นิทานเรื่องสั้นสอนใจ ของท่านพุทธทาส เรื่อง ศิษย์-อาจารย์ เป็นการถาม-ตอบพระบาลีกับความเป็นจริง ระหว่างศิษย์และอาจารย์ เป็นข้อเปรียบเทียบที่ท่านพุทธทาสแนะนำเอาไว้เป็นนิทานสอนใจ
สามเณรจ้อยเป็นเปรียญ ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร วันหนึ่งอ่านพระบาลี มหาปรินิพพานสูตร ไปจนถึง ภาณวารที่ห้า ได้พบข้อความว่า อิเม จ สุภทฺท ภิกฺขุสมฺมา วิหเรยฺยุ อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺสฺ (ล. ๑๐ น. ๑๗๖ บ. ๑๓๘)
แปลเป็นใจความได้ว่า "ดูก่อน สุภัททะ ถ้าภิกษุ ทั้งหลายเหล่านี้ จะพึงเป็นอยู่ โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์" ดังนี้ สามเณรจ้อย เกิดฉงนอยู่ตลอดเวลาว่า การเป็นพระอรหันต์นั้นเป็นกันได้ง่ายๆ เช่นนี้ หรือว่า ตนแปล พระบาลีนี้ ผิด เพราะไม่รู้ เท่าถึง อย่างใด อย่างหนึ่ง มีความกลัดกลุ้ม เป็นกำลัง สามเณรจ้อย จึงพาคัมภีร์นั้น เข้าไปหาเจ้าคุณหลวงพ่อผู้เป็นสมภาร สอบถามถึงการแปลบาลีตอนนี้ ก็ได้ความตรงกันว่า สามเณร แปลถูก จึงได้เรียนถาม ขึ้นว่า จะเป็นพระอรหันต์กันได้ด้วย เหตุเพียงเป็นอยู่โดยชอบเท่านั้นแลหรือ ท่านเจ้าคุณ ได้ยืนยันว่าเป็นเช่นนั้นจริง เพราะเป็นอยู่โดยชอบ นั้นหมายถึงตั้งอยู่ใน มรรคมีองค์แปด สามเณรจ้อยได้ ถามขึ้นอีกว่า
"ก็พระสงฆ์ ทั้งหลายในบัดนี้ ไม่ได้เป็นอยู่กัน โดยชอบดอกหรือ?"ท่านเจ้าคุณได้โพล่งออกมา
"ก็เป็นกันอยู่โดยชอบซิ" ด้วยน้ำเสียง มีแววแห่งความขุ่นที่ไม่ชัดเจน
สามเณร จึงเรียนถาม ต่อไปว่า "ถ้าเช่นนั้น ก็ต้องมีพระอรหันต์ กันอยู่ทั่ว ทุกวัดวาอาราม นะขอรับ?"
เงียบกันไปขณะหนึ่งแล้ว ก็มีเสียงซึ่งใครๆ แทบจำไม่ได้ว่า เป็นเสียงของท่านเจ้าคุณดังลั่นขึ้น แต่เพียงว่า "..อื้อ..อื้อ.. ง่า.. อื้อ..ง่า..อื้อ.. นี่มันยังไงกันนี่หว่า!..ง่า..ไปเถอะ!"
ศิษย์-อาจารย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: มันเป็นการสุดวิสัย ที่ใครจะตอบได้ เพราะพระบาลีนั้นก็ถูก พระเจ้า พระสงฆ์ ก็เป็นอยู่โดยชอบจริง แต่แล้วก็ไม่มีใครเชื่อว่า พระอรหันต์ นั้นมีอยู่ตามวัดวาอาราม ทั่วๆ ไป และใครเป็นคนที่น่าสมเพชกว่าใคร ในระหว่าง ศิษย์-อาจารย์ รายนี้
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555
การตั้งโต๊ะหมู่บูชา
ความเป็นมาการจัดโต๊ะหมู่บูชา เป็นวัฒนธรรมประจำชาติไทยมาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน
ว่ามีมาตั้งแต่สมัยใดสันนิษฐานว่าเดิมอาจจะวางสิ่งเคารพ วัตถุมงคลบนหิ้งหรือบนแท่นมาก่อน ส่วนการจัดวางบนโต๊ะน่าจะได้แบบอย่างมาจากการตั้งโต๊ะน้ำชาของชาวจีนที่มา ค้าขายกับไทยในสมัยก่อน
จากจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๑ ครั้งเมื่อมีงานฉลองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ ก็มีการเริ่มจัดโต๊ะบูชาเป็นครั้งแรก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทางโปรดเกล้าฯ ให้มีการประกวดจัดโต๊ะหมู่บูชาแบบต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถึง ๑๐๐ โต๊ะ และรูปแบบการจัดดังกล่าวได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีการส่งเสริมพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง มีการจัดโต๊ะหมู่บูชาขึ้นเป็นพิเศษในสถานที่ราชการ องค์การและสโมสรทั่วไป
ขณะ เดียวกัน พลเอกมังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสมัยนั้น ก็สนับสนุนนโยบายของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยให้จัดโต๊ะหมู่บูชาในหน่วยงานและสถานศึกษาด้วย รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มให้มีการตั้งเสาประดับธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์เข้า ไว้ในโต๊ะหมู่บูชาในพิธีการต่าง ๆ ที่ราชการจัดขึ้น
เดิมที มีการกราบบูชาพระรัตนตรัยอย่างเดียว พลเอกมังกร เห็นว่าเมื่อเคารพพระรัตนตรัย (ศาสนา) แล้ว ควรจะได้มีการเคารพธงชาติ (ชาติ) และพระมหากษัตริย์ด้วย เมื่อมีการกราบพระรัตนตรัยแล้ว ก็มีการคำนับธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์ด้วย
ต่อมา ได้มีการประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้ถือเอาวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองวัน ชาติไทย การเคารพธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์ จึงเปลี่ยนเป็นการคำนับเพื่อแสดงความเคารพเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องคำนับ ๒ ครั้งดังแต่ก่อน เพราะถือว่าพระมหากษัตริย์และชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ปัจจุบัน ในพิธีเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ในพระราชพิธี รัฐพิธี หรือราษฎร์พิธี ไม่ว่าจะเป็นงานมงคลหรืองานอวมงคลก็นิยมตั้งโต๊ะหมู่บูชาทั้งสิ้น จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพร้อมเครื่องบูชาซึ่งสันนิษฐาน ว่า คงจะถือเป็นคตินิยมของชาวพุทธตั้งแต่สมัยพุทธกาลว่า เมื่อพุทธศาสนิกชนต้องการบำเพ็ญกุศลใด ๆ นิยมนิมนต์พระสงฆ์ ซึ่งมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขมาในงานนั้น ๆ ด้วยเพื่อให้พระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ พร้อมบริบูรณ์ คตินิยมนี้จึงถือต่อเนื่องสืบมา
ดังนั้น ศาสนาพิธีทางพระพุทธศาสนาจึงนิยมอัญเชิญพระพุทธรูปเป็นนิมิตแทนองค์พระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ในพิธีด้วย
การ จัดโต๊ะหมู่บูชามีหลายโอกาส อาทิ การจัดโต๊ะหมู่บูชาประจำหน้าพระประธาน การจัดในพิธีสงฆ์ การจัดในการประชุม อบรม สัมมนา เป็นต้น โดยทั่วไปนิยมตั้งโต๊ะหมู่บูชาใน ๒ กรณี คือ
๑.ในพิธีทางพุทธศาสนา เช่น การทำบุญ ฟังเทศน์ ฯลฯ
๒.ในพิธีถวายพระพรหรือตั้งรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
การ จัดโต๊ะหมู่บูชาโดยเฉพาะเครื่องบูชาบนโต๊ะ อันได้แก่ พานพุ่ม แจกันดอกไม้ กระถางธูป เชิงเทียนถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ผู้จัดควรทำด้วยความประณีตบรรจง เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อพระรัตนตรัยและยังเป็นการแสดงออกถึง ศิลปะในการจัดอีกด้วย
๓.การจุดธูป ๓ ดอก เป็นการบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้า ๓ ประการคือ
๑. บูชาพระปัญญาคุณ
๒. บูชาพระวิสุทธิคุณ
๓. บูชาพระมหากรุณาธิคุณ การจุดเทียน ๒ เล่ม เป็นการบูชาพระธรรมและพระวินัย เล่มขวาของพระพุทธรูปหรือด้านซ้ายของผู้จุดเป็นเทียนพระธรรม เล่มซ้ายของพระพุทธรูปหรือด้านขวาของผู้จุดเป็นเทียนพระวินัย
หลัก เกณฑ์และวิธีการจัดโต๊ะหมู่บูชามีหลายแบบ ที่สำคัญคือ การตั้งเครื่องบูชาทุกชนิด จะต้องไม่สูงกว่าพระพุทธรูปที่ประดิษฐานบนโต๊ะหมู่บูชาที่อยู่สูงสุด ส่วนปริมาณเครื่องบูชาอาจแตกต่างกันตามประเภทของโต๊ะหมู่ซึ่งมีหลายแบบ เช่น โต๊ะหมู่ ๔, หมู่ ๕, หมู่ ๗, หมู่ ๙ และหมู่ ๑๕ เป็นต้น แต่ละแบบก็จะมีการจัดและความหมายแฝงอยู่ ซึ่งจะขอยกเป็นตัวอย่างการจัดโต๊ะหมู่บูชาที่เป็นที่นิยมจัดกันทั่วไป ดังนี้
โต๊ะหมู่ ๕ ประกอบด้วย กระถางธูป ๑ กระถาง, เชิงเทียน ๓ หรือ ๔ คู่, พานดอกไม้ ๕, แจกัน ๒ คู่ ซึ่งแต่ละอย่างมีความหมายดังนี้
กระถางธูป 1 กระถาง หมายถึง เอกกัคคตา คือ จิตเป็นหนึ่งเดียว หรือบริสุทธ์ หรืออุเบกขา
แจกันดอกไม้ ๔ ชุด หมายถึง อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
พานดอกไม้ ๕ พาน หมายถึง ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เชิงเทียน ๖ อัน (๓ คู่) หมายถึง อายตนภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
เชิงเทียน ๘ อัน (๔ คู่) หมายถึง อริยมรรค มีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ
โต๊ะหมู่ ๗ ประกอบด้วย กระถางธูป ๑ กระถาง, เชิงเทียน ๔ หรือ ๕ คู่, พานดอกไม้ ๕, แจกัน ๒ คู่, เชิงเทียน ๑๐ อัน (๕ คู่) หมายถึง ทศบารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา
โต๊ะหมู่ ๙ จะประกอบด้วยกระถางธูป ๑ กระถาง, เชิงเทียน ๖ หรือ ๔ คู่, พานดอกไม้ ๗ พาน, แจกัน ๓ คู่ พานดอกไม้ ๗ พาน หมายถึง โพธิ์ฌงค์ ๗ คือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา
เชิงเทียน ๑๒ อัน หมายถึง อาตยภายในและภายนอก คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อนึ่ง ในพิธีส่วนตัว เช่น ทำบุญอัฐิ ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ หรือทำบุญใด ๆ เฉพาะตน และมีพื้นที่ในการจัดจำกัดหรือหาโต๊ะหมู่ตามกำหนดไม่ได้หรือมีทุนทรัพย์ จำกัด อาจดัดแปลงเครื่องบูชาและรูปแบบการจัดก็ได้ โดยยึดหลักว่า
๑. พระพุทธรูปต้องอยู่สูงกว่าเครื่องบูชาทุกชนิด
๒. เครื่องบูชาอย่างน้อยที่สุดต้องมีแจกันดอกไม้ ๑ คู่ เชิงเทียน ๑ คู่ และกระถางธูป ๑ กระถาง ส่วนพานดอกไม้จะมีหรือไม่ก็ได้โดยปกติ การตั้งโต๊ะหมู่บูชาที่มีเฉพาะพระพุทธรูป (ไม่มีธงชาติหรือพระบรมฉายาลักษณ์) จะมี ๓ ลักษณะ คือ
๑. งานพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เป็นประธานหรือโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์มางาน เช่น พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ฯลฯ
๒. งานศาสนพิธีวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา ฯลฯ
๓. งานพิธีที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสิริมงคล เช่น พิธีวางศิลาฤกษ์ เปิดอาคาร งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ
ส่วน การตั้งโต๊ะหมู่บูชาในบางพิธีของทางราชการ เช่น การอบรม ประชุม สัมมนา ฯลฯ นิยมตั้งธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร่วมกับโต๊ะหมู่บูชาเพื่อให้ครบทั้ง ๓ สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยมีหลักคือ โต๊ะหมู่บูชาอยู่ตรงกลาง ธงชาติอยู่ด้านขวาของโต๊ะหมู่ พระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ไว้ทางซ้ายของโต๊ะหมู่สำหรับ การตั้งโต๊ะหมู่ถวายพระพรหรือรับเสด็จ มีหลักว่าไม่ต้องประดิษฐานพระพุทธรูป แต่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ไว้ที่โต๊ะหมู่ตัวสูงสุดแทน โดยมีเครื่องสักการะคือ แจกัน พุ่มดอกไม้ ธูปเทียนแพ(ธูปต้องอยู่ข้างบนเทียน)และกรวยดอกไม้มีฝากรวยครอบวางบนธูปเทียน แพ ธูปเทียนแพจะอยู่โต๊ะหมู่ตัวต่ำสุด ปริมาณเครื่องสักการะจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสวยงามและชนิดของโต๊ะ หมู่ และการจัดโต๊ะหมู่แบบนี้ไม่ต้องมีเสาธงชาติ และส่วนมากไม่นิยมใช้เชิงเทียนและกระถางธูป หากมีก็ไม่มีการจุดทั้งธูปและเทียน ตั้งเป็นเครื่องประดับโต๊ะหมู่เท่านั้น การปฏิบัติเพื่อถวายสักการะให้ถวายคำนับและเปิดกรวยทีครอบออก จากนั้นถวายคำนับอีกครั้งอนึ่ง งานที่ไม่ต้องตั้งโต๊ะหมู่บูชา ได้แก่ งานประชุมนานาชาติและไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และงานประชุมคณะกรรมการหรืออนุกรรมการต่าง ๆ ตามปกติ
เรื่อง-ภาพ:ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ(จากหนังสือพิมพ์คม-ชัด-ลึก ฉบับวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2546)
ว่ามีมาตั้งแต่สมัยใดสันนิษฐานว่าเดิมอาจจะวางสิ่งเคารพ วัตถุมงคลบนหิ้งหรือบนแท่นมาก่อน ส่วนการจัดวางบนโต๊ะน่าจะได้แบบอย่างมาจากการตั้งโต๊ะน้ำชาของชาวจีนที่มา ค้าขายกับไทยในสมัยก่อน
จากจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๑ ครั้งเมื่อมีงานฉลองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ ก็มีการเริ่มจัดโต๊ะบูชาเป็นครั้งแรก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทางโปรดเกล้าฯ ให้มีการประกวดจัดโต๊ะหมู่บูชาแบบต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถึง ๑๐๐ โต๊ะ และรูปแบบการจัดดังกล่าวได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีการส่งเสริมพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง มีการจัดโต๊ะหมู่บูชาขึ้นเป็นพิเศษในสถานที่ราชการ องค์การและสโมสรทั่วไป
ขณะ เดียวกัน พลเอกมังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสมัยนั้น ก็สนับสนุนนโยบายของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยให้จัดโต๊ะหมู่บูชาในหน่วยงานและสถานศึกษาด้วย รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มให้มีการตั้งเสาประดับธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์เข้า ไว้ในโต๊ะหมู่บูชาในพิธีการต่าง ๆ ที่ราชการจัดขึ้น
เดิมที มีการกราบบูชาพระรัตนตรัยอย่างเดียว พลเอกมังกร เห็นว่าเมื่อเคารพพระรัตนตรัย (ศาสนา) แล้ว ควรจะได้มีการเคารพธงชาติ (ชาติ) และพระมหากษัตริย์ด้วย เมื่อมีการกราบพระรัตนตรัยแล้ว ก็มีการคำนับธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์ด้วย
ต่อมา ได้มีการประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้ถือเอาวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองวัน ชาติไทย การเคารพธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์ จึงเปลี่ยนเป็นการคำนับเพื่อแสดงความเคารพเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องคำนับ ๒ ครั้งดังแต่ก่อน เพราะถือว่าพระมหากษัตริย์และชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ปัจจุบัน ในพิธีเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ในพระราชพิธี รัฐพิธี หรือราษฎร์พิธี ไม่ว่าจะเป็นงานมงคลหรืองานอวมงคลก็นิยมตั้งโต๊ะหมู่บูชาทั้งสิ้น จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพร้อมเครื่องบูชาซึ่งสันนิษฐาน ว่า คงจะถือเป็นคตินิยมของชาวพุทธตั้งแต่สมัยพุทธกาลว่า เมื่อพุทธศาสนิกชนต้องการบำเพ็ญกุศลใด ๆ นิยมนิมนต์พระสงฆ์ ซึ่งมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขมาในงานนั้น ๆ ด้วยเพื่อให้พระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ พร้อมบริบูรณ์ คตินิยมนี้จึงถือต่อเนื่องสืบมา
ดังนั้น ศาสนาพิธีทางพระพุทธศาสนาจึงนิยมอัญเชิญพระพุทธรูปเป็นนิมิตแทนองค์พระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ในพิธีด้วย
การ จัดโต๊ะหมู่บูชามีหลายโอกาส อาทิ การจัดโต๊ะหมู่บูชาประจำหน้าพระประธาน การจัดในพิธีสงฆ์ การจัดในการประชุม อบรม สัมมนา เป็นต้น โดยทั่วไปนิยมตั้งโต๊ะหมู่บูชาใน ๒ กรณี คือ
๑.ในพิธีทางพุทธศาสนา เช่น การทำบุญ ฟังเทศน์ ฯลฯ
๒.ในพิธีถวายพระพรหรือตั้งรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
การ จัดโต๊ะหมู่บูชาโดยเฉพาะเครื่องบูชาบนโต๊ะ อันได้แก่ พานพุ่ม แจกันดอกไม้ กระถางธูป เชิงเทียนถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ผู้จัดควรทำด้วยความประณีตบรรจง เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อพระรัตนตรัยและยังเป็นการแสดงออกถึง ศิลปะในการจัดอีกด้วย
๓.การจุดธูป ๓ ดอก เป็นการบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้า ๓ ประการคือ
๑. บูชาพระปัญญาคุณ
๒. บูชาพระวิสุทธิคุณ
๓. บูชาพระมหากรุณาธิคุณ การจุดเทียน ๒ เล่ม เป็นการบูชาพระธรรมและพระวินัย เล่มขวาของพระพุทธรูปหรือด้านซ้ายของผู้จุดเป็นเทียนพระธรรม เล่มซ้ายของพระพุทธรูปหรือด้านขวาของผู้จุดเป็นเทียนพระวินัย
หลัก เกณฑ์และวิธีการจัดโต๊ะหมู่บูชามีหลายแบบ ที่สำคัญคือ การตั้งเครื่องบูชาทุกชนิด จะต้องไม่สูงกว่าพระพุทธรูปที่ประดิษฐานบนโต๊ะหมู่บูชาที่อยู่สูงสุด ส่วนปริมาณเครื่องบูชาอาจแตกต่างกันตามประเภทของโต๊ะหมู่ซึ่งมีหลายแบบ เช่น โต๊ะหมู่ ๔, หมู่ ๕, หมู่ ๗, หมู่ ๙ และหมู่ ๑๕ เป็นต้น แต่ละแบบก็จะมีการจัดและความหมายแฝงอยู่ ซึ่งจะขอยกเป็นตัวอย่างการจัดโต๊ะหมู่บูชาที่เป็นที่นิยมจัดกันทั่วไป ดังนี้
โต๊ะหมู่ ๕ ประกอบด้วย กระถางธูป ๑ กระถาง, เชิงเทียน ๓ หรือ ๔ คู่, พานดอกไม้ ๕, แจกัน ๒ คู่ ซึ่งแต่ละอย่างมีความหมายดังนี้
กระถางธูป 1 กระถาง หมายถึง เอกกัคคตา คือ จิตเป็นหนึ่งเดียว หรือบริสุทธ์ หรืออุเบกขา
แจกันดอกไม้ ๔ ชุด หมายถึง อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
พานดอกไม้ ๕ พาน หมายถึง ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เชิงเทียน ๖ อัน (๓ คู่) หมายถึง อายตนภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
เชิงเทียน ๘ อัน (๔ คู่) หมายถึง อริยมรรค มีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ
โต๊ะหมู่ ๗ ประกอบด้วย กระถางธูป ๑ กระถาง, เชิงเทียน ๔ หรือ ๕ คู่, พานดอกไม้ ๕, แจกัน ๒ คู่, เชิงเทียน ๑๐ อัน (๕ คู่) หมายถึง ทศบารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา
โต๊ะหมู่ ๙ จะประกอบด้วยกระถางธูป ๑ กระถาง, เชิงเทียน ๖ หรือ ๔ คู่, พานดอกไม้ ๗ พาน, แจกัน ๓ คู่ พานดอกไม้ ๗ พาน หมายถึง โพธิ์ฌงค์ ๗ คือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา
เชิงเทียน ๑๒ อัน หมายถึง อาตยภายในและภายนอก คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อนึ่ง ในพิธีส่วนตัว เช่น ทำบุญอัฐิ ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ หรือทำบุญใด ๆ เฉพาะตน และมีพื้นที่ในการจัดจำกัดหรือหาโต๊ะหมู่ตามกำหนดไม่ได้หรือมีทุนทรัพย์ จำกัด อาจดัดแปลงเครื่องบูชาและรูปแบบการจัดก็ได้ โดยยึดหลักว่า
๑. พระพุทธรูปต้องอยู่สูงกว่าเครื่องบูชาทุกชนิด
๒. เครื่องบูชาอย่างน้อยที่สุดต้องมีแจกันดอกไม้ ๑ คู่ เชิงเทียน ๑ คู่ และกระถางธูป ๑ กระถาง ส่วนพานดอกไม้จะมีหรือไม่ก็ได้โดยปกติ การตั้งโต๊ะหมู่บูชาที่มีเฉพาะพระพุทธรูป (ไม่มีธงชาติหรือพระบรมฉายาลักษณ์) จะมี ๓ ลักษณะ คือ
๑. งานพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เป็นประธานหรือโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์มางาน เช่น พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ฯลฯ
๒. งานศาสนพิธีวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา ฯลฯ
๓. งานพิธีที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสิริมงคล เช่น พิธีวางศิลาฤกษ์ เปิดอาคาร งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ
ส่วน การตั้งโต๊ะหมู่บูชาในบางพิธีของทางราชการ เช่น การอบรม ประชุม สัมมนา ฯลฯ นิยมตั้งธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร่วมกับโต๊ะหมู่บูชาเพื่อให้ครบทั้ง ๓ สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยมีหลักคือ โต๊ะหมู่บูชาอยู่ตรงกลาง ธงชาติอยู่ด้านขวาของโต๊ะหมู่ พระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ไว้ทางซ้ายของโต๊ะหมู่สำหรับ การตั้งโต๊ะหมู่ถวายพระพรหรือรับเสด็จ มีหลักว่าไม่ต้องประดิษฐานพระพุทธรูป แต่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ไว้ที่โต๊ะหมู่ตัวสูงสุดแทน โดยมีเครื่องสักการะคือ แจกัน พุ่มดอกไม้ ธูปเทียนแพ(ธูปต้องอยู่ข้างบนเทียน)และกรวยดอกไม้มีฝากรวยครอบวางบนธูปเทียน แพ ธูปเทียนแพจะอยู่โต๊ะหมู่ตัวต่ำสุด ปริมาณเครื่องสักการะจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสวยงามและชนิดของโต๊ะ หมู่ และการจัดโต๊ะหมู่แบบนี้ไม่ต้องมีเสาธงชาติ และส่วนมากไม่นิยมใช้เชิงเทียนและกระถางธูป หากมีก็ไม่มีการจุดทั้งธูปและเทียน ตั้งเป็นเครื่องประดับโต๊ะหมู่เท่านั้น การปฏิบัติเพื่อถวายสักการะให้ถวายคำนับและเปิดกรวยทีครอบออก จากนั้นถวายคำนับอีกครั้งอนึ่ง งานที่ไม่ต้องตั้งโต๊ะหมู่บูชา ได้แก่ งานประชุมนานาชาติและไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และงานประชุมคณะกรรมการหรืออนุกรรมการต่าง ๆ ตามปกติ
เรื่อง-ภาพ:ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ(จากหนังสือพิมพ์คม-ชัด-ลึก ฉบับวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2546)
10 ผู้หญิงจาก 10 ประเทศ ผู้ได้รับรางวัลสตรีผู้กล้าหาญ เนื่องในวันสตรีสากลปี 2012วันที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 12:50:57 น.
โดย Scott Sterns / ทรงพจน์ สุภาผล | กรุงวอชิงตัน / voa thai
รัฐบาลสหรัฐประกาศรายชื่อผู้หญิง 10 คนจาก 10
ประเทศผู้ได้รับรางวัลสตรีผู้กล้าหาญเนื่องในวันสตรีสากล ซึ่งผู้หญิงทั้ง
10 คนนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม
Hillary Clinton รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ
กล่าวในพิธีมอบรางวัลสตรีผู้กล้าหาญประจำปี ค.ศ 2012 ให้แก่สตรี 10 คนจาก
10 ประเทศว่า ผู้ได้รางวัลสตรีผู้กล้าหาญประจำปีนี้ทั้ง 10 คนได้แก่
1.คุณ Maryam Durani
สมาชิกสภาจังหวัดกันดาฮาร์ผู้ต่อสู่เพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจในอาฟกานิสถาน
2.พันตำรวจตรีหญิง Pricilla de Oliviera Azevedo
ผู้ปราบปรามแก๊งค์ยาเสพติดและช่วยพัฒนาด้านสาธารณสุขและการศึกษาในบราซิล
3.คุณ Zin Mar Aung นักต่อสู้ทางการเมืองในพม่าเพื่อสิทธิของชนกลุ่มน้อย
4.คุณ Jineth Bedoya Lima นักข่าวชาวโคลัมเบียผู้เปิดโปงเรื่องความรุนแรงทางเพศ
5.คุณ Hana Elhebshi สถาปนิกหญิงผู้ร่วมเปิดเผยความรุนแรงจากการปฏิวัติในลิเบีย
6.คุณ Aneesa Ahmed สตรีผู้ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในมัลดีฟส์
7.คุณ Shad Begum
นักสิทธิมนุษยชนผู้ช่วยเหลือสตรีในปากีสถานทั้งด้านการเมือง
การศึกษาและเศรษฐกิจ
8.คุณ Samar Badawi นักรณรงค์ทางการเมืองผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีชาวซาอุดิอาระเบีย
9.คุณ Hawa Abdhallah นักสิทธิมนุษยชนชาวซูดาน
10.คุณ Safak Pavey สมาชิกรัฐสภาตุรกีผู้สนับสนุนสิทธิของคนทุพพลภาพ
สตรีและชนกลุ่มน้อยในตะวันออกกลาง เอเซียใต้และอาฟริกา
ขณะที่ Michelle Obama
สตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐที่เข้าร่วมในพิธีมอบรางวัลครั้งนี้
กล่าวว่าสตรีทั้ง 10
คนนี้คือตัวอย่างของผู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและการกดขี่ข่มเหง
แต่พยายามลุกขึ้นต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
พวกเธอต้องเผชิญกับความลำบากสาหัสและภัยคุกคามอย่างที่น้อยคนจะทนรับได้
ขณะที่รัฐมนตรี Hillary Clinton
กล่าวเรียกร้องให้ผู้ที่ได้รับรางวัลสตรีผู้กล้าหาญในปีนี้และปีก่อนๆ
ช่วยทำงานเพื่อสร้างความเท่าเทียมระหว่างหญิงกับชายต่อไป
รางวัลสตรีผู้กล้าหาญหรือ International Women of Courage
เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ 2007 จนถึงขณะนี้มีสตรีจาก 34
ประเทศทั่วโลกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าวเนื่องในวันสตรีสากล
รัฐบาลสหรัฐประกาศรายชื่อผู้หญิง 10 คนจาก 10
ประเทศผู้ได้รับรางวัลสตรีผู้กล้าหาญเนื่องในวันสตรีสากล ซึ่งผู้หญิงทั้ง
10 คนนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม
Hillary Clinton รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ
กล่าวในพิธีมอบรางวัลสตรีผู้กล้าหาญประจำปี ค.ศ 2012 ให้แก่สตรี 10 คนจาก
10 ประเทศว่า ผู้ได้รางวัลสตรีผู้กล้าหาญประจำปีนี้ทั้ง 10 คนได้แก่
1.คุณ Maryam Durani
สมาชิกสภาจังหวัดกันดาฮาร์ผู้ต่อสู่เพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจในอาฟกานิสถาน
2.พันตำรวจตรีหญิง Pricilla de Oliviera Azevedo
ผู้ปราบปรามแก๊งค์ยาเสพติดและช่วยพัฒนาด้านสาธารณสุขและการศึกษาในบราซิล
3.คุณ Zin Mar Aung นักต่อสู้ทางการเมืองในพม่าเพื่อสิทธิของชนกลุ่มน้อย
4.คุณ Jineth Bedoya Lima นักข่าวชาวโคลัมเบียผู้เปิดโปงเรื่องความรุนแรงทางเพศ
5.คุณ Hana Elhebshi สถาปนิกหญิงผู้ร่วมเปิดเผยความรุนแรงจากการปฏิวัติในลิเบีย
6.คุณ Aneesa Ahmed สตรีผู้ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในมัลดีฟส์
7.คุณ Shad Begum
นักสิทธิมนุษยชนผู้ช่วยเหลือสตรีในปากีสถานทั้งด้านการเมือง
การศึกษาและเศรษฐกิจ
8.คุณ Samar Badawi นักรณรงค์ทางการเมืองผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีชาวซาอุดิอาระเบีย
9.คุณ Hawa Abdhallah นักสิทธิมนุษยชนชาวซูดาน
10.คุณ Safak Pavey สมาชิกรัฐสภาตุรกีผู้สนับสนุนสิทธิของคนทุพพลภาพ
สตรีและชนกลุ่มน้อยในตะวันออกกลาง เอเซียใต้และอาฟริกา
ขณะที่ Michelle Obama
สตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐที่เข้าร่วมในพิธีมอบรางวัลครั้งนี้
กล่าวว่าสตรีทั้ง 10
คนนี้คือตัวอย่างของผู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและการกดขี่ข่มเหง
แต่พยายามลุกขึ้นต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
พวกเธอต้องเผชิญกับความลำบากสาหัสและภัยคุกคามอย่างที่น้อยคนจะทนรับได้
ขณะที่รัฐมนตรี Hillary Clinton
กล่าวเรียกร้องให้ผู้ที่ได้รับรางวัลสตรีผู้กล้าหาญในปีนี้และปีก่อนๆ
ช่วยทำงานเพื่อสร้างความเท่าเทียมระหว่างหญิงกับชายต่อไป
รางวัลสตรีผู้กล้าหาญหรือ International Women of Courage
เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ 2007 จนถึงขณะนี้มีสตรีจาก 34
ประเทศทั่วโลกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าวเนื่องในวันสตรีสากล
สอนลูกเรียน อย่างเทพ เคล็ดลับจาก "พระ ว.วชิรเมธี"
สอนลูกเรียน อย่างเทพ เคล็ดลับจาก "พระ ว.วชิรเมธี"
ด้วยค่านิยม และชีวิตการทำงานของคนในสังคม ทำให้ "ความเก่ง" เป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายท่านอยากให้เกิดกับลูก
แต่สำหรับพ่อแม่บางคน คงต้องยอมรับด้วยว่า ความเก่งไม่ได้เกิดกับเด็กทุกคนเสมอไป
ดังนั้นแทนที่จะไปกดดัน หรือคาดหวังในตัวลูก ลองค่อย ๆ สอน และหาแนวทางให้ลูกจับเคล็ดการเรียนให้เป็น
วันนี้ ทีมงาน Life and Family มีเคล็ดตัวช่วยจากประสบการณ์ตรงของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตยาลัย
มานำเสนอเป็นแนวทางให้พ่อแม่ได้ใช้ฝึกลูกเก่งอย่างเซียน เรียนอย่างเทพกัน เริ่มจาก
ฟังให้มาก อ่านให้เยอะ ถามให้เก่ง
"คนฉลาดฟังข่าว คนง้าว (โง่) ฟังเพลง" ประโยคนี้ เป็นสิ่งที่โยมแม่ของพระมหาวุฒิชัย คิดขึ้นมา เพื่อสอนให้ลูกรู้จักฟังให้มาก
เพราะการฟัง หรือสุตะ เป็นส่วนหนึ่งของหัวใจนักปราชญ์ ซึ่งไม่เพียงแต่ฟังอย่างเดียวเท่านั้น
ต้องดู และอ่านไปพร้อม ๆ กันด้วย เป็นการสั่งสมข้อมูล และความเชี่ยวชาญในตัวเด็กได้ดีอย่างหนึ่ง
"พระอาจารย์เติบโตโดยมีแม่ตื่นตีห้าทุกวัน พอถึง 6 โมงเช้า เราก็จะได้ฟังข่าว
พอไปโรงเรียน เวลาครูถามปัญหาอะไรในบ้านเมือง พระอาจารย์ตอบได้หมด เพราะอะไร เพราะพระอาจารย์ฟังกับแม่ทุกวัน ซึ่งบางครั้งที่เราอยากฟังเพลง แต่มีจะฟังข่าว
แม่จึงสร้างคำขวัญขึ้นมาว่า คนฉลาดฟังข่าว คนง้าว (โง่) ฟังเพลง"
พระมหาวุฒิชัยเล่าชีวิตที่เติบโตมา พร้อมกับการฟัง (วิทยุ) กับแม่
ดังนั้น พ่อแม่ท่านใดที่อยากให้ลูกเรียนอย่างเทพ การฟัง และการอ่านเป็นสิ่งสำคัญ
การฝึกให้ลูกรู้จักฟังข่าว หรือฟังเรื่องที่เป็นสาระ พร้อม ๆ กับอ่านหนังสือให้ลูกฟัง หรืออ่านร่วมกัน จะทำให้ลูก มีคลังข้อมูลสั่งสมไว้ใช้ในอนาคตจำนวนมาก
รวมไปถึงการฝึกให้ลูกกล้าถามในเรื่องที่ควรถาม จะนำไปสู่การค้นหาคำตอบ และทำให้ลูกรู้จักแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง
หนังสือพูดได้
บ้านไหนที่ลูกอ่านหนังสือเรียนเท่าไร ก็จำไม่ได้เสียที ลองใช้วิธีของพระนักคิดท่านนี้ดู ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโยลีมาใช้ให้เกิดประโยชน์
โดยเฉพาะเครื่องอัดเสียงที่สมัยก่อน ท่านจะเลือกใช้ร่วมกับการอ่านหนังสือ และอัดเป็นเสียงเก็บไว้ เปิดฟังทำความเข้าใจในยามว่าง ซึ่งค่อนข้างได้ผลดีมาก
ดังนั้น เมื่อลูกท้อเพราะอ่านหนังสือไม่เข้าใจ หรืออ่านไม่รู้เรื่อง ลองให้อ่านออกเสียง และอัดด้วยเครื่องอัดเสียง เก็บไว้เป็นบทเรียนกันดู
ซึ่งสมัยนี้ มีสื่อที่เอื้อ ต่อการนำมาประยุกต์ กับการเรียน เป็นจำนวนมาก
หนานักก็ทำให้บาง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยความหนาของหนังสือ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กท้อ และไม่อยากอ่านไปโดยปริยาย
โดยเฉพาะบางเล่มที่หนาเป็นร้อย ๆ หน้า พอจะหยิบมาอ่านเพื่อทบทวนบทเรียน เป็นอันต้องทำใจก่อนทุกครั้ง
เช่นเดียวกับ พระว.วชิรเมธี เวลาต้องที่ต้องอ่านหนังสือเล่มหนา ๆ มีจำนวนมากหน้า ซึ่งมีบ้างที่จะรู้สึกท้อ และไม่อยากอ่าน
แต่ท่านจะใช้วิธีชำแหละหนังสือให้เหลือเป็นบท ๆ เพื่อให้ความหนาบางลง ทำให้น่าอ่านมากขึ้น
ดังนั้น พ่อแม่ที่เห็นลูกท้อ ไม่อยากอ่านหนังสือเรียน ลองสังเกตดูว่า หนังสือที่ลูกอ่านเล่มหนาหรือไม่
ถ้าหนา ลองนำวิธีของพระนักคิดไปใช้กันดู โดยอาจจะถ่ายเอกสารบทเรียน แล้วแยกเป็นบท ๆ เพื่อให้ดูอ่านง่าย
วิธีนี้เชื่อว่า เด็ก ๆ จะอ่านหนังสือเรียนอย่างไม่หนักใจ และจำรายละเอียดของเนื้อหาในหนังสือได้ขึ้นใจ
เขียนบันทึกฝึกการคิด
ไม่เพียงเท่านี้ พระนักคิด ยังบอกเทคนิคเรียนอย่างเทพต่อว่า การเขียนเป็นส่วนที่ทำให้เด็กรู้จักคิดเป็น และเมื่อฟัง อ่าน และเขียนไปพร้อม ๆ กันด้วยแล้ว
จะยิ่งทำให้เด็กจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตได้เป็นอย่างดี
"สมัยประถม พระอาจารย์เขียนบันทึกทุกวัน แล้วท้าทายตัวเองด้วยการบอกว่า ฉันจะไม่เขียนเรื่องซ้ำ เพราะถ้าเขียนซ้ำ ๆ การเขียนบันทึกจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
ดังนั้นเมื่อเราเขียนเรื่องใหม่ ทุกวัน มันทำให้เรามีทักษะการเขียนไปเรื่อย ๆ จนฝึกให้เราเป็นนักคิดได้" พระนักคิดเล่า
พ่อแม่สามารถนำแนวทางนี้ไปใช้กับลูกที่บ้านได้ โดยการฝึกให้ลูกรู้จักเขียนบันทึกประจำวัน หรือบันทึกเรื่องราวส่วนตัว อาจจะหาไดอารี่เล่มเล็ก ๆ ประจำตัวลูก
แล้วค่อย ๆ ฝึกให้เขียนตั้งแต่เด็ก บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่พบเจอ เพื่อให้ลูกคิดเป็น จดจำ และมีความละเอียดในการใช้ชีวิตทั้งในบ้าน และการเรียนที่ดี
"ถ้าเราอยากเก่งในเรื่องไหน ขอเดินเข้าไปหามัน นั่นจะทำให้เรารู้มากขึ้น เพราะความรู้มันกองอยู่ทุกที่
อยู่ที่เราจะโกยมาเป็นข้อมูลสั่งสมหรือไม่ก็เท่านั้น" ท่าน ว.วชิรเมธีทิ้งท้าย
เทคนิคที่เล่ามาทั้งหมดนี้ มาจากประสบการณ์ตรงของท่านว.วชิรเมธี ที่ทำให้ท่านกลายเป็นพระนักคิด นักเขียน และนักเทศน์ได้ในวันนี้
ดังนั้น จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลึกประสบการณ์ดังกล่าว จะเป็นแนวทางให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านนำไปบอก หรือเล่าให้ลูกฟังจนเกิดประโยชน์ไม่ก็มากก็น้อย
แต่กระนั้น นอกจากจะฝึกลูกให้เก่งแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมที่จะใส่ทักษะคุณธรรมจริยธรรมเข้าไปด้วย
เพื่อให้เด็กใช้ความเก่งในทางที่ถูก ไม่ทำลายคนอื่น สังคม และประเทศชาติ
เรียบเรียง : ไพบูลย์ ลังลองสถิตย์
ที่มา : http://www.anubansatit.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539212382&Ntype=12
ด้วยค่านิยม และชีวิตการทำงานของคนในสังคม ทำให้ "ความเก่ง" เป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายท่านอยากให้เกิดกับลูก
แต่สำหรับพ่อแม่บางคน คงต้องยอมรับด้วยว่า ความเก่งไม่ได้เกิดกับเด็กทุกคนเสมอไป
ดังนั้นแทนที่จะไปกดดัน หรือคาดหวังในตัวลูก ลองค่อย ๆ สอน และหาแนวทางให้ลูกจับเคล็ดการเรียนให้เป็น
วันนี้ ทีมงาน Life and Family มีเคล็ดตัวช่วยจากประสบการณ์ตรงของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตยาลัย
มานำเสนอเป็นแนวทางให้พ่อแม่ได้ใช้ฝึกลูกเก่งอย่างเซียน เรียนอย่างเทพกัน เริ่มจาก
ฟังให้มาก อ่านให้เยอะ ถามให้เก่ง
"คนฉลาดฟังข่าว คนง้าว (โง่) ฟังเพลง" ประโยคนี้ เป็นสิ่งที่โยมแม่ของพระมหาวุฒิชัย คิดขึ้นมา เพื่อสอนให้ลูกรู้จักฟังให้มาก
เพราะการฟัง หรือสุตะ เป็นส่วนหนึ่งของหัวใจนักปราชญ์ ซึ่งไม่เพียงแต่ฟังอย่างเดียวเท่านั้น
ต้องดู และอ่านไปพร้อม ๆ กันด้วย เป็นการสั่งสมข้อมูล และความเชี่ยวชาญในตัวเด็กได้ดีอย่างหนึ่ง
"พระอาจารย์เติบโตโดยมีแม่ตื่นตีห้าทุกวัน พอถึง 6 โมงเช้า เราก็จะได้ฟังข่าว
พอไปโรงเรียน เวลาครูถามปัญหาอะไรในบ้านเมือง พระอาจารย์ตอบได้หมด เพราะอะไร เพราะพระอาจารย์ฟังกับแม่ทุกวัน ซึ่งบางครั้งที่เราอยากฟังเพลง แต่มีจะฟังข่าว
แม่จึงสร้างคำขวัญขึ้นมาว่า คนฉลาดฟังข่าว คนง้าว (โง่) ฟังเพลง"
พระมหาวุฒิชัยเล่าชีวิตที่เติบโตมา พร้อมกับการฟัง (วิทยุ) กับแม่
ดังนั้น พ่อแม่ท่านใดที่อยากให้ลูกเรียนอย่างเทพ การฟัง และการอ่านเป็นสิ่งสำคัญ
การฝึกให้ลูกรู้จักฟังข่าว หรือฟังเรื่องที่เป็นสาระ พร้อม ๆ กับอ่านหนังสือให้ลูกฟัง หรืออ่านร่วมกัน จะทำให้ลูก มีคลังข้อมูลสั่งสมไว้ใช้ในอนาคตจำนวนมาก
รวมไปถึงการฝึกให้ลูกกล้าถามในเรื่องที่ควรถาม จะนำไปสู่การค้นหาคำตอบ และทำให้ลูกรู้จักแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง
หนังสือพูดได้
บ้านไหนที่ลูกอ่านหนังสือเรียนเท่าไร ก็จำไม่ได้เสียที ลองใช้วิธีของพระนักคิดท่านนี้ดู ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโยลีมาใช้ให้เกิดประโยชน์
โดยเฉพาะเครื่องอัดเสียงที่สมัยก่อน ท่านจะเลือกใช้ร่วมกับการอ่านหนังสือ และอัดเป็นเสียงเก็บไว้ เปิดฟังทำความเข้าใจในยามว่าง ซึ่งค่อนข้างได้ผลดีมาก
ดังนั้น เมื่อลูกท้อเพราะอ่านหนังสือไม่เข้าใจ หรืออ่านไม่รู้เรื่อง ลองให้อ่านออกเสียง และอัดด้วยเครื่องอัดเสียง เก็บไว้เป็นบทเรียนกันดู
ซึ่งสมัยนี้ มีสื่อที่เอื้อ ต่อการนำมาประยุกต์ กับการเรียน เป็นจำนวนมาก
หนานักก็ทำให้บาง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยความหนาของหนังสือ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กท้อ และไม่อยากอ่านไปโดยปริยาย
โดยเฉพาะบางเล่มที่หนาเป็นร้อย ๆ หน้า พอจะหยิบมาอ่านเพื่อทบทวนบทเรียน เป็นอันต้องทำใจก่อนทุกครั้ง
เช่นเดียวกับ พระว.วชิรเมธี เวลาต้องที่ต้องอ่านหนังสือเล่มหนา ๆ มีจำนวนมากหน้า ซึ่งมีบ้างที่จะรู้สึกท้อ และไม่อยากอ่าน
แต่ท่านจะใช้วิธีชำแหละหนังสือให้เหลือเป็นบท ๆ เพื่อให้ความหนาบางลง ทำให้น่าอ่านมากขึ้น
ดังนั้น พ่อแม่ที่เห็นลูกท้อ ไม่อยากอ่านหนังสือเรียน ลองสังเกตดูว่า หนังสือที่ลูกอ่านเล่มหนาหรือไม่
ถ้าหนา ลองนำวิธีของพระนักคิดไปใช้กันดู โดยอาจจะถ่ายเอกสารบทเรียน แล้วแยกเป็นบท ๆ เพื่อให้ดูอ่านง่าย
วิธีนี้เชื่อว่า เด็ก ๆ จะอ่านหนังสือเรียนอย่างไม่หนักใจ และจำรายละเอียดของเนื้อหาในหนังสือได้ขึ้นใจ
เขียนบันทึกฝึกการคิด
ไม่เพียงเท่านี้ พระนักคิด ยังบอกเทคนิคเรียนอย่างเทพต่อว่า การเขียนเป็นส่วนที่ทำให้เด็กรู้จักคิดเป็น และเมื่อฟัง อ่าน และเขียนไปพร้อม ๆ กันด้วยแล้ว
จะยิ่งทำให้เด็กจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตได้เป็นอย่างดี
"สมัยประถม พระอาจารย์เขียนบันทึกทุกวัน แล้วท้าทายตัวเองด้วยการบอกว่า ฉันจะไม่เขียนเรื่องซ้ำ เพราะถ้าเขียนซ้ำ ๆ การเขียนบันทึกจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
ดังนั้นเมื่อเราเขียนเรื่องใหม่ ทุกวัน มันทำให้เรามีทักษะการเขียนไปเรื่อย ๆ จนฝึกให้เราเป็นนักคิดได้" พระนักคิดเล่า
พ่อแม่สามารถนำแนวทางนี้ไปใช้กับลูกที่บ้านได้ โดยการฝึกให้ลูกรู้จักเขียนบันทึกประจำวัน หรือบันทึกเรื่องราวส่วนตัว อาจจะหาไดอารี่เล่มเล็ก ๆ ประจำตัวลูก
แล้วค่อย ๆ ฝึกให้เขียนตั้งแต่เด็ก บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่พบเจอ เพื่อให้ลูกคิดเป็น จดจำ และมีความละเอียดในการใช้ชีวิตทั้งในบ้าน และการเรียนที่ดี
"ถ้าเราอยากเก่งในเรื่องไหน ขอเดินเข้าไปหามัน นั่นจะทำให้เรารู้มากขึ้น เพราะความรู้มันกองอยู่ทุกที่
อยู่ที่เราจะโกยมาเป็นข้อมูลสั่งสมหรือไม่ก็เท่านั้น" ท่าน ว.วชิรเมธีทิ้งท้าย
เทคนิคที่เล่ามาทั้งหมดนี้ มาจากประสบการณ์ตรงของท่านว.วชิรเมธี ที่ทำให้ท่านกลายเป็นพระนักคิด นักเขียน และนักเทศน์ได้ในวันนี้
ดังนั้น จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลึกประสบการณ์ดังกล่าว จะเป็นแนวทางให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านนำไปบอก หรือเล่าให้ลูกฟังจนเกิดประโยชน์ไม่ก็มากก็น้อย
แต่กระนั้น นอกจากจะฝึกลูกให้เก่งแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมที่จะใส่ทักษะคุณธรรมจริยธรรมเข้าไปด้วย
เพื่อให้เด็กใช้ความเก่งในทางที่ถูก ไม่ทำลายคนอื่น สังคม และประเทศชาติ
เรียบเรียง : ไพบูลย์ ลังลองสถิตย์
ที่มา : http://www.anubansatit.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539212382&Ntype=12
ตำราไม่ล้างไต
" ช่วยเผยแพร่ เรื่อง ตำราไม่ล้างไต กับ ผู้ป่วยเป็นโรคไต
ให้พ้นทุกข์จากการฟอกไตด้วย จะเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง
เรื่อง ตำราไม่ล้างไต
ถ้าข้าพเจ้าได้รับตำรานี้เมื่อ 25 ปีก่อน ลูก ๆ
คงไม่ต้องมาร้องเพลงชื่อ
" คนอื่นมีแม่ ฉันไม่มี "
การที่จะ เอาเมล็ดลิ้นจี่มาทำยา
นั้นง่ายมากสำหรับข้าพเจ้าเพราะที่บ้าน
ปลูกต้นลิ้นจี่กว่า 50 ปีแล้ว แต่ไม่รู้ว่า
มันคือยาวิเศษในการรักษาโรคไต
คู่ชีวิตของข้าพเจ้าต้องทรมานเสียเวลา 14
ปีในการฟอกไตและในที่สุด
ก็ต้องจากไป
ในไต้หวันมีผู้คนป่วยเป็นโรคไตจำนวนมากที่ต้องทำการฟอกไต
การที่ต้องไปฟอกไตเพราะไตเสื่อมลง จนไม่มาสามารถขัยถ่าย
ของเสียออก บางทีญาติหรือเพื่อนของท่านบางคนกำลังฟอกไตอยู่
จึงอยากให้ท่านช่วยเผยแพร่ตำราวิเศษออกไปให้ทั่ว
จะเป็นบุญกุศลยิ่ง
คนที่นำไปทดลองใช้จะมีแต่ได้ ไม่มีเสียอย่างแน่นอน ช่วยได้ 1 คน
เท่ากับช่วยทั้งครอบครัว
ข้าพเจ้าเป็นโรคไตเพราะเป็นโรคเบาหวานนาน 20 ปี ความเป็นทุกข์
ทรมานนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเบื่อต่อชีวิต
และคิดจะจบชีวิตตนเองหลายครั้ง
แต่มาคิดได้ว่า
ถ้าเราพ้นทุกข์แล้วทำให้หลายคนต้องรับทุกข์ต่อ ลูก
หลานหลายคนยังเรียนไม่จบ ยังตั้งตัวไม่ได้ เลยรับกรรมไปฟอกไตต่อ
มีคนเสนอตำราลับ ตำราวิเศษห้ แต่ไม่เคยเชื่อ
ข้าพเจ้าเชื่อแต่แพทย์
แผนปัจจุบัน จึงเดินเข้าห้องฟอกไต ขอสู้กับมัจจุราชต่อไป
ข้าพเจ้าเกิดนึกถึงคำพังเพยจีนว่า " ม้าตายแล้ว
ให้นึกว่ารักษาม้าเป็น "
บางทีชีวิตนี้อาจมีความหวัง จึงขอทดลอง
หลังฟอกไตครั้งที่ 2 แล้ว
คุณน้ามาเยี่ยมถามว่าอยากลองตำราวิเศษไหม รับรองไม่ต้องฟอกไต
อีกต่อไป ข้าพเจ้าก็ตกลงทันที
ตอนบ่ายคุณน้านำซุปเส้งจี้มา 1 หม้อแบ่งดื่ม 2 ครั้ง
วันที่ 2 นำมาอีก 1 หม้อ (ราว ชามครึ่ง)
พร้อมให้กินเส้งจี้อีก ครึ่งลูก
ในวันนั้น ปรากฏว่าการถ่ายปัสสวะดีขึ้น พอวันที่ 3
ซึ่งจะต้องฟอกไต
แต่หมอตรวจแล้วว่าวันนี้ยังไม่ต้องฟอกก่อน
ข้าพเจ้าได้ดื่มซุปเส้งจี๊ประมาณ 1 อาทิตย์ ไปตรวจอีก
คราวนี้หมอประหลาดใจมาก แจ้งว่าไตปกติแล้ว ไม่ต้อ งฟอกแล้ว
ตำราวิเศษมีดังนี้.--
เมล็ดลิ้นจี่สด 7 เม็ด ทุบให้แตกแล้วใช้ผ้าขาวอย่างบาง ๆ ห่อไว้
ซื้อเส้งจี๊หมู 1 ลูก
หั่นเป็นแผ่นบางล้างให้สะอาดตัดเอาเอ็นสีขาวออก
เอาน้ำซาวข้าวครั้งที่ 2 จำนวน 2 ชาม
นำเข้าใส่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้า
ทำการนึ้งเป็นเวลา 30 นาที
เสร็จแล้วให้ดื่มหมดครั้งเดียวก็จะได้ผล
ข้าพเจ้าได้พ้นจากฟอกไตเพราะตำรานี้ จึงขอความกรุณาทุกท่าน
ช่วยเผยแพร่ตำรานี่แก่ผู้ป่วยเป็นโรคไต
ให้พ้นทุกข์จากการฟอกไตด้วย
จะเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง
ให้พ้นทุกข์จากการฟอกไตด้วย จะเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง
เรื่อง ตำราไม่ล้างไต
ถ้าข้าพเจ้าได้รับตำรานี้เมื่อ 25 ปีก่อน ลูก ๆ
คงไม่ต้องมาร้องเพลงชื่อ
" คนอื่นมีแม่ ฉันไม่มี "
การที่จะ เอาเมล็ดลิ้นจี่มาทำยา
นั้นง่ายมากสำหรับข้าพเจ้าเพราะที่บ้าน
ปลูกต้นลิ้นจี่กว่า 50 ปีแล้ว แต่ไม่รู้ว่า
มันคือยาวิเศษในการรักษาโรคไต
คู่ชีวิตของข้าพเจ้าต้องทรมานเสียเวลา 14
ปีในการฟอกไตและในที่สุด
ก็ต้องจากไป
ในไต้หวันมีผู้คนป่วยเป็นโรคไตจำนวนมากที่ต้องทำการฟอกไต
การที่ต้องไปฟอกไตเพราะไตเสื่อมลง จนไม่มาสามารถขัยถ่าย
ของเสียออก บางทีญาติหรือเพื่อนของท่านบางคนกำลังฟอกไตอยู่
จึงอยากให้ท่านช่วยเผยแพร่ตำราวิเศษออกไปให้ทั่ว
จะเป็นบุญกุศลยิ่ง
คนที่นำไปทดลองใช้จะมีแต่ได้ ไม่มีเสียอย่างแน่นอน ช่วยได้ 1 คน
เท่ากับช่วยทั้งครอบครัว
ข้าพเจ้าเป็นโรคไตเพราะเป็นโรคเบาหวานนาน 20 ปี ความเป็นทุกข์
ทรมานนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเบื่อต่อชีวิต
และคิดจะจบชีวิตตนเองหลายครั้ง
แต่มาคิดได้ว่า
ถ้าเราพ้นทุกข์แล้วทำให้หลายคนต้องรับทุกข์ต่อ ลูก
หลานหลายคนยังเรียนไม่จบ ยังตั้งตัวไม่ได้ เลยรับกรรมไปฟอกไตต่อ
มีคนเสนอตำราลับ ตำราวิเศษห้ แต่ไม่เคยเชื่อ
ข้าพเจ้าเชื่อแต่แพทย์
แผนปัจจุบัน จึงเดินเข้าห้องฟอกไต ขอสู้กับมัจจุราชต่อไป
ข้าพเจ้าเกิดนึกถึงคำพังเพยจีนว่า " ม้าตายแล้ว
ให้นึกว่ารักษาม้าเป็น "
บางทีชีวิตนี้อาจมีความหวัง จึงขอทดลอง
หลังฟอกไตครั้งที่ 2 แล้ว
คุณน้ามาเยี่ยมถามว่าอยากลองตำราวิเศษไหม รับรองไม่ต้องฟอกไต
อีกต่อไป ข้าพเจ้าก็ตกลงทันที
ตอนบ่ายคุณน้านำซุปเส้งจี้มา 1 หม้อแบ่งดื่ม 2 ครั้ง
วันที่ 2 นำมาอีก 1 หม้อ (ราว ชามครึ่ง)
พร้อมให้กินเส้งจี้อีก ครึ่งลูก
ในวันนั้น ปรากฏว่าการถ่ายปัสสวะดีขึ้น พอวันที่ 3
ซึ่งจะต้องฟอกไต
แต่หมอตรวจแล้วว่าวันนี้ยังไม่ต้องฟอกก่อน
ข้าพเจ้าได้ดื่มซุปเส้งจี๊ประมาณ 1 อาทิตย์ ไปตรวจอีก
คราวนี้หมอประหลาดใจมาก แจ้งว่าไตปกติแล้ว ไม่ต้อ งฟอกแล้ว
ตำราวิเศษมีดังนี้.--
เมล็ดลิ้นจี่สด 7 เม็ด ทุบให้แตกแล้วใช้ผ้าขาวอย่างบาง ๆ ห่อไว้
ซื้อเส้งจี๊หมู 1 ลูก
หั่นเป็นแผ่นบางล้างให้สะอาดตัดเอาเอ็นสีขาวออก
เอาน้ำซาวข้าวครั้งที่ 2 จำนวน 2 ชาม
นำเข้าใส่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้า
ทำการนึ้งเป็นเวลา 30 นาที
เสร็จแล้วให้ดื่มหมดครั้งเดียวก็จะได้ผล
ข้าพเจ้าได้พ้นจากฟอกไตเพราะตำรานี้ จึงขอความกรุณาทุกท่าน
ช่วยเผยแพร่ตำรานี่แก่ผู้ป่วยเป็นโรคไต
ให้พ้นทุกข์จากการฟอกไตด้วย
จะเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง
ความหมายของคำว่า “สาธุ”
ข้อมูลส่วนใหญ่เรียบเรียงมาจากพระธรรมเทศนา
พระสาสนโสภณ (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
เจ้าอาวาสวัดโสมนัสราชวรวิหาร กรุงเทพฯ
สาธุ มาจากรากศัพท์ว่า สาธฺ (หรือ สธฺ) ในความหมายว่า สำเร็จ
และประกอบด้วย รู ปัจจัย (สาธ + รู = สาธุ)
ส่วนในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา ได้จำแนกการใช้คำว่า สาธุ ไว้ ๖ นัย กล่าวคือ
(๑) สุนทระ หมายถึง ดีงาม
(๒) ทัฬหิกัมมะ เป็นการย้ำอีกครั้ง เพื่อให้การกระทำนั้นมั่นคงยิ่งขึ้น
(๓) อายาจนะ เป็นคำอ้อนวอนหรือเรียกร้อง เมื่อเริ่มต้นจะพูดอย่างอื่นต่อไป
(๔) สัมปฏิจฉนะ เป็นการรับคำหรือยอมรับคำพูดของผู้อื่น
(๕) สัชชนะ หมายถึง คนดี
(๖) สัมปหังสา เป็นคำแสดงความยินดีหรือพอใจ
ก่อนจะอธิบายธรรม ขออธิบายคำว่า “สาธุ” ให้ฟังสักหน่อย พวกเราได้ยินแต่ว่า สาธุ ๆ แต่ไม่รู้แปลว่าอะไร สาธุในภาษาไทยมีความหมายอย่างน้อย ๕ อย่าง
(๑) สาธุ หมายถึง อนุโมทนา คือแสดงความยินดี ตกลง เห็นด้วย เช่น เวลาเราเห็นด้วยกับใคร ตกลงโอเค เราก็บอกว่า สาธุ เห็นด้วย ๆ สมมุติว่าเราลงสมัครรับเลือกตั้ง เห็นคะแนนเสียง เราก็บอก สาธุ ไม่ต้องปรบมือกราว ๆ เพราะการปรบมือเป็นของฝรั่งเขา ของไทยคือ สาธุ เห็นด้วยเหมาะสมแล้ว หรืออาจารย์รู้ว่าลูกศิษย์กราบสวย อาจารย์ก็บอก สาธุ ดีแล้วอนุโมทนายินดีด้วย
(๒) สาธุ หมายถึง ยังประโยชน์ให้สำเร็จ คือให้สำเร็จประโยชน์ เช่น ได้ยินคำว่า มัตตัญยุตตา สทา สาธุ ความรู้จักประมาณให้สำเร็จประโยชน์เสมอ
(๓) สาธุ หมายถึง ขอให้สมพรปากกับคำอวยพรที่ท่านให้ อย่างเช่น อันนะภาระ ในครั้งสมัยพุทธกาลเป็นคนยากจนเข็ญใจ เมื่อมีโอกาสทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงได้อธิฐานว่า คำว่าจนอย่าได้มีและจงได้รู้ธรรมอย่างท่าน พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ให้พรว่า
อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ สัพเพ ปูเรนตุ
สังกัปปาจันโท ปัณณะระโส ยะถา มะณิ โชติระโส ยะถา
แปลว่า ขออิฏฐผลที่ท่านปรารถนาแล้วตั้งใจแล้วจงสำเร็จโดยฉับพลัน
ขอความดำริทั้งปวงจงเต็มที่ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสวควรยินดี ฯ
จึงรับว่า สาธุ ขอให้สมพรปากท่าน
(๔) สาธุ หมายถึง ขอโอกาส อันนี้เป็นสำนวนของพระ อย่างสมมุติว่าจะอาราธนาศีลก็จะขึ้นว่า สาธุ สาธุ มะยัง ภันเต เคยได้ยินบ้างไหม เหมือนกับว่าคนเป็นครูบาอาจารย์จะทำอะไรก็ขอโอกาสพระเถระเสียก่อน เช่น จะเปิดหน้าต่างก็ขอโอกาสท่านอาจารย์ครับผมจะเปิดหน้าต่าง ทำอะไรต้องบอกผู้ใหญ่เสียหน่อย ไม่ใช้ทำพรวด ๆ ไปขาดความเคารพ การทำขอโอกาสอย่างนี้ท่านเรียกว่าสาธุภาษาบาลี ภาษาไทยว่าขอโอกาส
(๕) สาธุ หมายถึง แสดงความต้อนรับ แสดงความยินดีไชโยโห่ร้องกราบไหว้ ยกตัวอย่าง เวลาสมเด็จพระสังฆราชหรือท่านก็ตามเสด็จไปต่างประเทศ เช่น ประเทศเนปาล เขานิยมเวลามาต้อนรับ เขาจะร้องสาธุตลอดทางที่มาต้อนรับ สาธุตัวนี้ก็คือขอยินดีต้อนรับ
.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
พระสาสนโสภณ (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
เจ้าอาวาสวัดโสมนัสราชวรวิหาร กรุงเทพฯ
สาธุ มาจากรากศัพท์ว่า สาธฺ (หรือ สธฺ) ในความหมายว่า สำเร็จ
และประกอบด้วย รู ปัจจัย (สาธ + รู = สาธุ)
ส่วนในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา ได้จำแนกการใช้คำว่า สาธุ ไว้ ๖ นัย กล่าวคือ
(๑) สุนทระ หมายถึง ดีงาม
(๒) ทัฬหิกัมมะ เป็นการย้ำอีกครั้ง เพื่อให้การกระทำนั้นมั่นคงยิ่งขึ้น
(๓) อายาจนะ เป็นคำอ้อนวอนหรือเรียกร้อง เมื่อเริ่มต้นจะพูดอย่างอื่นต่อไป
(๔) สัมปฏิจฉนะ เป็นการรับคำหรือยอมรับคำพูดของผู้อื่น
(๕) สัชชนะ หมายถึง คนดี
(๖) สัมปหังสา เป็นคำแสดงความยินดีหรือพอใจ
ก่อนจะอธิบายธรรม ขออธิบายคำว่า “สาธุ” ให้ฟังสักหน่อย พวกเราได้ยินแต่ว่า สาธุ ๆ แต่ไม่รู้แปลว่าอะไร สาธุในภาษาไทยมีความหมายอย่างน้อย ๕ อย่าง
(๑) สาธุ หมายถึง อนุโมทนา คือแสดงความยินดี ตกลง เห็นด้วย เช่น เวลาเราเห็นด้วยกับใคร ตกลงโอเค เราก็บอกว่า สาธุ เห็นด้วย ๆ สมมุติว่าเราลงสมัครรับเลือกตั้ง เห็นคะแนนเสียง เราก็บอก สาธุ ไม่ต้องปรบมือกราว ๆ เพราะการปรบมือเป็นของฝรั่งเขา ของไทยคือ สาธุ เห็นด้วยเหมาะสมแล้ว หรืออาจารย์รู้ว่าลูกศิษย์กราบสวย อาจารย์ก็บอก สาธุ ดีแล้วอนุโมทนายินดีด้วย
(๒) สาธุ หมายถึง ยังประโยชน์ให้สำเร็จ คือให้สำเร็จประโยชน์ เช่น ได้ยินคำว่า มัตตัญยุตตา สทา สาธุ ความรู้จักประมาณให้สำเร็จประโยชน์เสมอ
(๓) สาธุ หมายถึง ขอให้สมพรปากกับคำอวยพรที่ท่านให้ อย่างเช่น อันนะภาระ ในครั้งสมัยพุทธกาลเป็นคนยากจนเข็ญใจ เมื่อมีโอกาสทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงได้อธิฐานว่า คำว่าจนอย่าได้มีและจงได้รู้ธรรมอย่างท่าน พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ให้พรว่า
อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ สัพเพ ปูเรนตุ
สังกัปปาจันโท ปัณณะระโส ยะถา มะณิ โชติระโส ยะถา
แปลว่า ขออิฏฐผลที่ท่านปรารถนาแล้วตั้งใจแล้วจงสำเร็จโดยฉับพลัน
ขอความดำริทั้งปวงจงเต็มที่ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสวควรยินดี ฯ
จึงรับว่า สาธุ ขอให้สมพรปากท่าน
(๔) สาธุ หมายถึง ขอโอกาส อันนี้เป็นสำนวนของพระ อย่างสมมุติว่าจะอาราธนาศีลก็จะขึ้นว่า สาธุ สาธุ มะยัง ภันเต เคยได้ยินบ้างไหม เหมือนกับว่าคนเป็นครูบาอาจารย์จะทำอะไรก็ขอโอกาสพระเถระเสียก่อน เช่น จะเปิดหน้าต่างก็ขอโอกาสท่านอาจารย์ครับผมจะเปิดหน้าต่าง ทำอะไรต้องบอกผู้ใหญ่เสียหน่อย ไม่ใช้ทำพรวด ๆ ไปขาดความเคารพ การทำขอโอกาสอย่างนี้ท่านเรียกว่าสาธุภาษาบาลี ภาษาไทยว่าขอโอกาส
(๕) สาธุ หมายถึง แสดงความต้อนรับ แสดงความยินดีไชโยโห่ร้องกราบไหว้ ยกตัวอย่าง เวลาสมเด็จพระสังฆราชหรือท่านก็ตามเสด็จไปต่างประเทศ เช่น ประเทศเนปาล เขานิยมเวลามาต้อนรับ เขาจะร้องสาธุตลอดทางที่มาต้อนรับ สาธุตัวนี้ก็คือขอยินดีต้อนรับ
.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555
"งานโลกทะเลชุมพร" : 23 - 25 มี.ค. 55 ณ หาดทุ่งวัวแล่น จ.ชุมพร
"งานโลกทะเลชุมพร" : 23 - 25 มี.ค. 55 ณ หาดทุ่งวัวแล่น จ.ชุมพร ภายในงานมีกิจกรรม เช่น กิจกรรมท่องเที่ยว จ.ชุมพร ดำน้ำดูปะการัง ทะเลชุมพร ออกร้านงานแสดงนิทรรศการ สอบถามได้ที่ททท.สำนักงานชุมพร โทร.0-7750-1831, 0-7750-2775-6
แพทยฺ์ ทางเลือก. หมอจัดกระดูก
แพทยฺ์ ทางเลือก..... ได้มา ใน email ... ก๊อปมาให้เพื่อนๆ ที่สนใจ เผื่อจะเป็นประโยชน์ ค่ะ....
หมอจัดกระดูก
เรื่องนี้ต้องใช้วิจารณญานในการฟัง มากๆ หน่อย
แล้วแต่บุญกรรมนะครับ...
วันก่อนดูรายการ วี.ไอ.พี. มีเรื่องหมอ เอ๋ย พลังจักรวาลบำบัด
ดูแล้วนึกถึง หมอคนหนึ่งทันที...
สมัยที่ยังทำบาปทำกรรม ทำเต็นท์ขายรถแบบบาป..บาป
ผมก็ได้รับกรรมทันตาเห็น หลายเรื่องนะครับ มีทุกข์สารพัด
มีทุกข์อย่างหนึ่งที่ไม่เคยนึกว่าจะเป็น คือ
ปวดหลัง...ปวดขา...ปวดกระดูก
เริ่มเป็นทีละนิด ทีละหน่อย จนเริ่มมากขึ้น
ทางบ้านผมฝ่ายพ่อ จะมีพันธุกรรม เรื่องกระดูกขาไม่ค่อยดี
ตัวผมเลยไม่ได้นึกว่าเป็นเพราะกรรมที่เราทำในชาตินี้
มันเริ่มจากปวดตามข้อต่อที่ขา ปวดไม่มากก็ไม่ค่อยสนใจ
จนเริ่มมากขึ้น หาหมอ ก็ได้ความว่า เป็นรูมาตอย ข้ออักเสบ
ถ้าเป็นมากกว่านี้ ก็จะกลายเป็นโรค เก๊า...
สาเหตุมาจากความเครียด...เมื่อเครียด
ผมเคยปวดกระดูกขา กระดูกข้อมากจนเดินแทบไม่ได้
นอนก็ปวด นั่งก็ปวด เดินก็ปวด ปวดมากจนเดินขเยก..ขเยก
ดูไกลๆ เหมือนคนพิการ...กินแต่ยา
ความเครียดมันมาจากเรื่องเงิน หมุนแต่เงิน หาแต่เงิน อะไรก็เรื่องเงิน
หาความสุขไม่ได้ มันเคยพอ...ตอนนั้นก็ได้แต่คิดว่าเป็นกรรมเก่า...ไม่คิดว่าเป็นกรรมใหม่
หลายปีต่อมา อาการปวดอักเสบข้อ ก็เป็นๆ หายๆ
จนกระทั่ง มาเลิกทำบาป ทำกรรม...มันก็หายไปเอง
อาจจะเป็นเพราะ ละ ลด ปลดวาง หันมาปฏิบัติธรรมละมั๊ง
มันเลยไม่เครียด มันก็ไม่มีอาการขึ้นมาก็ได้...คิดแบบวิทยาศาสตร์
แต่อาการ ปวดหลัง นี่เป็นโรคประจำตัวเลย บางทีปวดมาก บางทีปวดน้อย
ผมจะดูเป็นคนหลังค่อม ยืดสุดอกผายไหล่ผึ่งไม่ได้
ไปหา อาจารย์หมอวินัย พากเพียร รพ.จุฬา อันดับต้นๆ ด้านกระดูกของเมืองไทย
เอ็กซ์เรย์แล้ว ตรวจแล้ว สรุป เป็นโรค แบมบูสปาย หรือ กระดูกสันหลังยึดติด
คือกระดูกสันหลังคนเรา ต้องขยับ เคลื่อนไหว ให้ตัวได้....แต่ของผมมันมีหินปูนไปเกาะยึดเอาไว้ ตายตัวไปหลายข้อ
ทำให้ปวดมาก เวลานอนหงายจะทำได้ไม่ดี ท้ายทอยไม่ถึงพื้น
ทุกข์ทรมานสารพัด บางวันปวดมาก บางวันปวดน้อย
วินิจฉัยกันหมด สุดท้ายคุณหมอให้ไทลินอล มาเต็มเลย
แล้วให้พยายามทำกายภาพ ออกกำลังกายเอาก็แล้วกัน....
ผมก็ทำใจแล้ว รู้ว่าเป็นกรรมยอมรับมัน ทุกครั้งที่ปวดก็นึกว่าใช้กรรมนะจ๊ะ..อูย...ย....
พอปฏิบัติฯ รักษาศีลห้ามากๆ เอ๊...มันก็ดีขึ้น...ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่หาย แค่ทรมานน้อยลง
จนเมื่อสัก 3 – 4 ก่อน มีอาการปวดหลังมาก..ก...จนท้อ
อยู่ดีๆ วันหนึ่งไปทำธุระที่ตึก เอ.ไอ.เอ. ระหว่างนั่งคอยก็ได้ยินคนคุยกัน
คนสองคนแต่งตัวดี คงเป็นตัวแทนขายประกันฯ คนนึงเล่าให้เพื่อนอีกคนฟังว่า
เมื่อก่อนเขามีอาการปวดหลัง และปวดขามาก อาการปวดเริ่มรุนแรงจนทนไม่ไหว
ไปหาหมอที่ รพ.เอกชน ทำการรักษา และเอ็กซ์เรย์สารพัดแล้ว สรุปต้องผ่าตัด ไม่มีทางอื่น
ผมฟังแล้วก็ เอ๊ะ...อาการเหมือนของเราแฮะ เลยตั้งใจกางหูฟัง
เขาเล่าต่อว่าระหว่างนัดวันรอการผ่าตัด ต้องไปพบลูกค้าคนหนึ่ง
ลูกค้าคนนี้เป็นร่างทรงด้วย...ผมก็นึก โอโฮ...ร่างทรงยังเสร็จคนขายประกันเลย เก่งจริงๆ
ร่างทรงท่านนั้นก็ทักเขาว่า อย่าผ่าตัดนะ...ถ้าผ่าแล้วจะเดินไม่ได้
ให้รอหน่อยจะพบหมอดี มีวิชาฯ รักษาให้หายได้
จากนั้นเขาอีกไม่กี่วัน ก็มีคนแนะนำไปหาหมอจัดกระดูกคนหนึ่ง
ตอนที่ไปหาหมอกระดูกคนนี้ ต้องให้คนอื่นขับรถให้ เพราะอาการหนักแล้วขับเองไม่ไหว
แต่พอไปถึงแล้ว รอคิวคนเยอะมาก พอถึงคิวเขา หมอก็จับเขาบิดหลัง
บิดหัวเข่าสองที แล้วบอกให้เขาลุกขึ้นเดิน
ปรากฏว่า เดินได้ ไม่ปวดอีกแล้ว
จนเขาบอกกับตัวเองว่าเขาหายแล้วนี่นา ทั้งๆ ที่ใช้เวลาการรักษาแค่ไม่ถึง 10 นาทีเอง ขับรถกลับบ้านปร๋อเลย
ตอนนั้นผมฟังแล้ว ไม่อยากเชื่อ...เป็นไปได้ยังไงว่ะ...เดินไม่ได้ รักษา 10 นาทีหาย...โม้หรือเปล่าวะ
สุดท้ายผมทนไม่ไหว เลยหันไปขอถามรายละเอียด และที่อยู่ของหมอคนนี้...
ที่จริงคนเล่าเขาใช้คำว่า หมอเทวดา ด้วยซ้ำแต่ผมไม่กล้าใช้ในที่นี้ กลัวผู้ฟังจะว่าเอา....
จากนั้นผมก็ไปด้วยกันกับภรรยา ที่ แม่กลอง สมุทรสงคราม
ครั้งแรกที่เจอ ผมอึ้งมาก เพราะมันเป็นอู่ซ่อมรถ ไม่ใช่คลีนิคหรือสำนักทรง
คนที่ไปหา นั่งรอกันอยู่เต๊ม..ม..ไปหมด ประมาณ 30 กว่าคน
แต่มุมหนึ่งของอู่นี้ เป็นที่ว่างยกพื้นขนาด 4 เมตร
มีผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 60 ปี ผิวดำแดง เสียงดัง เอะอะ อารมณ์ดี
กำลังรักษาคนที่ไปหาอยู่
ผมรับบัตรคิว แล้วถอยไปสังเกตุการณ์
คนป่วยที่มาหา มีทุกเพศ แต่วัยจะอยู่ประมาณ 40 – 80 ปี
วัยรุ่นที่มาไม่แน่ใจว่ามารักษา หรือพาญาติมากันแน่
คนที่อายุมากๆ หน่อย ก็จะกระย่องกระแย่ง เดินแทบไม่เป็นคนแล้ว
ในตอนหลังๆ ที่ไปหา เห็นมีประเภทรวยจัด นั่งรถตู้อย่างหรูสุด
มีเก้าอี้ไฮโดรลิคมาเลย บ่าวไพร่หามลงมาเข้าคิวเหมือนกัน
เมื่อไปถึงคุณหมอ แต่ละคนก็จะถูกตรวจ ด้วยการที่คุณหมอจับที่ข้อเท้า
แล้วให้เล่าอาการมา มีเอะอะ เอ็ดตะโรกันพอสนุกๆ เพื่อให้คนป่วยหายกังวล หายกลัวการรักษา
จากนั้น คุณหมอ ก็จะจับบิด หรือทำอาการเหมือนดัดกระดูกคนไข้
คล้ายๆ คนไข้คือหุ่นโชว์เสื้อตามหน้าร้าน แล้วมันเบี้ยว คุณหมอก็จับบิด จับดัดกลับให้เข้าที่น่ะ...
แต่ที่น่าประหลาดใจอย่างที่สุด คือ
คนป่วยที่เดินไม่ได้ หรือแทบไม่ได้ นั่งโอย ลุกโอย ต่างๆ นาๆ
คุณหมอแกจับดัดไปดัดมา 5 – 10 นาทีแค่นั้นเอง จริง..จริ๊ง...
แล้วก็ไล่ให้เดินให้ดู....ทุกคน...ทุกคน ก็เดินปร๋อ...หรืออย่างน้อยก็เกือบ ปร๋อ
ผมดูอยู่เกือบ 20 คนกว่าจะถึงผม ผลก็คล้ายๆ กัน
ยกเว้น...คนที่ผ่าตัดมาแล้ว
คุณหมอ แกบอกหมดหวัง แกช่วยไม่ได้...ถ้าผ่าตัดมาแล้วช่วยไม่ได้
พอถึงคราวผมเองบ้าง....ก็กลัวเหมือนกันนะ...กลัวเจ็บ ดูน่าจะเจ็บ
คุณหมอก็ให้นั่งตรงข้าม เหยียดขาไปทางคุณหมอ
แล้วจับชีพจรที่ข้อเท้า สอบถามอาการ
ผมบอกปวดหลังมาก แต่ก่อนปวดข้อที่ขาด้วย....
คุณหมอ ก็ให้นั่งหันหลัง...แล้วท่านก็นั่งซ้อนหลัง
เอามือสอดใต้รักแร้ของผมสองข้าง เพื่อล๊อคโดยประสานมือของคุณหมอเข้าด้วยกัน
จากนั้นชวนคุย ถามเรื่องแปลกๆ ผมก็สงสัยจะถามทำไม...
ตอนที่ผมเผลอคิดนั้นเอง....ท่านบิดตัวผมทั้งตัว...ทั้งตัว
เสียงกระดูกในตัวผมมันดัง...กึก..กึก..
ทำอย่างนี้ ซ้ายที...ขวาที
คุณหมอถาม ดีขึ้นมั๊ย....เออมันดีขึ้นมาก..ก....จริงๆ แฮะ
ตอนจับบิด มันก็ไม่เจ็บ ไม่ปวด แต่กระดูกมันดัง..กึก..ลั่นเลย
แล้วคุณหมอ ก็บอกว่าผมเป็นมาก เป็นมานานแล้วด้วย...ขออีกที
จากนั้น ล๊อคตัวผมแต่ไม่ใช่ท่าเดิม...แล้วกระตุก กระชากช่วงอกผมขึ้น
โอ้โฮ...ดัง..กึ๊บ...
ไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด
แต่ความทุกข์ ทรมานที่มีมาหลายปี.....มันหายไปหมด..เกือบหมด
แล้วให้ผมลองเดิน ลองยืดดู...โอ้...สบายตัวมาก ตัวเบาเลย
ก่อนกลับ ท่านสั่งว่า สัก 7 – 10 วันให้มาอีก เพราะกระดูกมันยึดแน่นมาก คงหลายปีแล้ว
ต้องมาดัดอีก 10 – 20 ครั้ง จะดีขึ้น แต่คงไม่หายสนิทเหมือนคนธรรมดานะ
กลับบ้านรู้สึกร่างกายมันเฟร๊ชมาก มันสดชื่นขึ้น ไม่ทรมานอีกแล้ว
ต่อมาก็กลับไปรักษาอีกหลายครั้ง ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ
พอไปรักษากับท่านบ่อยๆ ผมก็พยายามถามหลักการ
ได้ความว่า...ท่านไม่ใช่แพทย์ แผนวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน
แต่ท่านศึกษาจากกระดูกคนจริงๆ
แนวทางที่ท่านเมตตาพอจะอธิบาย ให้ฟังด้วยความรำคาญ คือ
คนเรานี้ แต่เดิมเกิดมา ร่างกายมีสมดุลที่ดีอยู่แล้ว
ต่อมาใช้ร่างกายไปในทางที่ผิด...ผิดท่า...ผิดทาง
ร่างกายคน มีเส้นเลือด เส้นเอ็น จุดเส้นประสาท มากมายก่ายกอง
ปลายประสาทจะทำงานได้ เลือดต้องผ่านจุดเส้น มาตามเส้นเลือด
แต่เราใช้ร่างกายผิดท่าทาง จนกระดูกมันบิด มันกดทับเส้นประสาท
กดทับเส้นเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ปลายประสาทไม่ได้ หรือไม่ดีพอ
ทำให้ชาตามมือ ตามเท้า....นานๆ ไปจะเป็นอัมพาต
บางคนจุดเส้นที่ไปเลี้ยงสมองตีบตัน ทำให้เป็นเรื่องระบบประสาท ปวดหัว
สรุปสาเหตุใหญ่ คือเราเองใช้ร่างกายผิดท่า ผิดทาง
ทำให้เสียสมดุลย์ วิธีการรักษา คือ ให้มันกลับมาสู่สมดุลย์เดิม
ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ดัดให้เข้าที่ หรือขยับกระดูกให้เข้าที่
ฟังดูเหมือนซ่อมรถยนต์ที่ถูกชนมา จนกระดูกแชชซีส์ มันคด มันงอ
ก็ต้องให้เครื่องไฮโดรลิค ดึงกลับมาให้เท่าเดิมมากที่สุด
หรือเหมือนรถวิ่งไม่ตรง ก็ต้องตั้งศูนย์กันใหม่
ต่อมาอีกสักปีได้มั๊ง คุณหมอได้ย้ายจากที่เดิม ไปอยู่ที่ จ.ราชบุรี
ใกล้สี่แยกที่มีหอนาฬิกา เป็นห้องตึกแถว สังเกตุได้ว่า เยื้องกับพระบรมรูป รัชการ 1
ท่านชื่อ.....อดุล พลศรีราช
ผู้รักษาโรคกระดูกด้วยความชำนาญเฉพาะด้าน
295/2 ถ.เพชรเกษม ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี
เบอร์โทร 086-571-6981 , 089-965-7441
นวดรักษาโรคทางกระดูก ...
ที่ใหม่นี้เป็นห้องติดแอร์อย่างดี ค่ารักษา เรียกว่าค่าครู 200 กว่าบาท
ผมจำรายละเอียดไม่ได้หมด ไม่ได้ไปหาท่านนานแล้ว
เมื่อวานนี้ ยังโทรไปเช็คเบอร์โทร.ว่ายังใช้อยู่มั๊ย ก็ยังใช้เบอร์นี้อยู่
ไม่ต้องกลัวอันตราย เพราะรักษากันต่อหน้าญาติ หรือคนอื่นเลย
ไม่ต้องกลัวเจ็บ เพราะไม่เจ็บเลย
ขอเตือนก่อน นะครับ
คุณหมอท่าน เป็นคนอารมณ์ดี แต่เอะอะมาก คนไม่รู้อาจตกใจ
และเปิดรักษา ตั้งแต่เวลา 8.00 น. จนถึง 15.00 น.
หรือ แปดโมงเช้า ถึง บ่ายสามโมง...เกินแม้แต่หนึ่งนาทีก็ไม่รับ
เน้นนะครับ เกินหนึ่งนาทีก็ไม่รับ
วันพระหยุดนะครับ......วันพระ ไม่รับ
อีกเรื่องนะครับ....
ถ้าจะโทรไป ต้องทำใจก่อนนะ บางทีท่านกำลังรักษาอยู่ อาจจะมารับโทรศัพท์ด้วยความโมโห
อาจจะพูดจายวนๆ แปลกๆ ต้องทำใจนะครับ ที่จริงท่านใจดี
นอกเวลาดูเหมือนจะปิดเครื่องด้วยแน่ะ
คนเก่งๆ ก็มักจะแปลกๆ
ถ้าถามว่าตัวผมเองเชื่อถือมั๊ย....ผมเชื่อ 100 เปอร์เซนต์
ภรรยา และลูกสาวก็ไปหามาแล้ว
คุณแม่ของผม อายุมากแล้ว 70 กว่า ปวดหัวเข่ามาก
ยิ่งเวลาเข้าห้องน้ำ ห้องส้วม ทุกข์ทรมานมาก
ผมพาไปหา คุณหมออดุล ท่านจับบิดทีเดียว หายเลย
ดูเหมือน 5 นาทีเอง....คุณแม่บอกไม่เจ็บด้วย...ตอนรักษาไม่เจ็บปวดนะครับ
จากนั้นหายสนิท ยังคุยว่าเดี๋ยวนี้นั่งพับเพียบได้เลย....
อ้อ...เคยพาคุณ ฐิติกร ชัยชิตามร ผจก.สยามกลการ สนญ.ปทุมวัน
ไปเหมือนกัน ก็บอกดี จะพาแม่มาบ้าง
ถึง เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่รู้จักและไม่รู้จักก็ดี
อยากให้อ่านเรื่องข้างล่างนี้นะคะ อุตสาห์ ไปCopy จากที่อื่นมาให้
ตอนแรกสองจิต สองใจ จะไปดีไหม เพราะที่บ้านมีคนป่วยโรคกระดูกหลายคน ก็ลองตัดสินใจไปลองดู ไม่น่าจะเสียหาย เพราะไม่ต้องกินยา พาน้าสะใภ้ไปก่อน ปรากฎว่าดีขึ้น ต่อมาพาน้าชายซึ่งอาการมากกว่าน้าสะใภ้ ก็ดีขึ้นจริง ๆ เลยเอามาลงใน e-mail ให้เผื่อใครมีญาติที่ไม่สบายหรือคนรู้จักก็บอกไปเอาบุญค่ะ
ทางไปพบหมออดุลย์ ที่สะดวกที่สุด ไปถนนพระราม 2 พอถึงแยกวังมะนาว ให้ไปทางราชบุรี นับไป 20 กิโลเมตร มองเห็นนาฬิกาบนเขา ก็ถึงแล้วค่ะ ถ้าจะสอบถามเส้นทางโทรหาตุ๊กนะคะ 0851196651
ทั้งหมด ทั้งปวงนี้ เป็นความเห็นของผมคนเดียวนะครับ
กลัวจัง...เรื่องแนะนำให้คนไปรักษาเนี่ยะ....
แล้วแต่บุญกรรมนะครับ...ทรมานมานาน อาจหมดกรรมก็ได้นะครับ.
เพิ่มเติมนะครับ...คนที่ทรมานจาก ไมเกรน ท่านก็รักษาได้ครับ
หมอจัดกระดูก
เรื่องนี้ต้องใช้วิจารณญานในการฟัง มากๆ หน่อย
แล้วแต่บุญกรรมนะครับ...
วันก่อนดูรายการ วี.ไอ.พี. มีเรื่องหมอ เอ๋ย พลังจักรวาลบำบัด
ดูแล้วนึกถึง หมอคนหนึ่งทันที...
สมัยที่ยังทำบาปทำกรรม ทำเต็นท์ขายรถแบบบาป..บาป
ผมก็ได้รับกรรมทันตาเห็น หลายเรื่องนะครับ มีทุกข์สารพัด
มีทุกข์อย่างหนึ่งที่ไม่เคยนึกว่าจะเป็น คือ
ปวดหลัง...ปวดขา...ปวดกระดูก
เริ่มเป็นทีละนิด ทีละหน่อย จนเริ่มมากขึ้น
ทางบ้านผมฝ่ายพ่อ จะมีพันธุกรรม เรื่องกระดูกขาไม่ค่อยดี
ตัวผมเลยไม่ได้นึกว่าเป็นเพราะกรรมที่เราทำในชาตินี้
มันเริ่มจากปวดตามข้อต่อที่ขา ปวดไม่มากก็ไม่ค่อยสนใจ
จนเริ่มมากขึ้น หาหมอ ก็ได้ความว่า เป็นรูมาตอย ข้ออักเสบ
ถ้าเป็นมากกว่านี้ ก็จะกลายเป็นโรค เก๊า...
สาเหตุมาจากความเครียด...เมื่อเครียด
ผมเคยปวดกระดูกขา กระดูกข้อมากจนเดินแทบไม่ได้
นอนก็ปวด นั่งก็ปวด เดินก็ปวด ปวดมากจนเดินขเยก..ขเยก
ดูไกลๆ เหมือนคนพิการ...กินแต่ยา
ความเครียดมันมาจากเรื่องเงิน หมุนแต่เงิน หาแต่เงิน อะไรก็เรื่องเงิน
หาความสุขไม่ได้ มันเคยพอ...ตอนนั้นก็ได้แต่คิดว่าเป็นกรรมเก่า...ไม่คิดว่าเป็นกรรมใหม่
หลายปีต่อมา อาการปวดอักเสบข้อ ก็เป็นๆ หายๆ
จนกระทั่ง มาเลิกทำบาป ทำกรรม...มันก็หายไปเอง
อาจจะเป็นเพราะ ละ ลด ปลดวาง หันมาปฏิบัติธรรมละมั๊ง
มันเลยไม่เครียด มันก็ไม่มีอาการขึ้นมาก็ได้...คิดแบบวิทยาศาสตร์
แต่อาการ ปวดหลัง นี่เป็นโรคประจำตัวเลย บางทีปวดมาก บางทีปวดน้อย
ผมจะดูเป็นคนหลังค่อม ยืดสุดอกผายไหล่ผึ่งไม่ได้
ไปหา อาจารย์หมอวินัย พากเพียร รพ.จุฬา อันดับต้นๆ ด้านกระดูกของเมืองไทย
เอ็กซ์เรย์แล้ว ตรวจแล้ว สรุป เป็นโรค แบมบูสปาย หรือ กระดูกสันหลังยึดติด
คือกระดูกสันหลังคนเรา ต้องขยับ เคลื่อนไหว ให้ตัวได้....แต่ของผมมันมีหินปูนไปเกาะยึดเอาไว้ ตายตัวไปหลายข้อ
ทำให้ปวดมาก เวลานอนหงายจะทำได้ไม่ดี ท้ายทอยไม่ถึงพื้น
ทุกข์ทรมานสารพัด บางวันปวดมาก บางวันปวดน้อย
วินิจฉัยกันหมด สุดท้ายคุณหมอให้ไทลินอล มาเต็มเลย
แล้วให้พยายามทำกายภาพ ออกกำลังกายเอาก็แล้วกัน....
ผมก็ทำใจแล้ว รู้ว่าเป็นกรรมยอมรับมัน ทุกครั้งที่ปวดก็นึกว่าใช้กรรมนะจ๊ะ..อูย...ย....
พอปฏิบัติฯ รักษาศีลห้ามากๆ เอ๊...มันก็ดีขึ้น...ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่หาย แค่ทรมานน้อยลง
จนเมื่อสัก 3 – 4 ก่อน มีอาการปวดหลังมาก..ก...จนท้อ
อยู่ดีๆ วันหนึ่งไปทำธุระที่ตึก เอ.ไอ.เอ. ระหว่างนั่งคอยก็ได้ยินคนคุยกัน
คนสองคนแต่งตัวดี คงเป็นตัวแทนขายประกันฯ คนนึงเล่าให้เพื่อนอีกคนฟังว่า
เมื่อก่อนเขามีอาการปวดหลัง และปวดขามาก อาการปวดเริ่มรุนแรงจนทนไม่ไหว
ไปหาหมอที่ รพ.เอกชน ทำการรักษา และเอ็กซ์เรย์สารพัดแล้ว สรุปต้องผ่าตัด ไม่มีทางอื่น
ผมฟังแล้วก็ เอ๊ะ...อาการเหมือนของเราแฮะ เลยตั้งใจกางหูฟัง
เขาเล่าต่อว่าระหว่างนัดวันรอการผ่าตัด ต้องไปพบลูกค้าคนหนึ่ง
ลูกค้าคนนี้เป็นร่างทรงด้วย...ผมก็นึก โอโฮ...ร่างทรงยังเสร็จคนขายประกันเลย เก่งจริงๆ
ร่างทรงท่านนั้นก็ทักเขาว่า อย่าผ่าตัดนะ...ถ้าผ่าแล้วจะเดินไม่ได้
ให้รอหน่อยจะพบหมอดี มีวิชาฯ รักษาให้หายได้
จากนั้นเขาอีกไม่กี่วัน ก็มีคนแนะนำไปหาหมอจัดกระดูกคนหนึ่ง
ตอนที่ไปหาหมอกระดูกคนนี้ ต้องให้คนอื่นขับรถให้ เพราะอาการหนักแล้วขับเองไม่ไหว
แต่พอไปถึงแล้ว รอคิวคนเยอะมาก พอถึงคิวเขา หมอก็จับเขาบิดหลัง
บิดหัวเข่าสองที แล้วบอกให้เขาลุกขึ้นเดิน
ปรากฏว่า เดินได้ ไม่ปวดอีกแล้ว
จนเขาบอกกับตัวเองว่าเขาหายแล้วนี่นา ทั้งๆ ที่ใช้เวลาการรักษาแค่ไม่ถึง 10 นาทีเอง ขับรถกลับบ้านปร๋อเลย
ตอนนั้นผมฟังแล้ว ไม่อยากเชื่อ...เป็นไปได้ยังไงว่ะ...เดินไม่ได้ รักษา 10 นาทีหาย...โม้หรือเปล่าวะ
สุดท้ายผมทนไม่ไหว เลยหันไปขอถามรายละเอียด และที่อยู่ของหมอคนนี้...
ที่จริงคนเล่าเขาใช้คำว่า หมอเทวดา ด้วยซ้ำแต่ผมไม่กล้าใช้ในที่นี้ กลัวผู้ฟังจะว่าเอา....
จากนั้นผมก็ไปด้วยกันกับภรรยา ที่ แม่กลอง สมุทรสงคราม
ครั้งแรกที่เจอ ผมอึ้งมาก เพราะมันเป็นอู่ซ่อมรถ ไม่ใช่คลีนิคหรือสำนักทรง
คนที่ไปหา นั่งรอกันอยู่เต๊ม..ม..ไปหมด ประมาณ 30 กว่าคน
แต่มุมหนึ่งของอู่นี้ เป็นที่ว่างยกพื้นขนาด 4 เมตร
มีผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 60 ปี ผิวดำแดง เสียงดัง เอะอะ อารมณ์ดี
กำลังรักษาคนที่ไปหาอยู่
ผมรับบัตรคิว แล้วถอยไปสังเกตุการณ์
คนป่วยที่มาหา มีทุกเพศ แต่วัยจะอยู่ประมาณ 40 – 80 ปี
วัยรุ่นที่มาไม่แน่ใจว่ามารักษา หรือพาญาติมากันแน่
คนที่อายุมากๆ หน่อย ก็จะกระย่องกระแย่ง เดินแทบไม่เป็นคนแล้ว
ในตอนหลังๆ ที่ไปหา เห็นมีประเภทรวยจัด นั่งรถตู้อย่างหรูสุด
มีเก้าอี้ไฮโดรลิคมาเลย บ่าวไพร่หามลงมาเข้าคิวเหมือนกัน
เมื่อไปถึงคุณหมอ แต่ละคนก็จะถูกตรวจ ด้วยการที่คุณหมอจับที่ข้อเท้า
แล้วให้เล่าอาการมา มีเอะอะ เอ็ดตะโรกันพอสนุกๆ เพื่อให้คนป่วยหายกังวล หายกลัวการรักษา
จากนั้น คุณหมอ ก็จะจับบิด หรือทำอาการเหมือนดัดกระดูกคนไข้
คล้ายๆ คนไข้คือหุ่นโชว์เสื้อตามหน้าร้าน แล้วมันเบี้ยว คุณหมอก็จับบิด จับดัดกลับให้เข้าที่น่ะ...
แต่ที่น่าประหลาดใจอย่างที่สุด คือ
คนป่วยที่เดินไม่ได้ หรือแทบไม่ได้ นั่งโอย ลุกโอย ต่างๆ นาๆ
คุณหมอแกจับดัดไปดัดมา 5 – 10 นาทีแค่นั้นเอง จริง..จริ๊ง...
แล้วก็ไล่ให้เดินให้ดู....ทุกคน...ทุกคน ก็เดินปร๋อ...หรืออย่างน้อยก็เกือบ ปร๋อ
ผมดูอยู่เกือบ 20 คนกว่าจะถึงผม ผลก็คล้ายๆ กัน
ยกเว้น...คนที่ผ่าตัดมาแล้ว
คุณหมอ แกบอกหมดหวัง แกช่วยไม่ได้...ถ้าผ่าตัดมาแล้วช่วยไม่ได้
พอถึงคราวผมเองบ้าง....ก็กลัวเหมือนกันนะ...กลัวเจ็บ ดูน่าจะเจ็บ
คุณหมอก็ให้นั่งตรงข้าม เหยียดขาไปทางคุณหมอ
แล้วจับชีพจรที่ข้อเท้า สอบถามอาการ
ผมบอกปวดหลังมาก แต่ก่อนปวดข้อที่ขาด้วย....
คุณหมอ ก็ให้นั่งหันหลัง...แล้วท่านก็นั่งซ้อนหลัง
เอามือสอดใต้รักแร้ของผมสองข้าง เพื่อล๊อคโดยประสานมือของคุณหมอเข้าด้วยกัน
จากนั้นชวนคุย ถามเรื่องแปลกๆ ผมก็สงสัยจะถามทำไม...
ตอนที่ผมเผลอคิดนั้นเอง....ท่านบิดตัวผมทั้งตัว...ทั้งตัว
เสียงกระดูกในตัวผมมันดัง...กึก..กึก..
ทำอย่างนี้ ซ้ายที...ขวาที
คุณหมอถาม ดีขึ้นมั๊ย....เออมันดีขึ้นมาก..ก....จริงๆ แฮะ
ตอนจับบิด มันก็ไม่เจ็บ ไม่ปวด แต่กระดูกมันดัง..กึก..ลั่นเลย
แล้วคุณหมอ ก็บอกว่าผมเป็นมาก เป็นมานานแล้วด้วย...ขออีกที
จากนั้น ล๊อคตัวผมแต่ไม่ใช่ท่าเดิม...แล้วกระตุก กระชากช่วงอกผมขึ้น
โอ้โฮ...ดัง..กึ๊บ...
ไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด
แต่ความทุกข์ ทรมานที่มีมาหลายปี.....มันหายไปหมด..เกือบหมด
แล้วให้ผมลองเดิน ลองยืดดู...โอ้...สบายตัวมาก ตัวเบาเลย
ก่อนกลับ ท่านสั่งว่า สัก 7 – 10 วันให้มาอีก เพราะกระดูกมันยึดแน่นมาก คงหลายปีแล้ว
ต้องมาดัดอีก 10 – 20 ครั้ง จะดีขึ้น แต่คงไม่หายสนิทเหมือนคนธรรมดานะ
กลับบ้านรู้สึกร่างกายมันเฟร๊ชมาก มันสดชื่นขึ้น ไม่ทรมานอีกแล้ว
ต่อมาก็กลับไปรักษาอีกหลายครั้ง ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ
พอไปรักษากับท่านบ่อยๆ ผมก็พยายามถามหลักการ
ได้ความว่า...ท่านไม่ใช่แพทย์ แผนวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน
แต่ท่านศึกษาจากกระดูกคนจริงๆ
แนวทางที่ท่านเมตตาพอจะอธิบาย ให้ฟังด้วยความรำคาญ คือ
คนเรานี้ แต่เดิมเกิดมา ร่างกายมีสมดุลที่ดีอยู่แล้ว
ต่อมาใช้ร่างกายไปในทางที่ผิด...ผิดท่า...ผิดทาง
ร่างกายคน มีเส้นเลือด เส้นเอ็น จุดเส้นประสาท มากมายก่ายกอง
ปลายประสาทจะทำงานได้ เลือดต้องผ่านจุดเส้น มาตามเส้นเลือด
แต่เราใช้ร่างกายผิดท่าทาง จนกระดูกมันบิด มันกดทับเส้นประสาท
กดทับเส้นเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ปลายประสาทไม่ได้ หรือไม่ดีพอ
ทำให้ชาตามมือ ตามเท้า....นานๆ ไปจะเป็นอัมพาต
บางคนจุดเส้นที่ไปเลี้ยงสมองตีบตัน ทำให้เป็นเรื่องระบบประสาท ปวดหัว
สรุปสาเหตุใหญ่ คือเราเองใช้ร่างกายผิดท่า ผิดทาง
ทำให้เสียสมดุลย์ วิธีการรักษา คือ ให้มันกลับมาสู่สมดุลย์เดิม
ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ดัดให้เข้าที่ หรือขยับกระดูกให้เข้าที่
ฟังดูเหมือนซ่อมรถยนต์ที่ถูกชนมา จนกระดูกแชชซีส์ มันคด มันงอ
ก็ต้องให้เครื่องไฮโดรลิค ดึงกลับมาให้เท่าเดิมมากที่สุด
หรือเหมือนรถวิ่งไม่ตรง ก็ต้องตั้งศูนย์กันใหม่
ต่อมาอีกสักปีได้มั๊ง คุณหมอได้ย้ายจากที่เดิม ไปอยู่ที่ จ.ราชบุรี
ใกล้สี่แยกที่มีหอนาฬิกา เป็นห้องตึกแถว สังเกตุได้ว่า เยื้องกับพระบรมรูป รัชการ 1
ท่านชื่อ.....อดุล พลศรีราช
ผู้รักษาโรคกระดูกด้วยความชำนาญเฉพาะด้าน
295/2 ถ.เพชรเกษม ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี
เบอร์โทร 086-571-6981 , 089-965-7441
นวดรักษาโรคทางกระดูก ...
ที่ใหม่นี้เป็นห้องติดแอร์อย่างดี ค่ารักษา เรียกว่าค่าครู 200 กว่าบาท
ผมจำรายละเอียดไม่ได้หมด ไม่ได้ไปหาท่านนานแล้ว
เมื่อวานนี้ ยังโทรไปเช็คเบอร์โทร.ว่ายังใช้อยู่มั๊ย ก็ยังใช้เบอร์นี้อยู่
ไม่ต้องกลัวอันตราย เพราะรักษากันต่อหน้าญาติ หรือคนอื่นเลย
ไม่ต้องกลัวเจ็บ เพราะไม่เจ็บเลย
ขอเตือนก่อน นะครับ
คุณหมอท่าน เป็นคนอารมณ์ดี แต่เอะอะมาก คนไม่รู้อาจตกใจ
และเปิดรักษา ตั้งแต่เวลา 8.00 น. จนถึง 15.00 น.
หรือ แปดโมงเช้า ถึง บ่ายสามโมง...เกินแม้แต่หนึ่งนาทีก็ไม่รับ
เน้นนะครับ เกินหนึ่งนาทีก็ไม่รับ
วันพระหยุดนะครับ......วันพระ ไม่รับ
อีกเรื่องนะครับ....
ถ้าจะโทรไป ต้องทำใจก่อนนะ บางทีท่านกำลังรักษาอยู่ อาจจะมารับโทรศัพท์ด้วยความโมโห
อาจจะพูดจายวนๆ แปลกๆ ต้องทำใจนะครับ ที่จริงท่านใจดี
นอกเวลาดูเหมือนจะปิดเครื่องด้วยแน่ะ
คนเก่งๆ ก็มักจะแปลกๆ
ถ้าถามว่าตัวผมเองเชื่อถือมั๊ย....ผมเชื่อ 100 เปอร์เซนต์
ภรรยา และลูกสาวก็ไปหามาแล้ว
คุณแม่ของผม อายุมากแล้ว 70 กว่า ปวดหัวเข่ามาก
ยิ่งเวลาเข้าห้องน้ำ ห้องส้วม ทุกข์ทรมานมาก
ผมพาไปหา คุณหมออดุล ท่านจับบิดทีเดียว หายเลย
ดูเหมือน 5 นาทีเอง....คุณแม่บอกไม่เจ็บด้วย...ตอนรักษาไม่เจ็บปวดนะครับ
จากนั้นหายสนิท ยังคุยว่าเดี๋ยวนี้นั่งพับเพียบได้เลย....
อ้อ...เคยพาคุณ ฐิติกร ชัยชิตามร ผจก.สยามกลการ สนญ.ปทุมวัน
ไปเหมือนกัน ก็บอกดี จะพาแม่มาบ้าง
ถึง เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่รู้จักและไม่รู้จักก็ดี
อยากให้อ่านเรื่องข้างล่างนี้นะคะ อุตสาห์ ไปCopy จากที่อื่นมาให้
ตอนแรกสองจิต สองใจ จะไปดีไหม เพราะที่บ้านมีคนป่วยโรคกระดูกหลายคน ก็ลองตัดสินใจไปลองดู ไม่น่าจะเสียหาย เพราะไม่ต้องกินยา พาน้าสะใภ้ไปก่อน ปรากฎว่าดีขึ้น ต่อมาพาน้าชายซึ่งอาการมากกว่าน้าสะใภ้ ก็ดีขึ้นจริง ๆ เลยเอามาลงใน e-mail ให้เผื่อใครมีญาติที่ไม่สบายหรือคนรู้จักก็บอกไปเอาบุญค่ะ
ทางไปพบหมออดุลย์ ที่สะดวกที่สุด ไปถนนพระราม 2 พอถึงแยกวังมะนาว ให้ไปทางราชบุรี นับไป 20 กิโลเมตร มองเห็นนาฬิกาบนเขา ก็ถึงแล้วค่ะ ถ้าจะสอบถามเส้นทางโทรหาตุ๊กนะคะ 0851196651
ทั้งหมด ทั้งปวงนี้ เป็นความเห็นของผมคนเดียวนะครับ
กลัวจัง...เรื่องแนะนำให้คนไปรักษาเนี่ยะ....
แล้วแต่บุญกรรมนะครับ...ทรมานมานาน อาจหมดกรรมก็ได้นะครับ.
เพิ่มเติมนะครับ...คนที่ทรมานจาก ไมเกรน ท่านก็รักษาได้ครับ
อยู่ในท้องเขาเก้าเดือน.
.
@ อยู่ในท้องเขาเก้าเดือน............ไยมาเลือนลืมลงได้
อยู่ในอ้อมอกอุ่นไอ......................ก็แล้วไยไม่หวนหา
@ สิบกว่าปีที่ร่วมหมอน...............กกกอดนอนเจ้าแก้วตา
ไยจึงพานลืมมารดา.....................ผู้เมตตาและการุณย์
@ สิบกว่าปีที่ป้อนข้าว.................จนย่างก้าวเข้าวัยรุ่น
ก็แล้วไยลืมใบบุญ.......................ผู้ค้ำจุนด้วยข้าวปลา
@ สิบกว่าปีที่ฟูมฟัก.....................ด้วยความรักเหลือคณา
ก็แล้วไยลืมไปว่า..........................เติบโตกล้าเพราะใครกัน
@ สิบกว่าปีใครเล่าหนา................ซื้อเสื้อผ้าหลากสีสัน
ไยจึงทิ้งหญิงคนนั้น......................ผู้เสกสรรแพรพรรณงาม
@ กี่สิบปีที่ตั้งตา...........................ยามหายหน้าเที่ยวสืบถาม
แล้วไยเล่าเจ้าโฉมงาม...................จึงลืมความหลังลงได้
@ กว่าสิบปีที่อ่านเขียน..................ยามเข้าเรียนคอยรับ-ส่ง
แล้วไยเล่าเจ้าลืมหลง....................มิประสงค์มาดูแล
@ วันนั้นเจ้าขวัญใจ......................ล้มไถลจนได้แผล
เจ็บหัวเข่าเจ้าร้องแง......................ใครกันแน่เป่าแผลเรา
@ ณ วันที่ขี้มูกไหล.......................หญิงคนใครเช็ดให้เจ้า
ยามนี้แม่ท่านแก่เฒ่า.....................ใครไหนเล่ามาไยดี
@ ยามมดยุงมามุงกัด...................ใครกันปัดให้มันหนี
มดตอมท่านในวันนี้.......................ไยไม่รี่รีบมาดู
@ คราอาบน้ำทุกค่ำเช้า................ใครกันเล่าเฝ้าขัดถู
ขี้ไคลใต้คาง-หู..............................ขัดจนหนูเอี่ยมลออ
@ ยามนี้ท่านเจ็บป่วย....................ใครจะช่วยเช็ดตัวหนอ
รอเล่าเฝ้าแต่รอ.............................นอนจมบ่อแห่งเหงื่อไคล
@ ก็วันที่มีคู่ครอง..........................เอาเงินทองมากองให้
ชื่นชูกับคู่ใจ..................................หญิงคนใดให้แก่เรา
@ ยามนี้ท่านเดียวดาย..................อันร่างกายก็แก่เฒ่า
เฝ้าคอยแล้วคอยเล่า......................ไร้แม้เงาเจ้าแก้วตา
@ จำได้ไหมในยามป่วย................ใครกันช่วยหมอรักษา
เจ็บปวดนวดแขนขา.....................เช็ดหน้าตาด้วยอาทร
@ ยามนี้หญิงคนนั้น.....................นอนไข้สั่นอกสะท้อน
น้ำตาใสไหลเปียกหมอน................ไร้คนป้อนข้าวและยา
@ โอ้...สตรีที่รักแท้........................นามว่า…”แม่” …แน่นักหนา
ลูกหญิงชายทั้งหลายจ๋า.................กลับไปหา...แม่...เร็วเถอะ
@ อยู่ในท้องเขาเก้าเดือน............ไยมาเลือนลืมลงได้
อยู่ในอ้อมอกอุ่นไอ......................ก็แล้วไยไม่หวนหา
@ สิบกว่าปีที่ร่วมหมอน...............กกกอดนอนเจ้าแก้วตา
ไยจึงพานลืมมารดา.....................ผู้เมตตาและการุณย์
@ สิบกว่าปีที่ป้อนข้าว.................จนย่างก้าวเข้าวัยรุ่น
ก็แล้วไยลืมใบบุญ.......................ผู้ค้ำจุนด้วยข้าวปลา
@ สิบกว่าปีที่ฟูมฟัก.....................ด้วยความรักเหลือคณา
ก็แล้วไยลืมไปว่า..........................เติบโตกล้าเพราะใครกัน
@ สิบกว่าปีใครเล่าหนา................ซื้อเสื้อผ้าหลากสีสัน
ไยจึงทิ้งหญิงคนนั้น......................ผู้เสกสรรแพรพรรณงาม
@ กี่สิบปีที่ตั้งตา...........................ยามหายหน้าเที่ยวสืบถาม
แล้วไยเล่าเจ้าโฉมงาม...................จึงลืมความหลังลงได้
@ กว่าสิบปีที่อ่านเขียน..................ยามเข้าเรียนคอยรับ-ส่ง
แล้วไยเล่าเจ้าลืมหลง....................มิประสงค์มาดูแล
@ วันนั้นเจ้าขวัญใจ......................ล้มไถลจนได้แผล
เจ็บหัวเข่าเจ้าร้องแง......................ใครกันแน่เป่าแผลเรา
@ ณ วันที่ขี้มูกไหล.......................หญิงคนใครเช็ดให้เจ้า
ยามนี้แม่ท่านแก่เฒ่า.....................ใครไหนเล่ามาไยดี
@ ยามมดยุงมามุงกัด...................ใครกันปัดให้มันหนี
มดตอมท่านในวันนี้.......................ไยไม่รี่รีบมาดู
@ คราอาบน้ำทุกค่ำเช้า................ใครกันเล่าเฝ้าขัดถู
ขี้ไคลใต้คาง-หู..............................ขัดจนหนูเอี่ยมลออ
@ ยามนี้ท่านเจ็บป่วย....................ใครจะช่วยเช็ดตัวหนอ
รอเล่าเฝ้าแต่รอ.............................นอนจมบ่อแห่งเหงื่อไคล
@ ก็วันที่มีคู่ครอง..........................เอาเงินทองมากองให้
ชื่นชูกับคู่ใจ..................................หญิงคนใดให้แก่เรา
@ ยามนี้ท่านเดียวดาย..................อันร่างกายก็แก่เฒ่า
เฝ้าคอยแล้วคอยเล่า......................ไร้แม้เงาเจ้าแก้วตา
@ จำได้ไหมในยามป่วย................ใครกันช่วยหมอรักษา
เจ็บปวดนวดแขนขา.....................เช็ดหน้าตาด้วยอาทร
@ ยามนี้หญิงคนนั้น.....................นอนไข้สั่นอกสะท้อน
น้ำตาใสไหลเปียกหมอน................ไร้คนป้อนข้าวและยา
@ โอ้...สตรีที่รักแท้........................นามว่า…”แม่” …แน่นักหนา
ลูกหญิงชายทั้งหลายจ๋า.................กลับไปหา...แม่...เร็วเถอะ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)