++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

Happy Chinese New Year

Happy Chinese New Year

 วันเอ๋ยวันตรุษจีน รักษาศีลศรัทธาธรรมนำสุขสันต์
รักครอบครัวพร้อมหน้าเห็นหน้ากัน รักแบ่งปันความสุขให้ทุกคน

วันตรุษจีนเตือนใจในชีวิต เมื่อรู้คิดต้องรู้ทำแต่เริ่มต้น
 อย่าปล่อยกาลผ่านไปในวังวน รู้สร้างตนสร้างความดีมีสุขเอย

2 ก.พ. ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครับ แต่ใช้สิทธิพลเมืองขับไล่รัฐบาลทรราชอย่างเต็มที่

จาก Facebook ของ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
คณบดี คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (นิด้า)

2 ก.พ. ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครับ แต่ใช้สิทธิพลเมืองขับไล่รัฐบาลทรราชอย่างเต็มที่

เพื่อนๆครับ ประเด็นการไปใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 2 หรือ ไม่ เมื่อคืนผมได้พูดที่เวที คปท. และเมื่อเช้าก็ได้ไปูดที่ FM TV สำหรับคืนนี้ (29 ม.ค.) จะพูดอีกครั้งที่ ASTV ประมาณสามทุ่มหลังกำนันสุเทพพูดจบ
หลักการเป็นอย่างนี้ครับ
1. สถานการณ์ตอนนี้คือ การต่อสู้เพื่อให้มาซึ่งอำนาจระหว่างประชาชน กับ รัฐบาลทรราชย์ ยุทธศาสตร์ของประชาชนคือการใช้สิทธิพลเมือง แนวสันติอหิงสา ส่วนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทรราชย์คือ การกากบาทในหน่วยเลือกตั้ง และการใช้ความรุนแรง ประชาชนจึงต้องยืนหยัดยึดมั่นในแนวทางของตนเองให้มั่นคง ไม่ตกอยู่ในเกมการเลือกตั้งของรัฐบาลทรราชย์
2. ประชาชนประกาศอย่างชัดเจนร่วมสองเดือนแล้วว่า รัฐบาลทรราชย์สิ้นความชอบธรรมทั้งทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ กล่าวคือ ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายแล้วเพราะรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หลักนิติธรรม และไม่ยอมรับอำนาจศาล รวมทั้งมีการทุจริตโกงกิน และถูกประชาชนนับสิบล้านคนเดินขบวนขับไล่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการยุบสภาและการกำหนดการเลือกตั้งโดยรัฐบาลทรราชย์ จึงไม่มีผลใดๆทั้งสิ้นต่อประชาชน เมื่อเราปฏิเสธอำนาจรัฐของรัฐบาลเถื่อน เราจึงปฏิเสธการกระทำทุกอย่างของรัฐบาลเถื่อน รวมทั้งการยุบสภาและการกำหนดการเลือกตั้งด้วย
3 ในทางวิชาการ การเลือกตั้งครั้งนี้เรียกว่า เป็นการเลือกตั้งที่ไร้ประสิทธิผล เพราะว่า แม้จะมีการลงคะแนน ก็ไม่ทำให้เกิดรัฐสภา และรัฐบาล เพราะไม่เป็นไปตามข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญ นั่นคือ มีจำนวน ส.ส. ไม่ครบองค์ประกอบของการเป็นสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่อาจประชุมสภาและเลือกนายกได้ (ไม่อาจนับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ / การ ส.ส. เขตก็มีไม่ครบ
4 ดังนั้นประชาชนไม่ต้องไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ให้เสียเวลาเปล่าๆ การไปลงคะแนนไม่ว่าท่านจะกากบาทช่องใด เท่ากับเป็นการยอมรับอำนาจของรัฐบาลทรราชย์ และร่วมสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลทรราชย์อีกด้วย
5'. หากท่านประสงค์จะร่วมกิจกรรมทางการเมืองเพื่อใช้สิทธิพลเมืองในวันที่ 2 ก.พ. เพื่อเป็นใช้เป็นวันพิชิตทรราช ก็ไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับ กปปส. คปท. กปท. และกลุ่มอื่นๆตามความสะดวก หรือ จะร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ขับไล่ทรราชย์เองที่หน้าหน่วยเลือกตั้งก็ได้ตามความถนัด หรือ จะนอนดูโทรทัศน์เฉยๆที่บ้านก็ได้
6. หากมีคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยเท่าไร เท่ากับเป็นการที่ประชาชนส่วนใหญ่แสดงเจตนารมณ์ไม่เอาระบอบทักษิณและรัฐบาลทรรราช มากเท่านั้น
7 ส่วนเรื่องเสียสิทธิทางการเมืองบางประการ อย่าไปกังวลเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีคนฟ้องศาลให้ตัดสินเป็นโมฆะ แน่ หรือ ไม่ก็หลังการปฏิรูปเราก็ไปใช้สิทธิเลือกตั้งระดับใดก็ได้ สิทธิเหล่านั้นก็จะกลับคืนมาเองตามกฎหมาย
8 สรุปอีกทีนะครับ วันที่ 2 ปฏิเสธการเลือกตั้งที่ไร้ความชอบธรรม โดยไม่ไปเลือกตั้ง และใช้สิทธิพลเมืองขับไล่รัฐบาลทรราชต่อไป จนกว่ามันจะออกไป

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

วิกฤตผู้นำ... กับความสำเร็จขององค์กร


คำถามที่มักอยู่ในใจของหลายๆ ท่านก็คือ อะไรคือความเป็นผู้นำที่เหมาะสมและคุณลักษณะที่ผู้นำควรมี ในการนำองค์กรหนึ่งๆ ไปสู่ความสำเร็จได้ เพื่อจะได้นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของกิจการ ไม่ให้เกิดเป็นปัญหาลุกลามจนกระทั่งบั่นทอนศักยภาพโดยรวมขององค์กรของเรา
โดยสิ่งหนึ่งซึ่งนักกลยุทธ์เห็นพ้องต้องกันคือ การนำกลยุทธ์ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้นำเป็นปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ ของประเด็นนี้เลยทีเดียว เนื่องจากจะต้องเป็นผู้ที่สื่อสาร โน้มน้าวใจให้ลูกน้องเห็นความสำคัญของกลยุทธ์ดังกล่าว และร่วมแรงร่วมใจกันในการนำกลยุทธ์ที่คิดร่วมกันนั้น ไปสู่การนำไปปฏิบัติอย่างเต็มที่ ดังนั้นผู้นำจึงต้องมีคุณลักษณะหลายประการ ที่จะสามารถสร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้นกับลูกน้องทั่วทั้งองค์กร และเป็นศูนย์กลางของการดำเนินงานทั้งหมดด้วย
ลักษณะของผู้นำดังกล่าวจึงมักมีการกล่าวเปรียบเปรยว่า ต้องเป็นผู้นำที่มี "Charisma" หรือผมขอใช้คำว่าเป็นผู้นำที่มี "เสน่ห์" แล้วกันครับ แต่เสน่ห์ที่กล่าวในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงเสน่ห์ในเชิงหนุ่มสาวนะครับ แต่เป็นลักษณะที่สามารถทำให้ลูกน้องเกิดความรักชอบ ความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากใจจริงได้ และจะนำมาสู่การทุ่มเทในการทำงานให้กับผู้นำคนดังกล่าวได้นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่างานที่มีการทุ่มเททำจากใจนั้น ย่อมจะมีประสิทธิภาพสูงมากกว่าการถูกบังคับแน่นอน
โดยคุณลักษณะประการแรกที่ถือเป็นเสน่ห์ คือ การเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งหมายถึงว่า ผู้นำที่ดีนั้นควรจะต้องมีความคิดกว้างไกล สามารถมองออกไปในอนาคต และคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์ใดน่าจะมีโอกาสเกิดขึ้น เพื่อที่จะนำพาองค์กรให้อยู่รอดได้ดีที่สุดในสถานการณ์ที่จะเกิดนั้น ดังเช่นผู้บริหารของแอปเปิลที่นับว่า มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและแม่นยำอย่างมาก ในการมองพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว จนกระทั่งทำให้แอปเปิลพลิกฟื้นกลับขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์เพื่อความบันเทิงอย่าง "ไอพอด" จนกระทั่งแซงยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่โด่งดังมากับวอล์กแมนอย่างโซนี่ไปได้
ซึ่งผู้นำที่มีวิสัยทัศน์นั้นบางท่านถามว่า จะต่างจากหมอดูที่ตรงไหน คำตอบก็คือ ผู้นำนั้นจะมีการวิเคราะห์และคาดการณ์อย่างเป็นระบบ จากฐานข้อมูลที่เก็บมาอย่างทันท่วงทีและเชื่อถือได้ มีหลักฐานประกอบการคาดการณ์อย่างชัดเจน แม้ในหลายครั้งอาจจะมีการใช้ความคิดเห็นส่วนตัวเข้ามาสอดแทรกด้วย แต่ก็จะสามารถอธิบายเหตุผลและที่มาที่ไปได้ จนกระทั่งสามารถโน้มน้าวใจให้ลูกน้องเกิดความเชื่อมั่นใ นสิ่งที่วิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ นอกจากนี้สิ่งที่คาดการณ์จะต้องอยู่ในพื้นฐานของความเป็นจริงที่เป็นไปได้เสมอ ซึ่งมักจะมีคำเปรียบเปรยว่า ผู้นำที่ดีจะต้องมี "ความใฝ่ฝัน มิใช่ความเพ้อฝัน" ครับ
ประการที่สองก็คือ ผู้นำจะต้องมีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถเป็นหลักและที่พึ่งให้กับลูกน้อง ยามที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ได้ โดยความเชื่อมั่นนี้ จะเห็นว่ามีเพียงเส้นกั้นบางๆ ระหว่าง "ความเชื่อมั่น" กับ "ความดื้อรั้นหรือหลงในอัตตาของตนเอง" นะครับ โดยผู้นำที่มีความเชื่อมั่นนั้น จะสามารถนำเสนอแนวคิดของตนเองออกมาอย่างชัดเจน มีเหตุมีผลที่เหมาะสม และสร้างความเลื่อมใสในแนวความคิดนั้นๆ ที่จะกระทำต่อไปได้ รวมถึงมีความเชื่อว่าตนเองจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่างที่เกิดขึ้นไปได้เป็นอย่างดี แต่ผู้นำที่มีความเชื่อมั่น ก็จะยังรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงานที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดความหลากหลายและสมบูรณ์ในแนวคิดที่ได้รับการเติมเต็มและขัดเกลาจากทุกฝ่ายด้วย
ดังนั้นในที่นี้ผู้นำจึงควรมี "ความเชื่อมั่น" มิใช่ "ความยึดมั่น" ซึ่งประเด็นหลังหากเกิดขึ้นมาแล้ว จะทำให้เกิดความลุ่มหลงในความคิดของตนเอง จนอาจจะนำมาสู่ความล้มเหลวขององค์กรโดยรวมได้ และในหลายกรณีความยึดมั่นนี้ก็ได้รับการพัฒนามาจากความเชื่อมั่นในตอนต้นนั่นเอง โดยหากมีความสำเร็จที่ต่อเนื่องมามากมาย และลูกน้องแวดล้อมเองก็เป็นประเภท "ขุนพลอยพยัก" ที่คอยชื่นชมเจ้านายในทุกประเด็น จึงมีความเป็นไปได้ที่ผู้นำอาจจะเกิดความลุ่มหลงในตนเอง แทนที่จะฟังความคิดเห็นของผู้คนรอบข้าง ซึ่งในระยะยาวถือเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากย่อมไม่มีผู้ใดจะสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องทุกครั้งไป ประเด็นนี้จึงถือว่าเป็น "กับดักแห่งความล้มเหลวของผู้นำ" ที่มีการย้ำเตือนกันอยู่เสมอครับ
ประการถัดมา ผู้นำควรต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งก็รวมถึงความขยันหมั่นเพียรและอุทิศตนให้กับการทำงานอย่างมากนั่นเอง โดยผู้นำที่ประสบความสำเร็จนั้น โดยทั่วไปต้องเป็นผู้ที่ทำงานหนักกว่าลูกน้องครับ หากองค์กรใดหัวหน้านั่งๆ นอนๆ แล้ว คงไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและยากที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความรุ่งเรืองได้ ซึ่งจากสถิติโดยทั่วไป ซีอีโอของบริษัทที่ประสบความสำเร็จระดับโลกนั้น ใช้เวลากับการทำงานวันละไม่ต่ำกว่า 10-12 ชั่วโมง ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างศรัทธากับลูกน้องเช่นกัน
นอกจากนี้ สิ่งที่มีความสำคัญมากก็คือ ผู้นำต้องมีพฤติกรรมที่เหนือกว่าหรือโดดเด่นกว่าคนปกติโดยเฉลี่ยทั่วไป นั่นคือ ต้องมีความเสียสละมากกว่า มีความซื่อสัตย์และโปร่งใสมากกว่า รวมถึงต้องเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัวด้วย เนื่องจากผู้นำนั้นถือเป็น "แบบอย่าง" สำหรับลูกน้องทั่วทั้งองค์กร จึงต้องมีความไม่ธรรมดาในแง่ต่างๆ ด้วย เพื่อสร้างตนเองให้แตกต่างจากบุคคลอื่นๆ ทั่วไป ดังนั้นบ่อยครั้งกฎระเบียบขององค์กรที่บังคับใช้กับคนโดยทั่วไปนั้น อาจจะไม่เพียงพอต่อการกำกับดูแลพฤติกรรมของผู้นำ เช่น ในเรื่องของเวลาทำงาน ผู้นำคงต้องเสียสละกับองค์กรมากกว่าเวลางานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ต่อพนักงานทั่วไป หรือทางด้านความโปร่งใสตรวจสอบได้ ผู้นำยิ่งจะต้องสามารถเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างอย่างชัดเจนมากกว่าที่กำหนดไว้ปกติด้วย เพื่อแสดงความซื่อสัตย์จริงใจต่อการนำพากิจการ และเป็นแบบอย่างต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหมด ซึ่งหากองค์กรใดที่ผู้นำมีพฤติกรรมที่ "ด้อยกว่า" กฎระเบียบที่กำหนดไว้ จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อวิกฤตศรัทธาในผู้นำ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความล้มเหลวได้
อย่างไรก็ตาม การที่องค์กรจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระยะยาว คงมิใช่อาศัยแต่ผู้นำขององค์กรแต่เพียงอย่างเดียว ผู้นำที่ดีและเหมาะสมดังกล่าวอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคำถามที่มี บุคลากรทุกคนในองค์กรนั้นๆ ด้วย เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่สำคัญที่จะต้องมีการพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพ ร่วมแรงร่วมใจ และยึดมั่นในทิศทางร่วมกัน อันจะนำไปสู่สิ่งที่ทุกคนในองค์กรคาดหวังในอนาคตได้

บริหารคน Gen Y ให้ดี งานเดินไม่มีสะดุด



เมื่อในบริษัทมีคน Gen Y (คนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523 – 2543) เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้บังคับบัญชาส่วนใหญ่เป็นคน Gen X จึงมักมีช่องว่างระหว่างวัยทำให้การประสานงานไม่ราบรื่น ไม่เข้าใจกัน HR จึงต้องหาวิธีในการบริหารคน Gen Y อย่างถูกวิธี เพื่อให้รู้ว่าเขาต้องการอะไร และต้องปฏิบัติต่อพวกเขาแบบไหน

1. คน Gen Y ชอบงานที่แปลกใหม่ท้าทาย
Gen Y ตอนต้นที่ผ่านประสบการณ์การทำงานมาระดับหนึ่งจะเริ่มมองหาความท้าทายใหม่ ๆ หากงานที่ทำเริ่มย่ำอยู่กับที่ ไม่ก้าวหน้า แน่นอนว่า
คนกลุ่มนี้จะเริ่มเบื่อและมองหางานใหม่ที่ให้โอกาสเขาได้พบเจอกับความท้าทายที่เขาต้องการ เช่น งานที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น มีลูกน้อง ได้เรียนรู้งานบริหารมากขึ้นไม่ใช่แค่งานเฉพาะหน้าของตนเองอีกต่อไป การบริหารคนกลุ่มนี้จึงควรออกมาในรูปแบบการมอบหมายงานแปลกใหม่ท้าทายความสามารถ
ส่งเสริมพนักงานที่มีศักยภาพก้าวขึ้นสู่ระดับอาวุโส และผู้จัดการ เป็นต้น ส่วน Gen Y ตอนกลางที่เพิ่งเป็นน้องใหม่ไฟแรง เขาจะรู้สึกสนุกเมื่อได้รับมอบหมายงานที่หลากหลาย ได้สลับไปทำนั่นทำนี่ หรือทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

2. คน Gen Y ต้องการทราบฟีดแบ็กผลงานของพวกเขา
คน Gen Y เป็นกลุ่มคนที่มีความมั่นใจ ชอบที่จะเสนอแนวทางในการทำงานของตนเอง ในขณะเดียวกันก็ต้องการความชัดเจนในการทำงาน ต้องการได้รับฟีดแบ็กเกี่ยวกับผลงานของตนโดยเร็ว ยิ่งพวกเขาเกิดมาในยุคของเทคโนโลยีที่ทุกอย่างรวดเร็วไปหมด การรอคอยอะไรนาน ๆ เป็นสิ่งที่คน Gen Y ไม่ชอบเลย ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงไม่ควรรอช้าที่จะติชมผลงาน และให้คำแนะนำพวกเขาด้วยความจริงใจ นอกจากนี้ควรให้เขารู้ว่างานของเขามีความสำคัญต่อบริษัทอย่างไร คน Gen Y ก็พร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีและเป็นที่ยอมรับ และเมื่อเขาทำผลงานได้ดีแล้ว เขาก็เชื่อว่าจะต้องได้รับผลตอบแทนในทางใดทางหนึ่งเช่นกัน

3. คน Gen Y ไม่ชอบให้เข้มงวดกับพวกเขามากเกินไป
การจัดสมดุลชีวิตและงานของคน Gen Y ไม่เหมือนคนกลุ่มอื่น พวกเขาจะไม่แยกงานและกิจกรรมทางสังคมออกจากกัน เพราะฉะนั้น เขาอาจลาออกได้ง่าย ๆ เพียงเพราะบริษัทห้ามไม่ให้ใช้คอมพิวเตอร์ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน ห้ามแชท ห้ามใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก คน Gen Y ชอบ บรรยากาศการทำงานที่สนุกสนานมีสีสัน กระตุ้นต่อมครีเอทีฟของพวกเขา หากบริษัทเข้าใจคนกลุ่มนี้ และให้อิสระแก่พวกเขาภายใต้กรอบที่ไม่บีบรัดจนเกินไป ทำให้พวกเขามีความสุขในการทำงาน เชื่อว่าพวกเขาจะสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมให้แก่บริษัทได้อย่างแน่นอน
ที่มา jobsDB

5 เทคนิคพิชิตความสำเร็จในการทำงาน



1. ตั้งเป้าหมายในทุกวัน

ตื่นเช้ามาเราต้องเริ่มคิดแล้วว่า วันนี้เรามีภารกิจอะไรที่ต้องทำ มีงานชิ้นไหนที่ต้องเสร็จภายในวันนี้ และตั้งเป้าหมายว่างานจะต้องออกมาดีแค่ไหน เมื่อหมดวัน ก็ลองประเมินว่าสิ่งที่คุณได้ทำวันนี้ คุณทำดีที่สุดแล้วหรือยัง ถ้าคุณทำได้ดีที่สุดแล้วคุณก็จะรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ทำ และนั่นคือ ความสุขจากการทำงาน แต่ถ้าสิ่งที่ทำไม่ได้ออกมาดีอย่างที่คิด ก็อย่าเพิ่งโทษตัวเองหรือกดดันตัวเองจนเกินไป พรุ่งนี้เรายังมีโอกาสเริ่มใหม่ อย่าลืมให้กำลังใจตัวเองในทุกๆ วัน

2. อย่าผัดวันประกันพรุ่ง

ถึงแม้ว่าวันนี้ คุณจะรู้สึกสบายที่ไม่ต้องทำงาน แต่เมื่อเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว คุณก็ต้องทำอยู่ดี เพราะฉะนั้นจะเริ่มทำเสียตั้งแต่ตอนนี้แล้วนั่งสบายใจว่าคุณทำเสร็จแล้วไม่ดีกว่าหรือ

3. ลำดับความสำคัญของงาน

จัดลำดับความคิดก่อนเริ่มทำงานทุกครั้งว่าคุณมีงานกี่ชิ้นที่ต้องรับผิดชอบ แล้วลำดับความสำคัญของงานแต่ละชิ้น เพื่อที่คุณจะได้ทำงานออกมาสำเร็จและตรงตามกำหนดเวลา

4. ยิ่งอ่านเยอะยิ่งรู้เยอะ

ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนๆ การอ่านถือว่ายังเป็นสิ่งที่สำคัญที่ช่วยเพิ่มพูนความรู้ และสร้างพัฒนาการทางความคิดได้ไม่รู้จบ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำงานอะไรสายไหน การติดตามข่าวสาร หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว การอ่านจะทำให้คุณมีความรู้ที่กว้างขวาง และมีเทคนิควิธีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ จากการทำงานได้ดีขึ้น

5. มุมทำงานใครว่าไม่สำคัญ

การเลือกหามุมทำงานที่เงียบสงบ จะช่วยให้คุณรู้สึกสบายๆ สงบ และมีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น เพียงคุณมีโน้ตบุ๊กสักเครื่องกับมุมเงียบสงบในการทำงาน ก็สามารถช่วยให้ผลงานของคุณออกมาดี เพราะคุณมีสมาธิจดจ่อกับการทำงานมากขึ้น

แหล่งที่มา : http://carebest.blogspot.com/2012/04/5_26.html

เครื่องมือถอดโค้ดอัจฉริยภาพในงาน


การค้นหาตัวเองก้าวหน้าไปมากในทางจิตวิทยา การแพทย์ วิทยาศาสตร์ ทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก หลายๆ ครั้งที่เกิดคำถามว่าฉันมาถูกทางไหม ทำอย่างไรจะเป็นคนในตำนานในแบบของตน แบบเขาบ้างลองค้นหาโค้ดอัจฉริยะสมอง ได้ 4 ระดับ พร้อมเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้เราดึงความเก่ง และสร้างนวัตกรรมที่ไม่ต้องลงแรง ออกมาได้
1. การสังเกต ภาษาตา วิธีคิด แพทเทิร์นการสื่อสาร งานอดิเรก ท่าเดิน หนังสือที่ชอบอ่าน วิธีการพูดและน้ำเสียง พฤติกรรมที่มักสร้างความขัดแย้งและก้าวร้าวกับคนที่แตกต่างกัน
2. การทำแบบสำรวจตนเอง Brain intelligence Code © -(ชุดละ 1000 บาท) ลายนิ้วมือวิเคราะห์ ตามสถาบัน เช่น P Pac © (6,500-7,000 บาท) เครื่องแสกนสมอง EEG ม.มหิดล (10,000 บาท)
3. การใช้หลักวิเคราะห์โหงวเฮ้งและลายมือที่ตรงกับแพทย์และ จิตวิทยา แผนจีนไม่ใช่ไสยศาสตร์โหราศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และประสาทในสหรัฐอเมริกาเป็น นักวิเคราะห์หน้าตายังไม่แพร่หลายในไทยนัก
4. การวินิจฉัยและแปลร่วมกับเทคนิค ระดับ 1ระดับ 2ระดับ 3 ด้วยภาพและให้คำปรึกษาเชิงลึก จากผู้เชี่ยวชาญด้านแบบทดสอบภาพ TAT แบบวัดจิตวิทยา Wechsler Adult Intelligence Scale (WAIS) ผู้ที่ทำได้มักจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ Neuro Career Counselor หรือผู้บริหารระดับ CEO ที่วิเคราะห์คนเกิน 3,000 คนขึ้นไปหลากหลายทุกสาขาอาชีพ
ติดตามเทคนิคต่างๆ พร้อมประสบการณ์ วิเคราะห์อัจฉริยภาพ 10 คนดังที่แปลก ในวงการอาชีพแนวหน้าของเมืองไทย เพื่อค้นหาโค้ดอัจฉริยภาพในตัวเราในบทถัดไป
โค้ช วราลี จิเนราวัต varalee.c@grand-infinite.com โค้ช/ที่ปรึกษาวิเคราะห์อัจฉริยภาพ

12 ข้อคิด เพื่อชีวิตที่ดีของการทำงาน


1. มนุษย์สัมพันธ์: ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เพื่อนๆที่ทำงานไม่ชอบ ไม่อยากคุยด้วย หรือ เข้ากับเพื่อนในที่ทำงานไม่ได้เลย คงต้องถึงเวลาพิจารณา และ ปรับปรุง ทักษะด้านสัมพันธ์กันเร่งด่วนแล้วละคะ อย่ามัวแต่หลอกตัวเองว่า เราดีแล้ว เป็นไปไม่ได้หรอกเพราะถ้าเราดีจริงแล้วเราจะไม่มีเพื่อนเอาเลยหรือคะ มนุษย์สัมพันธ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก คุณไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ ถ้ามนุษย์สัมพันธ์คุณแย่มากๆ ต่อให้คุณเก่งแค่ไหนก็ตาม มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และ แน่นอนคุณเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องติดต่อกับคนอื่น
และถ้าคนในองค์กรคุณยังไม่สามารถทำได้ดี ก็คงลำบากถ้าจะให้หัวหน้าคุณเห็นว่า คุณจะสามารถทำได้ดีกับคนภายนอกองค์กร เพราะฉะนั้น เรามาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆ ในองค์กรกันก่อนดีกว่านะคะ
2. ทีม: คุณทำงานเป็นทีมได้หรือเปล่า เคยสังเกตตัวเองไหมคะว่า คุณทำงานเป็นทีมได้ดีแค่ไหน หรือว่า ต้องทำงานคนเดียวถึงจะดี?
ในอนาคต การทำงานจะเน้นบุคคลที่ทำงานเป็นทีมได้ดีมากกว่าคนที่ชอบทำงานคนเดียว คุณทราบหรือไม่ว่า ในขณะนี้ทุกมหาวิทยาลัยในอเมริกา มีคอร์สฝึกสอนการทำงานเป็นทีมเพื่อรองรับความต้องการตลาดแรงงานในอนาคต ทำไมต้องเน้นเป็นทีมนะหรือคะ? ก็ต่อไปโลกเราก็จะแคบลงเพราะการพัฒนาในด้านต่างๆมีมากขึ้น การทำงานก็ต้องเป็นทีมมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผู้มีทักษะในการทำงานเป็นทีม และ เป็นผู้ร่วมทีมที่ดีจะเป็นข้อจำเป็นในการทำงานทุกที่
3. Committed: หรือ ข้อตกลงในการทำงานระหว่างคุณกันคนอื่นๆไงคะ นึกไว้เสมอเลยนะคะว่า อะไรที่คุณรับปากกับใครก็แล้วแต่ คุณต้องรับผิดชอบ และ ทำให้ได้ตามที่รับปาก ถ้าไม่ได้ หรือว่าล่าช้ากว่าที่เรารับปาก คุณต้องแจ้งล่วงหน้าให้แก่บุคคลที่คุณรับปากอย่างน้อยสองหรือสามวัน อันนี้เป็นมารยาททางการทำงานที่ดี เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะรับปากใครในเรื่องของการทำงาน คิดให้รอบคอบก่อนนะคะ
4. ฉันเป็นฉันเอง: ประเภทสาวมั่น หนุ่มมั่น ที่เราอาจจะเห็นจากทีวี หรือ ภาพยนตร์ ถ้าจะนำมาใช้คุณต้องดูเวลา และ สถานที่ให้ดีก่อนนะคะ ไม่งั้นแทนที่จะช่วยเสริมให้คุณดูดี มีภาพพจน์ กลับจะทำลายอนาคต ทางการทำงานของคุณไปเลย หลักการที่ดี ก็คือ ดูบุคคลที่เราติดต่อด้วย และ จะมั่นใจอะไร ก็ควรกระทำอย่างพอดี และเราจะเป็นที่ชื่นชมว่าเป็นคนมีมารยาท และประสบความสำเร็จในการติดต่อทางธุรกิจ
ในความเป็นจริงการติดต่อธุรกิจ คุณไม่สมควรใช้เหตุผลของสาวมั่นหรือหนุ่มมั่นมาใช้มากกว่าการเป็นคนเรียบร้อยมีมารยาท เพราะฉะนั้นข้อนี้ต้องระวังให้ดีนะคะ ใช้ให้ถูกที่ และ ถูกเวลา
5. ขออยู่เงียบๆคนเดียว: ข้อนี้สำคัญมาก อย่าพยายามทำตัวไม่แคร์ใคร ไม่รู้จักใคร เพราะสุดท้ายคุณจะเวียนไปหัวข้อแรก และ แน่นอน คุณจะเป็นคนแรกที่ทุกคนลืม อย่าเป็นคนที่เครียดง่าย สนุกยาก ใครๆเข้าหายาก คงจะดีกว่า ถ้าคุณจะทำตัวเป็นคนที่ยิ้มง่าย และ เป็นมิตรกับทุกคน เวลาเศร้า เก็บไว้กับคนสนิท และรู้ใจดีกว่านะคะ
6. ธุระส่วนตัว: ธุระทุกประเภทที่เป็นส่วนตัวของคุณ คุณอย่าใช้เวลาทำงานมาทำเป็นอันขาดเชียวนะคะ จำไว้เลยนะคะ เบอร์โทรศัพท์เอาไว้ให้เฉพาะลูกค้าที่จะโทรติดต่อเรื่องงาน อย่าให้เบอร์ที่ทำงานกับเพื่อนหรือแฟน แล้วก็คุยกันนอกเรื่องกันเป็นวันๆ รับรองได้ว่า อนาคตทางการงานของคุณคงจะไม่รุ่งแน่นอน เพื่อให้ประสบความสำเร็จทางการทำงานบางท่านถึงกับตั้งกฎไว้กับตัวเองเลยก็มีว่า ในชั่วโมงการทำงาน เขาจะไม่ทำอะไรที่ไม่ใช่งาน เช่น ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่คุยโทรศัพท์ส่วนตัว ไม่ไปธนาคาร สำหรับธุระส่วนตัวก็จะใช้เวลาที่ไม่ใช่เวลางานเท่านั้น
7. ความรัก: ไม่ได้เด็ดขาดสำหรับความคิดที่จะมีความรักในที่ทำงานเดียวกัน จริงๆคุณก็ทำได้ แต่รับรองได้ว่า มันจะทำลายอนาคตการทำงานของคุณ เพราะทุกคนจะมองเหมือนจับผิดว่าคุณใช้เวลาในการทำงาน มาสร้างตำนานรักมากกว่า อย่าเสี่ยงจะดีกว่านะคะ
8. เป้าหมาย: เป้าหมาย และ เป้าหมาย เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับเจ้านายของคุณ ถ้าคุณทำงานแบบมีเป้าหมายว่า งานแต่ละอย่างที่อยู่ในความรับผิดชอบของคุณมีแผนการเสร็จเมื่อไหร่ คุณมีเป้าหมายในการทำงานอย่างไรให้ประสบความสำเร็จตามที่หัวหน้า หรือ บริษัทตั้งเป้า ถึงคุณจะทำไม่ได้จริง [แต่คุณต้องพยายามเต็มที่แล้วนะ] รับรองได้ว่า หัวหน้าคุณคงมองคุณแบบไม่ธรรมดา และจะเป็นโอกาสที่ดีของคุณในการทำตัวให้น่าเชื่อถือ แต่ระวังอย่าใช้เป้าหมายมาพูดและทำไม่เคยได้เลย เพราะจะกลายเป็นการคุยอวดมากกว่า
9. บุคลิก: สุภาษิตที่ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ยังคงใช้ได้ดีเสมอ บุคลิก และ การแต่งกาย เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่จะช่วยกำหนดความสำเร็จทางการทำงานของคุณ อย่าพยายามแต่งกายมากเกินไป หรือ น้อยเกินไป และที่สำคัญ อย่าแต่งกาย แบบที่ไม่ใช่คุณ คุณอาจจะเห็นดารา นางแบบ ใส่เสื้อตัวหนึ่งสวย แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะสวยเหมือนนางแบบถ้าคุณเอามาใส่ การแต่งกายที่ดี สำหรับการทำงาน ก็คือ สุภาพ และ โชว์บุคลิกเฉพาะของคุณออกมา
ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า แต่งกายแบบไหนเหมาะกับคุณ ขอแนะนำให้ถามคนที่คุณสนิท และจริงใจกับคุณ คุณก็จะได้แนวการแต่งกายที่เหมาะกับคุณ หรือถ้ามีตังค์ก็อยากแนะนำให้หาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ แต่ก็ต้องระวังนะคะ หลายสถาบันสอนบุคลิกภาพ ชอบสอนให้แต่งตัวแบบเหมือนๆกันหมด จนบังความมีเสน่ห์ของคุณไปเลยก็ได้ ดีไม่ดีกลายเป็นหุ่นยนต์รุ่นต่างๆที่เราเห็นก็ทราบทันทีว่าไปเข้าสถาบันสอนบุคลิกภาพที่ไหนมา ทางที่ดีต้องปรึกษาหลายคนๆก่อนตัดสินใจนะคะ
10. หัวหน้า: หัวหน้าก็คือหัวหน้า อันนี้คุณต้องระวังอย่างมาก อย่าทำตัวสนิทกับหัวหน้า จนคุณเผลอ ทำตัวไม่เคารพ หรือ เผลอเล่นจนเกินงาม สำหรับหัวหน้า สิ่งที่ดีและ เป็นประโยชน์กับคุณมากที่สุด ก็คือ การให้เกียรติ และ แน่นอน ทุกครั้งที่คุณอยู่กับหัวหน้า หน้าที่หลักของคุณคือ การทำให้หัวหน้าของคุณ ดูดี อยู่เสมอในสายตาผู้อื่น จะด้วยคำพูด การกระทำ คุณก็ไม่มีสิทธ์ทำให้หัวหน้าของคุณกลายเป็นตัวตลก เสียหน้า หรือ ดูไม่ดีในสายตาคนอื่น โดยเด็ดขาด
11. นินทา: อย่าได้เผลอตัวไปอยู่ในกลุ่มของการนินทาใดๆในที่ทำงานโดยเด็ดขาด เพราะสุดท้ายคุณจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด หรือดีไม่ดี กลายเป็นผู้เริ่มการนินทา โดยคุณไม่ได้ทำ ถ้าคุณต้องเจอภาวะการณ์คุยแบบไม่ได้ประโยชน์ หรือ การนินทาขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทางออกที่ดีของคุณก็คือ อย่าพูดเห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย โดยเด็ดขาด คุณทำได้แค่ นั่งฟัง โดยไม่ออกความคิด ให้บอกว่าไม่แน่ใจ หรือ ไม่รู้ หรือขอตัวออกจากวงสนทนา อ้างว่าไปห้องน้ำหรือมีธุระต้องทำ ที่นี้คุณก็ไม่เสียเพื่อน และ ก็ไม่เสียงานอีกต่างหาก
12. สร้างสรรค์: หัวใจของความสำเร็จทางการทำงาน คือ ความคิดสร้างสรรค์ อย่าพยายามเป็นคน ใครว่าอะไร ฉันก็เห็นด้วยไปเสียทุกอย่าง คุณไม่จำเป็นต้องเถียง หรือ โต้แย้ง ถ้าคุณยังไม่มีข้อมูล หรือ ยังไม่กล้าพูด แต่ คุณต้องพยายามฝึกสมองของคุณให้คิดในแบบของคุณอยู่เสมอ ทุกการทำงานของคุณ คุณต้องพยายามคิดว่า คุณจะทำอะไรเพิ่มเติมให้งานที่ทำอยู่ปัจจุบัน ดีขึ้น สะดวกขึ้นกว่าเดิมได้ไหม หลักของการเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ง่ายๆ ก็คือ กล้าคิด คิดให้บ่อย คิดให้มาก และคุณก็จะเป็นคนคิดสร้างสรรค์
ทั้งหมด 12 ข้อ เป็นสิ่งที่เราจะต้องระลึกอยู่เสมอในการทำงาน เพื่อส่งเสริมการทำงานของเราให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ที่นี้เราก็สามารถมั่นใจได้ว่า นอกจากเราจะเก่งงานที่รับผิดชอบ เรายังเก่งในการเป็นเพื่อน และ ผู้ทำงานที่ดีขององค์กรด้วย
เป็นบทความที่ดีมากอีกบทความหนึ่ง ก็ขอฝากไว้ให้กับคนทำงานทุกคน แต่สำหรับคนที่ยังไม่ทำงาน ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้นะคะ
สร้างมนุษยสัมพันธ์ สร้างความคิดที่ดี ชีวิตการทำงานก็จะเป็นสุข

ฟังรายการวิทยุรักพ่อ ตอนที่ 73 รักพ่อ รักในหลวง โดย กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ - พลังบุญพลังใจ

มาแล้วครับรายการรักพ่อ ช่วยสายต่อ ให้ระบือ ส่งสื่อสาร
เหมือนคนที่มีจิตร่วมกัน ร่วมปกป้องสถาบัน ให้มั่นคง
ช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ขอนำท่านผู้ฟังเข้าสู่รายการรักพ่อ

รายการรักพ่อ 73 พลังบุญพลังใจ

พบกับสารคดีพระเมตตาดั่งสายธาร ตอน รอตันบาตู สูญเสีย แต่ไม่สูญสิ้น, อดีตในปัจจุบัน, ช่วงทีนพลัสรักพ่อ จากชมรมวิทยุ เด็ก เยาวชน และครอบครัว จ.ชลบุรี, กลเม็ดเคล็ดลับกับการพึ่งตนเอง, ถอดประสบการณ์ สามเดือนช่วงเข้าพรรษากับการไปปฏิบัติธรรม­ที่วัดของลุงสุเวศน์ และการทำโครงการพลังบุญพลังใจ, วันบุญกตัญญูศักดิ์สิทธิ์ ในพื้นที่ตำบลแสลง อ.เมือง จ.จันทบุรีกับปาฎิหาริย์ที่เกิดขึ้น, คำกลอนสอนธรรมะจากท่านพุทธทาส: ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา, กวีจากณุ บูรพา ฑีฆายุโกโหตุมหาราชา, กลั่นแรก



ผู้นำที่ดีในคุณลักษณะ 33 ข้อ



ในชีวิตการทำงานทุกคนย่อมต้องการประสบความสำเร็จด้วยกันทุกคน สิ่งที่จะนำเสนอต่อไปนี้จึงคาดหวังว่าจะช่วยให้ท่านสามารถทำงานได้อย่างสำเร็จและสร้างสรรค์ รวมทั้งนำพาไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีในคุณลักษณะ 33 ข้อ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ท่านคิดว่ายังขาดข้อใดที่ยังมิได้นำมาปฏิบัติ

1. จริงใจ : มีความจริงใจด้วยตลอดเวลาที่ยังทำงานอยู่ร่วมกัน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาและคนอื่นๆ ตลอดจนให้อภัยต่อคนที่ทำงานผิดหรือเคยคิดผิด ตอบแทนและจดจำในความดีของผู้ใต้บังคับบัญชาไว้ตลอด

2. เก่งคนและเก่งคิด : รู้จักใช้คนให้เหมาะกับงาน มีความคิดที่แตกต่างและสามารถนำไปสู่ภาคปฏิบัติได้ จนกระทั่งคนอื่นอยากร่วมงานด้วยความสุขใจ

3. ให้โอกาสแก่ทุกคน : ต้องกล้าพอที่จะยอมรับคนที่คุณไม่ถูกโฉลก ไม่วินิจฉัยคนแค่ผิวเผิน รักผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ

4. ทำผิดต้องยอมรับและแก้ไข : ทำให้มากไม่ต้องกลัวผิด อย่าทำผิดซ้ำซาก ไม่อายที่จะรับว่าตัวเองคิดหรือทำผิด

5. อย่าสร้างภาพ แต่ต้องรักษาภาพ : อย่าพยายามเล่นละครหลอกผู้อื่น อย่าเลียนแบบตัวตนของผู้อื่น พยายามเอาข้อดีที่มีอยู่ในตัวออกมาแสดงให้ทุกคนเห็น

6. อดทนที่จะรอคอย : มีความพยายามอย่างเต็มที่โดยคิดว่าเมื่อวันเวลาผ่านไปในสักวันหนึ่งอาจทำสำเร็จได้อย่างง่ายดาย

7. มั่นใจแต่อย่าวางใจ : สร้างความมั่นใจให้ตนเองก่อนเสมอ คิดให้รอบคอบเสมอก่อนตัดสินใจ อย่าวางใจคนจะจนใจเอง

8. หมั่นทบทวน : ทบทวนความผิดพลาด วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคเป็นระยะ หมั่นทบทวนเป้าหมายและแผนงานอยู่เสมอ

9. ให้ความสำคัญกับการวิจัย การอบรม และการพัฒนา : ต้องคิดว่าคนคือทรัพยากรที่มีค่าและสำคัญที่สุดขององค์กร ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาทุกด้านและต่อเนื่อง

10. เตรียมพร้อมเสมอ : ควรวางแผนล่วงหน้า เป็นการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น พยายามแก้ไขปัญหาในขณะที่ยังพอมีโอกาสอยู่บ้าง

11. ต้องสนุกกับงานที่ทำ : ต้องฝึกจิตตนเองให้ชอบในงานที่ทำให้ได้ ไม่เบื่อที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคในหน้าที่การงาน สนุกที่จะเอาชนะงานอยู่เสมอ

12. ให้ความสนใจลูกน้อง : สนใจความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา สนใจความก้าวหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชา สนใจชีวิตส่วนตัวของผู้ใต้บังคับบัญชา

13. ละเอียดในสิ่งที่ละเอียด : ละเอียดกับงานไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ ละเอียดกับความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชา ละเอียดกับประเพณี ตลอดจนงานสังคมที่มีอยู่ในองค์กร

14. ฝึกฟัง คิด พูด : รับฟังผู้ใต้บังคับบัญชาหรือคนอื่นพูดแม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่ทุกอย่างที่รับฟังมาอย่าเพิ่งเชื่อ ต้องหาทางพิสูจน์ความจริงก่อนเสมอ และการพูดทุกครั้งควรเป็นการพูดที่มีประโยชน์เพื่อให้เกิดความสร้างสรรค์

15. ตัดสินใจให้เป็น : ชะลอการตัดสินใจหากมีข้อมูลไม่เพียงพอ อย่ารีบร้อนตัดสินใจแบบเล่นไพ่จนหมดหน้าตัก ทุ่มเต็มที่เมื่อโอกาสเห็นชัดเจน

16. รู้ปัญหา แก้ถูกจุด ทำทันที : ช่างสังเกตและวิเคราะห์ รู้ว่าปัญหาใดเข้าขั้นร้ายแรงแล้วแก้ปัญหาทันทีในเวลาและโอกาสที่เหมาะสม

17. ใช้ความกล้าให้ถูก : ต้องอ่อนนอกแข็งใน รู้จักเชือดไก่ให้ลิงดู ต้องระลึกอยู่เสมอว่าคำสั่งที่ดีต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้

18. คิดให้แปลกในบางครั้ง : มีความคิดที่แปลกแหวกแนวเป็นบางครั้งบางครา รู้จักใช้เทคนิคเพื่อให้งานสำเร็จ

19. บริหารเงิน เวลา ครอบครัวให้ดี : รู้จักวางแผนการใช้เงินขององค์กรแบบรัดกุมเพื่อให้เกิดประโยชน์ จัดตารางเวลาการทำงานและมีเวลาทบทวนงาน แต่สามารถแบ่งเวลาให้ครอบครัวได้ดีอีกด้วย

20. มอบอำนาจ หน้าที่ ผลตอบแทนให้สมดุล : มอบหน้าที่พร้อมความรับผิดชอบ มีการติดตามผลการปฏิบัติตามสิ่งที่ได้มอบหมาย คอยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องกล้าให้อำนาจในการสั่งการ ควบคุม หรือการตัดสินใจ และเต็มที่กับผลตอบแทนความเสียสละของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติงาน

21. หาคนมาใส่แล้วต้องรักษาให้ได้ : หาคนดีคนเก่งให้มาร่วมงานในปริมาณที่พอเพียง ต้องจูงใจให้คนเก่งอยู่กับองค์กรได้นานๆ ต้องรู้จักวิธีการปกครอบคน และใช้คนที่ไม่มีคุณภาพให้ช่วยทำงานได้

22. ใช้คนให้หลากหลาย : กล้าใช้คนที่ต่างความคิด เพราะอาจสร้างผลประโยชน์ได้ กล้าใช้คนต่างวัยเพราะอาจมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าใช้คนที่ต่างประสบการณ์เพราะอาจทำให้ได้ความรู้ ความคิด และเทคนิคการจัดการที่แตกต่างกัน

23. สร้างทีมงานให้ได้ : พยายามนำความสำเร็จมาสู่ทีม ต้องไม่ละเลยที่จะขจัดความขัดแย้งภายในทีม

24. ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ : ขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเสมอ ไม่ปฏิเสธว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ประยุกต์ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์

25. รักษาคำพูด เวลา คุณภาพ : ถือว่าคำพูดคือนาย ตรงเวลาให้เป็นนิสัย ทำงานทุกอย่างให้ดีไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จๆ ไป

26. ฝันให้ไกลไปให้ถึง : คิดในสิ่งที่เป็นไปได้แล้วต้องทำให้เกิดผล ต้องนำความคิดนั้นมาทำด้วยความมุ่งมั่นให้สำเร็จ แต่ต้องรู้จักรักษาสุขภาพของตนเอง

27. ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ : ศึกษาว่ามีข้อดีอะไรแล้วนำออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ จัดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่จำเป็น และหากจะเปลี่ยนควรคำนึงถึงความคุ้มค่า โดยควรมีการพัฒนาต่อจากของเดิมเสมอไม่ใช่เริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง

28. รู้จักการให้ : อย่าคิดแต่จะได้อะไรจากองค์กร ยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวบ้าง ต้องรู้จักเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน รวมถึงการให้อภัยและให้โอกาส กล้ายอมรับความผิด

29. รู้จักเลือกเล่นเกม : วางแผนและจัดการควบคุมงานในสภาพที่ตนเองถนัดได้ อย่าคิดว่าตนเองมีความสามารถทุกสถานการณ์ อย่าหลงกับความสำเร็จ ต้องพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

30. สร้างความสัมพันธ์กับทุกระดับ : มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับทุกส่วนและทุกระดับในองค์กร รู้จักนอบน้อมและถ่อมตน

31. พยายามไปยืนแถวหน้าให้ได้ : แสดงการประพฤติและการปฏิบัติงานในหน้าที่ สร้างจุดเด่นจนกลายเป็นจุดขายให้ตนเอง เช่น เป็นคนคิดเร็ว จำแม่น ฯลฯ พยายามพาผู้ใต้บังคับบัญชาไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน เพื่อให้มีความเจริญก้าวหน้าเช่นเดียวกัน

32. มีคุณธรรม : มีคุณธรรมในการปฏิบัติงานให้ประสบความสำเร็จ พยายามหลีกเลี่ยงการนำผู้ใต้บังคับบัญชาไปสู่การขัดแย้งที่ไม่จำเป็น ไม่ดูถูกความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือแสดงว่าตนเก่งจนคนอื่นไม่มีทางคิดหรือตามทัน

33. ระลึกเสมอว่าไม่มีอะไรที่จีรังถาวรตลอดไป : ฝึกคนรุ่นหลังให้พร้อมที่จะมาแบกรับภาระมาทำหน้าที่แทน ตระหนักในความจริงของการได้มาและการสิ้นสุดของตำแหน่ง