++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Happiness หาคุณหาสาเหตุไม่ได้ว่าทําไมจึงไม่มีความสุขทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ลําบากยากแค้นอะไร


Happiness หาคุณหาสาเหตุไม่ได้ว่าทําไมจึงไม่มีความสุขทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ลําบากยากแค้นอะไรลองอ่านข้อคิดต่อไปนี้เพื่อจะได้ระลึกว่า"เราเองก็มีชีวิตที่ดีทีเดียว" ๑.คิดใหม่ ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายคนที่ป่วยหนักหรือเผชิญกับอุบัติเหตุใกล้ตายเห็น โศกนาฏกรรมหรือสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักมักมีมุมมองชีวิตที่ต่างออกไปหลายคนบอกว่าจะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้วจะท่องเที่ยวไปในโลกกว้างหรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูงเราทุกคนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี "พรุ่งนี้" ก็ได้ ๒.จดบันทึก เขียนเล่าถึงสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวันการจดบันทึกยังช่วยแก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่รก สมองออกไปได้ด้วย ๓.มองในแง่มุมอื่นบ้าง ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจําคุณในด้านใดหรือหากวันหนึ่งต้องเล่าเรื่องชีวิต ตนเองให้หลานๆฟังคุณจะเล่าอะไรคุณจําเป็นต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกสัปดาห์และถูบ้านทุกวันหรือแล้วที่คุณพลาดการแสดงละครของลูกที่โรงเรียนเมื่อปีที่แล้วเพราะติดประชุมเล่าตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมองย้อนกลับไป ๔.อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่องหากคนขับรถคันข้างๆไม่ยอมให้ คุณเบียดเข้าเลนก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลยแล้วจะหงุดหงิดไปทําไมหากพลาดรถเที่ยวเช้าหากาแฟดื่มขณะนั่งรอคันต่อไปดีกว่า ๕.ทํางานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้วอย่าผลัดวันประกันพรุ่งโอ้เอ้ไปก็มีแต่ทําให้หนักใจเหนื่อยกายไหนๆ งานนี้ก็ต้องทําโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงก็น่าจะทําให้เสร็จแทนที่จะมัวกังวลและคิดจนรกสมอง ๖.เลิกทําตัวจําเจชีวิตคงหน้าเบื่อหากทําอะไรซํ้าซากทุกวันทุกสัปดาห์เราน่าจะมีเรื่องแปลกใหม่มาทําให้ หัวใจกระชุ่มกระชวยบ้างถ้าเอาแต่นอนตื่นสายทุกวันอาทิตย์ก็น่าจะลุกขึ้นมาแต่เช้าไปกินอาหารอร่อยๆนอกบ้านหรือไปตลาดแล้วจ่ายกับข้าวมาทําอาหารมื้ออร่อยกินกันที่บ้าน ๗. อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น ใครจะมีสระว่ายนํ้าเครื่องเสียงแพงๆรุ่นล่าสุดหรือรถหรูใหม่เอี่ยมไม่ต้อง สนใจหากดูให้ดีๆคุณอาจพบว่าคนพวกนี้ต้องทํางานสัปดาห์ละเจ็ดวันไม่มีเวลาเจอหน้าคนในบ้านหรือ
Page 2
เพื่อนฝูงหรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปีแล้วชีวิตอย่างนี้ดีจริงหรือ ๘.กําจัดข้าวของรกในบ้าน เสื้อผ้าที่ไม่เคยใส่มาเป็นปีเครื่องครัวที่ตั้งอยู่ตรงนั้นจนนํ้ามันจับเป็นคราบหนา ไหนจะของเล่นหนังสือเก่าและเครื่องเรือนยกไปบริจาคเถิด นอกจากจะได้บุญแล้วชั้นวางของและห้องต่างๆในบ้านจะโล่งและเป็นระเบียบมากขึ้น ๙.รู้จักเอยคําว่า"ไม่" ไม่ต้องลงมือทําเองทุกเรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้วไหนจะต้องทําเรื่องโน้น สะสางเรื่องนี้ปล่อยให้สมองมีที่ว่างเพื่อคิดหรือทําอะไรเพื่อตัวเองบ้าง ๑๐.รดนํ้าต้นรักรักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็น ที่คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรือ(คิดให้ดี ก่อนตอบ)ของทุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องบํารุงรักษาหรือซ่อมแซมเป็นธรรมดาความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็เช่นกันต้องมีการดูแลใส่ใจกันบ้าง ๑๑.อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า หากคุณให้เกียรติเพื่อนหรือผู้อื่นคู่ครองหรือคนในครอบครัวคุณ ก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกันและคุณเองก็ควรได้เกียรติจากคนในครอบครัวเช่นกัน ๑๒.มอบความรักให้ครอบครัวและเพื่อนๆ อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่าคุณรักพวกเขาตรงไหนเมื่อเขาทํา อะไรดีๆให้ก็กล่าวคําชื่นชมบ้างคําชมเล็กๆน้อยๆไม่เคยทําร้ายใคร ๑๓.อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณก็ไม่ต้องฝืนทําตัวเป็นเสาหลัก ให้เขาพิงอยู่เรื่อยไปให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง ๑๔.ติดต่อเพื่อนเก่า คุณอาจขาดการติดต่อกับเพื่อนไปนานแต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์หรือ เขียนจดหมายถึงเขา ๑๕.บํารุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ดอกไม้สดจากสวนหรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ผักผลไม้ราคาไม่แพงมา แต่งบ้านให้สดใสคุณเคยมีสวนกระถางในบ้านไม่ใช่หรือนํากลับมาอีกครั้งแล้วบ้านคุณจะชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาแน่นอน ๑๖.ไปทะเลกันดีกว่าทิวทัศน์กว้างไกล สายลมเกลียวคลื่นสองเท้าเปลือยเปล่ายํ่าบนผืนทรายและแสงแดด ระยับไม่มีอะไรทําให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว ๑๗.สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน งานปั้นเย็บปักถักร้อยอบขนมจัดสวน หรืออะไรก็ได้
Page 3
๑๘.สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้างๆสูดหายใจให้เต็มปอดคุณจะรู้สึกว่าอากาศ เสียถูกขับออกจากตัว ๑๙.ออกไปเดินเล่น การออกกําลังเบาๆจะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้งร่างกายและจิตใจตั้งแต่เดินเล่นครั้งแรก เลยทีเดียวการออกกําลังสมํ่าเสมอจะทําให้คุณกระปรี้กระเปร่าและรู้สึกดีขึ้นทุกวัน ๒๐.ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ ร้านให้เช่าวิดีโอมีหนังเบาสมองให้เลือกมากมายจะเป็นหนังไทยหรือ ฝรั่งไม่สําคัญปล่อยเสียงหัวเราะออกมาบ้าง ๒๑.ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน หรืออาจทาสีห้องและผนังใหม่ด้วยรับรองว่าบรรยากาศที่ได้คุ้มค่าไม่ แพ้วันหยุดเลยทีเดียว ๒๒.รอคอยสิ่งดีๆ เช่นวันหยุดพักร้อน ออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูงหรือแม้แต่ไปนวดแผนโบราณ๒๓.ชวนเพื่อนมากินมื้อคํ่า จัดห้องและโต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิมเสิร์ฟเครื่องดื่มค็อกเทลหรือ แชมเปญเปิดเพลงเสริมบรรยากาศสนุกกับการเตรียมอาหาร ๒๔.ยิ้มไว้ยิ้มเป็นโรคติดต่อหัดยิ้มให้เพื่อนร่วมโลกบ้างไม่เชื่อก็ลองยิ้มดูสิ๒๕.ทําให้คนอื่นมีความสุขบ้าง ทําเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทําเพื่อคนอื่นบ้างเริ่มจากอดกลั้นไม่บีบแตร ไล่รถที่วิ่งเหมือนเต่าคลานหรืออาสาช่วยงานกุศลเพียงเท่านี้การใช้ชีวิตให้สุดคุ้มก็ไม่ยากอย่างที่คิเรียบเรียงจาก Nature & Health โดย Wendy McCreadyหามาฝากโดยคุณบุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

5 วิธีง่ายๆ ในการเพิ่มสัญญาณ Wi-Fi ในบ้านของคุณ



คงเซ็งในอารมณ์ไม่ใช่น้อยหากคุณพบว่า ไวไฟ (Wi-Fi) ในบ้านไม่เอื้ออำนวยให้การอ่านข่าวบนไอแพด (iPad)ยามเช้าไหลลื่นหมือนกาแฟที่กำลังดื่มอย่างคล่องคอในขณะนั้น บทความนี้ขอแนะนำวิธีง่ายๆ ในการที่จะปรับแต่งการใช้งานให้สัญญาณ Wi-Fi ในบ้านแรงขึ้น เพื่อการท่องเน็ตที่มีความสุขยิ่งขึ้น
               สำหรับ เทคนิคที่นำมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้จะมีอยู่ 5 วิธีด้วยกัน โดยหากคุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ได้ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ เชื่อว่า คุณจะสามารถเพิ่มระยะของการครอบคลุมสัญญาณไวไฟที่ไกลกว่าเดิม และประสบการณ์ในการท่องเน็ตไร้สายทีเร็วขึ้น ว่าแล้วลองมาดูกันครับว่า มีวิธีใดบ้าง?
1. อัพเดทเทคโนโลยีของอุปกรณ์ที่ใช้
หาก เราท์เตอร์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ  ของคุณ ไม่ได้ล่าสมัยจนเกินไป (ไม่เกิน 3 ปี) ระบบทั้งหมดน่าจะสนับสนุนการเชื่อมต่อด้วยมาตรฐาน Wirelee-N ซึ่งหากตรวจสอบแล้วมันเข้ากันได้ แนะนำให้ตั้งค่าของเราท์เตอร์เป็น N-mode only เพื่อให้ได้ความเร็ว และรัศมีครอบคลุมการใช้งานสูงสุด การคั้งค่าเป็น b/g/n เพื่อให้สนับสนุนการเชื่อมต่ออุปกรณ์รุ่นเก่าทีทำงานช้ากว่า หากพีซีทีใช้มาพร้อมกับการ์ดเชื่อมต่อด้วย Wireless-Gแนะนำให้มารุ่นใหม่ที่เป็น Wireless-N มาใส่แทน อย่างไรก็ตาม การซื้อเราท์เตอร์ใหม่ที่ไม่สนับสนุน Wireless-Nมีโอกาสที่มันจะไม่สนับสนุนการเข้ารหัสระบบรักษาความปลอดภัยล่าสุดด้วย ก่อนตั้งค่าเป็น Wireless-N แนะนำให้คุณตรวจสอบเว็บไซต์ของผู้ผลิตด้วยว่า เฟิร์มแวร์ของเราท์เตอร์ที่คุณใช้อยู่ได้รับการอัพเกรดให้ใช้ได้แล้ว หรือยัง? ลองตรวจสอบ และทำตามดูนะครับ แล้วคุณจะพบกับประสบการณ์ใหม่ในการท่องเว็บไร้สายภายในบ้านของคุณ
2. หาฮวงจุ้ยที่เราท์เตอร์สามารถให้สัญญาณได้แรงที่สุด
เราท์เตอร์  ไม่ได้เป็นแก็ดเจ็ตที่สวยหรูดูดี ดังนั้นผู้ใช้ส่วนใหญ่ชอบวางมันหลบๆ ซ่อนๆ ไว้ แต่มันเป็นเรื่องที่ผิดพลาดมากๆ เพราะเราท์เตอร์เป็นอุปกรณ์"ขี้ร้อน"และมันต้องการที่ทีมีอากาศถ่ายเทสะดวก ดังนั้นควรวางมันในที่เปิดโล่ง อย่างเช่น ตรงกลางบ้าน พยายามให้อยู่ห่างจากผนัง และสิ่งกีดขวาง อย่างเช่น ตู้เอกสารที่ทำจากหล็ก ไม่ควรวางเราท์เตอร์ให้เสาสัญญาณชิดติดกำแพง หรือออกไปนอกอาคาร เพราะจทำให้สูญเสียสัญญาณครึ่งหนึ่งที่ส่งออกไป แถมยังอาจจะกลายเป็นการสร้างจุดบอดของสัญญาณภายในบ้านซะด้วยซ้ำ ฮวงจุ้ยที่ดีทีสุดสำหรับการติดตั้งเราท์เตอร์คือ ที่สูงดีกว่าที่ต่ำ โดยเฉพาะบ้านสองชั้น ถ้าจะให้ง่ายหน่อยแนะนำให้คุณวางเราท์เตอร์ไว้เหนือชั้น หรือบนตู้สูง และไม่อยู่ชิดติดสิ่งกีดขวางที่อาจบล็อคสัญญาณได้

3. เปลี่ยนช่องสัญญาณ
การส่งสัญญาณไวไฟก็จะคล้ายๆ  กับการทำงานของสถานีวิทยุ เราท์เตอร์ไร้สายถสามารถส่งสัญญาณไปบนช่องที่แตกต่างกัน ซึ่งหากคุณและ เพื่อนบ้านที่ใช้ไวไฟช่องสัญญาณเดียวกัน มันก็จะเกิดการแบ่งกันใช้เป็นธรรมดา ปัญหานี้อาจไม่เกิดขึ้นกับคุณหากเราท์เตอร์ที่ใช้มีคุณสมบัติการเปลี่ยนช่อง สัญญาณโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าไม่มี การปรับแต่งเลือกช่องสัญญาณทีมีการรบกวนน้อยสุดจะช่วยให้คุณได้สัญญาณไวไฟ ที่แรงขึ้น ลองศึกษาคู่มือ หรือค้นหาวิธีเปลี่ยนช่องสัญญาณ (Channel) ทีมีให้เลือก 1 - 11 แชนเนล จากเว็บไซต์ของผู้ผลิตเราท์เตอร์
4. ลดสัญญาณรบกวน
นอกจากการอัพเดทเทคโนโลยีทีใช้ ค้นหาฮวงจุ้ยของเราท์เตอร์ที่เหมาะสม  เปลี่ยนแชนเนลสัญญาณที่ไม่ไปชนกับใครแล้ว  อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความแรง  และระยะในการส่งสัญญาณไวไฟให้กับเราท์เตอร์ของเราก็คือ การลดสัญญาณรบกวนการทำงานจากอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ความถี่ใน ย่าน 2.4GHz อย่างเช่น โทรศัพท์ไร้สายภายในบ้าน เครื่องส่งสัญญาณเตือนเด็กตื่น และอุปกรณ์ไร้สายต่างๆ ตลอดจนเตาอบไมโครเวฟ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้สามารถส่งคลื่น 2.4GHz ที่แรงมาก จนรบกวนให้สัญญาณ Wi-Fi ของคุณสู้ไม่ได้ แนะนำให้วางเราท์เตอร์ห่างไกลจากอุปกรณ์เหล่านี้จะดีกว่า
5. ดูแลเน็ตเวิร์กให้ปลอดภัย
สำหรับ วิธีสุดท้ายที่จะช่วยให้สัญญาณไวไฟของคุณไม่ถูกแอบใช้โดยชาวบ้านจนอืดยืดยาด ไปหมด เนื่องจากการ Home Wi-Fi จะมีการปล่อยสัญญาณออกไปนอกบ้าน หากคุณไม่ทำการตั้งค่าระบบรักษาความปลอดภัยเอาไว้ อย่างเช่น การเข้ารหัส ซึ่งเราท์เตอร์ใหม่ๆ วันนี้จะได้รับผลกระทบต่อประสิทธิภาพความเร็วน้อยมาก แต่มันย่อมดีกว่า การโดนข้างบ้านแอบบใช้สัญญาณไวไฟของคุณ ท่องเน็ต โหลดบิต ดูยูทูบ ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ แฮคเกอร์สามารถใช้เน็ตเวิร์กที่ไม้ได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยขโมย ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อได้ ในที่นี้ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ได้ตั้งค่าการเข้ารหัสด้วย WPA2 และใช้พาสเวิร์ดที่แข็งแรง


หวัง  ว่า คำแนะนำง่ายๆ เหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ และทำให้คุณผู้อ่านได้ประสบการณ์ในการใช้โฮมไวไฟทีครอบคลุม และแรงเต็มประสิทธิภาพ เพื่อการอ่านข่าวบนไอแพดจะได้คล่องคอเหมือนกับกาแฟที่กำลังดื่มนะครับ

คำคม : ไม่สำคัญว่าโลกจะแตกวันไหน !!!


คำคม : ไม่สำคัญว่าโลกจะแตกวันไหน !!!



ไม่สำคัญว่าโลกจะแตกวันไหน

แต่อย่าให้ แตก(ความสามัคคี) ก่อนโลก

อย่ามัวแต่เศร้าโศก เพราะโลกจะแตก ฉะนั้นเราอย่าแบ่งแยก

จงรักกันให้ดี จงสามัคคีกันไว้ ทำให้ วันนี้ดีที่สุด ก็พอแล้ว เจริญพร...

คำคมโดย : พระอาจารย์สุรเดช

โดย พระอาจารย์สุรเดช (ธรรมะเดลิเวอรี่จูเนียร์จังหวัดลำปาง)

คู่แข่งที่แท้จริง


คู่แข่งที่แท้จริง




เคยอ่านมาในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง








ทุกปีในสหรัฐอเมริกาจะมีการประกวดแข่งขันสะกดคำ
โดยจำกัดเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า  16 ปี งานนี้เป็นงานระดับชาติ มีเด็กมาร่วมแข่งขันถึง 10 ล้านคน และมีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศในรอบสุดท้าย

ในปีนั้นผู้ที่ฝ่ามาถึงรอบสุดท้ายมีเพียง 13 คน ซามีร์ ปาเตล วัย 12 ขวบ ซึ่งปีที่แล้วได้อันดับ 2 เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ส่วนอันดับ 2 คือ ราชีพ ทาริโกพูลา ซึ่งได้ที่ 4 เมื่อปีที่แล้ว ชัยชนะน่าจะเป็นของซามีร์ แต่แล้วเขาก็พลาดเมื่อเจอคำว่า eramacausis ( แปลว่าอะไร โปรดหาจากพจนานุกรมเล่มใหญ่ๆ เอาเอง) การตกรอบของซามีร์ทำให้ราชีพเป็นตัวเต็งอันดับ 1 ทันที








มีนักข่าวคนหนึ่งถามราชีพว่า
ดีใจไหมที่คู่ปรับตกรอบไป  คำตอบของราชีพก็คือ
"ไม่ครับ นี่เป็นการแข่งขันกับคำ  ไม่ใช่กับคน ครับ"

ไม่ทันขาดคำ เสียงตบมือก็ดังก้องห้องประชุม












คำตอบของราชีพคงทำให้ผู้ใหญ่หลายคนได้คิด
ใช่หรือไม่ว่าเวลาเราแข่งขันเรื่องอะไรก็ตาม
เรามักจะมองเห็นผู้ร่วมแข่งขันเป็นปรปักษ์หรือฝ่ายตรงข้าม
ในใจจึงอยากให้เขามีอันเป็นไป  เพื่อเราจะได้เป็นผู้ชนะแต่ผู้เดียว
หารู้ไม่ว่าลึกๆ แล้วความอิจฉาและพยาบาทกำลังก่อตัวขึ้น
ดังนั้นแข่งไปจึงทุกข์ไป แข่งเสร็จแล้วก็ยังทุกข์อีกที่เห็นคนอื่นเก่งกว่าตน  












แต่สำหรับราชีพ แม้การแข่งขันจะดุเดือดอย่างไร
เขาไม่ได้มองไปที่คน แต่มองไปที่คำ
สำหรับเขาความท้าทายอยู่ที่การต่อสู้กับคำยากๆ
คำยากทุกคำคือปริศนาที่เขาต้องถอดออกมาเป็นตัวๆ ให้ได้
เมื่อใจไปจดจ่ออยู่ที่คำเหล่านี้ เขาจึงมิได้ยินดียินร้ายที่ผู้ร่วมแข่งขันจะไปหรืออยู่








แม้ว่าในที่สุดราชีพจะได้เป็นที่ 4 ( เพราะแพ้คำว่า Hiligenschein) แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทุกข์เพราะเกลียดหรืออิจฉาคนที่เก่งกว่าเขา
คงมีแต่ความมุ่งมั่นที่จะศึกษาค้นคว้าให้หนักขึ้นเพื่อพิชิตคำยากๆ ในปีหน้า
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปีหน้าเขาต้องเก่งกว่าปีนี้แน่ มองในแง่นี้
แม้เขาจะ "แพ้" แต่เขาไม่ขาดทุนเลย กลับมีกำไรด้วยซ้ำ
มุมมองของราชีพนั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะในยามแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าสำหรับการดำเนินชีวิตและสัมพันธ์กับผู้คนด้วย












ใช่หรือไม่ว่าในชีวิตประจำวันเมื่อเราถูกวิพากษ์วิจารณ์ใจเรามักจะพุ่งตรงไปยังคนวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ค่อยสนใจคำวิพากษ์วิจารณ์เท่าใดนัก  ดังนั้น แม้ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จะถูกต้องให้แง่คิดที่ดีเพียงใดก็ตาม
แต่เราไม่สนใจที่จะไตร่ตรองเสียแล้ว เพราะใจนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดและโกรธคนที่วิพากษ์วิจารณ์เรา


ข้อคิดสำหรับคนทำงาน








ถ้าเราหันมาใส่ใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์กันให้มากขึ้น  และสนใจให้น้อยลงกับการตอบโต้เพื่อเอาชนะคะคานคนที่วิพากษ์วิจารณ์
นอกจากเราจะทุกข์หรือโกรธเกลียดน้อยลงแล้วเรายังมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากคำวิพากษ์วิจารณ์นั้นด้วย
โดยเฉพาะหากเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ถูกต้องด้วยท่าทีเช่นนี้ เราจะได้กำไรสถานเดียว








เวลาทำงานก็เช่นกัน ถ้าเรามองว่านี้เป็นการต่อสู้ปลุกปล้ำกับงาน
เราจะไม่เดือดร้อนที่คนอื่นทำได้ดีกว่าเรา
ใครจะดีจะเก่งก็เป็นเรื่องของเขา เพราะในใจนั้นนึกอยู่เสมอว่า
"ฉันกำลังแข่งขันกับงาน  ไม่ใช่แข่งขันกับคนอื่น"
นอกจากจะไม่อิจฉาเขาแล้ว ยังพยายามเรียนรู้จากเขาว่ามีวิธีการอย่างไร เพื่อเอาไปใช้ในการพิชิตงานที่กำลังทำอยู่ หรือทำให้งานนั้นดีขึ้น









มองให้ลึกลงไปแล้ว คนไม่ใช่คู่แข่งของเรา  หากแต่เป็นความเห็นแก่ตัว หรือความหลงตนต่างหากที่เป็นคู่แข่งของเรา แทนที่จะสู้กับใครต่อใคร  เราควรหันมาสู้กับความคิดแง่ลบในตัวเราดีกว่า  ที่แล้วมาเราต่อสู้กับใครต่อใครมากแล้ว  แต่ไม่ได้ต่อสู้กับความคิดแง่ลบเหล่านี้ เราจึงทุกข์ไม่เว้นแต่ละวัน









ถึงที่สุดแล้ว แม้แต่คนที่คิดร้ายต่อเรา เขาก็ไม่ได้เป็นศัตรูของเรา ความโกรธความเกลียดหรือความเห็นแก่ตัวในใจเขาต่างหากที่เป็นศัตรูของเรา
สิ่งที่เราควรจัดการคือความชั่วร้ายในใจของเขา  มิใช่จัดการตัวเขา ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะปลอดภัยและมีชีวิตที่สงบสุขอย่างแท้จริง  เพราะการขจัดศัตรูที่ดีที่สุดคือเปลี่ยนเขามาเป็นมิตร

แล้วอะไรล่ะที่จะเปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตรได้ หากมิใช่การใช้ความดีเอาชนะใจเขา




“No one can knows what he can do until he tries…”


พับลิลิส ไซรัส

ช่องว่างระหว่างวัยในการทํางาน


ช่องว่างระหว่างวัยในการทํางาน หนึ่งในสาเหตุของความเครียดในที่ทํางาน คือการที่คนหลายรุ่น หลายวัยหลายความคิดต้องมาทํางานร่วมกันความแตกต่างระหว่างเลขวัยที่สัมพันธ์กับเลขไมล์ของประสบการณ์มักนํามาซึ่งความไม่เข้าใจกัน..จนก่อตัวเป็นความขัดแย้งในที่สุด บางทีความแตกต่างคือกุญแจแห่งความสําเร็จเพียงขอเปิดใจทําความรู้จักคนแต่ละรุ่น ให้ลึกซึ้งก็จะได้พบโลกใบใหม่ที่งดงามหลากหลายและหากเลือกที่จะสื่อสารได้อย่างถูกช่องถูกกลุ่มก็อาจจะได้อะไรใหม่ๆคาดไม่ถึงใครเป็นใครในที่ทํางาน เราจะแบ่งรุ่นของคนทํางานในที่ทํางานให้ชัดๆก่อนโดยจําแนกจากช่วงปีเกิดซึ่งจะสัมพันธ์กับประสบการณ์ในช่วงเติบโตทําให้เห็นยุคสมัยที่หล่อหลอมความคิดของพวกเขาได้ชัดเจนขึ้น กลุ่มลายคราม: คนที่เกิดก่อนปี2498 ลายคราม...ไม่ว่าจะดํารงตําแหน่งกรรมการที่ปรึกษาหรือเป็นพนักงานวัยใกล้เกษียณคนกลุ่มนี้จะมีผู้คนนับหน้าถือตามากมายอันเนื่องมาจากประสบการณ์การทํางานอันยาวนานของพวกเขานั่นเองคนกลุ่มนี้จะเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่2 จะยุติจึงเติบโตมาท่ามกลางสภาพบ้านเมืองที่มีทรัพยากรที่จํากัดทําให้รู้จักคุณค่าของเงิน มักมีคุณลักษณะที่มั่นคงเชื่อใจได้สู้งานหนักใช้จ่ายอย่างรู้คิดและภักดีต่อองค์กรสูง กลุ่มBaby Boom: คนที่เกิดช่วงปี2499 – 2507 หลังสงครามยุติประเทศเข้าสู่ความสงบการรณรงค์คุมกําเนิดยังไม่แพร่หลาย จึงเกิดพลเมืองตัวน้อย ๆขึ้นมากมาย Baby Boom เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและแข่งขันกับคนวัยเดียวกันเพื่อให้ได้งานยิ่งเมื่อประเทศกําลังพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่ยุคความเป็นอุตสาหกรรมBaby Boom ก็ยิ่งจําเป็นต้องทํางานหนักมากขึ้น เต็มเหยียดวันละ8 ชั่วโมง6 วันต่อสัปดาห์ลูกจ้างBaby Boom มักเคยชินต่อการพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้นายจ้างยอมรับในศักยภาพการจะก้าวไปสู่ตําแหน่งใหญ่นั้นต้องใช้เวลาและแรงผลักดันอย่างสูง กลุ่มGeneration–X: คนที่เกิดช่วงปี2508 – 2523 Generation–X ลืมตาดูโลกในช่วงเวลาที่มนุษยชาติส่งยานอวกาศออกไปนอกโลกได้สําเร็จของเล่นสุดฮิตของเด็กรุ่น
Page 2
จึงไม่ใช่ม้าโยก หรือตุ๊กตาหมีอีกต่อไปแต่เป็นวิดีโอเกมเกมกดและWalkman พวกเขาเติบโตมาในยุครอยต่อของAnalog กับDigital อยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ ทว่าที่สังคมเปลี่ยนแปลงในทางวัตถุนี้ กลับทําให้สถาบันครอบครัวสั่นคลอนความภักดีต่อองค์กรของคนรุ่นนี้จึงคลายลงมาก นํามาสู่การลาออก และเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่นไม่แปลกที่ชาวBaby Boom ผู้ไม่เคยเกี่ยงที่จะทําโอทีจนดึกดื่นจะอึ้งที่ชาวGeneration–X ปฏิเสธการทํางานล่วงเวลาหรือลาออกไปหางานใหม่หน้าตาเฉยหากไม่พอใจทั้งนี้เพราะGeneration–X เชื่อว่างานไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต กลุ่มMillennium: คนที่เกิดปี2524 เป็นต้นมา Millennium คือกลุ่มคนทํางานหน้าใหม่ไฟแรงแต่ยังอ่อนต่อประสบการณ์บางคนอาจยังเรียนไม่จบเสียด้วยซํ้าหรือบางคนมีแผนที่จะเรียนต่อ ชาวMillennium โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือรวมถึงระบบการศึกษาที่เริ่มให้ความสําคัญกับการคิดมากกว่าการท่องจําชาวMillennium จะมีพ่อแม่ที่มีความรู้สูงจึงให้การสนับสนุนให้Millennium ได้เสริมทักษะด้านต่างๆตั้งแต่เด็ก ฉะนั้น Millennium จึงชอบแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูงและสนุกกับการทํางานเป็นทีมไม่ชอบอยู่ในกรอบและไม่ชอบเงื่อนไขในขณะที่ชาว Generation-X เปลี่ยนงานครั้งที่12 เพื่อเป็นผู้บริหารระดับสูงกินเงินเดือนเรือนแสนแต่ชาวMillennium จะลาออกไปเริ่มธุรกิจเล็ก ๆของตัวเอง สลายช่องว่างสร้างความเข้าใจเมื่อเข้าใจอย่างท่องแท้แล้วว่า ใครมีค่านิยมในชีวิตอย่างไรใครๆก็สามารถสร้างสะพานข้ามช่องว่างเพื่อข้ามไปหากันได้ สูตรสร้างสะพานข้ามช่องว่าระหว่างวัยมีอยู่3 ขั้นตอน 1. เข้าใจถึงความแตกต่างยอมรับว่าคนเราถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน คนที่มีความเชื่อ หรือทัศนคติต่อชีวิตไม่เหมือนคุณเขาไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป 2. ชื่นชมจุดดีแทนที่จะต่อต้าน ให้เราลองมองหาจุดเด่นของคนในแต่ละกลุ่มให้พบ 3. บริหารความแตกต่างเปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เข้าถึงคนแต่ละกลุ่มที่เราต้องทํางานด้วย ทํางานกับกลุ่มลายคราม จงให้เกียรติและให้ความเคารพอย่างสูงต่อพวกเขาเมื่อคุณให้เกียรติผู้ใหญ่ผู้ใหญ่ก็จะให้เกียรติคุณแล้วถ้าบังเอิญคุณมีตําแหน่งสูงกว่าพวกเขาจงแสดงความชื่นชมต่อเขาในด้านการเป็นเสาหลักขององค์การและจงรับฟังเมื่อพวกเขาถ่ายทอดประสบการณ์ในอดีตการต่อสู้ความพากเพียรในการทํางานจน ผ่านพ้นความยากลําบากมาได้เพราะสิ่งนั้นคือสิ่งที่คนรุ่นหลังไม่มีและไม่รู้จักอย่ามองว่า..กลุ่มลายครามคือหมาล่าเนื้อไม่มีที่ไปแต่การที่พวกเขาทํางานอยู่จนถึงวัยเกษียณนั้น เป็นเพราะพวกเขาเชื่อในคุณค่าของความมั่นคงและถือความซื่อสัตย์เป็นที่สุด ทํางานกับกลุ่มBaby Boom จงแสดงความนับถือรับฟังและเรียนรู้จากประสบการณ์ของBaby Boom แล้วพยายามปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ไม่ว่า
Page 3
คุณจะเก่งกาจแค่ไหนหรือคุณจะประสบความสําเร็จเพียงใดคุณก็ยังต้องเรียนรู้อยู่เสมอ อย่าแสดงออกว่าการทํางานหนักคือการถูกเอาเปรียบเพราะBaby Boom ให้ความสําคัญต่อหลักการทํางานยึดถือวัฒนธรรมองค์การและเห็นคุณค่าต่อการทํางานอย่างทุ่มเทหากต้องทํางานในองค์กรใหญ่ๆที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานซึ่งบริหารงานโดยBaby Boom ควรพยายามเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรเสียก่อนว่ามีการเจริญเติบโตมาอย่างไรก่อนที่จะเสนอความคิดริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงใดๆแก่Baby Boom ทํางานกับกลุ่มGeneration–X ต้องพูดให้กระชับชัดเจนและไม่อ้อมค้อมเพราะGeneration–X ชอบความตรงไปตรงมา คุณสามารถใช้Email กลับคนกลุ่มนี้ได้หากคุณสามารถสื่อสารได้ใจความและตรงเป้าหมายหากเป็นเรื่องใหญ่จริงๆควรพูดต่อหน้าเพราะGeneration–X ไม่ชอบถูกบงการผู้ใหญ่แค่ให้นโยบายกว้างๆเปิดโอกาสให้เขาได้แก้ปัญหาเองจะดีที่สุดส่วน Baby Boom ควรลดความคาดหวังต่อGeneration–X ในการทํางานหนักอย่างหนักโดยไม่มีวันหยุดหรือก้าวไปอย่างช้า ๆอย่างรุ่นตนเพราะGeneration–X ต้องการชีวิตที่สมดุลไม่ชอบการอยู่ติดที่ ทํางานกับกลุ่มMillennium ลองท้าทายพวกเขาด้วยภารกิจใหม่ๆMillennium จะชอบความเป็นคนสําคัญการเพิ่มความรับผิดชอบเสมือนการให้คําชมจงเปิดโอกาสให้Millennium ได้แสดงความคิดเห็นของเขาเห็นพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในทีมผู้ใหญ่ที่ยอมรับความคิดเขาก็จะได้รับการยอมรับจากพวกเขาเช่นกัน Millennium ชอบให้คุณแสดงออกต่อสิ่งที่พวกเขาทําทุกขณะจิตเพราะความรู้สึกและความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน มีผลต่อพวกเขามาก แค่เข้าใจ..ทุกอย่างก็ลงตัว

ตัวย่อภาษาอังกฤษเวลาคุยกับฝรั่ง เช่น ASAP, ATM, COZ, IMO,


ตัวย่อภาษาอังกฤษเวลาคุยกับฝรั่ง เช่น ASAP, ATM, COZ, IMO,

สวัสดีครับ
บางทีหลายๆครั้ง ที่เราคุยหรือเมล์ติดต่อกับชาวต่างชาติ ที่ใช้ภาษาอังกฤษ

เค้าอาจจะพิมพ์คำแปลกๆ มาในเมล์

ที่มักเจอกันบ่อยๆก็ เช่น ASAP, BTW, FYI อะไรแบบนี้ครับ

วันนี้ผมรวบรวมคำย่อต่างๆ มาแปลให้เข้าใจกันครับ

ทีนี้เวลาเราพิมพ์ตอบเค้า เราอาจจะใช้คำพวกนี้บ้าง เพราะก็เท่ห์ดีเหมือนกันครับ

แต่ก็ควรใช้คำที่ดูแล้วเป็นทางการหน่อยแล้วกันนะครับ  :)

--------------------------------------------------------------


ASAP = As soon as possible = เร็วสุดเท่าที่เร็วได้

ATM = At the moment = ในตอนนี้



BC = Because = เพราะว่า

BG = Big grin = (ยิ้มอยู่)

BOTOH = But on the other hand = แต่ในทางกลับกัน

BTDT = Been there, done that = ไปมาแล้วทำเรียบร้อยแล้ว

BTW = By the way = อย่างไรก็ตาม



COZ = Because = เพราะว่า

CU = See you = แล้วเจอกัน

CUL or CUL8R = See you later = แล้วเจอกัน



EZ = Easy = ง่าย



FAQ = Frequently asked questions = คำถามที่ถามบ่อย

FYI = For your information = แจ้งเพื่อรับทราบ



GJ = Good job = ทำได้ดีมาก!

GL = Good luck = โชคดีนะ

GRT = Great = เยี่ยม!

GW = Good work = ทำได้ดีมาก



HAND = Have a nice day = โชคดีนะ



IC = I see = เข้าใจล่ะ

IMO = In my opinion ฉันคิดว่า...

IMPOV = In my point of view = ฉันคิดว่า....

IOW = In other words = ถ้าจะพูดอีกอย่างก็..

IRL = In real life = ในชีวิตจริง



JIC = Just in case = เผื่อไว้

JTLYK = Just to let you know = แค่บอกให้รู้ไว้



KIS = Keep it simple = เอาง่ายๆ

KIT = Keep in touch = ติดต่อกันอีกนะ



LOL= Laughing out loud = หัวเราะ555+



NBD = No big deal = ไม่มีปัญหา เรื่องเล็กน้อย

NP = No problem = ไม่มีปัญหา

NVM = Never mind = ไม่เป็นไร



OMG = Oh my god = พระเจ้า จอร์จจจ



PCM = Please call me = โทรมาหาที



PLS = Please = ได้โปรด

PLZ = Please = ได้โปรด



Q = Question = คำถาม



SIT = Stay in touch = แล้วติดต่อกันใหม่

SOZ, SRY = Sorry = ขอโทษที

SYS = See you soon = แล้วพบกันใหม่



THX = Thanks = ขอบใจจ้า

TIA = Thanks in advance = ขอบคุณล่วงหน้า

TY = Thank you = ขอบคุณ



U = You = คุณ



WB = Welcome back = ขอต้อนรับกลับมา

WFM = Works for me = สำหรับฉันแล้วได้ผลนะ



XOXO = Hugs and kisses = รักนะจุ๊บๆ



Y = Why = ทำไมหละ

YW = You are welcome ด้วยความยินดี

อย่าได้จุ่มลวกช้อนส้อม




เรื่อง กินเรื่องใหญ่  ใครๆ ก็รู้ และเพื่อสิ่งที่ดีกว่า  เราต่างก็มีความพิถีพิถันเสาะหาสิ่งที่ดีที่สุด  เพื่อให้มื้ออาหารนั้นมีความปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกายของเรา การเลือกสรรอุปกรณ์การกินที่เรารู้สึกว่าสะอาดปลอดภัยก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ ผู้บริโภคทำอย่างสม่ำเสมอ ขอเปลี่ยนได้ก็ขอ เช็ดได้ก็เช็ด(แม้ ว่าจะต้องใช้กระดาษทิชชู่สีชมพูก็ตาม) และอีกอย่างหนึ่งที่ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการกินของเราที่พบมากขึ้น เรื่อยๆ โดยเฉพาะบริเวณศูนย์อาหารในศูนย์การค้า หรือโรงอาหารในสถาบันต่างๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ คือหม้อหุงข้าวเปิดฝาบรรจุน้ำร้อนสำหรับให้ผู้บริโภคนำช้อนส้อมตะเกียบมาลวก ฆ่าเชื้อโรค
กล่าว กันว่า การลวกช้อนส้อมได้กลายมาเป็นที่นิยมในประเทศไทยหลังจากมาตรการควบคุมการ ระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบเอที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งทำให้ศูนย์อาหารหลายแห่งนำไปใช้บ้างจนหม้อหุงข้าวลวกอุปกรณ์การกินแพร่ กระจายไปทั่วประเทศ หลักการของการจุ่มลวกช้อนส้อมเหล่านี้ ก็มาจากการที่เราทราบกันว่า น้ำร้อนสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ เชื้อโรคที่น่ากลัวเหล่านั้น ก็คือพวกจุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พวกไวรัส และแบคทีเรียก่อโรคต่างๆ ที่หากร่างกายได้รับเข้าไปแล้วนั้น จะทำให้มีอาการเจ็บป่วยตั้งแต่เล็กน้อย ไปจนร้ายแรงถึงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทำให้ผู้บริโภคท้องเสีย อาเจียน เป็นโรคต่างๆ ปวดศีรษะ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ นั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้คนเราเกลียดชังเชื้อโรคกันมาก และหวังว่าจะสามารถกำจัดออกไปจากอุปกรณ์ช้อนส้อมของเราได้ด้วยตนเอง
แต่ การทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ  ต้องการอุณหภูมิที่สูงกว่า98 องศาเซลเซียส และใช้เวลานานถึง4 นาที คำถามจึงมีอยู่ว่า ถ้าเช่นนั้น ลวกเพียงครู่เดียวแล้วได้อะไรขึ้นมา
        การ แก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็คือ ยืนจุ่มช้อนส้อมและจับเวลาให้ได้4 นาที เพื่อให้ได้ช้อนส้อมที่สะอาดปราศจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ แต่ปัญหาของน้ำร้อนในหม้อหุงข้าวตามศูนย์อาหารทั่วไปความจริงแล้วคือ อุณหภูมิน้ำไม่สูงพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้ นอกจากจะไม่ทำให้เชื้อโรคตาย ยังทำให้เชื้อโรคเพิ่มจำนวนมหาศาลสะสมอยู่ในน้ำนั้นอีกด้วย ด้วยความที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกชั่วโมง และที่สำคัญในการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตตัวอย่างเช่นแบคทีเรียบางพวก ซึ่งโดยปกติแล้วสามารถเจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิหนึ่งๆ อย่าง 20-45 องศาเซลเซียส หากเรานำไปจุ่มในน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า45 องศา เซลเซียส แต่เป็นอุณหภูมิที่ยังไม่สามารถฆ่าแบคทีเรียเหล่านั้นให้ตายได้ ถือว่าเราได้สร้างสภาวะความเครียดต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่แบคทีเรีย เป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตในการดำรงเผ่าพันธุ์นั่นเองที่ทำให้แบคทีเรีย เพิ่มจำนวนขึ้นอีกมากมายเพื่อให้รุ่นต่อไปอยู่รอดได้มากที่สุดเนื่องจากมัน รู้สึกว่า วิกฤตของชีวิตได้มาถึงแล้ว
ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า การจุ่มลวกด้วยระยะเวลาสั้นๆ และอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม รังแต่จะทำให้มีเชื้อโรคปนเปื้อนมากับอาวุธรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้นไปกว่า เดิมเสียอีก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักลังเล ไม่กล้าที่จะจุ่มลวกช้อนส้อมลงในหม้อหุงข้าวเหล่านั้นก่อนนำไปใช้ และอาจต้องทำหน้าเบ้เมื่อเห็นเศษข้าวลอยปนอยู่ในหม้อนั้นอีกต่างหาก ดิฉันขอสนับสนุนให้คุณทำหน้าเบ้ต่อไป และ  อย่าได้เอาช้อนส้อมและตะเกียบของคุณไปจุ่มลงในน้ำร้อนนั้นอีกเลยนะคะ

อ่านแล้ว เรา ไม่ลวกเลย ยิ่งเพิ่มเชื้อโรค เอาทิชชู้เช็ดแทน ค่ะ..

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แม่ กับ เจ้านาย....ต้องอ่านให้ได้นะ



แม่ กับ เจ้านาย....ต้องอ่านให้ได้นะ
คิดยังไงบ้าง เมื่อคุณอ่านจบ
นำมาจากเวปบอร์ดแห่งหนึ่งครับ

ทุกวันฉันต้องตื่นเช้า เข้างานแปดโมง  วันนี้..ก็เหมือนเคย  แต่เมื่อคืนฉันทำงานจนดึก  ตื่นสาย..อารมณ์ตอนนั้น โมโหตัวเองมากที่ลืมตั้งนาฬิกาปลุก    (โดนเจ้านายด่าแน่ๆ)

แม่มาเคาะประตูห้อง  “ ตื่นหรือยังลูก หกโมงแล้ว “  ฉันหงุดหงิดมาก.....
โธ่ !! แล้วทำไมแม่ไม่ปลุกหนูให้เร็วกว่านี้เนี่ย.. หนูไปทำงานไม่ทันแล้ว วันนี้..มีประชุมด้วย

“ แม่ทำข้าวต้มให้หนูอยู่ เมื่อคืนเห็นนอนดึก อยากให้กินอะไรร้อนๆหน่อย"

“ ........แม่ไม่ต้องมาพูดเลย ไม่กง ไม่กินมันแล้ว"

....แม่จับแขนฉันเบาๆก่อนเดินออกจากห้องอาบน้ำ

แต่งตัวเสร็จ ลงมาข้างล่าง แม่นั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าว
“ กินข้าวต้มกับแม่ก่อนนะลูกนะ  แม่รอหนูอยู่ “
"หนูไม่กิน"  พูดโดยไม่มองหน้าแม่  เดินออกมาจากบ้านทันที


ถึงที่ทำงาน  “ ไม่รู้หรืองัยว่าวันนี้มีประชุม แล้วรายงานอยู่ไหน?“
ยกมือไหว้ .. "ขอโทษค่ะพี่"  ...รีบส่งรายงานให้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน

“ พี่เลื่อนประชุมไปเป็น 10 โมงนะ  เดี๋ยวช่วยไปหาอะไรให้พี่กินหน่อยสิ “ ...
"ได้ค่ะพี่" ... วิ่งเข้าห้องครัว หยิบโจ๊กกึ่งสำเร็จรูป  รีบ รีบ รีบ เติมน้ำร้อน ..
ว๊า !!  น้ำร้อนลวกมือ ..
"มาแล้วค่ะพี่ โจ๊กร้อนๆเลยค่ะ...."

ออกจากห้องประชุมเกือบเที่ยง  แม่โทรมาจากบ้าน
“ เมื่อเช้า.. หนูวางผ้าเช็ดหน้าไว้ตรงไหนลูก แม่หาในตะกร้าไม่เจอ จะเอาไปซักน่ะ"
“หาไม่เจอก็ไม่ต้องซักหรอก หนูจำไม่ได้ คงโยนไว้ที่ไหนน่ะแหละ เมื่อเช้าหนูรีบ ........"
“ ไม่เป็นไรลูก แล้วเย็นนี้..กลับกี่โมง มากินข้าวกับแม่นะ”
"ยังไม่รู้หรอกแม่ ว่างานเสร็จเมื่อไหร่  ยังงัย..แม่กินไปก่อนเลยแล้วกัน  ไม่ต้องรอ ....."
วางหูโทรศัพท์  ก้มหน้า ก้มตาทำงาน เอาใจเจ้านาย ....

“เอ!! พี่วางบัญชีรายชื่อลูกค้าทิ้งไว้แถวนี้มั่งรึเปล่า ไม่รู้ไปลืมไว้ที่ไหน หาไม่เจอ.."
"ไม่เป็นไรค่ะพี่ เดี๋ยวหนูช่วยหา  พี่ลงไปทานข้าวเถอะค่ะเที่ยงกว่าแล้วนะคะ"

... หา หา หา หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ   โธ่..พี่ขา  ก็พี่มาทำหล่นไว้ใต้เก้าอี้ในห้องประชุมนี่นา

โอย !!  เที่ยงครึ่งแล้ว  ลงไปกินข้าวไม่ทันแน่ๆ   ไม่เป็นไร..บะหมี่ซักห่อพออิ่มก็แล้วกัน

"...พี่คะ เจอแล้วนะคะ พี่ทำหล่นไว้ที่ห้องประชุมค่ะ"
“ อ้าว..เหรอ “
รับเอกสารคืน ไม่มีแม้แต่ขอบใจสักคำแต่ฉันกลับปลื้ม ที่ทำให้เจ้านายพอใจได้

ใกล้เลิกงานแล้ว..รีบกลับบ้านไปนอนดีกว่า
“ ช่วยแก้งานตรงนี้ให้พี่หน่อยนะ เสร็จแล้ววางไว้บนโต๊ะพี่เลย พี่กลับก่อนล่ะว่าแต่ว่า เราน่ะมีธุระอะไรรึเปล่า คงต้องกลับช้านิดนึงนะวันนี้“

.. ยิ้มรับ..
"ไม่มีธุระอะไรค่ะพี่ เดี๋ยวหนูพิมพ์ให้เลยค่ะ"

โทรหาเจ้านายตอนเกือบทุ่ม
".. พี่ขา หนูแก้ไข และตรวจทานเรียบร้อยแล้วค่ะ หนูวางไว้บนโต๊ะนะคะ"

“ กลับดึกจังลูก จะอาบน้ำก่อน หรือกินข้าวก่อนล่ะ ?? “
...เงียบไม่มีเสียงตอบ  ไม่มีรอยยิ้ม
....
“ มา มา แม่ช่วย" แม่รวบของจากมือฉันไปวางบนโต๊ะ..
"หนูเหนื่อยมากเลยแม่ หนูอยากพักผ่อน"

กำลังจะเดินขึ้นห้อง..
"ฮัลโหล..สวัสดีค่ะ..เจ้านายเหรอคะ มีอะไรรึเปล่าคะ.. อ๋อ !! ไม่ยุ่งค่ะ  เดี๋ยวหนูจัดการให้เลยค่ะ"กุลี กุจอ เปิดคอมพิวเตอร์ ...

"เจ้านายคะ เรียบร้อยแล้วค่ะ"
    ...............................................
แม่..หายไปไหน ในครัวไม่มี ห้องนอนไม่มี. . . แม่นั่งอยู่หลังบ้านเหงาๆ คนเดียว . . .
แม่แอบร้องไห้ ... เพราะฉันสินะ  ฉันทำให้แม่ต้องร้องไห้   แม่..ดูแลฉันมาทั้งชีวิต   เป็นห่วงฉัน  รักฉันมากกว่าใครๆ
แต่..ฉันตอบแทนได้สาสมเหลือเกิน

ฉันเริ่มทบทวน...

เจ้านายคนที่ให้เงินเดือนฉัน กับ แม่คนที่ให้ความเป็นคนแก่ฉัน

เพื่อประจบสอพลอเจ้านาย ฉันทำร้ายผู้ให้กำเนิดได้เพียงนี้เลยหรือ..

แม่ ...หนูขอโทษ
ใคร??? เคยเป็นแบบฉันบ้าง
.....................................................................................

ในชีวิตของคุณ คุณอาจจะเปลี่ยนงานหลายๆครั้ง  คุณอาจจะมีเจ้านายนับไม่ถ้วน แต่ตลอดชีวิตของคุณ.....คุณมีแม่มีเพียงคนเดียวค่ะ  คนเดียวจริงๆ  ทำดีกับท่านไว้เถอะค่ะ  อย่าทำให้ท่านต้องร้องไห้เพราะการกระทำของคุณเลย.... คุณอาจจะรักท่านน้อยลงทุกๆวัน แต่ท่านไม่เคยรักคุณลดลงเลย

ตรงกันข้าม ท่านกลับรักและเป็นห่วงคุณมากขึ้นทุกๆวัน....


เปิดใจหนุ่มสาว มทร.ธัญบุรี "ทำไมต้อง เฟสบุ๊ก"?




     “เมื่อไหร่ที่เรานำตัวเองเข้าไปในเฟสบุ๊ก ความเป็นส่วนตัวจะไม่เหลืออยู่เลย” ประโยคที่หลายๆ คน คงคุ้นหูเมื่อไรกันในวงการคนชอบเล่น facebook หนึ่งใน Social Media ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสังคมไทย ใครไม่มีเฟสบุ๊ก ถือว่าเชยไปเลยในยุคนี้ ด้วยความเป็นสาธารณะ ความรวดเร็วในการส่งข่าวสารข้อมูล และประโยชน์ของการเข้าใช้งาน ทุกสิ่งล้วนเป็นความจริง ถ้าสิ่งนั้นมีประโยชน์ รับรองว่าต้องมีโทษตามมา ในทัศนคติของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี พลังเลือดใหม่ไฟแรง พวกเขามีความคิดเห็นอย่างไร เกี่ยวกับเฟสบุ๊ก



     


“อั้น” นายปิยะพันธ์ วงมา

       “อั้น” นายปิยะพันธ์ วงมา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาระบบสารสนเทศ คณะบริหารธุรกิจอุปนายกคนที่ 2 องค์การนักศึกษา มทร.ธัญบุรี เล่าว่า “เฟสบุ๊ก” เปรียบเหมือนการจำลองตัวคนนั้นลงไป กลายเป็นบุคคลสาธารณะ นอกจากจะมีเฟสบุ๊กส่วนตัว ยังมีหน้าที่เป็นแอคมินแฟนเพจองค์การนักศึกษา มทร.ธัญบุรี จะเล่นเฟสบุ๊กทุกวัน "ถ้าได้นั่งเล่นต่อวันจริงๆ ประมาณ 4 - 5 ชั่วโมง 3 สิ่งหลักที่ใช้เฟสบุ๊ก คือ 1. ทำการประชาสัมพันธ์ข่าวสารขององค์การนักศึกษา 2. ใช้เพื่อความบันเทิง เข้าไปอ่านเพจที่คลายเคลียด 3. คุยกับเพื่อน ซึ่งเมื่อเข้ามาใช้งานทุกวัน เกิดเป็นความเคยชิน กลายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตอนนี้พยายามที่จะเข้าใช้งานน้อยลง เนื่องจากถ้าใช้เวลามากเกินไป ส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความเป็นสาธารณะ เฟสบุ๊กจึงได้รับความนิยมทุกแวดวงการ เฟสบุ๊กของนักการเมืองหรือแม้กระทั่งดาราบางคนถูกแฮคข้อมูล สร้างความเสียหายให้กับเจ้าตัว"


“กิ๊บกิ๊ว” นางสาวนภสกร สัมฤทธิ์

       “กิ๊บกิ๊ว” นางสาวนภสกร สัมฤทธิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ คณะบริหารธุรกิจ เหรัญญิก องค์การนักศึกษา มทร.ธัญบุรี เล่าว่า จำนวนการกดไลค์เหมือนเป็นการรับรู้การแชร์ประสบการณ์ของเพื่อนหรือบุคคลที่เราติดตาม แสดงถึงว่าสิ่งที่เขาโพสต์เราเห็นด้วย ที่เข้ามาเล่นเฟสบุ๊ก ซึ่งในเฟสบุ๊กยังมีแฟนเพจขององค์การต่างๆ ให้ได้ติดตาม "ตอนนี้ติดตามแฟนเพจของ Life 101 Co.,Ltd และ ThaiMarketing.in.th เรียนเกี่ยวกับการบริหาร เพจนี้มีประโยชน์มาก ซึ่งมีการให้ความรู้ทางด้านการตลาดมีการวิเคราะห์ข้อมูล เกี่ยวกับธุรกิจต่างๆ สามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการเรียนได้ อย่างที่บอกว่า บางคนเล่นเพราะว่า ต้องการให้คนเข้ามากดไลค์ ถ้าจำนวนกดไลค์มากที่สุดทำให้รู้สึกดี ยกตัวอย่าง บางคนโพสต์รูปที่ล่อแหลม เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งแชทผ่านเฟสบุ๊ก จนถูกล่อล้วง เกิดเป็นภัยตามมา “เล่นได้แต่ต้องมี สติ”
     


“โจ้” นายวีรพงศ์ เวชกุล

       “โจ้” นายวีรพงศ์ เวชกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาเทคโนโลยีมัลติมีเดีย นายกสโมสรนักศึกษาคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน เล่าว่า ด้วยความสะดวกของเทคโนโลยี โทรศัพท์สามารถเล่นเฟสบุ๊กได้ ตนเองจึงออนไลน์เฟสบุ๊กไว้ในมือถือทั้งวัน โดยส่วนใหญ่จะเข้าไปแชร์งานการประกวดต่างๆ ให้เพื่อนได้รู้ และจะมีห้องพูดคุยกับเพื่อนในสาขา คุยเรื่องการบ้าน “ข้อมูลบนเฟสบุ๊ก ทำให้รู้ข่าวสาร ไม่ต้องดูทีวีสามารถรู้ข่าวสารได้” แต่ทุกวันนี้ คนบางกลุ่มได้ให้เวลากับเฟสบุ๊กมากเกินไป ติดต่อกันผ่านเฟสบุ๊ก จนลดการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมลง สังเกตจากการออกไปรายงานหน้าชั้นเรียน นักศึกษาบางคนไม่สามารถสื่อสารหรือพรีเซ็นงานที่ได้รับมอบหมายได้ เนื่องจากการติดต่อสื่อสารส่วนใหญ่จะติดต่อด้วยการพิมพ์ เป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงมาก"


“พงษ์” นายพงษ์พัฒน์ ถาพร

       “พงษ์” นายพงษ์พัฒน์ ถาพร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม นายกสโมสรนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ เล่าว่า “จะติดตามเฟสบุ๊กของอาจารย์” สเตตัสที่เป็นแนวคิดหรือคติสอนใจ อ่านแล้วมีกำลังใจในการเรียน เป็นอีกคนหนึ่งที่ออนไลน์เฟสบุ๊กไว้ในโทรศัพท์มือถือทุกเวลา เฟสบุ๊กทำให้ได้เจอเพื่อนเก่าๆ สมัยมัธยม ญาติๆ ถ้าเปรียบเฟสบุ๊กตอนนี้เปรียบเป็นกระจก สิ่งที่สะท้อนให้คนอื่นมองตัวเรา ในขณะที่คุณอัพเดพสเตตัสลงไปในหน้า Wall ของคุณเอง นั่นคือสิ่งที่ตัวคุณเป็น ณ ตอนนั้น สเตตัสดีก็ดีไป สเตตัสติดลบ คุณจะถูกมองติดลบ
     
       "บางสเตตัสที่โพสต์อาจจะไปกระทบกระเทือนคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น ยกตัวอย่าง ตอนนั้นทางคณะมีกีฬาภายใน แล้วทางสาขาชนะการเชียร์ได้ขึ้นรูปบนเฟสบุ๊ก แต่ด้วยว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา อีกสาขาหนึ่งได้แชมป์มาโดยตลอด ซึ่งเพื่อนทางสาขานั้นได้มาโพสต์ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม เมื่อมีคนเข้ามาอ่าน จึงเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต ความเป็นจริงตนเองไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นเลย “ฉะนั้นก่อนที่จะโพสต์หรือแชร์อะไรลงเฟสบุ๊ก ควรคิดให้ดีก่อน”
     


“กิ๊ฟท์” นางสาวพัชชาภา วิเศษ

       “กิ๊ฟท์” นางสาวพัชชาภา วิเศษ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 นายกสโมสรนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ เล่าว่า เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องเล่นเฟสบุ๊กทุกวัน เพราะ สามารถออนไลน์ในมือถือได้ตลอดเวลา ทำให้เกิดความสะดวก ได้เข้าไปอ่านสเตตัสของเพื่อนๆ ว่าวันนี้ใครเป็นยังไงบ้าง "ส่วนใหญ่จะใช้พูดคุยเกี่ยวกับงานโครงการต่างๆ ของสโมสรให้คนในคณะได้รู้ ข้อดีของเฟสมีมากมายหากเราใช้ในทางที่ถูกที่ควร แต่สำหรับบางคนที่โพสต์รูปล่อแหลมหรือตั้งสเตตัสแรงๆ ใช้คำหยาบคายเพียงเพื่อต้องหารให้คนกดไลด์มากๆ คิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม อยู่ที่แต่ละคนจะใช้เฟสบุ๊ก เพื่อทำประโยชน์ให้ตนเองหรือประจานตนเอง"
     
       ในอนาคตข้างหน้าเฟสบุ๊กจะพัฒนาไปในทางไหนอีก ผู้บริโภคไม่สามารถรู้ได้ แต่ในปัจจุบันนี้สื่อตัวนี้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก อย่างที่บอก จะใช้ให้เกิดประโยชน์ก็มีประโยชน์ จะใช้ให้เกิดโทษก็เกิดโทษ ตัวผู้ใช้เองเท่านั้นที่ต้องมีสติ ไม่เสพติดมากเกินไป