Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555
พระบรมราโชวาท ความสามัคคี
"...ความสามัคคีนี้ หมายถึงว่ามีสิ่งใดที่อาจ ขัดแย้งซึ่งกัน และกันบ้าง ก็ต้องปรองดองกันเสีย และหา ทางออกโดยที่ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง กันเพราะความสามัคคีเป็นกำลังอย่างสูงสุดของ หมู่ชน..."
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่กลุ่มชาวไร่
หมู่บ้านตัวอย่าง โครงการไทย-อิสราเอล
จังหวัดเพชรบุรี 25 พฤษภาคม 2513
"...ความพอพระราชหฤทัยของพระราชาอยู่ที่ว่า แต่ ละคนจะทำหน้าที่ของตัวด้วยความตั้งใจ มีความ
คิดพิจารณาที่รอบคอบ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง กัน ส่งเสริมความสามัคคี และปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ส่วน รวม..."
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่ผู้ที่ได้รับ
พระราชทานเหรียญราชรุจิ
ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน 23 มกราคม 2513
"...ชาติของเรารักษาเอกราชอธิปไตยมาได้จนถึงทุก วันนี้ด้วยความสามัคคี ผู้ใดเดือดร้อนก็ได้รับการ บรรเทาความเดือดร้อนนี่เป็นหลักสำคัญของการปกครอง ประเทศไทยมาแต่โบราณกาล..."
พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการบริหาร
และอาสาสมัคร มูลนิธิราชประจำนุเคราะห์ฯ
ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร 30 ตุลาคม 2508
"...ประเทศไหนถ้าประชาชนพลเมือง มีความสามัคคีกลมเกลียว กันดี มีระเบียบวินัย ประเทศนั้นก็เจริญและอยู่ ในฐานะดีจึงเห็น ได้ว่าความสามัคคีกลมเกลียวกันระหว่างคนในชาติ และ ความเข้าใจรักษาระเบียบวินัยเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่ง ที่จะช่วยนำประเทศชาติสู่ความวัฒนาถาวร..."
พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสเสด็จฯ ออกให้ประชาชนเฝ้า
ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม 19 มกราคม 2504
"... การที่ประเทศของเราได้รักษาอธิปไตย และดำรงฐานะมา ด้วยดีได้ตลอดมานั้น ก็ด้วยอาศัยความร่วมมือ ของทุกๆฝ่าย ต่างช่วยกันปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ด้วย ความสามัคคีและความพร้อมที่จะเสียสละ เพื่อประโยชน์ ของส่วนรวม...
พระบรมราโชวาท ในพีธีตรวจพลสวนสนาม
เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2504
"...สามัคคี คือการเห็น แก่บ้านเมืองและช่วยกันทุก วิถีทางเพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง ด้วย การเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างตรงไปตรง มา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม เพราะประโยชน์ส่วนรวม นั้น คือความมั่นคงของบ้านเมือง..."
พระราชดำรัส พระราชทานในพีธี
ประดับยศนายตำรวจชั้นนายพล
ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 15 มกราคม 2519
"...เมืองไทยนี้อยู่ได้ด้วยความสามัคคี ด้วยความเข้ม แข็ง ด้วยความเสียสละ อาศัยความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งกันและกัน และถ้ารักษาความ เห็นอกเห็นใจนี้แล้ว ประเทศชาติของเราก็จะ เป็นที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์และน่าสบายต่อไปชั่ว กาลนาน..."
พระราชดำรัส พระราชทานในพิธีพระราชทาน
ธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้านจังหวัดขอนแก่น
ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 19 กุมภาพันธ์ 2519
"...บ้านเมืองไทยสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้โดยดี เพราะว่าจิตใจสามัคคีและแสดงออกซึ่งสามัคคี ถ้าตราบใด เรารักษาความสามัคคีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกัน และกันไว้ได้ เราก็จะอยู่ได้อย่างมีความ สุขตราบนั้น..."
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะประชาชนจังหวัดราชบุรี
พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 16 พฤศจิกายน 2531
"...ความสามัคคีนั้นหมายถึงความเห็นใจซึ่งกันและกัน ทั้งในทางส่วนบุคคลทั้งในด้านวิชาการ ต้องเห็น ใจว่าแต่ละคนมีหน้าที่ มีความรู้ในวิชาการของ แต่ละคน ถ้าดำเนินวิชาการนั้นๆไปตามลำพัง หรือตามแนวเดียว เท่านั้นเอง ก็จะไม่สามารถที่จะดำเนินได้โดยดี..."
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานสุรสีห์รำลึก
ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน 21 มีนาคม 2522
"... ความสามัคคีนี้ เป็นคุณธรรมสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งหมู่ชน อยู่รวมกันจำเป็นต้องมี ต้องถนอมรักษาและ ต้องนำมาใช้อยู่สม่ำเสมอ ถ้าแต่ละฝ่ายเข้ามาร่วมกันทำงานด้วยความ ตั้งใจดี ด้วยความสามัคคี ความรู้ความสามารถ และ ด้วยความคิดที่สร้างสรรค์ งานก็สำเร็จสมบูรณ์งด งามตามประสงค์ทุกอย่าง..."
พระราชดำรัส ในการเสด็จออกมหาสมาคม
งานพระราชพีธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2530
"...คราวใดที่ชาวไทยมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อประเทศชาติแล้ว ชาติก็ได้รอดพ้นจากภัยพิบัติสู่ความสุขความ เจริญ แต่คราวใดที่ขาดความสามัคคีกลมเกลียวกัน ก็ต้อง ประสบเคราห์กรรมกันทั้งชาติ จึงเป็นหน้าที่ของ เราทั้งหลาย ที่จะต้องร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่ ให้ดีที่สุด..."
พระบรมราโชวาท ในพิธีสวนสนามทหารรักษาพระองค์
ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2505
"...ความสามัคคีพร้อมเพรียงแห่งหมู่คณะ ที่จะเกิดมี ขึ้นได้นั้น ย่อมจะเนื่องมาจากความคิด ความเห็น และใจจริงที่มุ่งหมายและยึดมั่นในสิ่งใดสิ่ง หนึ่งรวมกัน..."
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่สมาคมนักเรียนไทยในรัฐเยอรมันฯ
เพื่ออัญเชิญลงพิมพ์ในหนังสือ เพื่อนไทย สิงหาคม 2521
"...ประเทศของเรารักษาเอกราช อธิปไตยและอิสระภาพให้ สมบูรณ์มั่นคงมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะคนไทย ทุกหมู่เหล่ารู้รักความสามัคคี และรู้จักทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้ประสานส่งเส ริมกัน เมื่อทุกคนมุ่งใจปฏิบัติดังนี้ ความถูก ต้องเรียบร้อย ความพัฒนาก้าวหน้า และความมั่นคง เป็นปึกแผ่นจึงบังเกิดขึ้น..."
พระบรมราโชวาท ในพีธีถวายสัตย์ปฏิญาณ
และสวนสนามทหารรักษาพระองค์
ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2534
"...ประเทศชาติกำลังพัฒนาในทุกด้านและต้องการ ความสามัคคีความเรียบร้อย ผลดีทั้งปวงดังกล่าวจะ เกิดขึ้นได้ ด้วยประชาชนมีหลักของใจอันมั่นคง มีศรัทธาและปัญญาอันถูกต้อง ปฏิบัติตนอยู่ในทาง ที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม..."
พระบรมราโชวาท พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในการประชุมใหญ่
ของสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร
ณ จังหวัดกาฬสินธุ์ 17 ธันวาคม 2512
"...สามัคคีหรือการปรองดองกันไม่ได้หมายความว่าคน หนึ่งพูดอย่างหนึ่งคนอื่นต้องพูดเหมือนกันหมด ลงท้ายชีวิตก็ไม่มีความหมาย ต้องมีความแตกต่างกัน แต่ต้องทำงานให้สอด คล้องกัน แม้จะขัดกันบ้างแต่ต้องสอดคล้องกัน..."
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ
ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิตตาลัย 4 ธันวาคม 2536
"...ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียว กับความ รักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้องสอง ประการนี้ คือ คุณลักษณะสำคัญของไทย ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ และเจริ ญมั่นคงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน..."
พระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย
เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2532
"...ทุกๆคนในชาติ ย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ ถ้า แต่ละคนต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เป็นผลดีที่ สุดที่จะกระทำได้ ด้วยความรักชาติและมีความสามัคคีกลมเกลียวกัน แล้วชาติของเราจะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น..."
พระบรมราโชวาท ในพีธีถวายสัตย์ปฏิญาณ
และสวนสนามของทหารรักษาพระองค์
ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2504
"...ความสามัคคี เป็นคุณสมบัติประจำตัวของคนไทย ที่ได้ อบรมสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษโดยไม่ขาดสาย ทั้งนี้ เพราะคนไทยตราบตระหนักว่าหมู่ คณะที่มีสามัคคีแน่นแฟ้นสมบูรณ์ย่อมมีกำลังกล้า แข็งทั้งในการคิดและการปฏิบัติ..."
พระบรมราโชวาท พระราชทานในการประชุมใหญ่
สามัคคีสมาคม 26 กรกฎาคม 2534
"...ตามประวัติศาสตร์ของเราจะเห็นได้ว่า คราวใด ที่ชาวไทยมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ชาติก็รอดพ้นจากภัยพิบัติสู่ความเจริญรุ่งเรือง แต่ คราวใดที่ขาด ความสามัคคีกลมเกลียวกัน ก็ต้องประสบเคราะห์กรรมทั้ง ชาติ..."
พระบรมราโชวาท ในพีธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน
และสวนสนามของทหารรักษาพระองค์
ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2505
"...ความสามัคคีนี้ เป็นคุณธรรมสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งหมู่ ชนผู้อยู่ร่วมกันจำเป็นต้องมี ต้องถนอมรักษา และต้องนำมาใช้อยู่สม่ำเสมอ เนื่องด้วยสรรพกิจการงานที่เป็นส่วนรวมทุกด้าน ทุกระดับ ต้องอาศัยบุคคลหลายฝ่ายร่วมกันทำกิจกรรม
พระราชดำรัส ในการเสด็จออกมหาสมาคม
เนื่องในพระราชพีธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2530
http://www.thaisnews.com/prdnews/king/tamroy/harmony.html
คติธรรมประจำวัน
คติธรรมประจำวัน
๐ ธรรมแท้ ๆ ! เป็นกลาง ๆ ..
ใคร ? ปล่อยวางได้..ก็.."สบาย"
๐ ธรรมแท้ ๆ ! ไม่มี..สู้!..ไม่มี..หนี!
เพียงแต่..ดู-รู้-ตรง "ปัจจุบัน" นี้
แล้วก็..ปล่อยไป..เท่านั้นเอง!
๐ น้ำไม่ไหล! ขังไว้..ย่อม..เน่า ฉันใด!
จิตที่..รู้เรื่องอะไร ? แล้วไม่ยอมปล่อย
ย่อม "ทุกข์" ฉันนั้น..
กฤษณมูรติ : การปฏิวัติ
การปฏิวัติ
เพื่อ เข้าใจปัญหาการเปลี่ยนแปลง ประการแรกนั้นจำต้องเข้าใจกระบวนการนึกคิดและธรรมชาติของความรู้ นอกจากว่าเราพิจารณาประเด็นนี้อย่างลุ่มลึก แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็แทบไม่มีความหมายเลย เพราะการเปลี่ยนแปลงซึ่งอุบัติขึ้นที่ผิวนอก คือ การสืบต่อสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงให้คงอยู่สืบต่อไป การปฏิวัติที่เคยเกิดขึ้นทุกครั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าหรือชีวิตที่แตกต่างออกไป โดยผ่านลำดับขั้นตอนของกาลเวลา พฤติกรรมผิดๆ ที่การปฏิวัติหวังจะกำจัด ยังคงหวนกลับมาในรูปโฉมใหม่พร้อมกับกลุ่มคนที่ต่างไป กระบวนการเดิมยังคงดำเนินสืบไป เราเริ่มต้นเพื่อเปลี่ยนแปลง เพื่อก่อให้เกิดสังคมที่ไร้ชนชั้น แต่เมื่อผ่านกาลเวลาและแรงกดดันจากเหตุแวดล้อมต่างๆ การณ์ก็กลับเป็นว่าบุคคลกลุ่มอื่นตั้งตัวขึ้นเป็นชนชั้นสูงใหม่ การปฏิวัติที่มีมาไม่เคยเกิดขึ้นจากรากเหง้าเบื้องลึกโดยแท้จริง
- พูดครั้งที่ 2, 17 กุมภาพันธ์ 2503, กรุงนิวเดลลี ประเทศอินเดีย
บุคคล ที่รู้สึกกับโลกอย่างแรงกล้าและเห็น ความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลง เขาต้องเป็นอิสระจากงานทางการเมือง อีกทั้งเป็นอิสระจากบทบัญญัติทางศาสนา และ ศาสนประเพณี นั่นหมายความว่าเป็นอิสระจากแอกของกาลเวลาและภาระหนักของอดีต เป็นอิสระจากการกระทำทั้งมวลที่เกิดจากแรงปรารถนา นี่คือการเป็นมนุษย์คนใหม่ มีเพียงสิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นการปฏิวัติทางสังคม จิตใจ และ แม้แต่การปฏิวัติทางการเมือง
- มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง...ด่วน เล่ม 2
จง สนใจกับการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน อันเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ มีเพียงสิ่งเดียวที่น่าจะเรียกว่าการปฏิวัติ คือ การปฏิวัติในหมู่มนุษย์เรา และในความเป็นมนุษย์ นั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราให้ความสำคัญ การปฏิวัติเยี่ยงนี้ ไม่มีแผนงาน ไม่มีอุดมการณ์ หรือ แนวคิดแบบสังคมยูโทเปีย เราต้องมองดูสภาพความสัมพันธ์จริงๆ ของมนุษย์ แล้วเปลี่ยนแปลงมันอย่างถอนรากถอนโคน เช่นนี้จึงจะเป็นของจริง
- มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง...ด่วน เล่ม 1
เรา แต่ละคนมีส่วนรับผิดชอบต่อสงครามทุกครั้ง เพราะว่าความก้าวร้าวในชีวิตของเรา ชาตินิยมของเรา ความเห็นแก่ตัวของเรา ความลำเอียงของเรา อุดมคติของเรา สิ่งทั้งหมดนี้ล้วนแบ่งแยกพวกเราออกจากกัน และต่อเมื่อเราตระหนักถึงสิ่งนี้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่เราซึมซาบความหิวหรือความเจ็บปวด ต้องเข้าถึงมันจริงๆ มิใช่สักแต่คิดนึกเอา นั่นเองคุณและผมได้ร่วมรับผิดชอบต่อความยุ่งยากทั้งมวลที่ปรากฏอยู่ ความทุกข์โศกที่มีอยู่ทั่วทั้งโลกนี้เรามีส่วนกระทำขึ้นด้วยในชีวิตประจำวัน ของเรา และเราเป็นส่วนหนึ่งในสังคมที่โหดร้าย ที่มีแต่สงคราม การแบ่งแยก ความร้ายกาจ ความรุนแรง และ ความละโมบ เมื่อเราตระหนักเช่นนี้เท่านั้น เราจึงจะทำอะไรได้
- อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ หน้า 5-6
บัณฑิตสามเณร โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
เมื่อสมัยองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทรงพระชนม์อยู่ เวลานั้นสมเด็จพระบรมครูทรงปรารภบุคคลผู้บำเพ็ญทานเป็นกรณีพิเศษ คำว่าเป็นกรณีพิเศษนี้ก็หมายความว่า ในชีวิตนั้นทั้งชีวิต ทำทานแต่ครั้งเดียว แล้วในที่สุดภายหลังเกิดมาเป็นสามเณร อายุได้ 7 ปี ก็บรรลุอรหัตผลพร้อมปฏิสัมภิทาญาณ
เรื่องนี้องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาได้เคยตรัสว่าสมัยพระพุทธกัสสปทศพล เวลานั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ได้แสดงพระธรรมเทศนาสอนคนเพื่อมีความเลื่อมใสในพระองค์ให้ได้บรรลุมรรคผลตาม ๆ กัน
อยู่มากาลวันหนึ่ง บรรดาประชาชนทั้งหลายได้ฟังธรรมของพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีนามว่า พระพุทธกัสสปทศพล พระองค์ทรงเทศน์อย่างนี้ คือ ท่านเทศน์ว่า
บุคคลใดบำเพ็ญทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนบุคคลอื่น เมื่อบุคคลนั้นตายไปแล้วจากโลกนี้ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ จะมีโภคสมบัติมาก มีทรัพย์สินมาก เป็นคนรวย แต่ขาดบริวารสมบัติ คือขาดพวกขาดพ้อง ไม่มีพวกไม่มีพ้อง
บุคคลใดไม่บำเพ็ญทานด้วยตนเอง แต่ชักชวนแนะนำบุคคลอื่นให้ทำทาน เกิดไปชาติหน้าเป็นคนยากจนในโภคสมบัติ แต่มีเพื่อนมาก
บุคคลใดบำเพ็ญทานด้วยตนเอง และก็ชักชวนบุคคลอื่นบำเพ็ญทานด้วย บุคคลนั้นตายจากโลกนี้ไปแล้ว จะเป็นคนมีโภคสมบัติมาก คือเป็นคนร่ำรวยด้วย แล้วก็ยังเป็นคนมีเพื่อนมาก คือบริวารสมบัติ
บุคคลใดไม่ชักชวนบุคคลอื่นบำเพ็ญทานด้วย ตัวเองก็ไม่บำเพ็ญทาน บุคคลประเภทนั้น เกิดในชาติหน้าจะกลายเป็นคนยากจนมาก และก็ขาดพวกพ้อง
ในเมื่อบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ได้ทราบจากองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาเทศน์อย่างนี้ ก็ตั้งใจคิดว่าต่อนี้ไปเราจะถวายทาน ทานครั้งนี้จะเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ไพศาลมาก และการถวายทานครั้งนี้จะให้บุญกุศลเพิ่มแก่ทุกคน คือ ถวายด้วยสลากภัต จับสลากว่าใครถูกพระองค์ไหน ถวายองค์นั้น ถ้าหากว่าองค์หนึ่งคนอาจจะมากกว่า คือองค์หนึ่งถูก 3 – 4 สลากก็ได้ ให้ถวายองค์นั้นไม่มีการเจาะจง จัดว่าเป็นสังฆทานโดยแท้ เขาจึงป่าวประกาศให้ประชาชนทั้งหลายถวายทานเพื่อรับสลาก
ป่าวไปป่าวมา ทั้งป่าวทั้งประกาศ เป็นอันว่าไปเจอะเอาคน ๆ หนึ่ง คือท่านเป็นมหา เรียกกันว่ามหาทุคคตะ มหาทุคคตะนี่แปลว่าจนมาก แสนจน คือคุณจอมจนคนนี้ แกกำลังตกปลาอยู่ เขาก็บอกว่า
“นี่เธอ รับสลากภัตพระสงฆ์สักองค์ซี” และท่านก็บอกว่า
“ฉันเป็นคนจนขนาดนี้ กินก็ไม่ค่อยจะมี จะถวายสลากภัตได้อย่างไร ถ้าของไม่ดีพระก็อาจจะไม่ฉัน”
แต่ท่านที่เป็นหัวหน้าทานก็บอกว่า
“พระไม่เลือก ถ้าสิ่งใดที่ไม่เป็นโทษพระฉันได้” แกก็เต็มใจรับ จำใจต้องทำเพราะมันจน
วันนั้นก็แสนจะระยำ ตอนก่อนที่เขาจะไปบอกบุญ เขาก็ตกได้ปลาตะเพียนสีแดงเพียงตัวเดียว หางแดง หลังจากรับการบำเพ็ญกุศลให้รับสลากภัตแล้ว ไม่มีโอกาสได้ปลาเลยแม้เพียงปลาตัวเดียว แต่ว่าตั้งใจว่าได้ปลาตัวนี้กูไม่กินละ จะเก็บไว้ทำอาหารถวายพระคือสลากภัต กลับมาบ้านก็มาบอกภรรยาว่า
“ยาย ฉันไปรับสลากภัตพระเขามาองค์หนึ่ง”
ยายก็ตกใจบอกว่า “ไอ้เราน่ะกินก็ยังไม่ค่อยจะมี ไฉนไปรับมาอย่างนี้”
แกจึงบอกยายว่า “พระท่านไม่เลือก กินได้ เราเป็นคนจน ทำอย่างไรล่ะ มีอย่างไรก็กินอย่างนั้น เมื่อมีเท่าไรทำแบบนั้น มีแบบไหนก็ทำแบบนั้น ฉันได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ตามใจท่าน ก็เรามันมีแค่นี้ มันจน”
ยายก็รับรองว่า “เอ้า ถ้างั้นก็ตกลง”
ต่อมาก็มาปรึกษากัน 2 คน ตายายว่า
“เอ ไอ้ปลาตะเพียนแดงตัวเดียวนี่พระท่านจะฉันอร่อยรึ เวลาเราจะกินอาหาร เราต้องการกินอาหารที่มันดี ๆ เราไปรับจ้างเศรษฐีเขาดีกว่า”
สองคนตายายก็พากันไปรับจ้างมหาเศรษฐี มีเวลาอีก 7 วัน ที่จะถวายสังฆทาน ท่านมหาเศรษฐีถามว่า “เธอต้องการอะไร”
ท่านทั้งสองบอกว่า
“ต้องการอย่างเดียวคือ ของไปทำสังฆทานถวายพระ ท่านจะให้อะไรก็เอา”
ท่านทำงานให้เขา 7 วัน เขาก็จัดถั่วบ้าง จัดงาบ้าง จัดของเนยนมบ้างเท่าที่เศรษฐีเขามีอยู่ เขานึกว่าดี ให้มาเพื่อเอาไปทำทาน
เมื่อถึงวันเวลาพรุ่งนี้จะเป็นวันถวายสลากภัต สองคนตายายก็เริ่มช่วยกันปรุงข้าว ทำตามกำลังที่มันจะพึงได้มาได้ปลาตะเพียนแดงมายืนพื้นมี 1 ตัว หลังจากนั้นพอวันรุ่งขึ้นจะถวายสลากภัต ตอนกลางคืนวันนั้นท่านได้ไปหาหัวหน้าทาน ถามว่า
“ฉันได้พระองค์ไหนฉันจะถวายใคร สลากที่ฉันถูกใคร”
ท่านหัวหน้าทานก็บอกว่า “ตายจริงนาย ฉันลืมนายไปเสียแล้วซิ สลากแจกเขาไปหมดแล้ว นายไม่มีโอกาสแล้ว”
แกก็เลยเสียใจ ว่าฉันอุตส่าห์มีปลาตะเพียนแดงตัวหนึ่ง ฉันไม่กิน แล้วก็ลงทุนสองคนตายายไปรับจ้างเศรษฐีเขามาหวังที่จะถวายทานแก่บรรดาพระสงฆ์ แต่เวลานี้สลากหมดแล้ว ฉันจะทำอย่างไร เจตนาฉันก็ตกไป
เจ้าคนหัวหน้าทานก็ปัดสวะให้พ้นหน้าบ้านบอกว่า
“เอางี้ก็แล้วกัน พระพุทธเจ้าไม่มีสลาก พระพุทธเจ้าย่อมสงเคราะห์ไม่ว่าบุคคลใด เธอไปรอรับพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน”
แกตั้งใจดีแล้ว เอ้า พระพุทธเจ้าจะสงเคราะห์หรือไม่สงเคราะห์ ไม่สงเคราะห์ก็ตามใจ ตอนเช้าตรู่แกก็ไป ไปยืนอยู่ที่หน้าวิหารที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่
เวลานั้นคนที่ต้องการบาตรขององค์สมเด็จพระบรมครูมีมาก กษัตริย์หลายองค์ มหาเศรษฐีเยอะแยะ รอรับบาตรพระพุทธเจ้า แต่พวกนี้ไปคอยอยู่นานแล้ว พระพุทธเจ้าก็ไม่เปิดประตู และบาตรของพระพุทธเจ้านี่ ถ้าไม่ส่งให้ใคร แล้วใครแย่งไปไม่ได้เลย ส่งให้คนไหนเป็นสิทธิของคนนั้น
พอท่านมหาทุคคตะไปยืนปุ๊บหน้าประตู ท่านเปิดประตูพอดี คือตั้งใจคอย และท่านมหาทุคคตะก็ไม่ต้องคอยเลยแต่เขามีศรัทธามาก พระพุทธเจ้าไม่ทรงเลือกอาหาร เพราะว่าอาหารอะไรก็ได้ ถ้าไม่เป็นโทษท่านฉัน
เมื่อเปิดประตูมาแล้ว ทุกคนก็ปราดเข้าไปหวังจะรับบาตร แต่องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถไม่ทรงประทานให้แก่บุคคลอื่น เดินตรงมาที่มหาทุคคตะแล้วส่งบาตรให้
เขาได้น้อมรับบาตรจากองค์สมเด็จพระจอมไตร และอาราธนาให้ไปฉันภัตตาหารที่บ้าน
การนิมนต์พระพุทธเจ้าไม่ต้องบอกสถานที่อยู่ สมเด็จพระบรมครูจะไปถึงเอง เมื่อเขาอาราธนาแล้ว องค์สมเด็จพระประทีบแก้ว ก็ทรงเดินนำหน้ามหาทุคคตะ มหาทุคคตะถือบาตรเดินตามมาข้างหลัง
เศรษฐีก็ดี กษัตริย์ก็ดี ต่างคนต่างติดสินบนมหาทุคคตะว่า เธอให้บาตรเราเถอะ เราจะให้ทรัพย์เท่านั้นโกฏิ ท่านมหาทุคคตะเฉย ไม่ยอมให้เฉย ๆ บอกว่า
“ฉันน่ะมันจนมานานแล้ว ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้เลยว่าเงินมันเป็นยังไง หาเช้ากินค่ำมาตลอดเวลา เวลานี้อายุก็ปาเข้าไป 40 ฉันต้องการอย่างเดียวคือทำบุญกับองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ เรื่องเงินน่ะมันเรื่องเล็ก มันใหญ่จริงสำหรับความต้องการของ
ฉัน แต่ว่าฉันต้องการบุญมากกว่า”
บรรดากษัตริย์ เศรษฐี ก็นึกดูถูกในใจว่า ไอ้เจ้าจอมจนคนนี้มันจะมีกับข้าวดีขนาดไหนจะเลี้ยงพระพุทธเจ้า เขาก็ตามไป จะไปเหยียดหยาม ดูน้ำหน้าว่า มันจะมีอะไรเลี้ยงพระพุทธเจ้า
เวลานั้นพระอินทร์ก็ทรงแปลงกายลงมาเป็นชายแก่ เดินมาข้างบ้าน ถามว่า
“ยายเจ้าของบ้านนี้จะทำอาหารไหม ฉันมีความถนัดในการทำกับข้าว แต่ฉันจะปรุงให้โดยไม่คิดค่าจ้างอะไร ๆ ทั้งหมด”
ยายก็เลยว่า “เออ ก็ดีแล้ว ฉันก็มีของเท่านี้แหละ มันจะทำอะไรได้บ้างก็ไม่รู้”
พระอินทร์เข้าไปดู บอกว่า “เออ ของอย่างนี้ดีมาก ปรุงอาหารรสอร่อยรสเลิศ ท่านหามาจากไหนล่ะ”
พระอินทร์ก็เข้าไปในครัว ท่านจะไปทำอะไรของท่าน ท่านมีหน้าที่อย่างเดียวคือนั่งนึก ก็คือนึกให้ปลาตะเพียนแดงเข้าผสมกับอาหารต่าง ๆ พร้อมด้วยอาหารทิพย์ ของนั้นก็เป็นของประเสริฐที่สุด มีกลิ่นอันหอม รสก็อร่อย กลิ่นหอมฟุ้งมาก
เมื่อเวลาที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสด็จมา บ้านของมหาทุคคตะหลังคาต่ำ พระพุทธเจ้ามีพระวรกายสูงถึง 8 ศอก แต่ก็เป็นธรรมดา อีกอันหนึ่งพระพุทธเจ้าไปไหนไม่ก้มศรีษะ ไม้จะต่ำ หลังคาจะต่ำอย่างไรก็ตาม จะไม่ทรงก้มศีรษะเด็ดขาด
เมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถเสด็จเข้าไป หลังคาต่ำ ๆ มันก็เลยสูงขึ้นด้วยอำนาจพุทธานุภาพ พระพุทธเจ้าเข้าไปโดยไม่ก้มศีรษะเลย เข้าไปแล้วพระองค์ก็ทรงนั่งในที่ที่เขาปูให้ประทับ
บรรดาเศรษฐี มหากษัตริย์ต่าง ๆ ก็พากันนั่งดู และดูกับข้าวของมหา
ทุคคตะ หวังจะเหยียดหยาม
เวลานั้นท่านมหาทุคคตะก็ถามยายว่า
“ยาย พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว เวลานี้นำอาหารมาถวายองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว กับข้าวน่ะเสร็จแล้วหรือยัง”
ยายก็ถามพ่อครัววิเศษว่า “คุณตา กับข้าวเสร็จหรือยัง”
คุณตาก็ว่า “เรียบร้อยแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อย”
ยายเข้าไปก็ตกใจ ไอ้ถ้วยกะลาชามกะโหลก มันกลายเป็นถ้วยดีชามดี ถ้วยชามก็สวยไม่สกปรก ใสสะอาดสะอ้านสวยสดงดงามมาก อาหารก็เต็มบริบูรณ์สมบูรณ์ มันมากกว่าอาหารเท่าที่มีอยู่ ท่านตาท่านยายจึงนำมาประเคนองค์สมเด็จพระบรมครู
บรรดาเศรษฐีและกษัตริย์ก็นั่งดูว่าไอ้นี่มันจะทำอะไรกิน นอกจากผักต้มผักดองก็แค่นั้นแหละ
พอสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเปิดภาชนะออกมา กลิ่นอาหารของความเป็นทิพย์ก็ฟุ้งขจรออกมา เป็นเหตุให้กษัตริย์ก็ดี เศรษฐีก็ดี อายมหาทุคคตะหนีกลับไปหมด
เมื่อสมเด็จพระบรมสุคตทรงฉันแล้ว สมเด็จพระประทีปแก้วก็ทรงเทศน์เรื่องอานิสงส์ของทาน
ประการที่ 1 กิตติสัทโธ บุคคลที่ให้ทานแล้ว จะมีชื่อเสียงฟุ้งขจรไปในที่ต่างๆ
ประการที่ 2 วิสารโท คนให้ทานแล้ว จะเป็นผู้แกล้วกล้าในสังคมของคนดี ไปที่ไหนก็อาจหาญรื่นเริง เฉพาะคนดีนะ คนดีเขาสรรเสริญ
ประการที่ 3 อสัมมุฬโห คนที่ให้ทานแล้ว จะไม่หลงตาย ตายแล้วจะไปเกิดบนสวรรค์เบื้องต้น
ประการที่ 4 ปิโย คนที่ให้ทานย่อมเป็นที่รักของบุคคลทั่วไป
องค์สมเด็จพระจอมไตรบอกว่า คนให้ทานเป็นคนมีชื่อเสียง คนนับหน้าถือตา คนให้ทานแล้วจะเป็นคนแกล้วกล้าในหมู่ของคนดี คนดีสรรเสริญ สองตายายได้ฟังก็ชอบ ชื่นใจ คนให้ทานแล้วเวลาทุกข์จะไม่หลง ตายจะไม่หลง ตายจะมีสติสมบูรณ์แบบ คนตายแล้วอย่างเลวที่สุดได้ไปสวรรค์ แกก็ชื่นใจ พอใจมาก เมื่อเทศน์แล้วองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จกลับ
วันนั้นเป็นเรื่องที่น่าแปลก พระพุทธเจ้าไม่เทศน์เรื่องศีล 5 เลย เพราะท่านทราบว่า คนจนถ้าเทศน์เรื่องศีล 5 การอาชีพก็ลำบาก ท่านเทศน์เฉพาะอานิสงส์ของทาน
และองค์สมเด็จพระพิชิตมารก็ทรงทราบว่า ถึงแม้ว่าจะไม่เทศน์ เขาก็ต้องปฏิบัติในศีล 5 ถ้าไปเทศน์ว่า การรับศีล 5 ปาณาติบาต อย่าไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไอ้ปลาตะเพียนแดงนั่นเขาตกมา กำลังใจมันก็จะเสีย
การเทศน์ของพระพุทธเจ้า จะไม่ทำให้กำลังใจของบุคคลทั้งหลายเสียไปเพราะผลของบุญ ตามที่ท่านกล่าวว่า บุคคลใดทำความชั่วไว้ จงอย่าตามนึกถึงกรรมชั่วนั้น จงตั้งใจนึกถึงแต่ความดีอย่างเดียว
ฉะนั้น วันนั้นองค์สมเด็จพระประทีปแก้วไม่เทศน์เรื่องปาณาติบาต ไม่เทศน์เรื่องศีล 5 ถ้าเทศน์เรื่องศีล 5 เขาจะสะเทือนใจ องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงเทศน์เฉพาะอานิสงส์ของทาน เขาเองก็ปลาบปลื้มมากอยู่แล้วว่า แหม ของเลว ๆ ที่เรามี ถ้วยชามเลว ๆ ก็เป็นถ้วยดีชามดี สำรับดี ของที่เรามี อาหารที่มันไม่ดีกลับเป็นอาหารรสอร่อยหอมฟุ้งตลบ กลิ่นก็ดีมาก แกไม่ทราบว่า ตาคนนั้นเป็นพระอินทร์ปลอมตัวมาปรุงอาหาร
รวมความว่า พระอินทร์กับเทวดาท่านผสมผเสกัน ทำบุญทานกับคนอยู่ตลอดเวลา โดยเลือกเฉพาะพระพุทธเจ้าพระอรหันต์
ก็เป็นอันว่า เมื่อองค์พระพิชิตมารกลับ เขาทั้งสองได้ช่วยกันรักษาศีล 5 ครบถ้วนบริบุรณ์ และก็เลิกตกปลา กินผักกินหญ้า ตัดฟืนตัดตอง ขุดหัวเผือกหัวมันขาย ขายแล้วก็ซื้อของมากิน ไอ้ปลาที่ซื้อมากินก็กินปลาตาย
เมื่อตายจากความเป็นคน คนสองคนไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เวลาที่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า สมณโคดม ทรงอุบัติขึ้นในโลก เขาก็ลงมาเกิดในหมู่คนที่นับถือศาสนาขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว คือคนในหมู่บ้านนั้นก็เป็นชาวประมงโดยปริยาย คือไม่ใช่ชาวประมงเต็มอัตรา ก็เป็นชาวบ้านธรรมดา หากินโดยการตกปลา หาปลาไหล หาเผือก หามัน ไปตามเรื่อง ไม่ใช่ว่าการประมงจะต้องทำปาณาติบาตทุกวัน
พอเทวดาสององค์นั่น เทวดาผัว เทวดาเมีย ต่างคนต่างก็ลงเข้าท้องคนละท้อง เทวดาผัวลงมาสู่ครรภ์ของท่านผู้ใดในขณะนั้น นับแต่วันแรกเข้าปฏิสนธิ หมู่บ้านนั้นทั้งหมดต่างคนต่างมีศีล 5 ครบถ้วน คือทุกคนไม่อยากละเมิดศีล 5 ใจมันดีขึ้นมา มีความเมตตาปรานี และต่อมาเมื่อเขาปฏิบัติในศีล 5 ครบถ้วนก็จริง ปรากฎว่ามันน่าจะจนลง แต่หมู่บ้านนั้นกลับมีความเป็นอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ สุขสันต์หรรษาดีกว่าเดิมมาก
ฉะนั้น เมื่อเด็กคนนี้ออกมาจากครรภ์มารดาจึงได้นามเรียกว่าบัณฑิต บัณฑิตนี่คือคนฉลาด เป็นคนปฏิบัติดี คือ การทำดี พูดดี คิดดี
การที่ให้นามเด็กคนนี้ว่า บัณฑิต เพราะว่านับตั้งแต่เข้าท้องมา คนทุกคนในหมู่บ้านทรงศีลบริสุทธิ์หมด เป็นบัณฑิตหมด
เด็กคนนี้เป็นที่รักของพระสารีบุตร คือพระสารีบุตรท่านมีเสน่ห์สำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ท่านก็มีเสน่ห์ ผู้ใหญ่ก็รัก เด็กก็รัก เวลาเข้าบ้านใครท่านก็นำของเล่นไปด้วย เข้าบ้านไหนก็ตาม เด็กเห็นเข้าก็บอกว่า
“หลวงลุงสารีบุตรมาแล้ว”
“หลวงอาสารีบุตรมาแล้ว”
“หลวงน้าสารีบุตรมาแล้ว”
วิ่งเข้าไปเกาะแข้งเกาะขาดึงสบงกับจีวร ขี่คอบ้าง ลากแขนบ้าง ท่านก็ไม่ว่าอะไร ดีไม่ดีก็นั่งกลางบ้านเล่นกับเด็กเสียก่อน แล้วจึงไปหาผู้ใหญ่ เด็กจึงเป็นที่ชอบใจพระสารีบุตรมาก
พระสารีบุตรเข้าไปในตระกูลนั้น เด็กคนนี้ก็มีความรัก และเมื่อเธอมีอายุ 7 ปี พอที่จะเป็นอรหันต์ได้ ก็ลาพ่อลาแม่ แต่ความจริงเธอไม่รู้ว่าจะเป็นอรหันต์น่ะ (ความจริงคนอายุ 7 ปี ถึงจะมีสิทธิ์เป็นพระอรหันต์ ถ้ายังอายุไม่ถึง 7 ปี ยังไม่มีสิทธิ์) เธอก็ตั้งใจจะไปอยู่กับพระสารีบุตร จึงลาพ่อลาแม่บอกว่าจะไปอยู่กับหลวงลุงสารีบุตร พ่อแม่ก็อนุญาต
เมื่อมาแล้ว พระสารีบุตรก็พาไปบวชเณร รุ่งขึ้นเช้าก็ไปบิณฑบาตร อันดับแรกก็เจอะคนเหลาศร คนเหลาศรแล้วก็เล็ง เหลาแล้วก็เล็ง เธอก็ถามพระสารีบุตรว่า
“หลวงลุง นั่นเขาทำอะไร”
พระสารีบุตรก็บอกว่า “เขาเหลาลูกศร”
“เขาเหลาแล้วเล็งทำไม”
“เล็งให้ตรง ลูกศรถ้าคดหน่อยเดียวก็จะยิงไม่ถูกเป้าหมาย”
จุดที่สองไปพบคนกำลังขุดเหมืองทำรางน้ำเข้านา เณรก็ถามว่า
“หลวงลุง เขาทำอะไร”
พระสารีบุตรก็บอกว่า “เขาขุดเหมือง”
“เขาขุดทำไม”
“เขาขุดทำรางน้ำให้น้ำเข้านา”
ถามว่า “น้ำเข้าทำไม”
บอกว่า “ต้นข้าวจะได้งาม จะได้ออกรวง ถ้าน้ำไม่เข้านาแล้วต้นข้าวจะไม่งาม ไม่ออกรวง แล้วจะไม่มีกิน”
เธอก็บอกว่า “ถ้าอย่างนั้นหลวงลุงไปบิณฑบาตรเถอะ ผมจะกลับละ แล้วหลวงลุงไปวันนี้เอาอาหารที่เขาทำด้วยปลาตะเพียนแดงมาให้ผมด้วยนะ”
พระสารีบุตรก็ถามว่า “หลวงลุงจะได้มาจากใครล่ะ หลวงลุงขอเขาไม่ได้นี่”
เณรบอกว่า “ถ้าไม่ได้ด้วยบุญของหลวงลุง ก็ต้องได้ด้วยบุญของผม” แล้วเธอก็กลับ กลับมาเจริญพระกรรมฐาน
เป็นที่อัศจรรย์ที่พระสารีบุตรไปในวันนั้น ทุกบ้านใส่อาหารที่ทำด้วยปลาตะเพียนแดงทั้งหมด พระสารีบุตรรับบาตรแล้วก็กลับมา
พอกลับมาแล้ว สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงคอยพระสารีบุตรอยู่หน้าวิหารหลังที่เณรกำลังทำกรรมฐาน เพราะทราบว่าถ้าพระสารีบุตรมาถึงเรียกเณร เณรจะไม่ได้อรหันต์
เณรกลับไปปิดประตูลงกลอนจะเรียนกรรมฐาน เพราะอาศัยลูกศรกับเหมืองน้ำ กำลังจวนจะบรรลุอรหันต์ ยังไม่บรรลุด้านปัญญา ต้องตัดกันด้านปัญญา
เมื่อพระสารีบุตรเข้าไปพบพระพุทธเจ้านั่งอยู่หน้าวิหาร พระพุทธเจ้าก็ทรงเรียกพระสารีบุตรเข้ามา แล้วทรงถามปัญหาพระสารีบุตรตามที่เณรกำลังสงสัยอยู่ องค์สมเด็จพระบรมครูถาม พระสารีบุตรก็ตอบ ท่านถาม พระสารีบุตรก็ตอบ เณรก็ฟัง จุดที่สงสัยอยู่ก็ตัดขาดในเวลานั้น เป็นอรหันต์ทันทีพร้อมกับปฏิสัมภิทาญาณ
องค์สมเด็จพระพิชิตมารก็ทรงตรัสว่า
“สารีบุตรเรียกเณรได้แล้ว มันสายแล้วนะ เณรจะหิว เณรน่ะเป็นอรหันต์แล้ว เป็นอรหันต์เพราะเราถามปัญหาเพื่อเธอ” พระสารีบุตรก็เรียก เณรก็ออกมา
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า ขึ้นชื่อว่าบุญกุศล ถ้าบุคคลทำแล้วด้วยดีแม้แต่อย่างเดียว อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยทรงถามไว้ในเรื่อง จาคานุสสติกรรมฐาน ทรงถามว่า จาคะตัวเดียวไปนิพพานได้ไหม อาตมาก็ต้องตอบว่าได้ ตอบว่าไม่ได้ก็ไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านตอบว่าได้ในเรื่องนี้
ฉะนั้น การที่ท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า บำเพ็ญกุศลโดยจรรยาสัมมาปฏิบัติมากกว่าบัณฑิตสามเณรคือ บัณฑิตสามเณรทำระยะต้นเพียงแค่ให้ทาน ถวายสังฆทานครั้งแรกในชีวิต และก็เป็นครั้งเดียวในชีวิต เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดา จุติจากเทวดามาเกิดเป็นคน กลายเป็นคนที่เป็นบัณฑิต ทำให้เป็นอรหันต์ภายในอายุ 7 ปี
สำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัทนี้ มีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระชินสีห์ บุญหลายอย่างทำมากกว่าเณรมาก คือ
1. พุทธานุสสติ เวลาไปทำบุญตั้งใจไหว้พระพุทธรูป เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน อันนี้เป็นอนุสสติใหญ่มาก อานิสงส์ใหญ่มาก
2. มีความพอใจในธรรม เป็นธัมมานุสสติกรรมฐาน
3. มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ เป็นสังฆานุสสติกรรมฐาน และก็
4. การสมาทานศีล เป็น สีลานุสสติกรรมฐาน
5. การถวายทาน เป็น จาคานุสสติกรรมฐาน
ฉะนั้น บัณฑิตสามเณรท่านทำความดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาติก่อน คือท่านทำเพียงอย่างเดียว ตายจากความเป็นเทวดาแล้วลงมาเกิดเป็นคนอีกครั้งเดียว เป็นอรหันต์เข้านิพพานได้ฉันใด บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เวลาทำบุญมากกว่าท่านหลายประการ มากมายกว่าเยอะ หากว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายตั้งใจกำหนดจิตจับเอาอารมณ์นี้ไว้ให้ทรงตัว คือ
1. พุทธานุสสติ ยังเคารพพระพุทธเจ้า
2. ธัมมานุสสติ ยังเคารพพระธรรม
3. สังฆานุสสติ ยังเคารพพระสงฆ์
4. สีลานุสสติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศีล 5 ทรงศีล 5 ให้บริสุทธิ์
5. จาคานุสสติ ตัดอารมณ์โลภในทรัพย์สมบัติของคนอื่น ต้องการเฉพาะทรัพย์สมบัติที่เราหามาได้โดยชอบธรรมเพียงเท่านี้
และเพิ่มกำลังใจเพียงคิดว่า ร่างกายนี้เป็นที่ก่อแห่งความทุกข์ โลกนี้เรามาเกิดเมื่อใดก็มีความทุกข์เมื่อนั้น เมื่อตายไปจากโลกนี้เมื่อไร เราจะไม่ยอมกลับมาโลกนี้ จะไม่ยอมไปในเทวดาหรือพรหม เรามีความนิยมโดยเฉพาะคือพระนิพพาน
ถ้ากำลังใจของท่านพุทธบริษัท ตั้งใจไว้อย่างนี้ทุกท่าน กำลังส่วนนี้พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า เป็นกำลังใจของพระโสดาบัน และสกิทาคามี จะได้กำไรดีกว่าบัณฑิตสามเณรมาก
วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555
เด็กบุรีรัมย์ไอเดียเจ๋ง สร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ “ชาวนาพอเพียง”
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่ปลูกข้าวมากที่สุดในโลก ผลผลิตข้าวจากเกษตรกรไทยเลี้ยงคนเกือบค่อนโลก ขณะเดียวกัน ชาวนาไทยก็ติดอันดับต้นๆ ของเกษตรกรที่มีความลำบากยากจน ขาดแคลนเทคโนโลยีราคาถูกมาช่วยในการทำนา นั่นยังไม่รวมกับปัจจัยภายนอกที่บางพื้นที่ต้องต่อสู้กับสภาพดินฟ้าอากาศ ผจญกับความไม่มั่นคงของราคา ทั้งต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้น แม้ปัจจุบันเริ่มนำเครื่องทุ่นแรงมาใช้ในการทำนาเพื่อลดใช้แรงงานคน
“กระเช้าเกี่ยวข้าว” ผลงานของ นายวิชา เพ่งพิศ, นายอัครพล ผลพูน และนายชัยวัฒน์ ช่างเรือนกูล นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 3 แผนกวิชาช่างยนต์ วิทยาลัยการอาชีพนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งใจสร้างผลงานเพื่อลดความลำบากในการทำนา และลดต้นทุนที่ใช้ในการทำนาของชาวนาไทยให้ลดน้อยลง โดยการประยุกต์เครื่องตัดหญ้าให้เป็นเครื่องเกี่ยวข้าว ด้วยการต่อกระเช้าเข้าบริเวณด้านบน เพื่อเก็บรวงข้าวไว้ ต่างจากเครื่องตัดหญ้าที่ปล่อยให้หญ้าหลุดกระจายอยู่ในพื้นที่นั้น
เจ้าของผลงาน เล่าว่า กระเช้าเกี่ยวข้าวด้วยเครื่องตัดหญ้าจานโรตารี่ เกิดจากการต่อยอดแนวคิดของรุ่นพี่ที่คิดค้นไว้ แต่ชิ้นงานเดิมยังมีข้อบกพร่อง คือ มีน้ำหนักมากถึง 3-4 กิโลกรัม ทำให้ใช้แรงมาก เกี่ยวข้าวได้น้อย แต่เมื่อผ่านการปรับปรุง และช่วยกันพัฒนาขึ้น ก็ทำให้กระเช้าเกี่ยวข้าวมีน้ำหนักลดลงเหลือ 1-2 กิโลกรัม โดยเปลี่ยนวัสดุของฐานจากเหล็กมาเป็นพลาสติก และออกแบบให้คนที่เกี่ยวข้าวมือซ้ายสามารถใช้เครื่องเกี่ยวข้าวชนิดนี้ได้
“ข้อดีของกระเช้าเกี่ยวข้าว คือ ภายใน 1 ชั่วโมง สามารถเกี่ยวข้าว 1 ไร่ หากเทียบกับแรงงานคนต้องใช้ถึง 6 คน อีกทั้งการเกี่ยวข้าวด้วยนวัตกรรมชิ้นนี้จะได้เมล็ดข้าวคุณภาพดี ทั้งนี้ เหมาะกับเกษตรในภาคอีสานที่ต้องการเก็บฟางข้าวเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เพราะนอกจากการใช้รถเกี่ยวข้าวจะทำให้ได้เมล็ดข้าวที่หัก มีหญ้าเจือปน และทำให้มีราคาต่ำแล้ว ยังได้ฟางข้าวที่คุณภาพไม่ดีด้วย”
สามหนุ่มเจ้าของผลงาน "กระเช้าเกี่ยวข้าว"
จากนั้นสามหนุ่มได้ก่อตั้ง “บริษัท เกษตรพอเพียง” ขึ้น โดยเริ่มจากระดมทุนจากสมาชิก 7 คน และกู้เงินกองทุนหารายได้ระหว่างเรียนของวิทยาลัย มาลงทุนซื้ออุปกรณ์ผลิตเป็นสินค้า โดยกำหนดราคาไว้ 2 แบบ คือ ถ้าซื้อตัวกระเช้าอย่างเดียว ราคา 800 บาท แต่ถ้าซื้อรวมเครื่องยนต์เบ็ดเสร็จนำไปใช้งานได้ ราคาอยู่ที่ 12,000 บาท แล้วนำไปฝากขายในร้านขายอุปกรณ์ทางการเกษตร ทั้งในจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์
“ข่าวสารจากสื่อมวลชนในช่องทางต่างๆ ทำให้มีออเดอร์จากต่างจังหวัด ในระยะเวลา 4 เดือน ขายสินค้าได้ ประมาณ 30 ชิ้นต่อเดือน ได้กำไรมา 24,000 บาท โดยแบ่งกำไรให้กับหุ้นส่วนของบริษัทเกษตรพอเพียง และเงินส่วนหนึ่งก็นำไปจัดการฝึกอบรมการทำกระเช้าเกี่ยวข้าวด้วยเครื่องตัดหญ้าให้กับชาวนาในชุมชนที่สนใจ เพราะสามารถใช้ความรู้พื้นฐานด้านเครื่องยนต์ก็สามารถทำเองได้ และในอนาคตเมื่อมียอดสั่งสินค้าเข้ามาผู้ที่ผ่านการอบรมแล้วสามารถรับจ้างผลิตชิ้นงานได้”
น้องๆ นักศึกษาจากทีมเกษตรพอเพียง ตั้งเป้าว่า หลังจากนี้ จะเพิ่มยอดผลิตให้ได้ 30-40 ชิ้นต่อเดือน พร้อมทั้งมองว่าในอนาคตจะผลิตในเชิงอุตสาหกรรม เพราะถ้าหากสามารถผลิตสินค้าจำนวนมาก ต้นทุนในการผลิตก็จะยิ่งต่ำ และมีกำไรสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กระเช้าเกี่ยวข้าวด้วยเครื่องตัดหญ้า ยังมีข้อบกพร่องในการเกี่ยวข้าวที่มีความสูงมากกว่า 1 เมตร และไม่สามารถเกี่ยวข้าวล้มได้ แต่เจ้าของผลงานก็ยังเชื่อว่า ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นด้านการประหยัด และได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย จะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้เช่นเดิม
จากการใช้ความรู้ความสามารถด้านเครื่องยนต์ จนผลิตเครื่องมือทางการเกษตร และจำหน่ายได้ ทำให้ผลงานของบริษัท เกษตรพอเพียง จำกัด จากวิทยาลัยการอาชีพนางรอง ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ใน “โครงการกรุงไทยยุววานิชประจำปี 2554” และได้รับทุนการศึกษา 350,000 บาท ด้วยความคิดและการจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยผู้สนใจกระเช้าเกี่ยวข้าวด้วยเครื่องตัดหญ้าจานโรตารี่ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.044-631-556
ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย “เอกชัย วรรณแก้ว” บัณฑิตหนุ่มพิการหัวใจเกินร้อย
บัณฑิตหนุ่มร่างเล็ก พิการไร้แขน มีเพียงเท้าสั้นๆ ช่วยพยุงตัวให้ลุกขึ้นเดินทักทายเพื่อนบัณฑิตด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจในระหว่างพิธีซ้อมพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ประจำปีการศึกษา 2553
“เอกชัย วรรณแก้ว” คือบัณฑิตหนุ่มผู้พิการ วัย 30 ปี เดินทางจากจังหวัดนครสวรรค์ เข้าเรียนในกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 18 ปี มุ่งหน้าสู่รั้วแดงดำ “เพาะช่าง” ตามหาความฝันที่อยากเรียนศิลปะ มุ่งมานะ อดทน ต่อความยากลำบาก และดูแลตัวเองตามลำพังมาโดยตลอด พร้อมกับหารายได้เสริมจ่ายค่าเทอมตลอดชีวิตของการเป็นนักศึกษา จนประสบความสำเร็จคว้าปริญญาตรีจากคณะจิตรกรรม จากวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 25 เมษายน 2555 นี้
ไร้แขน ไร้ขา (แต่) ทำได้ทุกอย่าง
ผมโตในครอบครัวของชาวนา ที่ฐานะค่อนข้างยากจน ใน จ.นครสวรรค์ ถูกพ่อแม่เลี้ยงดูเหมือนคนปกติ ไม่เคยคิดว่าลูกเป็นเด็กพิการ พร้อมกับเหตุผลที่ว่าพ่อแม่อาจจะอยู่กับเราไม่ได้ตลอด ท่านจึงพยายามสอนให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ซักผ้า หุงข้าว แปรงฟัน ด้วยการใช้หัวไหล่ในการหยิบจับของบางอย่าง แต่บางอย่างก็ต้องใช้เท้า หรือไม่ก็อาศัยถัดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพยุงตัวเดินลุกขึ้นเดิน ออกมาเดินเล่นหน้าบ้านกับเพื่อน แต่บางวันเพื่อนก็หายไป เราก็งง “เฮ้ย หายไปไหนกันหมดว่ะ” จนเพื่อนๆ มาเล่าให้ฟังว่าเขาไปโรงเรียนมา มีเพื่อนเยอะ ทำให้เราอยากเรียน จึงตัดสินใจคุยกับพ่อแม่”
อยากเรียนแต่ (เขา) ไม่ให้เรียน
เนื่องจากการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเอกไม่ใช่เรื่องง่าย บวกกับความห่วงใยของพ่อแม่ที่กลัวว่า ลูกจะมีปมด้อยด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนคนปกติ “พ่อถามว่า ลูกจะรับได้ไหม ถ้าเพื่อนถามว่า ทำไมไม่มีแขน ไม่มีขา ลูกอาจจะรำคาญหรือเปล่า จะเหนื่อยที่จะตอบคำถามกับเพื่อนไหม แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมยังไม่ทันจะได้ตอบ หรืออธิบายอะไรกับใคร ทางโรงเรียนไม่รับเข้าเรียน ทำให้ผมรู้สึกท้อและเกิดคำถามว่า ทำไมเขาไม่ฟังเราบ้าง จากนั้นครึ่งปีผมนอนอยู่บ้าน ดูทีวี และได้ยินนโยบายของรัฐบาลว่า “เด็กอยากเรียน ต้องได้เรียน” จึงตัดสินใจปรึกษาพ่อ วันรุ่งขึ้นพ่อพาผมไปศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์ ผมเล่าทุกอย่างให้ท่านฟัง และให้ผมทดลองช่วยเหลือตัวเอง ตั้งแต่กินข้าว ใส่เสื้อผ้า หรือแม้แต่เขียนหนังสือ จนท่านรับรู้ว่า ผมทำทุกอย่างได้เหมือนคนปกติ และในที่สุด ผมก็ได้เข้าเรียนจนกระทั่งจบ ม.3”
หักกิ่งไม้ ใช้เท้าวาดรูป
นอกจากการฝึกช่วยเหลือตัวเองให้ได้เหมือนคนปกติ ยามว่างและยามเหงา เอกชัยมักจะหักกิ่งไม้และใช้เท้าวาดรูป จินตนาการไปเรื่อยๆ ตามที่สายตามองผ่าน หมา แมว หรือรูปคนก็ตาม “ผมชอบศิลปะ เพราะศิลปะทำให้ผมมีความสุข จินตนาการได้ยิ่งใหญ่ตามแต่ใจเรา ไม่จำเป็นต้องมีหลักการและเหตุอะไร แต่ผมก็อยากรู้ว่า พู่กัน สีน้ำ กระดาษวาดรูป มันเป็นยังไง”
จากนั้น เอกชัย เลือกทำตามความฝันอีก ด้วยการเลือกเรียนต่อในระดับปวส.ในคณะจิตรกรรม วิทยาลัยอาชีวนครสวรรค์ ซึ่งไกลจากบ้านเดินทางไปกลับกว่า 40 กิโล และใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนรับจ้างวาดรูป หารายได้ส่งตัวเองเรียน
“ผมลองขอพ่อแม่ก่อน ถ้าเรียนได้ก็จะเรียน ลำบากก็ยอม ท่านก็อนุญาต วันแรกตื่นเช้าไปเรียน 6 โมง พ่อขี่มอไซต์มาส่งไปศาลารอรถเมล์ ด้วยความเคยชินที่พ่อเคยขี่มอไซต์มาส่งตอนเรียนใกล้บ้าน อุ้มผมลงจากรถแล้วก็ขี่กลับบ้านทันที ผมก็งง ทำอะไรก็ไม่ได้ จะโบกรถก็ไม่มีมือ ตะโกนเรียกก็คงจะไม่ได้ยิน วันนั้นยืนอยู่ที่ศาลาทั้งวัน รอจนเย็น ถึงเวลาพ่อก็มารับกลับตามปกติ พ่อนึกว่าเราเพิ่งกลับมาจากโรงเรียนแล้ว แต่จริงๆ เรายังไม่ได้ไปไหนเลย พอวันที่ 2 พ่อชวนแม่มาด้วย มาช่วยกันโบกรถ และอุ้มขึ้น ผมก็บอกว่าพี่คนขับรถ “พี่วันไหนเห็นผมใส่ชุดนักเรียน ให้จอดรับด้วยนะ” เอกชัย หัวเราะชอบใจกับเรื่องในอดีตอีกครั้ง
พี่ยอมขายควาย ส่งน้องเรียน
หลังจากที่เรียนจบอนุปริญญา เอกบอกกับตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย ว่า การศึกษาแค่นี้เพียงพอแล้ว แม้ว่าในก้นบึ้งลึกๆ ของหัวใจ เขายังอยากเรียนต่อทางด้านศิลปะให้สูงที่สุด จนกระทั่งความหวังในการเรียนต่อเกิดขึ้นอีกครั้ง
“อาจารยสอนวาดรูป แนะนำว่า วุฒิการศึกษาระดับอนุปริญญาอาจจะน้อยไปสำหรับเอก บวกกับสภาพร่างกายที่ใครบางคนอาจจะมองว่า ถ้ารับเอกเข้างานอาจจะเป็นภาระได้ แต่ถ้าเอกไปเรียนให้สูงขึ้นนี้ เอาฝีมือไปสู้กับคนอื่น ทำให้ทุกคนอึ้งกับผลงานของเอก และอึ้งกับสภาพร่างกายที่สร้างผลงานให้คนอื่นประทับใจได้ ครูอยากให้เอกไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ
เอก เล่าต่ออีกว่า ตอนแรกพ่อแม่ก็ไม่ยอม เพราะครอบครัวไม่มีญาติอยู่กรุงเทพ ลูกจะอยู่กับใคร ถ้าไม่สบายใครจะดูแล และสิ่งที่สำคัญค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมากขึ้นกว่าหลายเท่าตัว “จริงๆ ก็ไม่ได้ฝันอะไรมาก เพราะเราก็รู้คำตอบอยู่แล้วว่าคงไม่ได้ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง แต่พอพ่อแม่เห็นความตั้งใจของเราและอาจารย์ก็มาช่วยพูด ทำให้พ่อแม่เริ่มใจอ่อน พี่ชายช่วยพูด บอกกับพ่อแม่ว่าจะส่งน้องเรียนเอง จะทำงาน ขายวัว ขายควาย ส่งน้องเรียน แต่เอกจะต้องตั้งใจเรียน อย่าเกเร ถ้าเกเร ไม่ต้องใจเรียนต้องกลับบ้าน หรือถ้าเอกเรียนไม่ไหว ก็ต้องกลับบ้านเหมือนกัน”
มุ่งเข้ากรุง ตามฝัน คว้าปริญญา
หลังจากที่เอกได้รับอนุญาตจากครอบครัวอนุญาตให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯเป็นครั้งแรกในชีวิต เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ที่ “เพาะช่าง” วิทยาลัยชั้นนำด้านศิลปะที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงในเมืองไทย และติวเข้มก่อนสอบนานกว่า 1 เดือน
“สอบช่วงแรกวิชาพื้นฐาน วิทย์ คณิต อังกฤษ เราสอบตกทั้งหมด อ่านไม่รู้เรื่อง มันไม่เหมือนที่เราติว ซึ่งมีข้อสอบบางข้อที่ผมจำมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างคำถามวิชาความรู้ทั่วไป ถามว่า สะพานพุทธ ก่อตั้งในปี พ.ศ.อะไร ผมละงง ถามแบบนี้เด็กต่างจังหวัดก็แย่ เพราะผมเพิ่งเข้ากรุงเทพฯครั้งแรก ผมยังไม่รู้เลยว่า สะพานไหนเรียกว่า สะพานพุทธ มารู้ตอนหลังสอบว่า มันอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง แต่สำหรับสอบปฏิบัติวาดรูป ผมทำได้ ผมมั่นใจ แต่พอคะแนนสอบโดยรวมปรากฏว่า สอบไม่ผ่าน
ความรู้สึกคือหมดแล้ว สิ่งที่เราหวังไว้หมดลงตรงนั้น ไม่รู้จะเอายังไงดี อยากกลับบ้าน แต่รุ่นพี่ที่ติวบอกว่า ให้อยู่ก่อนอย่าเพิ่งกลับ พออยู่ไปสักพักรุ่นพี่เขาเข้ามาส่งงานอาจารย์ที่เพาะช่าง มีอาจารย์คุมสอบจำผมได้ ก็บอกให้ผมรอก่อน รอคนที่มาสอบสัมภาษณ์แล้วไม่ผ่าน จนกระทั่งวันหนึ่งมีนักศึกษาคนหนึ่งเขาสละสิทธิ์ อาจารย์เขาเลยยื่นเรื่องให้ผมเป็นกรณีพิเศษ จนผมได้เข้าเรียนที่เพาะช่าง”
ห้องพักภารโรง หอพักระดับเฟิร์สคลาส
สำหรับเงินก้อนแรกจำนวน 3,000 บาท ที่พ่อแม่ส่งมาให้เอกเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างเรียน เอกสัญญากับตัวเองว่า จะต้องใช้ให้คุ้มค่าและนานที่สุด อย่างน้อยเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัวได้บ้าง
“ผมมักจะมีคำถามให้กับตัวเองเสมอ พอสอบติด ได้เรียน แต่ไม่มีเงินเรียน จะเอาตังค์ที่ไหนมาจ่ายค่าเทอม ค่ากิน ค่าอยู่ หรือจะพักอยู่กับรุ่นพี่ก็เกรงใจที่ต้องมาดูแลเรา เวลาไปเรียนต้องเหมารถตุ๊กตุ๊กวันละ 70 บาท ขนเฟรม อุปกรณ์การเรียนไปวิทยาลัย เราแบกขึ้นรถเมล์ไม่ได้ ก็เกรงว่าจะไปเกะกะผู้โดยสารคนอื่น จากนั้นค่อยมาประหยัดในส่วนค่าอาหาร เคยกินมาม่า 1 ห่อ หักครึ่ง 2 ส่วน แบ่งกินเช้า เย็น บางครั้งรุ่นพี่ก็พาไปกินข้าว แต่ผมก็เกรงใจ สุดท้ายเข้าปรึกษาอาจารย์ ท่านทำเรื่องขอฝ่ายอาคารสถานที่ให้เรามาอาศัยอยู่ในวิทยาลัย”
ในห้องพักไม่กี่ตารางเมตรของนักการภารโรงที่เพิ่งจะปลดเกษียณ กลายเป็นห้องพักของเอกเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางมาเรียน และช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับเขาอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ทุกๆ วัน เอกยังอาศัยพื้นที่ใต้สะพานพุทธ รับจ้างวาดภาพร่วมกับรุ่นพี่
“หลังเลิกเรียน หรือวันหยุด ผมจะใช้เวลาตั้งแต่ 6 โมงเย็น - ตี 1 นั่งรับจ้างวาดรูป ช่วงแรกยังไม่เป็นที่รู้จัก ก็รับงานมาจากรุ่นพี่ได้วันละ 150 บาท หรือบางครั้งนั่งทั้งคืนก็ไม่มีใครจ้าง แต่มีคนรู้จักก็เริ่มรับงานเอง ชิ้นละ 200-300 บาท หลังจากทำงานพิเศษก็กลับมาทำงานตัวเองถึงตี 3 ตื่น 5 ตีห้าลุกขึ้นมาอาบน้ำที่ห้องน้ำหญิง ก่อนที่เพื่อนๆ จะมาเรียนกัน เราใช้ชีวิตอยู่แบบนี้มา 3 ปี
“เพนกวิน” ฉายานี้เพื่อนตั้งให้
ด้วยรูปร่างลักษณะท่าทางการเดินที่ดูๆ ไป ก็คล้ายๆ นกเพนกวินนี่เอง ทำให้เพื่อนร่วมรุ่น รวมถึงทุกๆ คน ในวิทยาลัยลงความเห็นและเรียกเขาว่า “เพนกวิน” ฉายานี้อาจมาจากความแตกต่างทางร่างกาย แต่ไม่ว่าเขาจะถูกเรียกว่าอะไร และด้วยเหตุผลใด ก็ไม่ได้ส่งผลให้ “เอก” ต้องใช้ชีวิตที่แปลกแยกและแตกต่างจากเพื่อนๆ แต่อย่างใด
“เพนกวินเป็นฉายาที่รุ่นพี่ตั้งให้ คนเขาก็เรียกกันติดปากทั้งเพาะช่าง บางทีถามหาเอกนี่เขาไม่รู้นะ แต่ถ้าบอกว่าที่เดินเหมือนเพนกวินนี่รู้ทันที ผมฟังแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเป็นปมด้อยอะไรนะ กลับรู้สึกว่าน่ารักดีด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าจะคิดเป็นปมด้อยให้มันเจ็บปวดไปทำไม เขาไม่ได้มาด่าพ่อแม่หรือบังคับให้เราทำอะไรสักหน่อย ผมว่าถ้าเลือกคิดได้ ก็คิดในแง่ดีดีกว่า มันมีความสุขกว่าตั้งเยอะ”
เรียนจบ ภูมิใจไม่ (ง้อ) มือ (ง้อ) เท้า
เอกบอกว่า ชีวิตนักศึกษาเพาะช่างตลอด 4 ปีครึ่ง นอกจากทฤษฎีจากตำราเรียน และภาคปฏิบัติจากการได้วาดรูป ปัดพู่กันแล้ว อาจารย์และเพื่อนๆ ร่วมสถาบันยังช่วยเติมเต็มความรัก ความผูกพัน และความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับเอกเช่นกัน
“ผมภูมิใจกับสถาบันแห่งนี้ อาจารย์ที่นี้เก่ง มีศักยภาพที่ดีในการสอน ไม่ว่าจะเป็นความคิด การทำงาน ถ่ายทอดความรู้เทคนิคเขียนภาพให้ผมทุกอย่าง ทำให้ผมมีวันนี้ได้ ส่วนเพื่อนๆ ผมรักเพื่อนทุกคน เพราะเราลำบาก ทนร้อน ทนหนาว มาด้วยกันตลอด พวกเราไม่เคยทิ้งกัน
และที่สำคัญ ภูมิใจที่วันนี้ผมสามารถลบคำสบประมาทของคนบางคนที่พูดกับพ่อแม่ตอนที่ส่งผมเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ว่า “ส่งลูกไปเรียนทำไม เปลื้องเงิน เปลื้องทอง กลับมาก็ไม่มีงานทำ จะจบหรือเปล่าก็ไม่รู้” วันนี้ผมทำได้แล้ว ผมเรียนจบปริญญาตรี สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวได้แล้ว”
หารายได้ จ่ายค่าเทอม-ปลดหนี้ให้พ่อแม่
ก่อนหน้านี้ เอกเคยเป็นดาราคนดังคนหนึ่งในสังคมไทย หลังจากออกรายการโทรทัศน์ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีคนให้ความสนใจในตัวเขามากขึ้น พร้อมรายพิเศษจากงานโชว์ตัวและเดินสายพูดคุยเป็นวิทยากรตามรายการต่างๆ ทำให้เจ้าตัวมีเงินเก็บมากพอที่จะส่งกลับไปปลดหนี้ให้กับครอบครัว และปลูกบ้านหลังใหม่ให้กับพ่อแม่
“ช่วงนั้นผมรับงานวาดภาพ วิทยากร พูดทั้งตลอดวัน ได้ค่าตัววันละ 6 พัน ผมเคยทำรายได้สูงสุดเดือนละ 50,000 บาท ใช้เวลาปีกว่าๆ เก็บตังค์ 200,000 บาท ปลดหนี้ ธ.ก.ส.ให้พ่อแม่ พร้อมกับปลูกบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัว จนปัจจุบันผมยังไม่มีตังค์เก็บสักบาท ส่งให้พ่อแม่ไปหมดแล้ว ตอนนี้ต้องมานั่งเก็บเงินใหม่”
“โรงเรียนสอนวาดรูป” ฝันเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่
หลังจากเรียนจบ เอกมีความฝันตามสไตล์เด็กศิลป์ คือ การเป็นครูสอนศิลปะให้กับเด็กๆ ด้อยโอกาสในกรุงเทพและต่างจังหวัดที่ห่างไกล “ตอนเด็กผมฝันอยากเปิดโรงเรียนสอนศิลปะ เรียนฟรี เพราะผมไม่หวังกำไร คุณอยากเรียน ผมอยากสอน แต่สำหรับตอนนี้ผมอยากหาอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ประจำทุกเดือน และเพียงพอที่จะหาเลี้ยงครอบครัวได้ หรืออาจจะเรียนต่อปริญญาโทด้านศิลปะ จากนั้นผมจะทำตามความฝันด้วยการเปิดโรงเรียนสอนศิลปะให้ได้”
สุดท้ายนี้ เอกยังฝากเคล็ดลับการเรียนให้กับถึงน้องๆ ทุกคนว่า การเรียนบางวิชาไม่เหมือนกัน ผมอาจจะให้คำแนะนำอะไรมากไม่ได้ แต่ผมอยากให้กำลังใจน้องๆ ทุกคน อย่าท้อ ขอให้สู้อย่าไปกลัว เหมือนกับเวลาที่เราวาดภาพสักภาพหนึ่ง เราอาจจะกลัวว่าภาพจะออกมาไม่ดี กลัวว่าจะทำไม่ได้ ผมอยากให้น้องๆ หันไปมองคนอื่นที่วาดภาพแบบนี้ได้ และถามตัวเองว่า ทำไมเขาถึงทำได้ ใช่เพราะเขาก็เป็นคนเหมือนเรา มีสองมือ สองเท้า หรืออาจจะมีบางอย่างที่ไม่เหมือนกันเรา แต่ทำไมเขาทำได้ ดังนั้นเราต้องลองลงมือทำ ทำให้เต็มที ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยพูด คำว่า ทำไม่ได้ เราอย่าเพิ่งตัดสินทุกอย่าง ในเมื่อเรายังไม่ได้เริ่มทำอะไร
พระราหุลเถระ
พระราหุลเถระ
พระราหุล เป็นพระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะ กับพระนางยโสธรา (พิมพา)
เป็นพระนัดดาของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้ครองนครกบิลพัสดุ์
เมื่อพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้แล้วเสด็จมาเทศนาโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์
ประทับอยู่ที่นิโครธาราม
วันหนึ่งพระองค์เสด็จไปที่พระราชนิเวศน์ของพระนางยโสธราพระราชเทวีเก่าของพระองค์
พระนางได้ส่งพระราหุลกุมาร
ผู้เป็นพระโอรสออกมาทูลขอพระราชสมบัติที่ควรจะได้ราหุลกุมารออกไปเฝ้าเจรจาปราศรัยแสดงความรักใคร่มีประการต่าง
ๆ ครั้นเห็นพระบรมศาสดาจะเสด็จกลับ
จึงร้องทูลขอราชสมบัติพลางตามเสด็จพระบรมศาสดาทรงดำริว่า
ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ที่จะมั่นคงถาวร
และประเสริฐยิ่งกว่าอริยทรัพย์นั้นไม่มี
ควรที่เราจะให้อริยทรัพย์แก่ราหุลเถิด
เมื่อพระพุทธองค์ทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงตรัสสั่งพระสารีบุตรว่า
สารีบุตร ถ้าอย่างนั้น เธอจงให้ราหุลบวชเถิด
ขณะนั้นราหุลกุมารยังเยาว์อยู่มีอายุยังไม่ครบอุปสมบท
พระสารีบุตรจึงทูลถามว่า จะโปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชราหุลกุมารอย่างไร
พระบรมศาสดาทรงปรารภเรื่องนี้ให้เป็นเหตุ
จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุบวชกุลบุตรที่มีอายุยังไม่ครบอุปสมบทให้เป็นสามเณร
ด้วยการให้สรณคมน์ ๓ นับได้ว่าราหุลเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา
เมื่อราหุลกุมารบวชเป็นสามเณรแล้ว ตามเสด็จพระบรมศาสดา
และพระอุปัชฌาย์ของตนไป ครั้นมีอายุครบแล้วก็ได้อุปสมบทเป็นภิกษุ
วันหนึ่งในขณะที่พระราหุลพักอยู่ ณ สวนมะม่วงแห่งหนึ่งในกรุงราชคฤห์
พระบรมศาสดาเสด็จไป ณ ที่นั้น
ทรงแสดงราหุโลวาทสูตรซึ่งว่าด้วยภาชนะน้ำเปล่า
บรรยายเปรียบเทียบด้วยคนพูดมุสาวาทเป็นต้น
ตรัสสอนให้พระราหุลสำเหนียกตามเทศนานั้นแล้วเสด็จกลับไป ต่อมาอีก
วันหนึ่งพระราหุลเข้าไปเฝ้า พระบรมศาสดาตรัสสอนด้วยมหาราหุโลวาท
ซึ่งว่าด้วรรูปกรรมฐานธาตุ ๕ อย่างคือ ปฐวีธาตุ ธาตุดิน,อาโปธาตุ
ธาตุน้ำ,เตโชธาตุ ธาตุไฟ, วาโยธาตุ ธาตุลม และอากาศธาตุ ช่องว่าง ให้ใช้
ปัญญาพิจารณาให้เห็นตามสภาพที่เป็นจริงว่า สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา
ส่วนนั้นไม่เป็นของเรา ส่วนนั้นไม่ใช่ของตัวเราเป็นต้น
ในที่สุดก็ตรัสสอนในกรรมฐานอื่น ๆ ให้เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
อสุภสัญญา อนิจจสัญญา
ครั้นทรงสอนจบแล้วพระราหุลมีจิตยินดีในคำสอนของพระบรมศาสดา
ต่อมาพระราหุลได้ฟังพระพุทโธวาทเกี่ยวกับวิปัสสนา
คล้ายกับโอวาทที่ตรัสสอนภิกษุปัญจวัคคีย์
เพียงแต่ในที่นี้ยกอายตนะภายในภายนอกเป็นต้นขึ้นแสดงแทนขันธ์ ๕
ท่านส่งจิตไปตามพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลเป็นพระอรหันต์
พระราหุลนั้น ท่านเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาธรรมวินัย
ตามประวัติกล่าวไว้ว่า
ครั้นท่านลุกขึ้นแต่เช้าก็ไปกอบทรายให้เต็มฝ่าพระหัตถ์แล้ว
ตั้งความปรารถนาว่า
ในเวลานี้ข้าพเจ้าพึงได้รับซึ่งโอวาทคำสอนจากสำนักของพระบรมศาสดา
หรือจากสำนักของอุปัชฌาย์อาจารย์ทั้งหลายให้ได้มากประมาณเท่าเม็ดทรายในกำมือแห่งข้าพเจ้านี้
ด้วยเหตุนี้เอง พระราหุลจึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า
เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ใคร่ในการศึกษา
ครั้นท่านดำรงชนมายุสังขารโดยสมควรแก่กาลแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน
เมืองกรุงเก่า ชวนชม ชิม ชอป ในงาน “อยุธยาเอ็กซ์โป”
อยุธยาจัดงาน “อยุธยาเอ็กซ์โป 2012” (AYUTTHAYA EXPO 2012) ในระหว่างวันที่ 1-7 พ.ค. 55 บริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ถนนสายเอเชีย) ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา ภายในงานมีกิจกรรมน่าสนใจ เช่น การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ การแสดงบนเวที และการสาธิตต่างๆ
นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมชมงาน ชิมอาหารอร่อย เลือกซื้อสินค้าดีมีคุณภาพ ราคาเป็นธรรมและชมการแสดงต่างๆ ภายในงาน “อยุธยาเอ็กซ์โป 2012” (AYUTTHAYA EXPO 2012) ในระหว่างวันที่ 1 -7 พฤษภาคม 2555 ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. ณ บริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ถนนสายเอเชีย) อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โดยงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สร้างโอกาส และเชื่อมโยงด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่มีศักยภาพ เป็นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้แก่กลุ่มผู้ผลิต เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้อย่างมีเป้าหมายและมั่นคง ตลอดจนประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้น เช่น สินค้า OTOP/SMEs/วิสาหกิจชุมชน/สินค้าเกษตร/เกษตรแปรรูป/สินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าอื่นๆ มากมาย
สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย
1. การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ จำนวนกว่า 250 คูหา ประกอบด้วย
- สินค้า OTOP/SMEs และวิสาหกิจชุมชน ได้แก่ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย/ของใช้ของประดับตกแต่ง/อาหาร/เครื่องดื่ม และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร-สินค้าเกษตร/เกษตรแปรรูป/เกษตรปลอดภัยจากสารพิษ เช่น ผลไม้ ผักสดปลอดสารพิษ ชนิดต่างๆ และไม้ดอกไม้ประดับ นอกจากนี้ยังมีสินค้าอุตสาหกรรม-อาหารอร่อย จากร้านค้าภายในจังหวัดและจังหวัดต่างๆ-สินค้าแฟรนไชส์ และสินค้าอื่นๆ
2. การแสดงบนเวที/การสาธิตต่างๆ
ทั้งนี้ หากใครสนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน สอบถามข้อมูลได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชั้น 3 อาคาร 4 ชั้น ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ 0-3533-6525-7
เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร พระไพศาล วิสาโล
นิตยสารซีเครท : Vol.4 No.90 26 March 2012
Joyful Life & Peaceful Death
เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร
พระไพศาล วิสาโล
ยูริ กาการิน เป็นมนุษย์คนแรกที่ได้ท่องอวกาศและโคจรรอบโลก เรื่องราวของเขากลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่คนทั้งโลก เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงให้แก่สหภาพโซเวียตในฐานะผู้นำด้านอวกาศก่อนที่จะ เสียตำแหน่งให้แก่สหรัฐอเมริกาในไม่กี่ปีต่อมา
มีเรื่องเล่าว่าระหว่างที่เขาล่องลอยอยู่ในอวกาศและกำลังพิศวงอยู่กับโลกสีครามอันงดงามเบื้องล่างนั้น เขาได้ยินเสียงเหมือนเหล็กกระทบกัน ดัง ปิ๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ เขาพยายามหาที่มาของเสียง เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ แต่ก็หาไม่พบ ผ่านไปเป็นชั่วโมง เสียงนั้นก็ยังดังต่อไป ปิ๊ก ๆ ๆ ๆ ยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็ยิ่งรู้สึกรำคาญกับเสียงนั้น เขาพยายามสืบหาว่าเสียงมาจากที่ใด จะได้กำจัดเสียงนั้น แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
ลำพังการอยู่ในห้องนักบินที่คับแคบ เขยื้อนขยับแทบไม่ได้ ก็สร้างความอึดอัดแก่เขาอยู่แล้ว เมื่อมีเสียงปิ๊ก ๆ ๆ ๆ รบกวนไม่หยุดซ้ำเข้าไปอีก เขาก็เริ่มกระสับกระส่าย ยิ่งคิดต่อไปอีกว่าเขาจะต้องอยู่กับเสียงนี้อีกหลายชั่วโมง เขาก็หัวเสียขึ้นมาทันที
แต่ก็มีวูบหนึ่งที่เขาได้สติ เกิดความคิดขึ้นมาว่า ในเมื่อหนีเสียงนี้ไม่พ้น ทำไมไม่ลองทำใจรักมันดูล่ะ แล้วเขาก็หลับตา ทำใจสงบ และจินตนาการว่าเขากำลังได้ยินเสียงเพลงบรรเลง สักพักใหญ่เขาก็ลืมตาขึ้น ปรากฏว่าเสียงปิ๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ หายไป สิ่งที่มาแทนที่คือเสียงเพลง เขาแย้มยิ้มทันที นับแต่นั้นบรรยากาศในห้องนักบินก็เปลี่ยนไป ความอึดอัดกลายเป็นความผ่อนคลาย จนกระทั่งยานวอสต็อค ๑ พาเขากลับมาสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัย
น่าคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับกาการินหากเขายังคิดต่อสู้หรือเป็นปฏิปักษ์กับเสียงประหลาดนั้น เขาอาจคลุ้มคลั่ง หรือเป็นประสาทอ่อนๆ ไปเลยก็ได้ แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปทันทีเมื่อเขาเพียงแต่หันมาทำใจรักเสียงนั้น เรื่องราวของเขาบอกเราว่า อะไรเกิดขึ้นกับเรา ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกกับสิ่งนั้นอย่างไร เสียงปิ๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ อาจทำให้ใครบางคนเป็นบ้าไปได้หากรู้สึกจงเกลียดจงชังมันอย่างรุนแรง แต่มันกลับกลายเป็นเสียงเพลงกล่อมใจขึ้นมาทันทีเมื่อรู้สึกรักมันหรือเป็นมิตรกับมัน
คนเรานั้นเมื่อมีอะไรมากระทบใจ ทำให้รู้สึกเป็นทุกข์ เรามักทำอย่างใดอย่างหนึ่งคือ จัดการกับมัน หรือไม่ก็หนีไปไกล ๆ เช่น ถ้าเจอเสียงดัง ก็หาทางระงับเสียงนั้น หรือไม่ก็เดินห่างจากเสียงนั้น แต่บ่อยครั้งเราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถทำทั้งสองอย่างได้ หรือทำแต่ไม่สำเร็จ สิ่งที่ตามมาก็คือ ความทุกข์ หลายคนมักมองว่าที่ตนทุกข์นั้นเป็นเพราะเสียงดังกล่าว แต่แท้จริงแล้ว สาเหตุแห่งความทุกข์อยู่ที่ใจของตนเองต่างหาก นั่นคือความรู้สึกปฏิเสธ ผลักไส ชิงชังเสียงนั้น ยิ่งรู้สึกลบต่อเสียงนั้นมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น บางคนถึงกับคุมอารมณ์ไม่อยู่ ออกไปทะเลาะวิวาทเจ้าของเสียง ซึ่งอาจเป็นเพื่อนบ้านที่กำลังเลี้ยงฉลองหรือเปิดเพลงดัง บางกรณีถึงกับฆ่ากันตายเพราะเหตุดังกล่าว
ในชีวิตของเรานั้น มีอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างที่รบกวนจิตใจของเรา ไม่ใช่แต่เสียงประหลาดเท่านั้นในบรรดาสิ่งรบกวนเหล่านั้น มีมากมายที่เรามิอาจหนีพ้นหรือจัดการกับมันได้ อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่งดังนั้นแทนที่จะตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับมัน จะไม่ดีกว่าหรือหากเราทำใจให้เป็นมิตรกับมันหรือรักมัน เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะช่วยให้เราอยู่กับมันอย่างมีความสุข ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นงานการ ภูมิอากาศ จราจรที่แน่นขนัด หรือแม้แต่รูปร่างทรวดทรง
หลายคนทำงานอย่างมีความทุกข์ แต่เราสามารถจะทำงานอย่างมีความสุขได้หากเรียนรู้ที่จะรักงานนั้น แม้รูปร่างหน้าตาเราจะไม่สะสวยเหมือนคนอื่น แต่เราก็สามารถอยู่อย่างมีความสุขได้หากเราเลิกชิงชังรังเกียจร่างกายของตน เอง จริงอยู่ปัญหาบางอย่างสมควรจะแก้ไข แต่หากยังแก้ไขไม่ได้ เราก็ควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุขหรือไม่ทุกข์มากไปกว่าเดิม นั่นคือหันมาเป็นมิตรกับมัน หรืออย่างน้อยก็ไม่ปฏิเสธชิงชังมัน
อะไรก็ตามที่เรารังเกียจชิงชัง สิ่งนั้นจะมีอำนาจหรืออิทธิพลทางลบต่อเรา และยิ่งเราผลักไสมันออกไป มันก็ยิ่งตามมารังควาญเรา ยิ่งปฏิเสธก็ยิ่งนึกถึง เคยมีการทดลองให้อาสาสมัครนั่งอยู่คนเดียวในห้อง ทุกคนได้รับคำสั่งว่า จะคิดอะไรก็ได้ มีเงื่อนไขอย่างเดียวคือห้ามคิดถึงหมีขาว เมื่อใดก็ตามที่คิดถึงหมีขาว ให้กดกริ่งทันที ผู้ทดลองให้คำสั่งได้ไม่นานเท่าใด เสียงกริ่งก็ดังระงมไปทั่ว
ไม่เพียงแต่สิ่งรบกวนจิตใจเท่านั้น สิ่งที่สร้างความทุกข์ทางกายก็เช่นกัน เช่น โรคภัยไข้เจ็บ หรือความเจ็บปวด ความทุกข์ส่วนหนึ่งมักเกิดจากใจที่ปฏิเสธผลักไสอาการดังกล่าว หากโรคภัยไข้เจ็บหรือความเจ็บปวดนั้นอยู่ในวิสัยที่จะเยียวยาได้ ก็คงไม่เป็นปัญหามากนัก แต่ในความเป็นจริงมีโรคภัยไข้เจ็บและความเจ็บปวดหลายประเภทที่ยากแก่การเยียวยาได้ ดังนั้นหากตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว มีทางออกใดเล่าจะดีไปกว่าการทำใจเป็นมิตรกับโรคภัยไข้เจ็บและความเจ็บปวด มีผู้ป่วยมะเร็งหลายคนที่พบว่าความทุกข์บรรเทาลงมากเมื่อหันมาเป็นมิตรกับมะเร็ง บางคนเรียกสิ่งแปลกปลอมในหน้าอกของตนว่า "คุณก้อนมะเร็ง"
ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีใครหนีความแก่ ความเจ็บ และความตายพ้น ในเมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ แทนที่จะทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับมัน จะไม่ดีกว่าหรือหากเราหันมาเป็นมิตรกับมัน
อะไรก็ตามที่เราหันมาเป็นมิตรได้ สิ่งนั้นจะคลายพิษสงลง และอาจกลายมาเป็นคุณแก่เราด้วยซ้ำ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ครูบาอาจารย์ หลายท่านย้ำนักย้ำหนาว่า พบทุกข์ก็เห็นธรรม
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)