Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556
การมีสติประคองจิตให้เป็นปกติและสงบ
การมีสติประคองจิตให้เป็นปกติและสงบนั้น
ไม่จำเป็นว่าต้องหลีกเร้นไปอยู่ที่เงียบๆ
ห่างไกลผู้คน หรือไกลจากงานการ
ถ้ารู้จักใช้สติประคองใจ แม้อยู่ในที่อึกทึก
พบปะผู้คนมากมาย หรือทำงานการ
จิตใจก็ยังสงบอยู่ได้
เพราะสติช่วยให้เรารู้จักปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบ
ทันทีที่รู้ว่าโกรธ หงุดหงิด ฉุนเฉียว
ก็ละวางจากอารมณ์เหล่านั้น
ทันทีที่รู้ว่าใจกำลังกังวลอยู่กับการนัดหมายข้างหน้า
หรือหมกมุ่นกับความผิดพลาดในอดีต
สติก็ดึงจิตกลับมาสู่การงานที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน
พระไพศาล วิสาโล
ชีวิตคนเรา เติบโตขึ้นมาดำรงชีวิตอยู่ได้
ชีวิตคนเรา เติบโตขึ้นมาดำรงชีวิตอยู่ได้
ด้วยความเมตตากรุณาจากผู้อื่นมาตั้งแต่เบื้องต้น
คือ เมตตา กรุณา จากบิดา มารดา
ครูบาอาจารย์ ญาติสนิท มิตรสหาย
ถ้าไม่ได้รับความเมตตา ก็อาจจะสิ้นชีวิตไปแล้ว เพราะถูกทิ้ง
เมื่อเราเติบโตมาจากความเมตตากรุณา
ก็ควรมีความเมตตากรุณาต่อชีวิตอื่นต่อไป
วิธีปลูกความเมตตากรุณา คือ
ต้องตั้งใจปรารถนาให้เขาเป็นสุข
ตั้งใจปรารถนาให้เขาปราศจากทุกข์
โดยเริ่มจากเมตตาตัวเองก่อน
แล้วคิดไปถึงคนใกล้ชิด คนที่เรารัก
จะทำให้เกิดความเมตตาได้ง่าย
แล้วค่อยๆ คิดไปให้ความเมตตาต่อคนที่ห่างออกไปโดยลำดับ
๑๐๐ ปีสมเด็จพระสังฆราช
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกจะทรง
เจริญพระชันษา ๑๐๐ ปี ในเดือน ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖
ขอเพียงมีเธออยู ่ฟังฉัน......ฉันก็พอใจแล้ว
เรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง
ซึ่งเมื่อเติบโตขึ้นต้องมีภารกิจเดินทาง และตั้งถิ่นฐานอยู่ไกลจากพ่อแม่
แต่ก็มักติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กับแม่อยู่เสมอ...
แม่มักจะบอกเขาว่า “ไม่ต้องห่วงแม่” ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ
เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง...
ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่า แม่เริ่มคิดถึงเขามาก
จนกระทั่งปีนึง ที่แม่มีอายุครบ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่
โดยตั้งใจว่าจะอยู่ด้วยสัก 1 เดือน ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว
พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ
แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูก
แม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม
แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ
รื้อเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่...
สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย...
พอลูกกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน
เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง
แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่น
ช่างไม่เหมือนแม่ คนก่อนหน้านี้เลย...
แม่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ
โดยที่หาทราบไม่ว่า ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว
และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด
บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ
ไม่สบายกายเลย...แม่หารู้ไม่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์
และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว
แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อแม่จริงๆ
สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก
แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10
กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า
ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม
“เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา
อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม
ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด
ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน
แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย
ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน
พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย...”
“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน
ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว
แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง... ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่
ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ
และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่
แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย –
โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ”
“ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ
แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก
แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก
ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้
ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า
อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ
ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย
แม่เป็นห่วงมาก
ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”
แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง
มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป
มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก
แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย
อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้
ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา
แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม
แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง
ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร
ขอผมดูหน่อยนะ”แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที
ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง”
ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004
เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกทีบทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก
ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นทันที ....
เมื่อฉันแก่ตัวลง.....ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน
มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง....ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า
ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ...ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง
ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด
อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย
ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ
ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆได้ไหม
ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้....เธอยอมอาบน้ำ
ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆโปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน….
จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม
“ทำไม ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม
ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว
ขอ....จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน
เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ
หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด
ที่จริงสำหรับฉันแล้ว.....กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก
ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน......ฉันก็พอใจแล้ว
ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง...ไม่ต้องเสียใจ...ขอให้เข้าใจฉัน....สนับสนุนฉัน
ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
ในตอนนั้น....ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
ตอนนี้....ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต……
โปรด....ให้ความรักและความอดทนต่อ....ฉัน
ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ....
ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน....มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้
ของฉันที่มีให้กับ..........เธอ
ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที.... เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ตอนนั้นแม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป
ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง
ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว
จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่า
หนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผมและเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น
ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว
หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ
“เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป
ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้
ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย...ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่าน
หรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ....
ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่า..
.แค่ได้รับรู้ว่า
เราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้....ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน...
โปรดยิ้มให้กว้างๆและยิ้มบ่อยๆ...แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้......
คาถา 6P เทคนิคในการทำงานดีๆ
คาถา 6P เทคนิคในการทำงานดีๆ
ใครที่คิดว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงานเท่าที่ควร หรือล้มเหลวเมื่อปีที่ผ่านมา อย่าเพิ่งท้อ ลองค้นหาจุดบกพร่องของตัวเองแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น พร้อมทั้งหาเทคนิควิธีการใหม่ๆมาปรับใช้ในการทำงาน
ซึ่งก็มีเทคนิคในการทำงานดีๆที่เรียกว่า คาถา 6 P มาฝาก
1. P-Positive Thinking
คือ การมีทัศนคติที่เป็นบวก มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ ไม่คิดในทางลบ เช่น หากเจอปัญหาในการทำงาน แทนที่จะนั่งกลุ้มใจคิดว่าคราวนี้ต้องแย่แน่ ก็ให้มองว่า นี่เป็นหนทางหนี่งที่จะฝึกฝนให้เราเก่งกล้ามากยิ่งขึ้น
2. P-Peaceful Mind
คือ การมีจิตใจที่สงบ เคยได้ยินคำพูดที่ว่า “จงใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” หรือเปล่า คำพูดนี้ใช้ได้ผลดีทีเดียว เวลาเกิดปัญหาขึ้น เราอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปกับปัญหานั้น การมีจิตใจที่สงบ มีสมาธิ จะทำให้เราเกิดปัญญาในการคิดหาวิธีแก้ปัญหา นอกจากนี้ ยังทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วย
3. P-Patient
คือ การมีความอดทน คาถาข้อนี้ก็สอดคล้องกับข้อที่แล้ว เพราะการที่เราจะมีจิตที่สงบได้ เราต้องรู้จักอดทนอดกลั้น ระงับอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีต่างๆ หากสิ่งใดๆ ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ เราก็ต้องอดทนรอคอยให้ถึงช่วงเวลาของเรา นอกจากนี้ยังต้องอดทน ต่อปัญหาและความยากลำบากในการทำงานด้วย
4. P-Punctual
คือ การเป็นคนตรงต่อเวลา มนุษย์เราได้ถูกปลูกฝังให้เป็นคนมีวินัย รู้จักตรงต่อเวลามาตั้ง แต่ยังเป็นเด็ก เช่น การไม่มาโรงเรียนสาย ส่งการบ้านให้ตรงเวลา
ในการทำงานก็เช่นกัน หากเรามาทำงานสาย เจ้านายคงไม่ชอบแน่ๆ แล้วยิ่งถ้าเราผิดนัดลูกค้า ผลเสียคงตามมาอีกเป็นกระบุง แม้แต่เวลายังรักษาไม่ได้
เจ้านายหรือลูกค้าคงไม่ไว้ใจให้เราทำงานใดๆแล้วละ
5. P-Polite
คือ การเป็นคนสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน การเป็นคนสุภาพนอบน้อมจะทำให้มีแต่คนรักใคร่ และอยากช่วยเหลือ ยิ่งถ้าเรามีตำแหน่งใหญ่โตด้วยแล้ว ยิ่งต้องมีความสุภาพอ่อนน้อมเพราะจะทำให้ผู้อื่นยิ่งเกรงใจเรามากขึ้น ตรงกันข้าม การทำตัวกระด้างกระเดื่อง หยาบคาย หยิ่งยโส ย่อมเป็นที่รังเกียจของสังคม และไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย
6. P-Professional
คือ ความเป็นมืออาชีพในการทำงาน การที่เรามีหน้าที่อะไร เราก็ควรทำตัวให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในหน้าที่นั้นๆ หมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ๆ และหมั่นฝึกปรือฝีมือในการทำงานอยู่เสมอ เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด การทำงานอย่างมืออาชีพ จะเป็นที่ชื่นชมและไว้วางใจของเจ้านาย รวมไปถึงลูกค้าที่ย่อมจะพอใจ และไว้วางใจ ให้เราดูแลงานของเขาต่อไป
คาถา 6 P ที่นำมาฝากนี้ อยากให้นำไปปฏิบัติให้เป็นนิสัย รับรองว่ามันจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างแน่นอน
แหล่งที่มา : oknation
วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556
10 กลวิธีปิ๊งไอเดียใหม่ๆ
10 กลวิธีปิ๊งไอเดียใหม่ๆ
1. ลองผูกเรื่องไม่เข้ากันให้เข้ากัน
ทดลองสร้างความสัมพันธ์ประหลาดๆ เช่น สะสมบทความที่ชอบ
สะสมกระป๋องเบียร์แปลกๆ ซีร็อกซ์ภาพถ่ายอารมณ์ต่างๆ ของมนุษย์
วันนึงคิดอะไรไม่ออกลองดึงสิ่งของสักสองอย่างมาหาความสัมพันธ์กัน
กับงานของเราที่กำลังคิดไม่ออก
2. บันทึก บันทึก และบันทึก
รีบจดบันทึกความคิดทันทีที่คิดได้ หรือเรื่องราวแปลกๆ ที่ได้ยินจากผู้อื่น
ด้วยสมุดโน้ต หรือกล้องดิจิตอลเล็กๆ ที่พกติดตัวตลอดเวลา
ทราบหรือไม่ตลอดชีวิตของลีโอนาร์โด ดาวินชี นักสร้างสรรค์คนดังของโลก
ได้ทำการจดเรื่องราวบันทึกไว้ทั้งหมด 15,000 หน้า
3. เดิน
คิดไม่ออก อย่าอยู่กับที่ ถ้าอยู่ที่แคบ ให้ออกไปที่โล่ง
ถ้าอยู่ที่เงียบให้ลองย้ายไปที่อึกทึก นี่คือการกระตุ้นจินตนาการชนิดหนึ่ง
4. ลองคาดเดา
อ่านหนังสือซักครึ่งเล่มแล้วลองเดาครึ่งเล่มที่เหลือ
ว่าเค้าจะดำเนินเรื่องต่อไปเป็นอย่างไร?
ทดลองฝึกจินตนาการแข่งกับผู้แต่งผู้สร้าง
ดูว่าความคิดของเรามีความเหมือนความต่างอะไรกันบ้าง?
5. ลองเปลี่ยนนิสัยจากความเคยชินเดิมๆ
ลองเปลี่ยนเส้นทางขับรถดูบ้าง ดูทีวี ฟังวิทยุโปรแกรมใหม่ๆ
ลองเสียเงินซื้อแมกกาซีนเล่มแปลกๆ เล่มที่ไม่เคยคิดจะซื้อมาก่อน
ความจำเจในไอเดีย มีสาเหตุมาจากการอยู่แต่ในมุมมองเดิมๆ
6. สนใจคำถามของเด็กๆ
ผู้คิดค้นกล้องโพลาลอยด์ได้ไอเดียจากคำถามของลูกว่า
“พ่อครับ” ถ่ายรูปแล้วทำไมเราไม่ได้รูปเลยล่ะครับ ?
ลองให้ความสนใจกับคำว่า “ทำไม” แล้วจะพบว่าความคิดไร้กรอบของเด็กๆ
คือ จุดกำเนิดของการ “ปิ๊ง” นั่นเอง
7. ลองเดินทางท่องเที่ยวไปในที่แปลกๆ
ที่แปลกใหม่ให้ประสบการณ์ที่ตื่นเต้นเสมอ มีเรื่องราวให้เล่าไม่รู้จบ
แนวคิดใหม่ที่เราไม่รู้จักภาพแปลกตา รสชาติอาหารที่ไม่คุ้นลิ้น
ทั้งหมดนี้ล้วนกระตุ้นต่อมจินตนาการแก่เราทั้งสิ้น
8. ขี้สังเกต + ขี้สงสัย
สังเกต คือ การมอง+คิดพิจารณา
นักการตลาดที่ประสบความสำเร็จมากๆ ล้วนมาจากการเฝ้าสังเกต
พฤติกรรมและความคิดของผู้บริโภค
การเฝ้าสังเกตต่างจากการมองทั่วไปตรงที่การมองทั่วไปจะมองไปเรื่อยๆ
จะไม่มีอาการหยุดตั้งคำถาม แต่หากเป็นการสังเกตเรามักจะเกิดข้อสงสัย
(ชาร์ล ดาร์วิน ค้นพบทฤษฎีจากการเฝ้าสังเกตถึง 5 ปี ที่ไปเกาะกาลาปากอส)
9. คิดแบบเด็กๆ
วัยเด็ก เป็นวัยที่มนุษย์มีทักษะการสร้างภาพดีที่สุดในช่วงชีวิต
นักสร้างสรรค์ที่โด่งดัง ไม่ว่าจะเป็นไอน์สไตน์ สปีลเบิร์ก
มักยังคงมีทักษะความเป็นเด็กนี้อยู่ในตัวเอง
น่าเสียดายที่คนเรามักถูกหลัก เหตุผล ตรรกะต่างๆ ทำลายไปตามวัยที่เติบโตขึ้น
10. ก็เป็นกลวิธีปิ๊งไอเดียใหม่ๆ ที่อยู่ในตัวคุณไง
6 เคล็ดลับความสำเร็จในการเป็นหัวหน้างาน
6 เคล็ดลับความสำเร็จในการเป็นหัวหน้างาน
by JobsDB
หัวหน้างานหรือผู้จัดการ จำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการบริหารจัดการ การเป็นผู้นำ การเรียนรู้ภายในองค์กร และสิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นหัวหน้างาน คือ การเป็นบุคคลที่ผู้อื่นอยากจะปฏิบัติตาม โดยทุก ๆ สิ่งที่คุณกระทำจะเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้คนมีความนับถือในตัวคุณ และต้องการทำตามคุณหรือไม่
โดยหัวหน้างานที่ประสบความสำเร็จ มักได้แก่คนที่มีคุณสมบัติดังนี้
1. มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน เมื่อพวกเขาแสดงความสามารถที่คุณพึงพอใจ จงบอกพวกเขา แสดงให้พวกเขาเห็นว่าคุณเอาใจใส่ เชื่อใจ และมองเห็นสิ่งที่ดีในตัวพวกเขา
2. สื่อสารกับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นประจำในทุก ๆ ช่องทาง ทั้งแบบตัวต่อตัว ผ่านเอกสาร และการเขียนอีเมล รวมถึงการฟัง และให้คำแนะนำติชมพวกเขาในการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นด้วย
3. สร้างทีมให้สามารถทำงานร่วมมือกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้สมาชิกในทีมมีพัฒนาการในการทำงาน ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และได้ผลิตผลที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น
4. รู้จักวิธีในการสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นผู้ใต้บังคับบัญชาให้พวกเขามีแรงจูงใจในการอุทิศตนให้กับการทำงาน เพื่อเป้าหมายคือความสำเร็จขององค์กร
5. เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกน้อง และสร้างทัศนคติให้ลูกน้องตระหนักถึงความสำคัญในการทำตามแบบอย่างของคุณ
6. ส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณมีการพัฒนาทักษะและความสามารถผ่านการเรียนรู้จากการทำงานในทุก ๆ วัน
ตามที่ได้กล่าวมานี้ ความสำเร็จของหัวหน้างานนั้นอยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการผู้ใต้บังคับบัญชา หัวหน้างานที่ดีจะต้องเป็นที่รักและนับถือของลูกน้อง เอาใจใส่พวกเขา สื่อสารกับพวกเขาให้มาก ฟัง และให้คำชี้แนะที่เป็นประโยชน์ ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ที่น่าปฏิบัติตาม รวมไปถึงการส่งเสริมให้พวกเขามีทัศนคติที่ดีในการทุ่มเททำงาน เพื่อที่พวกเขาจะพัฒนา และเติบโตก้าวหน้าต่อไป
Toyota Talent : Developing Toyota Way
• หนังสือชื่อ “Toyota Talent : Developing Toyota Way” แต่งโดย Jeferey K. Liker และ David P. Meier สำนักพิมพ์ McGraw - Hill., USA ปี 2007
เนื้อหาโดยย่อ
ความสำเร็จของโตโยต้านั้นขึ้นอยู่กับการบริหารบุคลากรในองค์การ ซึ่งบริษัทได้ใส่ใจกับการคัดเลือกคน การพัฒนาบุคลากรและการสร้างขีดความสามารถให้กับพนักงานทุก ๆ ทีมใน Shop Floor จนกระทั่งถึงพนักงานระดับบริหาร ทั้งนี้โตโยต้าได้แสดงให้เห็นว่า “บริหัทไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การผลิตรถยนต์เพียงอย่างเดียว บริษัทมุ่งเน้นการสร้างคนในองค์การด้วยเช่นกัน” และการพัฒนาพนักงานที่มีผลงานดีนั้นเป็นเรื่องหนึ่งที่บริษัทต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
มีคำถามข้อหนึ่งที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้ก็คือ คนเก่งควรจะเก่งมาตั้งแต่เกิดหรือควรจะมีการสร้างและพัฒนาขึ้นมา คำตอบก็คือ คนเก่งจะถูกเปรียบกับเมล็ดพันธ์ หากต้องการให้เมล็ดพันธ์เจริญงอกงาม ก็ต้องมีการรดน้ำ พรวนดิน ดูแลเอาใจใส่ เช่นเดียวกันกับคนเก่งในองค์การที่จะต้องคัดสรรและพัฒนาบุคคลเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งโตโยต้าให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการพัฒนา โดยกำหนดหลักการหรือปรัชญาการพัฒนาบุคลากรในบริษัทไว้ทั้งหมด 6 ข้อ จากหลักการบริหารงานของโตโยต้าทั้งหมด 14 ข้อ ซึ่งหลักการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนในองค์การนั้น ประกอบไปด้วย
หลักการที่ 1 : บริษัทมองว่าการลงทุนที่บุคลากรนั้นเป็นการลงทุนในระยะยาว ที่ผู้บริหารจะต้องเอาใจใส่เพื่อให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการทำงานเป็นทีม
หลักการที่ 6 : กระบวนการที่ถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นมาตรฐานเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกำหนดแนวทางการฝึกอบรมในงาน (Job Instruction Training) ให้กับพนักงาน
หลักการที่ 9 : บริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาหัวหน้างานที่ต้องเข้าใจถึงรูปแบบการทำงาน และหลักปรัชญาการทำงานร่วมกัน มีการสอนงานซึ่งกันและกัน
หลักการที่ 10: มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคนเก่งและการสร้างทีม ทั้งนี้ทีมงานจะเกิดขึ้นจากการมีบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมที่ดี และพนักงานแต่ละคนมีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองภายในทีม
หลักการที่ 11: เคารพกลุ่มคู่ค้าโดยการให้ความช่วยเหลือและปรับปรุงการทำงานและบุคลากรของกลุ่มคู่ค้า เนื่องจากกลุ่มคู่ค้าเหล่านั้นย่อมต้องการบุคคลที่เก่งเข้าร่วมทีมงาน
หลักการที่ 14: ทำให้องค์การกลายเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ เน้นการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น
บริษัทโตโยต้าได้มุ่งเน้นการจัดวางระบบหรือวงจรการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องที่เน้นการพัฒนาขีดความสามารถให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการจัดระบบการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับความต้องการของ Global ทั้งนี้การจัดฝึกอบรมของบริษัทจะอยู่บนพื้นฐานของ Job Instruction Method ซึ่งถือได้ว่าเป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญของ Toyota’s Human System โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารขององค์การ
ดังนั้นบริษัทจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการพัฒนาบุคลากร ซึ่งบริษัทได้นำโปรแกรมการฝึกอบรมและพัฒนามาจากสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า Training within Industry (TWI) โปรแกรมดังกล่าวนี้ประกอบไปด้วย 4 โมดุลหลักที่สำคัญ ได้แก่
Job Instruction – หมายถึง การ break งานแต่ละชิ้นไปสู่รายละเอียดหรือกิจกรรมย่อย เพื่อจะได้สอนพนักงานให้เข้าใจถึงขั้นตอนการทำงานในแต่ละขั้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อการปรับปรุงกระบวนการทำงานในแต่ละขั้นตอน การปรับปรุงความปลอดภัย และคุณภาพของงานผ่านความเข้าใจถึงกิจกรรมหลักของงานแต่ละชิ้น
Job Methods – หมายถึง วิธีการทำงานที่เป็นเครื่องมือช่วยให้หัวหน้างานสามารถวิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานที่รับผิดชอบ มีการประเมินกิจกรรมหรือขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น โดยมีการกำหนดคู่มือหรือแนวทางของขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนเพื่อทำให้หัวหน้างานและพนักงานเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน
Job Relations – หมายถึง วิธีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเน้นไปที่การให้ข้อมูลป้อนกลับบนพื้นฐานของผลการปฏิบัติงาน การสื่อสารถึงเหตุการณ์และสิ่งที่อยากจะให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเปลี่ยนแปลง วัตถุประสงค์ของโมดุลนี้ก็เพื่อให้หัวหน้างานเกิดทักษะการบริหารจัดการผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีในการทำงาน
Program Development – หมายถึง โปรแกรมที่เน้นให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจถึงวิธีการกำหนดความจำเป็นในการอบรม การพัฒนาแผนการอบรม การนำแผนดังกล่าวที่กำหนดขึ้นไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงการตรวจสอบประสิทธิผลที่เกิดขึ้นจากการนำแผนการอบรมไปประยุกต์ใช้ในองค์การ
พบว่ากระบวนการพัฒนาคนเก่งและคนดีของโตโยต้านั้นจะเริ่มต้นจาก กระบวนการที่ 1 การเตรียมองค์การ (Prepare the Organization) - เป็นการกำหนดความจำเป็นขององค์การ และวัตถุประสงค์ในการพัฒนา ด้วยการประเมินสถานะทางธุรกิจขององค์การในปัจจุบัน จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและพนักงาน การสังเกต การสำรวจความต้องคิดเห็นของพนักงานและของลูกค้า หลังจากที่มีการประเมินความจำเป็นขององค์การแล้ว ขั้นตอนถัดมาก็คือ การหา Trainer ในองค์การ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นหน่วยงานสังกัดฝ่ายบุคคลเท่านั้น ทั้งนี้ Trainer ที่ดีจะต้องมีคุณลักษณะพิเศษที่สำคัญ ได้แก่ 1) ความเต็มใจที่จะเรียนรู้ 2) ความยืดหยุ่นและการปรับตัว 3) ความใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่น 4) ความอดทน 5) ความมุ่งมั่น 6) ความรับผิดชอบ 7) ความมั่นใจในตนเอง และ 8) การตั้งข้อสงสัย หรือคำถาม และนอกจากคุณลักษณะพิเศษแล้ว Trainer ที่ดีจะต้องมีทักษะในหน้าที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งประกอบด้วย 1) ความสามารถในการสังเกตและการวิเคราะห์ 2) ทักษะการสื่อสาร 3) ความละเอียดรอบคอบ 4) ความรอบรู้ในงานที่รับผิดชอบ 5) ความเคารพในพนักงาน
กระบวนการที่ 2 ก็คือ การกำหนดความรู้ที่จำเป็น (Identify Critical Knowledge) – บริษัทต้องกำหนดความชำนาญในการทำงานก่อน โดยพิจารณาจากความหลากหลายในงาน และการวิเคราะห์ลักษณะงาน ซึ่งในแต่ละขั้นตอนการทำงานจะต้องมีการกำหนดมาตรฐานการทำงาน (Standardized work) เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพัฒนาขีดความสามารถของพนักงานให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะความสามารถของ The best talent ที่ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์การในระยะยาว ซึ่ง Standardized work คือกระบวนการที่ถูกนำมาใช้โดยโตโยต้าเพื่อพัฒนาวิธีการทำงาน (Job Method) ที่บรรยายถึงขั้นตอนการทำงานทั้งหมดที่กำหนดขึ้นเพื่อสร้างผลผลิตที่เฉพาะเจาะจงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือที่ใช้ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมวิธีการทำงาน (Job instruction training) และเป็นเครื่องมือในการพัฒนาขีดความสามารถของ Talented people ในองค์การ ทำให้คนในองค์การเกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดทักษะและความสามารถในการคิด รวมถึงการแก้ไขปัญหาในการทำงานที่เกิดขึ้น
พบว่ามีคำอยู่ 3 คำที่น่าสนใจและมักจะถูกถามขึ้นมาว่าระหว่างมาตรฐานการทำงาน (Standardized
work) การฝึกอบรม (Training) และวิธีการทำงาน (Job instruction) มีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไรบ้าง จะเห็นได้ว่า Job instruction methods นั้นเป็นการกำหนดส่วนประกอบของงานย่อย ๆ และจุดสำคัญของแต่ละงานเพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมายประสบความสำเร็จ ซึ่งองค์ประกอบของงานและจุดสำคัญนั้นจะถูกกำหนดขึ้นเป็น Standardized work ในการทำงาน ทั้งนี้มาตรฐานงานและวิธีการทำงานจะถูกถ่ายทอดไปยังพนักงานด้วยแนวทางการฝึกอบรมให้กับพนักงานในองค์การ ดังนั้นการทำ Standardized work จึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับงาน และหากเป็นงาน Routine การจัดทำมาตรฐานงานนั้นสามารถทำได้โดยการวิเคราะห์งานหลัก (Core task) และวิเคราะห์ถึงวงจรของงานหลักนั้น ๆ ว่ามีวงจรหรือกระบวนการอย่างไรบ้าง เพราะกระบวนการทำงานที่ถูกวิเคราะห์จุดสำคัญแต่ละจุดจะถูกใช้เป็นมาตรฐานในการฝึกฝนและปรับปรุงขีดความสามารถของพนักงานดาวเด่น ซึ่งจุดสำคัญหรือ Key Point ถือได้ว่าเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของการทำงานเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ลักษณะของ Key Point นั้นจะต้องเน้น How to do มากกว่า Don’t do ดังนั้นการกำหนดงานหลัก ขั้นตอนของแต่ละงานหลัก รวมถึงจุดสำคัญนั้นจะถูกรวบรวมไว้ในเอกสารที่เรียกว่า Job breakdown sheet ซึ่ง Job breakdown sheet เป็นขั้นตอนสำคัญในวิธีการทำงาน (Job instruction) ที่ระบุถึงงานอะไรที่ต้องทำ งานนั้นทำอย่างไร และทำไมถึงต้องทำขั้นตอนงานนั้น โดยในแต่ขั้นตอนงานจะกำหนดจุดสำคัญไว้ด้วย ซึ่ง Job breakdown sheet นั้นจะมีไว้เพื่อหัวหน้างานที่ต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานให้ตรงตามมาตรฐานงานของผู้ใต้บังคับบัญชา
กระบวนการที่ 3 ก็คือ การถ่ายโยงความรู้ไปสู่ผู้อื่น (Transfer Knowledge to Others) – เป็นขั้นตอนของการจัดทำแผนพัฒนาพนักงานดาวเด่นเพื่อสร้างโอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รวมไปถึงทำให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของตนเองและของทีมงานด้วยเช่นกัน ซึ่งโตโยต้าได้มีการจัดทำ Training Within Industry (TWI) เป็นแผนงานที่แสดงถึงระดับของทักษะที่ต้องการเพื่อสนับสนุนต่องานที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ต้องมีการประเมินเปรียบเทียบระดับที่คาดหวัง (Desired Level)กับระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (Current Level) เพื่อหาช่องว่างความสามารถ ซึ่งเทคนิคการฝึกอบรมจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการลดช่องว่างที่เกิดขึ้น ในหนังสือเล่มนี้ได้ให้แนวทางสำหรับผู้บริหารและนักฝึกอบรมทั้งหลายต้องเตรียมตัวทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการฝึกอบรมได้แก่
ก่อนการอบรม - การเข้าไปพบผู้เรียนเป็นรายบุคคลเพื่อสอบถามถึงประสบการณ์การทำงานและความจำเป็นในการพัฒนา การกำหนดแผนการพัฒนาและชี้แจงกับพนักงานถึงเป้าหมายและความสำคัญของการพัฒนากับพนักงานที่ต้องเข้าอบรม การจัดเตรียมงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สอน การกำหนดเวลาให้เพียงพอกับการอบรม การเตรียม Job breakdown และจุดสำคัญของแต่ละงานเพื่อใช้เป็นตัวอย่างประกอบการอธิบาย
ระหว่างการฝึกอบรม - ผู้สอนจะต้องกระตือรือร้นในการสอน และพยายามเชื่อมโยงการสอนไปยังความพึงพอใจของลูกค้า โดยการอธิบายถึงวิธีการเข้าถึงสินค้าหรือบริการของลูกค้า ผู้สอนจะต้องอดทน และสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความสามารถในการทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดขึ้นในการสอนแต่ละเรื่อง รวมถึงผู้สอนจะต้องมั่นใจถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในการสอนว่าผู้เรียนต้องสามารถปฏิบัติตามได้
หลังการอบรม - หลังการสอนเสร็จแล้ว ผู้สอนต้องมั่นใจว่าผู้เรียนพร้อมที่จะทำงานที่สอนได้ และการให้ข้อมูลป้อนกลับในทางสร้างสรรค์แก่ผู้เรียนเกี่ยวกับผลการฝึก รวมถึงการชี้แจงถึงแนวทางการพัฒนาต่อไปในอนาคต
จะเห็นได้ว่าโตโยต้าให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนที่จะสอนจริง ทั้งนี้ก่อนการสอนจริงผู้สอนจะต้องจัดเตรียมการสอนก่อนเสมอ ประเด็นที่ผู้สอนจะต้องพิจารณาก็คือ เวลาในการสอนและการติดต่อผู้เรียนหลังการสอนเสร็จ รวมถึงการจัดเตรียมเนื้อหางานที่ต้องสอน นอกจากนี้ขั้นตอนการกำหนดจุดสำคัญเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญและมักจะถูกนำมาใช้มากในช่วงระหว่างการฝึกอบรม และในการอบรมแต่ละครั้งผู้สอนจะต้องสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน มีการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้เรียนอย่างต่อเนื่องในระหว่างการสอน
กระบวนการที่ 4 ก็คือ การตรวจสอบการเรียนรู้และความสำเร็จ (Verify Learning and Success) – “ถ้าผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้ แสดงว่าผู้สอนไม่ได้ทำการสอน” เป็นคติประจำของขั้นตอนการทำงานของโตโยต้า ซึ่งโตโยต้าเห็นว่าผู้สอนที่ประสบความสำเร็จจะต้องปรารถนาให้เกิดสถานการณ์ที่ชนะทั้งฝ่าย (Win-Win Situation) ทั้งนี้ผู้เรียนชนะหมายถึงผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานที่ถูกสอนได้ดี และผู้สอนชนะหมายถึงผู้สอนสามารถทำให้ผู้เรียนอยู่ในสถานการณ์ที่ชนะด้วยเช่นกัน ดังนั้นการสอนที่ดีผู้สอนจะต้องติดตามผลการสอนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการให้ผู้เรียนสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ตลอด และหากว่าผู้สอนไม่สามารถให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เรียนได้ ผู้สอนควรจัดเตรียมผู้ช่วยเหลือคนอื่นเมื่อการสอนเสร็จสิ้นลงแล้ว
การวัดผลการสอนโดยปกติแล้วจะวัดจากผลการปฏิบัติงาน โดยปกติแล้วจะพิจารณาจากตัวชี้วัดผลงานหลัก (Key Performance Indicators: KPIs) ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพงาน ความปลอดภัย และผลผลิต และหากผลการปฏิบัติงานตกลง หัวหน้างานที่ทำหน้าที่สอนงานจะต้องพิจารณาความเหมาะสมของขั้นตอนการทำงานที่ถูกกำหนดขึ้น ดังนั้นผู้สอนจึงต้องมีความเชี่ยวชาญและความชำนาญในการสอนเป็นอย่างมาก ผู้สอนจึงต้องมีการฝึกปฏิบัติในการสอนเป็นอย่างมาก ยิ่งฝึกมากจะยิ่งเรียนรู้มาก และจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สอนจะต้องมองหา “Master Trainer” ที่สามารถเป็นพี่เลี่ยงในการให้คำแนะนำและมองหาสิ่งที่ควรปรับปรุงการสอนของผู้สอนเอง จะเห็นได้ว่าแนวทางและรูปแบบในการสอนของผู้สอนเองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การสอนถือได้ว่างานที่ต้องมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ดังนั้นเพื่อให้การสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดขอบเขตการพัฒนา – จุดเริ่มต้นของการพัฒนาก็คือ การกำหนดขอบเขตหรือพื้นที่ที่ต้องการพัฒนาก่อน หลังจากนั้นให้กำหนดผู้สอนในแต่ละพื้นที่การสอน กำหนด Master Trainer ของผู้สอนแต่ละคน รวมถึงการจัดหลักสูตรการสอน Job Instruction ให้กับผู้สอนเพื่อให้รู้แนวทางการสอนที่ถูกต้องตามขั้นตอนการทำงาน ซึ่งผู้สอนจะต้องได้รับการฝึกฝนในการสอน โดยมี Master Trainer เป็นพี่เลี้ยง ทำหน้าที่ติดตามและประเมินผลการสอน
ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาครั้งที่สอง– ผู้สอนจะต้องฝึกฝนเพื่อให้เกิดทักษะการสอน หลังจากที่มีการฝึกสอนแล้วในครั้งแรก โดยมี Master Trainer เข้าร่วมประชุมด้วยอีกครั้ง โดยการเป็นพี่เลี้ยงและประเมินผลหลังการสอนเสร็จสิ้นลง รวมถึงการให้คำแนะนำในการฝึกสอน และการติดตามผลหลังจากการสอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขั้นตอนที่ 3 การพัฒนาผู้สอนขั้นตอนภายในและ Master Trainers– การสร้างผู้สอนที่ได้รับการรับรอง (Certified Job Instruction) รวมถึงการพัฒนา Master Trainers เพื่อให้เกิดทักษะในการเป็นพี่เลี้ยง การให้คำปรึกษาแนะนำ การประเมินและติดตามผลการสอนอย่างถูกต้อตรงตามมาตรฐานงานที่กำหนดขึ้น
ขั้นตอนที่ 4 การพัฒนาผู้สอนภายในอย่างต่อเนื่อง– ผู้สอนที่ได้รับการรับรองการสอนและ Master Trainers จะต้องฝึกอบรมหัวหน้างานที่เป็นนักสอนภายใน เพื่อให้หัวหน้างานเข้าใจถึงขั้นตอนการสอนงาน ซึ่งความสำเร็จของการเป็นผู้สอนที่ได้รับใบรับรองก็คือ การที่หัวหน้างานสามารถทำการสอนได้เอง
ขั้นตอนที่ 5 การพัฒนาให้เกิดนักสอนภายในองค์การ- การมองหาบุคคลที่สามารถเป็นนักสอนได้ภายในองค์การ ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะต้องได้รับการฝึกอบรมขั้นตอนการทำงานก่อนการเป็นผู้สอน ทั้งนี้ผู้สอนต้องสอบผ่านเกณฑ์การสอนก่อนที่จะได้รับการรับรองการเป็นนักสอนขั้นตอนการทำงานในองค์การ
จะเห็นได้ว่ากระบวนการสอนขั้นตอนการทำงานถือได้ว่าเป็นกระบวนการที่สำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประสิทธิภาพของกระบวนการดังกล่าวนี้จึงถูกวัดและประเมินจากหน่วยงานตรวจสอบที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อระบุปัญหาที่จะเกิดขึ้น และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหานั้น ดังนั้นกระบวนการสอนงานที่มีการปรับปรุงอยู่ตลอดจะทำให้เกิดวงจรการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้เป็นเรื่องของการลงทุนที่ตัวบุคคล ด้วยการพัฒนาบุคลากรในองค์การ โดยเฉพาะบุคคลที่มีผลงานโดดเด่นเป็นพิเศษ หรือพวก STAR ขององค์การ ซึ่งโตโยต้ามีความเชื่อว่าการลงทุนที่บุคลากรจะทำให้เกิดผลผลิตระยะยาวที่มีต่อองค์การ การลงทุนก็คือการดูแลเอาใจใส่ให้ความรู้และการพัฒนา เปรียบดังการดูแลต้นไม้ ถ้าต้องการให้เจริญเติบโตงอกงามก็ต้องเอาใจดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน
18ข้อคิด เพื่อชีวิตคนทำงาน
1.จงพิจารณาความเป็นไปได้ที่ว่าการชอบทำงานเกินเวลาจนเป็นนิสัยของคุณนั้นแสดงถึงว่าคุณต้องการสำนักงานมากกว่าที่สำนักงานต้องการคุณ
2. อย่าทำงานเกินเวลาจนติดเป็นนิสัยเมื่อมันกลายเป็นนิสัยจะทำให้มันหมดคุณค่า
3. ปล่อยตัวตามสบายได้ แต่อย่าให้ถึงกับดูโทรมนัก
4. จงทำตัวให้ร่าเริง คอยช่วยเหลือและทำหน้าที่ให้ดีในการทำงานของคุณคุณจะพบว่าไม่มีใครมาแข่งขันกับคุณ
5. อย่าได้ไว้เนื้อเชื่อใจว่าความสามารถ ความมีเสน่ห์และจินตนาการจะนำพาคุณขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้คุณควรจะมีผมสีเทาและพุงป่องกลางอีกหน่อยด้วย
6.อย่าได้เป็นกังวลในเรื่องการปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ในสำนักงานแต่เป็นกังวลกับการปล่อยให้ชีวิตของคุณ เปล่าประโยชน์จะดีกว่า
7. อย่าโทษคอมพิวเตอร์สำหรับความผิดพลาดที่คุณทำขึ้นเอง
8. ลองคิดถึงเวลาที่คุณไม่มีเงินเดือนดูบ้าง
9. จงถือว่าสุขภาพคือทรัพย์สมบัติประการแรก
10. อย่าได้ก้มหน้าก้มตาทำงานจนไม่เคยสังเกตเห็นนก ต้นไม้ ดอกไม้และปุยเมฆ
11. ในเวลาอาหารกลางวัน จงเลือกรับประทานอย่างฉลาดแต่ในบางครั้งจงรับประทานให้เต็มที่
12.เมื่อใดที่สำนักงานทำให้คุณรู้สึกเศร้าสร้อยจงนึกเสียว่านี่เป็นเกมกีฬาสำหรับคนที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่และอย่าได้นำมันกลับไปบ้านด้วย
13. จำไว้ว่ายังมีอะไรๆอีกมากในการทำงานและในชีวิตมากกว่าทำงานเพื่อให้มีชีวิตอยู่หรือมีชีวิตอยู่เพื่อจะทำงาน
14. อย่าทำเป็นคนตรงต่อเวลา ไปถึงก่อนเวลาจะดีกว่า
15.อย่าได้หลอกตัวเองว่าการมีสิ่งของรกอยู่บนโต๊ะหมายถึงการมีงานมากมันเพียงแต่หมายความว่าคุณยังไม่ได้ทำมันนั่นเอง
16.จัดเก็บโต็ะของคุณให้เรียบร้อยบุคคลส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จจะมีโต๊ะทำงานที่ว่างโล่ง
17.อย่าเป็นกังวลมากจนเกินไปว่าเพื่อนร่วมงานคิดอย่างไรกับคุณเพราะส่วนใหญ่ในชีวิตของพวกเขาไม่ได้คิดถึงคุณเลย
18. จงร่ำรวยเงินสด
ครบรอบสิบปี
ครบรอบสิบปี
ในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่งมีกระดิ่งเล็กๆ แขวนไว้ที่ประตูร้าน
ทุกครั้งที่มีแขกเข้าร้านก็จะทำให้กระดิ่งนั้นส่งเสียงดัง “Ding Ding”
วันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่าปี เข้ามาในร้านกาแฟนี้
เจ้าของร้านสาวสวยก็รีบออกมาต้อนรับให้เขานั่งด้านใน
“กาแฟแก้วนึงครับ”
“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ”
เจ้าของร้านสาวพูดพลางยิ้มให้อย่างมีมารยาท
แล้วก็ไปบดเม็ดกาแฟและตั้งกาต้มกาแฟ
ชายหนุ่มนั่งมองหญิงสาวอยู่ตลอด
ไม่นานนัก เจ้าของร้านสาวก็นำกาแฟมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะชายหนุ่ม
“ขอบคุณครับ”
“คุณเพิ่งมาเป็นครั้งแรกใช่ไหม? รู้สึกว่าที่นี่เป็นอย่างไรบ้างคะ?”
เจ้าของร้านสาวถาม
“ใช่ครับ ผมรู้สึกว่าที่นี่บรรยากาศดีมากๆ เลยครับ”
“ฉันก็ชอบบรรยากาศของร้านนี้มากเหมือนกันถึงแม้ว่ากิจการร้านนี้ไม่ค่อยดีนัก
ฉันกับสามีก็เสียดายไม่อยากจะปิดร้านทิ้ง”
ทั้งคู่เงียบไปสักพัก
“ผมขอถามอะไรคุณบางอย่างได้ไหมครับ?
เอ่อ… ก่อนที่จะถามคุณผมอยากจะเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้คุณฟังก่อน”
ชายหนุ่มพูดถามขึ้นมา
“ได้ค่ะ คุณพูดมาได้เลย” เจ้าของร้านสาวก็สนใจที่จะฟัง
ชายหนุ่มก็เล่าเรื่องเรื่องหนึ่งซึ่งผ่านมานานมากแล้ว
“เมื่อก่อนผมมีแฟนคนหนึ่ง
เราสองคนก็ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอนาคตแล้ว
ความรักของเราสองคนนั้นถึงแม้จะธรรมดา แต่แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว
เพราะผมรักเธอมากเพียงแค่มีเธออยู่ข้างๆ ผมก็มีความสุขมากแล้ว
แต่ทว่า ความสุขอันนี้มันช่างสั้นนักหลังจากนั้นก็มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น
ก่อนหน้าพิธีหมั้นของเราสองคนหนึ่งเดือน
คืนนั้นผมมีธุระต้องทำจึงไม่สามารถไปส่งเธอกลับบ้านได้
ในคืนนั้น เธอโดนคนร้ายรุมข่มขืน…”
“แล้วหลังจากนั้นเป็นอย่างไรคะ? ความรู้สึกของคุณที่มีต่อเธอเปลี่ยนไปหรือ?”
เจ้าของร้านสาวถามด้วยความสงสาร
“ถึงแม้จะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
ความรักของผมที่มีให้เธอก็คงยังมั่นคงมิได้แปรเปลี่ยนเลยสักนิด
ผมก็ตั้งใจจะจัดพิธีหมั้นขึ้นตามเดิม
แต่… เธอคิดไม่ตก เธอเชื่อว่าเธอไม่ได้เป็นเธอคนเดิมแล้ว
ในวันหมั้นของเราสองคนวันนั้น เธอผูกคอตาย
โชคยังดีที่ว่าพวกเราพบเธอได้เร็ว ช่วยชีวิตเธอไว้ได้
แต่เพราะว่าสมองขาดอ็อกซิเจ็นนานเกินไป
ทำให้เธออยู่ในสภาพไม่มีความรู้สึกตัว และอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาเลยก็ได้…
สุดท้าย เธอก็ฟื้นขึ้นมา เมื่อผมรู้ว่าเธอฟื้นขึ้นมาแล้วก็รีบไปหาเธอ
แต่พ่อแม่เธอขวางกั้นผมไว้ไม่ให้ไปพบเธอ
พวกเขาคุกเข่าลงมาขอร้องผม กลายเป็นว่าความทรงจำบางส่วนได้หายไป
หมอบอกว่าเมื่อคนโดนกระตุ้นจิคใจอย่างแรง
ก็อาจจะเลือกที่จะหลบหลีกความทางจำอันนั้นโดยการฝังลึกไว้ในใจตัวเอง
ไม่ต้องการที่จะจำเรื่องเลวร้ายนั้นอีก
เธอลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาด้วย
พ่อแม่เธอขอร้องให้ผมอย่าเพิ่งไปพบเธอสักพัก
เขาไม่ต้องการให้เธอนึกถึงเรื่องน่าเศร้านั้นอีก
เพราะกลัวว่าเธอจะฆ่าตัวตายอีก
ถ้าบังเอิญเจอกันในที่อื่น ก็จะทำเป็นไม่รู้จักไม่ทักทายกันเด็ดขาด
ช่วงเวลานั้นมันช่างทรมานยิ่งนัก อยากรักเธอ แต่ไม่อาจทำได้
อยากจะพบหน้าเธอ แต่ก็ไปพบไม่ได้ วันนี้ เป็นวันครบสิบปีนั้นแล้ว”
“ขอแสดงความยินดีให้ด้วยค่ะ คุณรอคอยมาสิบปีแล้ว
ในที่สุดวันนี้ก็สามารถไปพบเธอได้แล้ว”
“ใช่ครับ แต่… ยิ่งใกล้ถึงเวลานี้ ผมก็ยิ่งกลัว
สิบปีที่ผ่านมานี้ความรักผมนั้นยังไม่เปลี่ยน แต่ตัวเธอล่ะ?
ถ้าผมเล่าเรื่องในอดีตให้เธอฟัง เธอก็ยังจำผมไม่ได้
แล้วผมจะทำยังไงดีล่ะ? หรือว่าเธอได้แต่งงานไปแล้ว
ผมควรจะทำเช่นไรดี? เพราะเช่นนี้ ผมอยากจะถามคุณว่า
คุณคิดอย่างไร? ถ้าแฟนผมคนนี้แต่งงานไปแล้ว
ผมควรจะบอกให้เธอได้รับรู้เรื่องนี้มั้ย?”
เจ้าของร้านสาวก็พูดอย่างจริงใจว่า “ถ้าสมมุติว่าเธอมีแฟนแล้วก็ไม่เป็นไร
เพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้แต่งงานกัน คุณยังมีโอกาส
แต่ถ้าเธอคนนั้นได้แต่งงานมีครอบครัวไปแล้วคุณก็ไม่ควรไปทำลายครอบครัวเขา”
ชายหนุ่มได้รับฟังแล้ว ก็แค่ตอบสั้นๆ ด้วยความผิดหวัง… “นั่นสินะ…”
“Ding Ding”
พอดีเวลานี้ก็มีแขกคนอื่นเข้ามาในร้าน
เจ้าของร้านสาวก็พูดกับชายหนุ่มว่า
“ฉันต้องไปต้อนรับแขกแล้ว เชิญตามสบายนะคะ”
เธอเดินออกไปได้สองก้าว ก็หันกลับมาถามเขาว่า
“จริงสิคุณเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ยังไม่ค่อยสนิทกับฉันมากนัก
ทำไมถึงเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังล่ะคะ?”
“เพราะว่า เธอคนนั้นเคยพูดเอาไว้ว่า หลังแต่งงานแล้ว
เธออยากจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ อย่างนี้เหมือนกัน”
ชายหนุ่มคิดสักครู่ถึงตอบออกมา
“อ๋อ อย่างนี้เองหรือคะ”
พูดจบเธอก็หันหลังกลับเดินไปต้อนรับแขกที่เข้ามาใหม่
ชายหนุ่มมองตามร่างของเจ้าของร้านสาวนั้น
น้ำตาเขาค่อย ๆหยาดไหลออกมา
เขาตัดสินใจไม่บอกเธอว่าแท้จริงแล้วเขามาที่ร้านนี้เพื่ออะไร
แฟนของเขาคนนั้น อยู่ใกล้แค่เอื้อม
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอนั้นมันช่างไกลยิ่งนัก
กาแฟในแก้วนั้น ก็ไม่รู้เย็นลงตั้งแต่เมื่อไหร่…
แล้วถ้าคุณเป็นชายหนุ่มคนนั้นคุณจะทำอย่างไร????
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)