++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ทนายมิ้นไม่เคยปล่อยหรือรีรอให้ผู้ร่วมอุดมการณ์ถูกคุมขังแม้เพียงนาทีเดียว.

คืบหน้า "ทนายมิ้น"น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง ทนายความ คปท.กำลังเดินทางไป ตชด.ภาค1 เพื่อทำเรื่องขอประกันตัว"ตั้ม-พิชิต ไชยมงคล" ตั้มเคยเป็นอดีตแกนนำนักศึกษาค้านโรงไฟฟ้าภาคใต้ เคยร่วมพันธมิตร ตอนนี้เป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

 ทนายมิ้น หอบเงิน4หมื่น-1แสนเพื่อไปประกันตัวทุกคนที่ถูกจับ เธอไม่เคยปล่อยหรือรีรอให้ผู้ร่วมอุดมการณ์ถูกคุมขังแม้เพียงนาทีเดียว..ทุกคนได้สิทธิประกันและต่อสู้คดี เช่นเดียวกันกับ 14 คนเมื่อคืนก่อน "ทนายมิ้น"ก็เป็นผู้หอบเงินไปประกันรายละ 4 หมื่นบาท ถามมิ้นว่าเอาเงินสดว่องไวจากไหน มิ้นบอกว่ายืมๆรวมๆกันไปก่อนเพื่อให้ทันการทำเรื่องประกันตัวไม่ให้ข้ามคืนเด็ดขาด ไม่ใช่งานแรกของ "ทนายมิ้น" แต่เธอและทีมผู้ช่วยทนายนิติธร ออกรายการทีวีของมัลลิกาบ่อยๆเพราะเธอเป็นทนายอาสาไปช่วยพี่น้องที่ชุมนุมยางพาราภาคใต้หลายครั้ง ไปกับกรรมการสิทธิมนุษยชนก็บ่อยครั้ง ด้วยจิตสำนึกว่า "ประชาชนไม่ค่อยรู้กฎหมาย เวลาถูกจับก็กลัวเกินไปไม่รู้สิทธิของตัวเอง ดังนั้นทนายอาสาหรือผู้รู้สิทธิเบื้องต้นของพลเมืองเป็นบุคลากรจำเป็นมากสำหรับประเทศนี้..เดินไปหาประชาชนแล้วเราจะเจอเยอะมาก" นี่คือคำตอบของมิ้น "ทนายมิ้น" เป็นลูกทีม1ในจำนวนทนายมือดีของ "ทนายนิติธร ล้ำเหลือ" ทนายที่กลายมาเป็นแกนนำม็อบ เพราะความจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อมวลชนเมื่อช่วงกำเนิดเวทีอุรุพงษ์ ..วันนี้ ดูเหมือนว่านอกจากการรักษาชีวิตมวลชนแล้ว พวกเขาและเธอยังต้องดูแลทุกคดีของมวลชน ด้วยมโนธรรมที่พวกเขามีมาเสมอ มีคนถามดิฉันมากมายว่าจะช่วยอะไรพวกเขาได้บ้าง..หากใครอยากช่วยสิ่งใด ดิฉันแนะนำว่า กรุณาไปพบเขา"ทนายนิติธร" และเธอ"ทนายมิ้น" ด้วยตัวเองที่เวที"ทำเนียบรัฐบาล"จะดีกว่า ดิฉันเชื่อว่าพวกเขามีความจำเป็นมากมายค่ะ #thaiuprising
โดย: Mallika Boonmeetrakool

7 เรื่องต่อไปนี้ แม้คุณจะไม่ชอบ แต่ยังไงก็จะเกิดขึ้น

7 เรื่องต่อไปนี้ แม้คุณจะไม่ชอบ แต่ยังไงก็จะเกิดขึ้น บางเรื่องคุณอาจจะเจอแล้ว หรือไม่ก็ต้องเจอไม่วันใดก็วันหนึ่งนี่แหละ…จะดีกว่าไหม ถ้าคุณได้รู้และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะเจอ แถมยังช่วยให้เข้าใจสิ่งที่ผ่านมาแล้วได้ดียิ่งขึ้น…
1. เพื่อนจะเข้ามาและจากไปเสมอในชีวิตของคุณ…
สังเกตสิคนที่เคยคุย เคยเที่ยวเล่นกันในช่วงเวลาหนึ่ง พอย้ายที่เรียน
เปลี่ยนที่ทำงาน ต้องแยกกันไป ก็จะกลายเป็นเพื่อนเก่าที่ค่อยๆ ห่างไป ขณะเดียวกันเพื่อนใหม่ก็จะเข้ามาแทน มีน้อยที่จะยังติดต่อกันตลอด เช่นเดียวกับเพื่อนที่คุณสนิทในตอนนี้ ก็อาจจะหายไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจึงไม่ควรยึดติดกับใคร เพราะต่างก็ต้องมีทางเดินของตัวเอง คอยเปิดใจรับมิตรภาพใหม่ๆ ดีกว่า เพราะมีผู้คนที่น่าสนใจอีกมากให้คุณได้รู้จักในทุกๆ ที่
2. สิ่งต่างๆ จะไม่เป็นอย่างที่คุณอยากให้เป็นเสมอ…
คุณมักไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่ดันได้ในสิ่งที่ไม่ต้องการใช่ไหม? ไม่มี
ประโยชน์เลยที่จะเครียดหรือทุกข์ในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วได้ แต่วิธีที่จะตอบสนองต่อสิ่งนั้นๆ คุณเปลี่ยนได้นะ
3. หลายคนรักคุณ แต่ส่วนมากจะไม่…
ไม่ว่าคุณจะมีชื่อเสียง ชอบทำการกุศล หรือเป็นแค่คนธรรมดา ก็จะมีคนรัก
คุณแน่ๆ แต่ยังไงก็ต้องมีคนที่ไม่ชอบคุณด้วยเช่นกัน เหตุผลน่ะเยอะแยะ ไม่ว่าจะอิจฉา หรือเพียงเพราะคุณไม่เหมือนเขา ถ้าพวกเขาจะเอาแต่พูดเรื่องคุณ นั่นก็เป็นปัญหาของพวกเขานะ ไม่ต้องใส่ใจจำไว้ว่าคุณดีในแบบของคุณและนับถือตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนชอบคุณ
4. ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้นอกจากตัวคุณเอง…
คนอื่นช่วยเหลือคุณก็ได้แค่ระดับหนึ่ง ชีวิตใครก็ต้องคนนั้นแหละที่ทำให้
เกิดการเปลี่ยนแปลง จงเรียนรู้ที่จะยืนด้วยสองเท้าของตัวเองโดยไม่ต้องใช้คนอื่นๆ เป็นไม้เท้าค้ำยันในชีวิต เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่กับคุณไปตลอด
5. ความล้มเหลวเกิดขึ้นได้…
ไม่มีใครประสบความสำเร็จอย่างเดียวหรอก ยังไงก็ต้องล้มเหลวก่อน
นอกจากเรียนรู้จากบุคคลอื่นแล้ว ความล้มเหลวของคุณเองนี่แหละที่เป็นบทเรียนที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตที่จะสอนคุณใช้มันเป็นแรงผลักดันให้คุณประสบความสำเร็จ ดีกว่าจมปลักไม่ไปไหน
6. อาจไม่มีพรุ่งนี้…
เราไม่มีทางรู้ว่าเหตุการณ์ใดๆ จะเกิดขึ้น รถชน หัวใจวาย หรือแม้แต่โลกจะ
แตก มันเป็นไปได้หมด เผชิญหน้ากับมันซะ ยังไงวันหนึ่งก็ต้องเป็นวันสุดท้ายของเรา เพราะฉะนั้นในแต่ละวันทำให้ดีที่สุด ดูแลคนที่คุณแคร์ให้มาก ไม่ต้องกังวลกับเรื่องเล็กน้อย และใช้เวลาทำในสิ่งที่คุณชอบด้วย
7. ใครๆ ก็มีมากกว่าคุณ…
พอมองไปก็จะเห็นแต่คนที่มีอะไรมากกว่าตัวเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงิน
ตำแหน่ง หรือเพื่อน แต่รู้ไว้อย่างเพียงเพราะเขามี “มากกว่า” ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมีความสุขกว่านะ อ่านประวัติบุคคลที่มีชื่อเสียงดู พวกเขาน่ะสนุกกับกระบวนการในการได้เงินมากกว่าตัวเงินซะอีก จงโฟกัสไปในสิ่งที่คุณรักดีกว่า เพราะมันจะตามมาด้วยความสุขที่มากกว่า
ชีวิตก็อย่างนี้แหละ ถ้าเข้าใจและยอมรับมัน คุณก็จะสนุกกับการใช้ชีวิต…

“คำแนะนำ ๑๒ ประการ สำหรับชีวิตในโลกปัจจุบัน”

“คำแนะนำ ๑๒ ประการ สำหรับชีวิตในโลกปัจจุบัน”
โดย อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ
ในโลกปัจจุบันนี้ จัดเป็นยุคที่ สับสน หลอกลวงกันได้ง่าย โดยเฉพาะเป็นยุคทางสื่ออิเลคทรอนิคส์ เป็นยุค “ลับ ลวง พราง” สิ่งที่อ่านในสื่ออาจจะไม่ใช่ความจริง สิ่งที่เป็นข่าว อาจจะเป็นข้อมูลลวงและพราง เปลี่ยนประเด็นความสนใจของประชาชนออกไป กฏหมายชราภาพพอๆกับผู้รักษากฏหมายชราภาพ การศึกษาเป็นทาสของนักธุรกิจ เป็นการศึกษาเชิงพานิชย์ ฯลฯ มากกว่าสมัยก่อนๆ หรือ สมัยก่อนอาจจะมีมากก็ได้ แต่ ไม่ค่อยเป็นข่าว ไม่ค่อยโดนจับได้ ข่าวร้ายโดนลบทิ้งได้ทันเวลา ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะฟันฝ่ายุคนี้ไปได้อย่างสมดุล คือ สมดุลทั้งทางโลกและทางธรรม สมดุลทั้งการเงิน เศรษฐกิจ สังคม และ รักษ์โลก เพื่อที่ว่าสุดท้ายไม่โดนระบบธรรมชาติ จัดระเบียบ ด้วยสงคราม และ ภัยธรรมชาติต่างๆ คนสมัยนี้ คล้ายกับผีร้าย ซาตานเข้าสิง สามารถทำธุรกิจ แบบทำลาย ทำร้ายสุขภาพผู้คนได้แบบหน้าตาเฉย ตาใส ไร้ความรู้สึก ไม่ผิดกฎหมายทั้งๆที่ผิดคุณธรรม โดยผ่าน ระบบการตลาดที่โหดเหี้ยม กลไกการตลาดที่ “ลับ ลวง พราง” และ เพื่อ ยั่วยวน หลอกล่อ จับจุดอ่อน ส่งเสริมความฟุ่มเฟือย ฯลฯ โดยใครไม่รู้เท่าทัน ก็ “ติดกับดัก” หลุดเข้าระบบ “สายพานชีวิต” ผมมีคำแนะนำ ง่ายๆ (ไม่ต้องมีเอกสารอ้างอิง เพราะ คิดเอง มั่วเอง) ๑๒ ประการ ดังนี้
(๑) อย่าเชื่อโฆษณา
นักการตลาด นักโฆษณา มากมาย ใช้ เทคนิค ศิลปะการยั่วยวน ให้คึกที่จะซื้อ นับวันจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เร่งให้เป็นนักซื้อ หัดสร้างหนี้ตั้งแต่เป็นเด็กๆกันเลยทีเดียว ศาสตร์ทางการตลาด โฆษณา สื่อสารมวลชน กลายเป็นศาสตร์ที่ “ติดลบ” “อกุศล“มากขึ้น เสื่อมลงมากขึ้น คนในวงการ ไม่ควบคุมกันเอง ไม่ตักเตือนกัน ดังนั้น เราในฐานะผู้บริโภค ก็ต้องเลิกเสพสื่อ เลิกเชื่อโฆษณา สอนลูก สอนหลาน สอนเยาวชน ให้เห็น กลลวงต่างๆ ให้มากขึ้น รู้ให้ทัน
(๒) ดู TV ให้น้อยลง และ หันไป ลงมือทำอะไรด้วยตนเองมากขึ้น
ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ห่างไกลจอทีวี จอ Internet บ้าง สุขภาพของท่าน จะโดนทำลาย ทั้งสายตา กล้ามเนื้อสะบักไหล่ กระดูกจะปวดทั้งที่หลังและที่คอ โรคกระเพาะอาหาร นอนน้อย และ อื่นๆ สุดท้าย เงินเก็บที่หามาได้ จะหมดลง เพราะ เป็นค่าใช้จ่ายให้โรงพยาบาล นั่งรถเข็นหรือนอนพะงาบพะงาบ ช่วยตนเองไม่ได้บนเตียง และ ไม่มีลูกหลานมาดูแล เพราะ ท่านทอดทิ้งพวกเขา มาหมกมุ่นอยู่หน้าจอทั้งวัน ท่านลืมออกกำลังกาย ความรัก ความผูกพันในครอบครัวจะหายไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น
(๓) เดินห้างให้น้อยลง พาลูกพาหลานออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้างนะ
เดินในห้าง ท่านก็ผสมลมหายใจของใครต่อใครก็ไม่รู้ปนเปไปกับท่าน สูดเชื้อ ดมกลิ่น สารเคมี ที่ฉีดลงบนสินค้าต่างๆ ดมทุกวัน บ่อยๆมากๆก็แย่เหมือนกันนะ ออกไปกลางแจ้ง ที่อากาศดีๆ เพราะ บนถนนยิ่งเลวร้ายกว่า โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่เอาจริงเรื่องอะไรสักอย่าง นอกจาก การเมืองและผลประโยชน์ กีฬากลางแจ้ง แบบฝรั่ง มีแต่ค่ายใช้จ่ายราคาแพง เป็นกีฬาเชิงการค้าไปแล้ว เราก็ลองหากิจกรรมง่ายๆ ราคาถูก เช่น เดินป่า ปลูกต้นไม้ เข้าวัด ก็ได้นะ
(๔) อย่าไปอยู่ในฝูงชนมากนักเลย โดยเฉพาะคอนเสิร์ตต่างๆ
หูจะแตก เพราะ ลำโพงเปิดเสียงดังลั่น ทั้งในห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด ลานเต้นแอร์โรบิก ถนนที่รถเต็มไปหมด รถเปิดเพลงดังลั่นและ ในชนบท ก็ยัง เปิดเพลงดังลั่นระวัง ยังมีระเบิดจากผู้ก่อการร้าย โรคติดต่อร้ายแรง ที่อาจจะมาพร้อม การเปิด AEC (ประชาคมอาเซียน) ก็ได้นะ อย่าทำอะไรตามๆกัน หันทวนกระแสแล้วจะปลอดภัย อย่าไปเห่อตามเขามากนัก โดยเฉพาะเรื่องอาหาร มีแต่ภัย ซ่อนเร้นอยู่
(๕) ซื้อให้น้อยๆหน่อย หัดทำเองบ้าง
ปลูกผักเอง แล้วจะรู้ว่า ผักธรรมชาติ กับ ผักอันตรายด้วยสารเคมี มันต่างกันเยอะเลย ทั้ง รส สี และกลิ่น หัดพึ่งพาตนเองบ้าง ลดการนำเข้า ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในบ้าน และ ในองค์กรก็ได้ วิศวกร มีแต่ catalog engineer ซื้อๆๆ เทคโนโลยีต่างชาติ คิดอะไรเองไม่เป็น ออกแบบไม่เป็น เก่งแต่ “จัดซื้อ” ควรหัดฝึกวิศวกร เป็นนักประดิษฐ์บ้าง ผู้บริหารหัดทำอะไรเองบ้าง ลงจากหอคอยงาช้าง ลงมาเลียบค่ายดูทหารเลวบ้าง อย่าคิดเองเออเอง ลงมาดูที่จริง ของจริง ความจริงบ้าง อย่าหูเบา อย่าเชื่อคนข้างกายมากนักเลย
(๖) หยุดทาน อาหารโหลๆ (Junk food) แล้วหัด ทานอาหาร ตามธรรมชาติบ้าง
ระบบการศึกษายุคนี้ เป็นแบบ “รู้ลึกโง่กว้าง” สุดท้าย ตายน้ำตื้น โดนพ่อค้าแม่ค้าหลอกเอาสารเคมี ใส่ลงไปในอาหาร ทานเข้าไปทุกวัน แบบ “โง่ ตาใส” เรียนก็สูง การงานก็ดี แต่ สอบตก เรื่องพฤติกรรมการทานอาหาร เร่งรีบ โดนหลอก หลงตนเอง ขี้เกียจ มักง่าย สุดท้าย “ทานแบบด่วน ก็ตายแบบด่วน” กลับบ้าน ทานข้าวกับพ่อแม่ ลูกเมียบ้าง ทานอาหารนอกบ้าน น่ากลัวนะ จะบอกให้
(๗) เอาแต่ทำงานแบบเดิมๆ แล้วคาดหวังผลงานดีๆ
ขยันแบบโง่ ทำเหมือนเดิม ไม่ปรับปรุง ไม่พัฒนา ไม่กล้าลอง อ้างงานยุ่ง ซึ่งพวก ขยันแต่โง่นี้ ฮิตเล่อร์ (Hitler)บอกว่า “เจอเมื่อไร ให้ฆ่าทิ้ง” สุดท้ายองค์กรไปไม่รอด ตนเองล้มบนฟูก ลูกน้องเดือดร้อน ประเทศชาติเสียหาย แม่ธรณีโดนรังแก วนอยู่ในกรอบเดิมๆ ตั้ง KPI มาวัดผลงาน ด่าในเรื่องซ้ำๆ ด่าคนทำไม่ด่าคนสั่ง เข้าลักษณะที่ว่า “ใครขโมยเนยแข็งของฉันไป” หรือ “สาปแช่งความมืด ลืมจุดตะเกียง”
(๘) เอาแต่ขับรถ ลองหัดเดินดูบ้าง
เอาแต่ ยั่วให้คนซื้อรถ ปล่อยดอกเบี้ยให้ซื้อรถ สุดท้าย รถเต็มเมือง ถล่มน้ำมัน ต่างชาติฟันกำไร คนไทยเป็นง่อย เดินไม่เป็น ระบบรถสาธารณะน้อย กดดันให้ซื้อรถใหม่ ดูดควันพิษ ยังไม่มีระบบ Sky walk ในเมืองไทย คือ สามารถเดินเชื่อมทะลุได้หมด ไม่ต้องใช้รถ
(๙) ของเก่ายังใช้ไม่คุ้ม ซื้อใหม่อีกแล้ว ลองอดทนใช้ของเก่าๆบ้าง
ทั้ง โทรทัศน์ โทรศัพท์ หัดค่อยๆใช้ไป ไม่ต้องบ้าจี้ ขี้อวด ขี้โอ่ กลัวตกเทรนด์ อดทนหน่อย เปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์ อยู่เรื่อย ลงโปรแกรมใหม่ๆ ลูกอีช่างเปลี่ยน จนคนในองค์กร มึน งง เบลอไปหมดแล้ว
(๑๐) หยุดวุ่นวายเรื่องชาวบ้าน หัดมาพิจารณาตนเองบ้าง
เอาแต่ จับกลุ่มนินทา เพ่งโทษ โดยไม่หันมาพัฒนาตนเอง ติดดี เห็นคนอื่นแย่กว่า พูดจาทับถม ดับกำลังใจกัน สุดท้าย องค์กรหมดสภาพ เลิกเห่อฝรั่ง เห่อต่างชาติ หันมาใช้ของไทยๆ ภูมิใจในความเป็นไทยบ้างนะ หัดขอบคุณกันบ้าง อย่าเป็นองค์กรแล้งน้ำใจ อย่าวางฟอร์ม อย่าระแวง อย่าต่างคนต่างอยู่ อย่ากัดกันเอง
(๑๑) หัดทำอะไรช้าๆบ้าง เร่งมาแล้วทั้งชีวิต
ในความช้า มีอะไรให้ศึกษามากมาย จะเร่งไปตายถึงไหน เร่งขับรถ เร่งกิน เร่งโกง เร่งกำไร ไปถึงไหน รอๆ ธรรมชาติฟื้นตัวบ้างนะ ถล่มแม่ธรณีทำไมกันเนี่ย ช้าให้เป็น ช้าอย่างมีสติ หัดนั่งสมาธิ เดินจงกรม ทำงานศิลปะบ้าง
(๑๒) หัดมีระบบสำรองบ้าง
ถ้าอยู่เมืองใหญ่ วันใด มีสงคราม มีภัยธรรมชาติใหญ่ๆ จะหลบไปไหน แก่แล้วจะทำอะไร อย่ามาติดเรื่องเกษียณ ตอนอายุ ๕๙ ปี มันสายไปแล้ว ควรคิดตั้งแต่ อายุ ๒๐ ปีแล้ว ว่าจะเกษียณยังไง อย่ามั่นใจว่า กฎแห่งกรรมไม่มีจริง หัดสำรองความเชื่อเอาไว้บ้าง หากเรื่องที่เราไม่เชื่อ โดยเฉพาะ เรื่อง ชาติหน้า เรื่องนรกสวรรค์มีจริงขึ้นมา เราจะทำไง หัดบริหารความเสี่ยงบ้างนะ เรียนทางสายวิทย์มาตลอด เชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มาตลอด แล้วรู้ได้ไงว่า วิทยาศาสตร์ถูกต้อง ในเมื่อ มนุษย์ที่โกงๆ มั่วๆ เป็นคนทำวิจัย ทำการทดลอง และ เป็นนายทุนนำเสนอ กระบวนวิธีทางวิทยาศาสตร์น่าจะถูกต้อง 100% แต่ นักวิทยาศาสตร์นี่ซิ ไม่น่าจะถูกต้อง ทุกคนนะ บางคนอาจจะรับเงินนักธุรกิจชั่วร้าย งกๆเค็มๆ โกงๆมาก็ได้นะ บิดเบือนผลการวิจัยเพื่อเข้าข้างตนเองก็มีนะ
*** อย่ารอแก่แล้วไปวัด ไปศึกษาทางธรรมนะ ***
เรื่องทาง พุทธศาสตร์ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกๆๆ จนได้ทักษะ ไม่ใช่ แค่คิด ไม่ใช่แค่อ่าน ก็จะเข้าใจได้นะ ดังนั้น อย่าประมาท อาจจะตายก่อน เกษียณก็ได้ อาจจะพิการ จนศึกษาทางธรรมไม่ได้ก็ได้นะ รู้ได้ไงว่า ที่เชื่อมาทั้งชีวิต หนีธรรมะมาทั้งชีวิต เป็นเรื่องจริง
หากไม่ศึกษาธรรม ไม่เข้าหาบัณฑิต ก็คือ คิดเอง เออเอง มันพลาดได้ง่ายๆนะ เรื่องทางธรรม ไม่ใช่ เรื่องการใช้ “ความคิด” นะ หลงใช้ “ความคิด” มาทั้งชีวิต แล้วจะเข้าใจธรรมได้ยังไง ธรรมะเป็นเรื่องของ “สติ” ที่ต้องผ่านการฝึกฝน สะสมเก็บชั่วโมงฝึก คนคิดมากฝึกธรรมไม่ได้นะ
จริงๆแล้ว ยังมีอีกหลายประการ หลายข้อแนะนำ แต่ ๑๒ ประการนี้ ก็เยอะแล้ว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องที่ ฟังดูง่าย แต่ ทำจริงๆยาก เหมือนกับการศึกษาธรรมะ คือ ต้องลงมือทำจึงจะเข้าใจ เอาแต่อ่านแล้ววิจารณ์ไม่ได้เลย
การพึ่งพาตนเอง ไม่ไหลตามกระแส ดูจะเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็น ไม่ต้องไปคิดแบบแคบๆว่า “ทำกินเองแล้วคนอื่นจะตกงาน พ่อค้าจะไม่มีงานทำ” การคิดแบบนี้ เป็นอะไรที่ วัยรุ่นเรียกว่า “เกรียน“มาก หรือ ภาษาจีนแต้จิ๋ว คือ ซี้ปังโต้ และ ซี้ปังเท้า มากๆ

ขจัดกลิ่นปลาทอดติดกระทะ

ขจัดกลิ่นปลาทอดติดกระทะ เติมน้ำตั้งไฟให้เดือด ใส่กากชาที่ชงแล้วลงไปคลุกให้ทั่ว ล้างน้ำเช็ดให้แห้ง นำผ้าชุบเหล้าขาวเช็ด ผึ่งลม/ตากแดด
จาก Sms FArmer Info - 22 ธ.ค.2556

ฟังรายการวิทยุรักพ่อ ตอนที่ 58 รักพ่อ รักในหลวง โดย กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ -น้ำฝน Numfon Duangdao

มาแล้วครับรายการรักพ่อ ช่วยสายต่อ ให้ระบือ ส่งสื่อสาร
เหมือนคนที่มีจิตร่วมกัน ร่วมปกป้องสถาบัน ให้มั่นคง
ช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ขอนำท่านผู้ฟังเข้าสู่รายการรักพ่อ

รายการรักพ่อ58 น้ำฝน Numfon Duangdao

พบกับสารคดีพระเมตตาดั่งสายธาร ตอน "ดอกไม้แห่งอันดามัน" , "หมอหลวง หมอของปวงชน",
ช่วงสัมภาษณ์ พบกับเรื่องราวการใช้ชีวิตของสองคนพี่น้อง กับชีวิตและคำสอนของพ่อที่สอนให้เข้มแข็งแ­บบทหาร กับคุณน้ำฝน ดวงดาว นิจจินดาทร,เสภาพระภูมินทร์, เทิดพระเกียรติในหลวง ๕ ธค ๒๕๕๕, ช่วงทีนพลัสรักพ่อ จากชมรมวิทยุ เด็ก เยาวชน และครอบครัว จ.ชลบุรี, กลเม็ดเคล็ดลับกับการพึ่งตนเอง , คำกลอนสอนธรรมะ จากท่านพุทธทาส: โลกรอดเพราะกตัญญู



เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว

เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว ดูแลรักษากล้วย ขอแนะนำวิธีการทำให้กล้วยออกเครือกลางต้น เพียงใช้ไม้แหลมตอกตัดไส้กล้วยกลางต้นที่กำลังจะออกปลี
จาก Sms FArmer Info - 19 ธ.ค.2556

น้ำหมักสมุนไพร

น้ำหมักสมุนไพร เช่น ขิง กระเทียม หรือพืชที่มีกลิ่นฉุน มีประสิทธิภาพในการป้องกัน กำจัดแมลงสูง โดยต้องทำการหมักไว้ 3-7 วัน ก่อนนำไปใช้
จาก Sms FArmer Info - 17 ธ.ค.2556

เพิ่มสารอาหารโปรตีน วิตามิน

เพิ่มสารอาหารโปรตีน วิตามิน ให้สุกรน้ำหนักตัว 30-40 กก. นำต้นเบญจรงค์ใส่คอก ให้กินตอนกลางวันเสริมควบคู่กับรำ ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้ด้วย
จาก Sms FArmer Info - 25 ธ.ค.2556

วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2556

คุณสายตาเอียงหรือป่าวมาดูอาการกัน



อาการจากสายตาเอียงที่พบบ่อย คือ
1.ถ้าสายตาเอียงมาก มักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการตามัว ไม่ค่อยมีอาการปวดศีรษะ หรือปวดตา หรือ ปวดเมื่อยตา การที่ผู้ป่วยสายตาเอียง ไม่ค่อยมีอาการปวดตา เนื่องจาก การเพ่งไม่สามารถแก้ไขการเห็นภาพได้ ผู้ป่วยจึงมักไม่เพ่ง คงปล่อยให้ตาพร่ามัวไป

2.เด็กที่สายตาเอียงมาก อาจมาพบแพทย์ด้วยมีท่าทางที่ผิดปกติ เช่น เอียงศีรษะ เอียงคอ เพื่อช่วยการเห็นภาพให้ชัดขึ้น

3.บางรายที่มีสายตาเอียงมาก อาจมาด้วยมีพฤติกรรมชอบหันหน้าไปทางใดทางหนึ่ง เพื่อจะได้หันไปหาแนวที่ไม่เอียง หรือเอียงน้อยกว่า เพื่อเห็นภาพได้ชัดขึ้น

4.ชอบหรี่ตา หรือ ทำตาหยี ซึ่งจะทำให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ต่างจากสายตาสั้นตรงที่ แม้มองวัตถุระยะใกล้ ก็ยังคงหยีตาอยู่ดี

5.ในผู้ป่วยสายตาเอียงมาก มักจะชอบอ่านหนังสือระยะใกล้ ทั้งนี้เพื่อให้ภาพที่เกิดบนจอตามีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะทำให้เห็นภาพชัดขึ้น ต่างกับคนสายตาสั้นมองใกล้ เพราะระยะวัตถุที่ใกล้จะโฟกัส บนจอประสาทตาพอดี

6.ในผู้สายตาเอียงไม่มาก สายตาอาจจะยังดีอยู่ แต่อาจมาพบแพทย์ด้วยตาเมื่อยล้า หากทำอะไรจ้องอยู่กับที่นานๆ เช่น อ่านหนังสือ พิมพ์ดีด หรือ ใช้งานคอมพิวเตอร์

7.ผู้ซึ่งสายตาเอียงไม่มาก อาจมาพบแพทย์ด้วยมองใกล้ไม่ชัดเป็นบางครั้ง แต่เมื่อหลับตา หรือขยี้ตา จะกลับมาเห็นชัดอีก หรือบางคนอาจไม่ตระหนักถึงการมองไม่ชัดของตัวเอง เนื่องจากเขาจะเลือกโฟกัสกลับไปมาระหว่าง 2 แนว จึงทำให้มีโอกาสตาเมื่อยล้าได้ง่าย

8.มีบางรายที่สายตาเอียงไม่มาก อาจมาด้วยอาการปวดบริเวณหน้าผากได้ จากมีการเพ่งสายตามากกว่าปกติ

9.โดยทั่วไปผู้มีสายตาเอียงเล็กน้อย จะไม่มีอาการอะไร ถ้าไม่ได้ทำงานที่ต้องใช้สายตา
คุณมีอาการนี้หรือป่าว

ที่มา ออโตเมทรี ออฟติก