++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Key to Your Heart - กุญแจใจ- “เคร็ดวิธีนอมเขาหาตนเพื่อดูใจ” สิริมตี นิมมานเหมินท


Key to Your Heart - กุญแจใจ- “เคร็ดวิธีนอมเขาหาตนเพื่อดูใจ” สิริมตี นิมมานเหมินท
Page 3
-3- บทที่ ๑เปดกับไก ฉันเองก็เหมือนคนทั่วไปที่เวลาไมพอใจ ไมถูกใจ หรือหงุดหงิดอะไรขึ้นมา ก็จะโทษวา“เปนเพราะเธอนั่นแหละที่ทําให.......”ไมวาจะเปนเพื่อนเจานายคนขางตัวใครก็ไดที่เกี่ยวของฉันจะตองเอาเรื่องกับคนๆนั้นใหไดเหตุการณตอไปนี้...ที่หลายคนอาจมองวาเปนเรื่องเดิมๆ ธรรมดาๆ แตถือเปนจุดเปลี่ยนที่ใหญหลวงสําหรับชีวิตของฉันเลยทีเดียวกอนที่ฉันจะเลา ตองขอขอบคุณทุกคนที่มีสวนเกี่ยวของกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้อีกครั้ง ไมวาจะเปนเพื่อนรวมบานของฉันทุกคนและญาติธรรมทุกทานที่ชี้ทางสวางใหฉันตอนนั้น...ฉันเปนนักเรียนทุนรัฐบาลไปเรียนตอปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ดวยความที่มีเงินไมมาก ทําใหมีทางเลือกนอย จึงขอใหทางมหาวิทยาลัยชวยจัดการหาที่พักให เพราะตองการประหยัดใหมากที่สุด เปนความโชคดีที่ทางมหาวิทยาลัยจัดใหฉันอยูบานพักที่อยูใกลกับตึกเรียนมากๆ เพียงขามถนนก็ถึง แถมยังเปนบาน penthouse คืออยูชั้นบนสุดของหอพักสําหรับนักศึกษาปริญญาตรี มีสามหองนอน สองหองน้ํา พรอมทั้งหองครัวและหองนั่งเลนในตัว สะดวกสบายมากแตนอกจากฉันที่จะไดอยูในบานหลังนี้แลว ยังมีนักเรียนปริญญาโทตางชาติอีก 3 คน ซึ่งไมเคยรูจักกันมากอนพักรวมอยูดวย TIP: “ ขณะที่อานขอใหทานไดจินตนาการไปดวย ใหเหมือนกับวาเรื่องนี้เปนเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวทานจริงๆ จะใสรายละเอียดเพิ่มเติมใหสมจริงยิ่งขึ้นก็ยังได หรือจะโยงเขากับเรื่องคลายกันๆที่ทานประสบมาก็ทําไดเชนกัน เพื่อใหเกิดประโยชนตอทานมากที่สุด ”
Page 4
-4-เมื่อยายเขาบานในวันแรกจึงไดรูวาฉันเปนคนไทยคนเดียวในบาน อีกสองคนเปนอเมริกันและปากีสถาน เขาตกลงอยูหองใหญที่สุดดวยกัน สวนฉันอยูหองเดี่ยวขนาดกลาง และเหลือหองเล็กสุดไวสําหรับคนที่สี่ซึ่งยังไมไดยายเขามา หลังจากพูดคุยกันไดสักพัก ดวยน้ําเสียง วิธีการพูดคุยและอัธยาศัยฉันรูสึกวาชอบเพื่อนอเมริกันมากกวาเพื่อนปากีสถานทันทีชวงเปดเทอมนี้เปนเดือนตุลาคม อีกไมนานก็จะถึงวันคริสตมาสและปใหมแลว เราทั้งสามจึงคุยกันเลนๆวา ถาอีกหองหนึ่งยังวางอยางนี้ตอไปก็คงดี เพราะจะไดใชตอนรับแขกที่จะมาเยี่ยมเราในชวงสิ้นป แขกจะไดไมตองเสียเงินคาที่พักสองสามวันตอมา เพื่อนปากีสถานมาเลาใหฉันฟงอยางตื่นเตนวา วันนี้เขาเจอจดหมายที่สงถึงสมาชิกคนที่สี่ที่ยังไมไดยายเขามา แตเพื่อใหเปนไปตามที่พวกเราคิดกันไว เขาไดทําลายจดหมายนั้นเรียบรอยแลวฉันคิดวา‘แหม..ทําไมตองทําขนาดนั้นยังไงเขาก็ตองยายเขามาอยูดี’ ไมนานสมาชิกคนสุดทายก็ยายเขามาจริงๆ เขาเปนคนกรีก วันแรกๆที่ยายเขามา เพื่อนกรีกตองเจอกับปญหาไมมีที่เก็บของ ทั้งตูในหองน้ํา หองนั่งเลน หองครัวหรือแมแตในตูเย็น ก็เพราะเพื่อนปากีสถานเอาของของเขาใสไวจนเต็มหมดแลว เพื่อนกรีกมาปรับทุกขกับฉันวา “ดูซิทําไมคนปากีสถานถึงทําอยางนี้...ไมรูจักขอบเขตของตัวเองเลย ไปบอกใหเขามายายของก็ทําเฉย” ฉันก็เห็นวาเปนอยางนั้นจริงๆนอกจากนี้ เพื่อนปากีสถานมักพูดจาชนิดไมยอมฟงใคร ไมมีใครถูกนอกจากเขาอีกดวยนับวันฉันก็ยิ่งไมชอบเขามากขึ้นทุกที บางครั้งฉันและเพื่อนกรีกกําลังดูทีวีรายการโปรดอยู เพื่อนปากีสถานมาถึงก็เปลี่ยนชองเฉยเลย...) ทีวีเปนสมบัติของเขา (เราสองคนก็รูสึกไมพอใจ บางทีเขาพาเพื่อนมาบานก็ทําเปนมองไมเห็นคนที่นั่งอยูกอน ทั้งคุยเสียงดังและทําทาไลใหคนอื่นเขาหองไปซะดวยทาทางไมสุภาพ ฉันรูสึกวาเพื่อนคนนี้ชางเห็นแกตัวจริงๆเมื่อเจอเหตุการณแบบนี้บอยๆเขาทําใหเกิดความไมพอใจซ้ําแลวซ้ําอีกจนเปนอัตโนมัติในที่สุดแคเห็นหนาคนปากีสถาน ฉันก็อารมณเสียไดทันที เรียกวาถาเขาอยูนอกหองฉันก็จะเก็บตัวอยูแตในหองจะไดไมตองเห็นหนากัน
Page 5
-5-ชวงนั้นการเรียนก็หนักมาก แทนที่กลับมาบานจะไดผอนคลาย ทําอาหาร ดูทีวีในหองนั่งเลนอยางสบายใจ แตไมเลย...กลับตองมาเจอคนที่เหม็นขี้หนากันในบานอีก เปนอยางนี้นานเปนเดือนๆ บางทีฉันกับเพื่อนอเมริกันและกรีกก็จะมานั่งจับกลุมปรับทุกขถึงความอึดอัดในบานกัน แตก็ไมไดทําใหอะไรดีขึ้น ยิ่งรูสึกวาไมชอบเพื่อนปากีสถานมากขึ้นเรื่อยๆ นานเขาชักทนไมไหวถึงขั้นมีปากเสียงกันก็มี ฉันพยายามหาทางออกทุกวิถีทาง คิดจะยายออกจากบานก็เคย แตไมสามารถหาที่พักใหมที่ราคาทั้งถูกทั้งดีอยางนี้ได พยายามคิดซะวา ‘เขาก็เปนอยางนี้กับทุกคนนั่นแหละไมใชเฉพาะกับฉัน’ หรือ ‘เขาก็มีสวนดีนะ ....’ แตก็ยังทําใจไมได เวลาเห็นหนาเขาก็ยังรูสึกเซ็งเหมือนเดิม เพราะตองเจอกับพฤติกรรมที่ไมชอบใจมากขึ้นทุกวัน อยูอยางกล้ํากลืนฝนทนอยางนี้นานถึง7 เดือนดวยกันพอดีชวงนั้น แมของฉันเริ่มสนใจปฏิบัติธรรมและไดพบกับญาติธรรมลูกศิษยหลวงปูทูลขิปปปญโญที่อยูที่อเมริกาแมเลาวาลูกศิษยหลวงปูกลุมนี้ปฏิบัติธรรมกันอยางจริงจังและสามารถนําธรรมะมาใชในชีวิตประจําวันไดจริง แมบอกฉันวา ปดเทอมแลวใหกลับบาน ทานจะพาไปเขาอบรมธรรมะเพราะญาติธรรมกลุมนี้จะมาจัดอบรมที่เมืองไทยชวงนั้นพอดีจะไดไปลองปฏิบัติดูแมบอกใหฉันคิดดูวา ฉันเปนทุกขใจเรื่องอะไรอยูบาง จะไดเอาไปเลาใหญาติธรรมฟง ทานจะไดชวยหาทางออกใหแมทิ้งทายไววา“เขาวากันวาวิธีนี้ไมยากหลายคนที่ไดฝกไมนานก็ทําไดแลว” จําไดวาชวงที่ปดเทอมมีจัดอบรมที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตรพอดี ในการอบรมมีญาติธรรมจากอเมริกา มาเลาถึงแนวปฏิบัติที่ทานใชไดผลและเลาอุบายธรรมที่ทานใชสอนใจตัวเองใหผูเขาอบรมฟง ฉันก็ฟงไปเรื่อยๆแตยังไมเขาใจจริงๆวา “ตนและของของตน” “นอม...” “ไตรลักษณ” ที่หลายๆทานพูดถึงหมายถึงอะไรกอนจบรายการ นาวิทยากรถามผูเขารวมอบรมวาใครมีความทุกขอะไร ใหเลาสูกันฟงเปนวิทยาทานและวิทยากรจะไดชวยกันหาอุบายธรรมสอนใจใหไดเห็นจริงตามความเปนจริง จะไดคลายทุกข
Page 6
-6-เมื่อถึงตาฉัน ฉันก็บอกไปวาฉันไมคอยมีความทุกขอะไร มีแคเรื่องไมชอบหนาเพื่อนที่อยูบานเดียวกันแลวจึงเลาเรื่องทั้งหมดใหทุกคนฟงเมื่อเลาจบ นาบอกใหฉันนึกถึงเปดกับไกที่เปนเพื่อนกัน วันหนึ่งเปดกําลังวายน้ําอยางสบายใจอยูในสระน้ําพอดีไกเดินผานมาเปดก็รองเรียกไก“ไกไกมาวายน้ําดวยกันสิน้ําเย็นสบายดีมาสิมาวายดวยกัน” ไกก็บอกวา“ไมเอาหรอกฉันวายน้ําไมเปนฉันไมลงไปหรอก” เปด“ไมเห็นเปนไรฉันยังวายไดเลยมาสิมาวายดวยกันนะ” ไก“ไมเอาหรอกฉันวายไมไดจริงๆเธอก็วายไปสิฉันอยูบนนี้แหละ” เปด“อะไรเปนเพื่อนกัน ทําไมไมเชื่อ ก็ฉันยังวายไดเลย ลงมาซะทีสิจะใหพูดไปถึงไหนมาวายดวยกันมะ” ไกก็บอกวา“ไมเอาหรอกฉันวายไมไดจริงๆเธอก็วายไปสิฉันอยูบนนี้แหละ” เปดโมโหมากที่เรียกเทาไหรไกก็ไมยอมลงมาวายน้ําดวยซะที“นี่ใครมันบาเนี่ยเปดหรือไก” นาถาม“ก็เปดนะสิที่บา ...ก็ไกมันวายน้ําไมไดจะใหลงไปวายน้ําไดยังไง แลวเปดยังไปโกรธไกอีก” ฉันตอบนาก็บอก “นั่นละใชเลย ..ลองนอม*เขาหาตัวซิวา เราเปนเปดหรือไกละ ที่จะใหเพื่อนปากีสถานมาทําอะไรอยางที่เราตองการ พอเขาไมทําก็โกรธเขา เขามีธรรมชาติของเขาอยางนั้นใครนะที่บา”
Page 7
-7-ฉันไดเห็นตัวเองทันทีวาฉันเองที่บานึกขําตัวเอง...เพิ่งเขาใจความจริงก็วันนี้วาฉันเปนเปดที่อยากจะใหไกคือเพื่อนปากีสถานมาเปนแบบที่ฉันคิดวาเขาควรจะเปน พอเขาไมเปนตามใจเราก็ไมพอใจเมื่อเห็นตัวเองเห็นความจริงความขุนของหมองใจตอเพื่อนปากีสถานก็หมดไปจากใจที่ผานมาที่ฉันไมสามารถเอาความทุกข ความไมพอใจออกจากใจตัวเองไดเพราะยังไมไดเห็นตัวเองไมเห็นวาฉันกําลังเรียกรองใหคนอื่นมาเปนแบบที่ฉันตองการทั้งๆที่เขาไมไดมีธรรมชาติแบบนั้น ฉัน ฉัน ฉัน ฉันเอาแตความคิดของตัวเองเปนที่ตั้ง เพื่อเปลี่ยนคนอื่น เพื่อนปากีสถานอาจทําบางอยางไดเหมือนฉันแตบางอยางก็ทําไมไดไมใชเขาเปนคนไมดีแตนั่นเปนธรรมชาติของเขา ฉันอยากใหเขารูจักขอบเขตในการอยูรวมกัน อยากใหเขาพูดดีๆ ฟงความคิดเห็นคนอื่นบาง อยากใหเขาสุภาพมากกวานี้ แตเมื่อเขาไมทําเพราะทําไมได คนที่ไมไดดังใจคือฉัน ก็โกรธไมพอใจเขาทําใหใจของฉันเปนทุกขเรื่องเปดกับไกเปนอุบายธรรมที่สอนใหฉันเขาใจความจริงวาสัตวที่คลายๆกัน มีธรรมชาติตางกันไดคนแตละคนก็มีธรรมชาติตางกัน และเหตุการณของเปดกับไกก็ทําใหฉันไดเห็นตัวเองวาฉันก็เหมือนเปดที่พยายามบังคับใหไกลงมาวายน้ําฉันพบวาการเปลี่ยนธรรมชาติของคนอื่นเปนเรื่องที่เปนไปไมได ที่พูดอยางนี้เพราะฉันไดเอาประสบการณในอดีตมาเปนหลักฐานยืนยัน หลังจากคิดทบทวนดู เห็นไดวาในชีวิตที่ผานมาของฉันไมมีซักครั้งที่ฉันจะเปลี่ยนใครได เขาอาจจะยอมทําตามที่เราตองการเพื่อใหเราสบายใจบางก็เทานั้น แตถาจะเปลี่ยนแปลงตัวเขาจริงๆเขาตองเปลี่ยนดวยตัวเอง ฉันเองก็เหมือนกันไมมีใครเปลี่ยนฉันได นอกจากตัวฉันเอง และถึงแมเห็นประโยชนในการเปลี่ยนตัวเองแลวก็ตองใชความพยายามไมนอยปญหาใจของฉันยังไมหมดลงแคนั้น ฉันถามนาตอไปวา “แลวที่เห็นหนาเพื่อนปากีสถานแลวหงุดหงิดไมพอใจเขาละ”
Page 8
-8-นาถามฉันวาเวลาฉันเห็นหนาเขาแลวไมพอใจ ณ ขณะนั้นเขาทําอะไรใหฉันหรือยัง ฉันก็คิดดูวา จริงๆแลวแตละครั้งที่ฉันเห็นหนาเขาแลวหงุดหงิด เขาก็ยังไมไดทําอะไรใหฉัน แตฉันจําไดวาเขาเปนคนเห็นแกตัวไมฟงคนอื่นพูดและชอบเอาชนะ ..... นาจึงบอกใหฉันคิดดูดีๆวาใครที่ทํารายฉัน ทําใหฉันหงุดหงิด ฉันก็ยังคงตอบวาเปนเพื่อนปากีสถานที่ทําใหฉันหงุดหงิด นาบอกใหฉันคิดทบทวนดูดีๆวาใครกันแน ฉันจึงคอยๆนึกยอนไปถึงเหตุการณจริงในบาน แตละครั้งที่ฉันเห็นหนาเพื่อนปากีสถานแลวรูสึกหงุดหงิด จริงๆแลวเขาไมไดทําอะไรฉันแตฉันก็หงุดหงิดเพราะฉันจําไดวาเขาเปนคน.......แบบที่ฉันไมชอบนาบอกวาก็ฉันขยันจําสิ่งที่ไมชอบ พอเห็นหนาเขาก็นึกถึงแตเรื่องที่ไมชอบ ก็ทําใหฉันไมสบายใจเองทําใหเห็นวาความจําของฉันเองนั่นแหละที่ทํารายใจฉันใหหงุดหงิดเวลาเห็นหนาเขาเมื่อเขาใจอยางนี้ ก็เห็นวาที่ผานมาฉันเขาใจผิดมาโดยตลอดวาคนโนนไมดี คนนี้ไมดีพยายามไปแกไขเขาซะอีก จริงๆแลวฉันนั่นแหละที่บาจะไปฝนธรรมชาติของคนอื่น แลวก็ยังทํารายตัวเองดวยความจําในแงลบอีก ไมใชเพราะเขาแตเพราะฉันที่เปนตนเหตุของเรื่องทั้งหมดใหใจเปนทุกขเปนนานสองนาน ใจจึงยอมรับในหลักฐานที่จริงและชัดเจนแตโดยดี ความทุกขที่มีในใจก็หายวับไปกับตาดวยการพลิกความเห็นเพียงนิดเดียวเมื่อกลับไปเรียนตอ ดวยรูทันความจริงและรูจักยอมรับธรรมชาติของผูอื่น ไมเอาความจํามาทํารายตัวเองอีก และเห็นวาคนที่ฉันควรแกไขและทําไดงายที่สุดก็คือตัวเอง หลังจากไดปรับความคิดแลว ก็ยังตองปรับตัวและเรียนรูที่จะจัดการสิ่งตางๆภายในบานใหฉันสามารถอยูรวมกับคนปากีสถานไดอยางสบายใจหายบาในเรื่องนี้*การนอม คือการเอาเรื่องที่ฟงมาเห็นมา ยอนมาเปนกระจกสองดูตัวเอง โดยการคิดงายๆวา“แลวฉันละเคยพูด เคยทําแบบนั้นมั้ย” เพื่อใหเกิดประโยชนกับตัวเอง เมื่อไดอุบายธรรมแลวตองนอมเขาหาตัวฉันจึงจะเกิดประโยชน มิฉะนั้นก็เหมือนกับวามีเครื่องมืออยูแลวแตไมไดเอาไปใชงานนั่นเอง
Page 9
-9- บทที่๒ ถวยกาแฟเปนเหตุ นอกจากเรื่องเพื่อนปากีสถานแลว การอยูรวมบานตามประสาสาวๆตางชาติตางภาษา ยังมีความกังวลใจเปนของแถมอีกเรื่องหนึ่งคือความกังวลตอถวยกาแฟของฉันที่ใชในบานตอนที่ยายเขาบาน ทุกคนตางตองหาซื้อของใชสวนตัวหลายอยางมาเอง เพราะเปนคนชางเลือก...เรียกอีกอยางวา “เรื่องมาก”นั่นแหละ ....ฉันจึงใชเวลาไมนอยในการเลือกสรรของใชสวนตัวเพื่อใหไดของที่สวยงามและเกไก ก็ตองใชไปอีกตั้งหนึ่งปนี่นา ฉันลงทุนซื้อถวยกาแฟและจานชามอยางดี เสียเงินไปไมนอยเลย เพราะคิดวาการไดใชของดีและสวยงามจะชวยผอนคลายความเครียดในการเรียนไดทุกครั้งที่เห็นชวงแรกๆที่ทุกคนในบานยังไมมีเพื่อนมากนัก ตางคนตางก็ใชสมบัติของตัวเองไมกาวกายกันแตเมื่อเริ่มมีการชวนเพื่อนมาบานก็มีการหยิบยืมถวยกาแฟ แกวน้ําของคนอื่นไปใชรับรองแขกของตัว แรกๆก็มีการขออนุญาตเจาของกอนและลางเก็บใหเรียบรอยเมื่อใชเสร็จ หลังๆดวยความเคยชิน ความเกรงใจก็ลดลง คิดจะใชของใครก็หยิบไปใชทันที แลวก็กองทิ้งไวในอางลางจานซะอยางนั้น..ครั้งสองครั้งแรก ฉันก็ไมรูสึกอะไรแตพอเปนแบบนี้บอยเขาๆฉันก็ชักเริ่มอารมณเสียแลวซิแตพูดไปบนไป ก็ไมมีอะไรดีขึ้น หลังๆกลายเปนวาเมื่อกลับถึงบาน อยางแรกที่ทําคือเดินเขาครัวไปดูกอนเลยวามีใครเอาถวยกาแฟ จานชามของเราไปใชแลวไมลางเก็บใหมั้ย แตคนเราไมชอบอะไรมักไดอยางนั้น...ฉันมักจะไดเจอถวยกาแฟ จานชามของฉันนอนแองแมงสกปรกอยูในอางลางจานแทบทุกครั้งไป ทําใหไมพอใจเพื่อนที่ทําอยางนี้มาก ทั้งไมพอใจวาทําไมเอาของเราไปใชโดยพลการแลวไมลางคืนใหทําใหฉันตองมาเดือดรอนลางเองทั้งกลัวของเราจะเสียฉันไดเลาความหงุดหงิดรําคาญใจซ้ําซากนี้ใหนาๆญาติธรรมฟงเปนเรื่องที่สอง นาถามฉันวาพวกถวยกาแฟ จานชามที่ฉันใชอยูนั้นเปนของฉันจริงหรือ ฉันก็ตอบไปวาจริง เพราะฉันเปนคนไปเลือกซื้อมาเองแลวมันก็แพงดวยกลัวคนอื่นใชแลวไมระวังจะทําแตกได
Page 10
-10-นาใหฉันลองคิดดูวา ถวยกาแฟนั้นกวาจะมาเปนถวยมีขั้นตอนอะไรบาง นาเนนวาตองบรรยายใหละเอียดใหเห็นภาพเลยนะ )ทานผูอานลองคิดตามนะคะ( ฉันก็คิดแลวเริ่มบรรยายวาถวยชามทํามาจากดินขาว ตองไปขุดดินขาวมา เอาดินมานวด พอไดที่ก็เอามาปนขึ้นรูปเปนถวยกาแฟ ผึ่งไวจนแหงแลวเอามาลงสี เสร็จแลวก็เอาไปเคลือบและเผาดวยความรอน เมื่อเสร็จขบวนการผลิตก็ขนสงไปยังรานคาตัวแทน แลวฉันก็ไปซื้อมา แลวมันก็เปนของฉันเพราะฉันจายเงินซื้อมา นาใหฉันคิดตอวาแลวถวยจะมีความเปนไปอยางไรอีก ฉันคิดและตอบวา ถาฉันใชไปเรื่อยๆ นานเขาถวยก็จะหมดสภาพ ราว แลวก็แตกในที่สุดก็ตองโยนทิ้งไป รถขยะก็ขนขยะไปทิ้งในหลุมขยะ ถวยก็แตกไปเรื่อย สุดทายก็สลายกลับเปนดินในที่สุด นาถามฉันตอวาเพราะอะไรฉันจึงตองหวงถวยกาแฟนัก ขนาดตองตามไปดูทุกครั้งที่กลับถึงบาน ก็ในเมื่อรูอยูแลววา ธรรมชาติของถวยกาแฟนั้นแตกได นาตั้งขอสังเกตวา ถาไมมีใครเอาถวยไปใช มันจะแตกไดมั้ย“ถาใชอยางระมัดระวังก็จะแตกชา” ฉันตอบ“ตองเปนอยางนั้นจริงๆเหรอ” นาถามทานผูอานละคะคิดวาอยางไรฉันไดคิดและเห็นวาจริงๆแลวเวลาถวยโดนความรอนบางเย็นบางเวลาใชงาน ถวยก็เริ่มราวทีละนิดๆ...อยางที่ฉันก็เคยเห็นบนถวยของฉัน ใชงานทุกครั้งทําใหถวยสึกหรอไปเรื่อยๆ ใชไปนานๆก็แตกไดเอง หรือเราอาจซุมซามปดตกแตกเองก็ยังได แตเล็กจนโตก็เคยทําถวยแตกมาแลวไมรูกี่ใบ เมื่อธรรมชาติของมันเปนของที่แตกได จะไปคิดทําไมวาใครทําแตก ยังไงมันก็ตองแตกจะเสียทั้งเงินที่ไปซื้อมาและตองมาเสียเวลา เสียอารมณคอยกังวลอีกเหรอ ถึงอยางไรถวยกาแฟก็มี
Page 11
-11-ธรรมชาติของมันแบบนี้อยูดี ถาคิดเชนนี้ตอไปก็มีแตขาดทุนกับขาดทุนเมื่อคิดไดอยางนี้ใจฉันก็ไมอยากขาดทุนอีกแลว เลย เลิกกังวล เลิกหวง เจาถวยกาแฟสุดที่รัก แตอยางไรก็ตามในฐานะเจาของฉันก็ไมละเลยที่จะคิดหาทางวาจะทําอยางไรเพื่อใหถวย จานชามของเราอยูใหเราใชไปนานๆ ก็ทําเทาที่จะทําไดแตไมใหขาดทุนทางใจเมื่อพิจารณาสิ่งของอยางอื่นอีกหลายๆอยาง ก็พบวา...ของทุกอยางมาจากที่ไหนก็ไปที่นั่นทั้งสิ้น....จริงๆนะ เพราะเราเองไมรูที่มา ที่เปน และที่ไปของมัน จึงทําใหพยายามบังคับใหมันตองอยูในสภาพเดิมหรือคิดวามันจะคงเดิมตลอดไป คิดแบบนี้เองทําใหขาดทุนที่ใจหลังจากนั้นมา เมื่อฉันจะเลือกซื้อของใช ฉันจะคิดอยางรอบคอบวาคุณภาพของของนั้นเหมาะสมกับราคามั้ย การใชงานเปนอยางไรเหมาะสมกับลักษณะงานที่จะเอามาใชหรือไม เชนถาคาดวาจะมีคนรวมใชดวยหลายคนก็จะเลือกซื้อแบบที่ทนทาน จะไดใชไดนานๆ แตก็ตองประกันใจ TIP: “ ใครที่ติดสมบัติอะไรของตัวเองอยูก็ตามลองพิจารณาดูนะคะวาที่มาที่เปนที่ไปของของเหลานั้นเปนอยางไรเราจะไดเขาใจธรรมชาติของมันและไมกังวลเกินเหตุเหมือนที่ฉันเคยเปนโดยเฉพาะเวลามันเปลี่ยนแปลงจะไดไมตกอกตกใจจนพาลใหใจเปนทุกขเพราะไมเตรียมใจไวกอน ”TIP: “ เมื่อเราแกปญหาดานจิตใจดวยการพิจารณาหาหลักฐานสอนใจจนใจยอมรับความจริงในเรื่องถวยกาแฟไดใจเราจะสบาย จากนั้นเราตองคิดหาทางหาวิธีวาเราจะดูแลสมบัติของเราที่มีอยูอยางไรจึงจะเหมาะสมในฐานะเจาของก็ตองใชปญญาอีกเชนกันแตเปนปญญาทางโลกที่ไมมีหลักตายตัวตองคอยปรับแกไปตามสถานการณ ”
Page 12
-12-ไวดวยวาอาจจะใชไดไมนานอยางที่คิดก็ได เพราะเขาใจธรรมชาติของของใชวามันเปลี่ยนแปลงไดเสมอ และจะไมเลือกซื้อตามความอยากอยางเดียวเหมือนเมื่อกอน เพราะไดเห็นโทษทางใจที่ชัดเจนมาแลว
Page 13
-13- บทที่๓ สิ่งแวดลอม นอกจากพิจารณาที่มา ที่เปน ที่ไป จะทําใหหายกังวลเรื่องจานชามไดแลว ยังมีประเด็นที่ชวนใหคิดตอไปอีกวาถาฉันวางถวยกาแฟใบสุดรักไวบนโตะ แลวแมวเกิดวิ่งมาชนถวยตกแตก ฉันถามตัวเองวาฉันจะโกรธแมวมั้ย จะดุดาแมวหรือรูสึกไมพอใจแมวมากเทากับที่เพื่อนรวมชายคาเดียวกันของฉันทําแตกมั้ย ตอบอยางซื่อสัตยตอตัวเองที่สุดไดวา ฉันจะไมโกรธแมว แตจะโกรธเพื่อน วาทําไมไมระวังไมดูแลสมบัติของฉันใหดีอยางแนนอนคิดไดอยางนี้ทําใหเห็นวามีบางอยางไมถูกตอง ทําไมเราไมโกรธแมวแตโกรธเพื่อนละ ทั้งที่ทั้งคูทําถวยเราแตกเหมือนกัน ลองคิดตอวา ถาถวยแตกเพราะแผนดินไหว หรือเพราะลมพัดตกลงมาละเราก็คงไมโกรธเชนกันเพราะอะไรนะ... เพราะฉันไมคาดหวังในตัวแมว และไมเอาผิดจากการกระทําของธรรมชาติเพราะเปนสิ่งที่ฉันควบคุมไมไดฉันคิดทบทวนไปมาก็พบวาจริงๆแลวเพื่อนก็ไมตางจากแมวไมตางจากการเกิดแผนดินไหว หรือลมพัดเลย เพื่อนก็เปนสิ่งแวดลอมอยางหนึ่งของฉัน เปนธรรมชาติรอบๆตัวฉัน ที่ฉันไมอาจบังคับควบคุมหรือคาดเดาไดรอยเปอรเซ็นตเชนกันในทางกลับกัน ฉันก็เปนสิ่งแวดลอมของเพื่อนเชนกัน แลวฉันอยากทําตัวฉันใหเปนสิ่งแวดลอมที่ดีหรือเปนแบบที่เต็มไปดวยมลพิษใหกับเพื่อนดีนะ.... TIP: “ ฉันพบวาเราจะเปนสิ่งแวดลอมที่ดีของผูคนรอบขางไดเราตองรูจัก‘เอาใจเขามาใสใจเรา’ นั่นเองจริงๆแลวฉันรูจักคํานี้มานานมากแลวแตเพิ่งจะรูจักนํามาใชในชีวิตจริงเมื่อไมนานมานี้เองสิ่งที่สําคัญที่สุดคือเราตองมองเห็นใจตัวเองกอน ”
Page 14
-14-นึกถึงคราวที่ฉันทําแกวของแมตกแตกดวยความซุมซาม ยอนดูวาฉันคิดอะไรนะตอนทําแกวแตกพบวาแตละครั้งฉันไมไดตั้งใจทําแตกแตก็พลาดทําแตกจนไดเพราะฉันก็เปนคนหนึ่งที่ยังมีความพรองอยู เมื่อเห็นใจตัวเองก็เห็นใจเพื่อนวา ถาเพื่อนทําแกวของฉันแตก เขาก็พลาดไดเชนกันถาเราไมเคยคิดแบบนี้ เราก็อาจคิดปรักปรําเพื่อนไดวาเขาไมระมัดระวัง อาจจะตอวาเพื่อนแรงๆเพื่อความสะใจ แตฉันจําไดวาครั้งที่ฉันทําแกวแตกแลวโดนดุฉันก็เสียใจ ถาฉันตอวาเพื่อนเพื่อนก็ตองเสียใจเชนกันการที่ฉันยอมรับความผิดพลาดหรือความพรองของตัวเองกอนฉันก็จะยอมรับความผิดพลาดหรือความพรองของคนอื่นและจะเลิกจับผิดผูอื่น เพราะฉันและเขาก็ไมตางกัน ฉันจึงไมคิดจะตอวาเพื่อน แตจะหันกลับมาดูวามีอะไรที่สามารถปรับแกไขไดบางในสถานการณนั้นๆ และมีความจริงอะไรที่สามารถนํามาเปนหลักฐานสอนใจตัวเองไดจากสิ่งที่พลาดไปแลว
Page 15
-15- บทที่ ๔ คนขี้ตู ในการอบรมครั้งแรกของฉัน ฉันเปดใจรับฟงและคิดตามเรื่องตางๆที่วิทยากรถายทอดใหทุกอยางเปนสิ่งแปลกใหมสําหรับฉันไปหมด“คนเราจะทุกขใจจากเรื่อง ตนและของของตน เปนหลัก” ฟงแลวงงๆไมเขาใจ นาวิทยากรจึงไดยกตนมะละกอขึ้นเปนกรณีศึกษาใหฉันและคนอื่นไดทําความเขาใจนาวา มีตนมะละกอ 2 ตน ตนหนึ่งขึ้นอยูในรั้วบานฉัน อีกตนหนึ่งขึ้นอยูอีกฝงหนึ่งของรั้วถามีคนแปลกหนาเอาขวานมาฟนตนมะละกอตนนอกบาน ฉันจะโกรธ จะไปไลคนนั้นไมใหตัดมั้ยฉันก็ตอบวาไมเพราะไมเกี่ยวกับฉัน นาถามตอวาแลวกลับกัน ถาเขามาตัดตนที่ขึ้นในบานของฉันละ ฉันจะทําอยางไร ฉันก็ตองไปไลคนที่มาตัดซิจะมาตัดตนมะละกอของฉันไดยังไง นาก็ถามวาตนมะละกอเหมือนกัน ทําไมตัดตนหนึ่งโกรธแตตัดอีกตนหนึ่งไมโกรธละ ฉันตอบวา ก็ตนของบานฉันฉันรดน้ําดูแลใสปุยแลวฉันก็ไดเก็บลูกกินฉันก็ตองหวงของฉันนี่ไง..ของของตนทําใหเปนทุกขเขาใจแลวเปนแบบนี้นี่เองนาก็ถามตอวา แลวแครดน้ํากับใสปุย มะละกอจะงอกงามจนออกลูกไดมั้ย ฉันก็วา ไมนะจริงๆแลว นอกจากน้ําและปุย มันยังตองการอากาศ แสงแดด และสภาพดินที่เหมาะสมอีกดวย แลวนาก็ถามวาแลวอากาศ แสงแดดพื้นดินเปนของใครกัน ฉันตอบไมไดนาจึงวาก็“ของโลก” ไง ฉันพยักหนาเห็นดวยแตโดยดีเพราะเราไดอาศัยเก็บลูกมะละกอกิน รดน้ําใหบางเปนครั้งคราว ใสปุยบางเพราะอยากใหลูกดก แคนี้เราก็ไปตูเอาวามะละกอเปนของเรา ปจจัยอีกหลายอยางที่ประกอบกันแลวทําใหมะละกอออกลูก เราไมไดคิดถึง ถาเปนของฉันจริงๆ ฉันตองสั่งใหตนมะละกอออกลูกไดตามใจ โตเร็วไดดังใจ และตองอยูกับฉันตลอดไปซิ
Page 16
-16-ถาสังเกตตัวเองดีๆ จะพบวาเรามักจะมีอารมณกับสิ่งที่เราเกี่ยวของหรือมีผลกระทบตอตัวเราหรืออะไรก็ตามที่เราวาเปนของของเรา เชน ถามีใครมาวิจารณหรือตอวาตัวเรา พอแมเรา เพื่อนเราผลงานของเรา เสื้อผาที่เราใส หรืออาหารที่เราทํา เรามักไมพอใจ จะมากนอยก็แลวแตสถานการณเพราะเราไมเคยพิจารณาสิ่งที่คิดวาเปนของเราวาจริงๆแลวคืออะไร ที่มา ที่เปน ที่ไปเปนอยางไรเปนของเราจริงหรือ จึงทําใหทุกขเพราะไมเขาใจความเปนจริงของสิ่งนั้นๆ อยางที่ฉันทุกขกับเรื่องถวยกาแฟนั่นเองมีอะไรอีกบางที่เราไปตูวาเปนของของเรา ทําใหใจเราเคยเปนทุกข หรือเสี่ยงตอการเกิดทุกขในอนาคตตองลองคนดูและคอยๆแจกแจงที่มาที่เปนที่ไปของสิ่งนั้นดูนะคะแตเพราะเรายังตองใชชีวิตอยูในสังคมมีหนาที่การงานเรายังตองอาศัยสิ่งตางๆเพื่อดํารงชีวิตและอํานวยความสะดวกใหเราตามอัตภาพและฐานะ สิ่งที่สําคัญคือเราตองเรียนรูที่จะเอาประโยชนจากสิ่งที่มี ทั้งทางกายใหตรงกับวัตถุประสงคของการมีของนั้น และทางใจคือใชสมบัติเหลานั้นเปนหลักฐานใหเราไดสัมผัสความจริงไมวาจะ“มี”อะไรใหมีใหไดประโยชนอยา “มี” ใหเปนตนเหตุใหใจทุกขเพราะความไมเขาใจความจริงการคิดพิจารณาความจริงตองคิดพินิจพิเคราะหอยางละเอียดถี่ถวนใหเกิดความรูสึก หามคิดแบบรวบรัดตัดความเพราะไมทําใหเรามีอารมณรวมกับการคิดนั้นก็ไมเกิดประโยชน ที่ตองทําอยางนี้เพราะเรากําลังจะสั่งสอนใจเรา แตใจเราไมคุนเคย เราตองเอาสิ่งตางๆที่เห็นภายนอกหลายๆอยางมาประกอบกันเพื่อเปนหลักฐานใหใจไดรับรูและเกิดความรูสึกตามไปนึกถึงเวลาที่ทนายความสืบพยานตอหนาลูกขุน ทนายตองผูกเรื่องราวจากคําใหการของพยานประกอบกับหลักฐานที่มีอยูใหลูกขุนฟงเพื่อพิจารณาคดี ทนายฝายโจทกกับทนายฝายจําเลยตองใชพยานและหลักฐานทั้งหมดที่มีเพื่อเอาชนะอีกฝายหนึ่ง ลูกขุนเปรียบเหมือนใจของเรา ทนายฝายโจทยคือปญญาทางธรรมที่คอยดูแลใหใจสบาย ทนายฝายจําเลยคือความเห็นผิดที่ทําใหใจเปนทุกข ปกติใจเราจะคุนเคยกับฝายความเห็นผิดเพราะฝายนี้มีกลยุทธแพรวพราวทําใหเราหลงเชื่อมานานแลว สวนปญญาทางธรรม
Page 17
-17-ของเรายังก็ไมเคยไดมีโอกาสออกมาทํางานแตขณะนี้เรากําลังจะฝกปญญาทางธรรมออกมาขับเคี่ยวกับความเห็นผิดที่เรามีอยูตองหมั่นคนหาความจริงและเก็บหลักฐานสอนใจบอยๆจะไดชํานาญ TIP: “ ในการพิจารณาความจริงเราตองทําหนาที่เปนหมอใจของตัวเองวินิจฉัยโรคใจที่เราเปนอยูดูวาเรามีโรคเรื้อรังอะไรฝงใจอยูบางมั้ยหรือขณะนี้เราเปนโรคอะไรอยูคือเรามักจะอารมณเสียกับเรื่องใดเปนประจําบางใหนั่งนึกดูนะคะโรคเหลานี้แหละคะที่เปนเปาหมายของเรา แตในเมื่อเรายังเปนผูฝกหัดเราตองติดอาวุธใหกับตัวเองโดยการฝกเปนคนชางสังเกตสังเกตความคิดความรูสึกของตัวเองในแตละขณะจากเดิมที่เราเคยชินกับการมองคนอื่นก็ใหหันกลับมามองตัวเองใหมากขึ้นฝกคิดพิจารณาสิ่งของตางๆรอบตัวโดยเฉพาะที่รักๆวามีที่มาที่เปนที่ไปอยางไรแลว“นอม” หรือยอนมาเทียบกับตัวเราเสมอๆเพื่อความชํานาญ ”
Page 18
-18- บทที่ ๕ หมากับไกสอนใจ เพราะเปนลูกคนโต เปนลูกคนเดียวในบานมากอน เมื่อมีนองก็ทําใหฉันรูสึกวาพอแมรักฉันนอยลง เวลาพอซื้ออะไรมาฝาก เมื่อกอนฉันก็ไมตองแบงใหใคร พอมีนองก็ตองแบงใหนอง เวลาเลนกับนองพอนองรองไหฉันก็โดนพอแมดุรูสึกนอยใจพอแมลึกๆมาตลอดมีอยูครั้งหนึ่ง...จําไดแมนวาไปซุปเปอรมารเก็ตแลวฉันอยากซื้อขนมอยางหนึ่งพอไมอนุญาตใหฉันซื้อ แตพอนองขอบาง พอกลับไมวาอะไร เมื่อเริ่มโตขึ้น เลนกับพอ พอก็ไมเลนดวยบางครั้งฉันไปนั่งใกลๆอยางเคย พอก็บนวารอน ถาฉันยังขืนเบียดอยูอีกก็จะโดนพอหยิก ฉันก็เสียใจดวยความที่ชอบกินขนมมากกวาขาว ก็เริ่มอวน พอก็มักจะดุเวลาฉันกินขนม ฉันเคยทะเลาะกับพอแรงๆเรื่องกินขนมหลายครั้งแมบอกวาพออยากใหลูกดูดีแตตอนนั้นฉันไมเขาใจความนอยใจถูกเก็บซอนไวในใจวาพอไมรักเรา ทําใหฉันกับพอหางเหินกันมากขึ้นเรื่อยๆหลังจากรูจักการหาอุบายธรรมมาสอนใจ และเคยลิ้มรสใจที่เบาสบายหลังจากปลดความทุกขที่เกิดจากความเห็นผิดออกไดบางแลว ฉันก็เริ่มขุดคุยคนหาขยะที่ซุกซอนไวใตพรมในใจเปนการใหญในขณะที่นั่งเครื่องบินกลับอังกฤษกอนเปดเทอมสอง ฉันก็นึกถึงคราวที่มีพอกับแมมาดวยพอกับแมบินมาสงฉันที่อังกฤษกอนวันเปดเทอมๆแรก เพื่อพาฉันไปดูที่พักและหาซื้อของที่จําเปนกอนยายเขาที่พักฉันทะเลาะกับพอเพราะฉันอยากไปเที่ยวที่ตางๆตามที่หนังสือนําเที่ยวแนะนํา แตบางทีพอก็ไมยอมพาไปฉันก็ไมพอใจนึกเสียใจวาพอไมรักไปตางๆนานาแลวก็นึกยอนไปถึงเรื่องเกาๆที่แอบนอยใจสมัยเด็กๆที่ยังจําไดแมน นอกจากเรื่องนอยใจฉันก็จําไดวา ทุกครั้งที่ฉันรองไหไมวาตอนเด็กหรือตอนโตพอก็จะดึงฉันไปกอดและใหเช็ดน้ําตากับเสื้อพอทุกทีก็นึกไปเรื่อยๆทั้งเรื่องที่นอยใจ และเรื่องอื่นๆปนเปกันไป ใจก็นึกไปถึงหมาที่วิ่งอยูริมถนนหนาบาน
Page 19
-19-แถวหนาบานฉัน คนชอบเอาหมาที่เขาไมตองการแลวมาปลอย เมื่อมีคนใหอาหาร มันก็อยูแถวๆนั้นไมไปไหน จนออกลูกออกหลาน ฉันก็เห็น พอ แมหมาเหลานั้นมันดูแลลูกมันไมนานนักมันก็แยกยายกันตางตัวตางไป ไมเปนพอเปนแม ไมตองคอยดูแลกันอีกตอไป นึกไปถึงไกที่เคยเลี้ยง แมไกมันกกไขไดไมนาน ไขก็ฟกออกมาเปนลูกเจี๊ยบ แมไกก็พาออกคุยเขี่ยหาอาหารไมนานก็แยกยายกันไปไมตางจากหมาใจก็ยอนคิดทันทีวา ‘แลวเราละ...ที่วาพอแมไมรักนะ...จริงเหรอ’ ฉันไดคิดวา...ถาพอแมไมรักฉัน ทานจะทําแบบพอแมหมา พอแมไกก็ได แคดูแลใหฉันหาอาหารกินเองได ชวยตัวเองได แลวก็แยกยายกันไป หรือทําแบบที่เห็นตามหนาหนังสือพิมพ ที่พอแมใจรายเอาลูกทารกไปทิ้งตามขางทาง ฉันจะทําอะไรได ถามีคนมาเจอก็ดีไป ถาไมมีก็ตายอยางเดียวแตพอแมฉันทานไมไดทําอยางนั้น ทานเลี้ยงฉันจนโต ใหอาหารที่ดี ซื้อของเลนใหสารพัดใหฉันไดเขาโรงเรียนที่ดี ไดเรียนสูงๆ มีบานดีๆอยู อยากไปเที่ยวก็ไดไป อยากไดรถก็ได ใหฉันมีโอกาสในชีวิตมากกวาคนอีกมากมาย พอแมฉันดีกับฉันและรักฉันมากมาย แตฉันกลับมองไมเห็นความรักของทานคิดอยูแตวาทานไมรักฉันฉันคิดหาสาเหตุวาอะไรนะที่ทําใหฉันคิดแบบนี้ ฉันตองการความรักแบบไหนกัน ฉันอยากใหพอแมทําอะไรใหฉันอีก ฉันพบวาเพราะฉันคิดถึงแตวาฉันตองการอะไรจากทาน ถาตองการใหทานกอดแลวทานไมกอด ฉันก็ไมพอใจ พาลคิดวาทานไมรัก ถาตองการใหทานซื้อของให ถาทานไมซื้อ ฉันก็ไมพอใจอีก คิดแตวาทานไมรัก ฉันก็เห็นแตจุดที่ไมไดดังใจแคนั้น เพราะทานไมไดรักฉันอยางที่ฉันตองการ อยางที่ฉันคาดหวังเทานั้นเอง จุดอื่นที่พอแมทําใหที่สําคัญกวา มีคุณคากวามีมากมาย แตฉันกลับไมเอามาคิด กลับนึกไมถึง ไดแตเก็บเอาความไมพอใจมานั่งนอยใจ ทําตัวหาง
Page 20
-20-เหิน และเอาแตพูดวาพอแมไมรัก ถึงตรงนี้ไดเห็นตัวเองวา ฉันนี่แยจริงๆ ฉันไมเห็นความรักของพอแมและยังทําใหพอแมตองเสียใจเพราะฉันเมื่อรูอยางนี้ จึงซาบซึ้งถึงพระคุณของพอแม ความนอยใจกอนใหญที่ซอนไวลึกๆในใจมานานก็หมดไป ไดแตนั่งเขียนจดหมายถึงทานวา วันนี้ไดเห็นความจริงในความรักของพอแมแลวอยางไรบาง ไดกราบขอโทษพอแมในความเห็นผิด ทําใหแสดงออกมาทางการกระทําและคําพูดที่ไมเหมาะสมไมนารักใหพอแมทุกขใจหลายๆครั้งตั้งแตเด็กจนโตดูซิ...ความเห็นผิด ความไมรูในใจเรามันรายกาจนัก ทั้งทํารายใจตัวเองและคนรอบขางเราไดมากขนาดไหนแลวอีกโรคที่เรื้อรังในใจมานานของฉันก็ไดยาดีมารักษา ดวยคุณหมอที่ดีที่สุดก็คือตัวฉันเอง ทานก็คือหมอใจที่ดีที่สุดของทานเองเชนกัน เมื่อพบโรคที่เปนอยูใหเอาเรื่องราวเหลานั้นมาพิจารณา คิดสบายๆ แตใหคิดปะติดปะตอเปนเรื่องราว แบบเดียวกับการยอนคิดถึงความหลัง เมื่อมีความตั้งมั่นในการคิดพิจารณา สิ่งที่ไดพบเห็นผานตามาอาจเปนอุบายธรรมใหเราไดไขปญหาใจใหคลายทุกขในเรื่องนั้นๆได เชนเดียวกับหมาและไกที่เปนอุบายธรรมใหฉันไดเห็นความจริงในความรักของพอแม TIP: “ การพิจารณารักษาโรคใจเปนเรื่องสวนตัวของแตละคน ไมจําเปนตองเหมือนกันใหแตละคนมีอิสระทางความคิดไดเต็มที่โดยอยูบนพื้นฐานเดียวกันคือความเปนจริงที่มีหลักฐานยืนยันไดไมใชคิดเอาเองตามความพอใจถาหลักฐานความจริงเพียงพอ ผลของการพิจารณาคือใจที่สบายคลายทุกขเพราะใจยอมรับความจริงในเรื่องนั้นนั่นเองผลของการปฏิบัติก็เปนสวนตัวรูไดดวยตัวเองเชนกัน ”
Page 21
-21- บทที่๖ หนักนักก็วาง…แลวจะเบา หลังจากเรียนจบปริญญาตรี กอนจะไปเรียนตอปริญญาโท ฉันไดเขาทํางานในบริษัทใหญแหงหนึ่ง ตลอดเวลาที่ทํางานที่นั่น ฉันไดรับคําชมมากมาย เคยไดรับจดหมายชมเชยจากบริษัทหลายครั้งวาเปนพนักงานที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพการทํางานสูง เจานายทุกคนก็รัก ฉันคิดวาฉันประสบความสําเร็จในหนาที่การงานแลว ฉันภูมิใจในตัวเองและยิ่งทุมเทใหกับงานอยางมากขึ้นแตละวัน เมื่อกลับถึงบานค่ําๆมืดๆก็ยังไมหยุดคิด หยุดบนถึงเรื่องงาน เรื่องเพื่อนรวมงานคนโนนลูกคาคนนี้ ใหพอแมฟงตออีกไมเวนแตละวัน บางวันพอขี้เกียจฟง ก็วาฉันนั้นไมฉลาดเลยที่เปนแบบนี้ แตฉันก็ไมเขาใจที่พอพูด ยังบนใหแมฟงตอไป นับวันฉันจะชอบหาขอบกพรองของคนอื่นมากขึ้น และขี้รําคาญ ใครทําอะไรก็ไมถูกใจไปหมด หาขอติไดแทบทุกเรื่องในชวงนั้น ทําใหฉันหงุดหงิดไดตลอดทั้งวันเลยทีเดียวเมื่อเริ่มนอมเปน ไดเห็นคนขี้หงุดหงิดหลายคนรอบขาง เห็นวาเราก็เหมือนเขา ขี้หงุดหงิดงาย อารมณเสียงาย เวลาอารมณไมดีหนาตาก็ยูยี่ พูดเสียงแข็งๆไมนาฟง บางทีก็บนออกมา เปนที่นารําคาญกับคนรอบขาง ฉันเองก็ยังไมชอบอยูใกลคนแบบนี้เลย เห็นขอเสียของตัวเองแบบนี้จึงพยายามแกไขวันหนึ่งระหวางที่เดินไปสวนสาธารณะใกลบาน ก็คิดไปดวยวา ฉันกลายเปนคนขี้หงุดหงิดตั้งแตเมื่อไหรกัน นึกยอนไปตอนเด็กๆฉันเปนเด็กอารมณดีราเริง ยังไมมีนิสัยขี้หงุดหงิด เอาแตวิ่งเลนสนุก เลนกับคนโนนที คนนี้ที ฉันก็คิดวา ‘เอ....ตอนเด็กๆเราคิดตางจากตอนโตยังไงนะ อะไรทําใหเราเริ่มเปนแบบนี้’ ฉันนึกยอนตอไป เหมือนยอนดูหนังที่ฉันเลนเองนึกไปถึงตอนทํางานกลุมกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัยกอนจะจบปริญญาตรีฉันเคยตอวาเพื่อนในกลุมวาเขาไมตั้งใจทํางานทําใหงานของเขาออกมาไมดีพอฉันคิดวาฉันทําไดดีกวาฉันเลยตองเปนคนทําซะเองสวนเพื่อนก็ไมพอใจฉันและไม
Page 22
-22-อยากจะทํางานตอฉันมักจะตอวาคนอื่นแรงๆเมื่อเขาทําอะไรไมถูกใจฉันหรือทําไมไดตามมาตรฐานที่ฉันตั้งไวเมื่อเรียนจบดวยคะแนนที่นับวาดีทีเดียว ดีกรีความไมพอใจคนอื่นยิ่งเพิ่มสูงขึ้น มีคนบอกฉันหลายคนวาฉันเปนคนมั่นใจในตัวเองมากแตฉันไมเห็นวาเสียหายตรงไหนชวงที่เขาทํางานใหมๆมีพี่ที่ทํางานมาขอใหฉันอธิบายรายละเอียดขั้นตอนผลิตผลิตภัณฑของบริษัทใหเขาฟงอธิบายเทาไหรเขาก็ไมเขาใจ จนฉันรําคาญและคิดวาเพราะเขาไมตั้งใจจึงไมเขาใจอยูอยางนั้น ฉันเลยบอกเขาไปวา วันหลังใหเอาสมองมาดวยแลวคอยมาถามใหมแลวกัน เขาโกรธฉันมาก แตฉันก็ยังไมรูวาตัวเองพูดอะไรออกไป และยังไมหยุดนิสัยแบบนี้ เหตุการณที่สะดุดใจที่สุดคือ ฉันเปนหนักขนาดหงุดหงิดแมกระทั่งเด็กปม วาเขาเติมน้ํามันไดไมเขาทา แตก็ไมรูจะทําอยางไรกับตัวเองในตอนนั้นฉันเห็นถึงความหนักในใจตัวเองแตละครั้งที่หงุดหงิด เพราะไมไดดั่งใจจากการกระทําของคนอื่นขณะที่ยอนนึกถึงเหตุการณที่ผานมา ใจก็นึกถึงคําพูดที่ไดยินเมื่อวันกอนวา “กระเปาหนักก็วางสิ” นาคนหนึ่งพูดกับเพื่อนที่ไมยอมวางกระเปาถือใบใหญ แตบนวาหนัก เมื่อเขาวางกระเปาลงตามที่เพื่อนแนะนําก็พูดวา“เออจริงเนอะ..พอวางแลวก็เบาจริงๆ” ใจก็นึกตอวา ‘แลวที่เราหนักละ เราถืออะไรอยูนะ’ ทันใดนั้นก็เห็นภาพตัวเองถือไมบรรทัดอันใหญมาก ที่คอยเที่ยววัดคนนั้นคนนี้ตลอดเวลา ‘เออนะก็มันทั้งใหญและหนัก ไมถือแลววางดีกวา’ พอใจยอมวางรูสึกเบาทันทีจริงๆ เข็ดแลวไมหลงแบกไมบรรทัดในใจอันใหญใหหนักอีกตอไป‘...แลวที่เคยติคนอื่นเขา..แลวฉันละเคยทําอะไรผิดพลาดบางมั้ย’ ยอนนึกดูตัวเองยกตัวอยาง เวลาสอบ เขาใหทําขอสอบใหถูก ฉันไมเคยทําถูกหมดสักที เพราะสะเพราและเลินเลอเวลาขับรถบางทีก็หลงทาง ไปซื้อของพอกลับถึงบานไมมีของซะแลวเพราะลืมไวที่รานนัดหมาย
Page 23
-23-กับเพื่อน บางครั้งก็ไปไมทัน บางครั้งก็ลืมสนิทจนผิดนัด แมฝากซื้อของ บางครั้งก็ซื้อมาผิด เปนตนฉันเองก็ไมตางจากคนที่ฉันเคยติหรอก เพราะก็เคยทําผิดทําพลาดทําไมถูกใจใครหลายๆคนเชนกันแตเวลาที่พลาดเอง มักจะไมถือสาตัวเอง คิดวาเปนเรื่องเล็กๆนอยๆบาง ธรรมดาบาง แตถาเปนคนอื่นพลาดยอมไมได ดูความไมเปนธรรมของตัวเราซิ เมื่อเห็นวาตัวฉันเองก็เคยพลาด ทําใหเขาใจผูอื่นวาเวลาเขาพลาดเขาก็คิดก็รูสึกไมตางจากเราหรอกฉันเคยซื้อของแตกลับลืมของทิ้งไวที่ราน จึงโดนแมดุ ฉันก็เสียใจเพราะไมไดตั้งใจพลาดทําใหเห็นใจผูคนที่ฉันเคยวาเคยพูดจาแยๆดวยจริงๆและเมื่อจะวิพากวิจารณใครอีกก็ตองระมัดระวังคําพูดเพราะเห็นใจเขากับใจฉันไมตางกัน ไมลืมที่จะคิดกอนพูดวา ถามีคนมาพูดแบบเดียวกับที่เรากําลังจะพูดออกไปเราจะรูสึกอยางไรถาเราไมชอบผูอื่นก็ไมชอบเชนเดียวกัน TIP: “ การนอมเปนก็ดีอยางนี้ยิ่งนอมเกงเทาไหรยิ่งทําใหเห็นวาฉันและเขาไมตางกันเราไมชอบอะไรเขาก็ไมชอบเชนกันเห็นใจกันเห็นใจตัวเองและเห็นใจผูอื่นแตถานอมแลวพิจารณาแลวยังเห็นวาตัวเราดีกวาเขาหรือยังเขาขางตัวเองอยูก็ใหหาหลักฐานความเปนจริงใหใจไดเห็นตอไปนะคะ เมื่อหลักฐานเพียงพอใจจะยอมรับความจริงทั้งหมดเอง ”TIP: “ ที่ใจยอมวางไดเปนเพราะใจไดเห็นหลักฐานเพียงพอไดเห็นทุกขโทษภัยของการเที่ยวเอาใจตัวเองไปวัดผูอื่นทุกขคือความหงุดหงิดขี้รําคาญความหนักที่เกิดขึ้นในใจเมื่อตองการใหทุกอยางเปนอยางใจคิดซึ่งไมมีทางเปนไปไดโทษคือเมื่อเราไมไดดังใจการแสดงออกทางกริยาวาจาก็ไมเหมาะสมสามารถสรางเวรสรางกรรมตอไปไดภัยคือปฏิกิริยาโตตอบที่ผูอื่นอาจกระทําตอเราจากการที่เราแสดงกริยาวาจาที่ไมเหมาะสมตอเขากอน ”
Page 24
-24- บทที่ ๗ขอบคุณดอกไมตนไมในสวน ในการอบรมที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตรครั้งนั้น วิทยากรพูดไดวา “ในการปฏิบัติแนวปญญา ไตรลักษณเปนหลักสําคัญในการพิจารณาพิจารณาอะไรก็ใหลงสูไตรลักษณ” ไตรลักษณประกอบดวย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฉันเองก็เคยไดยินคําเหลานี้มานานแลวอนิจจัง แปลวาความเปลี่ยนแปลง ความไมเที่ยง ทุกขัง คือความทุกข อนัตตา ความไมมีอะไรเปนตัวตน ถามใจตัวเองวาเขาใจคําเหลานี้ดีมากนอยแคไหน เพราะถาเขาใจแคคําแปลก็ไมมีประโยชนอะไรกับเราจริง ตอบอยางซื่อสัตยกับตัวเองที่สุดวา ยัง....ยังไมเขาใจถองแทดวยตัวเอง แครูตามหนังสือเปนแคการรูจัก“ชื่อของธรรมะ” เทานั้นทําอยางไรดีละ ...จําไดวาปาๆนาๆกัลยาณมิตร บอกวา ถาอยากรูความจริงอะไร สิ่งตางๆรอบตัวโดยเฉพาะตนไมดอกไมชวยได ตอนนั้นฉันจึงออกจากหองไปเดินหาความจริงในสวนใกลที่พัก TIP: “ ขอเชิญชวนทานผูอานออกไปหาความจริงดวยกันนะคะใจเย็นๆไมตองรีบรอนรับรองวาตองไดเจอความจริงแนๆเปนความจริงในแบบของใครของคนนั้นอีกดวยไมตองเหมือนในหนังสือหรือเหมือนกับใครทั้งนั้น ถาทานพบความจริงดวยตัวเองแลวก็รับรองไดวาจะเกิดความมั่นใจโดยไมตองถามใครวาที่เราเขาใจนั้นถูกหรือผิดบอกใบใหวาตองชางสังเกตชางสงสัยทําตัวทําใจใหเหมือนเด็กที่สําคัญใหคิดตามสบายอยางเปนอิสระ)ทางความคิด(ใหตั้งคําถามถามตัวเองไมมีถูกผิดเหมือนทําขอสอบคะแคตองกลาๆคิดหนอย ”
Page 25
-25-ลองตั้งคําถามกับตัวเองดูซิวา...ดอกไมตนไมเปนอยางไร มีดอกมีใบกี่แบบ หลับตาบาง ลืมตามองดูบางที่เห็นวันนี้เหมือนที่เห็นเมื่อวานมั้ยความเปลี่ยนแปลงของกิ่งกานดอกใบแตละอันวาเหมือนกันมั้ยแตกตางกันอยางไรเมื่อหมดสภาพตกลงสูพื้นดินมีความเปลี่ยนแปลงอยางไรถาเราอยากใหดอกไมที่กําลังบานสวยอยูขณะนี้ คงอยูตลอดไป จะเปนอยางไร ถามตัวเองดูนะคะ เมื่อเขาใจกับความจริงทั้งสามขอนี้)อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา(บางแลว ลองนอมดูตัวเองวาเราเหมือนหรือตางกันอยางไรกับตนไมเหลานั้นบาง....วันนั้นเมื่อฉันไปถึงสวนสาธารณะ ฉันตั้งหลักใจของฉันวาจะตองทําความรูจักกับ “ความเปลี่ยนแปลง” ใหได ฉันเดินชมสวนอยางสบายใจเชนเคย เหลือบเห็นตนไมตนหนึ่งดอกสีชมพูบานสะพรั่งตัดกับใบสีเขียวเขมอยางสวยงาม ฉันชอบตนไมตนนี้มาก รูสึกอยากใหดอกบานสวยอยางนี้นานๆจึงเดินเขาไปดูใกลมองอยางพินิจพิเคราะหเมื่อสังเกตดีๆนอกจากตนไมที่มีดอกบานสะพรั่งเต็มตนแลว ฉันเห็นวาดอกบางดอกเริ่มโรยบางดอกก็เหี่ยวหอยรองแรงพรอมจะหลนจากตน บางดอกก็ยังตูมเปนตุมเล็กๆสีเขียว หาดอกที่สวยสมบูรณแบบไมไดเลย บางดอกยังไมทันบานก็เนาซะแลว สวนใบที่เห็นเขียวๆเปนพุม ดูใกลๆเห็นมีทั้งยอดออน ใบที่ยังไมแกมาก และใบที่เปนสีเขียวเขม สวนใหญก็มีรองรอยหนอนเจาะ บางใบก็หงิกๆงอๆมีฝุนเกาะ เมื่อมองเรื่อยๆลงมาที่โคนตนก็เห็นทั้งดอกและใบเหี่ยวๆสุมกันอยูมีแมลงหวี่บินไปมาคอยๆยอยสลายกลายเปนดินเปนอาหารใหลําตนดูดกินเพื่อเจริญเติบโตตอไปนี่ไง“ความเปลี่ยนแปลง” ดอกที่กําลังบานสะพรั่งขณะนี้ เมื่อกอนก็เปนดอกตูมและดอกตูมที่เห็นตรงหนาตอไปก็จะบาน แตความเปลี่ยนแปลงไมมีกฎตายตัว ดอกตูมก็เนาโดยที่ยังไมบานไดดอกที่บานสวยไมนานก็เปลี่ยนแปลง ถาไมโดนหนอนกิน ก็จะคอยๆเหี่ยวและรวงจากตน ‘นี่ก็ไมตางจากเรา’ ฉันคิดในใจ เมื่อกอนฉันก็ตัวเล็กๆเปนเด็กทารกเนื้อตัวเตงตึงเหมือนดอกตูม เมื่อไดรับการเลี้ยงดูอยางเหมาะสมก็คอยๆเติบโต บางครั้งที่เปนโรคก็เหมือนกับดอกไมที่โดนหนอนเจาะ ถาดอกไมดอกไหนไมแข็งแรงหรือมีศัตรูพืชมากก็รวงโรยไปตั้งแตยังไมบาน หรืออาจเกิดความพิการ
Page 26
-26-ไมสมบูรณอีกตอไป ดอกไมก็มีอายุของมันเมื่อบานเต็มที่ก็คอยๆโรยราไมวาสภาพแวดลอมจะดีเพียงใดก็ไมสามารถคงสภาพเดิมได ฉันก็เหมือนกัน และในที่สุดฉันก็ตองเปนดอกเหี่ยวรวงทับถมที่โคนตน เนา เปอย แหลกสลายกลายเปนดิน เปนสภาวะสุดทายของการเปลี่ยนแปลง ไมเหลือสภาพเดิมใหแยกแยะวาเคยเปนสิ่งใดมากอน คืออนัตตาไมมีตัวตน ถาไมมีดอกใบเหี่ยวๆรวงลงดินยอยสลายจนเปนดินในที่สุด ตนไมจะเอาอาหารจากที่ไหนเพื่อเจริญเติบโตตอไป ดอกไมมีวัฏจักรของมัน ฉันก็มีวัฏจักรที่ไมตางกัน ดอกไมทําใหฉันไดเห็นวาความเปลี่ยนแปลงมีอยูในทุกสิ่งทุกอยางและที่สําคัญไมมีกฎตายตัวใหเราคาดหวังไดเลย)ไมเที่ยง (เราไมมีทางรูวาดอกตูมดอกไหนจะบานสวย จะบิดเบี่ยวหรือจะรวงตั้งแตยังไมบานเลย และในที่สุดของการเปลี่ยนแปลงไมวาดอกไมหรือตัวฉันก็กลายเปนดินเหมือนๆกันหมดตอนแรกที่เห็นตนไมตนนี้ฉันรูสึกอยากใหดอกบนตนบานอยูนานๆเพราะสวยดี เมื่อเห็นแลววาความเปลี่ยนแปลงอยูในทุกๆสิ่ง ทําใหเขาใจตอไปวา ที่เราเปนทุกขกันทุกวันนี้ก็เพราะวาความคิดของเราที่ตั้งอยูบนความไมรูจริงนี่เอง ที่ฉันคิดวาอยากใหดอกไมบานสวยไปนานๆเพราะฉันไมยอมรับความเปลี่ยนแปลงและไมคิดวาความเปลี่ยนแปลงมีในทุกๆสิ่งจริงๆอยางหมดใจ จึงทําใหยังแอบหวังวาถาดอกไมอยูนานๆก็ดีเพราะเราพอใจกับความสวยงามของดอกไม จึงอยากเก็บไวดูนานๆ คิดตานความเปลี่ยนแปลงอยางนี้เทากับทําใหตัวเองเสี่ยงกับการเปนทุกขเขาแลว เพราะไมมีใครหรือสิ่งใดในโลกหนีความเปลี่ยนแปลงได ถาอยูๆมีคนเดินมาเด็ดดอกไมที่เรากําลังยืนชมความงามอยู รับรองฉันตองไมพอใจคนนั้นไมมากก็นอยอยางแนนอน นี่ไงความทุกขเกิดอยางนี้นี่เอง แตถาเรายอมรับความเปลี่ยนแปลงอยางหมดใจเราก็จะรูวา ดอกไมดอกนี้ตองเปลี่ยนแปลงไมทางใดก็ทางหนึ่ง คนเด็ด ลมพัดหัก หนอนกิน เหี่ยวไปเอง หรือถามีคนมาเด็ดจริงๆ คนๆนั้นก็ไมสามารถยืนเด็ดดอกไมไดตลอดไป เดี๋ยวเขาก็ไปและตนไมก็จะออกดอกใหมไดอีกในไมชา เราก็ไมจําเปนตองไปโกรธหรือไมพอใจคนๆนั้น
Page 27
-27-ฉันพบวาใจที่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงและความไมเที่ยงเทานั้นที่จะไมมีความทุกขเพราะฉะนั้นฉันจึงตั้งหนาตั้งตาเก็บหลักฐานรอบตัวเพื่อตอกย้ําใหใจไดเห็นวาความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับทุกๆสิ่งทุกๆอยางรวมทั้งตัวเองดวยอยางไมมีขอแมและไมมีรูแบบตายตัวฉันเดินตอไปเรื่อยๆในสวนเพื่อเก็บหลักฐานความเปลี่ยนแปลง อยูๆก็มีลมแรงมากพัดมาลมแรงจนฉันตองหลับตาเพื่อไมใหฝุนเขาตา เมื่อลมสงบ...ฉันลืมตาขึ้น ฉันพบใบไมเกลื่อนกลาดไปหมด ฉันเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อครู ใบไมเหลานี้กอนลมจะพัดมาตองอยูบนตนไมไมตนใดก็ตนหนึ่งแถวๆนี้แนกอนหนาที่ลมจะพัดมาก็ไมมีลม ไมมีใบไมเกลื่อนกลาดบางสวนก็ยังอยูบนตน เมื่อลมพัดมา ใบไมถูกกระแสลมพัดอยางแรงจนหลุดออกจากตน สวนที่รวงอยูแลวก็ยายจากที่หนึ่งมาอีกที่หนึ่ง ถนนที่สะอาดสะอานเมื่อครูไมมีแลว จํานวนใบของตนไมแตละตนในบริเวณนั้นก็ไมเทาเดิม ฉันที่สะอาดสะอานกอนลมพัดตอนนี้ก็เต็มไปดวยฝุน ทําใหเห็นวาความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกขณะจริงๆจนทําใหหาคําจํากัดความสิ่งตางๆรวมทั้งตัวเราเองใหถูกตองรอยเปอรเซ็นตไดยากเพราะมันเปลี่ยนอยูตลอดเวลาฉันพบวาทุกๆขณะที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทิ้งใหชวงที่ผานไปนั้นเปนเพียงอดีต ไมใชของจริงอีกตอไปเหลือเก็บไวแตความทรงจําเหมือนเราเอาหนังมาฉายดูกันจริงๆแลวภาพเคลื่อนไหวที่เราเห็น ก็คือภาพหลายๆภาพเรียงตอๆกัน แลวใหความเร็วเปนตัวเชื่อม ภาพแตละภาพผานสายตาเราเพียงแวบเดียว ภาพที่เห็นตรงหนาเมื่อครูขณะนี้ก็ไมมีแลวเพราะมีภาพใหมมาแทนที่ แลวภาพที่เห็นขณะนี้ก็ตองผานไปเชนกันเปนอยางนี้ซ้ําแลวซ้ําเลา ชีวิตเราก็เหมือนกัน แตละขณะที่เราไดสัมผัส ที่เรารูสึก ที่เรามี ที่เราเปน ก็อยูกับเราแคชั่วคราวแลวก็ผานไป เหลือแตความทรงจําที่ไมมีตัวตนอีกแลว อดีตแมแตเมื่อวินาทีที่แลวก็ไมมีตัวตนอีกตอไป ถาเราไมยอมปลอยใหอดีตหรือสิ่งที่ไมมีตัวตนแลวผานไปก็ทําใหใจเราเปนทุกขเทานั้นเองลองยอนไปดูอดีตที่ผานมาของเราก็ได อยางเมื่อกอน เวลาฉันอยูบานแลวเพื่อนปากีสถานไมอยูฉันมีความสุขมาก ออกมานั่งหองนั่งเลน ทํากับขาวอยางสบายใจ แตพอเพื่อนปากีสถาน
Page 28
-28-กลับมา ฉันจะรูสึกเซ็งตองกลับเขาไปหมกตัวในหองหรือไมก็ออกไปขางนอกซะเลย แลวก็คิดวาทําไมจะตองกลับมาตอนนี้ดวยนะ! นี่ก็เปนหลักฐานอันหนึ่งที่แสดงในเห็นถึงการไมยอมรับความเปลี่ยนแปลง พอใจสิ่งไหนก็อยากใหสิ่งนั้นคงอยูอยางนั้นนานๆ แตถาไมพอใจสิ่งไหนก็อยากใหสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงเร็วๆ(แตตองเปลี่ยนไปในทางที่เราอยากใหเปนดวยนะ) แลวทานผูอานละคะ...พบอะไรในสวนกันบาง...การเดินเลนในสวนในวันนั้น เปนครั้งแรกในชีวิตที่ฉันไดเปดโอกาสใหใจไดเรียนรูความจริงตามความเปนจริงของโลก ไดเขาใจเบื้องหนาเบื้องหลังของความทุกขใจที่เกิดขึ้นอยูเนืองๆวาที่แทก็มาจากความรูเทาไมถึงการณในความเปนไปของสิ่งตางๆรอบตัวแตก็เปนเพียงจุดเริ่มตนเทานั้น ฉันไดตั้งหลักใหกับใจของฉันวา ตอไปถามีความทุกขใจเกิดขึ้นอยาไดดวนตีโพยตีพายไปเหมือนเมื่อกอนที่ผานๆมา ใหคิดทบทวนดูกอนวา เราพยายามจะยึดใหอะไรคงเดิม ใหมันเที่ยงอยูอยางนั้น หรือไมยอมรับความเปลี่ยนแปลงหรือไม หรือวาเราลืมที่จะปรับตัวใหทันสถานการณที่เปลี่ยนไปไมรูจบหรือไม หรือมัวแตหลงอยูกับสิ่งที่ไมใชของจริงหรือไม เพราะทั้งหมดนี้แหละที่เปนสาเหตุของทุกขในใจเราที่แทจริงโดยมีความไมรูจริงไมยอมรับความจริงเปนตัวการใหญ
Page 29
-29- บทที่ ๘ หญิงกระโปรงแดง วันหนึ่งฉันนั่งอยูในรานกาแฟดูผูคนเดินผานไปมาเหลือบเห็นผูหญิงคนหนึ่งสวมกระโปรงยาวสีแดงแจดกับเสื้อแขนกุดสีสมสด ใจก็แอบคิดวา ‘โอโห...สีสดขนาดนี้ กลาใสออกมาเดินไดยังไงเนี่ย’ ‘เรากําลังไปยุงอะไรเรื่องของคนอื่นเขาอีกแลวนะเนี่ย’ จับความคิดตัวเองไดทัน จึงนอมเขาหาตัวทันทีวา ‘แลวเราละ...เวลาเราแตงตัว ถากลาออกจากบาน ก็แสดงวา..เราตองมั่นใจในชุดที่ใสวาสวยดีแลว เขาคนนั้นก็ตองคิดเหมือนกับเราไมอยางนั้นคงไมกลาออกจากบานแนนอน’ นี่ทําใหเห็นวาการคิดวิพากษวิจารณคนอื่นเกิดจากมีสิ่งที่มาขัดตาขัดใจของฉันเพราะฉันยังปลอยใหความคิดลองลอยไปตามความเคยชินแบบเดิมๆที่มีความเห็นผิดเปนตัวบงการผูถูกวิพากษวิจารณเขาก็ไมรูเรื่องอะไรและไมไดเดือดรอนไปกับฉันดวยเลย แตสําหรับฉันซิ...แคคิดก็ขาดทุนทั้งเวลาและพลังงานสมอง โดยไมไดประโยชนอะไรเลย ยิ่งถาฉันจับความคิดของตัวเองไมทัน นอมไมเปน ฉันก็จะไมมีโอกาสพลิกเอาความเคยชินแบบลบๆนี้ใหกลายเปนประโยชนกับตัวเองไดเลย แลวการคิดวิพากษวิจารณในใจก็อาจเปลี่ยนเปนการนินทาวารายผูอื่นในเวลาตอมาเปนการกอเวรกอกรรมไดอีกดวยการวิจารณเรื่องบางเรื่องอยางเผ็ดรอนเชน เรื่องการเมือง หรือนินทาคนที่เราไมชอบ ไมเกิดประโยชนกับเราแถมยังทําใหเกิดอารมณขุนมัว พระทานวา ผูมีจิตอกุศล หากหมดลมหายใจไปในขณะนั้นผูนั้นตองลงสูอบายภูมิ)ตกนรก(อยางแนนอนอยางไรก็ตาม ถายังเผลอวิจารณหรือนินทาผูอื่นอยู เมื่อจับความคิดตัวเองไดแลวใหรีบนอมทันทีวา “แลวเราละ...” ก็จะเกิดประโยชนตอตัวเองทันที เทากับเราไดยกผูนั้นมาเปนกระจกสองดูตัวเองใหไดเห็นสวนที่ไมดี สวนที่เรายังขาดตกบกพรองอยู นอกจากนี้ก็ใหพิจารณาทุกข โทษ ภัยของการวิจารณหรือนินทาคนอื่นใหมากๆจะไดเลิกนิสัยไมพึงประสงคนี้ได
Page 30
-30-ทุกข คือความรูสึกดานลบในใจที่เกิดขึ้นขณะที่เราวิจารณหรือนินทาใคร โทษ คือผลเสียที่เราไดรับในปจจุบันเชนเห็นวาเราขาดทุนทั้งเวลาและพลังงานสมองโดยที่ไมเกิดประโยชนตอตัวเอง และภัย คือความเดือดรอนที่จะตามมาในอนาคต จากการวิจารณหรือนินทาคนอื่น เชน ถาหากคนที่เราแอบวิจารณในใจอยูนั้นเปนเพื่อนสนิทของเรา เราอาจเผลอพูดสิ่งที่เราคิดออกมาเปนคําพูดอยางไมเกรงใจ คําพูดของเราสามารถทํารายจิตใจเพื่อนใหเกิดความไมสบายใจ และอาจผิดใจไมสนิทใจกันหรือทะเลาะกันเลยก็เปนไดทีนี้ถาเรากลายเปนฝายถูกกระทําบาง ถามีคนมาวิจารณ นินทา บน ติ ตอวาเรา ....กอนที่จะโกรธหรือไมพอใจ ใหคิดวา ‘แลวเราละ...เคยทําอยางนี้กับใครบางมั้ย’ นึกเหตุการณที่เคยเกิดขึ้นกับเราจริงๆ ใหเห็นหนาคูกรณีคนนั้นใหได เราจะไดรูซึ้งถึงความรูสึกของคนที่เราไปทําเขาไว วาเขาก็รูสึกเหมือนเราตอนนี้ ถาเราไมชอบใหคนอื่นมาวิจารณ มานินทา มาบน มาติ มาวาเรา เราก็อยาไปทําแบบนั้นกับคนอื่นเลย เพราะเขาก็ไมชอบเชนกันขณะเดียวกัน เราก็เคยเปนผูกระทํา เราจึงไมถือโทษโกรธคนที่กําลังวิจารณ นินทา บน หรือติเราเพราะเขาทําไปเพราะความเคยชิน เพราะความทุกขในใจไมวาจะเปนความขัดหู ขัดตา ขัดใจของเขาอยางที่เราก็เคยเปนนอมบอยๆ พิจารณาอยางนี้บอยๆ เราจะไมกลาทํารายคนอื่นทั้งดวยความคิด คําพูด สายตาและการกระทํา เพราะเรารูแลววาผูถูกกระทําเขาจะรูสึกอยางไร จากการที่เราก็เคยเปนผูถูกกระทํา TIP: “ การปฏิบัติดวยปญญาในการพิจารณาเรื่องใดก็ตามจะไมมีการเดาสุมๆไปวา‘เราคงเคยทําเคยเปนอยางนั้นมั้ง.....’ เราตองหาหลักฐานที่เกิดขึ้นจริงในอดีตของเราหรือของคนอื่นที่พบเห็นมาก็ไดเพราะถามีหลักฐานใหใจไมพอใจจะไมยอมรับใจเราก็เหมือนเด็กดื้อจะดื้อดึงไมยอมเชื่องายๆแตถาเราหมั่นหาความจริงใหใจรับรูไมนานเขาก็จะยอมรับแตโดยดี ”
Page 31
-31-เชนกันและไมนึกโกรธคนที่มาทําไมดีกับเราเพราะเขาก็ทําไปดวยความไมรูเพราะความทุกขในใจของเขาเปนเหตุ
Page 32
-32- บทที่ ๙ ทารซานสอนใจเรื่องการเรียน กอนจะรูจักคิดสอนใจตัวเอง...ฉันรูสึกวาปริญญาโทที่กําลังเรียนอยูนี้ชางยากเย็นเหลือเกินวิชาที่เรียนสวนใหญเปนวิชาใหม ไมเคยเรียนในชั้นปริญญาตรีมากอน ทั้งสําเนียงภาษาแบบผูดีอังกฤษก็ยังไมคุนเคย คําศัพทเทคนิคใหมๆ ก็ยังไมเขาใจ ทั้งหมดเปนอุปสรรคในการเขาถึงเนื้อหาของวิชาตางๆที่เรียนอยูอยางมาก ทําใหไมมีเวลาวางไปทําอะไรอยางอื่นเพราะมัวแตพะวักพะวงอยูกับการอานตําราเรียนจนเกินเหตุนานๆเขาก็เริ่มทอวาเราตองไมมีความรูความสามารถเทาเพื่อนในหองแนๆ ใจหนึ่งก็รูสึกอยากออกไปเดินเลน พักผอนหยอนใจ ทํากิจกรรมแปลกๆใหมๆบาง แตก็ไมสามารถออกไปทําอยางมีความสุขไดเพราะอีกใจหนึ่งรูสึกวาเปนการเสียเวลา...ควรรีบกลับมาอานหนังสือใหมากขึ้นอีก แตก็ไมสามารถจดจออยูกับหนังสือที่อานไดนาน ทําใหเสียเวลาไปอยางไมเกิดประโยชนเทาที่ควรเมื่อรูจักตรวจความรูสึกนึกคิดของตัวเอง ไดมาทบทวนดู เห็นความไมสบาย ไมเปนอิสระของใจที่เปนมานานตั้งแตเปดเทอมแรก เปนสัญญาณบอกใหรูวาเรามีความเห็นผิดคั่งคางในใจ จึงเริ่มคนหาตนเหตุทันที‘เราก็ไมไดโง เรียนไดดีมาตลอด ที่มาเรียนที่นี่ไดก็เพราะมีคนใหทุนมา แสดงวาเราไมไดโงหนังสือเราก็อาน แตรูสึกวาไมเขาใจซักที ทั้งที่วิชาสิ่งแวดลอมก็เปนเรื่อง common sense ทําไมเราถึงยังไมเขาใจนะ’ ใจนึกไปถึงการตูนเรื่องทารซานของวอลต ดิสนีย ตอนที่พวกลาอาณานิคมขึ้นไปบนเกาะที่ทารซานอยู เมื่อคนเหลานั้นเห็นทารซาน ที่เปนคนแตทําทาเปนลิงพูดภาษาลิง ก็พากันหัวเราะเยาะพากันลอเลียนเมื่อมีคนใจดีพยายามสอนภาษาคนใหทารซาน ทารซานจึงเริ่มพูดสื่อสารเปนภาษาเดียวกับคนพวกนั้นไดเขาก็เลิกลอเลียนและเห็นวาทารซานเปนพวกเดียวกับเขาปง....ทันทีวา ที่เรารูสึกโงกวาเพื่อน รูสึกวาเรียนไมรูเรื่องอยูคนเดียว รูสึกดอยกวาเพื่อนในหอง เปนเพราะเราพูดภาษานักสิ่งแวดลอมไมไดเหมือนเขาเทานั้นเอง ไมใชวาเราโงกวาเขา เมื่อคิด
Page 33
-33-ได...ใจก็สบายทันที จับจุดไดแลวก็เริ่มหัดคิด หัดพูดในแบบของนักสิ่งแวดลอมใหชํานาญมากขึ้นเวลาอานหนังสือแลวไมเขาใจ ก็พยายามพิจารณาวาเราไมเขาใจเนื้อหา หรือไมเขาใจภาษากันแน ถาเปนเรื่องเนื้อหาก็อานซ้ําอีกครั้ง ถาเปนเรื่องภาษาก็จะปรึกษาเพื่อนที่เปนเจาของภาษาและขยันเปดพจนานุกรมมากขึ้น แลวก็เริ่มหัดใชศัพทเฉพาะที่ไดเรียนมาในชีวิตประจําวันกับเพื่อนในชั้นที่สนิทกันใหสามารถใชคําเหลานั้นไดคลองขึ้นใหเกิดความมั่นใจแลวก็คิดตอวา เรามาเรียนหนังสือเพื่ออะไร ตองไดคะแนนแคไหนจึงจะพอ คิดไดวา จริงๆแลวเรามาเรียนเพื่อใหสอบผาน ไดปริญญากลับบาน และมีความรูเพียงพอสําหรับการทํางานในอนาคตที่รอเราอยู ไมจําเปนตองไดที่หนึ่ง ถาไดก็ดี แตไมไดก็ไมเปนไร ไมบีบบังคับตัวเองจนเกินไปอีกแลวเมื่อมองทะลุปญหาของตัวเอง ก็ทําใหไมหมกมุนกับการเรียนอีกตอไป สามารถแบงเวลาไปออกกําลังกาย ไปดูหนังกับเพื่อน ไปเที่ยวตามที่ตางๆ นอกจากการอานหนังสือไดอยางสมดุล ชีวิตก็มีความสุขใจก็แข็งแรงรางกายก็แข็งแรงสําหรับคนที่ตอบวาหมดกําลังใจ ขอใหนองๆหากระดาษมาแลวเขียนขอดีและขอเสียในการเรียนวิชาที่เราถอดใจแลวนั้นใหไดเยอะที่สุด ถานึกไมออกอาจจะถามเพื่อนๆดูก็ได ขอไหนที่เราเห็นดวยก็ใหเขียนลงไป เมื่อเขียนเสร็จแลวใหเราอานทบทวนสิ่งที่เขียนนั้นแลวตัดสินใจวาควรจะเรียนตอไปมั้ย TIP: “ หากนองๆนักเรียนนักศึกษาคนไหนกําลังเจอปญหาเรื่องเรียนเหมือนฉันฉันขอเสนอวิธีรับมือกับปญหาแบบนี้คะ...กอนอื่นฉันอยากใหนองๆอยูเงียบๆแลวลองนึกดูดีๆวาปญหาที่ทําใหเราเรียนไมไดเปนเพราะเราหมดกําลังใจหรือเราสมองไมดีกันแนจริงๆไมวาจะตอบอยางไรก็มีทางออกทั้งนั้น ”
Page 34
-34-สวนใหญปญหาเรื่องการเรียนมักเกิดจากการเรียนไมรูเรื่อง ไมรูเรื่องบอยๆเขาก็เริ่มไมอยากเรียนเพราะตอไมติดแลวก็กลายเปนปญหาหมดกําลังใจที่จะเรียนตอไปเพราะคิดอยูแตวาเราไมเหมาะกับวิชานี้ เราไมมีความสามารถพอ ไมอยากเรียนแลว แตถายังหาขอดีของการเรียนได แสดงวายังพอมีใจที่อยากจะไปถึงจุดหมายยังเห็นประโยชนทีนี้ก็ไมยากตองมาแกกันที่เรื่องวิชาการแลวในเรื่องวิชาการ ก็ตองถามตัวเองเหมือนเดิมวาเราไดใสความพยายามในการทําความเขาใจไปแลวมากนอยเพียงใด แตอยางไรก็ตามผลของการเรียนที่ผานมาจะเปนตัวบอกไดดีที่สุด วาความพยายามของเราเพียงพอหรือยัง ถาผลยังออกมาไมดีแสดงวา ยังจําเปนตองพยายามมากขึ้นไปอีกจริงๆแลวการเรียนเปนเรื่องสวนตัวเหมือนเรื่องธรรมะคือแตละคนมีความสามารถที่จะเขาใจเนื้อหาวิชาไมเทากัน เวลาที่ใชในการทบทวนบทเรียนใหเขาใจก็ไมเทากัน แตทุกคนมีระยะเวลาจํากัดเหมือนๆกัน คนที่เขาใจงาย ใชความพยายามนอย ไมนานก็เขาใจได แตบางคน ตองใชความพยายามมากกวาจึงจะเขาใจ เราตองทําความรูจักกับตัวเอง ลองไตรตรองดูซิวาเราเปนคนอยางไร ถาเราเขาใจยากเราก็ตองอานมากกวาคนที่เขาใจงายเพื่อใหเขาใจไดในเวลาเทาๆกัน ถาขี้เกียจก็ใหไปอานขอดีขอเสียที่เขียนไวปลุกกําลังใจอีกครั้ง บางครั้งอาจใหเพื่อนที่มีวิธีอธิบายที่เราเขาใจไดชวยสอนอีกแรงก็ยังได หรืออาจจะหากุศโลบายเชนถาชอบเที่ยว ก็ไปเที่ยวได แตตองกลับมาอานหนังสือใหจบกี่บทก็วากันไปหรือทํารายงานเสร็จอนุญาตใหตัวเองกินขนมไดถุงหนึ่งเปนตนหลายๆครั้งที่เราอานหนังสือวิชาตางๆ ถาเราคิดดูดีๆวิชาที่เขาเอามาเขียนเปนตําราที่อานยากๆนั้น จริงๆก็เปนเรื่องที่พบไดในความเปนจริง อยางวิชาฟสิกส วิชาเศรษฐศาสตร วิชากฎหมายเปนตน ถาเราโยงวิชาในหนังสือเขากับชีวิตจริงได จะชวยใหเราเขาใจวิชาเหลานั้นไดงายขึ้น หรืออาจจะหาแกนของวิชาใหเจอ เชนวิชาโครงสราง) วิศวกรรม โยธา (แกนของวิชาก็คือสรางตึกใหแข็งแรง เราอาจจะมองดูกระตอบ ที่มีโครงสรางงายๆวา อะไรที่ทําใหโครงสรางนี้อยูได ทําความเขาใจจากรากขึ้นไปยอด เพราะในการเรียนวิชานี้จะมีการคํานวณมากมาย ถาเราเขาใจพื้นฐานเราก็จะสามารถเชื่อมโยงทําความเขาใจกับเนื้อหาวิชาเมื่อมีความยากมากขึ้นได หรืออยางดานภาษาแกน
Page 35
-35-ก็คือการสื่อสารใหได สวนรายละเอียดอื่นเชนความถูกตองตามหลักภาษาและไวยกรณตางๆ ก็คอยๆศึกษาและฝกฝนไปเพื่อใหการสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้นสละสลวยมากขึ้นเปนตนที่สําคัญที่สุดคือการเรียนใหเกิดประโยชน เนนหาประโยชนที่เราจะไดใหเจอ เมื่อเห็นประโยชนที่จะไดความพยายามจะเกิดขึ้นเอง ยิ่งถาเราสมารถสรางความชอบในการเรียนวิชานั้นๆได ก็จะทําใหเราสามารถจดจออยูกับการศึกษาเนื้อหาวิชาไดมากขึ้นเอง TIP: “ เราตองจับหลักไวใหมั่นวาเราเรียนไปเพื่ออะไรเพื่อวันหนึ่งเราจะไดมีวิชามีคุณวุฒิเพียงพอในการประกอบอาชีพเพื่อหาเลี้ยงชีพอยางสุจริตใชหรือไม แตถึงอยางไรก็ตามแมเราเรียนจบแลวไมตองเรียนในโรงเรียนแลวเราก็ยังตองเรียนรูอยูทุกเมื่อเชื่อวันเพื่อเพิ่มพูนความรูประสบการณและที่สําคัญที่สุดที่หลายๆคนลืมก็คือเพื่อสอนใจเราใหใจเรามีความฉลาดรูทันความเปนจริงโดยเอาสิ่งที่ไดพบเห็นมาเปนหลักฐานสอนใจ เพราะการดูแลทั้งกายและใจเปนหนาที่ของเราทุกคน ”
Page 36
-36- บทที่ ๑๐ แกผา บอยครั้งที่มีคนพูดถึงฉันวาฉันเปนคนขวานผาซากบาง ปากเสียบาง ฉันไมเคยสนใจคําพูดเหลานั้น และไมเขาใจวาฉันเปนอยางที่เขาวาอยางไร ฉันมักตอบโตคําวิจารณเหลานั้นวา “ไมชอบก็อยาชอบ ฉันก็เปนคนอยางนี้แหละ พูดอะไรพูดตรงๆ ชอบไมชอบก็บอกตรงๆ ไมออมคอม ถารับไมไดก็ชวยไมได” แปลกมั้ย....ที่เรามองไมเห็นตัวเอง แตมักมองเห็นขอเสียของคนรอบขางและพยายามแกไขผูอื่นเมื่อรูจักการนอมนําเอาสิ่งตางๆที่เห็น ที่ไดยินรอบตัวมาเปนกระจกสะทอนใหเห็นตัวเองทําใหนึกถึงเหตุการณที่ฉันเคยพูดกับเพื่อนเมื่อนานมาแลวตอนนั้นเพื่อนสนิทมากของฉันไปเที่ยวตางประเทศแลวซื้อเสื้อลายดอกมาฝาก ฉันไมชอบเสื้อตัวนั้นเลยแตเก็บความรูสึกไมเปนและคิดวาตองบอกใหเพื่อนรูตองพูดตรงๆเพราะฉันเปนคนพูดอะไรพูดตรงจึงพูดออกไปวา“โห...ไมเห็นสวยเลย ดูซิลายพรอยเชียว ทําไมไมซื้อแบบเรียบๆมาละ อะไร...ไมรูเหรอวาฉันชอบแบบเรียบๆ” แลวทําหนาเซ็งๆเพื่อนก็บอก “ไมชอบก็ไมตองเอาไปจะไปรูไดไงวาจะไมชอบฉันวาสวยดีออก” ฉันพูดตอวา “ทําไมตองนอยใจดวย อุตสาหบอกนะวาฉันชอบแบบไหน” แลวก็คิดไมพอใจที่เพื่อนโกรธกับคําวิจารณวา ‘ฉันก็เปนอยางนี้แหละ พูดตรงๆ จะไดรูไปเลยวาชอบไมชอบแบบไหนทําไมตองโกรธดวยนะ..’ ผลของคําพูดของฉันวันนั้น ทําใหเพื่อนเสียใจที่อุตสาหนึกถึง ยอมหอบหิ้วของมาฝาก แตยังโดนตอวา ดวยคําพูดที่ไมนาฟง ทําใหมีการตอบโตกันดวยอารมณ และเสียความรูสึกกันไปทั้งคู
Page 37
-37-เพื่อนงอนฉันไปหลายชั่วโมง แตฉันก็ยังไมรูสึกตัววาการเปนคนพูดตรงเกินเหตุ มีผลเสียอยางไรและควรรีบแกไขดวนเมื่อพิจารณาเหตุการณขางตน ทําใหฉันนึกไปถึงคนบาที่เดินแกผาตามขางถนน ผูคนที่พบเห็นตางเบือนหนาและรีบเดินหนีเพราะมีแตความนาเกลียด ไมมีใครอยากเห็น ทําใหคิดไดวา อะไรที่ไมนาดู ที่เปนพิษตอผูพบเห็น ตองปกปดไวใหมิดชิด อยาเปดเผยใหใครเห็นเปนอันขาด แลวก็ยอนดูตัวเองสมัยที่ยังไมรูจักเก็บอารมณไมรูจักระวังการกระทําและคําพูดวา‘เราก็ไมตางกับคนบา ที่เอาความรูสึกนึกคิดและอารมณของตัวเองแสดงออกมาใหคนอื่นเห็น ไมพอใจอะไร ก็พูดออกมาหมด ดวยน้ําเสียง สีหนา กิริยาทาทางที่ไมนาดู ทําใหผูอื่นตองเบือนหนาหนีเพราะรับไมไดไมอยากฟงไมอยากเห็นฟงแลวเห็นแลวทําใหเขาไมสบายใจเสียใจแตเรากลับไมรูสึกตัว ยังเห็นผิดวาการพูดตรงๆเปนสิ่งดี เหมือนคนบาที่ไมรูตัว จริงอยูเราอาจไมชอบ ไมพอใจอะไรไดอยู แตตองรูจักสํารวมคําพูดและการกระทํา เพื่อปองกันไมใหกระทบกระทั่งกับคนรอบขาง แลวคอยหาเวลา หาทางหาหลักฐานความจริงสอนใจเกี่ยวกับสิ่งที่ทําใหเราไมชอบ ไมพอใจนั้นแบบลับๆคนเดียวจะดีกวา’ การเปนคนพูดตรงอยางฉัน ถารูจักพิจารณาตั้งแตตอนนั้น คงจะแกไขตัวเองไดนานแลวทั้งๆที่ผานมาก็มีผลเสียมากกวาผลดี เกือบทุกครั้งที่ฉันพูดอะไรออกไปตรงๆ มักกระทบความรูสึกผูฟง ทําใหเขาไมพอใจ เสียใจเสมอ สวนใหญฉันจะพูดตรงก็แตเฉพาะเวลาติ ตอวา หรือวิพากษวิจารณคนอื่น เวลามีอะไรไมไดดังใจ และเวลาอารมณเสีย แตเวลาคนอื่นทําดีกับฉัน ฉัน TIP: “ ทานอานแลวมีความเห็นวาอยางไรอยาลืมนอมสอนใจตัวเองนะคะวา‘แลวเราละ....เคยเปนแบบนี้บางมั้ย....’ไมวาจะเปนแบบฉัน)ผูกระทํา(หรือจะเปนแบบเพื่อนฉัน)ผูถูกกระทํา(ก็นอมไดทั้งคูนอมใหเขาใจตัวเองและฝายตรงขาม ”
Page 38
-38-กลับไมเคยชมเขาตรงๆ ดูซิ...ที่คิดวาตัวเองเปนคนตรง จริงๆแลวก็ไมตรงจริง แตมองไมเห็นวาตัวเองเบี้ยวแลวฉันรูไดอยางไรวาแตละครั้งที่ฉันพูดอะไรออกไป คนฟงจะรูสึกอยางไร ฉันก็เริ่มจากการหัดนอมวา ถามีคนพูดจาแบบเดียวกันกับฉัน ฉันจะรูสึกอยางไร เชน ถาฉันซื้อเสื้อแบบที่ฉันชอบจากตางประเทศมาฝากเพื่อน แลวเขาพูดแบบเดียวกับที่ฉันพูด ฉันจะรูสึกอยางไร ถาฉันคิดแบบนี้เปนแตแรก ฉันคงไมกลาพูดตรงๆออกไป เพราะฉันก็ไมชอบคําพูดแบบนั้นเหมือนกัน ฉันคงอยากไดคําขอบคุณมากกวา เพื่อนก็คงอยากไดเชนเดียวกันหรืออาจนอมเอาเหตุการณคนทะเลาะกันที่เคยเห็นมาพิจารณาก็ได ทั้งคําพูดที่เขาใช น้ําเสียง ทาทาง ลักษณะไหนที่ไมเหมาะสมฉันจะไมทําอยางนั้นกับใคร เมื่อชํานาญในการนอมมากขึ้น จะพูดอะไรก็มีความระวังมากขึ้น ทั้งน้ําเสียงแววตาและทาทางในขณะพูดอยางไรก็ตาม แมจะนอมไดบาง พยายามหาคําพูดดีๆมาพูดแลวก็ตาม คําพูดของเราก็อาจจะไมถูกใจคนฟงเสมอไปใหสังเกตปฏิกิริยาของคูสนทนา ทั้งสีหนาและแววตา เพื่อจะไดแกสถานการณไดทันทวงที ไมใหเกิดความเสียหายมาก เพราะความจริงที่วาโลกใบนี้เปนโลกแหงความพรอง ไมมีอะไรสมบูรณแบบ ถึงพยายามเต็มที่ก็ยังพลาดกันได ใจของเราจะไดไมเดือดรอนกับความผิดพลาดนั้นแตใหหาทางวาเราจะปรับปรุงอะไรไดบางสําหรับครั้งตอไปนึกถึงคําวิพากษวิจารณที่วาฉันเปนคนขวานผาซาก คนปากเสีย ทําใหเห็นวา คนรอบขางเขาเห็นขอบกพรองของฉันชัดเจน วามีอะไรที่ฉันควรแกไข และก็พยายามบอก พยายามเตือนใหฉันรูใหฉันไดเห็นตัวเอง แตฉันก็ไมเห็น เพราะคิดวาตัวเองดีแลว ในทางกลับกัน ฉันเองก็ชอบติคนอื่นหวังใหเขาแกไขตัวเขา แตบางครั้งเขากลับไมพอใจฉัน โกรธฉัน เพราะเขาก็ไมเห็นตัวเขาเองอยางที่ฉันเห็น เชนเดียวกับที่ฉันก็เคยมองไมเห็นตัวเอง เมื่อมองไมเห็นตัวเอง เขาก็ไมรูจะแกไขอยางไรเมื่อเห็นอยางนี้ ทําใหฉันเห็นคุณคาและขอบคุณคําตําหนิของคนอื่น ทําใหไดเห็นจุดบกพรองของ
Page 39
-39-ตัวเองที่ฉันยังมองไมเห็น แทนทําจะไมพอใจเหมือนเคย ก็ฉันก็ยังพรองอยูนี่นา ตองคอยๆเติมไปเรื่อยๆจนกวาจะเต็ม ..นึกถึงคําพูดของตัวเอง ที่วา “ไมชอบก็อยาชอบ ฉันก็เปนคนอยางนี้แหละ พูดอะไรพูดตรงๆ ชอบไมชอบก็บอกตรงๆ ไมออมคอม ถารับไมไดก็ชวยไมได” ฉันเห็นความดันทุรัง ความไมฟงใครของฉัน คิดวาตัวเองดีแลว เปลี่ยนแปลงไมได และผูอื่นตองยอมรับ เพราะมองไมเห็นตัวเองมีกําแพงบังตาไมใหฉันเห็นขอบกพรองของตัวเอง คือความยึดมั่นถือมั่นในใจวาตัวเองดีแลว เปนคนพูดตรงๆดีอยูแลว เพราะไมเคยเก็บหลักฐานวาการพูดตรงแตละที ผูฟงเขารูสึกอยางไร มีสีหนาอยางไรทําใหไมรูตัวอยูอยางนั้นแตเอาละ เห็นอยางนี้แลว เริ่มลงมือตรวจสอบตัวเองกันเลย โดยการสังเกตความรูสึกของเราที่มีตอการกระทําของผูคนรอบขาง เราชอบอะไรไมชอบอะไร และสังเกตคนรอบขางวาเขารูสึกอยางไรจากการกระทําของเราเพื่อเปนกระจกสองใหเห็นตัวเราเอง การสังเกตนี้เราไมมีเจตนาจะไปตําหนิคนที่เปนกระจกใหเรา แตเราจะเอาสิ่งที่เห็นมาเปนหลักฐานสอนใจวา เห็นมั้ยถาทําอยางนี้พูดอยางนี้ แลวผลจะเปนแบบนี้นะ การกระทําของผูอื่นที่ทําใหเรารูสึกไมดีทําใหเรารูวาเราไมควรไปทําแบบเดียวกันนี้กับใคร สวนอะไรที่เราทําไปแตกลับทําใหผูอื่นเดือดรอนกาย เดือดรอนใจเราก็จะไมทําอีก TIP: “ การยึดมั่นถือมั่นวาเราเปนคนอยางใดอยางหนึ่งเชนเปนคนพูดตรงทําใหเราไมสามารถปรับตัวเขากับสถานการณตางๆไดเหมือนเปนของแข็งที่สามารถไปกระทบกระทั่งคนรอบขางไดใหเขาเจ็บปวดรําคาญไดตลอดเวลาที่อยูใกลตางกับน้ําที่ออนโยนและนิ่มนวลถาเราเปนคนยังไงก็ไดถึงเวลาแข็งก็ทําไดเวลาตองออนก็ออนไดยืดหยุนได แบบหลังดีกวาเยอะเลยเนอะ... ”
Page 40
-40-นอกจากนี้ จากเหตุการณที่ยกตัวอยางมาขางตน เราตองพิจารณาตอวา ทําไมเราไมพอใจกับเสื้อลาย ...จริงๆแลวเสื้อคืออะไร ...มีที่มา ที่เปน ที่ไปอยางไร ...เสื้อมีความสําคัญอยางไรกับเรา ...เสื้อลายหรือเสื้อสีเรียบๆ ตางกันอยางไร ...สวยในแบบของเรากับสวยแบบของเพื่อนเหมือนกันมั้ย...แลวถาเราตองการบอกใหเพื่อนรูวาเราชอบเสื้อแบบไหน ควรพูดเวลาใด พูดอยางไร เพื่อนถึงจะไมเสียใจไมเสียความรูสึก..เปนตนการพิจารณาเรื่องเหลานี้จะละเลยไมไดเพราะความไมพอใจเกิดจากความเห็นผิด ถาไมแกไขที่ตนเหตุ โดยการเอาความจริงเขาไปแทนที่ เราก็จะเห็นผิดอยูอยางนั้นความไมพอใจก็จะเกิดไดอีก
Page 41
-41- บทที่ ๑๑ถุงขยะ ในครั้งแรกที่เขาอบรม จําไดวาวิทยากรพูดถึงรางกายของเราวาเปนเพียง “ธาตุสี่ เปนของโลก...” ก็เห็นตามวาเนื้อกระดูกผมคือสวนที่เปนของแข็งก็เปนธาตุดิน เลือดน้ําเหลืองเปนธาตุน้ําลมในทองเปนธาตุลม สวนความอุน อุณหภูมิในตัวเราก็เปนธาตุไฟ เมื่อตายไปก็เอาไปดวยไมได ก็เขาใจไปตามที่เคยไดยินมา ตามความหมายของคําเทานั้น แตใจไมยอมรับ ก็ยังรักตัวเองแบบเดิมๆอยูดีเพราะไมไดเขาใจดวยการพิจารณาตริตรองดวยปญญาของตัวเองเราทุกคนเกิดมากับรางกายนี้รางกายนี้ก็คือเราเรารักเราดูแลรางกายของเราอยางดียิ่งผูหญิงดวยแลว...หลังอาบน้ําดวยสบูอยางดีแลวก็ตองขัดนวดผิว ทาครีม เพื่อใหผิวสวยไมแหงกราน แลวยังตองทาครีมกันแดดเพราะกลัวดําเดี๋ยวจะไมสวย ฉันก็เปนคนหนึ่งที่เคยทําแบบนี้ทุกวัน มีบางคนที่ทุกขใจเพราะเกิดมาไมสวยเทาพี่นอง หรือเกิดมาพรอมกับความพิการไมสมประกอบ บางคนเมื่อตองศูนยเสียอวัยวะหรือเปนโรครายก็ทําใจไมได เพราะไมคิดวาเหตุการณอยางนี้จะเกิดกับตัวเองฉันไดเห็นโทษของการไมเขาใจความจริงเกี่ยวกับตัวเอง แลวทําใหเกิดความทุกขไปไดมากมาย ทําใหเห็นวาฉันตองทําความเขาใจซะเดี๋ยวนี้เพื่อเปนการเตรียมพรอมกอนที่เหตุการณตางๆจะเกิดขึ้นกับฉันขณะที่อาน ขอใหทานไดจินตนาการตามไปดวย ใหเห็นภาพตามเลยทีเดียว จะใสรายละเอียดเพิ่มเติมใหสมจริงยิ่งขึ้นไดก็ยิ่งดี หรือจะคิดตอใหเกิดประโยชนตามนิสัยของทานผูอานแตละคนก็ทําไดเพื่อใหเกิดประโยชนตอทานเองมากที่สุด TIP: “ ขณะที่อานขอใหทานไดจินตนาการไปดวย ใหเหมือนกับวาเรื่องนี้เปนเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวทานจริงๆ จะใสรายละเอียดเพิ่มเติมใหสมจริงยิ่งขึ้นก็ยังได หรือจะโยงเขากับเรื่องคลายกันๆที่ทานประสบมาก็ทําไดเชนกัน เพื่อใหเกิดประโยชนตอทานมากที่สุด ”
Page 42
-42-ขณะที่ออกเดินไปยังสวนสาธารณะใกลศูนยเพาะชําเหมือนเคย ฉันเห็นถุงดําที่อัดแนนดวยขยะวางอยูหนาบานหลังหนึ่งที่ฉันเดินผาน คาดวาจะเปนขยะจําพวกเศษอาหาร เพราะถึงแมจะมัดปากถุงซะแนน แตก็ยังสงกลิ่นเหม็นลอยมาเตะจมูกฉัน แถมยังมีน้ําขยะไหลออกมาจากกนถุงเปนทาง ใจก็ฉุกคิด ‘อุย...ถุงขยะนี่เหมือนเราเลย เราก็คือถุงที่ใสอาหาร อาหารที่เรากินเขาไปวันละสามมื้อทุกวันๆ.....แลวอาหารที่เรากินอยูทุกวันมีอะไรบางนะ...ขาว..ผัดผัก..แกงจืด..น้ําพริก...หมูทอด..ผลไม...ขนมเคก...มีทั้งที่เปนพืชผักแลวก็เนื้อสัตว’ นึกถึงที่มาของพืชผัก...เห็นภาพชาวนาชาวสวนเอาเมล็ดหยอดลงในดิน คอยๆงอก จนเปนตนกลา โตขึ้นเรื่อยๆ มีการใสปุย รดน้ํา มีแสงแดดที่พอเหมาะ อากาศที่ดี จนโตเต็มที่ พืชก็เปนธาตุสี่เพราะมันกินดินน้ําอากาศและแสงแดดเปนอาหารนึกถึงที่มาของเนื้อสัตว ...เห็นภาพวัวกินหญาที่งอกจากดินเปนอาหาร หมูกินรํา รําก็มาจากตนขาว สัตวที่เรากินสวนใหญกินพืชเปนอาหาร พืชเปนธาตุสี่ เพราะมันกินดิน น้ํา อากาศ และแสงแดดเปนอาหารเพราะฉะนั้นสัตวกินพืชสัตวก็เปนธาตุสี่‘พืชผักและเนื้อสัตวเปนธาตุสี่เราเปนถุงใสอาหารเราก็เปนธาตุสี่’ พิจารณาเห็นแบบนี้ทําใหใจของฉันยอมรับความจริงที่วารางกายเปนธาตุสี่ไดมากขึ้น‘อาหารที่เรากิน ตอนที่ปรุงเสร็จใหมๆยังรอนๆก็ดูนากิน แตถาทิ้งไวสักชั่วโมงสองชั่วโมงเราก็ไมอยากเอามากินแลว หาความนากินไมได เวลาเอาจานไปลาง กวาดเศษอาหารทิ้งแลว ไขมันยังติดอยูที่จาน แลวในทองเรา ลําไสเราก็คงนาเกลียดไมตางกัน วันๆเรากินสารพัดอยาง ทั้งของมันของคาวมากมาย ภาพทอน้ําทิ้งหลังโรงอาหารที่เคยเห็นยังจําติดตา มีไขมันขาวๆเกาะเต็ม มีเศษกวยเตี๋ยว เศษกับขาวปนกันอยู สงกลิ่นเหม็นเนา นาขยะแขยงมาก อาหารเหลานั้นไมนากินเหมือนตอนปรุงเสร็จใหมๆ จัดใสจานอยางดีมาใหเรา อาหารในกระเพาะเราก็มีสภาพไมตางจากที่เห็น
Page 43
-43-ลําไสเราก็ไมตางจากทอน้ําทิ้งนี่หรอก เวลาเราเรอ อาเจียนหรือผายลมก็เปนตัวยืนยันอยูแลว แตเราตองปกปดทําในที่ลับตามมารยาท’ ‘สวนน้ําที่ไหลเปอนพื้นสงกลิ่นเหม็นก็มาจากสวนที่บูดเนา อาหารที่กินเขาไปบางสวนบูดเนาอยูในตัวเรา ถึงเวลาก็ตองถายทิ้ง แตเราซอนความจริงเอาไวโดยการทําธุระในหองสวมแลวชักโครกทิ้งไป มีการกลบกลิ่นดวยน้ําหอม ทําใหเราไมคุนกับความจริงแบบนี้และยอมรับไดยากวาเราก็สกปรกไมตางจากถุงขยะนั้น เวลารอนเหงื่อออก มีกลิ่นตัวโชยมาเปนหลักฐานวารางกายของเรานั้นมีเต็มไปดวยสิ่งสกปรก แตเราก็ตองคิดหาวิธีกลบไว เวลาขึ้นรถเมล ถาคนขางๆกลิ่นตัวแรงเราก็ไมพอใจ เอานิ้วปดจมูก รังเกียจ ดูซิวาการปดบังไมรับรูความจริงก็กลับมาสรางทุกขใหกับเราจนไดทั้งๆที่เราก็ไมตางจากเขาตองขอบคุณเขาที่ทําใหเรามีโอกาสไดเห็นความจริงดวยซ้ํา’ การที่เราเขาใจผิดวารางกายนี้เปนของเรา ทําใหเราไมมีความพอดีในการดูแลรางกาย กินอาหารเกินความพอดี อะไรอรอยก็กินเขาไปเยอะๆ ฉันคิดตอไปวาเวลาเรากินอาหารเขาไป รางกายทํางานเหมือนเครื่องยอยอาหาร ถาเรากินมากเกินไป เครื่องจักรก็ตองทํางานมาก เพราะฉะนั้นเครื่องก็จะเสื่อมเร็วขึ้น เหมือนคนที่ดื่มเหลามาก ตับเสีย ตองเปลี่ยนตับ กินอาหารไมระวัง ไตเสียตองถายเลือดทรมาน ถาหัวใจเสียละ ถาสมองเสียละ...ที่เคยกินเพื่ออรอย ยิ่งอรอยก็ยิ่งกินมากขึ้นเปนการบั่นทอนเครื่องจักรเครื่องนี้เปนอยางมาก บอกกับตัวเองวาเราจะกินเทาที่จําเปนเทานั้น เพื่อถนอมเครื่องจักรนี้ไวใชงานนานๆ แตถาเมื่อใดที่เครื่องจักหมดสภาพ เหมือนรถที่เราใชจนเกา ผุพังจนซอมไมไดก็ตองทิ้งไป อยางที่เคยเห็นตามสุสานรถเกา ไมเห็นมีเจาของรถคนไหนดันทุรังตามไปนั่งอยูในซากรถเกาที่หมดสภาพเลย รถเกาก็ตองทิ้งแลวก็ไปซื้อรถใหมที่สมประกอบมาใชงานแทน ก็เหมือนรางกายเรา เมื่อไมสมประกอบอวัยวะหมดสภาพแลวจิตก็ตองออกจากรางไป เพื่อหาที่อยูใหมเทานั้นเอง รางเกาก็เอาไปเผาบาง ฝงบาง สุดทายก็กลับเปนดิน เปนปุย เปนอาหารใหกับพืช เพื่อชีวิตอื่นๆไดอาศัยเปนอาหารตอไป เหมือนรถเกายังเอาไปขายเปนเศษเหล็กเพื่อถลุงเปนเหล็กนํามาใชไดอีกหมุนเวียนกันไปอยางนี้ในโลกนี้ไมมีที่สิ้นสุด
Page 44
-44-แลวเราจะไปยึดเอารางกายนี้วาเปนตัวตนของเราใหใจตองเดือดรอนในภายหลังไปเพื่ออะไรรักษาไวใชชั่วคราวก็พออาหารกินไปมื้อละพัน...ไดใชพลังงานในการทํางานถึงพันมั้ย ...เราลงทุนกับรางกายของเรามากมายจนเกินพอดี เพราะไมรูวาในที่สุดก็ตองคืนเขา แถมยังไมไดประโยชนเทาที่ควรอีกดวย ฉันเองขอใชรางกายที่ดูแลอยางดีมาโดยตลอดนี้เปนเครื่องมือพัฒนาใจที่กําลังเดินทางไปสูจุดหมายเปนงานที่สําคัญที่สุดสําหรับชีวิตนี้จะไดคุมคาที่ลงทุนไปไมอยางนั้นถือวาขาดทุนยอยยับ....การดูแลรางกายภายนอก เมื่อเราอยูในเมืองตาหลิ่วแลวเราก็ตองหลิ่วตาตาม สังคมเขาทํากันอยางไรเราก็ทําไปอยางนั้น เพื่อไมใหเปนที่รําคาญใจของคนรอบขาง แตจะทําดวยความรูอยางพอเหมาะพอดีไมมากเกินไปอยางเคย การปอนความจริงใหใจ เมื่อใจเห็นจริงตามความเปนจริง ใจจะคลายยึดในรางกายของเราไดบาง แตเราก็ยังมีหนาที่ดูแลรางกายนี้ตอไป เพราะความจริงที่ไดพบเปนเรื่องของใจ...เปนความลับตองไมแพรงพรายใหใครรูไงคะ
Page 45
-45- บทที่ ๑๒ เด็กนอยกับเมล็ดถั่ว ขณะที่คิดพิจารณาถึงตัวเราวาเปนธาตุสี่อยางไร มีการเปลี่ยนแปลงอยางไร คิดไปเรื่อยๆ ใจก็นึกไปถึงเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่ง... เด็กชายคนนี้...เขากําลังเดินไปตลาดเพื่อซื้อผักและเนื้อสัตวมาใหแมปรุงอาหารค่ํา เมื่อถึงตลาด..เขารีบหาซื้อของตามที่แมสั่ง พอคาใจดีใหเมล็ดถั่วเขียวกับเขาเปนของแถม เขาถือเมล็ดถั่วกลับบานดวยความดีใจ ระหวางทางเขาหยุดดูปลาที่สระน้ําใกลบานที่ประจําของเขาเขาสังเกตเห็นอะไรบางอยางในน้ํา จึงวางขาวของและเมล็ดถั่วในมือลงบนดินขางๆบอนั้น แลวไปเลนจับปลาในสระ เขานึกขึ้นไดอีกทีวาตองรีบเอาของที่ซื้อมากลับไปใหแมก็เย็นมากแลว จึงรีบวิ่งกลับบานจนลืมเมล็ดถั่วเสียสนิทสองสามวันผานไป เขานึกขึ้นมาไดวาวันกอนไดเมล็ดถั่วมาจากตลาด เขาพยายามหามันจนทั่วบานแตก็ไมพบ นึกขึ้นไดวาวันนั้นระหวางทางกลับจากตลาดเขาไดหยุดนั่งเลนที่สระน้ํา เขาตองลืมมันไวที่นั่นแนๆ จึงรีบวิ่งไปที่สระเพื่อหาเมล็ดถั่ว เขาเดินวนหาอยูหลายรอบแตก็ไมพบเริ่มคิดไปวาตองมีคนมาขโมยมันไปเปนแนแลว เพราะเขามั่นใจวามันตองอยูแถวๆนี้แน เขาเดินหาอีกรอบ พบวาบริเวณที่เขานั่งเลนเปนประจํา มีตนไมเล็กๆขึ้นอยูตนหนึ่งแตก็ยังไมพบเมล็ดถั่ว เขาเสียใจรองไหฟูมฟายโวยวายวามีคนมาขโมยเมล็ดถั่วของเขาไป ใครมาเอาของรักของหวงของเขาไปแตก็ไมไดเมล็ดถั่วคืนมาเมื่อนึกมาถึงตรงนี้ ฉันก็ไดเห็นตัวเอง ‘เออ...เราก็เหมือนเด็กคนนี้แหละ เวลารถของเราถูกเฉี่ยว เวลาสงเสื้อตัวใหมไปซักแลวสีตกใส เวลาของที่รักที่หวงหายไป หรือเวลาคนที่เปนที่รักจากไป เราก็หงุดหงิด อารมณเสีย โวยวาย เสียใจ ไมพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไมตางจากเด็กนอยที่รองไหฟูมฟายหาเมล็ดถั่วที่ไดกลายเปนตนไปแลว...’ เพราะความไมรูวาสิ่งเหลานั้นไดเปลี่ยนไปแลว...
Page 46
-46-เด็กนอยรองไหเพราะไมรูวาเมล็ดถั่วที่หายไปนั้นไดกลายเปนตนถั่วแลว เมื่อเมล็ดถั่วไดดินน้ํา แสงแดดที่พอเพียง มันก็งอกเปนตน และที่สําคัญเขาไมรูความจริงวา ตอไปตนถั่วตนนี้สามารถออกฝกใหเมล็ดถั่วอีกจํานวนมากกับเขา เพราะเด็กนอยไมรูจักวงจรชีวิตของตนถั่วจึงไดแตรองไหสวนฉัน....ไมพอใจ หงุดหงิด เวลารถถูกเฉี่ยว ทั้งยังโกรธคนที่มาชนซะอีก เพราะใจยังคิดถึงรถคันเดิม คันที่ยังสมบูรณอยู อยากจะใหรถของตัวเองคงสภาพเดิม นี่ก็เปนเพราะไมรูจักวงจรของรถนั่นเอง ไมรูวารถที่ยังดูใหมอยูนั้นกําลังเปลี่ยนเปนรถเกาอยูตลอดเวลา จะคอยๆผุทีละนิดหรือจะดวยการถูกเฉียวชนก็ไดเมื่อพิจารณากันจริงๆ พบวากอนที่รถจะมาเปนรถไดนั้น มีขบวนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย จากเหล็กธรรมดาๆ เอามาขึ้นรูปทาสี เอามาประกอบกับลอที่ทํามาจากยาง อุปกรณอื่นๆอีกหลายอยาง แลวมันก็เปนรถใหมอยูชั่วขณะหนึ่งเทานั้น เมื่อโดนน้ํา ความชื้นในอากาศ แสงแดด ก็คอยๆผุทีละนิดๆ รถใหมก็คอยๆเกา ถาโดนกระแทก โดนชนแรงๆ ก็บุบ เพราะเหล็กสามารถเปลี่ยนรูปรางได ใชๆไปในที่สุดก็หมดสภาพตองทิ้งไป ใหคนเอาไปแยกออกเปนชิ้นสวนตางๆเหล็กก็ขายเปนเศษเหล็กเพื่อหลอมทําเหล็กมาใชใหมอยางอื่นก็ขายตามสภาพในความเปนจริง ถึงแมเด็กนอยอยากใหเมล็ดถั่วคงสภาพเดิม หรือฉันอยากใหของของฉันทุกอยางคงอยูในสภาพดีตลอดไป ก็ไมอาจฝนความเปนไปได เพราะเมื่อสภาวะและปจจัยตางๆเปลี่ยนไป เมล็ดถั่วก็เปลี่ยนไปตามธรรมชาติของมัน รถยนตคันงาม เสื้อใหม บาน พอ แม พี่ นองลูกและตัวเราเองก็เชนเดียวกันฉันสังเกตตัวเอง ที่ผานๆมากอนที่ฉันไดเรียนรูความเปนจริงเชนนี้ อารมณของฉันมักจะขึ้นๆลงๆอยูตลอดทั้งวัน ถาอะไรๆเปนไปตามที่ใจคิดฉันก็รูสึกพอใจ ถามีอะไรที่ไมอยากใหเปนเกิดขึ้นก็จะหงุดหงิดไมพอใจ สลับกันไปมาอยูอยางนี้ คือเอาใจตัวเองเปนที่ตั้ง แทนที่จะอยูกับความเปนจริง เมื่อไมรูความจริง ความคิด การตัดสินใจ การแสดงออก ก็มักจะทําใหตัวเองตองเดือดรอนในภายหลังทั้งบทบาทหนาที่ภายนอกและจิตใจ การเรียนรูที่มา ที่เปน ที่ไปของสิ่งตางๆที่เรา
Page 47
-47-เกี่ยวของในแตละวัน ทําใหฉันไดปรับเปลี่ยนวิธีคิดซะใหม...ไมอยากนั่งรองไหเพราะแคเมล็ดถั่วกลายเปนตนอีก...เอาเด็กนอยเมล็ดถั่วเปนครูยกตัวอยางเชนการเลือกซื้อรถ เพราะรูจักวงจรชีวิตของรถ รูแลววารถอะไรก็ไมอาจหนีความเปลี่ยนแปลงได รถของเราก็มีสิทธิถูกชน ถูกเฉี่ยว หรือถูกขโมยอยางที่มีขาวใหเห็นในหนังสือพิมพไดเชนกัน ฉันจึงตัดสินใจเลือกซื้อรถดวยเหตุผล นึกถึงวัตถุประสงคเปนหลัก วาฉันตองการรถไวเพื่ออํานวยความสะดวกในการเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งโดยสวัสดิภาพ ฉันจึงไมตัดสินใจซื้อรถที่แพงเกินไปเพียงเพราะดูสวยงามหรือมีสมรรถนะสูงแตเกินจําเปน และก็ไมลืมเตือนใจตัวเองเสมอวา สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอื่นก็สามารถเกิดขึ้นกับเราไดทุกขณะ ไมวาเราจะชอบหรือไมก็ตาม เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นเหตุการณอะไร เชน รถเสีย รถคว่ําตามถนน ก็ไมลืมนอมวา ‘ถาเปนเราละ เจอเหตุการณอยางนี้จะทํายังไง...’ เพื่อเปนการเตรียมตัวเตรียมใจไวกอนเกิดเหตุการณจริงนี่สําคัญมาก เพราะเราทุกคนมักจะเลือกมองแตสิ่งที่อยากมอง รับรูแตสิ่งที่อยากรับรู และมักจะเขาขางตัวเองวาสิ่งที่เราไมชอบ ไมปรารถนาคงไมเกิดกับเราแนนอน ทั้งๆที่เรื่องที่เราไมชอบ TIP: “ ไมวาจะพบเห็นสิ่งใดเจอะเจอเหตุการณอะไรไมวาจะเปนดอกไมเหี่ยวๆในแจกันตนไมริมทางอุบัติเหตุรถชนกันไปเยี่ยมคนปวยที่โรงพยาบาลถารูจักมองมองอยางพินิจพิเคราะหฉันพบวาทุกๆอยางเปนครูสอนใจได ขอเพียงเรารูจักนอมเอาความจริงมาสอนใจอยูเรื่อยๆวาสิ่งตางๆที่เห็นในขณะนี้กอนหนานี้มีสภาพอยางไรและตอไปจะเปนอยางไรเราจะไดรูทันความเปลี่ยนแปลงรูที่มาที่เปนที่ไปของสิ่งตางๆรอบตัวเรารวมถึงของของเราและที่สําคัญตัวเราเองเมื่อเรายอมรับและไมฝนความเปลี่ยนแปลงเราก็จะมีความทุกขเพราะความเปลี่ยนแปลงนอยลงเรื่อยๆ ”
Page 48
-48-เหลานั้นก็เกิดกับคนรอบขางใหเราไดรับรูรับเห็นอยูตลอดเวลาทั้งหนังสือพิมพเอยโทรทัศนเอยถาเราปลอยปละละเลยเชนนี้ตอไปเราเทานั้นที่จะขาดทุนเหมือนกับการซอมหนีไฟ ถาถึงเวลาซอมแตเรากลับคิดวา ‘ไฟไมมีทางไหมแนนอน เพราะตึกนี้มีระบบเตือนภัยและระบบดับเพลิงอัตโนมัติอยางดี...’ เราก็อาจจะอยูเฉยๆ ใครจะซอมก็ซอมไป หรือไมก็ซอมแบบเสียไมได ทําใหไมไดประโยชนเต็มที่ แตถาเราคิดจินตนาการถึงสถานการณไฟไหมจริงๆไดแบบเดียวกับที่เราเคยเห็นในโทรทัศนวามีความโกลาหลอยางไรบาง เราก็พอจะเตรียมพรอมวาเรานาจะทําอะไรไดบาง หนึ่ง..สอง...สาม เปนขอๆไว หากวันใดไฟเกิดไหมจริงๆเราจะไดพอมีแนวทางเรื่องความตายก็เชนกัน ความตายเปนสวนหนึ่งของวงจรชีวิตเรา แตนอยคนนักที่จะซอมคิดเตรียมพรอมวาถาคนที่เปนที่รักเสียชีวิตกระทันหันหรือแมแตตัวเราเองเสียชีวิตไปเดี๋ยวนี้จะทําอยางไร ก็ตองทําใจไมไดแนนอน เพราะเรื่องความตายจะเปนเรื่องสุดทายที่เราจะคิดถึง อาจรูสึกไมเปนมงคลที่จะคิด แตมันเปนความจริง ที่สําคัญเรื่องความตายเปนเรื่องที่เรายอมรับไดยากที่สุดจําเปนตองใชเวลาในการทําความเขาใจมากที่สุด การเก็บไวคิดเปนเรื่องสุดทายจึงไมทันทวงที ถือวาเปนการอยูอยางประมาทมากทีเดียว TIP: “ ตอไปนี้ไมวาอะไรที่เราไดพบเห็นใหเรานอมวา‘ถาเหตุการณนี้เกิดกับเราละเราจะทํายังไง’ จินตนาการใหสมจริงเลยเราจะไดรูวาเราจะมีความรูสึกอยางไรในวินาทีที่สถานการณนั้นเกิดขึ้นถารูสึกแยรูสึกเสียใจไมพอใจหรือโกรธก็แสดงวาเรามีงานทางใจตองทําแลวงานที่วาก็คืองานคนหาความเขาใจผิดความเขาใจที่ไมเปนไปตามความเปนจริงของโลกคือขัดกับหลักไตรลักษณโดยเฉพาะในหัวขอความเปลี่ยนแปลงแนๆเราจะไดมาศึกษาหาความจริงในเรื่องนั้นใหมากขึ้น ”
Page 49
-49-เวลาฉันอยูบานคนเดียว ฉันมักจะสมมติเหตุการณวาพอ แม นองสาวหรือสามีของฉันเสียชีวิต เพื่อดูความรูสึกที่เกิดขึ้นในใจตัวเอง และเราจะตองทําอยางไรตอไป เวลาไปงานศพก็เชนเดียวกัน ไมลืมสมมติเหตุการณวางานศพนั้นเปนงานของคนที่เรารัก เพื่อไมใหเสียเวลาและโอกาสในการอบรมจิตใจตัวเอง เรื่องยากๆตองฝกบอยๆ ทดสอบใจอยูบอยๆ จะไดชํานาญ เหมือนที่เราๆรูกันดีวาเมล็ดถั่วก็ตองขึ้นเปนตน แตเด็กนอยกลับรองไหฟูมฟาย เพราะฉะนั้นเราตองฝกใจใหเปนผูใหญ ใหรูความจริงในเรื่องตางๆที่เราไปเกี่ยวของอยู จะไดไมเปนเหมือนกับเด็กนอยเมล็ดถั่ววันนี้ทุกคนมีทุนเทากันใครที่ยังมีลมหายใจมีปญญาและสติสัมปชัญญะครบถวนถือวามีทุนเทาเทียมกันหมด ทีนี้ก็ขึ้นอยูกับวาใครจะเริ่มตนสังเกตสิ่งตางๆรอบตัวเพื่อเก็บขอมูลสอนใจตัวเองกอนกันเพราะไมมีใครรูวาเราจะหมดทุนเมื่อไหรเพราะฉะนั้นอยางรอชาอีกเลยคะ
Page 50
-50- บทที่ ๑๓ ไมมีที่สิ้นสุด ผูคนสวนใหญที่รูวาฉันปฏิบัติธรรมมักจะอยากรูวาดวยหนาที่การงานและวัยอยางฉันนี้อะไรเปนแรงบันดาลใจใหมาในเสนทางสายธรรมะนี้ไดอยางตอเนื่องสวนหนึ่งเปนเพราะธรรมะทําใหชีวิตในแตละวันของฉันมีความสุขมากขึ้น เกิดประโยชนมากขึ้น แตกอนเคยทําแตประโยชนทางกาย เดี๋ยวนี้ทําประโยชนทางกายแตไดประโยชนทางใจควบคูกันไปดวย ไดความเพลิดเพลินในการคิดพิจารณาหาหลักฐานสอนใจเหมือนไดของเลนใหมและดวยความที่ฉันเชื่อวาการตายไมใชจุดสิ้นสุดของเรา แมรางกายเราจะหมดสภาพแตจิตของเรายังคงเดินทางตอไป ที่ผานมาเราเลือกเกิดไมไดก็จริง แตเลือกที่จะเปนในอนาคตได เราตองเปนคนมองการณไกล ใหไกลกวาที่เคยมอง ไมใชแควางแผนสําหรับในชวงชีวิตนี้เทานั้น แควาเราจะเรียนอะไร ทําอาชีพอะไร แตงงานเมื่อไหร มีลูกกี่คน มีบานหลังใหญแคไหน มีรถกี่คัน นี่ถือวาเปนแคแผนระยะสั้น ตองมองกันถึงชาติหนาและชาติตอๆไปเลยทีเดียว เมื่อฉันเห็นอยางนี้ จึงไดวางแผนของชีวิตใหกับตัวเองและลงมือทําตามแผนที่วางไวนั้นทันที เพราะรูวาชีวิตเปนเรื่องเสี่ยงๆ ถาประมาท ฉันก็ตองรับผลของการกระทําแตผูเดียว แลวจะใหฉันรีรออยูไดอยางไรกัน อะไรเปนกรรมชั่วก็ไมทํา อะไรที่สะสมในชาตินี้แลวสามารถนําติดตัวไปใชตอในชาติหนาไดก็จะรีบทํา การฝกใหใจเห็นความจริงนี้แหละ ที่จะทําใหฉันเปนคนรวยถาวร คือรวยดวยอริยทรัพย รวยบุญรวยกุศล โดยเฉพาะกุศลคือความฉลาดของใจ)จิต (ที่เราฝกสังเกตสิ่งรอบตัวใหเห็นจริงตามความเปนจริงในสัจธรรมนั้นก็เพื่อใหใจไดรับรูความจริงใหใจมีความฉลาด รูเทาทันไมหลงกับสิ่งที่ไมเที่ยงเปนทุกขและไมมีตัวตนใหยึด ซึ่งกุศลนี้เองที่จะติดตัวไปทุกภพทุกชาติ ถายังไปไมถึงจุดหมายปลายทางนี่คือที่มาของความเพียรในการปฏิบัติของฉัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวที่ฉันใชเปนแรงจูงใจไดเปนอยางดี...จะเลาใหฟงเดี๋ยวนี้ละคะ....
Page 51
-51-ถึงแมฉันจะเรียนมาจนจบปริญญาโทก็ตาม ฉันก็รูตัวดีวาฉันไมชอบเรียนหนังสือเอาเลย แตเพราะเห็นประโยชน จึงอดทนตั้งหนาตั้งตาเรียนจนจบมาได ตั้งแตเล็กจนโตกวาคอนชีวิตที่เราเสียเวลาไปกับการเรียนที่ไมมีที่สิ้นสุด จบชั้นหนึ่งก็ตองไปเริ่มใหมในชั้นที่สูงขึ้นไป จบโรงเรียนก็ตองไปตอมหาวิทยาลัย จบปริญญาตรี ก็ตองไปตอปริญญาโท ปริญญาเอก และมากกวานั้นก็ยังมีแถมเมื่อเขาทํางานความรูที่เรียนมาก็ยังไมเพียงพอยังตองมาศึกษาหาความรูเกี่ยวกับงานที่ทําเพิ่มเติมอีกบางครั้งการเรียนก็มาในรูปของหนังสือแนะนําการใชงานเครื่องใชในบานเครื่องใชไฟฟา และอีกมากมายหาที่สิ้นสุดของการเรียนไมได ในขณะเดียวกันเมื่อวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีมีการพัฒนามากขึ้น ก็พบวาสิ่งที่เรียนกันมาในอดีต ที่เคยเขาใจวาเปนความจริง เปนสิ่งที่เชื่อถือได กลับถูกเปดเผยวาไมเปนความจริงอีกตอไป และมีทฤษฎีใหมๆมาแทนที่ แลวความรูที่เรียนในปจจุบันที่เรียนกันอยูนี้ละจะมีความจริงอยูมากนอยเพียงใดไมมี ...ไมใชเฉพาะเรื่องเรียนที่ไมมีที่สิ้นสุด ฉันพบวาความไมสิ้นสุดซอนอยูในทุกอยางที่ฉันทําในแตละวัน เชนการเดินทาง ฉันเปนคนชอบเที่ยว ฉันพบวาทุกครั้งที่ไปเที่ยว เมื่อถึงจุดหมายหนึ่ง เราคิดวาการเดินทางนั้นจบลงแลว แตจริงๆแลวไมเลย เมื่อถึงจุดหมายเราก็อยูที่นั่นชั่วคราว แลวเราก็ออกเดินทางอีกเพื่อไปจุดหมายตอไปตามแผนที่วางไว เมื่อถึงจุดหมายสุดทายก็ตองกลับบาน เมื่อถึงบานเชาวันรุงขึ้นเราก็ตองออกเดินทางไปที่ทํางาน เมื่อถึงที่ทํางาน เราก็ทํางานสักพักหนึ่ง แลวก็กลับบาน จากบานอาจไปรานขายของ จากรานขายของไปรานอาหาร จากรานอาหารก็กลับบาน ในวันรุงขึ้นก็ออกจากบานไปทํางานเปนอยางนี้วนไปวนมาเปนการเดินทางที่ไมรูจบการทํางานของเราแตละวัน เรามักอยากจะทํางานใหเสร็จ แตเสร็จจากงานหนึ่ง ก็ตองเริ่มตนทํางานชิ้นใหมอยูดีทํางานไดเงินมา นําไปซื้ออาหาร เสื้อผา จายคาที่อยูอาศัย ใชไปเรื่อยๆ ทํางานไปเรื่อยๆ สิ้นเดือนไดเงินเดือนไดเงินมาใชจายไปวนเวียนอยูอยางนี้
Page 52
-52-การทํางานบานก็เชนกัน กวาดบาน ถูบาน ซักผา เปนงานอมตะนิรันดรกาล ไมมีวันเสร็จ ทําสะอาดวันนี้พรุงนี้สกปรกก็ตองทําอีกการกินขาว หิวเราก็กินขาว กินจนอิ่ม สักพักก็หิวอีกแลว เราก็ตองกินอีก ในเรื่องการกินยังประกอบดวยกิจกรรมที่ซ้ําซากอื่นๆกวาจะไดกินแตละที ทั้งการซื้อกับขาว ปรุงอาหาร ลางจาน วนไปวนมาไมรูจบการหาความสุขสนุกสนาน ดูหนัง ฟงเพลง เฮฮากับเพื่อน ก็ตองทําซ้ําๆอยูอยางนั้นความสุขแบบนี้ทําแลวก็หมดไปไมตางจากเงินดูซิคะไมมีอะไรที่ทําแลวจบเลยสักอยางตองทําซ้ําแลวซ้ําเลาฉันยังเห็นวาไมวาจะเรียนมากแคไหน ทํางานหาเงินมากแคไหน หรือดูแลรางกายดีมากแคไหน สุดทายตายไปก็ตองคืนโลกทั้งหมด เอาอะไรไปไมไดเลย เมื่อจะมาในโลกครั้งตอไปก็ตองเริ่มใหมอีกอยูดี ไมมีเด็กที่เกิดมาคนไหนไมตองมาทําอะไรพวกนี้ ไมมีใครอานออก เขียนได คิดเลขเปนตั้งแตเกิด แมแตพูดยังตองมาเรียนใหมเลย ทําใหเห็นวาถึงแมสิ่งที่เราทําอยูทุกวันนี้ดูเปนเรื่องธรรมดาก็จริง แตสําหรับคนขี้เกียจอยางฉันเห็นวาถามีทางเลือกฉันขอทําอะไรที่ลงทุนลงแรงครั้งเดียวแลวจบดีกวาดวยความที่เปนชาวพุทธโดยกําเนิดทําใหไดฟงมาแตเล็กๆวา ที่สิ้นสุดนะมีอยู คือพระนิพพาน แตเคยคิดวาเปนเรื่องที่เกินกําลังความสามารถจึงไมไดสนใจปลอยเวลาใหลวงเลยมา ถึงวันนี้ไดสัมผัส ไดเขาใจดวยตัวเอง ทําใหรูความจริงวา การปฏิบัตินั้นไมใชเรื่องยากอยางที่คิด มีความเปนไปได ถามีการวางแผนและลงมือปฏิบัติตามอยางจริงจัง ฉันจึงตัดสินใจอยางแนวแนวาจะใชเวลาที่เหลือศึกษาธรรมะ คือศึกษาหาความจริงสอนใจนั่นแหละ ไมวาจะถึงปลายทางเมื่อไหร ไมสําคัญ รูแตวาตองเริ่มออกเดินและสักวันก็คงจะถึงจุดหมายปลายทาง ตามที่พระพุทธองคทรงชี้ทางไวอยางชัดเจนแลวแนนอน
Page 53
-53- บทที่ ๑๔‘ทําไม...’ขยะลนใจ เคยมั้ยคะ เวลาขับรถ พอมีมอเตอรไซคปาดหนา เราดาตามไปเลย หรือคิดอยางไมพอใจวา‘ทําไมตองมาปาดหนาฉันดวยนะ’ ใครเคยเปนบางยกมือขึ้นวันหนึ่งขณะขับรถไปทํางานตามปกติ มีรถมอเตอรไซคขับแซงปาดหนาฉันไป ฉันไมพอใจและนึกในใจ‘ทําไมตองปาดนะที่มีตั้งเยอะตั้งแยะไมไป...’ ความไมพอใจคือสัญญาณของความเห็นผิด ทําใหฉันเริ่มคิดทบทวนการกระทําและความคิดของตัวเองทันที‘ตอนที่มอเตอรไซคปาดหนา เราทําอะไร เราเบรก...ใชเราตองเบรกใหมอเตอรไซคผานไปไมชนกันแลวเราก็ไมพอใจคิดในใจวาทําไมตองปาด....’ เห็นตัวเองวา ‘เราเปนคนไมทันเหตุการณนี่นา...มอเตอรไซคไดผานไปแลว เรื่องจบแลว แตเรายังไมจบ ยังไมพอใจ ยังตั้งคําถามวาทําไมตองมาปาดเรา...ไมไดอะไรเลย ขาดทุนทั้งอารมณ ทั้งเวลา’ เห็นวาตัวเองไมทันเหตุการณจนขาดทุนอยางนี้แลว ทําใหสํารวจตัวเองตอไปวา ทุกๆวันที่เราขับรถไปทํางานเราไมทันเหตุการณกับเรื่องอะไรอีก ...นึกถึงเวลารีบๆ ถาติดไฟแดงที่สี่แยกเราก็จะคิดในใจ ‘ไฟแดงอีกแลว ทําไมถึงตองเจอไฟแดงทุกแยกเลยนะ..’ เจอคนขามถนนไมเปนที่ ก็คิดในใจ ‘ทําไมไมขามสะพานลอยนะ อยูบนหัวตัวเองแทๆ....’ หรือ เวลารถติดมาก ก็คิด ‘ทําไมรถติดจัง ทําไมไมมีตํารวจมาคอยโบกรถเลยนะ’ อยางนี้เปนตน แตละวันเราขาดทุนเยอะมาก นี่แคขับรถมาทํางานนะ ... จริงๆ แลวตอนที่เราขึ้นรถขับออกจากบานมา ความตั้งใจของเราคือขับไปใหถึงที่ทํางาน แตพอออกถนนใหญเราเริ่มสนใจกับอยางอื่นรอบตัวมากกวา จนลืมความตั้งใจเดิมไป...ถึงสี่แยกอยากใหเปนไฟเขียวตลอด ไมอยากใหมีคนขามถนนผิดที่ ไมอยากใหรถติด เหมือนกับวา ใจเรามัวสนใจกับสองขางทางตลอดเวลา ตรงนั้นบาง ตรงนี้บาง แทนที่จะตั้งหนาตั้งตาขับรถไปใหถึงที่ทํางาน ทํา
Page 54
-54-ใหเสียเวลา และไดแตขยะมาใสใจตัวเอง เมื่อเราไมไดอยางที่ตองการ ก็จะเกิดความไมพอใจ เพราะการออกจากบานมาทํางานทุกครั้ง ไมมีทางที่รถจะไมติด ไฟสัญญาณจราจรจะเปนไฟเขียวทุกสี่แยกและคนจะขามสะพานลอยกันหมดไมมีทางเปนไปไดถากอนออกจากบานเราตั้งใจวา เอาละเราจะขับรถออกจากบานเพื่อไปใหถึงที่ทํางาน เมื่อมีรถปาดหนา เราก็เบรก เจอไฟแดงหรือมีคนขามถนน เราก็หยุด เราก็ทําไดแคนี้จริงๆ รับมือไปตามสถานการณไมขาดทุนและไมมีการเก็บขยะขางทางมาใสใจทุกครั้งจะทําอะไรก็ตาม ฉันจะคิดถึงวัตถุประสงคของการกระทํานั้นอยางชัดเจน เมื่อเริ่มเก็บขยะสองขางทางก็จะรูตัว และจะไดกลับตัวไดทัน ฝกตัวเองใหเปนคนทันเหตุการณ ทันสมัยอยูเรื่อยๆ ใหเคยชินกับการคิดแบบใหมนี้ ทําใหแตละวันฉันขาดทุนนอยลง ขยะในใจก็นอยลงเพราะเก็บเพิ่มนอยนอกจากนี้ ถาเรารูจักใชคําวา “ทําไม...” มาถามตัวเราเอง จะเปนประโยชนอยางมาก ลองดูนะคะ..ทําไมแตกับตัวเองอยาไปทําไมกับคนอื่นเขา
Page 55
-55- บทที่ ๑๕ คนขี้บน หลายครั้งที่คนใกลตัวฉันหมดความอดทนและแสดงออกใหฉันรูตัววาฉันบนเขามาพอประมาณแลว หยุดไดแลว เพราะเขาไมพอใจแลวนะ แตฉันมักเถียงเขาวาฉันไมไดบนซะหนอยแคอยากบอกใหรูวาเขาลืมทําอะไรและควรทําอะไรคราวหนาจะไดไมลืมจะไดไมเดือดรอนฉันตองทําแทน แตเขาก็ยืนยันวาฉันนั่นแหละขี้บน หลังจากเกิดเหตุการณอยางนี้อยูหลายครั้ง ทําใหฉันไดหยุดคิดวาเกิดอะไรขึ้นกันแนระหวางเขาที่ไมเอาไหนหรือฉันขี้บนจริงๆอยางเขาวาฉันคอยๆลําดับเหตุการณ คิดทบทวนวาอะไรทําใหฉันเกิดความไมพอใจ แลวฉันคิดอยางไรตอไปจนทําใหเกิดเปนคําพูดการแสดงออกที่เขาเรียกวาการบนและก็ไดพบกับความจริง....เรื่องที่ฉันบนสามีมักเปนเรื่องเล็กๆนอยๆ เชน ไมเติมน้ําในที่ทําน้ําแข็ง ใชกระดาษชําระในหองน้ําหมดแลวไมนํามวนใหมมาเปลี่ยน ลางมือแลวสะบัดจนน้ํากระจายไปรอบๆ หรือไมเก็บของใหเปนระเบียบเปนตนทุกครั้งที่ฉันเห็นที่ทําน้ําแข็งเปลาๆวางอยูในครัวเห็นมวนกระดาษชําระที่หมดแลวในหองน้ํา......ฉันจะคิดไปทันทีวา ‘ดูซิไม....อีกแลว ทําไมไมชวยกันทํานะ จะใหฉันทําอยูคนเดียวหรือไง’ เมื่อคิดอยางนี้ ความไมพอใจก็เกิดขึ้นทันทีเหมือนกันถาเขาอยูในรัศมี ฉันก็จะถามเขาทันทีวา ‘ทําไมไมทํา....ละ’ ดวยน้ําเสียงและหนาตาไมปกติ เพราะหงุดหงิดไปแลว ถาเขาอารมณดีเขาก็จะไมขัดใจฉัน จะลุกมาทําสิ่งที่ยังไมไดทําทันที แตถาเขาเกิดไมพอใจกับคําพูดฉันขึ้นมา ก็จะดื้อแพงไมสนใจซะอยางนั้น ปลอยใหฉันไมพอใจตอไป แตถาเขาไมอยูบาน ความไมพอใจของฉันจะเพิ่มมากขึ้นเพราะฉันไมสามารถพูดกับเขาไดทันที แตฉันจะคิดถึงเรื่องที่เขาไมสนใจทําทั้งหลายทั้งปวงที่ผานมาทําใหฉันตองเปนคนทําซะเองในอดีต คิดทบทวนซ้ําไปซ้ํามา จนเรื่องเล็กๆกลายเปนเรื่องใหญ เมื่อเขากลับถึงบานฉันก็จะระบายความไมพอใจใสเขาทันที ดวยน้ําเสียงและคําพูดที่ไมนาฟง เพราะเก็บกดมาไดพักใหญแลว เชน ถามเขาวา “ทําไมเธอถึงไมเคย....เลยละ” ทําใหคนฟงก็
Page 56
-56-ไมพอใจขึ้นมาไดทันทีเหมือนกัน รูสึกเหมือนถูกกลาวหา เรื่องเล็กๆ แทๆทําใหเปนเรื่องใหญบางครั้งก็เลยเถิดกลายเปนทะเลาะกันงอนกันไปเลยก็มีเมื่อมานั่งคิดไตรตรองดู เหตุการณแบบนี้ทําใหเราขาดทุนกันทั้งคูนี่นา ทั้งเสียอารมณและเสียเวลา เพียงเพราะฉันตองการใหเขาทําอยางที่ฉันตองการ เมื่อไมไดดั่งใจฉันก็แสดงออกดวยคําพูดน้ําเสียงและสีหนาที่ไมดีเพื่อใหเขายอมและทําตามความตองการของฉันฉันคิดเปรียบเทียบ ระหวางการที่ฉันพูดไมดีกับเขาหรือบนเขานั่นแหละ แลวเขาก็ทําตามอยางที่ฉันตองการดวยความรูสึกแยๆกับฉันทําซะเองไมตองบนอยางไหนจะดีกวากัน ฉันวาทําซะเองเปนทางออกที่ดีกวาเพราะไดดั่งใจแตทํารายความรูสึกของคนที่ฉันรักนั้นไมคุมและไมเปนธรรมกับอีกฝายหนึ่งเลยนึกไดวา...เวลาเขาบนฉัน ฉันก็ไมชอบเหมือนกัน แตที่ฉันทําสิ่งที่เขาไมชอบลงไปก็เพราะฉันไมไดคิดอะไร ฉันแคสะดวกอยางไรก็ทําอยางนั้น แคคิดนอยไปหนอยหรือมักงายไปนิดเทานั้นเอง ไมไดคิดวาสิ่งที่ทําไปจะทําใหอีกคนไมพอใจ ฉันไมไดแกลงขัดใจเขา เพราะฉะนั้นเขาก็ไมไดแกลงขัดใจฉันเชนกัน ทําใหเห็นวาจากการที่คนสองคนมีความพอใจที่ขัดแยงกัน คนหนึ่งพอใจทําอยางหนึ่งแตไปขัดใจอีกคนหนึ่งคนที่ถูกขัดใจก็จะบนขึ้นมา... เมื่อคิดไดอยางนี้ เวลาพบอะไรที่ยังไมไดทํา อะไรที่เขาทําแลวไมถูกใจฉัน ฉันก็ทําซะเองงายจะตาย ก็ไมเสียหายอะไร ไดความพอใจเปนของตัวเองและไมทํารายความรูสึกของคนที่ฉันรักอีกดวยเรารักใครก็ตองทําใหเขามีความสุขสิจริงมั้ยเมื่อคิดยอนไปถึงตอนที่ยังเปนคนขี้บน เห็นวาคนที่บนมักไมรูสึกตัว ทําใหไมถือสาคนที่มาบนใสฉันอีกดวยเพราะเขาใจเมื่อไมบนแลว ถามีโอกาสฉันกับสามีจะนั่งคุยกันวาที่ผานมา มีอะไรชอบใจไมชอบใจบางแลวก็ชวยๆกันปรับไปทําใหอยูดวยกันอยางมีความสุขมากขึ้นและเขาใจกันมากขึ้นกวาเดิมเยอะเลย
Page 57
-57- บทที่ ๑๖ มาวิ่งไลแครอท ฉันพบวา มีหลายอยางในชีวิตที่เราไมชอบทํา แตเราก็อดทนทําตอไปได เพราะอะไรนะหรือ....ก็เขาเอาบางสิ่งบางอยางมาลอใจใหเราไมออกนอกลูนอกทางนะสินึกถึงภาพมาแขงในการตูนที่เคยดูตอนเด็กๆ มาตัวนี้แสนขี้เกียจ ไมยอมวิ่งในสนามแขงซะอยางนั้นเจาของแสนฉลาดก็มีวิธีทําใหมันวิ่งเอาชนะคูแขงจนไดโดยเอาเบ็ดเกี่ยวแครอทแลวหยอนไวหนาเจามาจอมขี้เกียจ ลอใหมันวิ่งไลงับไปเรื่อย แตงับเทาไหรก็งับไมถึง มันจึงวิ่งไลงับไปเรื่อยจนถึงเสนชัยจําได...สมัยเด็กๆ ฉันไมชอบกินผัก ลุงก็จะหลอกลอวา ถากินผักหมดจะพาไปจับหิ่งหอยแถวบานลุงเปนทุงจึงมีหิ่งหอยเยอะฉันก็กินผักจนหมดเพราะอยากไปจับหิ่งหอยแสนสวยถึงเวลาตองไปโรงเรียน พอแมบอกวาคนที่ไปโรงเรียนแลวไมรองไหเปนคนเกง ฉันก็ไมรองไหและขยันไปโรงเรียนเพราะอยากเปนคนเกงของพอแมเมื่อโตขึ้นใครๆบอกวาตองขยันเรียนจะไดเอนทรานซติดมหาวิทยาลัยดีๆจะไดมีงานดีๆทําฉันก็ทําตามตองเรียนพิเศษวันเสารอาทิตยก็ยังไปเมื่อจบปริญญาตรี เขาวายังไมพอ ถาอยากไดงานดีๆ เงินเดือนเยอะๆ ตองไปตอปริญญาโทฉันก็ไปตามที่เขาวา แลวตองไปเรียนที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงจะไดเปนเกียรติตอวงศตระกูล ฉันก็ทําตามทั้งที่ไมชอบเรียนเลยเมื่อทํางาน นายจางก็วาถาขยัน ตั้งใจทํางาน จะไดขึ้นเงินเดือนและไดรับยกยองวาเปนพนักงานดีเดน ฉันก็ทํางานเอาจริงเอาจัง หามรุงหามค่ํา จนไดรับคําชม แมจะเหนื่อยกับงานแตก็ทนไดจริงๆแลวสิ่งที่เราพอใจขวนขวายใหไดมาทั้งคําชมความสําเร็จเกียรติยศชื่อเสียงก็เปนแคแครอทที่มาไมมีวันไดกิน เปนสิ่งที่เขาใชลอใหเราทําตามกลไกทางสังคม กลไกของโลก เพื่อให
Page 58
-58-สังคมอยูได ประเทศอยูได โลกนี้อยูได แตเราไมไดไดมาเปนของเราจริงๆซะหนอย ทุกอยางเหลานั้นอยูกับเราแคชั่วคราวทั้งนั้นเศรษฐีที่มีเงินมากที่สุดก็เปนเจาของเงินแคชั่วคราว นายพลยศสูงที่สุดก็มียศ มีคนนับถือมากมายแคชั่วคราว ผูหญิงที่สวยที่สุดก็มีความสวยแคชั่วคราว ของที่รักที่สุดก็เปนของเราแคชั่วคราว เราจะเอาจริงเอาจังอะไรมากนักถาใจรูทันเขาซะแลวแบบนี้อยาลืม ภายนอกก็ยังตองแสดงใหสมบทบาทตอไปเชนเดิม เพราะเรามีรางกายที่จะตองดูแลรักษา มีบทบาทหนาที่ที่ติดตัวมา ชีวิตเราก็ตองดําเนินตอไป ทํางานก็ตองเอาเงินเดือนและตองขยันใหไดเงินเดือนขึ้นดวย เปนเจาของรานขายกวยเตี๋ยวก็ตองทําใหไดกําไรแตไมเอาจริงเอาจังที่ใจคะ

Happiness หาคุณหาสาเหตุไม่ได้ว่าทําไมจึงไม่มีความสุขทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ลําบากยากแค้นอะไร


Happiness หาคุณหาสาเหตุไม่ได้ว่าทําไมจึงไม่มีความสุขทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ลําบากยากแค้นอะไรลองอ่านข้อคิดต่อไปนี้เพื่อจะได้ระลึกว่า"เราเองก็มีชีวิตที่ดีทีเดียว" ๑.คิดใหม่ ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายคนที่ป่วยหนักหรือเผชิญกับอุบัติเหตุใกล้ตายเห็น โศกนาฏกรรมหรือสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักมักมีมุมมองชีวิตที่ต่างออกไปหลายคนบอกว่าจะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้วจะท่องเที่ยวไปในโลกกว้างหรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูงเราทุกคนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี "พรุ่งนี้" ก็ได้ ๒.จดบันทึก เขียนเล่าถึงสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวันการจดบันทึกยังช่วยแก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่รก สมองออกไปได้ด้วย ๓.มองในแง่มุมอื่นบ้าง ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจําคุณในด้านใดหรือหากวันหนึ่งต้องเล่าเรื่องชีวิต ตนเองให้หลานๆฟังคุณจะเล่าอะไรคุณจําเป็นต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกสัปดาห์และถูบ้านทุกวันหรือแล้วที่คุณพลาดการแสดงละครของลูกที่โรงเรียนเมื่อปีที่แล้วเพราะติดประชุมเล่าตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมองย้อนกลับไป ๔.อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่องหากคนขับรถคันข้างๆไม่ยอมให้ คุณเบียดเข้าเลนก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลยแล้วจะหงุดหงิดไปทําไมหากพลาดรถเที่ยวเช้าหากาแฟดื่มขณะนั่งรอคันต่อไปดีกว่า ๕.ทํางานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้วอย่าผลัดวันประกันพรุ่งโอ้เอ้ไปก็มีแต่ทําให้หนักใจเหนื่อยกายไหนๆ งานนี้ก็ต้องทําโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงก็น่าจะทําให้เสร็จแทนที่จะมัวกังวลและคิดจนรกสมอง ๖.เลิกทําตัวจําเจชีวิตคงหน้าเบื่อหากทําอะไรซํ้าซากทุกวันทุกสัปดาห์เราน่าจะมีเรื่องแปลกใหม่มาทําให้ หัวใจกระชุ่มกระชวยบ้างถ้าเอาแต่นอนตื่นสายทุกวันอาทิตย์ก็น่าจะลุกขึ้นมาแต่เช้าไปกินอาหารอร่อยๆนอกบ้านหรือไปตลาดแล้วจ่ายกับข้าวมาทําอาหารมื้ออร่อยกินกันที่บ้าน ๗. อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น ใครจะมีสระว่ายนํ้าเครื่องเสียงแพงๆรุ่นล่าสุดหรือรถหรูใหม่เอี่ยมไม่ต้อง สนใจหากดูให้ดีๆคุณอาจพบว่าคนพวกนี้ต้องทํางานสัปดาห์ละเจ็ดวันไม่มีเวลาเจอหน้าคนในบ้านหรือ
Page 2
เพื่อนฝูงหรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปีแล้วชีวิตอย่างนี้ดีจริงหรือ ๘.กําจัดข้าวของรกในบ้าน เสื้อผ้าที่ไม่เคยใส่มาเป็นปีเครื่องครัวที่ตั้งอยู่ตรงนั้นจนนํ้ามันจับเป็นคราบหนา ไหนจะของเล่นหนังสือเก่าและเครื่องเรือนยกไปบริจาคเถิด นอกจากจะได้บุญแล้วชั้นวางของและห้องต่างๆในบ้านจะโล่งและเป็นระเบียบมากขึ้น ๙.รู้จักเอยคําว่า"ไม่" ไม่ต้องลงมือทําเองทุกเรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้วไหนจะต้องทําเรื่องโน้น สะสางเรื่องนี้ปล่อยให้สมองมีที่ว่างเพื่อคิดหรือทําอะไรเพื่อตัวเองบ้าง ๑๐.รดนํ้าต้นรักรักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็น ที่คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรือ(คิดให้ดี ก่อนตอบ)ของทุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องบํารุงรักษาหรือซ่อมแซมเป็นธรรมดาความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็เช่นกันต้องมีการดูแลใส่ใจกันบ้าง ๑๑.อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า หากคุณให้เกียรติเพื่อนหรือผู้อื่นคู่ครองหรือคนในครอบครัวคุณ ก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกันและคุณเองก็ควรได้เกียรติจากคนในครอบครัวเช่นกัน ๑๒.มอบความรักให้ครอบครัวและเพื่อนๆ อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่าคุณรักพวกเขาตรงไหนเมื่อเขาทํา อะไรดีๆให้ก็กล่าวคําชื่นชมบ้างคําชมเล็กๆน้อยๆไม่เคยทําร้ายใคร ๑๓.อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณก็ไม่ต้องฝืนทําตัวเป็นเสาหลัก ให้เขาพิงอยู่เรื่อยไปให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง ๑๔.ติดต่อเพื่อนเก่า คุณอาจขาดการติดต่อกับเพื่อนไปนานแต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์หรือ เขียนจดหมายถึงเขา ๑๕.บํารุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ดอกไม้สดจากสวนหรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ผักผลไม้ราคาไม่แพงมา แต่งบ้านให้สดใสคุณเคยมีสวนกระถางในบ้านไม่ใช่หรือนํากลับมาอีกครั้งแล้วบ้านคุณจะชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาแน่นอน ๑๖.ไปทะเลกันดีกว่าทิวทัศน์กว้างไกล สายลมเกลียวคลื่นสองเท้าเปลือยเปล่ายํ่าบนผืนทรายและแสงแดด ระยับไม่มีอะไรทําให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว ๑๗.สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน งานปั้นเย็บปักถักร้อยอบขนมจัดสวน หรืออะไรก็ได้
Page 3
๑๘.สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้างๆสูดหายใจให้เต็มปอดคุณจะรู้สึกว่าอากาศ เสียถูกขับออกจากตัว ๑๙.ออกไปเดินเล่น การออกกําลังเบาๆจะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้งร่างกายและจิตใจตั้งแต่เดินเล่นครั้งแรก เลยทีเดียวการออกกําลังสมํ่าเสมอจะทําให้คุณกระปรี้กระเปร่าและรู้สึกดีขึ้นทุกวัน ๒๐.ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ ร้านให้เช่าวิดีโอมีหนังเบาสมองให้เลือกมากมายจะเป็นหนังไทยหรือ ฝรั่งไม่สําคัญปล่อยเสียงหัวเราะออกมาบ้าง ๒๑.ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน หรืออาจทาสีห้องและผนังใหม่ด้วยรับรองว่าบรรยากาศที่ได้คุ้มค่าไม่ แพ้วันหยุดเลยทีเดียว ๒๒.รอคอยสิ่งดีๆ เช่นวันหยุดพักร้อน ออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูงหรือแม้แต่ไปนวดแผนโบราณ๒๓.ชวนเพื่อนมากินมื้อคํ่า จัดห้องและโต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิมเสิร์ฟเครื่องดื่มค็อกเทลหรือ แชมเปญเปิดเพลงเสริมบรรยากาศสนุกกับการเตรียมอาหาร ๒๔.ยิ้มไว้ยิ้มเป็นโรคติดต่อหัดยิ้มให้เพื่อนร่วมโลกบ้างไม่เชื่อก็ลองยิ้มดูสิ๒๕.ทําให้คนอื่นมีความสุขบ้าง ทําเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทําเพื่อคนอื่นบ้างเริ่มจากอดกลั้นไม่บีบแตร ไล่รถที่วิ่งเหมือนเต่าคลานหรืออาสาช่วยงานกุศลเพียงเท่านี้การใช้ชีวิตให้สุดคุ้มก็ไม่ยากอย่างที่คิเรียบเรียงจาก Nature & Health โดย Wendy McCreadyหามาฝากโดยคุณบุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

5 วิธีง่ายๆ ในการเพิ่มสัญญาณ Wi-Fi ในบ้านของคุณ



คงเซ็งในอารมณ์ไม่ใช่น้อยหากคุณพบว่า ไวไฟ (Wi-Fi) ในบ้านไม่เอื้ออำนวยให้การอ่านข่าวบนไอแพด (iPad)ยามเช้าไหลลื่นหมือนกาแฟที่กำลังดื่มอย่างคล่องคอในขณะนั้น บทความนี้ขอแนะนำวิธีง่ายๆ ในการที่จะปรับแต่งการใช้งานให้สัญญาณ Wi-Fi ในบ้านแรงขึ้น เพื่อการท่องเน็ตที่มีความสุขยิ่งขึ้น
               สำหรับ เทคนิคที่นำมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้จะมีอยู่ 5 วิธีด้วยกัน โดยหากคุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ได้ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ เชื่อว่า คุณจะสามารถเพิ่มระยะของการครอบคลุมสัญญาณไวไฟที่ไกลกว่าเดิม และประสบการณ์ในการท่องเน็ตไร้สายทีเร็วขึ้น ว่าแล้วลองมาดูกันครับว่า มีวิธีใดบ้าง?
1. อัพเดทเทคโนโลยีของอุปกรณ์ที่ใช้
หาก เราท์เตอร์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ  ของคุณ ไม่ได้ล่าสมัยจนเกินไป (ไม่เกิน 3 ปี) ระบบทั้งหมดน่าจะสนับสนุนการเชื่อมต่อด้วยมาตรฐาน Wirelee-N ซึ่งหากตรวจสอบแล้วมันเข้ากันได้ แนะนำให้ตั้งค่าของเราท์เตอร์เป็น N-mode only เพื่อให้ได้ความเร็ว และรัศมีครอบคลุมการใช้งานสูงสุด การคั้งค่าเป็น b/g/n เพื่อให้สนับสนุนการเชื่อมต่ออุปกรณ์รุ่นเก่าทีทำงานช้ากว่า หากพีซีทีใช้มาพร้อมกับการ์ดเชื่อมต่อด้วย Wireless-Gแนะนำให้มารุ่นใหม่ที่เป็น Wireless-N มาใส่แทน อย่างไรก็ตาม การซื้อเราท์เตอร์ใหม่ที่ไม่สนับสนุน Wireless-Nมีโอกาสที่มันจะไม่สนับสนุนการเข้ารหัสระบบรักษาความปลอดภัยล่าสุดด้วย ก่อนตั้งค่าเป็น Wireless-N แนะนำให้คุณตรวจสอบเว็บไซต์ของผู้ผลิตด้วยว่า เฟิร์มแวร์ของเราท์เตอร์ที่คุณใช้อยู่ได้รับการอัพเกรดให้ใช้ได้แล้ว หรือยัง? ลองตรวจสอบ และทำตามดูนะครับ แล้วคุณจะพบกับประสบการณ์ใหม่ในการท่องเว็บไร้สายภายในบ้านของคุณ
2. หาฮวงจุ้ยที่เราท์เตอร์สามารถให้สัญญาณได้แรงที่สุด
เราท์เตอร์  ไม่ได้เป็นแก็ดเจ็ตที่สวยหรูดูดี ดังนั้นผู้ใช้ส่วนใหญ่ชอบวางมันหลบๆ ซ่อนๆ ไว้ แต่มันเป็นเรื่องที่ผิดพลาดมากๆ เพราะเราท์เตอร์เป็นอุปกรณ์"ขี้ร้อน"และมันต้องการที่ทีมีอากาศถ่ายเทสะดวก ดังนั้นควรวางมันในที่เปิดโล่ง อย่างเช่น ตรงกลางบ้าน พยายามให้อยู่ห่างจากผนัง และสิ่งกีดขวาง อย่างเช่น ตู้เอกสารที่ทำจากหล็ก ไม่ควรวางเราท์เตอร์ให้เสาสัญญาณชิดติดกำแพง หรือออกไปนอกอาคาร เพราะจทำให้สูญเสียสัญญาณครึ่งหนึ่งที่ส่งออกไป แถมยังอาจจะกลายเป็นการสร้างจุดบอดของสัญญาณภายในบ้านซะด้วยซ้ำ ฮวงจุ้ยที่ดีทีสุดสำหรับการติดตั้งเราท์เตอร์คือ ที่สูงดีกว่าที่ต่ำ โดยเฉพาะบ้านสองชั้น ถ้าจะให้ง่ายหน่อยแนะนำให้คุณวางเราท์เตอร์ไว้เหนือชั้น หรือบนตู้สูง และไม่อยู่ชิดติดสิ่งกีดขวางที่อาจบล็อคสัญญาณได้

3. เปลี่ยนช่องสัญญาณ
การส่งสัญญาณไวไฟก็จะคล้ายๆ  กับการทำงานของสถานีวิทยุ เราท์เตอร์ไร้สายถสามารถส่งสัญญาณไปบนช่องที่แตกต่างกัน ซึ่งหากคุณและ เพื่อนบ้านที่ใช้ไวไฟช่องสัญญาณเดียวกัน มันก็จะเกิดการแบ่งกันใช้เป็นธรรมดา ปัญหานี้อาจไม่เกิดขึ้นกับคุณหากเราท์เตอร์ที่ใช้มีคุณสมบัติการเปลี่ยนช่อง สัญญาณโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าไม่มี การปรับแต่งเลือกช่องสัญญาณทีมีการรบกวนน้อยสุดจะช่วยให้คุณได้สัญญาณไวไฟ ที่แรงขึ้น ลองศึกษาคู่มือ หรือค้นหาวิธีเปลี่ยนช่องสัญญาณ (Channel) ทีมีให้เลือก 1 - 11 แชนเนล จากเว็บไซต์ของผู้ผลิตเราท์เตอร์
4. ลดสัญญาณรบกวน
นอกจากการอัพเดทเทคโนโลยีทีใช้ ค้นหาฮวงจุ้ยของเราท์เตอร์ที่เหมาะสม  เปลี่ยนแชนเนลสัญญาณที่ไม่ไปชนกับใครแล้ว  อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความแรง  และระยะในการส่งสัญญาณไวไฟให้กับเราท์เตอร์ของเราก็คือ การลดสัญญาณรบกวนการทำงานจากอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ความถี่ใน ย่าน 2.4GHz อย่างเช่น โทรศัพท์ไร้สายภายในบ้าน เครื่องส่งสัญญาณเตือนเด็กตื่น และอุปกรณ์ไร้สายต่างๆ ตลอดจนเตาอบไมโครเวฟ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้สามารถส่งคลื่น 2.4GHz ที่แรงมาก จนรบกวนให้สัญญาณ Wi-Fi ของคุณสู้ไม่ได้ แนะนำให้วางเราท์เตอร์ห่างไกลจากอุปกรณ์เหล่านี้จะดีกว่า
5. ดูแลเน็ตเวิร์กให้ปลอดภัย
สำหรับ วิธีสุดท้ายที่จะช่วยให้สัญญาณไวไฟของคุณไม่ถูกแอบใช้โดยชาวบ้านจนอืดยืดยาด ไปหมด เนื่องจากการ Home Wi-Fi จะมีการปล่อยสัญญาณออกไปนอกบ้าน หากคุณไม่ทำการตั้งค่าระบบรักษาความปลอดภัยเอาไว้ อย่างเช่น การเข้ารหัส ซึ่งเราท์เตอร์ใหม่ๆ วันนี้จะได้รับผลกระทบต่อประสิทธิภาพความเร็วน้อยมาก แต่มันย่อมดีกว่า การโดนข้างบ้านแอบบใช้สัญญาณไวไฟของคุณ ท่องเน็ต โหลดบิต ดูยูทูบ ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ แฮคเกอร์สามารถใช้เน็ตเวิร์กที่ไม้ได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยขโมย ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อได้ ในที่นี้ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ได้ตั้งค่าการเข้ารหัสด้วย WPA2 และใช้พาสเวิร์ดที่แข็งแรง


หวัง  ว่า คำแนะนำง่ายๆ เหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ และทำให้คุณผู้อ่านได้ประสบการณ์ในการใช้โฮมไวไฟทีครอบคลุม และแรงเต็มประสิทธิภาพ เพื่อการอ่านข่าวบนไอแพดจะได้คล่องคอเหมือนกับกาแฟที่กำลังดื่มนะครับ

คำคม : ไม่สำคัญว่าโลกจะแตกวันไหน !!!


คำคม : ไม่สำคัญว่าโลกจะแตกวันไหน !!!



ไม่สำคัญว่าโลกจะแตกวันไหน

แต่อย่าให้ แตก(ความสามัคคี) ก่อนโลก

อย่ามัวแต่เศร้าโศก เพราะโลกจะแตก ฉะนั้นเราอย่าแบ่งแยก

จงรักกันให้ดี จงสามัคคีกันไว้ ทำให้ วันนี้ดีที่สุด ก็พอแล้ว เจริญพร...

คำคมโดย : พระอาจารย์สุรเดช

โดย พระอาจารย์สุรเดช (ธรรมะเดลิเวอรี่จูเนียร์จังหวัดลำปาง)

คู่แข่งที่แท้จริง


คู่แข่งที่แท้จริง




เคยอ่านมาในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง








ทุกปีในสหรัฐอเมริกาจะมีการประกวดแข่งขันสะกดคำ
โดยจำกัดเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า  16 ปี งานนี้เป็นงานระดับชาติ มีเด็กมาร่วมแข่งขันถึง 10 ล้านคน และมีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศในรอบสุดท้าย

ในปีนั้นผู้ที่ฝ่ามาถึงรอบสุดท้ายมีเพียง 13 คน ซามีร์ ปาเตล วัย 12 ขวบ ซึ่งปีที่แล้วได้อันดับ 2 เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ส่วนอันดับ 2 คือ ราชีพ ทาริโกพูลา ซึ่งได้ที่ 4 เมื่อปีที่แล้ว ชัยชนะน่าจะเป็นของซามีร์ แต่แล้วเขาก็พลาดเมื่อเจอคำว่า eramacausis ( แปลว่าอะไร โปรดหาจากพจนานุกรมเล่มใหญ่ๆ เอาเอง) การตกรอบของซามีร์ทำให้ราชีพเป็นตัวเต็งอันดับ 1 ทันที








มีนักข่าวคนหนึ่งถามราชีพว่า
ดีใจไหมที่คู่ปรับตกรอบไป  คำตอบของราชีพก็คือ
"ไม่ครับ นี่เป็นการแข่งขันกับคำ  ไม่ใช่กับคน ครับ"

ไม่ทันขาดคำ เสียงตบมือก็ดังก้องห้องประชุม












คำตอบของราชีพคงทำให้ผู้ใหญ่หลายคนได้คิด
ใช่หรือไม่ว่าเวลาเราแข่งขันเรื่องอะไรก็ตาม
เรามักจะมองเห็นผู้ร่วมแข่งขันเป็นปรปักษ์หรือฝ่ายตรงข้าม
ในใจจึงอยากให้เขามีอันเป็นไป  เพื่อเราจะได้เป็นผู้ชนะแต่ผู้เดียว
หารู้ไม่ว่าลึกๆ แล้วความอิจฉาและพยาบาทกำลังก่อตัวขึ้น
ดังนั้นแข่งไปจึงทุกข์ไป แข่งเสร็จแล้วก็ยังทุกข์อีกที่เห็นคนอื่นเก่งกว่าตน  












แต่สำหรับราชีพ แม้การแข่งขันจะดุเดือดอย่างไร
เขาไม่ได้มองไปที่คน แต่มองไปที่คำ
สำหรับเขาความท้าทายอยู่ที่การต่อสู้กับคำยากๆ
คำยากทุกคำคือปริศนาที่เขาต้องถอดออกมาเป็นตัวๆ ให้ได้
เมื่อใจไปจดจ่ออยู่ที่คำเหล่านี้ เขาจึงมิได้ยินดียินร้ายที่ผู้ร่วมแข่งขันจะไปหรืออยู่








แม้ว่าในที่สุดราชีพจะได้เป็นที่ 4 ( เพราะแพ้คำว่า Hiligenschein) แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทุกข์เพราะเกลียดหรืออิจฉาคนที่เก่งกว่าเขา
คงมีแต่ความมุ่งมั่นที่จะศึกษาค้นคว้าให้หนักขึ้นเพื่อพิชิตคำยากๆ ในปีหน้า
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปีหน้าเขาต้องเก่งกว่าปีนี้แน่ มองในแง่นี้
แม้เขาจะ "แพ้" แต่เขาไม่ขาดทุนเลย กลับมีกำไรด้วยซ้ำ
มุมมองของราชีพนั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะในยามแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าสำหรับการดำเนินชีวิตและสัมพันธ์กับผู้คนด้วย












ใช่หรือไม่ว่าในชีวิตประจำวันเมื่อเราถูกวิพากษ์วิจารณ์ใจเรามักจะพุ่งตรงไปยังคนวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ค่อยสนใจคำวิพากษ์วิจารณ์เท่าใดนัก  ดังนั้น แม้ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จะถูกต้องให้แง่คิดที่ดีเพียงใดก็ตาม
แต่เราไม่สนใจที่จะไตร่ตรองเสียแล้ว เพราะใจนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดและโกรธคนที่วิพากษ์วิจารณ์เรา


ข้อคิดสำหรับคนทำงาน








ถ้าเราหันมาใส่ใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์กันให้มากขึ้น  และสนใจให้น้อยลงกับการตอบโต้เพื่อเอาชนะคะคานคนที่วิพากษ์วิจารณ์
นอกจากเราจะทุกข์หรือโกรธเกลียดน้อยลงแล้วเรายังมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากคำวิพากษ์วิจารณ์นั้นด้วย
โดยเฉพาะหากเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ถูกต้องด้วยท่าทีเช่นนี้ เราจะได้กำไรสถานเดียว








เวลาทำงานก็เช่นกัน ถ้าเรามองว่านี้เป็นการต่อสู้ปลุกปล้ำกับงาน
เราจะไม่เดือดร้อนที่คนอื่นทำได้ดีกว่าเรา
ใครจะดีจะเก่งก็เป็นเรื่องของเขา เพราะในใจนั้นนึกอยู่เสมอว่า
"ฉันกำลังแข่งขันกับงาน  ไม่ใช่แข่งขันกับคนอื่น"
นอกจากจะไม่อิจฉาเขาแล้ว ยังพยายามเรียนรู้จากเขาว่ามีวิธีการอย่างไร เพื่อเอาไปใช้ในการพิชิตงานที่กำลังทำอยู่ หรือทำให้งานนั้นดีขึ้น









มองให้ลึกลงไปแล้ว คนไม่ใช่คู่แข่งของเรา  หากแต่เป็นความเห็นแก่ตัว หรือความหลงตนต่างหากที่เป็นคู่แข่งของเรา แทนที่จะสู้กับใครต่อใคร  เราควรหันมาสู้กับความคิดแง่ลบในตัวเราดีกว่า  ที่แล้วมาเราต่อสู้กับใครต่อใครมากแล้ว  แต่ไม่ได้ต่อสู้กับความคิดแง่ลบเหล่านี้ เราจึงทุกข์ไม่เว้นแต่ละวัน









ถึงที่สุดแล้ว แม้แต่คนที่คิดร้ายต่อเรา เขาก็ไม่ได้เป็นศัตรูของเรา ความโกรธความเกลียดหรือความเห็นแก่ตัวในใจเขาต่างหากที่เป็นศัตรูของเรา
สิ่งที่เราควรจัดการคือความชั่วร้ายในใจของเขา  มิใช่จัดการตัวเขา ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะปลอดภัยและมีชีวิตที่สงบสุขอย่างแท้จริง  เพราะการขจัดศัตรูที่ดีที่สุดคือเปลี่ยนเขามาเป็นมิตร

แล้วอะไรล่ะที่จะเปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตรได้ หากมิใช่การใช้ความดีเอาชนะใจเขา




“No one can knows what he can do until he tries…”


พับลิลิส ไซรัส

ช่องว่างระหว่างวัยในการทํางาน


ช่องว่างระหว่างวัยในการทํางาน หนึ่งในสาเหตุของความเครียดในที่ทํางาน คือการที่คนหลายรุ่น หลายวัยหลายความคิดต้องมาทํางานร่วมกันความแตกต่างระหว่างเลขวัยที่สัมพันธ์กับเลขไมล์ของประสบการณ์มักนํามาซึ่งความไม่เข้าใจกัน..จนก่อตัวเป็นความขัดแย้งในที่สุด บางทีความแตกต่างคือกุญแจแห่งความสําเร็จเพียงขอเปิดใจทําความรู้จักคนแต่ละรุ่น ให้ลึกซึ้งก็จะได้พบโลกใบใหม่ที่งดงามหลากหลายและหากเลือกที่จะสื่อสารได้อย่างถูกช่องถูกกลุ่มก็อาจจะได้อะไรใหม่ๆคาดไม่ถึงใครเป็นใครในที่ทํางาน เราจะแบ่งรุ่นของคนทํางานในที่ทํางานให้ชัดๆก่อนโดยจําแนกจากช่วงปีเกิดซึ่งจะสัมพันธ์กับประสบการณ์ในช่วงเติบโตทําให้เห็นยุคสมัยที่หล่อหลอมความคิดของพวกเขาได้ชัดเจนขึ้น กลุ่มลายคราม: คนที่เกิดก่อนปี2498 ลายคราม...ไม่ว่าจะดํารงตําแหน่งกรรมการที่ปรึกษาหรือเป็นพนักงานวัยใกล้เกษียณคนกลุ่มนี้จะมีผู้คนนับหน้าถือตามากมายอันเนื่องมาจากประสบการณ์การทํางานอันยาวนานของพวกเขานั่นเองคนกลุ่มนี้จะเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่2 จะยุติจึงเติบโตมาท่ามกลางสภาพบ้านเมืองที่มีทรัพยากรที่จํากัดทําให้รู้จักคุณค่าของเงิน มักมีคุณลักษณะที่มั่นคงเชื่อใจได้สู้งานหนักใช้จ่ายอย่างรู้คิดและภักดีต่อองค์กรสูง กลุ่มBaby Boom: คนที่เกิดช่วงปี2499 – 2507 หลังสงครามยุติประเทศเข้าสู่ความสงบการรณรงค์คุมกําเนิดยังไม่แพร่หลาย จึงเกิดพลเมืองตัวน้อย ๆขึ้นมากมาย Baby Boom เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและแข่งขันกับคนวัยเดียวกันเพื่อให้ได้งานยิ่งเมื่อประเทศกําลังพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่ยุคความเป็นอุตสาหกรรมBaby Boom ก็ยิ่งจําเป็นต้องทํางานหนักมากขึ้น เต็มเหยียดวันละ8 ชั่วโมง6 วันต่อสัปดาห์ลูกจ้างBaby Boom มักเคยชินต่อการพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้นายจ้างยอมรับในศักยภาพการจะก้าวไปสู่ตําแหน่งใหญ่นั้นต้องใช้เวลาและแรงผลักดันอย่างสูง กลุ่มGeneration–X: คนที่เกิดช่วงปี2508 – 2523 Generation–X ลืมตาดูโลกในช่วงเวลาที่มนุษยชาติส่งยานอวกาศออกไปนอกโลกได้สําเร็จของเล่นสุดฮิตของเด็กรุ่น
Page 2
จึงไม่ใช่ม้าโยก หรือตุ๊กตาหมีอีกต่อไปแต่เป็นวิดีโอเกมเกมกดและWalkman พวกเขาเติบโตมาในยุครอยต่อของAnalog กับDigital อยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ ทว่าที่สังคมเปลี่ยนแปลงในทางวัตถุนี้ กลับทําให้สถาบันครอบครัวสั่นคลอนความภักดีต่อองค์กรของคนรุ่นนี้จึงคลายลงมาก นํามาสู่การลาออก และเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่นไม่แปลกที่ชาวBaby Boom ผู้ไม่เคยเกี่ยงที่จะทําโอทีจนดึกดื่นจะอึ้งที่ชาวGeneration–X ปฏิเสธการทํางานล่วงเวลาหรือลาออกไปหางานใหม่หน้าตาเฉยหากไม่พอใจทั้งนี้เพราะGeneration–X เชื่อว่างานไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต กลุ่มMillennium: คนที่เกิดปี2524 เป็นต้นมา Millennium คือกลุ่มคนทํางานหน้าใหม่ไฟแรงแต่ยังอ่อนต่อประสบการณ์บางคนอาจยังเรียนไม่จบเสียด้วยซํ้าหรือบางคนมีแผนที่จะเรียนต่อ ชาวMillennium โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือรวมถึงระบบการศึกษาที่เริ่มให้ความสําคัญกับการคิดมากกว่าการท่องจําชาวMillennium จะมีพ่อแม่ที่มีความรู้สูงจึงให้การสนับสนุนให้Millennium ได้เสริมทักษะด้านต่างๆตั้งแต่เด็ก ฉะนั้น Millennium จึงชอบแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูงและสนุกกับการทํางานเป็นทีมไม่ชอบอยู่ในกรอบและไม่ชอบเงื่อนไขในขณะที่ชาว Generation-X เปลี่ยนงานครั้งที่12 เพื่อเป็นผู้บริหารระดับสูงกินเงินเดือนเรือนแสนแต่ชาวMillennium จะลาออกไปเริ่มธุรกิจเล็ก ๆของตัวเอง สลายช่องว่างสร้างความเข้าใจเมื่อเข้าใจอย่างท่องแท้แล้วว่า ใครมีค่านิยมในชีวิตอย่างไรใครๆก็สามารถสร้างสะพานข้ามช่องว่างเพื่อข้ามไปหากันได้ สูตรสร้างสะพานข้ามช่องว่าระหว่างวัยมีอยู่3 ขั้นตอน 1. เข้าใจถึงความแตกต่างยอมรับว่าคนเราถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน คนที่มีความเชื่อ หรือทัศนคติต่อชีวิตไม่เหมือนคุณเขาไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป 2. ชื่นชมจุดดีแทนที่จะต่อต้าน ให้เราลองมองหาจุดเด่นของคนในแต่ละกลุ่มให้พบ 3. บริหารความแตกต่างเปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เข้าถึงคนแต่ละกลุ่มที่เราต้องทํางานด้วย ทํางานกับกลุ่มลายคราม จงให้เกียรติและให้ความเคารพอย่างสูงต่อพวกเขาเมื่อคุณให้เกียรติผู้ใหญ่ผู้ใหญ่ก็จะให้เกียรติคุณแล้วถ้าบังเอิญคุณมีตําแหน่งสูงกว่าพวกเขาจงแสดงความชื่นชมต่อเขาในด้านการเป็นเสาหลักขององค์การและจงรับฟังเมื่อพวกเขาถ่ายทอดประสบการณ์ในอดีตการต่อสู้ความพากเพียรในการทํางานจน ผ่านพ้นความยากลําบากมาได้เพราะสิ่งนั้นคือสิ่งที่คนรุ่นหลังไม่มีและไม่รู้จักอย่ามองว่า..กลุ่มลายครามคือหมาล่าเนื้อไม่มีที่ไปแต่การที่พวกเขาทํางานอยู่จนถึงวัยเกษียณนั้น เป็นเพราะพวกเขาเชื่อในคุณค่าของความมั่นคงและถือความซื่อสัตย์เป็นที่สุด ทํางานกับกลุ่มBaby Boom จงแสดงความนับถือรับฟังและเรียนรู้จากประสบการณ์ของBaby Boom แล้วพยายามปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ไม่ว่า
Page 3
คุณจะเก่งกาจแค่ไหนหรือคุณจะประสบความสําเร็จเพียงใดคุณก็ยังต้องเรียนรู้อยู่เสมอ อย่าแสดงออกว่าการทํางานหนักคือการถูกเอาเปรียบเพราะBaby Boom ให้ความสําคัญต่อหลักการทํางานยึดถือวัฒนธรรมองค์การและเห็นคุณค่าต่อการทํางานอย่างทุ่มเทหากต้องทํางานในองค์กรใหญ่ๆที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานซึ่งบริหารงานโดยBaby Boom ควรพยายามเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรเสียก่อนว่ามีการเจริญเติบโตมาอย่างไรก่อนที่จะเสนอความคิดริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงใดๆแก่Baby Boom ทํางานกับกลุ่มGeneration–X ต้องพูดให้กระชับชัดเจนและไม่อ้อมค้อมเพราะGeneration–X ชอบความตรงไปตรงมา คุณสามารถใช้Email กลับคนกลุ่มนี้ได้หากคุณสามารถสื่อสารได้ใจความและตรงเป้าหมายหากเป็นเรื่องใหญ่จริงๆควรพูดต่อหน้าเพราะGeneration–X ไม่ชอบถูกบงการผู้ใหญ่แค่ให้นโยบายกว้างๆเปิดโอกาสให้เขาได้แก้ปัญหาเองจะดีที่สุดส่วน Baby Boom ควรลดความคาดหวังต่อGeneration–X ในการทํางานหนักอย่างหนักโดยไม่มีวันหยุดหรือก้าวไปอย่างช้า ๆอย่างรุ่นตนเพราะGeneration–X ต้องการชีวิตที่สมดุลไม่ชอบการอยู่ติดที่ ทํางานกับกลุ่มMillennium ลองท้าทายพวกเขาด้วยภารกิจใหม่ๆMillennium จะชอบความเป็นคนสําคัญการเพิ่มความรับผิดชอบเสมือนการให้คําชมจงเปิดโอกาสให้Millennium ได้แสดงความคิดเห็นของเขาเห็นพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในทีมผู้ใหญ่ที่ยอมรับความคิดเขาก็จะได้รับการยอมรับจากพวกเขาเช่นกัน Millennium ชอบให้คุณแสดงออกต่อสิ่งที่พวกเขาทําทุกขณะจิตเพราะความรู้สึกและความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน มีผลต่อพวกเขามาก แค่เข้าใจ..ทุกอย่างก็ลงตัว

ตัวย่อภาษาอังกฤษเวลาคุยกับฝรั่ง เช่น ASAP, ATM, COZ, IMO,


ตัวย่อภาษาอังกฤษเวลาคุยกับฝรั่ง เช่น ASAP, ATM, COZ, IMO,

สวัสดีครับ
บางทีหลายๆครั้ง ที่เราคุยหรือเมล์ติดต่อกับชาวต่างชาติ ที่ใช้ภาษาอังกฤษ

เค้าอาจจะพิมพ์คำแปลกๆ มาในเมล์

ที่มักเจอกันบ่อยๆก็ เช่น ASAP, BTW, FYI อะไรแบบนี้ครับ

วันนี้ผมรวบรวมคำย่อต่างๆ มาแปลให้เข้าใจกันครับ

ทีนี้เวลาเราพิมพ์ตอบเค้า เราอาจจะใช้คำพวกนี้บ้าง เพราะก็เท่ห์ดีเหมือนกันครับ

แต่ก็ควรใช้คำที่ดูแล้วเป็นทางการหน่อยแล้วกันนะครับ  :)

--------------------------------------------------------------


ASAP = As soon as possible = เร็วสุดเท่าที่เร็วได้

ATM = At the moment = ในตอนนี้



BC = Because = เพราะว่า

BG = Big grin = (ยิ้มอยู่)

BOTOH = But on the other hand = แต่ในทางกลับกัน

BTDT = Been there, done that = ไปมาแล้วทำเรียบร้อยแล้ว

BTW = By the way = อย่างไรก็ตาม



COZ = Because = เพราะว่า

CU = See you = แล้วเจอกัน

CUL or CUL8R = See you later = แล้วเจอกัน



EZ = Easy = ง่าย



FAQ = Frequently asked questions = คำถามที่ถามบ่อย

FYI = For your information = แจ้งเพื่อรับทราบ



GJ = Good job = ทำได้ดีมาก!

GL = Good luck = โชคดีนะ

GRT = Great = เยี่ยม!

GW = Good work = ทำได้ดีมาก



HAND = Have a nice day = โชคดีนะ



IC = I see = เข้าใจล่ะ

IMO = In my opinion ฉันคิดว่า...

IMPOV = In my point of view = ฉันคิดว่า....

IOW = In other words = ถ้าจะพูดอีกอย่างก็..

IRL = In real life = ในชีวิตจริง



JIC = Just in case = เผื่อไว้

JTLYK = Just to let you know = แค่บอกให้รู้ไว้



KIS = Keep it simple = เอาง่ายๆ

KIT = Keep in touch = ติดต่อกันอีกนะ



LOL= Laughing out loud = หัวเราะ555+



NBD = No big deal = ไม่มีปัญหา เรื่องเล็กน้อย

NP = No problem = ไม่มีปัญหา

NVM = Never mind = ไม่เป็นไร



OMG = Oh my god = พระเจ้า จอร์จจจ



PCM = Please call me = โทรมาหาที



PLS = Please = ได้โปรด

PLZ = Please = ได้โปรด



Q = Question = คำถาม



SIT = Stay in touch = แล้วติดต่อกันใหม่

SOZ, SRY = Sorry = ขอโทษที

SYS = See you soon = แล้วพบกันใหม่



THX = Thanks = ขอบใจจ้า

TIA = Thanks in advance = ขอบคุณล่วงหน้า

TY = Thank you = ขอบคุณ



U = You = คุณ



WB = Welcome back = ขอต้อนรับกลับมา

WFM = Works for me = สำหรับฉันแล้วได้ผลนะ



XOXO = Hugs and kisses = รักนะจุ๊บๆ



Y = Why = ทำไมหละ

YW = You are welcome ด้วยความยินดี