++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เกิดมาทำไม

ชีวิตที่สมบูรณ์ของมนุษย์ ต้องประกอบไปด้วยการกระทำเหล่านี้ ต้องมีการละ ต้องมีการบำเพ็ญ ต้องมีการชำระ ฉะนั้นในการฉลองวันเกิด เราก็ฉลองในฐานะที่การเกิดครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้เรามาพบกับพระพุทธศาสนา ได้มาสัมผัสกับหลักสัจธรรมความจริง และได้มีความคิดวิเคราะห์ชีวิตของตนว่า เราเกิดมาทำไม และสิ่งสูงสุดในชีวิตคืออะไรหรือควรจะเป็นอย่างไร

การพิจารณาในเรื่องความเป็นอยู่ของตัวเอง เรื่องคุณภาพชีวิตของตน คือจุดเริ่มต้นของการภาวนา การภาวนาคือการพัฒนาย่อมอาศัยจิตสำนึกในความเป็นมนุษย์ของเราทุกแง่ทุกมุม เพื่อให้มีแนวทางปรับการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับกฎของธรรมชาติ ความทุกข์คือความขัดแย้งระหว่างความรู้สึกนึกคิด การพูด และการกระทำของเรากับความจริงของธรรมชาติ ความทุกข์นี้จึงหายไปโดยสิ้นเชิงด้วยพลังของปัญญาเท่านั้น เราไม่สามารถกำจัดความทุกข์นี้ได้ด้วยวิธีการอย่างอื่น การอ้อนวอนพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ดี การกลบเกลื่อนความทุกข์ด้วยความมัวเมาเพลิดเพลินในความสุขทางเนื้อหนังก็ดี ล้วนเป็นแค่การบรรเทาชั่วคราว เพราะไม่ได้แก้ที่เหตุ

อะไรๆ ก็เหมือนกัน ไม่ดูก็ไม่เห็น ไม่เห็นก็ไม่เข้าใจ เราไม่ยอมมองด้านในก็ไม่เห็นตัวเอง ไม่เห็นก็ไม่เข้าใจ คนจำนวนไม่น้อยจึงชอบพูดว่า เขาไม่เห็นว่าศาสนามีความจำเป็นอะไรแก่ชีวิต เขามีความสุขพอสมควรแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรนักหนา และไม่เคยสร้างความเดือดร้อนแก่ใครๆ (พอกล่าวคำนี้ ผู้ใกล้ชิดมักจะต้องอมยิ้มหรือส่ายหัวนิดๆ) คนที่มองอย่างนี้ มักขอให้หาความสุขแบบชาวบ้านก่อน คือ เขามองธรรมะเป็นยาสมุนไพรขมๆ ที่ควรเอาไว้ในอนาคตโน้น ตอนจวนหมดบุญ รักษาทางอื่นไม่ได้ผล ไม่มีทางเลือกแล้วจึงค่อยลอง นี่คือความประมาท ทำไม เพราะมองไม่เห็นเนื้อร้ายที่เกิดที่หัวใจเสียแล้ว ซึ่งธรรมะเท่านั้นที่ขจัดได้ เป็นความคิดที่เกิดจากการไม่มองด้นใน ไม่ดูก็ไม่เห็นปัญหาที่ซ่อนเร้นอยู่แล้ว และคอยบั่นทอนคุณภาพชีวิตตลอดเวลา

โดย ชยสาโร ภิกขุ

พบแพ็คเกจพิเศษและสินค้าทางการท่องเที่ยวมากมายในงาน “ไทยเที่ยวไทย”

บริษัท พี.เค. เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ จำกัด เตรียมพร้อมจัดงาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 24” มหกรรมท่องเที่ยวอันดับหนึ่ง ภายใต้แนวคิด “ร้อนนี้ซ่า ท้าทุกที่เที่ยว” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-4 มีนาคม 2555 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีบูธมาร่วมงาน 1,185 บูธ

ภายในงาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 24” พบโปรโมชั่นแพ็คเกจโรงแรม รีสอร์ท สปา ทัวร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สายการบิน รถเช่า เรือท่องเที่ยว สถานบันเทิงและพักผ่อนหย่อนใจ สวนสัตว์ สวนสนุก บัตรบุฟเฟ่ต์ ภัตตาคาร อุปกรณ์เดินทาง แค้มปิ้ง ดำน้ำ รวมถึงสินค้าของฝากของที่ระลึกทั่วไป ในราคาโปรโมชั่นสุดร้อน พร้อมรับข้อเสนอดีๆ ทั้งส่วนลดเพิ่มสูงสุด 30% จากบัตรเครดิต CITIBANK และ HSBC และไฮไลท์ลุ้น-ลด-แลก-แจก-แถม และรางวัลอื่นๆ มากมาย สอบถามเพิ่มเติม www.pkexhibition.com

สำหรับแพ็คเกจน่าสนใจภายในงานนี้ ได้แก่

แพ็คเกจท่องเที่ยวจากทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคตะวันออก ในโซน”สีสันตะวันออก” บริเวณห้องเพลนารี 1 โดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวได้มาร่วมเสนอขายเส้นทางท่องเที่ยวสู่ภาคตะวันอออกอีกมากมาย ภายใต้โครงการ “เที่ยวเกาะใกล้กรุง” และ “โก๋สยาม” โดยผู้ที่ซื้อแพ็คเกจจากผู้ประกอบการโซน “สีสันตะวันออก” ตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป จะได้รับสิทธิ์ร่วมสนุกกับเกมส์ “วงล้อสีสันตะวันออก” ลุ้นรับรางวัลมากมาย เช่น Gift Voucher และของที่ระลึก จาก ททท. ภาคตะวันออก

โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ท รีเจ้นท์ บีช ชะอำ เสนอโปรโมชั่น ‘Stay Surprised’ พิเศษ เริ่มต้นที่ห้องซุพีเรียร์ในราคาเพียง 2,400 บาทสุทธิ ต่อห้อง ต่อคืน รวมอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์สำหรับ 2 ท่าน ผู้ที่สะดวกเข้าพักทุกวันเสาร์ อาทิตย์ หรือวันหยุดต่อเนื่อง สามารถเพิ่มเงินอีกเพียง 500 บาท ต่อห้อง ต่อคืน สำหรับห้องพักทุกประเภท หรือเลือกอัพเกรดห้องพักโดยจะได้รับส่วนลด 50% โดยแพ็คเกจนี้เปิดให้จองเพียง 4 วันในงานนี้ที่ บู้ธ P191-192 โซนแพลนนารี เพื่อใช้สำหรับการเข้าพักได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2555

โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท นำเสนอแพ็คเกจพิเศษสำหรับ 2 ท่านต่อ 1 ห้องกับการบริการในโรงแรมระดับ 5 ดาวพร้อมอาหารเช้า ในราคาเริ่มต้น 3,800 บาทสำหรับ 1 คืน หรือจะเป็นแพ็กเกจประสบการณ์กระบี่ 3 วัน 2 คืนที่จะนำสัมผัสกับความงดงามของ 4 เกาะในจังหวัดกระบี่ บริการรถรับส่งที่สนามบินนานาชาติกระบี่ รวมไปถึงอาหารเช้าและอาหารค่ำ ในราคาเริ่มต้นที่ 11,800 บาท และแพ็กเกจสปา 3 วัน 2 คืน ในราคาเริ่มต้นที่ 12,800 บาท รวมบริการรถรับส่งที่สนามบินนานาชาติกระบี่, อาหารเช้า, อาหารค่ำ และบริการนวดอโรมาเธอราพี โดยพบกับแพ็คเกจของโรงแรมโซฟิเทล กระบี่ฯ ได้ ที่บูธ C306

แจ้งประกาศตำแหน่งงานใหม่ ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ.

แจ้งประกาศตำแหน่งงานใหม่ ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ.
ตำแหน่งงาน ณ : วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

1.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิชาการเงินและบัญชี จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634657694391164537

2.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักจิตวิทยา จำนวนตำแหน่งว่าง : 5 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634657695002414537

3.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักสังคมสงเคราะห์ จำนวนตำแหน่งว่าง : 2 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634657695671320787

4.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิชาการอบรมและฝึกวิชาชีพ (ด้านพ่อบ้าน) จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634657696357102037

5.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิชาการอบรมและฝึกวิชาชีพ (ด้านช่างไฟฟ้า) จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634657698575852037

6.) ชื่อตำแหน่งงาน : พนักงานพินิจ (หญิง) จำนวนตำแหน่งว่าง : 2 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634657699480070787

7.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิชาการอบรมและฝึกวิชาชีพ (ด้านพลศึกษา) จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634657697799758287

ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ.


ตำแหน่งงาน ณ : วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

1.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 2 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมการบินพลเรือน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634656783125937500

2.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิชาการขนส่งปฏิบัติการ (ด้านเศรษฐกิจ) จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมการบินพลเรือน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634656784410000000

3.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิชาการขนส่งปฏิบัติการ (ด้านการจราจรทางอากาศ) จำนวนตำแหน่งว่าง : 2 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมการบินพลเรือน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634656785741250000

4.) ชื่อตำแหน่งงาน : วิศวกรโยธาปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมการบินพลเรือน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634656787126718750

5.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักตรวจสอบความปลอดภัยด้านการบินปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 4 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมการบินพลเรือน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634656788631562500

6.) ชื่อตำแหน่งงาน : นายช่างไฟฟ้าปฏิบัติงาน จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมการบินพลเรือน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634656789906093750

ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ.

ตำแหน่งงาน ณ : วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

1.) ชื่อตำแหน่งงาน : เจ้าพนักงานประมง จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมประมง
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634655172118750000

2.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักประชาสัมพันธ์ จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634655191556562500

3.) ชื่อตำแหน่งงาน : พนักงานผู้ช่วยประมง จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมประมง
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634655254646093750

ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ.

ตำแหน่งงาน ณ : วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

1.) ชื่อตำแหน่งงาน : เภสัชกรปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634654125885468750

2.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิชาการคอมพิวเตอร์ จำนวนตำแหน่งว่าง : 2 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634654327261406250

3.) ชื่อตำแหน่งงาน : เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมวิชาการเกษตร
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634654186657500000

4.) ชื่อตำแหน่งงาน : วิศวกรโยธา จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมทางหลวงชนบท
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634654190432968750

5.) ชื่อตำแหน่งงาน : ครูผู้สอน จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634654198463125000

ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ.

ตำแหน่งงาน ณ : วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

1.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติ (ด้านทดสอบทางกล) จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมวิทยาศาสตร์บริการ
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634630141142171250

2.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิชาการคอมพิวเตอร์ จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : มหาวิทยาลัยมหิดล
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634653467744843750

3.) ชื่อตำแหน่งงาน : เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป โครงการ MIM จำนวนตำแหน่งว่าง : 3 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทรฺ์)
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634653352296093750

4.) ชื่อตำแหน่งงาน : เจ้าหน้าที่ทั่วไป สำนักแผนพัฒนาการเมือง จำนวนตำแหน่งว่าง : 2 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634653466858437500

5.) ชื่อตำแหน่งงาน : พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมควบคุมโรค
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634653260963750000

6.) ชื่อตำแหน่งงาน : นายแพทย์ปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 3 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมควบคุมโรค
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634653265864687500

7.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักเทคนิคการแพทย์ปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 2 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมควบคุมโรค
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634653268349687500

8.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักเทคนิคการแพทย์ปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634653609997031250

9.) ชื่อตำแหน่งงาน : ครูผู้สอน จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634653433182187500

10.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ปกิบัติการ (เคมี) จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมควบคุมโรค
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634653489070781250

11.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักธรณีวิทยาปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมชลประทาน
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555 - วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634653460840312500

ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ.

เลือกสร้างความสุข ให้ตนเอง วิธีไหนดี

1.สร้างสุขด้วยการก่อบาปเวร 5 ประการ
เช่นล่าสัตว์ ตกปลา เป็นเกมส์กีฬา
มีสุขแต่ได้บาป ไปทุกข์ในอบายในภายหลัง
…เหมือนดื่มยาพิษ เจือหรือเคลือบ ด้วยน้ำผึ้ง อันหอมหวาน
2.สร้างสุขด้วยการให้ทาน รักษาศีล
สร้างกามาวจรกุศลจิต
อาจลำบากกาย เหน็ดเหนื่อย
อาจลำบากใจ เสียดายของ เสียดายเวลา
แต่ให้ผลเป็นสุข ทั้งโลกนี้และโลกหน้า
เหมือนทานยาขม หรือน้ำกระสายยา ที่มีรสและกลิ่นไม่พึงประสงค์
แต่ทานยานั้นแล้วหายเจ็บหายป่วยได้
3.สร้างสุขด้วยการเจริญสมาธิภาวนา
-สุขจากการบรรลุปฐมฌานสมาบัติ เพราละนิวรณ์ 5 ได้
-สุขจากการบรรลุทุติยฌานสมาบัติ เพราะละวิตก วิจารได้
-สุขจากการบรรลุตติยฌานสมาบัติ เพราะละปีติได้
-สุขจากการบรรลุจตุตถฌานสมาบัติ เพราะละสุขละทุกข์เสียได้ มีสติบริสุทธิ์
-สุขจากการบรรลุอากาสานัญจายตนะฌานสมาบัติ เพราะละรูปสัญญา ปฏิฆะสัญญา และนานัตตสัญญาเสียได้ มีสติบริสุทธิ์
-สุขจากการบรรลุวิญญานัญจายตนะฌานสมาบัติ เพราะละอากาสานัญจายตนะสัญญาได้ มีสติบริสุทธิ์
-สุขจากการบรรลุอากิญจัญญายตนะฌานสมาบัติ เพราะละวิญญานัญจายตนะสัญญาได้ มีสติบริสุทธิ์
-สุขจากการบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานสมาบัติ เพราะละอากิญจัญญายตนะสัญญาได้ มีสติบริสุทธิ์
เหมือนทานยาดี ต้มด้วยหม้อ มีกาก ไม่ได้กรอง แต่มีรสหอมหวาน
4.สร้างสุขด้วยฌานสมาบัติ อันสัมปยุตด้วย อภิญญา 5
เหมือนทานยาดีจากถ้วย ที่เขาสกัดไว้ด้แล้วอย่างดี กรองมาอย่างดี มีรสหอมหวาน
5.สร้างสุขด้วยการเจริญวิปัสสนากุศลจิต
-สุขจากการบรรลุปฐมฌานสมาบัติ เพราละนิวรณ์ 5 ได้ ละกิเลสสังโยชน์ได้บางเบา
-สุขจากการบรรลุทุติยฌานสมาบัติ เพราะละวิตก วิจารได้ ละกิเลสสังโยชน์ได้บางเบา
-สุขจากการบรรลุตติยฌานสมาบัติ เพราะละปีติได้ ละกิเลสสังโยชน์ได้บางเบา
-สุขจากการบรรลุจตุตถฌานสมาบัติ เพราะละสุขละทุกข์เสียได้ มีสติบริสุทธิ์ ละกิเลสสังโยชน์ได้บางเบา
เหมือนคนสุขภาพแข็งแรง ตรากกรำการงาน ทานอาหารหยาบบำรุงร่างกาย
6.สร้างสุขด้วยการละกิเลสสังโยชน์ได้
-สุขด้วยโสดาปัตติผล เพราะโสดาปัตติมัคคละสังโยชน์ 3 ได้หมดสิ้น
-สุขด้วยสกทาคามีผล เพราะสกทาคามีมัคคละสังโยชน์ 3 ได้หมดสิ้น และละกามราคะและพยาบาทได้บางเบา
-สุขด้วยอนาคามีผล เพราะอนาคามีมัคคละสังโยชน์ 5 ได้หมดสิ้น
-สุขด้วยอรหัตตผล เพราะอรหัตตมัคคละสังโยชน์ 10 ได้หมดสิ้น
เป็น สอุปาทิเสสนิพพาน
เหมือนคนสุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องตรากกรำการงาน ทานอาหารอันประณีตบำรุงร่างกาย ภายในห้องมีสิริ
7.สุขด้วยการดับขันธ์ปรินิพพาน
-สุขด้วย สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ด้วยเจโตวิมุติ ดับจิตตสังขารคือสัญญาและเวทนาได้
-สุขด้วย อนุปาทิเสสนิพพาน คือการดับขันธ์ปรินิพพาน สุขที่สุด ไม่ต้องเกิดอีก
เหมือนคนสุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องตรากกรำการงาน ทานอาหารอันเป็นทิพย์บำรุงร่างกาย
เสร็จภารกิจที่จะต้องทำแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่จะต้องทำอีกแล้ว
เจริญในธรรมครับ.

สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นกำไรเสมอ (ท่าน ว.วชิรเมธี)

ปุจฉา

เวลา ถูกคนอื่นมองเราอย่างเข้าใจผิด ด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม เราจะมีวิธีดูแลจิตใจตัวเองอย่างไร หรือ มีหลักธรรมข้อไหนที่เหมาะสมสำหรับวัยรุ่นในการที่จะช่วยประคับประคองความ รู้สึก และจรรโลงใจให้ปลงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

วิสัชนา

๑. คุณควรตระหนักรู้ว่าเรามีเวลาอยู่ในโลกกันไม่กี่ปี ฉะนั้น เราควรเลือกทำแต่สิ่งที่ดีที่สุด และแคร์คนที่สำคัญทีสุด พยายามอย่าเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ และอย่าปรารภนาให้คนทั้งโลกมาเข้าใจเรา เพราะถ้าคุณอยากให้คนทั้งโลกมาเข้าใจเรา อย่างที่คุณคิด อย่างที่คุณพูด อย่างที่คุณเป็น คุณจะไม่สามารถอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุข เพราะมนุษย์แต่ละคน ต่างคนก็ต่างความเห็น ต่างคนก็ต่างคิดต่างจิตต่างใจ คนอื่นจะเห็นเราเป็นอย่างไรไม่สำคัญ ไม่เท่ากับว่าคนที่เรารักรู้จัก เข้าใจเราอย่างที่เราเป็นหรือไม่
๒. ศิลปะของการอยู่ในโลกอย่างมีความสุข ก็คือการที่เราต้องรู้จักกฎกติกาของการอยู่ในโลกอย่างมีความสุข ที่เรียกว่าโลกธรรม กล่าวคือ
ได้ลาภ เสื่อมลาภ
ได้ยศ เสื่อมยศ
สรรเสริญ นินทา
สุข ทุกข์
ชีวิต ของคนเราต้องพานพบกับโลกธรรมทั้ง ๘ นี้ อย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็วในวันใดวันหนึ่ง ถ้าเรารู้ว่าชีวิตคือการเดินอยู่ท่ามกลางโลกธรรมทั้ง ๘ เราจะไม่วิตก เมื่อถูกโลกธรรมกระทบ เราจะสามารถมองโลกธรรมว่าเป็นเสมือนหนึ่ง ฤดูกาลทั้ง ๔ ของชีวิตที่มีโอกาสหมุนเวียนเปลี่ยนผันเข้ามาในชีวิตของเราได้
๓. หากเราเชื่อมั่นว่าเราเป็นคนดีจริงก็ไม่ต้องกังวลอะไร ความดีจะไม่กลายเป็นความชั่ว ถ้าวันนี้ถูกแล้ววันพรุ่งนี้ก็ไม่ผิด จริงอยู่อาจจะมีคนเข้าใจเราผิด แต่ความจริงที่เราทำไว้จะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามความเข้าใจผิดๆ ที่คนมองเราอยู่ หากเรามีพริกขี้หนูอยู่ในมือเม็ดหนึ่งและมีคนเข้าใจผิดคิดว่าพริกขี้หนูเม็ด นั้นเป็นพริกหวาน แต่พริกก็ยังคงเผ็ดอยู่นั่นเอง ความจริงจะไม่เปลี่ยนมีแต่ความเห็นของคนเท่านั้นที่เปลี่ยน คุณควรมีชีวิตอยู่กับความเป็นจริง อย่าพึ่งพิงความเห็นในการใช้ชีวิตมากนัก
๔. บอกตัวเองว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นกำไรเสมอ”
ขอบคุณที่มา :: ธรรมจักร

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เลือกคนที่ใช่ ถ้าคู่ยังไม่ใช่ ใจก็คงจริงยาก!

หากคุณเป็นคนหลายใจ คนโน้นก็ชอบ คนนี้ก็เอา แบบนี้เรียกว่า ‘ไม่มีใจจริง’

แต่ถ้าในทางกลับกัน แม้คุณจริงใจกับทุกคนที่คบ แต่ปีแล้วปีเล่าเอาแต่เจอคนไม่ถูกใจหรือเข้ากันไม่ได้ พยายามทำดีแค่ไหนก็ต้องเลิกกันวันยังค่ำ แบบนี้เรียกว่าเจอแต่ ‘ตัวปลอม’

เอาล่ะสิ! คุณจะไปบอกใครอย่างไรดี ว่าที่เปลี่ยนบ่อยนั้นเพราะคุณดีแต่เจอตัวปลอม หรือว่าเหล่าตัวปลอมดีแต่คุณยังไม่มีใจจริงให้ใคร?

ตกลง ‘ตัวจริง’ กับการมี ‘ใจจริง’ อันไหนมาก่อนอันไหนมาหลัง? มันจะเหมือนปัญหาโลกแตกอย่าง ‘ไก่กับไข่อันไหนเกิดก่อนกัน’ หรือเปล่านี่?

ใจของคนและสัตว์ทั้งหลายพร้อมจะแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆครับ มามองเป็นเหตุเป็นผลง่ายๆ ถ้าเจอคนที่ใช่ ใจคุณก็พร้อมจะจริง แต่ถ้ายังไม่ใช่ ใจคุณก็พร้อมจะแกว่ง

คุณรักเดียวใจเดียวได้ตลอดชีวิต แต่จะบังคับใจตัวเองให้ ‘รักจริง’ ไม่ได้เลย ถ้าเขาหรือเธอไม่มีความน่าให้รัก หรือน่าให้รักแต่ไปกันไม่ไหว

คุณคงไม่อยากสงสารตัวเองไปตลอดชีวิต ที่ต้องกัดฟันฝืนปฏิบัติหน้าที่สามีหรือภรรยาแสนดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งที่หัวใจเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง อ่อนล้า และแหนงหน่าย มันคงจะดีกว่ากัน ถ้าคุณมีความรักจริงเป็นแรงบันดาลให้ซื่อสัตย์และแสนดี ไม่ใช่ฝืนแสนดีและซื่อสัตย์ไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้

บทนี้จะเริ่มจากการแสดงภาพรวมว่าคนเราชอบรีบร้อนด่วนได้ หรือไม่ก็อยากได้อะไรที่เกินตัว รู้ทั้งรู้ว่า ‘คนที่ใช่’ หมายถึง ‘คนที่เหมาะ’ แต่ใจจะไม่รอคนเหมาะ เพราะกิเลสสั่งให้หาคนที่ดีที่สุด เร็วที่สุด ซึ่งก็นั่นแหละครับ เป็นสาเหตุว่าทำไมถึงไม่เจอคนที่ใช่กันสักที

เมื่อได้ข้อคิดที่ช่วยกระทุ้งให้หลุดจากความสับสนแล้ว ค่อยไปดูคุณสมบัติของคนที่ใช่กัน ขอบ อก ไว้แต่เนิ่นๆว่าหลักการคือหลักการ ซึ่งให้แนวคิดหรือข้อสังเกตในการมองคน มองตน และมองอนาคต ลงเอยใจคุณต้องเป็นผู้เลือกในขั้นสุดท้ายว่าจะเชื่อหลักการหรือเลือกเอาตาม ความพอใจของตน

อนึ่ง บทนี้เขียนอยู่บนการสันนิษฐานว่าคุณมีอิสระพอจะดูเอง เลือกเอง หากคุณติดหนี้กรรมเก่าให้ต้องถูกคลุมถุงชน หรือต้องแต่งงานด้วยเหตุจำเป็นอันใดก็ตามที ขอให้ถือว่าบทนี้เอาไว้เป็นมาตรวัดว่าคุณพร้อมจะรัก ‘คนของคุณ’ สักแค่ไหน ด้วยปัจจัยอันใดบ้างนะครับ
ความมีเสน่ห์จะดึงดูดคนเข้ามาหาคุณได้มาก แต่ยิ่งมากเท่าไร ก็จะยิ่งเห็นคนที่ใช่ได้ยากขึ้นทุกที

ถ้าคุณอ่านบทก่อนอย่างเข้าใจและทำตาม กระทั่งอย่างน้อยเป็นคน ‘มีเสน่ห์ทางความคิด’ ภายในสองอาทิตย์เป็นอย่างช้า คุณก็น่าจะมีคนอยากเข้ามาใกล้ อยากเข้ามาพูดคุยด้วยบ่อยๆบ้างแล้ว เพราะโลกมันร้อน ใครๆก็อยากเจอศาลาริมน้ำไว้พักผ่อนเย็นใจกันทั้งนั้น

ประเด็นคือยิ่งเสน่ห์แรงเท่าไร ตัวคุณจะยิ่งกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งคนที่เหมาะและไม่เหมาะเข้ามาหา จนโลกปรากฏคล้ายตลาดสดทางความรัก คือตัวเลือกเยอะ ข้อเปรียบเทียบแยะ และใจก็อาจรักพี่เสียดายน้อง คุณจำเป็นต้องมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง รู้ให้ได้ก่อนว่าตัวเองเป็นใคร เข้ากับคนแบบไหนได้บ้าง ตลอดจนอยู่กับใครได้ดีที่สุด

คุณเป็นใคร คำตอบอยู่ที่เข้ากับคนแบบไหนได้ และการจะรู้ว่าเข้ากับคนแบบไหนได้ ก็จำเป็นต้องคบคนให้มาก แล้วใช้ใจตัวเองตัดสิน ไม่ใช่เข้าไปขอปรึกษานักจิตวิทยาหรือหมอดูที่ไหน

การคบหลายคนไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด ตราบ เท่าที่ คุณตั้งระยะห่างไว้ดีพอ ไม่ได้ให้ความหวังใครเกินเพื่อน และขณะเดียวกันก็อาศัยพวกเขาหรือพวกเธอในการสำรวจตนเอง ทำความรู้จักตัวเองไปด้วย

ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างนี้นะครับ การเลือกฟังเพลงคนเดียว จะทำให้คุณรู้จักตัวเองดีว่าต้องการฟังเพลงแบบไหน แต่การเลือกฟังเพลงกับใครอีกคน จะทำให้คุณรู้จักตัวเองว่ามีความสุขกับใครในบรรยากาศดนตรีแบบใด

เกือบๆกล่าวได้ว่าบรรยากาศดนตรีแบบที่คุณ ชอบฟังกับเขา หรือเธอ ก็คือความรู้สึกที่คุณมีต่อเขาหรือเธอนั่นเอง เช่น ถ้าเพลงหวานทำให้คุณซาบซึ้งละไม ก็แปลว่าคุณมีอารมณ์โรแมนติกกับเขาหรือเธอได้ และถ้ายิ่งเพลงคึกคักสามารถเร้าใจให้คุณตื่นเพริดไปกับเขาหรือเธอได้ ก็แปลว่าคุณมีอารมณ์สนุกร่วมกับเขาหรือเธอไหว

การที่ใจบอกว่าชอบใคร ก็เปรียบเหมือนบอกว่าอันใดคือ ‘เพลงโปรด’ ใน โลกดนตรีคุณมีเพลงโปรดในสต๊อกได้เป็นร้อยเป็นพันโดยไม่มีใครว่า แต่ในโลกความรักคุณต้องเลือกเพลงโปรดไว้ฟังเพียงหนึ่งเดียว จึงจะไม่เป็นที่ครหา

การหว่านเสน่ห์ด้วยความนึกสนุกหรืออยากลอง ของใหม่เหมือน เปลี่ยนเพลงตามใจชอบ จะทำให้คุณเปลี่ยนเป้าหมายจากการแสวงหาคนที่ใช่ ไปเป็นคึกคะนองกับการล่าคนที่ดีกว่ายิ่งขึ้นเรื่อยๆ คุณจะรู้สึกเบื่อง่ายแบบเดียวกับเบื่อเพลง เห็นว่าคนที่คบอยู่ไม่ใช่ ไม่น่าพอใจอยู่ร่ำไป แล้วกลายเป็นคนเลือกมาก ความอดทนต่ำ ไม่อยากง้อใคร และถึงขั้นอยากเปลี่ยนใจเพียงด้วยเหตุเล็กน้อย คิดว่าตัวเองแน่ จะเอาแค่ไหนเมื่อไรก็ได้ไม่จำกัด

มีเสน่ห์ไม่ใช่เพื่อหว่านเสน่ห์ไปเรื่อย เพราะการหว่านเสน่ห์ไม่เลือกหน้าจะเป็นการสั่งสมนิสัยเพื่อหันหลังให้กับรัก แท้ ต้องเร่งบอกตนเองว่าคุณกำลังมาผิดทางที่จะพาไปหารักแท้แล้ว ต่อ ให้คนที่ใช่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่ปะปนกับเหล่าตัวเลือกอีกเยอะแยะ สายตาของคุณก็จะเหมือนพร่าเลือนไป แม้แต่คนที่ใช่ก็ถูกมองเป็นหนึ่งในตัวเลือกเหมือนๆกันหมด

เลือกคนที่จะทำให้ใจคุณนิ่ง เพราะความนิ่งจะอยู่ทน อย่าเลือกบางคนหรือหลายคนที่ทำให้คุณกระเจิง เพราะความกระเจิงจะหลอกให้คุณหลงควานต่อไม่รู้จบรู้สิ้น

แล้วก็ท่องจำให้ขึ้นใจนะครับ อย่า เพิ่งให้ความ หวังใครก่อนจะรู้จักธาตุแท้ความเป็นเขา และรู้ว่าเขา ‘ใช่’ พอจะทำให้ใจคุณ ‘จริง’ มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาในภายหลัง ตั้งแต่โศกนาฏกรรมทางหัวใจ ไปจนกระทั่งอาชญากรรมทางเพศให้ได้อายคนอ่านหนังสือพิมพ์กัน

แล้วถ้าความใกล้ชิดบังคับให้เผลอใจล่ะ จะทำยังไง? จะให้ดูอย่างไรในเมื่อธาตุแท้ของคนมักปรากฏก็ต่อเมื่อสนิทกันแล้ว?

คำตอบคือ รู้จักกันอย่างเพื่อนสนิท ที่ไม่มี สิทธิ์แตะเนื้อต้องตัว เขาก็จะไม่มีสิทธิ์หึงหวง แล้วคุณก็จะได้มีสิทธิ์เห็นธาตุแท้จากความเป็นเพื่อนสนิทนั้นด้วย!

สรุปคือในขั้นนี้ ยึดหลักให้แม่นๆคือ ถึงมีตัวเลือกมาก ก็ต้องเลือกเพียงหนึ่งเดียว ไม่เช่นนั้นจะลงเอยคือทุกตัวเลือกเป็นปัญหาทั้งหมด ไม่ใช่รักแท้ทั้งหมด!
อำนาจที่ทำให้ลุ่มหลงส่งมาจากส่วนสกปรกตรงไหนของร่างกายก็ได้ แต่แรงบันดาลที่ทำให้รักจริงต้องมาจากกลางใจที่ใสพอเท่านั้น

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่บ้ากามกว่าเพื่อน เพราะบนโลกนี้นอกจากมนุษย์ก็มีแต่ปลาโลมาเท่านั้น ที่มีเซ็กซ์เพื่อความบันเทิงได้โดยไม่ต้องเลือกฤดู

เมื่อพื้นฐานของเราเป็นพวกราคะจัดเสียอย่างนี้ ก็ควรเข้าใจตนเองไว้แต่เนิ่นๆว่า คุณมีสิทธิ์หน้ามืดตามัว แยกแยะไม่ออกว่าระหว่างอยากได้กายเขามาเสพกาม กับอยากได้ตัวเขามาเป็นคู่นั้น แตกต่างกันอย่างไร

น้อยเสียเมื่อไหร่ ที่ผลีผลามจับคู่เพียงเพราะเสพสมเสร็จแล้วติดใจกัน ทั้งที่ยังไม่ทันดูความเข้ากันได้ในรายละเอียดอื่นๆเอาเลย การ จับ คู่กันด้วยเหตุผลทางกามารมณ์ หรือเพียงเพราะติดใจรูปร่างหน้าตาอย่างรุนแรง มักลงเอยเป็นโศกนาฏกรรมทางความรู้สึก คือผิดหวังที่เลือก เสียใจที่ไม่ดูให้ดีเสียก่อน

ทีแรกได้มานึกว่าโชคดี ที่ไหนได้ กลายเป็นเคราะห์ร้ายกว่าใครเพื่อน!

คนเรามักมองที่สัญญาณบอกเหตุง่ายๆ ตื้นๆ แบบเดียวกับคนติดละครเพราะคลั่งไคล้ความสวยหล่อจัดจ้านของดารานำ ขอให้รูปร่างหน้าตามีอำนาจพอจะสะกดให้เพ้อได้เถอะ เป็นสำคัญไปว่าตัวเองถูกศรรักปักอกเข้าให้แล้ว แล้วหลังจากนั้นค่อยเฟ้นหาเหตุผลต่างๆนานามารองรับ ว่าคนนี้แหละใช่ คนนี้แหละคือที่สุด เรียกว่ามีแต่อารมณ์ทั้งนั้นที่เป็นตัวบอกว่าเหมาะ ใช่ ดี เอาเลย!

เข้าใจไว้นะครับว่าถ้าคุณแค่อยากถึงที่สุดทางกาย ไม่ใช่ปรารถนาจะถึงที่สุดทางใจ พอจับพลัดจับผลูถึงที่สุดทางกายกับเขาหรือเธอได้ ใจคุณจะไม่เหลือเยื่อใยใดๆอีก!

ที่สุดของความรู้สึกทางกายนะครับ ก็คือเบื่อกายนั่นแหละ อยากทิ้งไปให้พ้นๆ ส่วนที่สุดของความรู้สึกทางใจ จะเป็นความผูกพันลึกซึ้ง ไม่อยากทอดทิ้งกันไปจนชั่วชีวิต

มองแบบนักเสพกาม คนๆหนึ่งจึงเป็นได้แค่เพียงวัตถุกาม แต่หากมองแบบผู้แสวงหารักแท้ คนๆหนึ่งคือเหตุการณ์ ไม่ใช่ร่างกาย ฉะนั้น ถ้าเพิ่งแค่เห็นใครปรากฏตัว ยังไม่ถือว่าคุณเห็นเขาหรือเธอเลย อย่าเพิ่งตัดสินว่าคุณชอบหรือชังเด็ดขาด จนกว่าจะเห็นเหตุการณ์อันเกิดจากเขามากพอ

ตอนกำลังจ้องมองสีหน้าสีตาหรือท่าทางของใคร สักคน คนเราชอบถามตัวเองนะครับว่านี่ใช่คู่ของเราไหม เรารู้สึกดีกับเขาได้แค่ไหน สารพันจะเอาคำตอบจากใจตัวเองแบบปุบปับฉับพลันเดี๋ยวนั้น

ที่ถูกคือควรถามใจตัวเองว่ารู้จักเขาดีหรือ ยัง รู้ไหมว่าเขาทำอะไรมาบ้าง เจอปัญหาแล้วเขาแก้ด้วยความรุนแรงหรือละม่อม เป็นพวกไวไฟหรือติดไฟยาก กว่าจะเห็นเหตุการณ์ที่เกิดจากเขา คุณต้องใจเย็น ใช้เวลามากกว่าเห็นการปรากฏกายหลายเท่าตัว

เมื่อตระหนักว่าคนๆหนึ่งคือบ่อเกิดของเหตุการณ์ นั่นหมายความว่าเมื่อคุณคบกับคนๆหนึ่ง ก็คือการเอาตัวเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ที่คนๆนั้นสร้างไว้ และกำลังจะสร้างขึ้น

เฝ้ามองเหตุการณ์เหล่านั้นให้ชัด แล้วค่อยถามตัวเองว่า ใจของคุณเข้ากับเหตุการณ์เหล่านั้นได้ไหม?

ตัดสินในตอนที่ใจคุณสะอาดจากกาม ไม่ถูกอวัยวะน้อยใหญ่ในเขาส่งแรงดึงดูดล่อตาล่อใจ ให้ความรักเกิดขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์ดีๆร่วมกับเขา อย่าต้องมาเรียนรู้เมื่อสายไปแล้วว่า การเลือกคบคนแบบใด ก็เท่ากับเลือกใจแบบนั้นด้วย

สรุปคือความลุ่มหลงรูปกายจะทำให้หน้าตาของเราโง่ลง ส่วนการเห็นเหตุการณ์ตามจริงจะทำให้หน้าตาฉลาดขึ้นเป็นคนละคน สิ่ง ที่ทำให้คนเราโง่เรื่องความรัก ก็ไม่มีสิ่งใดเกินไปกว่ากาม ส่วนสิ่งที่จะทำให้คนเราฉลาดเรื่องความรัก ก็ไม่มีสิ่งใดเกินไปกว่าใจที่ใสและเย็นลงแล้ว
รู้สึกว่าใช่ ไม่จำเป็นต้องใช่ โดยเฉพาะถ้าได้ความรู้สึกว่าใช่มาจากการเอาแต่มองด้านดีท่าเดียว

คนเราชอบรักแท้ในฝัน ประเภทแรกพบสบตาตะลึงงันเหมือนต้องมนต์สาปให้แน่นิ่ง อันนี้ต้องระวังเลยนะครับ มีคนหล่อคนสวยที่เจนเวทีอยู่พวกหนึ่ง สามารถสร้างมายาจิต คือทำจิตแบบหนึ่งที่ก่อให้เกิดกระแสพาฝัน คุณจะรู้สึกว่าโลกนิ่งงันเพื่อเป็นนาทีพิเศษสำหรับการพบคู่แท้

แต่ที่จริงไม่ใช่อะไรเลย เขาหรือเธอเจอใครน่าสนใจหน่อยก็แผ่พลังพาฝันอย่างนี้กับทุกราย โดยมีความงามแห่งรูปเป็นศูนย์กลางพิธีสะกดจิต ถ้าใครรู้ไม่ทันก็เสร็จ เจอบ่วงเสน่ห์คล้องคอหนีไปไหนไม่รอด ต้องเฝ้าคิดถึงอย่างทุรนทุรายตั้งแต่เช้ายันค่ำ!

ชีวิตคนบางคนเหมือนความฝัน ไม่ควรที่จะเอาความจริงในชีวิตคุณไปยุ่งด้วย เพราะจะลงเอยเป็นชีวิตครึ่งหลับครึ่งตื่น หาความสุขที่แท้จริงไม่เจอ

สิ่งที่ทำให้คนเรา ‘ติดกับ’ ตั้งแต่เริ่มต้นนั้น นอกจากความงามแห่งรูปแล้ว ก็เห็นจะได้แก่ความ ‘ดูดีไปหมด’ หรือคุณสมบัติที่ถูกใจ อะไรๆแบบที่เคยอยากได้มารวมอยู่ในเขาหรือเธอ

ในโลกความจริง อะไรที่ดูดี ดูเกินๆจริงนั้น มักเป็น ‘กับดัก’ มากกว่า ‘รางวัล’ คุณหลงดีใจว่าตะครุบรางวัล แต่ที่สุดอาจต้องแหกปากร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อพบในภายหลังว่าที่แท้มันเป็นเพียงกับดัก!

ถ้าถูกใจเสียอย่าง คนเราพร้อมจะเชื่อง่ายอยู่แล้ว เขาสร้างภาพอะไรให้มองก็เชื่อว่าเห็นตัวจริงของเขาแล้วจากภาพนั้น เหล่ามนุษย์มักตาบอดเพราะชอบทึกทักเอาเองว่าเห็นอะไรมา และที่ตาจะสว่างได้ก็เพราะยอมทบทวนดีๆว่ามีอะไรให้เห็นบ้าง

ความไม่มีญาณหยั่งรู้จะทำให้คุณมองคนจาก หน้าตาและวาจาใน ช่วงแรกคบ ซึ่งถ้ากรรมเก่าในชาติก่อนของเขาดี เกิดมาชาตินี้ก็จะดูดีน่าเชื่อถือ แต่คุณจะทราบว่ากรรมใหม่ของเขาเหมือนเดิมหรือต่างไป ก็ต้องคุยกันนานๆ เห็นพฤติกรรมไปนานๆ อย่าเพิ่งด่วนสรุปตั้งแต่ช่วงต้น

การจะดูว่าใครเป็นนักสร้างภาพ ชอบพูดอะไรให้ตัวเองดูดีนั้นไม่ยาก เพราะนักสร้างภาพมักพูดไม่เป็นธรรมชาติ อยู่ใกล้แล้วอึดอัด หรือแสดงพฤติกรรมขัดแย้งกับคำพูดอันสวยหรูของตนเสมอๆ

แต่ความเข้าข้างตัวเองของคุณอาจช่วยให้งาน ของนักสร้างภาพ ราบรื่นขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆที่เห็นกันมาก คือถ้าคนเจ้าชู้มาบอกว่าจะเลิกเจ้าชู้เพื่อคุณ ความโน้มเอียงก็คือคุณจะภูมิใจและอยากเชื่อเขา ในขณะที่คนทั้งโลกเห็นอย่างชัดเจนว่าไม่มีทางเป็นไปได้

และที่สุดของที่สุดนะครับ เขาสร้างภาพไม่น่ากลัวเท่าคุณสร้างภาพให้เขาเอง อย่างเช่นไปเหมาว่าเขาแสนดีอย่างนี้ ทึกทักว่าเธอสูงส่งปานนั้น คุณสมบัติแบบเทพบุตรเทพธิดาในฝันอันใดที่คุณอยากเจอ คุณประเคนให้ใครคนหนึ่งหมดสิ้น แบบนี้จะตาสว่างยาก เพราะต่อให้เขาสารภาพกับปากว่าตนเองเลวทรามต่ำช้าสามานย์ปานงูเห่า คุณก็จะชมว่าเขาช่างถ่อมตัวไปเสียนั่น

เมื่อทำความรู้จักกับใครคนหนึ่ง ให้ตั้งการ์ดไว้เลยว่าตัวตนของคนๆนั้นสร้างขึ้นจากกรรมขาวและกรรมดำ ถ้าใครสามารถทำแต่กรรมขาวอย่างเดียว ไม่ต้องทำกรรมดำเลย ก็คงไม่ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว หลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์แล้ว เมื่อคิดได้อย่างนี้คุณจะได้ไม่ตั้งความคาดหวังในคนๆหนึ่งไว้สูงจนเกินจริง และที่สำคัญคือจะได้ไม่ต้องหลงภาพฝันที่วาดขึ้นเอง หลงหัวปักหัวปำเอง แล้วผิดหวังช้ำใจเอง

สรุปคือถ้าปักใจว่าใครใช่เพราะ ‘ดีไปหมด’ ให้ชะลอการตัดสินใจไว้ก่อน และบอกกับตัวเองว่าถึงตอนนี้คุณเห็นสิ่งดีๆที่ทำให้รู้สึกว่าเขาใช่แล้ว ขอเวลาอีกสักนิดเพื่อมองให้เห็นข้อติที่จะทำให้รู้สึกว่าเขาไม่ใช่เสียก่อน เพื่อ ที่แม้ภายหลังจะรู้ตัวว่าเลือกพลาดก็จะได้ไม่เสียใจมาก เพราะเห็นทั้งด้านดีด้านร้ายของคนรักตามจริงแล้ว เตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่ลุ่มหลงมัวเมาแบบลืมหูลืมตาไม่ขึ้นท่าเดียวเสียเมื่อไหร่
การพยายามค้นหาคนไร้ที่ติ ไร้ข้อเสียใดๆ คือการหลงงมเข็มที่ไม่เคยตกลงไปในมหาสมุทร

ความรักมากมายล้มเหลวก่อนที่จะเริ่มต้นจริงจังด้วยซ้ำ เหตุผลคือไม่อาจทนข้อเสียใหญ่น้อยของอีกฝ่ายไหว

ธรรมดาของคนเรานี่นะ ขอให้อยู่ใกล้ใครเถอะ จะจาระไนได้หมดแหละว่าเขาหรือเธอมีข้อเสียอันใดบ้าง แต่ให้เจอข้อดีเพียงหนึ่งเดียวนี่แสนลำเค็ญ นั่นก็เพราะข้อดีเป็นสิ่งที่ต้องค้นหา ส่วนข้อเสียไม่ต้องหาก็เห็นได้ตั้งแต่เจอหน้าตาหรือมองเนื้อตัวแล้ว

หากคุณเป็นพวกรู้สึกว่าตนเองเลิศเลอสมบูรณ์แบบ ก็เท่ากับยืนอยู่ตรงใจกลางปัญหาเลยทีเดียว เพราะแนวโน้มคือคุณจะมองหาคนที่เลิศเลอสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติไปทุกด้าน เพื่อพบว่าคนแบบนั้นไม่เคยมีอยู่ในโลก!

ทุกคนเป็นไปตามกรรม กรรมบันดาลทุกสิ่ง ทีนี้ลองดูว่ามีใครบ้างที่ทำดีได้ตลอดเวลา พูดดีได้ตลอดเวลา คิดดีได้ตลอดเวลา และ เพราะไม่อาจคิดดี ไม่อาจพูดดี ไม่อาจทำดีได้ตลอดเวลา คนเราจึงต้องมีข้อบกพร่องทางกายบ้าง มีข้อเสียทางนิสัยบ้าง ตลอดจนกระทั่งมีชะตากรรมแย่ๆบ้าง

พูดอีกอย่างหนึ่งคือหากอยากรู้ว่าทำไมคนดี พร้อมสมบูรณ์ ถึงหายากนัก ก็ให้พยายามสักอาทิตย์ ลองทำดีให้ถึงพร้อมดู ห้ามใจไว้ อย่าได้คิดแย่ๆ อย่าได้พูดแย่ๆ อย่าได้ทำแย่ๆเลยสักนิด

ถ้าทำได้ก็นั่นแหละครับ เมล็ดพันธุ์แห่งความเป็นคนครบสูตรไร้ที่ติในชาติหน้า แต่ถ้าทำไม่ไหว ก็ต้องถามตัวเองว่าจะให้ไม่มีส่วนแย่ในคุณหรือคนอื่นเลยอย่างไรได้?

และอันที่จริงก็ไม่มีใครตอบถูกด้วยซ้ำ ว่า ‘ดีไร้ที่ติ’ เป็นอย่างไร เพราะทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับ ‘ความพอใจ’ เป็นหลัก สมมุติว่าคุณพบคนที่หล่อสวย รวย เก่ง ใจดีมีเมตตา แต่ดันนับถือคนละศาสนากับคุณ เท่านี้คุณก็อาจยัดข้อหา ‘งมงายหลงทางผิด’ ให้เขาหรือเธอได้แล้ว

ข้อเสียที่เป็นข้อเสียจริงๆนั้น ถึงอยู่ด้วยกันนานแค่ไหน พลิกมุมมองอย่างไร มันก็เป็นข้อเสียวันยังค่ำ เพราะรบกวนหรือเบียดเบียนกันอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นขี้เมาอาละวาด ติดพนันงอมแงม ไม่ยอมทำงาน รีดไถผัวเมีย เอะอะด่ากันก็ส่งเสียงดังแปดบ้าน ขุดพ่อล่อแม่หรือกระทั่งตบตีกันแบบไม่ยั้งมือ เหล่านี้ทุกชาติทุกภาษายอมรับตรงกัน ไม่อาจเห็นเป็นอื่น

แต่ยังมีข้อเสียอีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่ข้อ เสียจริงๆ ทว่าเป็น ‘ข้อด้อย’ ที่คุณไม่อยากยอมรับ เช่น โครงสร้างร่างกายบางส่วนดูผิดฝาผิดตัวไม่สมส่วน หรือกระทั่งไม่สมประกอบ ทำให้คุณเกิดความอับอายขายหน้าในที่สาธารณะ ต้องเดินควงไปกับคนตัวงอไม่สง่าผ่าเผย พยายามยืดหลังให้ตรงก็ได้เดี๋ยวเดียว เป็นต้น

โจทย์คงไม่ใช่เห็นข้อเสียหรือข้อด้อยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วคิดว่าจะเอาดีหรือไม่เอาดี แต่ คุณต้องรวมข้อเสียและข้อด้อยใหญ่น้อยทั้งหมดของเขามาชั่งน้ำหนัก ว่าผลักดันให้คุณอยากออกห่าง หรือว่ายังไม่อาจเทียบกับความรู้สึกดีๆที่เขาดึงดูดคุณไว้ได้

เอาง่ายๆ ตอนคุณคิดถึงเขา คุณคิดถึงข้อดีหรือติดข้องอยู่กับข้อเสียของเขามากกว่ากัน นั่นแหละคือน้ำหนักที่ใจคุณชั่งเอาไว้ตอบตัวเองแล้ว โดยไม่ต้องมานั่งแยกแยะเป็นข้อๆด้วยซ้ำ

สรุปคือไม่ว่ากับใคร คุณก็ต้องมานั่งชั่งน้ำหนักข้างดีข้างร้ายเช่นนี้เสมอ ส่วนคุณจะเลือกใคร คำตอบอยู่ที่หัวใจของคุณ ไม่ใช่ข้อเสียของเขา!
คู่รักจะเอาใจใส่อีกฝ่าย ส่วนคู่เวรจะเอาแต่ใจตัวเอง

สิ่งที่คนเพิ่งรักกันดูเหมือนน่าจะมีคือความพร้อมจะรัก แต่สิ่งที่ทุกคนมีอยู่แน่คือความพร้อมจะร้าย!

เมื่อใดคนสองคนเริ่มรักกัน ก็แทบรอดูได้เลยว่าใครจะเป็นฝ่ายเอาเปรียบ และใครจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หรือหนักกว่านั้นคือรอดูไปเถอะว่าใครจะรังแกใคร

พฤติกรรมที่เห็นได้ทั่วไปเมื่อตกลงปลงใจเป็นคู่รักกันแล้ว จะประมาณว่า…

ข้าทำกร่างได้ แต่แกห้ามทำ!

ข้าพูดบ่นได้ แต่แกห้ามพูด!

ข้าคิดนอกใจได้ แต่แกห้ามแม้จะแอบคิด!

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? นั่นเป็นเพราะหญิงชายส่วนใหญ่เป็นคู่รักกันแต่ในนาม ที่ ถูกจะต้องเรียกว่าเป็นคู่เวรมากกว่า คืออยู่กันเพื่อผูกเวร หรืออยู่กันเพื่อเป็นภัยต่ออีกฝ่าย อย่างมากก็แค่เอาความรักความหวานชื่นนิดๆหน่อยๆมาบังหน้าพอเป็นพิธี

คู่เวรเกือบร้อยทั้งร้อยแทบจะก๊อ ปมาจากพิมพ์เดียวกัน นั่นคือแรกๆอะไรดูดีไปหมด จ๊ะจ๋าตลอด แต่เมื่อไรชักเริ่มชิน กลายเป็นของตายในมือแล้ว ฝ่ายที่ถือไพ่ในมือเหนือกว่าจะเริ่มออกลายก่อน!

พูดให้ฟังง่ายนะครับ ส่วนที่ดีในตอนแรกมักแย่ลงในตอนหลัง แต่ส่วนแย่ที่แพลมๆไว้ตั้งแต่ในช่วงแรก มักยิ่งแย่หนักขึ้นอีกในช่วงต่อๆมา

ฉะนั้น ถ้าจะดูคนก็ให้จับตาดูตั้งแต่ช่วงแรกนั่นแหละ เขาเอาเปรียบคุณอย่างไรบ้าง? คุณทนให้เขาเอาเปรียบแบบนั้นได้ไหม? อย่าฟังคำสัญญิงสัญญาว่าจะค่อยๆปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เพราะจากสถิติแล้วน้อยมากที่จะทำได้ตามสัญญา

แท้จริงแล้ว ‘คู่รัก’ ตามความหมายดั้งเดิม คือคู่หญิงชายที่หาได้ยาก มีความเสมอต้นเสมอปลายที่จะเอาใจกันตั้งแต่เริ่มคบหาจนตายจาก แน่นอนครับว่าไม่มีใครทำอะไรให้กันเท่าเทียมเป๊ะๆ แต่อย่างน้อยก็ต้องเท่าเทียมทางความรู้สึก คือทำให้แต่ละฝ่ายรู้สึกว่าเป็นคนรักของกันและกัน ไม่ใช่ปล่อยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าฉันจะเอาแกเป็นขี้ข้าล่ะ! ฉันจะเอาเธอเป็นนางบำเรอล่ะ!

แล้วขอทีนะครับ เรื่องลองใจ อยากทดสอบดูว่าเขาหรือเธอจะห่วงคุณแค่ไหน ทำอะไรเพื่อคุณได้มากเพียงใด ประเภทจะดูว่ายอมทิ้งเพื่อนเพื่อไปกับคนสำคัญอย่างคุณหรือเปล่า อย่าได้ทำเลยเป็นอันขาด เพราะค่าของคุณจะค่อยๆหมดไปกับความเห็นแก่ ตัวที่คุณแสดงออกมาแต่ละครั้ง อยากให้เขาเอาใจ แต่ไม่เคยเอาใจเขามาใส่ใจตน อยากให้เขาเห็นค่าของคุณเกินใคร แต่ไม่เคยเห็นค่าของเขาเกินคนใช้ที่ต้องคอยกุมเป้าเฝ้าบริการ!

สรุปคือหาคนที่เขาเอาใจใส่เทคแคร์คุณตั้งแต่เริ่มคบกันก็ดี เพราะถ้าตั้งต้นขึ้นมาไม่เอาใจ แนวโน้มคือเขาจะไม่เอาใจคุณเลยตลอดไป และ ในทางกลับกัน คุณสามารถรู้ใจตัวเองว่า ‘จริง’ กับเขาแค่ไหน ก็ตรงความเอาใจใส่ที่มีให้เขานี่แหละ เพราะความรักจะขับดันให้คุณอยากเอาใจใส่เสมอ ถ้าไม่มีแก่ใจอยากทำอะไรให้เขาหรือเธอเลย ก็แปลว่าความรักอาจไม่ได้อยู่ตรงนั้นตั้งแต่ต้นแล้ว
รักคนมีเจ้าของอย่ามองหน้า อยากหายบ้าให้จ้องเท้า

ถ้าตัวเลือกของคุณมากนัก การเจอคนมีเจ้าของแล้วนับว่าดีเหมือนกัน คือสบายใจได้เลยว่าไม่มีสิทธิ์แน่ คัดออกไปไม่ต้องเอามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกได้เลยแน่ๆ!

อย่าตั้งความหวังรอ อย่าให้ความหวังเขา และอย่าทำตัวเป็นตัวแปร คุณกำลังหาคนที่ใช่ ฉะนั้นอย่าหลงหวังรอแบบผิดๆ ตอกย้ำทำความเข้าใจกับตนเองว่า คนที่ใช่จะมาเจอกันในเวลาที่คุณไม่มีสิทธิ์ได้อย่างไร?

คบไปรังแต่จะมุ่งหน้าสู่ดงงิ้วกันเปล่าๆ!

จริงอยู่ครับ มีอยู่จริงๆ ที่เป็นคู่บุญติดตามกันมาหลายภพหลายชาติ แต่ดันไปเป็นของคนอื่นเสียก่อน แล้วก็ต้องเกิดความทรมานใจกัน แต่ ขอให้จำไว้เถิด ต่อให้ครองคู่กันมาเป็นล้านชาติ ก็หาได้ทำให้ชาตินี้ ‘ใช่’ เหมือนชาติอื่นๆไม่ ในเมื่อพลัดไปมีเจ้าของเสียก่อนแล้ว

ให้เร่งรู้ตัวไว้เสียว่าบาปบางอย่างที่ทำไว้ร่วมกัน สกัดกั้นไว้ไม่ให้ร่วมเรียงเคียงกันอีกในชาตินี้ เพื่อ ล่อลวงให้พวกคุณประพฤติผิดประเวณีกัน หรืออ้อนวอนให้อีกฝ่ายทรยศคู่ครอง ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มน้ำหนักบาปให้ความสัมพันธ์ข้ามภพข้ามชาติเข้าไปใหญ่

คนเราเข้าคู่กันก็ด้วยกำลังบุญ แล้วก็แยกคู่กันด้วยกำลังบาป คุณจะครองคู่กันเป็นสุขด้วยหนทางแห่งบาปเวรได้อย่างไร

เว้นแต่พวกเขาจะเลิกกันเอง โดยคุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆแม้ส่งสัญญาณยักคิ้วหลิ่วตาใดๆ อันนั้นค่อยเป็นอีกเรื่อง นอกเหนือจากนั้นแล้วนะครับ ใส่เกียร์ถอยลูกเดียว ห้ามล่วงล้ำไปข้างหน้าอีกแม้แต่หนึ่งคืบ!

หากปวดแสบปวดร้อน ทรมานใจเพราะต้องเจอหน้ากัน ก็ให้พิจารณาว่าใบหน้าคนเราเป็นศูนย์กลางความดึงดูด จ้องมองใกล้ๆหรือแอบมองห่างๆรังแต่จะทรมานเปล่า ให้เปลี่ยนเป็นจดจ้องเท้าเขาหรือเธอให้มากๆ ภาพที่กระทบตาจะได้กระแทกใจบ่อยๆว่าคุณกำลังใฝ่ต่ำ หาเรื่องใส่ตัว และอาจโดนอวัยวะเบื้องล่างของใครกระทืบเอา

นานไปพอไม่เห็นหน้า เห็นแต่เท้าอยู่เรื่อย ใจคุณก็เลิกยึดมั่นถือมั่น คลายมนต์สะกดแห่งบาปเวรที่ผูกมัด กลายเป็นอิสระโล่งอกไปได้เองครับ

สรุปคือคนมีเจ้าของไม่ใช่คนที่ใช่แน่ๆ ถ้าคุณฝืนจะยื้อมา ก็เท่ากับเอาคนที่ไม่ใช่มาบดบังคนที่ใช่ ซึ่งอาจกำลังเดินตามหลังมาแค่ไม่กี่ก้าวก็ได้
คู่เทียมเจอเมื่อไหร่ก็ได้ แต่คู่แท้ต้องเจอในจังหวะที่พร้อมจะรักกันจริงเท่านั้น

ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือเล่มเดียวสองรอบแล้ว รู้สึกต่างกัน ราวกับอ่านหนังสือคนละเล่ม รอบแรกรู้สึกว่าไม่เห็นจะเอาไหน แปลกใจทำไมใครต่อใครถึงชอบกัน แต่รอบที่สองกลับรู้สึกมีอารมณ์ร่วม ยิ่งอ่านยิ่งตาสว่าง ประสบการณ์ทำนองนี้แหละที่เป็นตัวอย่างบอกคุณได้ว่า คนเราไม่พร้อมจะรับสิ่งมีค่าเสมอไป

ถ้าเห็นค่าของคนที่มีค่าไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันเจอคนที่ใช่เลย ต่อให้เขาหรือเธอนั่งอยู่ตรงหน้าก็ตาม และนั่นก็ทำให้คนจำนวนมากต้องมานั่งเสียดายอดีต เฝ้าย้ำคิดอยู่เสมอว่าขอเพียงเจอคนบางคนอีกครั้ง จะเทคแคร์เขาหรือเธอสุดชีวิต จะไม่ปล่อยให้หลุดมือไปซ้ำสองอีกอย่างเด็ดขาด

แต่นั่นแหละ เวลาเป็นสิ่งย้อนทวนไม่ได้ เมื่อครั้งนั้นไม่พยายามรักษาเขาหรือเธอไว้ ปล่อยให้หลุดมือไปแล้ว ก็สายไปแล้ว นี่คือข้อคิดควรจำที่จะทำให้คุณปลงตกนะครับ ถึงคนใช่ แต่เวลาไม่ใช่ ก็แปลว่าไม่ใช่!

เวลาที่ใช่ของแต่ละคนต่างกัน หากคุณเป็นเด็กหนุ่มที่หาเงินใช้เองได้ตั้งแต่อายุ ๑๗ ก็แปลว่าคุณพร้อมจะรับผิดชอบครอบครัวตั้งแต่ยังวัยรุ่น แต่หากคุณเป็นชายวัย ๔๐ แล้วยังต้องแบมือขอตังค์พ่อแม่ ไม่มีหลักแหล่งพักพิงอาศัยของตนเอง ต้องอาศัยบ้านญาติอยู่ แถมยังขี้เกียจตัวเป็นขน อย่างนี้แปลว่านานแค่ไหนคุณก็ไม่พร้อมจะพบรักแท้เอาเลย เพราะแม้มีเมีย เมียก็จะอยู่กับคุณแบบหมดอาลัยตายอยากไปวันๆ ไม่อาจอยู่ร่วมกันด้วยความรู้จักรักเป็นแน่

หรือถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่กำลังอยู่ในช่วง กร้านโลก คบทั่วมั่วแหลก ไม่มีแก่ใจมองโลกในแง่ดี อารมณ์ปรวนแปรผันผวน เอาแต่ใจตัวสุดๆ เห็นบรรดาชายหน้าโง่เป็นตู้เอทีเอ็มอย่างเดียว แบบนี้อยู่กับใครเขาก็อยากทิ้งภายในสามวันเจ็ดวันครับ ต่อให้แรงดึงดูดทางเพศสูงขนาดไหนก็เถอะ

ผู้หญิงดีๆส่วนใหญ่ฝันอยากมีรักเดียว เป็นของผู้ชายคนเดียวไปตลอดชีวิต ไม่อยากเป็นของเล่นที่ถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อย แต่ในโลกความเป็นจริง ความขาดประสบการณ์ในเรื่องรักๆใคร่ๆจะทำให้ทั้งชายทั้งหญิงไม่รู้ประสีประสา คือยังดิบๆอยู่ นึกว่ามีอีกฝ่ายไว้เอาใจตัวเอง ผ่อนปรนประนีประนอมไม่เป็น เห็นอะไรขัดหูขัดตาจะดูคอขาดบาดตายไปหมด

ฉะนั้น ควรทำใจยอมรับความจริงกัน น้อยเท่าน้อยครับในโลกนี้ ที่เจอแล้วปิ๊งกันตั้งแต่เด็ก อยู่คู่ไม่แยกจากกันเลยจนตาย คือมีนะครับ ไม่ใช่ไม่มี แต่อย่าหวังว่าจะแจ็คพอตเป็นคุณกับคนรัก ทำนองเดียวกับที่ไม่ควรหวังให้มากนักว่าจะถูกล็อตเตอรี่นั่นแหละ

ประสบการณ์ทางความรักในอดีต จะเป็นทั้งบทเรียน เป็นทั้งแบบฝึกหัด หรือเป็นทั้งการสอบไล่เพื่อผ่านมาถึงตัวจริง กล่าวคือพอถึงเวลาเจอตัวจริง คุณจะเป็นผู้ใหญ่พอ หรืออย่างน้อยต้องมีความคิดอ่านมากพอจะรู้ว่าคนที่มีค่าสำหรับคุณ คือคนที่เหมาะสมกับคุณ และจะทำให้คุณเป็นสุขในระยะยาว ไม่ใช่เอาแต่ฝันแบบเด็กวัยรุ่นว่าคู่ของฉันจะต้องจ๊าบสุด เดินควงแล้วเพื่อนๆอิจฉาตาร้อนกันใหญ่อะไรทำนองนั้น

สรุปนะครับ ถ้าคุณกำลังเป็นลูกแหง่ กำลังเป็นเด็กขี้แย กำลังช่างฝันจะเอาแต่อะไรดีๆ กำลังใจแกว่งง่ายเห็นใครดีกว่าก็ชอบกว่า กำลังเที่ยวแบมือขอตังค์ใครต่อใคร หรือหนักกว่านั้นคือกำลังเป็นบ้า กำลังขี้เมา กำลังอยู่ในบ่อนพนันไม่เห็นตะวันและดาวเดือน อย่างนี้ไม่ใช่จังหวะเหมาะจะเจอคนที่ใช่หรอกครับ คนที่ใช่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แต่เขาจะไม่มาในเวลาที่คุณยังอยากย่ำอยู่กับที่เป็นอันขาด

ถึงตรงนี้ คุณคงพอเห็นเป็นแนว ว่าเขาหรือเธอที่คุณรักอาจไม่ตรงกับเจ้าชายเจ้าหญิงในความฝันของคุณเลยแม้ แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นอย่าเริ่มกวาดตาหาคนที่เหมือนฝัน แต่ให้มองดูคนที่มาในเวลาเหมาะด้วยความใจเย็น

แล้วที่สำคัญนะครับ อย่าให้เสียงนกเสียงการอบข้างมีอิทธิพลกับการตัดสินใจของคุณ แต่ ขณะเดียวกันก็อย่าละเลยเสียงทักของเพื่อนแท้ ให้รับฟังและเก็บไว้เป็นข้อมูลภายนอก แล้วนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลอันได้จากประสบการณ์ตรง จึงค่อยชั่งใจ กับทั้งตัดสินใจด้วยตนเองว่าคุณจะเอาแน่ไหม

เพราะที่เหลือต่อจากนั้น คุณเองนั่นแหละที่จะต้องรับผิดชอบทั้งหมด!

ที่กำลังจะกล่าวต่อไป น่าจะช่วยให้คุณชั่งใจได้อย่างมีหลักเกณฑ์มากขึ้นครับ
ความรู้สึกในช่วงแรกคบ
แรกพบสบตาแค่มายา ปัญหาที่ตามมาคือของจริง

คนเราใช้ชีวิตตามความรู้สึก ไม่ได้ใช้ชีวิตกันด้วยความรู้ตัว ถ้าอยากทำอะไร น้อยคนจะยั้งคิดถึงเหตุผลควรไม่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิ่งที่กระตุ้นให้อยากนั้น มีพลังดึงดูดของราคะเข้ามาเกี่ยวข้อง

มามองกันง่ายๆว่าช่วงที่เป็น ‘คนเพิ่งรู้จักกัน’ จะก่อความรู้สึกขึ้นได้สองอย่าง คือ ‘ดึงดูด’ หรือไม่ก็ ‘ผลักออก’

ความรู้สึกดึงดูดหมายถึงความชื่นชม อยากมอง อยากฟัง อยากอยู่ใกล้ชิด ตลอดจนอยากมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งด้วย ส่วนความรู้สึกผลักออกหมายถึงความรังเกียจ อยากเมิน อยากห่าง ตลอดจนปั่นป่วนมวนท้องเพียงแค่คิดว่าจะต้องมีอะไรทางเพศกัน

ความจริงก็คือแต่ละคู่มีแรงดูดและแรงผลักปน อยู่ด้วยกัน ทั้งสองแรง คงจะดีถ้าทราบเบื้องหลังให้ละเอียด เพราะเมื่อเข้าใจว่า ‘ทำไม’ คุณถึงรู้สึกกับใครคนหนึ่งอย่างที่กำลังเป็น ก็จะช่วยลดความสับสนลง ตลอดจนมีสายตากว้างไกล เห็นเหตุผลว่าปัจจุบันมาจากไหน และมีแนวโน้มแบบไหนต่อไปในอนาคต
๑) ความดึงดูดระหว่างธาตุ

ชายมีความเป็นธาตุดินและธาตุไฟโดยฐาน คือแข็งและร้อน ส่วนหญิงมีความเป็นธาตุน้ำและธาตุลมโดยฐาน คือเย็นและอ่อนไหว ชายหญิงจึงเป็นขั้วตรงข้ามกัน และธรรมชาติของขั้วตรงข้ามก็ก่อให้เกิดแรงดึงดูดเป็นธรรมดา เช่นเดียวกับแม่เหล็กต่างขั้ว เข้าใกล้กันจะดึงดูดกัน

เหตุนี้ ชายหญิงจึงเกิดความรู้สึกทางเพศได้แม้ไม่เคยรู้จักกัน กับทั้งไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติหรือรูปสมบัติใดๆที่เหมาะสมกันเลย

ความเป็นธาตุชายธาตุหญิงนั้น ไม่ได้นับเอาเฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ทางกายอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมเอาแบบแผนทางความรู้สึกนึกคิดเข้าไปด้วย เช่น ชายมักเอาดีทางศาสตร์ที่ต้องใช้เหตุผลและความคิดเป็นระบบ ส่วนหญิงมักเอาดีทางศาสตร์ที่ต้องใช้อารมณ์และจินตนาการเป็นสำคัญ

ฉะนั้น ในทางความรู้สึกโดยทั่วไป ชายหญิงจึงเป็นเสมือนส่วนเสริมเติมของกันและกัน เป็นความรู้สึกครบของกันและกัน ความแข็งแรงที่ถูกเติมเต็มในฝ่ายหญิง กับความอ่อนโยนที่ถูกเติมเต็มในฝ่ายชาย จะทำให้พวกคุณรู้สึกพอดี ไม่ขาดเหมือนตอนอยู่ตามลำพัง และไม่เกินเหมือนตอนอยู่กับเพื่อนเพศเดียวกัน

หากฝ่ายชายมีธาตุแห่งความเป็นบุรุษมาก เช่น บึกบึนล่ำสันทรหดอดทน มีไฟในการเอาชนะ และฝ่ายหญิงมีธาตุแห่งความเป็นสตรีมาก เช่น แบบบางแน่งน้อยน่าทะนุถนอม เย็นและโอนอ่อนได้เหมือนน้ำในยามเกิดเรื่อง เมื่อพบกันย่อมดึงดูดกันด้วยความรู้สึกทางเพศที่ลุกลามรวดเร็วเกินธรรมดา กับทั้งดึงดูดใจกันและกันได้นานกว่าพวกมีธาตุประจำเพศน้อย

สรุปคือแค่เป็นชายเป็นหญิง ก็มีแรงดึงดูดเข้าหากันอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจอพวกเสน่ห์เร้าใจสูง ความหน้ามืดจะทำให้คุณแยกไม่ออก และอาจโมเมทึกทักว่าเป็นคู่บุญของคุณอย่างไร้ความกังขา ทั้งที่ความจริงอาจใช่หรือไม่ใช่ก็ได้
๒) ความไม่เข้ากันระหว่างธาตุ

ด้วยความเป็นธาตุดินกับธาตุไฟของชาย และด้วยความเป็นธาตุน้ำกับธาตุลมของหญิง ตามธรรมชาติจึงมีความเข้ากันไม่ได้อยู่โดยเดิม ความไม่กลมกลืนนี้เองส่งผลให้เกิดแรงผลักไสเมื่อเข้าประชิดติดพันนานเกินไป

ร่างกายชายหญิงจึงเป็นแม่เหล็กที่มีความพิสดารกว่าแม่เหล็กธรรมดา กล่าว คือแม้จะเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดกันในเบื้องต้น แต่ก็อาจกลับผกผัน ผลักดันกันในเบื้องปลาย คือจะเบื่อหน่ายร่างกายกันและกันในเวลาไม่นานหลังการได้เสีย หากรูปทรงไม่เย้ายวนชวนรัญจวนใจ ก็แทบไม่อยากแม้ชายตามองด้วยซ้ำ

และด้วยความที่ฝ่ายชายมักมุ่งคิดแบบเป็น เหตุเป็นผลแจ่ม ชัด ส่วนฝ่ายหญิงมักมุ่งคิดแบบอิงอารมณ์ละเอียดอ่อนยืดหยุ่นได้ นานไปย่อมทวีความเข้ากันยาก ไม่สอดคล้องกันมากขึ้นทุกที กระทั่งไม่อยากแม้แต่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันสักคำเดียว

หากมีธาตุทางความรู้สึกนึกคิดต่างกันมากๆ เช่น ฝ่ายชายเอาแต่เหตุผลตรงไปตรงมาเข้าว่า แข็งทื่อไร้อารมณ์เป็นไม้กระดาน ส่วนฝ่ายหญิงจะเอาอารมณ์ความรู้สึกมาเป็นแกนนำ แถมโอนเอนไปมาง่ายยิ่งกว่ายอดหญ้า เมื่อพบปะพูดคุยกันเพียงไม่นานก็จะรำคาญกันและกัน ไม่ต้องรอให้คบนานก็อำลาด่วนแล้ว

สรุปคือแค่เป็นชายเป็นหญิง ก็มีแรงผลักออกจากกันแฝงอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าธาตุนิสัยแตกต่างกันแบบสุดขั้วราวกับยืนอยู่คนละข้าง เวทีมวย คุณก็อาจเมินไม่รับไว้พิจารณาเอาเลย แม้ในความเป็นจริงถ้าคุยกันดีๆแค่รอบเดียว ความรู้สึกก็อาจพลิกจากหลังมือเป็นหน้ามือไปเลยก็ได้
๓) ความดึงดูดกันด้วยอำนาจบุญ

บุญเป็นธรรมชาติด้านสว่าง บันดาลให้เกิดผลด้านดี ฉะนั้นคู่ที่เคยร่วมบุญกันมามากในชีวิตก่อน ย่อมได้ร่างกายและจิตใจในชีวิตนี้ที่ดึงดูดกันและกัน พอใจกันและกัน กับทั้งเป็นสุขเมื่อมีกันและกัน

อำนาจของบุญมีพลังยิ่งกว่าพลังใดๆในจักรวาล อะไรอื่นเช่นพลังจากอาหารอาจสร้างเลือดสร้างเนื้อ ตลอดจนช่วยให้เราขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ แต่บุญนั้นถึงขั้นบันดาลรูปชีวิตดีๆได้ หรือขับเคลื่อนรูปชีวิตให้พัฒนาขึ้นได้ จนกว่าจะหมดกำลัง

นั่นหมายความว่าบุญที่เคยทำมาร่วมกัน ย่อมบันดาลให้คู่บุญรู้สึกดีต่อกันตั้งแต่แรกคบ ตลอดจนบันดาลให้พบเจอแต่เรื่องดีๆร่วมกัน มีผลให้เป็นสุขและอยากอยู่ใกล้ชิด ไม่อยากจากไปไหน และไม่อยากมีอะไรอื่นมากกว่านั้น ชวนไปไหนไปกัน นึกครึ้มและคุ้นเคยกับบรรยากาศร่วมกันยิ่งกว่าเมื่ออยู่กับใครอื่นทั้งหมด

และเหนือสิ่งอื่นใด อำนาจของบุญเก่าจะบันดาลให้นึกอยากทำอะไรดีๆร่วมกันอีก ทั้งในแง่ของการช่วยคิด ช่วยพูด และช่วยแก้ปัญหาของอีกฝ่ายให้หมดไป ตลอดจนริเริ่มช่วยคนอื่น ช่วยสังคม ช่วยศาสนาร่วมกันด้วย

บุญที่ใหญ่ยิ่งย่อมก่อให้เกิดความรักที่ ยิ่งใหญ่ ในทางพุทธแล้ว บุญอันยิ่งใหญ่ที่ประกันความผูกพันไร้ที่สิ้นสุด คือการมีโอกาสเกิดร่วมชาติกับพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันตสาวก แล้วมีจิตเลื่อมใส ถวายสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพแด่พวกท่าน กับทั้งอธิษฐานร่วมกัน สนับสนุนกันและกันให้ได้ไปถึงความสิ้นสุดกิเลส สิ้นสุดทุกข์ด้วยกันในอนาคตกาล

เหตุใดจึงตัดสินว่าเป็นบุญยิ่งใหญ่อันให้ผล ผูกพันไร้ที่ สิ้นสุด? เพราะความผูกพันจะมาในรูปของปฏิกิริยาลูกโซ่ ไม่มีการขาดตอนบนเส้นทางสู่จุดหมายสุดท้าย

อันนี้ต้องเข้าใจด้วยนะครับ ว่าพระพุทธเจ้าและพระสาวกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ย่อมเป็นที่น่าเลื่อมใส กับทั้งสามารถช่วยให้ผู้คนเชื่อเรื่องกรรมวิบาก การเวียนว่ายตายเกิด ตลอดจนการเพียรเจริญสติเพื่อดับกิเลสดับกองทุกข์ เมื่อมีวาสนาพบ พวกท่าน กับทั้งเชื่อถือเลื่อมใส ก็ย่อมมีกำลังใจเปล่งวาจาอธิษฐานต่อหน้าพระผู้ทรงคุณ และเมื่ออธิษฐานมุ่งประโยชน์สูงสุด ก็ย่อมเดินทางไปในสังสารวัฏอย่างมีทิศทางชัดเจน ว่าเจอกันแต่ละครั้งจะโน้มเอียงไปในทางบุญแน่นอน

พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกเป็นผู้ถึง นิพพาน ผู้ถึงนิพพานแล้ว ย่อมเปรียบเสมือนประตูนิพพานแก่ผู้ยังไม่พบนิพพาน เพียงได้กราบพวกท่านย่อมเทียบเท่ากราบพระนิพพาน การทำบุญกับพวกท่านย่อมเป็นการสั่งสมกำลังเพื่อให้พอแก่การเดินทางสู่นิพพาน นี่เอง จึงเป็นที่มาของการกล่าวว่าถ้าทำบุญกับพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์แล้ว อธิษฐานถึงนิพพานร่วมกัน ย่อมให้ผลเป็นความผูกพันในทางเกื้อกูลตลอดไป จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อถึงนิพพานด้วยกันนั่นเอง

เปรียบเหมือนการวางรากฐานของตึกหลายร้อย ชั้น เมื่อวางรากฐานเสร็จ คุณจะต่อยอดขึ้นไปเป็นหลายสิบชั้นก็ได้ หรือเป็นหลายร้อยชั้นก็ได้ตามปรารถนา หากในอดีตเคยมีวาสนาได้พบและ ทำบุญกับพระพุทธเจ้าหรือเหล่าพระอรหันต์ คุณย่อมได้รากฐานใหญ่ที่ต่อยอดบุญสูงขึ้นอย่างไร้ขอบเขตจำกัด จนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน

คู่ที่ทำบุญร่วมกันระดับนี้ ย่อมได้ชื่อว่ามีความเป็นที่สุดสำหรับกันและกัน เมื่อ พบกันในแต่ละชาติ จึงไม่เป็นที่สงสัยในความเป็นตัวจริงตั้งแต่ต้น กับทั้งไม่มีทางทอดทิ้งกันได้ลงไปจนตาย แม้ในชาติที่ไม่รู้เรื่องนิพพาน อย่างน้อยก็ต้องรู้สึกผูกพัน อยากช่วยให้อีกฝ่ายพ้นทุกข์พ้นภัยจนถึงที่สุด

ความดึงดูดที่เกิดขึ้นในช่วงแรกคบจะไม่ ธรรมดา เหมือนมีความสดใสกระจ่าง เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ และบันดาลให้นึกออกทันทีว่าหน้าตาของรักแท้เป็นอย่างไร พบกันแล้วเกิดรัศมีบางชนิดคล้ายเกราะแก้วล้อมรอบ กั้นเขตให้รู้ว่านี่คือที่ที่สองคนเท่านั้น มีสิทธิ์ทราบว่าเป็นอย่างไร และถัดจากนั้นจะมีแต่เรื่องดีกับดีประดังเข้ามาช่วยให้แน่ใจ ว่าสมควรยินยอมเป็นสามีภรรยากันแต่โดยดี

ไม่กี่คู่หรอกครับที่ได้พบกับประสบการณ์ประมาณนั้น นั่น ก็เพราะโอกาสพบพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เป็นเรื่องยากยิ่ง และแม้พบแล้วก็ไม่แน่ว่าจะมีบุญพอให้เกิดความเลื่อมใสพวกท่าน หรือถึงแม้มีบุญพอให้เกิดความเลื่อมใสพวกท่านก็ไม่แน่ว่าจะมีคู่รักดีๆไปทำ บุญกับพวกท่านร่วมกันหรือเปล่า

บุญใหญ่ที่รองลงมา ได้แก่การเคยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันแบบคู่ผัวตัวเมีย มีรักเดียวใจเดียว ไม่แยกจากกันจนตาย เหตุการณ์ ทั้งหมดนับแต่ร่วมเตียง ร่วมโต๊ะกินข้าว ร่วมเสพความบันเทิง ตลอดจนร่วมเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน จะรวมกันถักทอเป็นสายใยผูกพันที่มองไม่เห็น

ที่ต้องบอกว่า ‘มองไม่เห็น’ เพราะคู่รักอาจไม่รู้สึกถึงสายใยผูกพันด้วยซ้ำในยามเฉยชิน เหมือนตื่นมาเจอหน้าและร่วมกิจวัตรประจำวันกันไปอย่างนั้นเอง ต่อเมื่อพบกันในอีกชีวิตหนึ่ง ทุกอย่างแปลกใหม่ไปหมดแล้ว สายใยอันเหนียวแน่นจึงปรากฏอย่างเด่นชัด ความรู้สึกว่าไม่อาจดิ้นหนีกันและกันพ้นนั่นแหละ การแสดงตัวของสายใยข้ามชาติ ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับประมาณว่าใช่เลย เคยอยู่ด้วยกันมา

อย่างไรก็ตาม ‘คู่ที่ใช่ไปเรื่อยๆ’ ประเภทนี้อาจไม่ได้รู้สึกหวือหวาเท่า ‘คู่แท้ไปนิพพาน’ คือแค่ตะลึงๆหน่อย ไม่ได้มีรัศมีบุญเก่ามากั้นเขตหยุดโลก แล้วเหตุการณ์ระหว่างกันในช่วงแรกคบก็เรื่อยๆมาเรียงๆ ชุ่มชื่นใจบ้าง สบายใจบ้าง แห้งเหี่ยวบ้าง น่าหงุดหงิดบ้าง แสดงผลของกรรมขาวกรรมดำที่เคยทำร่วมกันมาแบบลุ่มๆดอนๆ ไม่ถึงกับอะไรๆก็ดีไปหมด สนับสนุนให้อยู่ร่วมกันไปหมด

ถ้าเคยปรองดองกันมาก เจอกันใหม่ก็เหมือนเข้ากันได้ง่าย คุยกันได้ทุกเรื่อง สนิทสนมเป็นกันเอง ไม่เป็นอื่นต่อกันเลย พูดไปในทางเดียวกันหมด แต่ถ้าเคยทะเลาะเบาะแว้งบ่อย เจอกันใหม่ก็จะออกแนวขิงก็ราข่าก็แรง จิกกัดทิ่มตำกันแบบพ่อแง่แม่งอน แต่ก็รู้สึกหวานและแสนคิดถึง โดยเฉพาะตอนกลางคืนก่อนหลับไปเดี่ยวๆ

บุญที่รองลงไปกว่านั้น ได้แก่การเคยเป็นญาติสนิทมิตรสหายที่รักกัน เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ตอบแทนกัน ไม่หวังผลประโยชน์จากกัน ในชาติใหม่สายสัมพันธ์ฉันญาตินั้นจะเตือนให้รู้สึกผูกพันและไว้ใจกัน เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน จะขอความช่วยเหลือหรือไหว้วานอะไรก็เกรงใจน้อยกว่าคนอื่น

ความรู้สึกลึกๆจะเป็นไปตามศักดิ์ที่เคยนับ ญาติ หรือคุ้นศักดิ์คุ้นนิสัยกันมา เช่น ถ้าเคยเป็นพี่เป็นน้อง ก็จะรู้สึกเหมือนพี่เหมือนน้อง หัวเราะเล่นหัวได้โดยที่ฝ่ายน้องไม่ถือสา กับทั้งมีความนับถือยำเกรงฝ่ายพี่อยู่ในที ขณะที่ฝ่ายพี่ก็ให้ความเอ็นดู เป็นห่วงและอยากดูแลโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน

แรกเริ่มที่คบหาจะมีความเอ็นดูนำมาก่อน จากนั้นเมื่อใกล้ชิดกันมากขึ้น ก็ค่อยๆแปรเป็นความรู้สึกทางเพศ อันเป็นไปตามความดึงดูดของกายที่กำเนิดมาจากคนละพ่อคนละแม่ แต่กรณีทำนองนี้ก็ไม่แน่นอน ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปักใจกับความรู้สึกแบบญาติ ก็อาจไม่อยากเล่นด้วย หรือกระทั่งพลอยเกลียดอีกฝ่ายไปเลยที่มามีความรู้สึกเชิงชู้สาวกับตน

สรุปแล้วความดึงดูดกันด้วยอำนาจบุญ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อนเสมอไป แม้ความรู้สึกแรกจะอยากเข้าหากันเป็นพิเศษ ก็ต้องดูด้วยว่าพื้นฐานความรู้สึกที่มีต่อกันเป็นแบบไหน ถ้าขยับความสัมพันธ์ไปในเชิงชู้สาวแล้วจะมีฝ่ายใดเดือดร้อนไหม บางคู่มีอันต้องเลิกคบกันดื้อๆ เพียงเพราะฝ่ายหนึ่งเปิดเผยความในใจแบบไม่ทันให้ตั้งตัว ก็นับว่าน่าเสียดายมิตรภาพไม่น้อย
๔) ความผลักดันกันด้วยอำนาจบาป

บาปเป็นธรรมชาติด้านมืด บันดาลให้เกิดผลด้านร้าย ฉะนั้นคู่ที่เคยร่วมกันทำบาปหรือผูกเวรกันมามากในชีวิตก่อน ย่อมได้ร่างกายและจิตใจในชีวิตนี้ที่ผลักดันกันออกห่าง ไม่พอใจกันและกัน กับทั้งเป็นทุกข์เมื่อต้องอยู่ใกล้กัน

แต่การจองเวรนั้นพิสดารนัก ถ้ารูป แบบของการจอง เวรกันเป็นไปในแบบผัวเมีย ชาติปัจจุบันจะเริ่มความสัมพันธ์ด้วยแรงดึงดูดทางเพศเกินห้ามใจก่อน แล้วจึงตามมาด้วยแรงผลักทางอารมณ์ที่น่ารุ่มร้อนในภายหลัง

มันเป็นวงจรเวรต่อเวรไม่รู้จบรู้สิ้นครับ เคยดี เคยร้าย ลงท้ายไม่ปรองดองกันอย่างถาวร แล้วจบลงด้วยความวิปโยคหรือโศกนาฏกรรมถึงเลือดถึงเนื้อ ผ่านภพผ่านชาตินึกว่าจะจบ กลับต้องมาเจอกันใหม่ คบกันใหม่เพราะจำกันไม่ได้ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าเข้าทางวงจรอุบาทว์อีกแล้ว

เวลาฝ่ายหญิงเม้าท์ให้เพื่อนฟังก็มักบ่นว่า ไม่รู้เป็น อะไร กับคนนี้ขนลุกแบบกล้าๆกลัวๆอย่างประหลาด ว่าจะไม่ๆ แต่ก็เหมือนเจอหลุมดำลึกลับที่สู้ไม่ไหว คล้ายเจอเสน่ห์ยาแฝดลากให้ถลาเข้าไปหาทุกที

หรือบางกรณีนะครับ กลกรรมบวกกลกามก็แนบเนียนกว่านั้น ไม่มีสังหรณ์ร้ายใดๆให้เฉลียวใจทั้งสิ้น หลงนึกว่ารักแท้คือแรงดึงดูด ภายหลังถึงค่อยรู้ว่าดึงดูดให้มาตบกัน!

หลักสังเกตคู่เวรง่ายๆ คือคุณจะเหมือนมีสองความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน อาจสลับๆหรือควบคู่กันไป เช่น เว

อรรถกถา เตสกุณชาดก ว่าด้วย นกตอบปัญหาพระราชา

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ด้วยสามารถโอวาทแก่พระเจ้าโกศล มีคำเริ่มต้นว่า เวสฺสนฺตรํ ตํ ปุจฺฉามิ ดังนี้.
ความพิสดารว่า พระศาสดาตรัสเรียกพระราชานั้น ซึ่งเสด็จมาทรงสดับพระธรรม มารับสั่งว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมดาพระราชาควรครองราชย์โดยธรรม เพราะสมัยใดพระราชาเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้ข้าราชการทั้งหลายก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ดังนี้แล้ว ทรงโอวาทโดยนัยแห่งพระสูตรที่มาในจตุกนิบาต และตรัสพรรณนาโทษและอานิสงส์ในการลุอำนาจอคติและไม่ลุอำนาจอคติ ทรงยังโทษในกามทั้งหลายให้พิสดาร โดยนัยเป็นต้นว่า กามทั้งหลายเปรียบได้กับความฝัน แล้วตรัสว่า
ดูก่อนมหาบพิตร ความผลัดเพี้ยนกับมฤตยูย่อมไม่มีแก่สัตว์เหล่านี้ การรับสินบนก็ไม่มี การยุทธ์ก็ไม่มี ชัยชนะก็ไม่มี สัตว์ทั้งมวลล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า เมื่อสัตว์เหล่านั้นไปสู่ปรโลก เว้นกัลยาณธรรมที่ตนกระทำไว้แล้ว ชื่อว่าที่พึ่งอย่างอื่นไม่มีเลย จำต้องละสิ่งที่ปรากฏเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ไปแน่นอน ไม่ควรที่จะอาศัยยศ ทำความประมาท ชอบที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท เสวยราชย์โดยธรรมอย่างเดียว แม้เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เสด็จอุบัติ โบราณกษัตริย์ทั้งหลายตั้งอยู่ในโอวาทของบัณฑิต เสวยราชย์โดยธรรม เสด็จไปยังเทพนครให้เต็มบริบูรณ์
อันพระเจ้าโกศลทรงทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัส ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในพระนครพาราณสี ไม่มีพระราชโอรส ถึงทรงปรารถนาอยู่ก็ไม่ได้พระโอรสหรือพระธิดา วันหนึ่ง พระองค์เสด็จประพาสพระราชอุทยานกับข้าราชบริพารจำนวนมาก ทรงเล่นในพระราชอุทยานตลอดวัน ลาดพระที่บรรทม ณ โคนต้นมงคลสาลพฤกษ์ บรรทมหลับไปหน่อยหนึ่ง ตื่นบรรทมแล้วทรงแลดูต้นรัง ทอดพระเนตรเห็นรังนกอยู่บนต้นไม้นั้น พอทอดพระเนตรเห็นเท่านั้นก็เกิดพระเสน่หา จึงดำรัสเรียกมหาดเล็กคนหนึ่ง มาตรัสสั่งว่า เจ้าขึ้นต้นไม้นี้จงดูให้รู้ว่า ในรังนกนั้นมีอะไรอยู่หรือไม่มี. มหาดเล็กขึ้นไป เห็นฟองไข่อยู่ในรังนกนั้น ๓ ฟอง จึงกราบทูลให้ทรงทราบ
พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้าอย่าปล่อยลมหายใจลงบนไข่เหล่านั้น จงแผ่สำลีลงในผอบ วางฟองนกเหล่านั้นไว้ในผอบแล้วค่อยๆ ลงมา ครั้นตรัสสั่งให้มหาดเล็กลงมาแล้ว ทรงรับผอบด้วยพระหัตถ์ ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า นี่เป็นไข่นกจำพวกไหน? อำมาตย์ทั้งหลายพากันกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ พวกนายพรานคงจักรู้ พระราชาจึงตรัสสั่งให้พวกนายพรานเข้าเฝ้าแล้วตรัสถาม พวกนายพรานกราบทูลว่า ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ฟองนกเหล่านี้ใบหนึ่งเป็นฟองนกฮูก ใบหนึ่งเป็นฟองนกสาลิกา ใบหนึ่งเป็นฟองนกแขกเต้า ตรัสถามว่า ฟองนกทั้งสามอยู่รวมรังเดียวกันได้หรือ? กราบทูลว่า ได้พระพุทธเจ้าข้า เมื่อไม่มีอันตราย ฟองนกที่แม่กกไว้ดีแล้วย่อมไม่ฉิบหาย
พระราชาทรงดีพระทัย ดำริว่า นกเหล่านี้จักเป็นลูกของเรา โปรดให้อำมาตย์สามคนรับฟองนกไว้คนละฟอง ตรัสสั่งว่า นกเหล่านี้จักเป็นลูกของเรา พวกท่านช่วยประคับประคองให้ดี เวลาลูกนกออกมาจากกระเปาะฟองจงบอกเรา. อำมาตย์ทั้งสามต่างรักษาฟองนกเหล่านั้นเป็นอันดี ในจำนวนฟองไข่เหล่านั้น ฟองนกฮูกแตกออกก่อน อำมาตย์จึงเรียกนายพรานคนหนึ่งมาถามว่า แกรู้ไหมว่าตัวเมียหรือตัวผู้? เมื่อนายพรานนั้นพิจารณาดูแน่แล้วบอกว่าตัวผู้ จึงเข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ขอเดชะ โอรสของพระองค์เกิดแล้ว พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาทรงปลาบปลื้ม พระราชทานทรัพย์แก่อำมาตย์นั้นเป็นอันมาก ตรัสกำชับสั่งไปว่า เจ้าจงประคับประคองลูกเราให้ดี จงตั้งชื่อว่า "เวสสันดร" อำมาตย์นั้นได้กระทำตามพระบรมราชโองการ ล่วงมาอีกสองสามวัน ฟองนกสาลิกาก็แตกออก อำมาตย์คนนั้นจึงให้นายพรานพิสูจน์ดู รู้ว่าเป็นตัวเมีย จึงไปยังราชสำนักกราบทูลว่า ขอเดชะ ราชธิดาของพระองค์เกิดแล้ว พระพุทธเจ้าข้า พระราชาทรงดีพระทัยพระราชทานทรัพย์แก่อำมาตย์แม้คนนั้นมากมาย แล้วตรัสกำชับส่งไปว่า เจ้าจงประคับประคองธิดาของเราให้ดี และจงตั้งชื่อว่า "กุณฑลินี" แม้อำมาตย์นั้นก็กระทำตามกระแสพระราชดำรัส ล่วงมาอีกสองสามวัน ฟองนกแขกเต้าก็แตก แม้อำมาตย์นั้นก็ให้นายพรานพิสูจน์ดู เมื่อเขาบอกว่าตัวผู้ จึงไปยังราชสำนัก กราบทูลว่า ขอเดชะ โอรสของพระองค์เกิดแล้วพระพุทธเจ้าข้า. พระราชาทรงดีพระทัย พระราชทานทรัพย์แก่อำมาตย์แม้นั้นเป็นอันมาก แล้วตรัสกำชับส่งไปว่า เจ้าจงจัดการทำมงคลแก่ลูกของเราด้วยบริวารเป็นอันมาก แล้วตั้งชื่อเขาว่า "ชัมพุกะ" อำมาตย์นั้นก็กระทำตามพระราชดำรัส แม้นกทั้งสามก็เจริญมาในเรือนของอำมาตย์ทั้งสามคน ด้วยการบริหารอย่างราชกุมาร.
พระราชามักตรัสเรียกว่า บุตรของเรา ธิดาของเรา ดังนี้เนืองๆ ครั้งนั้น พวกอำมาตย์ของพระองค์พากันยิ้มเยาะกันว่า ท่านทั้งหลายจงดูการกระทำของพระราชา เที่ยวตรัสเรียกกระทั่งสัตว์เดียรัจฉานว่า บุตรของเรา ธิดาของเรา พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงทรงดำริว่า อำมาตย์พวกนี้ยังไม่รู้ปัญญาสัมปทาแห่งลูกทั้งสามของเรา จักต้องทำให้ปรากฏแก่เขา จึงตรัสใช้อำมาตย์คนหนึ่งไปหาเจ้าเวสสันดร ให้แจ้งว่าพระบิดาของท่านอยากจะตรัสถามปัญหา จะเสด็จมาถามได้เมื่อไร? อำมาตย์ไปไหว้เจ้าเวสสันดรแล้ว แจ้งพระกระแสรับสั่งให้ทราบ. เจ้าเวสสันดรจึงเชิญอำมาตย์ผู้เลี้ยงดูตนมาถามว่า เขาบอกว่า พระราชบิดาของฉันใคร่จะตรัสถามปัญหากะฉัน เมื่อพระองค์เสด็จมาที่นี่ ควรที่เราจะทำสักการะ จะให้พระองค์เสด็จมาเมื่อไรเล่าพ่อ? อำมาตย์ตอบว่า จากนี้ไปอีกเจ็ดวัน จึงเชิญเสด็จ. เจ้าเวสสันดรได้ฟังดังนั้นจึงส่งข่าวกราบทูลว่า พระราชบิดาของฉันเสด็จมาได้ในวันที่เจ็ดนับแต่นี้ไป. อำมาตย์นั้นกลับมาทูลแด่พระราชา. ถึงวันที่เจ็ด พระราชาตรัสสั่งให้เที่ยวตีกลองประกาศในพระนคร แล้วเสด็จไปยังที่อยู่ของบุตร เจ้าเวสสันดรสั่งให้ทำมหาสักการะแด่พระราชา โดยที่แม้ทาสและกรรมกรก็ให้ทำสักการะด้วย พระราชาเสวยในเรือนของนกเวสสันดร ทรงรับการต้อนรับสมพระเกียรติ แล้วเสด็จกลับไปพระราชนิเวศน์ ตรัสสั่งให้ทำมหามณฑปที่พระลานหลวง ให้เที่ยวตีกลองประกาศในพระนคร แล้วประทับนั่งในมณฑปอลงกต แวดล้อมไปด้วยมหาชน ทรงส่งพระราชสาสน์ไปยังสำนักของอำมาตย์ว่า จงนำเจ้าเวสสันดรมาเถิด. อำมาตย์ให้เจ้าเวสสันดรจับบนตั่งทองนำมาถวาย นกเวสสันดรจับบนพระเพลาพระราชบิดา เล่นหัวกับพระราชบิดา แล้วบินไปจับบนตั่งทองนั้นตามเดิม. ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะตรัสถามราชธรรมกะเจ้าเวสสันดรในท่ามกลางมหาชน จึงตรัสปฐมคาถาความว่า
เราขอถามเจ้าเวสสันดร นกเอ๋ยขอความเจริญจงมีแก่เจ้า กิจอะไรที่บุคคลผู้ประสงค์เสวยราชสมบัติ กระทำแล้วเป็นกิจประเสริฐ. พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นดังต่อไปนี้ พระราชาทรงทักทายเจ้าเวสสันดรนั้นว่า นกเอ๋ย. กิจอะไรที่ผู้ใคร่ครองราชย์กระทำแล้วเป็นของดี คือสูงสุด พ่อเอ๋ย เจ้าจงบอกราชธรรมทั้งมวลแก่ข้าเถิด. นัยว่า พระราชานั้นดำรัสถามเจ้าเวสสันดรนั้นอย่างนี้. นกเวสสันดรได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว ยังไม่ทูลแก้ปัญหา เมื่อจะทูลท้วงพระราชาด้วยความประมาท จึงกล่าวคาถาที่สอง ความว่า นานนักหนอ พระเจ้ากังสราชพระราชบิดาเราผู้ทรงสงเคราะห์ชาวเมืองพาราณสี เป็นผู้ประมาทได้ตรัสถามเราผู้บุตร ซึ่งหาความประมาทมิได้. ทรงประพฤติสงเคราะห์ชาวเมืองพาราณสีด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ. เสด็จอยู่ในสำนักแห่งบัณฑิตเห็นปานนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ประมาทแล้ว เพราะมิได้ตรัสถามปัญหา. พอกพูนเลี้ยงเราผู้ชื่อว่าไม่ประมาทแล้ว เพราะประกอบด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้น. นกเวสสันดรกล่าวว่า พระราชบิดาถูกพวกอำมาตย์ล้อเลียนว่า ตรัสเรียกสัตว์เดียรัจฉานว่าเป็นบุตร ทรงถึงความประมาทแล้ว เพิ่งโจทย์ คือตรัสถามปัญหาในวันนี้ สิ้นกาลนานนัก. เจ้าเวสสันดรทูลท้วงด้วยคาถาอย่างนี้แล้ว ทูลว่า ขอเดชะ พระชนกมหาราช ขึ้นชื่อว่าพระราชาควรดำรงอยู่ในธรรม ๓ ประการเสวยราชสมบัติโดยธรรม เมื่อจะแสดงราชธรรม จึงกล่าวคาถา ความว่า
ข้าแต่บรมกษัตริย์ ธรรมดาพระราชาควรห้ามมุสาวาท ความโกรธและความร่าเริงก่อนทีเดียว แต่นั้นพึงตรัสสั่งให้กระทำกิจทั้งหลาย คำที่ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวมานั้น นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นกิจของพระราชา. ข้าแต่พระบิดา เมื่อก่อนพระองค์ทรงรักใคร่และเกลียดชังแล้วพึงทรงทำกรรมใด กรรมนั้นที่พระองค์ทรงทำแล้ว พึงยังพระองค์ให้เดือดร้อนโดยไม่ต้องสงสัย แต่นั้นพระองค์ไม่ควรทรงกระทำกรรมนั้นอีก. ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงรัฐ เมื่อกษัตริย์ประมาทแล้ว โภคสมบัติทุกอย่างในแว่นแคว้นย่อมพินาศ ข้อนั้นนักปราชญ์กล่าวว่าเป็นความทุกข์ของพระราชา. ข้าแต่พระบิดา เทพธิดาชื่อสิริ และชื่อลักขี ถูกสุจิปริวารเศรษฐีถาม ได้ตอบว่า ข้าพเจ้าย่อมยินดีในบุรุษผู้มีความขยันหมั่นเพียร ไม่มีความริษยา. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า กาลกรรณีผู้ทำลายจักร ย่อมยินดีในบุรุษผู้ริษยา ผู้มีใจชั่ว ผู้ประทุษร้ายการงาน ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์จงทรงเป็นผู้มีพระทัยดีต่อคนทั้งปวง จงทรงพิทักษ์รักษาคนทั้งปวง จงทรงบรรเทาเสียซึ่งคนไม่มีราศี จงมีคนมีราศีเป็นที่พำนักเถิด. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชนชาวกาสี บุรุษผู้มีราศี สมบูรณ์ด้วยความเพียร มีอัธยาศัยใหญ่ย่อมตัดโคนและยอดของศัตรูทั้งหลายได้. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ของประชาชน ความจริง แม้ท้าวสักกะก็ไม่ทรงประมาทในความหมั่นเพียร ท้าวเธอทรงกระทำความเพียรในกัลยาณธรรม ตั้งพระทัยมั่นในความขยันหมั่นเพียร.คนธรรพ์ พรหม เทวดา เป็นผู้เป็นอยู่อาศัยพระราชาเช่นนั้น เมื่อพระราชาทรงอุตสาหะ ไม่ทรงประมาท เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครองป้องกัน. ข้าแต่พระบิดา พระองค์จงทรงเป็นผู้ไม่ประมาท ไม่ทรงพระพิโรธ แล้วตรัสสั่งให้ทำกิจทั้งหลาย จงทรงพยายามในกิจทั้งหลาย เพราะคนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบความสุข. ข้อความที่ข้าพระองค์กล่าวแก้แล้ว ในปัญหาของพระองค์นั้น ข้อนี้เป็นอนุสาสนี สามารถยังผู้เป็นมิตรให้ถึงความสุข และยังคนผู้เป็นศัตรูให้ถึงความทุกข์ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฐเมเนว วิตถํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ธรรมดาพระราชาควรห้ามมุสาวาทเสียแต่ตอนต้น. อธิบายว่า แว่นแคว้นของพระราชาผู้ตรัสมุสาย่อมไม่มีโอชา. สิ่งสักว่ารัตนะเจ็ด ย่อมเข้าไปภายใต้สถานที่กระทำโอชาในแผ่นดิน แต่นั้น ในอาหาร ในน้ำมัน น้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้น หรือในโอสถทั้งหลายย่อมหาโอชามิได้. ประชาชนบริโภคอาหารขาดโอชา ย่อมเกิดเจ็บป่วยไข้มาก. รายได้ทั้งทางบกทางน้ำ ย่อมไม่เกิดขึ้นในแว่นแคว้น เมื่อรายได้ไม่เกิด พระราชาก็ต้องถึงความยากลำบาก พระองค์ย่อมไม่ทรงสามารถสงเคราะห์เสวกามาตย์ได้ เหล่าเสวกามาตย์มิได้รับสงเคราะห์ ต่างก็จะไม่มองดูพระราชาด้วยจิตเคารพยำเกรง. ข้าแต่เสด็จพ่อ ขึ้นชื่อว่ามุสาวาทนี้ขาดโอชาอย่างนี้ ฉะนั้น จึงไม่ควรกล่าวมุสาวาทนั้น แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต แต่ควรกำหนดถือเอาสุภาษิตข้อที่ว่า ความสัตย์ดีกว่ารสทั้งหลาย ดังนี้เท่านั้น.

อนึ่ง ขึ้นชื่อว่ามุสาวาทเป็นเครื่องกำจัดคุณความดี มีความวิบัติเป็นที่สุด กระทำให้มีอเวจีเป็นเบื้องหน้าในวารจิตที่สอง
อนึ่ง ในเนื้อความนี้ควรแสดง เจติยชาดก มีอาทิว่าธรรมแลอันบุคคลกำจัดแล้วย่อมกำจัดเขา ดังนี้.
ข้าแต่เสด็จพ่อ ธรรมดาพระราชาควรห้าม แม้ความโกรธอันมีความขัดเคืองเป็นลักษณะก่อนเหมือนกัน ข้าแต่เสด็จพ่อ เพราะว่า ความโกรธของคนเหล่าอื่นย่อมไม่ถึงจุดเดือดรวดเร็ว แต่ของพระราชาย่อมถึง ธรรมดาพระราชาทั้งหลายมีวาจาเป็นอาวุธ กริ้วแล้วย่อมยังคนอื่นให้พินาศได้ แม้ด้วยอาการเพียงทรงชำเลืองดู เพราะฉะนั้น พระราชาอย่ามีความโกรธเกินกว่าคนอื่นๆ ควรเพรียบพร้อมด้วยขันติคุณ เมตตาคุณ และความเอื้อเอ็นดู แลดูพสกนิกรเหมือนโอรสที่รักของตน. ข้าแต่เสด็จพ่อ ก็พระราชาผู้ยิ่งด้วยความโกรธเป็นเจ้าเรือน ย่อมไม่สามารถรักษาพระเกียรติยศที่เกิดขึ้นได้
อนึ่ง เพื่อแสดงเนื้อความนี้ควรแสดง ขันติวาทีชาดก แลจุลลธัมมปาลชาดก. แท้จริง ในจุลลธัมมปาลชาดก พระเจ้ามหาปตาปนราชตรัสสั่งให้ปลงพระชนม์พระราชโอรส เมื่อพระเทวีมีพระหทัยแตกสิ้นพระชนมชีพ เพราะเศร้าโศกถึงพระโอรสแล้ว แม้พระองค์เองก็เศร้าโศกถึงพระเทวี มีพระหทัยแตกสวรรคตไปเหมือนกัน. ครั้งนั้น อำมาตย์ทั้งหลายต้องถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศแห่งเดียวกันถึง ๓ พระศพ เพราะฉะนั้น พระราชาควรเว้นมุสาวาทเป็นอันดับแรก อันดับที่สองควรเว้นความโกรธ. อธิบายว่า พระราชาควรหักห้ามความเป็นคนขี้เล่น ในราชกิจต่างๆ ด้วยความมีพระหฤทัยฮึกเหิม คือห้ามความสนุกสนานเสีย. ข้าแต่พระราชบิดา ธรรมดาพระราชาไม่ควรจะเป็นคนขี้เล่น ไม่ควรจะเชื่อถือผู้อื่น ต้องจัดการราชกิจทุกอย่างโดยประจักษ์แจ้งแก่พระองค์เองเท่านั้น เพราะพระราชามีพระหฤทัยฮึกเหิมแล้ว เมื่อทรงกระทำราชกิจจะไม่พินิจพิจารณา ย่อมยังพระอิสริยยศที่ได้แล้วให้พินาศ. อนึ่ง เนื้อความในอธิการนี้ ควรแสดงความที่พระเจ้าทัณฑกีราชใน สรภังคชาดก ทรงเชื่อถ้อยคำของปุโรหิต แล้วผิดในท่านกีสวัจฉดาบส ขาดสูญพร้อมด้วยรัฐมณฑลบังเกิดในกุกกุลนรก ควรแสดงความที่พระเจ้าเมชฌราช ในมาตังคชาดก ทรงเชื่อถ้อยคำของพวกพราหมณ์ ผิดในท่านมาตังคดาบส แล้วขาดสูญไปพร้อมกับรัฐมณฑล บังเกิดในนรก และควรแสดงความที่ตระกูลวาสุเทพ เชื่อถือถ้อยคำของราชทารกพี่น้องสิบคนผู้หลงงมงาย แล้วผิดในท่านกัณหทีปายนดาบส ถึงความพินาศฉิบหายไปใน ฆฏปัณฑิตชาดก.
ข้าแต่พระราชบิดา พระราชาเว้นมุสาวาทเป็นอันดับแรก ความโกรธเป็นอันดับที่สอง ความสนุกสนานไม่เป็นธรรมเป็นอันดับที่สามแล้ว ต่อแต่นั้น จึงควรตรัสสั่งให้กระทำราชกิจที่ควรทำต่อชาวแว่นแคว้น ในภายหลัง. ข้าแต่พระขัตติยมหาราช คำใดที่ข้าพเจ้าทูลแล้ว โปราณกบัณฑิตกล่าวคำนั้นว่าเป็นวัตรสมาทานของพระราชา. ข้าแต่พระราชบิดา กรรมใดอันเป็นเครื่องทำความร้อนใจในภายหลัง ด้วยสามารถแห่งกิเลสมีราคะเป็นต้น ซึ่งเป็นของที่พระองค์ทรงกระทำไว้แล้วต่อกรรมที่ทำไว้ก่อนนั้นมา พระองค์ไม่ควรทำ คืออย่าทรงทำกรรมเช่นนั้นอีก. นั้นท่านกล่าวว่า เป็นความทุกข์ของพระราชา. โปราณกบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้อย่างนี้. นกเวสสันดรนำเหตุการณ์ที่เป็นไปในเมืองพาราณสีเมื่อก่อน มากล่าวแสดงเช่นนี้. บรรดาบทเหล่านั้น สิริเทพยเจ้าถูกสุจิปริวารเศรษฐีถาม บอกแล้ว. สิริเทพยเจ้ากล่าวว่า คนใดตั้งมั่นอยู่ในความหมั่นขยัน และในความเพียร ทั้งเห็นสมบัติของผู้อื่นแล้วไม่ริษยา ข้าพเจ้ารื่นรมย์ในคนผู้นั้น. นกเวสสันดรกล่าวถึงสิริเทพยเจ้าก่อนอย่างนี้.ข้าแต่พระราชบิดา *ส่วนอลักขีเทพยเจ้าถูกถามแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้ายินดีในคนที่ริษยาสมบัติของคนอื่น. คนมีจิตทราม. ได้แก่ คนที่ประทุษร้ายกัลยาณกรรม. อลักขีเทพยเจ้ากล่าวว่า คนใดประทุษร้าย ไม่รักใคร่ เกลียดชัง ไม่ทำกัลยาณกรรม ข้าพเจ้ายินดีในคนๆ นั้น.ข้าแต่มหาราชเจ้า กาลกรรณีผู้หักเสียซึ่งกุศลจักร มีการอยู่ในประเทศอันสมควรเป็นต้น ย่อมยินดีอย่างนี้. ขอพระองค์จงมีพระทัยงาม คือมีพระทัยคิดประโยชน์เกื้อกูล. จงถอดถอน. แต่จงเอาบุญญาธิการเป็นที่อยู่ที่พำนักเถิด.ข้าแต่มหาราชจอมชาวกาสี บุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาและความเพียรนั้น. นกเวสสันดรกล่าวว่า บุรุษผู้มีอัธยาศัยใหญ่ เมื่อจับโจรผู้เป็นปัจจัยแห่งโจร ชื่อว่าจับโจรที่เป็นรากเหง้าของอมิตร ย่อมตัดยอดของปวงอมิตรได้. ท้าวเทวราชนั้นเอาพระทัยใส่ในความหมั่นขยัน และความพากเพียร ไม่กระทำบาปกรรม ทำความเพียรในกัลยาณกรรม คือบุญกรรมอย่างเดียวไม่ประมาท ใส่ใจในความหมั่นขยัน อนึ่ง เพื่อแสดงภาวะแห่งการกระทำความเพียรของท้าวสักกะนั้น ควรแสดงเรื่องเป็นต้นว่า ความที่ท้าวสักกะนั้นมาสู่กปิฏฐาราม พร้อมกับเทวดาในเทวโลกทั้งสอง แล้วถามปัญหาสดับธรรมใน สรภังคชาดก และความที่คำสั่งสอนเสื่อมถอยอันท้าวสักกะยังมหาชนให้ยินดีแล้ว บันดาลให้เป็นไปด้วยอานุภาพของตน ใน มหากัณหชาดก. ได้ยินว่า เทวดาผู้มีกำเนิด ๔ เกิดภายใต้ท้าวจาตุมมหาราช ชื่อว่าคนธรรพ์. ท้าวมหาพรหม. เทวดาชั้นฉกามาพจรด้วยสามารถแห่งอุปัตติเทพ. ท่านเหล่านั้นต่างมีชีพ มีชีวิตสม่ำเสมอหล่อเลี้ยงชีวิตไว้ เพื่อพระราชาผู้ทรงยินดีในกุศลอย่างนั้น เพราะพระราชาเช่นนั้น เมื่อทรงกระทำบุญทานเป็นต้น ย่อมทรงอุทิศส่วนบุญแก่เทวดาทั้งหลาย เทวดาเหล่านั้นรับอนุโมทนาส่วนบุญนั้นแล้ว ย่อมเจริญด้วยทิพยยศ. เมื่อพระราชาเช่นนั้นทรงทำความเพียร ถึงความไม่ประมาทอยู่ เทวดาทั้งหลายย่อมพากันพิทักษ์รักษา ตามไปจัดแจงอารักขาอันชอบธรรม. เมื่อพระองค์จะทรงกระทำรัฐกิจนั้น โปรดกระทำความเพียรในรัฐกิจนั้นๆ ด้วยอำนาจการเทียบเคียง การหยั่งดู การกระทำอันประจักษ์เถิด.
ข้าแต่พระราชบิดา พระองค์ตรัสถามปัญหาใดกะข้าพระพุทธเจ้าว่า ควรจะทำกิจอะไรดี ในปัญหาของพระองค์นั่นเอง ข้าพระพุทธเจ้าได้ทูลคำเป็นต้นว่าควรห้ามมุสาวาทก่อนดังนี้แล้ว ข้อความเหล่านั้นเป็นวัตรบท เป็นวัตรโกฏฐาส พระองค์โปรดทรงประพฤติในวัตรบทนั้น อย่างข้อความที่ข้าพระองค์ทูลแล้ว. ข้อความที่ข้าพระองค์ทูลแล้ว นี้แหละเป็นอนุสาสนีสำหรับพระองค์. เพราะว่า เมื่อพระราชาประพฤติอยู่อย่างนี้ย่อมองอาจ สามารถเพื่อยังมวลมิตรให้มีความสุข และก่อทุกข์แก่มวลอมิตรได้.
เมื่อนกเวสสันดรท้วงถึงความประมาทของพระราชาด้วยคาถาบทหนึ่ง แล้วกล่าวธรรมด้วยคาถาสิบเจ็ดคาถาอย่างนี้ มหาชนบังเกิดความคิดเป็นอัศจรรย์ขึ้นว่า นกเวสสันดรแก้ปัญหาด้วยลีลาแห่งพระพุทธเจ้า ดังนี้แล ยังสาธุการร้อยหนึ่งให้เป็นไป
พระราชาทรงโสมนัส ตรัสเรียกเหล่าอำมาตย์มาตรัสสั่งว่า ดูก่อนอำมาตย์ผู้เจริญทั้งหลาย เพราะเจ้าเวสสันดร บุตรของเรากล่าวแก้ปัญหาทำกิจเสร็จแล้วอย่างนี้ เราควรจะจัดการอย่างไร? พวกอำมาตย์ทูลว่า ควรจัดการโดยมอบตำแหน่งผู้บัญชาการมหาเสนาให้ พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจะให้ตำแหน่งผู้บัญชาการมหาเสนาแก่เจ้าเวสสันดรนั้น แล้วทรงสถาปนาเจ้าเวสสันดรไว้ในฐานันดรศักดิ์ นับแต่นั้นมา นกเวสสันดรนั้นก็ดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการมหาเสนา สนองราชกิจพระราชบิดาด้วยประการฉะนี้.
จบเวสสันดรปัญหา

ล่วงไปอีกสอง-สามวัน พระราชาส่งทูตไปยังสำนักของเจ้านกกุณฑลินีโดยทำนองเดิมนั่นเอง แล้วเสด็จไป ณ ที่นั้นในวันที่เจ็ด เสด็จกลับมาประทับ ณ ท่ามกลางมณฑปนั้น ตรัสสั่งให้นำเจ้านกกุณฑลินีมา เมื่อจะตรัสถามราชธรรมกะนางนกตัวจับอยู่บนตั่งทอง จึงตรัสคาถาความว่า ดูก่อนนางนกกุณฑลินีตัวเป็นเผ่าพันธุ์ของนกมีบรรดาศักดิ์ เจ้าสามารถละหรือ เจ้าจะเข้าใจได้หรือ กิจอะไรเล่าที่ผู้มุ่งจะครอบครองสมบัติ กระทำแล้วเป็นกิจประเสริฐ. พระราชาตรัสถามว่าเจ้าจักสามารถแก้ปัญหาที่พ่อถามได้หรือ? พระราชาทรงทักทายโดยชื่อที่มา โดยเพศของนางนกนั้นว่า แน่ะนางกุณฑลินี ได้ยินว่า ที่หลังหูทั้งสองของนางนกนั้น มีรอยสองแห่งสัณฐานคล้ายต่างหู ด้วยเหตุนั้นพระราชาจึงโปรดให้ตั้งชื่อว่า "กุณฑลินี".พระราชาตรัสถามว่าเจ้าจักแก้เนื้อความแห่งปัญหาที่พ่อถามได้หรือ? พระราชาทรงทักทายนางนกนั้นอย่างนี้ว่า "แน่ะเจ้าตัวมีเผ่าพันธุ์แห่งนกมีบรรดาศักดิ์" ดังนี้ เพราะเป็นน้องสาวของผู้บัญชาการมหาเสนา ผู้มีบรรดาศักดิ์. เหตุไร พระราชาจึงไม่ตรัสถามนกเวสสันดรอย่างนี้ ตรัสถามแต่เจ้ากุณฑลินี นี้แต่ตัวเดียว? เพราะนางนกนี้เป็นอิตถีเพศ. พระราชาทรงพระดำริว่า ธรรมดาสตรีมีปัญญานิดหน่อย ถ้านางนกนี้สามารถก็จักถาม ถ้าไม่สามารถก็จักไม่ถาม ดังนี้ จึงได้ตรัสถามอย่างนี้ด้วยจะทดลองดู แล้วตรัสถามปัญหาเช่นนั้นเหมือนกัน. เมื่อพระราชาตรัสถามราชธรรมอย่างนี้แล้ว นางนกกุณฑลินีจึงทูลว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ชะรอยพระบิดาจะทดลองหม่อมฉัน ด้วยเข้าพระทัยว่า ขึ้นชื่อว่าสตรีแล้วจะแก้อย่างไรได้ หม่อมฉันจักกล่าวราชธรรมทั้งสิ้นแด่พระบิดา รวมไว้ในสองบททีเดียวดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ประโยชน์ตั้งมั่นอยู่ในเหตุ ๒ ประการเท่านั้น คือความได้ลาภที่ยังไม่ได้ ๑ การตามรักษาลาภที่ได้แล้ว ๑.
ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์จงทรงทราบ อำมาตย์ทั้งหลายผู้เป็นนักปราชญ์ ฉลาดในประโยชน์ ไม่แพร่งพรายความลับ ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ทำให้เสื่อมเสีย. ข้าแต่เสด็จพ่อ ก็อำมาตย์คนใดพึงรักษาพระราชทรัพย์ของพระองค์ ให้มีคงที่อยู่ได้ ดุจนายสารถียึดรถไว้ พระองค์ควรทรงใช้อำมาตย์ผู้นั้น ให้กระทำกิจทั้งหลายของพระองค์. พระราชาพึงโปรดสงเคราะห์ชนฝ่ายในด้วยดี ตรวจตราพระราชทรัพย์ด้วยพระองค์เอง ไม่ควรจัดการทรัพย์และการกู้หนี้โดยทรงไว้วางพระทัย ในคนอื่น. พระราชาควรทราบรายได้-รายจ่ายด้วยพระองค์เอง ควรทรงทราบกิจที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำด้วยพระองค์เอง ควรข่มคนที่ควรข่ม ควรยกย่องคนที่ควรยกย่อง. ข้าแต่พระองค์ผู้จอมพลรถ พระองค์จงทรงพร่ำสอนเหตุผลแก่ชาวชนบทเอง เจ้าหน้าที่ผู้เก็บภาษีอากรผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม อย่ายังพระราชทรัพย์และรัฐสีมาของพระองค์ให้พินาศ. อนึ่ง พระองค์อย่าทรงทำเอง หรืออย่าทรงใช้คนอื่นให้ทำกิจทั้งหลายโดยฉับพลัน เพราะว่าการงานที่ทำลงไปโดยฉับพลัน ไม่ดีเลย คนเขลาย่อมเดือดร้อนในภายหลัง. พระองค์อย่าทรงล่วงเลยกุศล อย่าทรงปล่อยพระทัยให้เกรี้ยวกราดนัก เพราะว่า สกุลที่มั่นคงเป็นอันมาก ได้ถึงความไม่เป็นสกุล เพราะความโกรธ. ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์อย่าทรงนึกว่าเราเป็นใหญ่ แล้วยังมหาชนให้หยั่งลงเพื่อความฉิบหาย กำไรคือความทุกข์ อย่าได้มีแก่สตรีและบุรุษของพระองค์เลย. โภคสมบัติทั้งปวงของพระราชาผู้ปราศจากความหวาดเสียว แส่หากามารมณ์ย่อมพินาศหมด ข้อนั้นนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นความทุกข์ของพระราชา. ข้อความที่หม่อมฉันกราบทูลในปัญหาของพระองค์นั้น เป็นวัตรบท นี่แหละเป็นอนุสาสนี ข้าแต่พระมหาราชา บัดนี้ พระองค์โปรดทรงบำเพ็ญบุญ อย่าเป็นนักเลง อย่าทรงราชทรัพย์ให้พินาศ จงทรงศีล เพราะว่าคนทุศีลย่อมตกต่ำ. ความได้ลาภที่ยังไม่ได้แล้วในก่อน ๑ การตามรักษาลาภที่ได้แล้ว ๑. อธิบายว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ขึ้นชื่อว่าการยังลาภที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นก็เป็นภาระ ส่วนการตามรักษาลาภที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นภาระเหมือนกัน เพราะว่า คนบางคนแม้ยังยศให้เกิดขึ้นแล้ว มัวเมาในยศ เกิดความประมาท ทำความชั่ว มีปาณาติบาตเป็นต้น เป็นมหาโจรเที่ยวปล้นแว่นแคว้นอยู่ ถ้าพระราชาตรัสสั่งให้จับมาได้ ต้องลงพระอาชญาให้ถึงมหาพินาศ. อีกอย่างหนึ่ง คนบางคนมัวเมาในกามคุณ มีรูปที่เกิดแล้วเป็นต้น ผลาญทรัพย์สินโดยไม่แยบคาย เมื่อสิ้นเนื้อประดาตัว ก็ต้องเป็นคนกำพร้า นุ่งผ้าเปลือกไม้ ถือกระเบื้องเที่ยวขอทาน หรืออีกนัยหนึ่ง บรรพชิตยังลาภสักการะให้เกิดด้วยอำนาจคันถธุระเป็นต้น แล้วมัวเมาเวียนมาเพื่อหินเพศ บางรูปแม้เจริญปฐมฌานเป็นต้นให้เกิดแล้ว ติดอยู่ในอารมณ์เช่นนั้น เพราะความเป็นผู้มีสติฟั่นเฟือน ย่อมเสื่อมจากฌาน การรักษายศหรือรักษาความได้ฌานเป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นของยากอย่างยิ่ง
อนึ่ง เพื่อจะแสดงความข้อนั้น ควรแสดงเรื่องของพระเทวทัต และควรแสดงเรื่องมุทุลักขณชาดก โลมกัสสปชาดก หาริตชาดก และสังกัปปชาดก.
ส่วนคนบางคนยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท กระทำกรรมอันงาม ยศของบุคคลนั้นย่อมเจริญ เหมือนพระจันทร์ในศุกลปักษ์ฉะนั้น ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์อย่าประมาท ดำรงอยู่ในปโยคสมบัติ ดำรงราชย์โดยธรรม ตามรักษาพระเกียรติยศของพระองค์ที่บังเกิดขึ้นแล้วเถิด. เพื่อกระทำการงานมีหน้าที่ขุนคลังเป็นต้น พระองค์จงทรงใคร่ครวญ. โปรดตรวจดูหมู่อำมาตย์ที่ไม่ใช่คนเล่นเบี้ย ไม่ใช่คนโกง คือไม่ใช่นักเลงการพนัน และไม่เป็นคนหลอกลวง. เป็นคนเว้นจากความเป็นนักเลงเหล้า และนักเลงทางของหอมและระเบียบ. มิใช่ผู้ที่จะยังธนสารและธัญญาหารเป็นต้น อันเป็นราชทรัพย์ให้ฉิบหาย. ดุจสารถีขับรถ อธิบายว่า นายสารถี เมื่อยึดม้าไว้เพื่อห้ามทางที่ไม่เรียบ พึงยึดรถไว้ฉันใด อำมาตย์ใดเป็นฉันนั้น สามารถเพื่อจะรักษาพระองค์ พร้อมด้วยโภคสมบัติได้ อำมาตย์นั้นชื่อว่าเป็นอำมาตย์ของพระองค์ พระองค์ควรยึดอำมาตย์เช่นนั้นไว้ ตรัสสั่งให้กระทำราชกิจเช่นหน้าที่ขุนคลังเป็นต้น. ข้าแต่เสด็จพ่อ เพราะว่าอันโตชนและปริชนที่ใช้สอย ในราชสำนักส่วนพระองค์ของพระราชาใด มิได้รับความสงเคราะห์ด้วยทานเป็นต้น พระราชทรัพย์เช่นเงินทองเป็นต้น ภายในพระราชฐานของพระราชานั้น ย่อมจะพินาศลง ด้วยอำนาจแห่งมนุษย์ที่ไม่ได้รับการสงเคราะห์เหล่านั้น ต่างก็จะพากันไปเสียภายนอก เพราะเหตุนั้น พระองค์โปรดทรงสงเคราะห์อันโตชนด้วยดี ควรตรวจตราพระราชทรัพย์ของพระองค์เองให้รู้ว่า ทรัพย์ของเรามีจำนวนเท่านี้แล้ว ไม่ควรจัดการแม้กิจทั้งสองอย่างว่า เราจะฝังขุมทรัพย์ไว้ในที่โน้น เราจะใช้หนี้แก่คนโน้น. นางนกกุณฑลินีกล่าวว่า พระองค์อย่าได้ทรงทำแม้ด้วยความไว้วางใจผู้อื่น ควรจัดการราชกิจทั้งหมดที่ประจักษ์แก่พระองค์เท่านั้น. พระองค์ควรจะทราบรายได้ที่เกิดจากทางนั้นๆ และควรทราบรายจ่ายที่ควรพระราชทานแก่คนต่างๆ ด้วยพระองค์เองทีเดียว.ในสงคราม ในนวกรรม หรือในราชกิจอื่นๆ พระองค์ควรจะทราบแม้ข้อราชการนี้ ด้วยพระองค์เองทีเดียวว่า กิจนี้เราต้องทำด้วยราชทรัพย์ส่วนนี้ กิจนี้ไม่ต้องทำด้วยราชทรัพย์ โปรดอย่าได้ไว้วางใจผู้อื่น. ข้าแต่เสด็จพ่อ ธรรมดาพระราชาต้องทรงพิจารณา ชำระซึ่งคนผู้ทำการตัดที่ต่อเป็นต้นอันเป็นผู้ควรข่มที่เขานำมาแสดง ควรตรวจสอบดูตัวบทกฏหมายที่พระราชาก่อนๆ ตราไว้ แล้วจึงทรงลงพระราชอาชญาตามสมควรแก่โทษ.
อนึ่ง บุคคลใดเป็นคนควรยกย่อง จะเป็นคนทำลายกำลังของปรปักษ์ที่ใครๆ ทำลายไม่ได้ก็ตาม จะเป็นคนที่ปลุกปลอบกำลังฝ่ายตนที่แตกแล้วก็ตาม จะเป็นคนที่นำราชสมบัติที่ยังไม่ได้มาถวายก็ตาม คนที่ทำราชสมบัติอันได้มาแล้วให้ถาวรก็ตาม หรือว่าผู้ใดช่วยพระชนมชีพไว้ได้ พระราชาทรงยกย่องบุคคลเช่นนี้ ซึ่งเป็นคนควรยกย่องแล้ว ควรตรัสสั่งให้กระทำสักการะ สัมมานะอย่างใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้คนอื่นๆ ก็จักถวายชีวิตกระทำซึ่งกิจที่ควรทำในราชกิจของพระราชานั้น. พระองค์จงทรงอนุศาสน์พร่ำสอนอรรถธรรมแก่ชาวชนบทด้วยพระองค์เอง โดยเงื่อนไขอันประจักษ์แก่พระองค์นั่นเอง. พนักงานข้าราชการผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม รับสินบนในที่นั้นๆ แล้วกลับคำพิพากษา อย่ายังพระราชทรัพย์และแว่นแคว้นของพระองค์ให้พินาศไปเลย ด้วยเหตุนี้ พระองค์อย่าประมาท จงอนุศาสน์พร่ำสอนด้วยพระองค์เองทีเดียว. พระองค์ยังไม่ได้ทรงสอบสวน ยังไม่ได้ทรงพิจารณา อย่าทรงกระทำหรือรับสั่งให้ทำโดยผลุนผลัน. เพราะกรรมที่มิได้พิจารณา ทำไปโดยผลุนผลัน ด้วยอำนาจฉันทาคติเป็นต้น ไม่ดีไม่งามเลย. เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า คนโง่ทำกรรมเช่นนั้น ภายหลังย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ ด้วยอำนาจความวิปฏิสารและเมื่อเสวยทุกข์ในอบายย่อมเดือดร้อนในโลกเบื้อง หน้า. ก็ความข้อนี้ บัณฑิตพึงแสดงด้วยกุรุชาดก ซึ่งมีใจความมีอาทิว่า เราได้ยินว่า พระเจ้ากุรุราชทรงทำความผิดต่อพระฤาษีทั้งหลายดังนี้. ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์อย่าทรงปล่อยพระหฤทัยให้ขุ่นเคืองโกรธกริ้วเกินไป ในเพราะอกุศลกรรมของผู้อื่น อันล่วงเลยกุศลเป็นไป คืออย่าให้ดำรงอยู่ได้. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ เมื่อใด พวกราชบุรุษกราบทูลแสดงโจรต่อพระองค์ผู้สถิตอยู่ ณ ที่วินิจฉัยว่า เจ้านี่ฆ่าคน หรือว่าเจ้านี่ตัดที่ต่อ เมื่อนั้นโปรดอย่าปล่อยพระทัย แม้ที่ทรงขุ่นเคืองเต็มที่ ด้วยถ้อยคำของผู้อื่นด้วยอำนาจทรงพระพิโรธ ยังมิได้ทรงสอบสวน แล้วอย่าได้ทรงลงพระอาญา. เพราะเหตุไร? เพราะว่า เขาจับคนที่มิใช่โจร หาว่าเป็นโจรนำมาก็ได้ ฉะนั้น อย่าทรงพิโรธโปรดสดับถ้อยคำของผู้ที่เป็นโจทก์และจำเลยทั้งสองฝ่าย ทรงชำระด้วยดี รู้ว่าเขาเป็นโจรโดยประจักษ์ด้วยพระองค์แล้ว จึงโปรดกระทำสิ่งที่ควรกระทำ ด้วยสามารถแห่งอาชญาที่ตราไว้ตามพระราชประเพณี ก็ถึงแม้เมื่อเกิดความโกรธขึ้นแล้ว พระราชายังมิได้กระทำพระทัยให้เย็นก่อน ไม่ควรทำการวินิจฉัย ต่อเมื่อใดพระหฤทัยเยือกเย็น ดับร้อน อ่อนโยน เมื่อนั้นจึงควรทำการวินิจฉัย เพราะเมื่อจิตหยาบคาย เหตุผลย่อมไม่ปรากฏ เหมือนเมื่อน้ำเดือดพล่าน เงาหน้าก็ไม่ปรากฏฉะนั้น. ข้าแต่เสด็จพ่อ ราชตระกูลทั้งหลายที่มั่งคั่งมากมาย ถึงความไม่เป็นตระกูล คือถึงความมหาพินาศทีเดียว ก็เพราะความโกรธ เพราะเหตุนั้น ก็เพื่อจะแสดงเนื้อความนี้ ควรกล่าวถึงขันติวาทีชาดก เรื่องพระเจ้านาฬิกีรราช และเรื่องท้าวอรชุนผู้มีกรพันหนึ่งเป็นต้น. ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์อย่าทรงยังมหาชนให้หมกมุ่น หยั่งลงสู่กายทุจริตเป็นต้น เพื่อความฉิบหาย โดยทรงนึกว่า เราเป็นใหญ่ในแผ่นดิน บุคคลถือเอาทุจริตอันเป็นความฉิบหาย ประพฤติฉันใด พระองค์อย่าได้ทรงกระทำฉันนั้น. ข้าแต่เสด็จพ่อ ในแว่นแคว้นของพระองค์ ขอการได้รับทุกข์ คือความถึงซึ่งทุกข์อย่าได้มีแก่หญิงชายเลย ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตามที. อธิบายว่า ประชาชนในแว่นแคว้นของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม พากันกระทำกายทุจริตเป็นต้น ย่อมเกิดในนรกฉันใด สำหรับชาวแว่นแคว้นของพระองค์อย่าได้มีฉันนั้นเลย คือความทุกข์เช่นนั้น จะไม่มีแก่ชาวแว่นแคว้นของพระองค์โดยวิธีใด โปรดทรงกระทำโดยวิธีนั้นเถิด. ผู้ปราศจากภัย เพราะภัยมีการติเตียนตนเป็นต้น. ด้วยบทนี้ นางนกกุณฑลินีแสดงความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ พระราชาใดทรงทำความหวังในอารมณ์อะไรแล้ว ทรงระลึกถึงแต่ความใคร่ของพระองค์อย่างเดียว ทรงปรารถนาสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้นด้วยอำนาจฉันทะความพอใจ เป็นเหมือนคนตาบอดทิ้งไม้เท้า และเหมือนช้างดุไม่มีขอสับ โภคสมบัติทั้งปวงของพระราชานั้นผู้ปราศจากภัยเช่นการติเตียนเป็นต้น ย่อมฉิบหายไป ความฉิบหายของโภคะนั้น ท่านกล่าวว่าเป็นทุกข์ของพระราชาพระองค์นั้น. คำว่า ในปัญหานั้น เนื้อความที่กราบทูลมานั้นเป็นวัตรบทดังนี้ ควรประกอบโดยนัยก่อนนั้นเถิด. ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์ทรงสดับอนุสาสนีนี้แล้ว บัดนี้พึงเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้าน ทรงสร้างบุญกุศล เหตุบำเพ็ญบุญกุศล อย่าเป็นนักเลงสุรา เหตุบริหารด้วยสุราเป็นต้น อย่ายังพระองค์ให้พินาศ เหตุยังประโยชน์ปัจจุบันและสัมปรายิกภพให้ฉิบหาย. พระองค์จงเป็นผู้ทรงศีลสมบูรณ์ด้วยอาจารมรรยาท ดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมเสวยราชสมบัติ.ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะคนทุศีล เมื่อยังตนให้ตกไปในนรก ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าทำตนให้ตกไปในที่ชั่ว.
แม้เจ้านกกุณฑลินีแสดงธรรมด้วยคาถา ๑๑ คาถาด้วยประการอย่างนี้ พระราชาทรงดีพระทัย ตรัสเรียกอำมาตย์มารับสั่งถามว่า ดูก่อนท่านอำมาตย์ผู้เจริญทั้งหลาย เราควรทำกิจอันใดแก่เจ้ากุณฑลินี ธิดาของเราผู้กล่าวธรรมอยู่อย่างนี้?
พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ควรกระทำโดยการมอบตำแหน่งขุนคลังให้พระเจ้าข้า.
ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเราจะให้หน้าที่การงานตำแหน่งขุนคลังแก่ธิดาของเรา แล้วทรงแต่งตั้งนางนกกุณฑลินีไว้ในฐานันดรศักดิ์. นับแต่นั้นมา นางนกกุณฑลินีก็ดำรงอยู่ในตำแหน่งขุนคลัง ได้ทำการสนองราชกิจของพระราชบิดา.
จบกุณฑลินีปัญหา

ล่วงมาอีกสองสามวัน พระราชาส่งทูตไปยังสำนักของเจ้าชัมพุกบัณฑิตโดยนัยก่อนนั้นเอง แล้วเสด็จไปในสำนักของนกชัมพุกบัณฑิตนั้นในวันที่เจ็ด ทรงเสวยสมบัติแล้วเสด็จกลับมาประทับ ณ ที่ท่ามกลางมณฑปนั้นเอง. ครั้งนั้น อำมาตย์เชิญเจ้าชัมพุกบัณฑิตจับบนตั่งทอง แล้วเอาศีรษะทูลตั่งทองมาเฝ้าพระราชา. เจ้าชัมพุกบัณฑิตจับบนพระเพลาของพระราชบิดา เล่นหัวแล้วจับที่ตั่งทองดังเดิม. ลำดับนั้น เมื่อพระราชาจะตรัสถามปัญหากะเจ้าชัมพุกบัณฑิต จึงตรัสพระคาถาความว่า
พ่อชัมพุกะ พ่อได้ถามปัญหากะเจ้าโกสิยโคตร และเจ้ากุณฑลินีมาเช่นเดียวกันแล้ว ชัมพุกลูกรัก คราวนี้ เจ้าจงบอกกำลังอันสูงสุดกว่ากำลังทั้งหลายบ้างเถิด. พระคาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้ แน่ะพ่อชัมพุกะ พ่อได้ถามราชธรรมกะเจ้าเวสสันดรโกสิยโคตรผู้พี่ชายของเจ้า และนางกุณฑลินีผู้พี่สาวของเจ้าแล้ว ทั้งสองต่างก็ตอบตามกำลังปัญญาของตนๆ อนึ่ง พ่อถามพี่ชายและพี่สาวของเจ้าอย่างใด ชัมพุกะลูกรัก บัดนี้ พ่อจะถามเจ้าอย่างนั้นเหมือนกัน เจ้าจงบอกราชธรรมนั้นกับกำลังอันสูงสุดกว่ากำลังทั้งหลายด้วยเถิด.
พระราชา เมื่อตรัสถามปัญหากะพระมหาสัตว์อย่างนี้ หาได้ตรัสถามโดยทำนองที่ตรัสถามนกอื่นๆ ไม่ ดำรัสถามให้พิเศษขึ้นไป. ลำดับนั้น นกชัมพุกบัณฑิตทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถ้ากระนั้น ขอพระองค์จงเงี่ยพระโสตลงสดับ ข้าพระพุทธเจ้าจักกล่าวปัญหาทั้งปวงถวายแด่พระองค์ ดังนี้ แล้วเป็นประดุจว่าบอกถุงทรัพย์พันหนึ่งกะฝูงชนที่เหยียดมือออกรับฉะนั้น เริ่มแสดงธรรมเป็นคาถา ความว่า กำลังในบุรุษผู้มีอัธยาศัยใหญ่ในโลกนี้มี ๕ ประการ ในกำลัง ๕ ประการนั้น กำลังแขน บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังต่ำทราม ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเจริญพระชนม์ กำลังโภคทรัพย์ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังที่สอง.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญชนม์ กำลังอำมาตย์บัณฑิต กล่าวว่าเป็นกำลังที่สาม กำลังคือมีชาติยิ่งใหญ่เป็นกำลังที่สี่ โดยแท้ บัณฑิตย่อมยึดเอากำลังทั้งหมดนี้ไว้ได้. กำลังปัญญา บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังประเสริฐยอดเยี่ยมกว่ากำลังทั้งหลาย เพราะว่าบัณฑิตอันกำลังปัญญาสนับสนุนแล้ว ย่อมได้ซึ่งประโยชน์. ถ้าบุคคลมีปัญญาทราม แม้ได้แผ่นดินอันสมบูรณ์ เมื่อไม่ประสงค์ คนอื่นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาก็ข่มขี่แย่งเอาแผ่นดินนั้นเสีย. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชนชาวกาสี ถ้าบุคคลแม้เป็นผู้มีชาติสูง ได้ราชสมบัติแล้วเป็นกษัตริย์ แต่มีปัญญาทราม หาเป็นอยู่ด้วยราชสมบัติทุกอย่างได้ไม่. ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยเรื่องที่ได้สดับ ปัญญาเป็นเครื่องยังเกียรติยศ และลาภสักการะให้เจริญ คนในโลกนี้ประกอบด้วยปัญญาแล้ว แม้เมื่อทุกข์เกิดขึ้นก็ย่อมได้รับความสุข.ก็คนบางคนไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่อาศัยผู้เป็นพหูสูตซึ่งตั้งอยู่ในธรรม ไม่พิจารณาเหตุผล ย่อมไม่ได้บรรลุปัญญา. อนึ่ง ผู้ใดรู้จักจำแนกธรรม ลุกขึ้นในเวลาเช้า ไม่เกียจคร้าน ย่อมบากบั่นตามกาล ผลแห่งการงานของบุคคลนั้น ย่อมสำเร็จ. ประโยชน์แห่งการงานของบุคคลผู้มีศีลมิใช่บ่อเกิด ผู้คบหาบุคคลที่มิใช่บ่อเกิด ผู้มีปกติเบื่อหน่ายทำการงาน ย่อมไม่เผล็ดผลโดยชอบ. ส่วนประโยชน์แห่งการงานของบุคคลผู้ประกอบธรรมอันเป็นภายใน คบหาบุคคลที่เป็นบ่อเกิดอย่างนั้น ไม่มีปกติเบื่อหน่ายทำการงาน ย่อมเผล็ดผลโดยชอบ. ข้าแต่เสด็จพ่อ ขอพระองค์จงทรงเสวนปัญญาอันเป็นส่วนแห่งการประกอบความเพียร เป็นเครื่องตามรักษาทรัพย์ที่รวบรวมไว้ และเหตุสองประการข้างต้นที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลแล้วนั้นเถิด อย่าได้ทรงทำลายทรัพย์สินเสีย ด้วยการงานอันไม่สมควร เพราะคนมีปัญญาทราม ย่อมล่มจมด้วยการงานอันไม่สมควร ดังเรือนไม้อ้อฉะนั้น. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า กำลังในบุรุษผู้มีอัธยาศัยใหญ่ ในสัตวโลกนี้มี ๕ อย่าง. ได้แก่ กำลังกาย. กำลังกายนั้น แม้เป็นของยิ่งใหญ่ก็เป็นของเลวทรามอยู่นั่นเอง. เพราะเหตุไร? เพราะเป็นกำลังของอันธพาล.อธิบายว่า ถ้าหากกำลังกายจะชื่อว่าเป็นใหญ่จริง กำลังของนางนกไส้ก็ย่อมเยากว่ากำลังของช้าง แต่กำลังของช้างเป็นปัจจัยแห่งความตาย เพราะเป็นกำลังอันธพาล นางนกไส้ยังช้างให้ถึงความสิ้นชีวิตได้ เพราะมันเป็นสัตว์ฉลาดในความรู้. แต่ในความข้อนี้ กิจด้วยกำลังในที่ทุกสถานไม่มีเลย. ควรนำพระสูตรที่ว่า พลํ หิ พาลสฺส วธาย โหติ แปลว่า แท้จริงกำลังย่อมมีไว้เพื่อฆ่าคนโง่ ดังนี้เป็นต้นมาแสดง. กำลังอันเกิดแต่เครื่องอุปโภคเช่นเงินทองเป็นต้นทั้งหมด ชื่อว่ากำลังคือโภคสมบัติ กำลังโภคสมบัตินั้นใหญ่กว่ากำลังกาย ด้วยอำนาจเป็นเครื่องค้ำจุน. ความมีชมรมอำมาตย์อันมีมนต์ไม่ทำลาย มีความแกล้วกล้า มีหทัยดี ชื่อว่ากำลังคืออำมาตย์. กำลังคืออำมาตย์นั้นเป็นกำลังใหญ่กว่ากำลังสองอย่างข้างต้น เพราะความที่อำมาตย์เป็นผู้แกล้วกล้าในสงคราม. ความถึงพร้อมแห่งชาติด้วยสามารถแห่งตระกูลกษัตริย์ ก้าวล่วงเสียซึ่งตระกูลทั้งสาม ชื่อว่ากำลังคือความเป็นผู้มีชาติสูง. กำลังคือความเป็นผู้มีชาติสูงนั้นใหญ่กว่ากำลังนอกนี้ เพราะว่า ชนผู้ถึงพร้อมด้วยชาติเท่านั้น ย่อมบริสุทธิ์ ชนนอกนี้หาบริสุทธิ์ไม่. บัณฑิตย่อมยึดคือย่อมครอบงำกำลังแม้ทั้ง ๔ อย่างเหล่านี้ได้ด้วยอานุภาพแห่งกำลังใด กำลังนั้นได้แก่กำลังปัญญา ท่านกล่าวว่าเป็นของประเสริฐว่าเป็นยอดแห่งกำลังทั้งปวง. เพราะเหตุไร? เพราะบัณฑิตอันกำลังชนิดนั้นค้ำจุน ย่อมได้ซึ่งประโยชน์ คือย่อมถึงซึ่งความเจริญ. เพื่อจะยังเนื้อความนั้นให้สว่างแจ่มแจ้ง ควรแสดงปุณณนทีชาดก ที่ว่า ปุณฺณนทึ เยน จ เปยฺยมาหุ แปลว่า ก็ชนทั้งหลายกล่าวถึงแม่น้ำที่เต็มฝั่งว่า อันสัตว์ใดพึงดื่มได้ดังนี้เป็นต้น และพึงแสดงสิริกาฬกัณณปัญหา ปัญจบัณฑิตปัญหา สัตตุภัสตชาดก สัมภวชาดก และสรภังคชาดกเป็นต้น. คนมีปัญญาทรามคือคนโง่. ข้าแต่เสด็จพ่อ บุคคลผู้มีปัญญาทราม แม้หากได้ธรณีอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยรัตนะ ๗ ไซร้ เมื่อไม่ปรารถนาเลยทีเดียว บุคคลอื่นผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญากระทำการข่มขู่แล้วครอบครองธรณีนั้นได้ เพราะคนมีปัญญาทรามย่อมไม่สามารถเพื่อจะรักษายศที่ได้แล้ว หรือว่าไม่สามารถเพื่อจะได้ราชสมบัติอันเป็นมรดกของตระกูล หรือที่มาถึงแล้วโดยประเพณี อันมั่งคั่งสมบูรณ์. เพื่อจะขยายความนั้นให้แจ่มแจ้ง บัณฑิตควรแสดงปาทัญชลิชาดก ที่ว่า อทฺธา ปาทญฺชลี สพฺเพ ปญฺญาย อติโรจติ แปลว่า ปาทัญชลีราชกุมารย่อมไพโรจน์ล่วงเราทั้งปวง ด้วยปัญญาแน่นอน ดังนี้เป็นต้น. บุคคลอาศัยชาติสมบัติแล้ว แม้จะได้ราชสมบัติอันเป็นของตระกูล.คนมีปัญญาทรามย่อมเป็นอยู่ด้วยราชสมบัติทั้งสิ้นไม่ได้ คือย่อมเป็นผู้ถึงความลำบาก เพราะความเป็นผู้ไม่ฉลาดในอุบาย. พระมหาสัตว์กล่าวโทษของชนผู้มิใช่บัณฑิตโดยฐานะเท่านี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะสรรเสริญปัญญา จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปญฺญา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น ได้แก่ สุตปริยัติ การเล่าเรียนด้วยการฟัง แท้จริงปัญญานั่นเอง ย่อมวินิจฉัยสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้น. เป็นเครื่องเจริญแห่งเกียรติยศชื่อเสียง และลาภสักการะ. บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา แม้เมื่อทุกข์เกิดขึ้น ย่อมเป็นผู้ปลอดภัยกลับได้ความสุข เพราะเป็นผู้ฉลาดในอุบาย. เพื่อจะแสดงความนั้นควรแสดงชาดก ซึ่งเป็นคาถามีใจความมีอาทิว่า ดูก่อนพญาวานร ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ของบุคคลใดเหมือนของท่านเพียงพอ ด้วยมะม่วง ชมพู่ และขนุนเหล่านี้. ไม่เข้าไปใกล้ ไม่ฟังบุคคลผู้เป็นบัณฑิต ไม่เชื่อถ้อยคำของเขา. ตั้งอยู่ในสภาพเหตุผล.ข้าแต่เสด็จพ่อ ใครๆ ไม่หยั่งดู คือไม่พิจารณาดูว่า เป็นประโยชน์หรือไม่เป็น มีเหตุผลหรือไม่มี ย่อมไม่ได้ซึ่งปัญญา. เป็นผู้ฉลาดในกุศลกรรมบถ ๑๐. กระทำความเพียรในกาลอันควรกระทำความเพียร.ความว่า ย่อมกระทำซึ่งกิจนั้นๆ ในกาลนั้นๆ. ผลแห่งกรรมของบุคคลนั้นย่อมสำเร็จ คือย่อมเผล็ดผล. กรรมคือความเป็นผู้ทุศีล มิใช่บ่อเกิดแห่งลาภยศและความสุข ท่านเรียกว่ากรรมมิใช่บ่อเกิด เมื่อบุคคลผู้มีปกติอย่างนั้น คือบุคคลผู้ประกอบด้วยกรรม คือความเป็นผู้ทุศีลนั้น คบหาอยู่ซึ่งบุคคลผู้ทุศีล ซึ่งเป็นผู้มิใช่บ่อเกิดอย่างเดียว ในกาลเป็นที่กระทำกุศลกรรม ผู้เบื่อหน่ายเอือมระอาใจกระทำการ. อธิบายว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ประโยชน์แห่งการงานของบุคคลเห็นปานนี้ ย่อมไม่เผล็ดผล คือไม่สำเร็จโดยชอบ ได้แก่ไม่นำไปสู่ฉกามาพจรสวรรค์ อันเป็นยอดแห่งสกุลทั้งสาม. เมื่อบุคคลประกอบซึ่งนิยกัชฌตธรรมของตน ด้วยสามารถแห่งความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. คบหาบุคคลผู้มีปกติเช่นนั้นอย่างเดียว. ประโยชน์ของเขาย่อมสำเร็จโดยชอบ คือย่อมให้ซึ่งยศอันยิ่งใหญ่. ปัญญาอันเป็นส่วนแห่งการประกอบในเหตุการณ์ อันสมควรประกอบ ในเพราะความเพียร.จงเสพการตามรักษาทรัพย์ ที่ทำการรวบรวมไว้.ข้าแต่เสด็จพ่อ ขอพระองค์จงเสพการตามรักษาทรัพย์ที่ทำการรวบรวมไว้ โปรดเสพคำสอนสองข้อข้างต้นนี้และเหตุผลทั้งหมด ดังที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ทูลแล้ว จงกระทำโอวาทที่ทูลมาแล้วไว้ในพระหฤทัย แล้วทรงรักษาพระราชทรัพย์ในพระคลังของ

"ความเข้าใจ" เปรียบเสมือน "กระจก"

คุณเคยอยู่ใกล้ใครสักคน แล้วคิดบ้างไหมว่า...
ฉันไม่เข้าใจเลย...หรือ...คุณไม่เข้าใจฉันเลย...
เพียงเพราะว่า..เขาไม่ได้ทำและเป็นในสิ่งที่คุณต้องการ
คุณรู้ไหมว่า..ความเข้าใจ...เป็นพื้นฐานของความรัก
หรือความ...รักอาจเป็นพื้นฐาน...ของความเข้าใจ...


แต่ไม่ว่าคุณจะรักใคร..คุณจำเป็นต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น..
ก่อนที่คุณจะให้เขามาเข้าใจใน สิ่งที่คุณต้องการ...

เคยมีใครสักคนบอกคุณบ้างไหมว่า..ความรักคืออะไร?


เชื่อว่าคุณคงเคยได้ฟังมาบ้าง ..ความรักคือการให้..
ให้ไปโดยไม่หวังสิ่งใดๆ ตอบแทน...ให้ไปทั้งใจ...ให้ไปเต็มร้อย...
แม้ผลที่ได้รับกลับ...จะไม่เป็นอย่างที่คุณหวังก็ตาม...
แต่มักมีคำถามตามมาเสมอว่า..
ความรัก...โดยไม่หวังอะไรตอบแทนมี จริงหรือ?


นั่นสินะ..เพราะคงไม่มีใครทำอะไรโดยไม่หวังผลตอบแทน
คุณรักใครสักคน...ยังหวังให้เขามารักตอบ...
ให้อะไรใครสักอย่าง...ยังหวังให้เขาได้รู้ค่า...
แค่ความเข้าใจสักนิด...ยังคงต้องการจากผู้อื่นเสมอมา...
เพราะ "ความต้องการ" ของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด
ได้สิ่งหนึ่ง...ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่งเสมอ...

หากไม่ได้สิ่งที่หวังนั้น...ก็แสวงหาสิ่งทดแทนจากสิ่งอื่น...
คุณทุกคน...ยังคงเป็นผู้แสวงหา...
หาความเข้าใจจากคนรอบข้างเป็นนิจ
หาใครสักคน...ที่รับฟังคุณได้แล้วทำเหมือนเข้าใจ...


"ความเข้าใจ" เปรียบเสมือน "กระจก"
เพียงแค่คุณเลือกที่จะมองกระจกชนิดไหน

หากคุณเลือกกระจกเงา...คุณก็จะเห็นภาพของตัวคุณเอง
หากคุณเลือกกระจกใส...คุณก็จะมองเห็นอีกภาพซึ่งแตกต่างกัน


คนส่วนมากชอบมองกระจกเงา...ซึ่งสะท้อนภาพตัวเองมากกว่า...
จึงไม่แปลกอะไรใช่ไหมที่คุณยังคง... "ไม่เข้าใจ"...
เพราะคุณไม่ได้มองทะลุเข้าไปยัง "หัวใจ" ของเขาเลย...


เปลี่ยนกระจกเงาบานนั้น...ให้เป็นกระจกใสในใจคุณบ้างแค่บางเวลา...
คุณจะพบว่าไม่ยากเกินไปเลย...ที่คุณจะเข้าใจใครสักคน...
แต่อย่าได้คาดหวัง...ที่จะเข้าใจเขา...หรือให้เขามาเข้าใจคุณ..ทั้งหมดที่คุณเป็น

เพราะแม้แต่ตัวคุณ เอง..ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงไหม?...

ทำไมต้องบังคับให้เราเลือก...อุทยานหรืออุตสาหกรรม โดย บรรจง นะแส

ทำไมต้องบังคับให้เราเลือก...อุทยานหรืออุตสาหกรรม
โดย บรรจง นะแส

“ท่าเรือปากบารา และแลนด์บริดจ์ ควรจะเกิดขึ้นนานแล้ว แต่วันนี้ยังไม่เกิด ถือว่าช้ามากแล้ว ทั้งๆ ข้อมูลชี้ชัดว่า หากท่าเรือแห่งนี้เกิดจะมีประโยชน์ต่อประเทศไทยมหาศาล นักลงทุนมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าคุ้มค่า ผมคิดว่ามันต้องเกิดขึ้นเร็วที่สุด ถ้าเราเคาะโครงการวันนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 5 ปี ผมไม่อยากเห็นเราเป็นเหมือนอดีต เช่น ทนใช้สนามบินดอนเมืองมานานตั้ง 25 ปี ทั้งๆ ที่ควรมีสนามบินใหม่นานแล้วท่าเรือปากบาราก็เช่นกัน” เป็นคำกล่าวของนักธุรกิจทีมมันสมองของพรรคเพื่อไทย ที่พูดถึงโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา …

ผมจึงไม่แปลกใจต่อคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่แถลงชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรต่อรัฐสภาว่า “นโยบายข้อที่ 6 เราจะจัดให้มีการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมแห่งใหม่ โดยพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ในทุกภูมิภาคที่เหมาะสมเพื่อรองรับการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่ไม่ก่อมลพิษ และพัฒนาเส้นทางการขนส่งเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่อุตสาหกรรมดังกล่าวกับท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังและท่าเรือมาบตาพุด รวมทั้งการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจระหว่างฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยสำหรับรองรับอุตสาหกรรมที่ไม่ก่อมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน” ท่าเรือน้ำลึกปากบาราคือส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงนั่นเอง

“นักลงทุนมองปราดเดียวก็รู้ว่าคุ้มค่า” ช่างเป็นวาทกรรมที่แทงเข้าไปตรงดวงใจน้อยๆ ของพี่น้องในพื้นที่ที่ไม่ใช่นัก “ลงทุน” แต่เป็นแค่คนที่หาเช้ากินค่ำ และฝากปากท้องไว้กับผืนทะเลและหาดทราย ณ ชายฝั่งแห่งนั้นเสียเหลือเกิน มากไปกว่านั้น คือคำถามที่ว่าทำไมชาวบ้านในพื้นที่ถึงต้องถูกบังคับให้ต้องเลือกอยู่ตลอดเวลา

อาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีเวลาลงไปสตูล เพื่อไปดูว่าเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนของการ “เพิกถอน” สถานะความเป็นอุทยาน เพื่อหลีกทางให้กับการก่อสร้างให้เป็นเขตอุตสาหกรรม และโครงการขนาดใหญ่คือท่าเรือน้ำลึกปากบารา ตอนนี้ดำรงสภาพจริงๆ เช่นไร มีเหตุผลมากพอไหมที่เราจะเพิกถอนเพื่อหลีกทางให้กับการพัฒนาใหม่ให้เข้ามาแทนที่

ถ้าท่านผู้อ่านที่ยังไม่เคยมีโอกาสไปเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อยากเรียนคร่าวๆว่า อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในคาบมหาสมุทรอินเดียทางฝั่งตะวันตกของไทย ครอบคลุมพื้นที่ชายหาดตลอดแนวฝั่งทะเลในท้องที่ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู ตำบลขอนคลาน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล และตำบลสุกร อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่ที่สำคัญคือเกาะเภตรา เกาะเขาใหญ่ เกาะละโละแบนแต เกาะลิดี เกาะบุโหลน เกาะเหลาเหลียง ฯลฯ

ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาลาดชันสูง มีพื้นที่ราบบริเวณหุบเขาและชายหาด มีพื้นที่ทั้งบนบกและทะเลประมาณ 494.38 ตร.กม. หรือ 308,987 ไร่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2526 และได้ประกาศในพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2527 มีความงามที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มา มีป่าไม้ ภูเขา สัตว์ป่า และปะการังหลากสีสวยงาม สถานที่ตั้งที่ทำการอุทยานฯ เป็นเวิ้งอ่าวธรรมชาติที่เรียกว่า “อ่าวนุ่น” นอกจากนี้ยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยอีกหลายเกาะ

ผมลงเรือที่ทำการอุทยานฯ อ่าวนุ่นไปยังเกาะลิดี ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการฯ ไปประมาณ 5 กม. และห่างจากท่าเรือปากบาราประมาณ 7 กม. ลักษณะสำคัญของเกาะลีดีคือ มีหน้าผาและถ้ำเป็นที่อาศัยของนกนางแอ่นเป็นจำนวนมาก มีเนื้อที่ประมาณ 10 ตร.กม. มีหาดทรายขาวบริสุทธิ์ และมีเวิ้งอ่าวยื่นเข้าไปในตัวเกาะเป็นสระน้ำใสสะอาด เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเล่นน้ำทะเล ปัจจุบันเกาะลิดีมีหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ มีบ้านพัก และบริเวณที่กางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว

เกาะที่สำคัญในเชิงของการเป็นชุมชนคือเกาะสุกร ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่มาช้านานมีอาชีพหลักในการทำการประมงและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ปัจจุบันเกาะสุกรมีฐานะเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอปะเหลียน เป็นเกาะขนาดใหญ่อยู่ห่างชายฝั่งเพียง 3 กม. มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีหาดทรายสวยงามหลายแห่ง นอกจากนี้แตงโมที่เกาะสุกรมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในจังหวัดตรัง โดยภาพรวมในสายตาของผมมองว่าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ยังคงสภาพสวยงาม และไม่ควรถูกเพิกถอนเพื่อหลีกทางให้กับการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา

“ตามยุทธศาสตร์ลอจิสติกส์ของประเทศปี 2550-2554 ที่กำหนดให้ประเทศไทยมีท่าเรือขนส่งสินค้าในฝั่งทะเลอันดามันเพื่อรองรับการนำเข้า-ส่งออกฝั่งอันดามัน เพื่อเชื่อมโยงการค้าสู่ตะวันออกกลาง

ท่าเรือปากบาราเป็นยุทธศาสตร์ลอจิสติกส์ฝั่งอันดามัน ซึ่งจะรองรับสินค้าทางด้านภาคตะวันตก ภาคเหนือ ภาคใต้ของไทย รวมไปถึงจีนตอนใต้ ซึ่งเราคาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะมีตู้สินค้าจากภายในประเทศประมาณ 200,000 ตู้ สินค้าจากจีนตอนใต้อีก 100,000 ตู้ หากท่าเรือปากบาราเสร็จสมบูรณ์จะมีสินค้ามาขึ้นที่ท่าเรือปากบาราเพื่อใช้แลนด์บริดจ์ผ่านไปอ่าวอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะน่าแชร์ได้ 10% หรือประมาณ 300,000 ตู้ ซึ่งเท่ากับท่าเรือปากบาราจะรองรับตู้สินค้าได้ไม่น้อยกว่า 600,000 ตู้ต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่ามหาศาล”

มูลค่ามหาศาลในสายตาของนักธุรกิจหรือนักลงทุนกับการที่สังคมไทยจะต้องสูญเสียอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่สวยงามอย่างอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราแล้ว เราจะต้องสูญเสียแหล่งประกอบอาชีพอื่นๆ ที่เขามีอยู่เดิมไม่ว่าอาชีพชาวประมง กลุ่มนักธุรกิจรายย่อยอย่างผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล เจ้าของเรือนำเที่ยว บังกะโล ร้านอาหารทะเล ฯลฯ ทำไมนะสังคมชุมชนท้องถิ่นจึงมักถูกบังคับให้ต้องเลือกอยู่เสมอ ที่สำคัญรัฐมักบอกว่าจะต้องเลือกในสิ่งที่เขากำหนดมาเท่านั้น..เสียดายและอาลัยหมู่เกาะเภตราจริงๆ ครับ.