรอก ไม่รู้ใครจะมาซื้อ
ไม่ว่าแกจะคอยอยู่ที่นี่นานแค่ไหน ไม่ว่าแกจะเรียกกี่พันครั้ง คุณครูก็ไม่กลับมาแล้วล่ะ"
คิขุบอกกับฮาจิ
ผมเป็นหมาจรจัดไปแล้วหรือนี่ ...

ฮาจิ ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านคิขุ ฮาจิเหงามาก แต่ฮาจิอยู่ที่นี่เพราะหวังว่า สักวันจะได้พบ
กับคุณครู ตกเย็น ฮาจิ ก็เริ่มไปรับ ดร. อุเอโนะ ที่สถานีชิบุยะอีกแล้ว

แล้วคืนหนึ่ง เรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ตอนเย็น พอกลับจากทำงาน คิขุนั่งดื่มเหล้า
อยู่ที่ห้องนั่งเล่น แล้วฮาจิก็กลับมา

"ไง ฮาจิ ไปที่สถานีชิบุยะอีกแล้วล่ะสิ แกนี่น่าสงสารจริง ๆ เลย ฉันน่ะเข้าใจ
ความรู้สึกของแกดีนะ ถ้าอยากไปรับก็ไปเถิด เพราะถ้าไปแล้ว รู้สึกดี ก็ไป" แล้วคิขุ
ก็ลุกขึ้น ไปเข้าห้องน้ำ แล้วเขาก็ล้มตึงหลับไปทันที

นั่นเป็นประโยคสุดท้าย ที่คิขุพูดกับฮาจิ จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่หลับไป แต่เขาเสียชีวิต

สำหรับฮาจิแล้ว ที่ชิบุยะ มีคิขุคนเดียวเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งได้ คิขุ จากโลกนี้ไปแล้ว
ไปอยู่ที่เดียวกับคุณครู

ในที่สุด ... ฮาจิก็เหลือตัวคนเดียว ผมเป็นหมาจรจัดไปแล้วสินะ แต่ไม่ต้องเป็น
ห่วงผมหรอก ผมจะมีชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไปให้ได้ แล้วฮาจิก็ออกจากบ้านคิขุ วิ่งปะปน
ไปในฝูงชนแถวชิบุยะ

พลบค่ำ ... ฮาจิก็ไปที่สถานีชิบุยะ ไปนั่งหันหน้าไปที่จุดตรวจตั๋ว จับตามองไปที่ผู้คน
บางครั้ง ท่ามกลางสายฝนพรำ ๆ บางครั้งก็จำผิด นึกว่าเป็นคุณครู ดีใจกระโดดเข้าไป
หา แต่ไม่ใช่ กลับถูกพนักงานสถานีวิ่งมาเตะกระเด็นไปก็มี แล้วฮาจิ ก็เดินคอตก
กลับไปอย่างเหงาหงอย

เจ้าของร้านอาหารแถวนั้น จำฮาจิได้ ก็จะนำข้าวปลาอาหารมาให้ฮาจิกินเป็นประจำ
หรือถ้าร้านจะปิดส่งท้ายปี ก็มักจะได้กินอาหารพิเศษไปกับเขาด้วย แต่บางครั้ง
เพียงแค่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้แขกในร้าน ก็โดนเตะก็มี หาว่าเป็นหมาจรจัด สกปรกสิ้นดี
ฮาจิ มองชายคนนั้น ด้วยสายตาโกรธ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

"มีหมาจรจัดสกปรกอย่างแกนี่แหละ โลกนี้ถึงอันตราย จัดการให้หมด ๆ ไปน่าจะดี"
แขกคนนั้นอารมณ์เสียไม่เลิก

เจ้าของร้าน บอกว่า "หมาตัวนี้ ถึงจะสกปรกอย่างที่เห็น แต่ใจของมันสะอาด
ใจของแกมันสกปรกมากกว่าอีก จะบอกให้ ใส่เสื้อผ้าชั้นดี แต่ใจแกน่ะสกปรกกว่าหมา
อีก กลับไปได้แล้ว แกไม่ใช่่แขกของฉันอีกต่อไป"
หน้าสถานีรถไฟชิบุยะ มีหมาจรจัดมาอาศัยอยู่เยอะ ทะเลาะกัน แย่งอาหารกัน
ฮาจิไม่เคยกลัวสักนิด หันหน้าสู้ ในที่สุดก็สามารถปราบได้หมด ฮาจิก็กลายเป็น
จ่าฝูงหมาจรจัดแถวนั้นไปเลย แต่ถึงแม้จะเก่งกาจเพียงไหน ฮาจิก็ไม่่เคยชวน
ใครทะเลาะก่อน
ปี 2475 ฮาจิเป็นดารา หนังสือพิมพ์อาซาฮี ลงข่าว
วันที่ 4 ตุลาคม 2475 หนังสือพิมพ์อาซาอี ฉบับเช้า ลงรูปและเรื่องของฮาจิ****
"เรื่องของสุนัขแก่กับนายที่รัก"

เป็นเวลาเจ็ดปีที่มันมานั่งคอยการกลับมาของนายที่ตายไปแล้ว ...

ที่สถานีชิบุยะ เช้ายันเย็น ท่ามกลางผู้โดยสารที่หนาตา จะเห็นสุนัขแก่ตัวนี้ มานั่ง
คอยนายผู้เป็นที่รัก หลังจากที่ศาสตราจารย์อุเอโนะ นายที่เลี้ยงดูมันอย่างดี นายที่
เปรียบเหมือนพ่อได้ตายจากไป สุนัขแก่ตัวนี้ก็มานั่งคอยตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ...

ไม่ว่าจะวันฝนตก แดดออก หรือว่าหิมะตก มันมาแทบทุกวันไม่เคยขาด ถึงวันนี้
ดวงตาของมัน เริ่มพร่ามัว เพราะอายุที่มากขึ้น แต่มันก็ยังเฝ้าคอยนายอันเป็นที่รัก
ต่อไป

สำหรับฮาจิแล้ว การตายของนายนั้นเป็นเรื่องที่มันไม่เข้าใจ ผู้คนที่ผ่านไปมาแถวนั้น
พอรู้เรื่องนี้เข้า ก็รู้สึกสงสารฮาจิจับใจ บางคนซื้อของที่ร้านแผงลอยให้ฮาจิกิน เพื่อ
เป็นการปลอบโยน ...

บัดนี้ ฮาจิ ... กลายเป็นสุนัขที่มีชื่อเสียงไปแล้ว คนทั่วประเทศต่างก็ชมเชย
หัวใจอันยิ่งใหญ่ของฮาจิกันทั้งนั้น ฤดูใบไม้ผลิของปีนั้น ฮาจิ ค่อย ๆ มีชื่อเสียงเพิ่ม
มากขึ้น ร้านแผงลอยที่อยู่ใกล้ ๆ สถานีชิบุยะ ต่างพากันตั้งชื่อรายการอาหารเป็นชื่อ
ของฮาจิ เช่น ข้าวเกรียบฮาจิ ช็อกโกแลตฮาจิ แต่ละร้านขายดิบขายดี มีคนเข้าคิว
ซื้อยาวเหยียด

ปีที่ 9 ฮาจิป่วยเป็นโรคพยาธิหัวใจ

ดร. อุเอโนะ ตายจากไป เป็นเวลา 9 ปีแล้ว ฮาจิอายุ 10 ขวบ ถ้าเป็นคน ฮาจิ
อายุใกล้หกสิบปีแล้ว ฮาจินอนหมอบอยู่ที่ป่าเบญจพรรณ บริเวณเนิน นาเบะชิมะยาม่า
นอนฟังเสียงลมที่พัดหวิว ๆ ผ่านไป ขนของฮาจิหลุดเป็นหย่อม ๆ ผิวหนังบริเวณหลัง
เริ่มเป็นผื่นแดง

ในที่สุด ฮาจิก็ป่วยเป็นโรคพยาธิหัวใจ โรคนี้มียุงเป็นพาหะ นำเชื้อพยาธิมาฝังไว้ที่
หัวใจ เป็นโรคที่น่ากลัวและร้ายแรงสำหรับสุนัขมาก



ฟังรายการวิทยุรักพ่อ ตอนที่ 180 รักพ่อ รักในหลวง โดย กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ - เทิดไว้เหนือเกล้า



รายการรักพ่อ180 เทิดไว้เหนือเกล้า
http://youtu.be/aBmtp1rX9_0





 พบกับ สารคดีเฉลิมพระเกียรติฯ ในหลวง 2.ประโยชน์สุขแห่งแผ่นดิน ครูของแผ่นดิน, เพราะพ่อเหนื่อยมามากแล้ว, เพลงพระภูมิพล-สุเวศน์ ภู่ระหงษ์, รักพ่อ-มุสลิม11,
บทกวีจากณุ บูรพา - น้าแดง อินโดจีน, ทำไมเรารักพระเจ้าอยู่หัว,


มาแล้วครับรายการรักพ่อ ช่วยสายต่อ ให้ระบือ ส่งสื่อสาร
เหมือนคนที่มีจิตร่วมกัน ร่วมปกป้องสถาบัน ให้มั่นคง
ช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ขอนำท่านผู้ฟังเข้าสู่รายการรักพ่อ

รายการวิทยุดีๆที่ตั้งใจทำในแนวจิตอาสา
ผู้ดำเนินรายการ : สุเวศน์ ภู่ระหงษ์
ทีมงาน ห้องบันทึกเสียง สิงหา ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี
- กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ

@ อ า ห า ร ที่ กิ น คู่ กั น . . . อั น ต ร า ย ! ! ! @

จาก คุณพีระรัตน์ พ่วงประเสริฐ
@ อ า ห า ร ที่ กิ น คู่ กั น . . . อั น ต ร า ย ! ! ! @

1. กินทุเรียนกับน้ำอัดลม - ให้พิษร้ายมากกว่าพิษงูเห่า!

2. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง - ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก

3. น้ำเต้าหู้ - ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน

4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า

5. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก

6. กล้วยกับเผือก - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด

7. บวบ ซือกวย ไชเท้า - ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง

8. กล้วย+มะละกอ+แตงโม - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน

9. มังคุดกับน้ำตาล - กินรวมกันจะทำให้เสียชีวิต

10. ผักป๋วยเล้ง - ห้ามรับประทาน กับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง

11. น้ำผึ้ง - ห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อนจะทำให้เสียวิตามิน

12. ส้มกับมะนาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ

13. ปลาทุกชนิด - ห้ามต้มกับผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง

14. ขิงดอง - ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง

15. น้ำข้าว - ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน

16.น้ำเต้าหู้กับนมสด - ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ

17. ถั่วลิสงกับฟักทอง - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ

18. มันเทศกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร

19. เหล้าขาวกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ

20. เหล้าขาวกับเบียร์ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก

21. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว - ห้ามรับประทารด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง

* * *มีนักท่องเที่ยวชาวจีนวัยเพียง28ปีรายหนึ่ง ตอนมาเที่ยวเมืองไทยได้รับประทานทุเรียนไปจำนวนมากหลังจากนั้นก็ดื่มน้ำอัดลม สารคาเฟอินในน้ำอัดลมก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจวายอย่างเฉียบพลัน

+ + ประเทศไทยได้ออกกฎอย่างชัดเจนไว้ว่า ภายใน 8 ชั่วโมงหลังจากการรับประทานทุเรียนเป็นจำนวนมาก ห้ามดื่มน้ำอัดลมเป็นอันขาด ! !

* * ทุเรียนก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะสูงเลยทีเดียว

มหัศจรรย์จุลินทรีย์...ชีวิตของแผ่นดิน: 108 วันมหัศจรรย์พอเพียง ตอนที่ 64


ตอนที่ 64 : มหัศจรรย์จุลินทรีย์...ชีวิตของแผ่นดิน
ในอดีตเกษตรกรให้ความเคารพดิน และยกย่องในฐานะแม่พระธรณี พวกเขาทราบดีว่า ในดินมี ชีวิต
...ชีวิตที่ส่งต่อพลังแห่งชีวิตมายังพืชพั?นธุ์ สร้างความสมบูรณ์และการเติบโต เกิดดอกออกผล งอกงามเป็น อาหาร....
จนเมื่อเวลาผ่านไป... ชีวิต ได้ล้มหายตายจากไปจากดิน กลายเป็นดินร้างชีวิต แห้งแล้ง แกร่งกระด้าง พืชพันธุ์ไม่อาจเติบโตได้อีกต่อไป วิกฤตของอาหารคืบคลานเข้ามาสู่มนุษย์ แต่ที่นี่..บ้านหนองกระโดนมน ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมุ่งมั่น คืนชีวิตกลับสู่ดิน
http://www.youtube.com/watch?v=GWfyh5e8GIk


บ้านพอเพียง : บ้านจัดสรรกับเศรษฐกิจพอเพียง : 108 วันมหัศจรรย์พอเพียง ตอนที่ 63


ตอนที่ 63 : บ้านพอเพียง : บ้านจัดสรรกับเศรษฐกิจพอเพียง
ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง หลายคนมองว่าเป็นแนวคิดที่เหมาะสมกับเกษตร?กรรมเท่านั้น แต่บ้านพอเพียงหลังนี้ เป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า ความพอเพียง พอประมาณ และการมีเหตุผล เป็นทางสายกลางที่เหมาะกับทุกกลุ่ม ทุกคน ทุกอาชีพ และทำได้ในทุกพื้นที่แม้ในบ้านจัดสรร จากพื้นที่ 420 ตารางวา คุณอนันต์แบ่งพื้นที่บางส่วนสำหรับปลูกข้า?ว เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวกล้อง และผลิตภัณฑ์จมูกข้าว บางส่วนกันพื้นที่สำหรับเลี้ยงแพะ ใต้ถุนของโรงเรือนเต็มไปด้วยไก่ที่เลี้ยงอ?ย่างง่ายๆ ในบ่อปลา มีปลาสารพัดชนิด และรอบๆ บริเวณบ้านที่เหลือ ปลูกต้นไม้หลากหลาย ทั้งไม้กินใบ กินดอก ผัก ผลไม้ ที่จะกลายมาเป็นอาหารมื้อต่อไป ที่ปลอดภัยจากสารพัดสารพิษ นี่คือ ความมหัศจรรย์ของเศรษฐกิจพอเพียง ที่สามารถปฏิบัติได้ในทุกขนาดพื้นที่
http://www.youtube.com/watch?v=olZUY9xS1Xc


วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

4 วิธีง่ายๆในการปฐมพยาบาล

ขอให้ส่งต่อให้ญาติสนิทมิตรสหาย12คน
เพราะว่าความรู้นี้ สอนคนได้ ช่วยคนก็ได้
ขอให้ส่งต่อให้ได้ 4วิธีง่ายๆในการปฐมพยาบาลดังข้างล่างนี้
1.สำลักอาหาร
วิธีจัดการ--แค่ยกมือขึ้นไป
โซเยออายุ56ปี ชาวอเมริกัน
วันก่อนอยู่บ้านดูทีวีพลางกินน้ำผลไม้แช่แข็งพลาง
ขณะที่หันศรีษะ
ผลไม้แช่แข็งชิ้นหนึ่งติดอยู่ที่คอ
เธอลองช่วยตัวเองโดยการกดและบีบที่ท้อง
แต่ไม่เป็นผล
เวลานั้นสปิ๊นซ์ซึ่งเป็นหลานชายเลยถามว่า:

"คุณย่า ท่านสำลักเหรอครับ"
สโตว่า พูดไม่ออก
"ผมเดาว่าท่านสำลักใช่ไหม
คุณย่า ยกมือขึ้น ยกมือขึ้น"
สโตว่าทำตาม ในที่สุดสามารถอาเจียนเอาชิ้นผลไม้แช่แข็งออกมาได้
สปินซ์เวลานั้นสงบนิ่งมาก
เขาบอกว่าวิธีนี้เรียนมาจากโรงเรียน
วิธีจัดการกับการสำลักอาหาร--
แค่ "ยกมือขึ้น"
2 ตกหมอน
คุณเคยตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วพบว่าตัวเองตกหมอนไหม
ก็คือปวดคอ ถ้าหากตกหมอน คุณควรทำอย่างไร
ถ้าหากตกหมอน แค่ยกขาขึ้นมา
จับนิ้วโป้งของเท้า
ค่อยๆนวดและหมุนตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มนาฬิกา
3. ขาเป็นตะคริว
เวลาขาซ้ายเป็นตะคริว ให้ยกมือขวาขึ้นสูงๆ
เวลาขาขวาเป็นตะคริว ให้ยกมือซ้ายขึ้นสูงๆ จะรู้สึกสบายผ่อนคลายทันที
4. ขาชา
ถ้าขาซ้ายชา
สบัดมือขวาจากช้าไปหาเร็ว
ถ้าขาขวาชา

ก็สบัดมือซ้ายจากช้าไปเร็ว
ช่วยส่งต่อเถอะ ได้บุญกุศลมากมาย
□□□□

ยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

ยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลก
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กสาวคนหนึ่งนามว่าลี่ลี่
เมื่อเธอแต่งงานจึงได้ย้ายนิวาสสถานมาอยู่กับสามีและแม่สามี...
ภายในเวลาอันสั้นลี่ลี่ก็พบว่าเธอไม่สามารถเข้ากับแม่สามีได้เลย
ใช่สิ

บุคลิกของทั้งคู่ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง...ลี่ลี่ทนนิสัยหลายอย่างของแม่สามีไม่ได้ ฝ่ายแม่สามีก็ได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ลี่ลี่เสมอมา

วันเวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน ลี่ลี่และแม่สามีทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน แต่สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ตามธรรมเนียมจีน สะใภ้จะต้องก้มหัว และเชื่อฟังแม่สามีในทุกเรื่องราว นำมาซึ่งความทุกข์โศกแก่ผู้เป็นสามีเป็นอย่างยิ่ง

ในที่สุดวันที่ลี่ลี่หมดสิ้นความอดทนได้มาถึง จึงตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง เธอตรงไปหาคุณหวางเพื่อนรักของพ่อที่ขายสมุนไพรหลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้

เขาฟัง เธอจึงถามว่า พอจะหายาพิษอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมดทั้งมวล ในคราเดียวได้ไหม คุณหวางคิดอยู่ชั่วขณะในที่สุดจึงกล่าวกับลี่ลี่ว่า

"ลุงจะช่วยหนูเอง...แต่หนูต้องฟังคำของลุงและเชื่อฟังสิ่งที่ลุงบอกนะ" ลี่ลี่ตอบรับทันทีว่า "ค่ะหนูจะทำตามที่คุณลุงแนะนำทุกอย่าง"

คุณหวางหายไปหลังร้าน และกลับมาภายในเวลาชั่วครู่พร้อมกับห่อสมุนไพรในมือ

เขากล่าวกับลี่ลี่ว่า "ลุงจะจ่ายยาสมุนไพรให้หนูจำนวนหนึ่ง
แต่หนูต้องไม่ใช้ยาพิษนี้ทั้งหมดในคราวเดียวกันนะ

เพราะนั่นจะทำให้ทุกคนสงสัย หนูจงเติมสมุนไพรนี้ลงไปในหมูเห็ดเป็ดไก่ที่ปรุงวันเว้นวัน สารพิษนี้จะได้ค่อย ๆ สะสมอยู่ในตัวเธอ ...
ขณะเดียวกัน หนูก็ต้องพูดจากับเธอดี ๆ และเชื่อฟังเธอด้วย

วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อแม่สามีตายลงจะได้ไม่มีใครสงสัยในตัวหนูไงล่ะ
อย่าลืมนะ...ห้ามเถียงเธอ แต่จงเชื่อฟังทุกอย่างที่เธอบอกและปฏิบัติต่อเธออย่างดีที่สุด" ได้ยินดังนั้น ลี่ลี่รู้สึกสุขใจยิ่งนัก
จึงกล่าวขอบคุณและล่ำลาคุณหวางเพื่อกลับไปเตรียมอุบายสังหารแม่สามี

วันและคืนผ่านไป...ลี่ลี่จะต้องปรุงอาหารจานพิเศษให้แม่สามีทุกวันเว้นวัน

เธอจดจำคำของคุณหวางได้เป็นอย่างดี...พยายามควบคุมอารมณ์ตนเอง เชื่อฟังและดูแลเธอเหมือนดั่งเป็นแม่ของตนเอง
เวลาล่วงไปได้หกเดือน

ทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้หลังคาบ้านนั้นกลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ลี่ลี่ได้ฝึกตนให้ควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก ไม่เคยมีปากเสียงกันเลยตลอดหกเดือนนี้ แม่สามีดูเหมือนจะมีเมตตาต่อเธอและเข้ากันได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ทัศนคติของแม่สามีที่มีต่อลี่ลี่ได้เปลี่ยนไปเช่นกัน
เธอเริ่มรักลี่ลี่เหมือนกับลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเอง...เธอพร่ำบอกเพื่อนฝูงและคณาญาติว่า ลี่ลี่เป็นลูกสะใภ้ที่ดีที่สุดและยากจะหาใครมาเสมอเหมือน

บัดนี้ ลี่ลี่ และแม่สามีรักกันดุจแม่-ลูกจริง ๆ แล้ว...ฝ่ายสามีลี่ลี่รู้สึกสุขใจเป็นที่สุดที่ได้เห็นภาพนั้น

วันหนึ่ง...ลี่ลี่กลับไปหาคุณหวางเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง
เธอละล่ำละลัก "คุณลุงหวางคะ กรุณาช่วยหนูด้วยค่ะ

หนูไม่อยากให้แม่สามีตายแล้วค่ะ... คุณลุงรู้มั้ยคะว่า
ตอนนี้แม่เปลี่ยนไปมาก ท่านดีกับหนูมากและหนูก็รักท่านเหมือนแม่จริง ๆ ของหนู หนูไม่อยากให้ท่านตายด้วยยาพิษของหนูเลย..."

คุณหวางพรายยิ้ม ผงกศีรษะและกล่าวว่า
ลี่ลี่เอ๋ย...ไม่มีอะไรต้องกังวลาว ลุงไม่เคยให้ยาพิษอะไรแก่หนูเลย
สมุนไพรที่ให้ไปเมื่อคราวก่อนนั้นเป็นพวกวิตามินที่บำรุงร่างกาย...

ยาพิษอย่างเดียวนั้นอยู่ที่จิตใจและทัศนคติของหนูที่มีต่อแม่สามีต่างหาก และนั่นก็ได้รับการชำระล้างหมดแล้วด้วยความรักทั้งหมดทั้งมวลที่หนูมอบให้ท่าน

แล้วพวกเรา มียาพิษในใจกับใครบ้างหรือเปล่า? ลองตรองดูกันสักนิดนะครับ

เวบไซต์น่าสนใจ เอาไว้ตรวจสอบข้อมูลสำคัญ

เอาไว้ทำงาน
..เวปไซด์น่าสน

ค้นหาสถานการเป็นผู้ประกันตน
http://www.sso.go.th/wpr/service04.jsp?cat=828&webId=0

ตรวจสอบสิทธิหลักประกันสุขภาพ สปสช.
http://www.nhso.go.th/peoplesearch/

ค้นหาสาขาธนาคารทุกธนาคาร
http://www.bot.or.th/thai/paymentsystems/psservices/_layouts/application/bot%20financial%20institutions/FIBranches.aspx?instID=126

ศูนย์สกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด
http://ppr8.p8.police.go.th/
http://nsb.police.go.th

ตรวจสอบ IP Address
http://whois.net/
http://checkip.narak.com

Profone GSM Tracker
http://cellphonetrackers.org/gsm/gsm-tracker.php

หาเสา และขอบ (รัศมี)
http://kapalselamku.com/

สมุดโทรศัพท์ ตร. ออนไลน์
http://saranitet.police.go.th/phonebook/

เช็คเบอร์โทรศัพท์มือถือ
http://www.checkber.com/

เช็คเบอร์ทีโอที
http://phonebook.tot.co.th/wss/

ระบบติดตามและตรวจสอบสิ่งของฝากส่งทางไปรษณีย์
http://track.thailandpost.co.th/trackinternet/Default.aspx

ความหมายของเลขประจำตัวประชาชน
http://stat.bora.dopa.go.th/fop/pid13.htm

อุปกรณ์นักสืบ
http://www.spythailand.com

ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถ
http://www.lostcar.go.th

เทียบเวลามาตรฐาน
http://www.timeanddate.com/worldclock/fullscreen.html?n=28

ตรวจสอบหมายจับ ccoc
http://www.rpca.ac.th/warrant/m/index.asp?info=DENIED

ตรวจสอบหมายจับ ccoc ด้วยมือถือ
http://www.rpca.ac.th/arrest/mobile/

ระหัสผู้ใช้ : police
ระหัสผ่าน : 5050 , 2932

ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง
http://www.khonthai.com/Election/Elecenter/intercervot/index.php

http://gis.police.go.th/service/loginwp.php

By: Adminสืบสวนประเทศไทย