++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

อย่าพยายามให้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จ

“อย่าพยายามให้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ควรพยายามให้เป็นคนที่มีคุณค่า”
“Try not to become a man of success. Rather become a man of value.”
Albert Einstein

Love Profile ถ้าเราเกิดมา เพื่อที่จะรักใครซักคน คนๆ นั้นจะรักเราตอบ


Love Profile
ถ้าเราเกิดมา เพื่อที่จะรักใครซักคน คนๆ นั้นจะรักเราตอบ
แต่ถ้าเราเกิดมา เพื่อที่จะรักใครหลายๆ คน
เชื่อเถอะว่า จะไม่มีใครรักเราจริงเลย แม้แต่คนเดียว

บางครั้ง ความรัก อาจเดินผ่านเข้ามาในชีวิตเราเพียงครั้งเดียว และไม่หวนคืนกลับมาอีก
เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า ความรักครั้งนี้หรือครั้งไหน จะเป็นความรักครั้งสุดท้าย
มีหลายครั้งที่เราตามหา แต่ความรักกลับหนีไป
มีหลายครั้งที่เราไม่สนใจ แต่ความรักก็กลับเดินเข้ามา

อย่า...อย่ามองข้ามใครคนนึงไป เพียงเพราะหาเหตุผลที่จะรักไม่ได้
อย่า...ถามหาเหตุผลเมื่อจะรักใคร แต่ให้ถามสัมผัสจากหัวใจ ว่ารู้สึกอย่างไร
อย่า...มองหาความรักด้วยสายตา แต่ให้มองหาความรักด้วยหัวใจ
อย่า...เชื่อคำว่ารักที่ได้ยินจากหูทั้งสอง แต่ให้เชื่อคำว่ารักที่ดังก้องมาจากความรู้สึก และส่วนลึกของหัวใจ

ความรัก เป็นสิ่งที่มีค่า แต่มันจะไร้ค่า ถ้าไม่มอบให้ใคร
หากวันนึง เราพบใครซักคน ที่มองเห็นคุณค่าความรักของเราแล้วหล่ะก็
มอบความรักให้เขาไปเถอะ แล้วเราจะรู้ว่า... ความรักนั้น...มีค่า..และมีความหมายเพียงใด

ที่มา: http://thaistory.exteen.com/

"....ชีวิตคนเรากับโลกออนไลน์ การทำธุรกรรมจะเป็นยังไงต่อไป"


"....ชีวิตคนเรากับโลกออนไลน์ การทำธุรกรรมจะเป็นยังไงต่อไป"

" ถ้าโลกภายนอกเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าโลกภายใน เราคงจบแน่นอน
วันนี้ โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก แต่ถ้าเราอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับออนไลน์ แต่ถ้าเราปรับตัวตามโลกภายนอกไม่ทัน เราก็คงจะอยู่ไม่ได้ คำว่าอยู่ไม่ได้ ไม่ได้หมายถึงว่า เราจะเสียอะไรทางธุรกิจ
แต่คุณจะไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับทางธุรกิจได้ ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ หลายคนทำธุรกิจทาง facebook ทาง instragram แต่ตอนนี้หลายคนเห็นช่องทางในการทำธุรกิจมากกว่านั้น เช่น โซเชียลเนตเวิร์ตที่ชื่อว่า pinterest สำหรับนำเสนองาน Art เฟอนิเจอร์ หรือ สิ่งสวยๆงามๆ คนเริ่มไปอยู่บน pinterest และเกิดโอกาสทางธุรกิจตรงนั้น
ทีนี้ ถ้าเราปรับตัวไม่ทัน เรายังอยู่บน facebook แต่ลูกค้าย้ายไปตรงนั้นแล้ว เราก็เสียโอกาสทางธุรกิจ หรือบางคน 3 ปีที่แล้ว เคยขายของได้ดีบน webboard แต่วันนี้ ยังไม่ move มาบน social network คุณก็จะเสียประโยชน์ทางธุรกิจ แล้วคนใหม่ๆก็จะเข้ามา เอาส่วนแบ่งทางการตลาดเหล่านี้ของคุณไป  เดี๋ยวนี้ มีเด็กวัยรุ่นยุคใหม่ ทำงานกันสองคน ก็สามารถสร้างยอดขายหลักล้านได้ กับสินค้าบางประเภท เสื้อผ้า ไปเอามาจากประตูน้ำ เอามาขายบน facebook บวกเพิ่มอีก 200 บาท เดือนนึงยอดขายเป็นแสน ได้มากกว่าร้านที่ส่งให้อีก เราก็เคยเห็นมาแล้ว เพียงแต่ว่า ไอ้เสื้อผ้าชิ้นเดียวกันเนี่ย เค้าเอามาเปลี่ยนที่ content ให้เนื้อหามันน่าสนใจ ถ่ายภาพสวยขึ้น น่า shop น่าดู วิธีการส่ง ข้อมูลเข้าถึง วิธีการบริการที่เรียกว่า ถึงเนื้อถึงตัว และโดนใจลูกค้า ก็ทำให้ยอดขายมันดี ซึ่งเดี๋ยวนี้ โลกมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ มันเปลี่ยนไปเร็ว ถ้าเป็นไปได้ อยากจะให้ศึกษา trend ว่า trend ออนไลน์ ตอนนี้ เป็นยังไงบ้าง อย่าไปยึดติดกับเวบไซต์ เวบบอร์ด ตอนนี้ สิ่งที่กำลังมาแรงกว่า เวบไซต์ เวบบอร์ด มาก คือ Insite และ moblie site  หรือ เวบบอร์ดบน mobile เพราะตอนนี้ คนใช้ internet บน mobile มันมากกว่า คนใช้ internet บน PC แล้วครับ  แล้ว mobile ทำให้เกิดการซื้อขาย interac ได้ตลอดเวลา  อย่างคนขึ้น BTS กด แกร๊กๆๆ จ่ายตังค์เสร็จแล้ว แต่ก่อนจะต้องนั่งรอหน้าคอม ถ้าคุณยังคงนั่งรอหน้าเวบ โอกาสทางการขายตอนคนอยู่บนรถไฟฟ้า หรือรถติด ก็ไม่มี (เสียโอกาส)  แล้ว trend นี้ เราควรจะดูยังไง อย่างแรกคือ คุณควรจะดู trend ที่เกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ถ้าคุณขายออนไลน์ คุณควรจะไปดูแล้วล่ะว่า ธุรกิจของคุณที่ใช้บน mobile มันเป็นยังไง ตอนนี้ เปอร์เซ็นต์คนที่ใช้ mobile อยู่ที่ 117% แสดงว่า ทุกวันนี้ คน 1 คนใช้ mobile มากกว่า 1 ไม่นับแทปเลต แสดงว่า ความสนใจในการทำธุรกิจบนเวบ ไม่ควรสนใจแค่บราวเซอร์บนเวบ จาก PC เท่านั้น ควรจะต้องทำในแบบ mobile site มั้ย ซึ่งตรงนี้ ถ้าเราปรับตัวได้ทัน ยอดขายเราก็จะโตอย่างต่อเนื่อง  ตอนนี้ ยอดขายบนเวบบอร์ดจะเริ่มลดลงแล้ว อีกอย่าง คือ จะต้องศึกษา trend ของธุรกิจข้างเคียง value chance เช่น ถ้าจะขายของออนไลน์ ธนาคารจะให้บริการอะไรเราบ้าง จะทำยังไงที่ลูกค้าจะซื้อของให้ง่ายขึ้น  บริการที่ธนาคารให้มา จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ว่า สามารถจ่ายได้เลย หากเราปล่อยให้ช่องว่างระหว่างการตัดสินใจชอบ กับการตัดสินใจซื้อมันห่างมาก โอกาสทางการขายจะลดน้อยลงทันที ถ้าดูสินค้าแล้วชอบปุ๊บ จ่ายผ่านบัตรได้เลย หรือ ตัดบัญชีเงินฝากได้เลย คือ ได้ตังค์ ปิดการขายทันที ต้องศึกษา trend ของธุรกิจข้างเคียงว่า รอบตัวเค้าไปถึงไหนกันแล้ว ธนาคารให้บริการอะไร คนส่งของส่งแบบอื่นได้ไหม ยกตัวอย่าง เจ้าของร้านหนึ่ง ต้องไปรับของมาไว้ที่บ้าน แล้วแพ็คของส่ง EMS .เริ่มคิด แล้วทำไมต้องแพ็ค ถ้าไปบอกซัพพลายเออร์แพ็คของให้แล้วส่งให้เลยได่ไหม เพิ่มเงินให้อีกเท่านี้ ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าจะลดลงไปอีก 2-3 วัน  ถ้าไปรับของมาเอง เสียเวลา เสียค่าน้ำมันรถไปเท่าไหร่ ค่าส่ง....

เรื่องการจัดส่งสินค้า trend เป็นไปยังไงบ้าง / บางครั้งคนทีส่งของให้เรา ทำหน้าที่ขายให้เราได้ไหม

ระวัง!... สำหรับผู้ใช้รถ…น่ากลัว.... ต้องอ่าน.....สำคัญ



ระวัง!... สำหรับผู้ใช้รถ…น่ากลัว.... ต้องอ่าน.....สำคัญ

ตอนนี้มันเล่นทั้งชายหญิงเลยนะ เคยประสบเหตุนี้แล้วกับตัวเอง ที่ถนนมเหศักดิ์ ซึ่งเชื่อม ถนนสาธรกับถนนสีลมเป็นเวลากลางวันระหว่างที่รถผมหยุดรอไฟเขียว มีชาย 2 คนเดินมาข้างหลัง ทั้งคู่กระตุกประตูหลัง คนละข้าง โชคดีที่ประตูล๊อก
1 ใน 2 คนนั้นพยายามดึงแรงขึ้นอีก แล้วทั้งคู่ก็เดินเร็วผ่านรถผม
แล้วปนไปในฝูงชน เดี๋ยวนี้ เหตุร้ายเกิดได้ตลอด ไม่ว่ามืดหรือสว่าง
เราคงต้องระวังอย่าเผลอเชียวละ

เหตุการณ์ที่ 1
ดิฉันจะมีนิสัยเมื่อขึ้นรถแล้วต้องกดเซ็นทรัลล๊อคทั้งก่อนสตาร์ทเครื่อง และก่อนดับเครื่อง มีรถเก๋งคันหนึ่งสีเงิน มีคนสองคนเดินลงมาจากรถแล้วก็เดินมาอย่างสุภาพ ขณะที่กำลังจัดของอยู่ เพลินๆก็ได้ยิน เสียงตึ๊กจากข้างหลัง ก็ตกใจรู้สึกตัวว่ามีคนพยายามเปิดประตูหลังของรถ แต่เพราะรถล๊อคพวกมันก็เดินกลับไปขึ้นรถเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คิดว่าเหลือเชื่อจริงๆ กลางวันแสกๆแท้ๆ ถ้าหากบังเอิญรถไม่ได้ล๊อค ไม่กล้าคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
อยากจะให้ทุกคนมีนิสัย ขึ้นรถต้องล๊อครถพวกผู้ร้ายมักจะลงมือจากเบาะหลัง เพราะจะควบคุมสถานการณ์ได้ง่าย

เหตุการณ์ที่ 2
หลังจาก จ่ายเงินค่าจอ ดรถเลี้ยวออกจากโรงพยาบาล ก็จอดติดไฟแดง
ขณะนั้น ( ยังไม่ ถึง 3 นาที ระบบล๊อคอัตโนมัติคงยังไม่ทำ งาน )
ชายหนุ่ม สองคนก็เข้ามานั่งที่เบาะหลังของรถ โชคดีที่พ่อแม่ของผมไหวตัวเร็วมาก รีบถอดเข็มขัดนิรภัย ดับเครื่อง ดึงกุญแจออกแล้วออกมายืนนอกรถโดยเร็ว คนทั้งสองคนนั้นก็ยังนั่งอยู่ในรถหน้าตาเฉย จนกระทั่งคุณแม่ของผมตะโกนใส่พวกเขาว่า พวกเรายังมีเพื่อนฝูงอยู่ในโรงพยาบาลอีกเยอะ
จะให้ เรียกพวกเขาลงมาคุยกับพวกแกไหม ?
พวกเขาจึงออกมาจากรถแล้วบอกว่าขอโทษขึ้นผิดคัน(นี่มันปล้นกันชัดๆ )
แล้วรถคันข้างหลัง ( มีคนอยู่ในรถสองคน ) ก็ขับมารับพวกเขาจากไป
น่ากลัวที่สุด

เหตุการณ์ที่ 3
ตอนจอดติดไฟแดง รถของผมอยู่ห่างจากทางแยกประมาณคันที่สามหรือสี่
สักครู่ หนึ่ง จู่ ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดอยู่ท้ายรถผม
บนรถมีชายหนุ่มอายุ ประมาณ 20 กว่า สองคน
แล้วที่น่าสงสัยก็คือ พวกเขาพยายามมองเข้ามาในรถของผม
ผมจึงจ้องพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง พอไฟเขียวก็ออกรถพร้อมมัน
ผมบังเอิญได้ยินหนึ่งในนั้นพูดขึ้นว่า "รถมันล๊อคหมด" แล้วก็ขับเลยไป

ขอให้ช่วยกัน Forward มากๆ ทั้งชายทั้งหญิงนะครับ ตำรวจเคยบอกว่ามักจะพบผู้หญิงถูกลอกคราบ ข่มขืน และถ่ายรูปแบล็คเมลล์ ตบทรัพย์มากราย ส่วนมากถูกยาสลบ
ส่งแค่คนสองคนก็ได้บุญมากแล้วครับ

Cr : Ammy Chanicha

ด้วยความปรารถนาดีจาก ยาง NITTO รับประกันคุณภาพจากการผลิตตลอดอายุการใช้งาน ดูแลคุณตลอดเส้นทาง

10ประการที่ญี่ปุ่นก้าวหน้าระดับโลก




1. ญี่ปุ่นสอนตั้งแต่ชั้น ประถม ๑ ถึง ประถม ๖ วิชาหนึ่ง ชื่อว่า “ทางสู่จริยธรรม” เพื่อเผชิญชีวิตในอนาคต

2.ไม่มีการสอบตก ตั้งแต่ ประถม ๑ ถึง มัธยมต้น เนื่องจาก จุดประสงค์ คือ การอบรม ปลูกฝังแนวคิด และ เสริมสร้างบุคลิกภาพ ไม่เพียงแต่ให้ความรู้และคำสั่ง

3. ถึงแม้เป็นประเทศที่รํ่ารวยที่สุดในโลก แต่พวกเขาไม่มีคนใช้ พ่อและแม่รับผิดชอบภายในบ้านและลูก ๆ.

4. เด็ก ๆ ทำความสะอาด ที่โรงเรียนทุกวัน ๑๕ นาที พร้อม ๆกับคุณครู , ซึ่งทำให้เกิดความเรียบง่ายและมีนิสัยรักความสะอาด

5. เด็กญี่ปุ่น จะนำแปรงสีฟันที่ถูกฆ่าเชื้อแล้ว จะแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร จึงทำให้ติดนิสัยรักสุขภาพตั้งแต่เยาว์วัย

6. ผู้อำนวยการโรงเรียนจะกินอาหารของนักเรียนก่อน เป็นเวลา ครึ่งชั่วโมง เพื่อความแน่ใจและความปลอดภัยของนักเรียน พวกเขาตระหนักอยู่เสมอว่า เด็กๆ เป็นอนาคตของญี่ปุ่นที่พวกเขาต้องปกป้อง

7. พนักงานทำความสะอาด พวกเขาเรียกกันว่า “นายช่างสุขภาพ” เงินเดือน ๕๐๐๐ ถึง ๘๐๐๐ ดอลล่าร์อเมริกา ตามระดับของการทดสอบและสัมภาษณ์

8. ห้ามใช้โทรศัพท์บนรถไฟ ภัตตาคาร สถานที่ปกปิด ที่ต้องการความเงียบ เป็นมาตรฐานที่ปฏิบัติใช้กันเคร่งครัดในบริการสาธารณะว่าห้ามใช้เสียง ...ที่ทุกคนต้องรู้จัก 'มารยาท'

9. ถ้าคุณไปร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ จะสังเกตว่าทุกคนเอาอาหารที่จำเป็นเท่านั้น จะไม่พบอาหารเหลือในจานเลย

10. โดยเฉลี่ยแล้ว ภายในเวลา ๑ ปี รถไฟจะช้ากว่ากำหนด ๗ วินาทีเท่านั้น _ ชาวญี่ปุ่นรู้ถึงคุณค่าของเวลา เคร่งครัด ตรงต่อเวลาวินาที และนาที

เพิ่งรู้ รู้เเล้ว รู้ทัน



Ton Unruan

เพิ่งรู้ รู้เเล้ว รู้ทัน

เพิ่งรู้ ว่าก่อหนี้ ห้าสิบปี ดีเป็นบ้า
เพิ่งรู้ รถไฟฟ้า กู้เงินมา ทำได้ใกล้
เพิ่งรู้ เพราะเพื่อนบ้าน ยังไม่พร้อม เลยไม่ไกล
เพิ่งรู้ พูดโชว์ป้าย คือผู้ร้าย หัวขโมย

รู้เเล้ว ข้อมูลอ่อน ดีเเต่อ้อน อ่านเเต่โพย
รู้เเล้ว ดีเเต่โบ้ย ดอกเตอร์เหลิม เหิมตอบเเทน
รู้เเล้ว ไม่ต้องกู้ งบเมืองไทย ไม่ขาดเเคลน
รู้เเล้ว คนต่างเเดน บอกไม่กู้ ขี้ตู่นัก

รู้ทัน ตอบไม่ได้ จึงมั่วไป อ้างเรื่องผัก
รู้ทัน ดื้อรั้นนัก เพราะพวกพรรค อยากได้งาน
รู้ทัน ต้องเเก้ไข เราต้องไป พึ่งพาศาล
รู้ทัน งบประมาณ จึงต้องค้าน อย่างสุดตัว

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

99% of failures come from people who have the habit

“ร้อยละ 99 ของการล้มเหลวมาจากบุคคลที่มีอุปนิสัยที่หาข้ออ้างเสมอ”
“99% of failures come from people who have the habit of making excuses.”
George Washingtor Carver

มานี่สิลูก แม่มีอ่ะไรจะสอน (^-^)


มานี่สิลูก แม่มีอ่ะไรจะสอน (^-^)

แม่คงสอนให้ลูกฉลาดไม่ได้
ลูกต้องเรียนรู้และฉลาดด้วยไหวพริบและกึ๋นของลูกเอง
แม่คงสอนให้ลูกเรียนเก่งไม่ได้
ลูกต้องอยากรู้อยากเข้าใจในบทเรียนด้วยตัวของลูกเอง
แม่คงสอนให้ลูกเกรดสี่ทุกวิชาไม่ได้
เพราะแม่เองก็ไม่เคยได้เกรดสี่สักวิชา แฮ่ๆ

แม่อยากให้ลูกคิด และมองโลกในแง่ดี
อย่าคิดว่าใต้ฟ้านี้มีแต่เรื่องทำไม่ได้ เป็นไม่ได้
หัดคิดให้เป็นบวกไว้แหละดี

แม่อยากให้ลูกหัดฝัน
เมื่อไรลูกฝันเป็น ไม่ว่าจะเป็นใฝ่ฝัน หรือความฝัน
ลูกจะรู้ว่าโลกนี้มันน่าอยู่เพียงไหน

แม่อยากให้ลูกพูดแต่เรื่องดี พูดแต่เรื่องสวยงาม
จงเป็นคนสุดท้ายที่ให้ร้ายคนอื่น
และจงเป็นคนแรกที่ให้กำลังใจ และชื่นชม

แม่อยากให้ลูกทำเรื่องแปลกๆ
ลูกไม่จำเป็นต้องเดินตามชีวิตประจำวันของใคร
อย่าเก็บความคิดแปลก เพียงเพราะเห็นว่ามันไม่เหมือนใคร

แม่อยากสอนให้ลูกกล้าแดด กล้าฝน
เพราะภายใต้ไออุ่นของดวงอาทิตย์ลูกจะได้รับวิตามินดี
และภายใต้ฟ้าที่มีฝน มันจะทำให้ลูกร้องไห้โดยไม่มีใครเห็นน้ำตา

แม่อยากสอนให้ลูกออกกำลังกายทุกวัน
อย่างน้อยคนเราก็ต้องเคลื่อนไหวทะมัดทะแมง
ลูกได้ออกแรงเสียบ้าง ลูกจะแข็งแกร่งไม่อ่อนแอ

แม่อยากให้ลูกยิ้ม และอยู่กับโลกด้วยความรัก
ยิ้มอาจจะไม่ชนะทุกสิ่ง ยิ้มมากๆอาจจะดูเหมือนคนบ้า
แต่มันก็ดีกว่าหน้าบึ้งหน้างอเป็นไหนๆ

แม่อยากสอนให้ลูกรู้จักอดทน
ลูกต้องเรียนรู้ว่าลูกไม่มีทางได้ทุกๆอย่างที่ลูกหวังไว้
อดทนและอย่าได้เสียกำลังใจ
อย่าท้อและขอให้เริ่มใหม่อย่างมีพลัง

แม่อยากสอนให้ลูกเข่ยงขาขึ้นให้สูง
ไม่มีอะไรที่สูงไปกว่าสองมือเราจะเอื้อมคว้า
เพียงแค่ว่าเรายืนยันที่จะไม่ยืนอยู่กับที่

แม่อยากสอนให้เจ้ามีความสุข
แต่อย่าลืมทุกข์ด้วยล่ะลูก
คนที่ไม่เคยมีความทุกข์ เขาสุขจริงๆไม่เป็นหรอก เจ้าเอย

ไอคิวมันติดมาแต่บนฟ้าลูกจ๋า
ไม่ฉลาดก็มีความสุขได้ไม่ต้องห่วง
อย่าน้อยใจถ้าตามใครเขาไม่ทัน
อย่าเสียขวัญถ้าเราช้ากว่าใครๆ

อีคิวมันต้องหาเองบนโลกนี้ลูกเอ๋ย
ไม่ฉลาดก็น่ารักและมีความสุขได้
อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุง
ลูกมีกำลังใจเป็นถุงจากแม่ ไม่ต้องกลัว

ฉันได้เรียนรู้"


ฉันได้เรียนรู้"
ฉันได้เรียนรู้…. ทำไมหน่ะหร๋อ...
ฉันก็ไม่รู้หรอกนะแต่ฉันรู้อยู่แค่อย่างเดียวว่า การที่เรา คบ การที่เรารัก คนหลายๆคนไปเรื่อยๆ ไม่ใช่สิ่งผิด นี้หน่า มันกลับทำให้ฉันได้เรียนรู้ด้วยซ้ำ เรียนรู้เกี่ยวกับความรัก...
ฉันได้เรียนรู้ว่า : รักแรกก็เหมือนฟันน้ำนมที่วันหนึ่งต้องหลุดไปเพื่อรอฟันแท้เข้ามาแทนที่ ฉันได้เรียนรู้ว่า : รักเราไม่เก่าเลย
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่รักกันจะเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้ นอกจาก...คนที่รักกัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : บางครั้งคนที่รักกัน ก็รักกัน จนโกรธกันไม่ลง
ฉันได้เรียนรู้ว่า : สำหรับคนที่เข้าใจชีวิต...คนที่รักกันก็ทะเลาะกันได้ “แต่สุดท้ายก็ดีกัน”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : การที่คนที่รักกันทะเลาะกัน ไม่ได้แปลว่าพวกเค้าไม่มีความสุข
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่รักกัน ยังไงก็รักกัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คำว่า “แฟน” กับคำว่า “รักแท้” คนละคำกันแต่บางครั้งก็เป็นคำเดียวกัน ถ้าคุณเจอรักแท้กับแฟนของคุณ
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนรักกันไม่จำเป็นต้องคุยกันตลอดเวลา
ฉันได้เรียนรู้ว่า : “ใครๆก็ผิดพลาดได้ในอดีต รวมทั้งคนรักของเรา”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : อย่าเสียดายเวลากับรักไม่แท้ถือเสียว่าเวลาเหล่านั้น เป็นประสบการณ์ชีวิตให้เราค้นพบตัวเองมากขึ้น
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรักยืนยงต่อไปได้ไม่จบสิ้น ถ้ามีคำว่า "เห็นอกเห็นใจ” กัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่พูดว่า “ไม่มีใครรักคุณมากกว่าผม” สักวันเค้าอาจทิ้งคุณไป
ฉันได้เรียนรู้ว่า : วิธีตัดสินว่าผู้ชายผู้ชายคนไหนดีที่สุดเห็นจะต้องพึ่งสิ่งเดียว "เวลา”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ไม่จริงที่ผู้ชายน้อยใจไม่เป็น และผู้หญิงขี้น้อยใจกว่าผู้ชายเสมอ
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่อยู่ด้วยกันแต่ไม่มีใจให้กันท้ายที่สุดก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : อย่าใช้เหตุผลกับคนรัก แต่ใช้ความเห็นใจกับคนรัก
ฉันได้เรียนรู้ว่า : บางครั้งอารมณ์ที่หงุดหงิดก็หายไปหมดแค่ได้คุยกับคนที่เรารัก ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรักทำให้โลกสดใส จริงจริง
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ผู้ชายต่อสู้เพื่อให้ได้คนที่ตัวเองรักและต้องการ
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถึงคนคนนึงจะดีเท่าไหร่ตรงสเป็กตามที่เราต้องการเท่าไหร่แต่ยังไงก็ไม่ใช่คนที่เรารัก...ก็เป็นได้แค่ คนที่เราได้เจอ แต่ยังไงก็ไม่ใช่คนที่เรารัก
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ฉันได้รู้ว่าอย่าลองใจคนรักด้วยการพูดถึงแฟนเก่า ใช่...คุณได้รู้ว่า เค้ารักเรา แต่...เค้าเจ็บ
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนรักถึงเกิดมาเพื่อรักเราแต่บางครั้งก็ไม่ได้เป็น "คนรักสำเร็จรูป” เพราะฉะนั้นบางครั้งไม่อาจได้ดั่งใจเรา ต้องอาศัยการพูดและการปรับตัวเพื่อแก้ไขกัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : เรามีวิธีบอกคนที่เรารักว่า บางครั้งบางเรื่องยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถ้าเรายังเด็กจะคิดว่าฟันน้ำนม นั้นคือฟันตลอดไปของเรา แต่เมื่อโตขึ้นจะรู้ว่าไม่ใช่ แต่ ณ เวลานั้นเรามักคิดว่า...ใช่
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ผู้หญิงหลายคนเจอประสบการณ์ตรงกัน ผู้ชายที่จีบเราอยู่ดีดีก็หายไปเฉยๆเลย...งง...เค้าเป็นกันหลายคนนะ
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ผู้ชายหลายคนเมื่อ “ต้องการ” จะพูดว่า “รัก”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ไม่มีใครอกหักแล้วไม่เจ็บ เหมือนถอนฟัน แต่วันหนึ่งก็หายแต่หายแล้วจะเป็นยังไงต่อ ค่อยว่ากัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : มนุษย์เราต้องการความอบอุ่นและครอบครัว หลายคนเมื่อขาดตรงนี้พยายามหาสิ่งอื่นมาชดเชย แต่จะพบว่ามันชดเชยกันไม่ได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถ่านไฟเก่าจะเกิดได้กับคนที่เลิกกันเพราะไม่เข้าใจกันแต่ยังรักกัน แต่สำหรับคนที่เค้าเลิกกัน เพราะไม่รักกัน...”ถ่านไฟดับ”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ...ดีแล้วที่เราได้เลิกกับคนที่เราไม่แน่ใจมาตลอด เมื่อแผลหาย เราจะรู้ว่า เราทำถูกที่สุด
ฉันได้เรียนรู้ว่า :ความรักเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิตได้จริงจริง
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรัก...มันมีอยู่จริง
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรักเหมือนความสวย ซึ่งพระเจ้าไม่ได้ประทานมาให้คนทุกคน
ฉันได้เรียนรู้ว่า : สุดท้าย...รักก็คือรัก...ไม่รักก็คือไม่รัก
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถ้ายังไม่รู้ว่าคุณต้องการใคร มิวิธีพิสูจน์ "เวลา”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่ไม่พูดว่า “หึง” ไม่ได้แปลว่า “ไม่หึง”
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ผู้ชายบางคนไปจีบผู้หญิงอื่นเพียงเพื่อประชดแฟนตัวเอง ไม่ใช่เพราะชอบจริงๆ
ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถ้ารักกันต้องคุยกันการคุยกันอย่างเปิดเผย ทำให้ไม่พะวงกัน นั้นแหละดีที่สุด
ฉันได้เรียนรู้ว่า : บทสรุปของความรักไม่ใช่การแต่งงาน นั้นเป็นตอนจบของละครเรื่องนึง แต่บทสรุปของความรักคือ "การที่เราสองคนได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เติมเต็มกันและกัน

ที่มา พระธนวรรธน์ แซ่เจน