จาก SMS farmer Info - 3 ต.ค.2556
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556
การตัดแต่งกิ่งกุหลาบให้เกิดรอย
การตัดแต่งกิ่งกุหลาบให้เกิดรอย ผลเอียง 45 องศาเหนือตาใบ ที่หันออกด้านนอก จะทำให้กิ่งเกิดใหม่หันออกนอกทรงพุ่ม พุ่มจึงไม่รก พืชจึงโต+ให้ดอกดี
จาก SMS farmer Info - 3 ต.ค.2556
จาก SMS farmer Info - 3 ต.ค.2556
เมื่อแพะมีอาการท้องอืด
เมื่อแพะมีอาการท้องอืด ตบบริเวณท้องแพะ เสียงจะดังปุ๊ๆ รักษาโดยใช้น้ำมันพืช 2-3 ช้อนโต๊ะ ให้แพะกินเช้าเย็น จนกว่าจะหาย
จาก SMS farmer Info - 11 ต.ค.2556
จาก SMS farmer Info - 11 ต.ค.2556
ฟังรายการวิทยุรักพ่อ ตอนที่ 19 รักพ่อ รักในหลวง โดย กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ
รายการรักพ่อ 19 พบกับทีนพลัสรักพ่อ เรื่องราวของจิตอาสา น้องบี กวินภัค ธัญญาเวชกิจ,
เรื่องราวของสองสาวเมืองราชบุรี ที่มีหัวใจเพื่อพ่อหลวง มีความตั้งใจทำความดีเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินและถิ่นฐานบ้านเกิด - อัญชุลี รักอำนวยพร และ นิษา โพธิ์เวสกุล
Nisa Phothiwechsakul
วิธีกำจัดเมือกปลาไหล ใช้ใบมะเดื่อสด
วิธีกำจัดเมือกปลาไหล ใช้ใบมะเดื่อสด หรือ ใบฟักทองสด ขัดและรูดตามตัวปลาไหลไปมา 3-4 รอบ แล้วล้างน้ำให้สะอาดเพื่อปรุงอาหารมื้ออร่อยได้เลย
จาก SMS farmer Info - 13 ต.ค.2556
วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2556
พระภิกษุล้างเท้าให้แม่ได้หรือไม่ ?
Karnchana Keawsodsee ปุจฉา - กราบนมัสการพระคุณเจ้า มีข้อสงสัยเรื่องลูกซึ่งบวชเป็นพระปฏิบัติต่อมารดาโดยล้างเท้าให้มารดา มีภาพซึ่งส่งต่อกันในโลกออนไลน์นั้น สามารถทำได้หรือไม่ ผิดหรือถูกอย่างไร อยากให้พระคุณเจ้าอธิบาย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไปค่ะ สาธุ
พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา - ลูกควรล้างเท้าแม่ก่อนที่จะลาไปอุปสมบท เมื่ออุปสมบทแล้วควรแสดงความกตัญญูต่อแม่ในลักษณะอื่น เพราะธรรมเนียมพุทธและธรรมเนียมไทยถือว่า เพศบรรพชิตเป็นเพศที่สูง แม้พระมหากษัตริย์ก็ต้องแสดงความเคารพภิกษุที่เป็นสามัญชน ทันทีที่ลูกได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ผู้เป็นพ่อแม่ก็ต้องไหว้เช่นกัน เพื่อแสดงความเคารพต่อผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นสัญลักษณ์ของพระอริยสงฆ์ และถือกันว่าเป็นธงชัยของพระอรหันต์
พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าพระภิกษุจะต้องยกตัวเหนือผู้ อื่น พระภิกษุควรมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งแสดงออกด้วยการเป็นผู้ว่าง่าย รับฟังคำตักเตือนชี้แนะ รวมทั้งพร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ถือตัว หากบิดามารดาประสบความทุกข์ยากก็ควรไปช่วยเหลือ ดังพระนันทิยะที่บิณฑบาตเลี้ยงบิดามารดาที่ยากจนกระทั่งร่างกายผ่ายผอม เป็นที่ยกย่องสรรเสริญของพระพุทธเจ้า
โรคทางจิตวิญญาณ
ถ้าเราเป็นโรคภัยไข้เจ็บทางร่างกายนี้เราก็ไปที่โรงพยาบาลทั่วๆไป
ถ้าเราเป็นโรคภัยไข้เจ็บทางจิตเราก็ไปที่โรงพยาบาลปากคลองสาน หรือโรงพยาบาลอะไรทำนองนั้น
แต่ถ้าเราเป็นโรคทางวิญญาณ เราต้องไปหาพระพุทธเจ้า นี่ไปที่โรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า โรงพยาบาลทางทั่วๆไปกับโรงพยาบาลปากคลองสานนี้ช่วยไม่ได้
ไปหาโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า คือ ศึกษาเรื่องที่มันเหนือจากนั้นไป รู้ว่า กิเลสคืออะไร? ความทุกข์คืออะไร? อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์?
นี่ก็หมายความว่า คนทุกคนในโลกนี้ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังเป็นโรคทาง วิญญาณ อยู่ด้วยกันทั้งนั้น แต่เราไม่ถือว่าเขาเป็นโรคกายหรือโรคจิต ในระบบ physical หรือ mental นี้มันยังดีๆ อยู่ แต่ไอ้ระบบ spiritual เสียไปหมด คือ โง่
ใครที่ยังโง่เรื่องความดับทุกข์ เรียกว่ายังเป็นโรคทางวิญญาณ
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา อบรมพระภิกษุนวกะในพรรษา ๒๕๑๔
ศึกษาพุทธศาสนาจากเวทนา
“ท้องผูก” ขณะลดน้ำหนักต้องแก้ให้ถูกวิธี
“ท้องผูก” ขณะลดน้ำหนักต้องแก้ให้ถูกวิธี เมื่อเราลดน้ำหนักโดยการจำกัดการรับประทานอาหารทานน้อยจนเกินความจะเป็น หรือเลือกรับประทานอาหารอย่างใดอย่างนึงเพียงอย่างเดียว อาการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือ อาการท้องผูก จนทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้เล็กน้อยร่วมด้วย เวลาเข้าห้องน้ำต้องออกแรงเบ่งมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติของระบบขับถ่าย เป็นริดสีดวงทวาร หรือแม้กระทั่งไส้ติ่งอักเสบ ที่สำคัญ อาการท้องผูกมักเป็นอาการหนึ่งเมื่อระบบลำไส้ใหญ่มีความผิดปกติ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ริดสีดวงลำไส้ เป็นต้น
ท้องผูกเกิดได้อย่างไร
• เกิดจากลำไส้เคลื่อนตัวช้ากว่าปกติ หรือ บีบตัวลดลง ทั้งนี้เพราะ ขาดตัว กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ จากมีลำอุจจาระเล็ก เช่น จากกินอาหารที่ขาดใยอาหาร และหรือ ดื่มน้ำน้อย อุจจาระจึงแข็งและลำอุจจาระเล็ก ลำไส้จึงบีบตัวลดลงอุจจาระจึงเคลื่อนตัวได้ช้า
• เกิดจากขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย และการออกกำลังกาย จึงส่งผลให้ลำไส้บีบตัว เคลื่อนตัวช้า
• เกิดจากปัญหาทางอารมณ์จิตใจ เช่น ความเครียด ความกังวล หรือการไม่มีเวลาพอในการขับถ่าย จึงส่งผลถึงการทำงานของลำไส้ ลดการบีบตัวลง
สาเหตุอื่นๆที่พบได้น้อยกว่า คือ
• มีโรคเรื้อรังที่ส่งผลให้เกิดการเสื่อมของกล้ามเนื้อลำไส้ และหรือประสาทลำไส้ จึงส่งผลให้ลำไส้บีบตัวลดลง กากอาหารอุจจาระจึงเคลื่อนตัวได้ช้าลง เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ และไตวาย
• มีโรคของระบบสมอง และประสาท จึงส่งผลถึงการทำงานเคลื่อนไหวบีบตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ลดลง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคเนื้องอกมะเร็งของสมอง หรือ ของไขสันหลัง
• โรคของกล้ามเนื้อเอง จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อลำไส้บีบตัวลดลง เช่น โรคกล้ามเนื้อแข็ง (Scleroderma)
• กินยาบางชนิดที่ลดการบีบตัวของลำไส้ เช่น ยาคลายเครียดบางชนิด ยาโรคกระเพาะอาหารบางชนิด ยาลดความดันโลหิตบางชนิด หรือ ยาขับน้ำ
• โรคของลำไส้เอง ก่อให้เกิดการอุดกั้นลำไส้ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
นอกจากนี้อาการท้องผูก อาจเกิดมาจากการมีพฤติกรรมการกิน การขับถ่ายและการใช้ชีวิตประจำวันที่ผิดไป ได้เช่นกัน
• ดื่มน้ำน้อยเกินไป
• รับประทานใยอาหารน้อยเกินไป
• เมื่อเดินทางไกล
• รับประทานอาหารประเภทผลิตภัณฑ์จากนมสัตว์มากเกินไป เช่น นม ชีส
• ความเครียด
• กลั้นอุจจาระ ซึ่งบางครั้งทำให้เกิดริดสีดวงทวาร
• ใช้ยาถ่ายอยู่เป็นประจำ (ในบางคนพึ่งยาถ่ายอยู่เป็นประจำครับ เมื่อหยุดยา อาการท้องผูกก็จะกลับมา)
• การใช้ยาลดกรดที่มีส่วนประกอบของ อะลูมิเนียม หรือ แคลเซียม (หรือที่เรียกกันว่า ยาธาตุน้ำขาว)
• การตั้งครรภ์
วิธีการแก้ไขอาหารท้องผูก
• ดื่มน้ำ กินผัก ผลไม้ทั้งสดและแห้ง หรืออาหารที่มีกากใยมากๆ รวมทั้งข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ถั่ว ฟักทอง ข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มเส้นใยช่วยการขับถ่ายได้
• ไม่ควรเร่งรีบในขณะที่กินอาหาร ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หรือกินมะละกอสุกก่อนอาหาร และดื่มน้ำตามมากๆ นักธรรมชาติบำบัดเชื่อว่า การกินอาหารจากธรรมชาติเป็นวิธีที่ดีกว่า ซึ่งอาจทำได้โดยการกินรำข้าวเสริม โดยโรยลงไปบนอาหาร
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งจะช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น
• อย่ากลั้นอุจจาระ ควรเข้าห้องน้ำทุกครั้งที่รู้สึกปวด หรือหลังจากที่กินอาหารเช้าที่เป็นธัญพืช โดยพยายามนั่งถ่ายอย่างผ่อนคลายประมาณ 10 นาที หรือฝึกนิสัยการขับถ่ายเป็นเวลาให้ตัวเอง
• ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วต่อวัน ยกเว้นว่าเป็นโรคที่จำกัดน้ำเช่น โรคไตวาย และโรคหัวใจ
• ลด หรือ งดการดื่มชา หรือกาแฟ เพราะทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้นเนื่องจากคาร์เฟอีมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
สมุนไพรไทยที่ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก
• มะขาม กินมะขามฝักแก่ หรือมะขามเปียก 10-20 ฝัก จิ้มเกลือ หรือคั้นเป็นน้ำดื่ม
• ขี้เหล็ก นำแก่น 50 กรัม ราก ลำต้น ดอก ใบ และผลของขี้เหล็ก รวมทั้งหมด 20-25 กรัม ไปต้ม เอาแต่น้ำ ดื่มก่อนอาหารหรือก่อนนอน
• มะเฟือง ขณะท้องว่างประมาณ 1 ชั่วโมง กินมะเฟืองที่มีรสเปรี้ยว 2-3 ลูก นอกจากจะเป็นยาระบายได้แล้ว มะเฟืองยังช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
• เมล็ดชุมเห็ดไทย นำเมล็ดชุมเห็ดไทยประมาณ 1 กำมือ มาคั่วให้เหลือง แล้วนำมาต้มในน้ำสะอาดปริมาณ 1-2 แก้วจนเดือด นอกจากจะช่วยระบายท้องแล้ว เมล็ดชุมเห็ดไทยยังมีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบาย
• น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวขณะท้องว่าง หลังตื่นนอน
รู้อย่างนี้แล้ว ยังไงก็ไม่เเนะนำให้ทานยาระบายหรือชาระบายบ่อยๆ เพราะจะทำให้การทำงานของลำใส้เสียได้ ควรใช้วิธีธรรมชาติ ดื่มน้ำมากๆและค่อยๆปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นต้นเหตุของอาการท้องผูกจะดีกว่าค่ะ
************************ **********************************
เครดิต: เรื่อง ชีวอโรคยา นำมาจาก www.lovefitt.com อ้างอิงข้อมูลจากนิตยสารชีวจิต, thaifittips.com, haamor.com
ภาพ: ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง และสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772
ท้องผูกเกิดได้อย่างไร
• เกิดจากลำไส้เคลื่อนตัวช้ากว่าปกติ หรือ บีบตัวลดลง ทั้งนี้เพราะ ขาดตัว กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ จากมีลำอุจจาระเล็ก เช่น จากกินอาหารที่ขาดใยอาหาร และหรือ ดื่มน้ำน้อย อุจจาระจึงแข็งและลำอุจจาระเล็ก ลำไส้จึงบีบตัวลดลงอุจจาระจึงเคลื่อนตัวได้ช้า
• เกิดจากขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย และการออกกำลังกาย จึงส่งผลให้ลำไส้บีบตัว เคลื่อนตัวช้า
• เกิดจากปัญหาทางอารมณ์จิตใจ เช่น ความเครียด ความกังวล หรือการไม่มีเวลาพอในการขับถ่าย จึงส่งผลถึงการทำงานของลำไส้ ลดการบีบตัวลง
สาเหตุอื่นๆที่พบได้น้อยกว่า คือ
• มีโรคเรื้อรังที่ส่งผลให้เกิดการเสื่อมของกล้ามเนื้อลำไส้ และหรือประสาทลำไส้ จึงส่งผลให้ลำไส้บีบตัวลดลง กากอาหารอุจจาระจึงเคลื่อนตัวได้ช้าลง เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ และไตวาย
• มีโรคของระบบสมอง และประสาท จึงส่งผลถึงการทำงานเคลื่อนไหวบีบตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ลดลง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคเนื้องอกมะเร็งของสมอง หรือ ของไขสันหลัง
• โรคของกล้ามเนื้อเอง จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อลำไส้บีบตัวลดลง เช่น โรคกล้ามเนื้อแข็ง (Scleroderma)
• กินยาบางชนิดที่ลดการบีบตัวของลำไส้ เช่น ยาคลายเครียดบางชนิด ยาโรคกระเพาะอาหารบางชนิด ยาลดความดันโลหิตบางชนิด หรือ ยาขับน้ำ
• โรคของลำไส้เอง ก่อให้เกิดการอุดกั้นลำไส้ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
นอกจากนี้อาการท้องผูก อาจเกิดมาจากการมีพฤติกรรมการกิน การขับถ่ายและการใช้ชีวิตประจำวันที่ผิดไป ได้เช่นกัน
• ดื่มน้ำน้อยเกินไป
• รับประทานใยอาหารน้อยเกินไป
• เมื่อเดินทางไกล
• รับประทานอาหารประเภทผลิตภัณฑ์จากนมสัตว์มากเกินไป เช่น นม ชีส
• ความเครียด
• กลั้นอุจจาระ ซึ่งบางครั้งทำให้เกิดริดสีดวงทวาร
• ใช้ยาถ่ายอยู่เป็นประจำ (ในบางคนพึ่งยาถ่ายอยู่เป็นประจำครับ เมื่อหยุดยา อาการท้องผูกก็จะกลับมา)
• การใช้ยาลดกรดที่มีส่วนประกอบของ อะลูมิเนียม หรือ แคลเซียม (หรือที่เรียกกันว่า ยาธาตุน้ำขาว)
• การตั้งครรภ์
วิธีการแก้ไขอาหารท้องผูก
• ดื่มน้ำ กินผัก ผลไม้ทั้งสดและแห้ง หรืออาหารที่มีกากใยมากๆ รวมทั้งข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ถั่ว ฟักทอง ข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มเส้นใยช่วยการขับถ่ายได้
• ไม่ควรเร่งรีบในขณะที่กินอาหาร ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หรือกินมะละกอสุกก่อนอาหาร และดื่มน้ำตามมากๆ นักธรรมชาติบำบัดเชื่อว่า การกินอาหารจากธรรมชาติเป็นวิธีที่ดีกว่า ซึ่งอาจทำได้โดยการกินรำข้าวเสริม โดยโรยลงไปบนอาหาร
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งจะช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น
• อย่ากลั้นอุจจาระ ควรเข้าห้องน้ำทุกครั้งที่รู้สึกปวด หรือหลังจากที่กินอาหารเช้าที่เป็นธัญพืช โดยพยายามนั่งถ่ายอย่างผ่อนคลายประมาณ 10 นาที หรือฝึกนิสัยการขับถ่ายเป็นเวลาให้ตัวเอง
• ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วต่อวัน ยกเว้นว่าเป็นโรคที่จำกัดน้ำเช่น โรคไตวาย และโรคหัวใจ
• ลด หรือ งดการดื่มชา หรือกาแฟ เพราะทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้นเนื่องจากคาร์เฟอีมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
สมุนไพรไทยที่ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก
• มะขาม กินมะขามฝักแก่ หรือมะขามเปียก 10-20 ฝัก จิ้มเกลือ หรือคั้นเป็นน้ำดื่ม
• ขี้เหล็ก นำแก่น 50 กรัม ราก ลำต้น ดอก ใบ และผลของขี้เหล็ก รวมทั้งหมด 20-25 กรัม ไปต้ม เอาแต่น้ำ ดื่มก่อนอาหารหรือก่อนนอน
• มะเฟือง ขณะท้องว่างประมาณ 1 ชั่วโมง กินมะเฟืองที่มีรสเปรี้ยว 2-3 ลูก นอกจากจะเป็นยาระบายได้แล้ว มะเฟืองยังช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
• เมล็ดชุมเห็ดไทย นำเมล็ดชุมเห็ดไทยประมาณ 1 กำมือ มาคั่วให้เหลือง แล้วนำมาต้มในน้ำสะอาดปริมาณ 1-2 แก้วจนเดือด นอกจากจะช่วยระบายท้องแล้ว เมล็ดชุมเห็ดไทยยังมีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบาย
• น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวขณะท้องว่าง หลังตื่นนอน
รู้อย่างนี้แล้ว ยังไงก็ไม่เเนะนำให้ทานยาระบายหรือชาระบายบ่อยๆ เพราะจะทำให้การทำงานของลำใส้เสียได้ ควรใช้วิธีธรรมชาติ ดื่มน้ำมากๆและค่อยๆปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นต้นเหตุของอาการท้องผูกจะดีกว่าค่ะ
************************ **********************************
เครดิต: เรื่อง ชีวอโรคยา นำมาจาก www.lovefitt.com อ้างอิงข้อมูลจากนิตยสารชีวจิต, thaifittips.com, haamor.com
ภาพ: ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง และสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772
รู้จักบทบาทและหน้าที่ของ “ไต”
ไตเป็นอวัยวะสำคัญส่วนหนึ่งของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งประกอบด้วย ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายเช่นเดียวกับอวัยวะสำคัญอื่นๆ เช่น หัวใจ ตับ ปอด กระเพาะอาหาร สมอง ซึ่งอวัยวะต่างๆ เหล่านี้ ต่างก็ทำหน้าที่เฉพาะส่วน แต่มีการประสานงานกันเป็นอย่างดี จึงทำให้ร่างกายเป็นปกติสุขอยู่ได้ หากอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเสีย หรือถูกทำลาย ก็จะมีผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะอื่นได้
ไตมีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วแดง อยู่ที่บริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง ใต้กระดูกซี่โครง และอยู่ 2 ข้างของกระดูกสันหลัง มีสีแดง เหมือนไตหมูสดๆ มีความยาวโดยวัดเส้นผ่าศูนย์กลางตามความยาวได้ประมาณ 11-12 เซนติเมตร และหนักข้างละ 150 กรัม ไตแต่ละข้างได้รับเลือดผ่านทางหลอดเลือดแดงใหญ่ ซึ่งออกจากหัวใจ เมื่อเลือดไหลผ่านไตจะมีการกรองผ่านหน่วยไตเล็กๆ ที่เรียกว่า เนฟรอน (Nephron) ซึ่งมีอยู่ข้างละ 1 ล้านหน่วย หน่วยไตเล็กๆ เหล่านี้ทำหน้าที่กรองของเสียจากเลือดผ่านทางท่อไต และเกิดเป็นน้ำปัสสาวะขับออกจากร่างกายทางท่อปัสสาวะ ร่างกายสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยไตที่ปกติเพียง 1 ข้าง เพราะมีการปรับสมดุลได้ดีมาก ดังนั้นผู้ที่บริจาคไต 1 ข้างจึงสามารถมีชีวิตที่ปกติด้วยไตที่เหลือเพียงข้างเดียวได้
หน้าที่ของไตมีหลายอย่าง ได้แก่
• การปรับสมดุลน้ำในร่างกาย
• การปรับสมดุลของสารเกลือแร่และกรด-ด่างในร่างกาย
• การกำจัดของเสียออกจากร่างกาย
• การผลิตฮอร์โมนหลายชนิดในร่างกาย
กล่าวโดยสรุป เมื่อเลือดแดงจากหัวใจไหลเข้าสู่หลอดเลือดแดงของไตเพื่อไปสู่เนฟรอน การกรองของเสียต่างๆ เกิดขึ้นแล้ว เลือดก็ไหลกลับสู่หลอดเลือดดำของไตเข้าสู่หัวใจต่อไป ไตกรองเลือดและดูดกลับ ส่วนที่เหลือกลายเป็นน้ำปัสสาวะขับออกจากร่างกาย
การปรับสมดุลน้ำในร่างกาย
ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญในการควบคุมการขับหรือเก็บน้ำไว้ในร่างกาย เมื่อร่างกายขาดน้ำ เช่น อากาศร้อนจัด และเสียน้ำไปทางเหงื่อมาก ร่างกายจะปรับสมดุลน้ำ โดยจะกระหายน้ำและดื่มน้ำมากขึ้น เพื่อเป็นการทดแทนน้ำที่เสียไป ร่างกายจึงจะอยู่ในภาวะสมดุล หรือเมื่อดื่มน้ำเป็นจำนวนที่มากเกินความต้องการ ไตก็จะทำหน้าที่ขับน้ำส่วนเกินออกเช่นเดียวกัน แต่เมื่อใดที่ไตผิดปกติ ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับสมดุลน้ำได้ จะเกิดภาวะน้ำเกินหรือภาวะขาดน้ำ ซึ่งถ้ารุนแรงมาก จะทำให้มีผลกระทบต่อสมอง จนมีอาการสับสน ซึม และชักได้
การปรับสมดุลของสารเกลือแร่ กรดและด่างในร่างกาย
ตามปกติไตสามารถขับเกลือแร่ส่วนที่เกินความต้องการออกมาในรูปของปัสสาวะได้ เช่น เมื่อรับประทานอาหารรสเค็มจัด ร่างกายจะปรับเกลือแร่จนรู้สึกกระหายน้ำ ทำให้ต้องดื่มน้ำมากขึ้น และจะขับเกลือแร่ส่วนเกินที่คั่งค้างอยู่ออกจากร่างกาย ทางปัสสาวะ แต่ถ้าไตเสียหน้าที่ คือ ไม่สามารถขับเกลือแร่ที่เกินได้ จะทำให้เกิดอาการบวมบริเวณใบหน้า มือ และเท้า ถ้าอาการรุนแรงก็มีผลเสียต่อหัวใจด้วย โพแทสเซียมเป็นเกลือแร่ชนิดหนึ่งใช้ในการทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อ เมื่อรับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียม ไตจะทำหน้าที่ควบคุมระดับของโพแทสเซียมในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ถ้าไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ระดับของโพแทสเซียมในเลือดจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนมีผลต่ออวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ จะมีการเต้นที่ผิดปกติ จนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้ โดยปกติอาหารโปรตีนที่รับประทานจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาพลังงาน และสารเคมีต่างๆ ตลอดจนเกิดกรดซึ่งจะถูกขับออกจากร่างกายเพื่อรักษาสมดุล โดยไตมีหน้าที่หลักในการขับกรด เมื่อใดที่ไตไม่สามารถทำงานได้ ร่างกายก็จะเกิดภาวะเลือดเป็นกรด ซึ่งจะไปรบกวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทำให้ร่างกายไม่เป็นปกติสุข
การกำจัดของเสียออกจากร่างกาย
ร่างกายมีกระบวนการขับของเสียออกจากร่างกายหลายวิธี เช่น ขับออกทางอุจจาระ ทางเหงื่อ ทางลมหายใจ ทางปัสสาวะ การเผาผลาญโปรตีนจากอาหาร และการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้เกิดของเสียที่เรียกว่า ยูเรีย (urea) และครีอะตินิน (creatinine) ซึ่งจะถูกขับออกทางไต นอกจากยูเรียแล้วยังมีสารตกค้างอื่นๆ อีกหลายชนิด รวมทั้งยาที่รับประทาน และฉีดเข้าสู่ร่างกาย เมื่อใดที่ไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติจะเกิดการตกค้างของสารต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งมีพิษต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ นอนไม่หลับ อาจซึมลงจนถึงชักได้
การผลิตฮอร์โมนในร่างกาย
ปกติไตผลิตฮอร์โมนหลายชนิด ที่สำคัญ ได้แก่ ฮอร์โมนเรนิน (hormone renin) ฮอร์โมนอิริโทรพอยอีติน (hormone erythropoietin) และวิตามินดี (vitamin D) ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ดังนี้
ฮอร์โมนเรนิน
ช่วยควบคุมความดันโลหิตของร่างกาย และการดูดซึมของเกลือแร่ที่ไต ซึ่งมีผลต่อความดันโลหิตเช่นกัน ดังนั้น ถ้าไตเสื่อม จะเกิดความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมนเรนิน มีผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้
ฮอร์โมนอิริโทรพอยอีติน
เป็นฮอร์โมนที่จำเป็น ช่วยให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง ในกรณีที่ไตเสียหน้าที่ การหลั่งสารนี้จะลดลง ทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง และเกิดภาวะโลหิตจางได้
วิตามินดี
ช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียมจากอาหาร และช่วยในการเสริมสร้างกระดูก หากไตเสื่อม จะทำให้วิตามินดีไม่สามารถทำงานได้ มีผลทำให้ระดับของแคลเซียมในเลือดลดลงและกระดูกเสื่อมได้ โดยทั่วไป วิตามินดีได้รับจากอาหารและสังเคราะห์ผ่านกระบวนการของผิวหนังที่ได้รับแสงอาทิตย์ ซึ่งมีแสงอัลตราไวโอเลต
ดูแลรักษาไตด้วยวิธีง่ายๆ
- การเล่นกีฬากลางแจ้ง หรือมีแดดร้อนจัด ทำให้เสียเหงื่อมาก หลังการเล่นกีฬา ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อทดแทนน้ำที่เสียไป
- การมีความดันโลหิตสูง อาจเป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรัง หรือผลของการเกิดโรคไตเรื้อรัง
- ควรเดินออกกำลังกายกลางแจ้งรับแสงแดด ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดี
************************ **********************************
เครดิต: เรื่อง ชีวอโรคยา นำมาจาก http://kanchanapisek.or.th/
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน
ภาพ: ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง และสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772
5 วิธี คลายเครียดในการทำงาน
ความเครียดกับการทำงานมักจะคู่กันเสมอ แต่คุณผู้หญิงก็สามารถที่จะบรรเทามันน้อยลงได้ มี 5 วิธีง่ายๆ ที่คุณผู้หญิงนำไปปฏิบัติได้ทันที เพื่อเวลานั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศจะได้ ทำงานอย่างราบรื่น และมีความสุขกับการทำงานซึ่งจะทำให้ส่งผลดีกับงานที่คุณผู้หญิงกำลังทำด้วยนะคะ
1. ปล่อยตัวตามสบายในเวลางาน ยิ่งถ้าคุณผู้หญิงตั้งใจมากเท่าไหร่ หรือเกร็งเกินไปในการทำงาน จะทำให้ร่างกายของคุณผู้หญิงเกร็ง ตามไปด้วย อาจส่งผลกระทบให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แถมผลงานที่ได้ออกมายังไม่เป็นที่น่าพอใจอีกต่างหาก การที่เรามีความเครียดกับงานที่ทำอยู่ก็เหมือนนักกีฬาเวลาฝึกซ้อม ที่โค้ชมักจะบอกว่าอย่าเกร็งให้รีแลกซ์นั่นหละ เช่นเดียวกับเวลาทำงานต้องปล่อยวางอารมณ์และจิตใจ ไอเดียจะพลุ่งพล่านก็ต่อเมื่อเรารู้สึกสบาย ตั้งใจแต่ไม่เกร็ง และพยายามรักษาสภาวะแบบนี้เอาไว้ให้ได้ตลอดเวลาของการทำงาน หากนั่งทำงานอยู่แล้วเริ่มเครียด รู้สึกเกร็งแล้วละก็ ลองออกไปเดินแวะทักทาย เพื่อนที่ทำงานบ้าง หรือ ออกไปเดินเล่นขยับแข้งขยับขาเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายดูจะทำให้คุณผู้หญิงรู้สึกรีแลกซ์ได้มากยิ่งขึ้น
2 ค่อยๆ คิด และวางแผนทีละเรื่อง เพื่อแก้ปัญหาถึงแม้ในวันหนึ่งๆ คุณผู้หญิงจะมีหลายเรื่องที่ต้อง สะสางให้เสร็จ แต่อย่าตระหนก เพราะจะทำให้ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่มีสมาธิในการทำงานได้ง่าย ให้ลองหากระดาษมาหนึ่งแผ่นแล้วจัดลำดับความสำคัญของงานดูว่างานไหนที่คุณ ต้องทำบ้าง วิธีนี้จะช่วยให้คุณผู้หญิงเห็นภาพว่าคุณมีอะไรต้องทำบ้าง และต้องทำเสร็จเมื่อไหร่ จะช่วยให้คุณรู้เป้าหมายในการทำงานมากขึ้น
3. ถ้าตัดสินใจแล้วให้ลงมือทำเลย อย่ามัวลังเลหากมัวปล่อยให้เวลาผ่านไปในหนึ่งวัน คุณผู้หญิงจะทำงานที่มีอยู่ไม่เสร็จอย่างแน่นอนแถมยังเป็นการกดดันตัวเองอีกด้วย ในการทำงานในเวลาที่จำกัด ดังนั้นหากตัดสินใจได้ว่าคุณต้องทำอะไรบ้างแล้วนั้นให้รีบลงมือทำเลย เพื่อทยอยสะสางงานให้เสร็จเป็นอย่างๆไป ให้ท่องไว้ว่า ทนอีกนิดเดี๋ยวคุณก็จะได้ชิลสมใจอยากแล้วหลังงานเสร็จ
4. จดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อน อย่าทำงานหลายๆ งานพร้อมๆ กันเพราะจะทำให้สับสนเกิดความผิดพลาด ทำให้เสร็จเป็นอย่างๆ จากนั้นจึงค่อยเริ่มทำงานต่อไป
5. ให้ลองเรียบเรียงความกังวล ที่มีอยู่มาเป็นตัวอักษรโดยให้เรียบเรียงความกังวลหรือความเครียดโดยเขียนออกมาเป็นตัวอักษรอาจฟังดูแปลกๆ แต่เวลาเครียดในหัวของคุณผู้หญิงมัก จะมีอะไรตีกันอยู่เต็มไปหมด ดังนั้นถ้าเกิด “ความรู้สึกกังวล ไม่สบายใจ” ให้ลองปลดปล่อยมันออกมา เช่น เล่าออกมาให้ใครฟัง หรือ เขียนออกมา ใส่กระดาษเพื่อระบายมันเงียบๆ ซึ่งข้อดีของการทำแบบนี้นั้น จะทำให้คุณผู้หญิงได้ทำการเรียบเรียงความคิดที่มีอยู่ในหัว
ลองนำเคล็ดลับง่ายเหล่านี้ นำไปทำกันดูนะ คุณผู้หญิงจะได้ไม่ตกอยู่ในภาวะเครียดในการทำงาน ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ขอให้คุณผู้หญิงคิด ไต่ตรอง อย่างมีสติ และค่อยๆ รับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน รับรองคุณจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่อยากเลย…
**************** ****************
เครดิต: เรื่อง ชีวอโรคยา นำมาจาก women.mthai
ภาพ : ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง และสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)