++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ทัศนคติเกี่ยวกับหลวงพ่อ ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม และธรรมะของศิษยานุศิษย์

ธรรมะหลวงพ่อเทียน

ทัศนคติเกี่ยวกับหลวงพ่อ
ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม
และธรรมะของศิษยานุศิษย์
จากหนังสือ ปกติ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และสิ่งที่ฝากไว้

หลวงพ่อเทียน
ความมหัศจรรย์ในพระธรรมดา
นายแพทย์วัฒนา สุพรหมจักร
ถ้าท่านทั้งหลาย ได้พบกับหลวงพ่อเทียน ก็คงจะมีความเห็นคล้ายกันว่า
ท่านเป็นหลวงตาที่มีความสงบและพูดน้อย เช่นเดียวกับหลวงตาที่พบเห็นทั่ว ๆ
ไป แต่ถ้าได้สังเกตตัวท่านบ้าง ก็จะรู้สึกว่า ท่ามกลางความสงบนั้น
ท่านมีความตื่นตัว รู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา และเมื่อมีโอกาสซักถามปัญหาต่าง
ๆ ก็ได้ประสบกับความมหัศจรรย์ของหลวงตา
ผู้ที่เกือบจะเรียกได้ว่าไม่รู้หนังสือ
ที่เน้นสอนเรื่องสติอย่างเดียวมาตลอด ได้แสดงออกถึงปัญญาอันหลักแหลม
โดดเด่นในการตอบปัญหา แทบจะเรียกได้ว่า"เหลือเชื่อ"
สำหรับผู้ที่ไม่เคยผ่านการศึกษาเล่าเรียนในรูปแบบที่เรายอมรับและยกย่องกัน
จะสามารถตอบชี้แจงด้วยคำพูดที่ง่าย กระชับ
เต็มไปด้วยความหมายเข้าใจได้ชัดเจน หมดข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเรียกขานท่านในชื่อใด สมญานามใดก็ตาม ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
แต่สิ่งที่ท่านสอนหรือตอบนั้น แม้ในคำถามพื้น ๆ
ธรรมดาที่เราสงสัยก็เต็มไปด้วยคุณค่า
เปรียบได้ดังกับการจุดไม้ขีดไฟให้ความสว่างในความมืด
ทำให้เห็นหนทางหรือเกิดความสว่างในปัญญา
อันเป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องการและแสวงหา ที่อยู่ท่ามกลางความมืด
ความไม่รู้ ความสงสัย ความไม่เข้าใจทั้งหลายไม่มากก็น้อย
คำตอบและข้อคิดเห็นต่อไปนี้ได้จากคำถามที่ข้าพเจ้า
และคณะแพทย์ผู้รักษามีความสงสัยได้ถามท่านในช่วงเวลา 5 ปีสุดท้าย
ขอบันทึกไว้เพื่อว่าจะเป็นประโยชน์บ้าง ทั้งนี้
ไม่ได้หวังเพื่อจะยกย่องเชิดชู
หรือชักจูงให้เลื่อมใสโดยปราศจากวิจารณญาณไตร่ตรอง
ซึ่งเป็นเอกสิทธิของแต่ละบุคคลที่เราพึงควรเคารพ
1) ศาสนา
หลวงพ่อกล่าวถึงศาสนาว่า "ศาสนาคือ คน"
เมื่อฟังหรืออ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจ จึงได้ถามท่านว่าศาสนา คือ "คน"
จริงหรือไม่ ท่านตอบว่า
"ศาสนาเป็นเพียงคำที่เราเรียก คำสอน คน โดย คน ที่ถือว่าเป็นผู้รู้
มีหลายอย่าง เวลาจะให้พูดเรื่องศาสนา
จะมีแต่ทำให้เกิดข้อสงสัยและโต้เถียงกัน ขอไม่พูด
แต่ถ้าอยากรู้ว่าความจริงของชีวิตเป็นอย่างไร จะเล่าให้ฟัง
เมื่อรู้แล้วจะหมดสงสัยในคำว่า 'ศาสนา'"
2) หลวงพ่อเทียนสอนแบบฉีกตำรา ?
ข้าพเจ้าได้เรียนถามท่านว่า
คนทั่วไปย่อมยึดถือพระไตรปิฎกเป็นตำราในการศึกษาพุทธศาสนา
แต่เวลาหลวงพ่อสอนไม่ค่อยเห็นพูดถึงเลย ท่านให้ความเห็นว่า
"พระไตรปิฎกนั้นจารึกหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานหลายร้อยปีและคัดลอกต่อกันมานับพันปี
คนเขียนคงเขียนดีแล้ว แต่คนอ่านจะเข้าใจเหมือนคนเขียนหรือไม่ ยังสงสัย
ถ้าจะเอาแต่อ้างตำรา
ก็เหมือนกับว่าเราต้องรับรองคำพูดของคนอื่นซึ่งหลวงพ่อไม่แน่ใจ
แต่สิ่งที่เล่าให้ฟังนั้นขอรับรองคำพูดของตัวเองเพราะจากประสบการณ์จริง
ๆ"
"ตำราเปรียบเสมือนแผนที่
เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ทางไปหรือยังไปไม่ถึงจุดหมาย
ผู้ที่ไปถึงแล้วแผนที่ก็หมดความหมาย"
"พระไตรปิฎกเขียนด้วยภาษาอินเดีย
เหมาะสำหรับคนอินเดียหรือคนเรียนภาษาอินเดียอ่าน
แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องผูกขาดของคนใดคนหนึ่ง
เป็นเรื่องอยู่เหนือภาษา เชื้อชาติ เพศและเวลา
ถ้าเรารู้ธรรมะที่แท้จริงแล้วจะต้องรู้ และเข้าใจในภาษาของเราได้"
"การศึกษาพระไตรปิฎกนั้นดี แต่อย่าให้ติดและเมาในตัวหนังสือ
มะม่วงมีชื่อเรียกหลายอย่างหลายภาษา อย่ามัวแต่ถกเถียง ตีความ
หรือยึดถือว่าจะต้องเรียกอย่างไร แล้วปล่อยให้มันเน่า
ใครที่ได้กินมะม่วงก็ย่อมรู้ว่ารสมะม่วงเป็นอย่างนั้นเอง
ไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไรหรือไม่มีชื่อเลยก็ตาม"
3) เรื่องของพระอานนท์
ข้าพเจ้ามีความสงสัยตลอดมาว่า ทำไมพระอานนท์จึงไม่ได้เป็นพระอรหันต์ทั้ง
ๆ ที่ได้ยิน ได้ฟัง รู้คำสอนของพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าใคร ๆ หลวงพ่อตอบว่า
"พระอานนท์รู้เรื่องพระพุทธเจ้ามากก็จริง แต่ยังไม่รู้จักตนเอง
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วได้เรียนรู้ตนเอง
จึงสำเร็จเป็นพระอรหันต์
4) ธรรมะไม่ใช่เสื้อผ้า
หลวงพ่อเคยกล่าวว่า ท่านเคยมีความเข้าใจผิด คิดว่าธรรมะเป็นสิ่งนอกกาย
เหมือนกับเสื้อผ้าที่จะต้องเสาะแสวงหามาห่อหุ้มสวมใส่
แท้ที่จริงแล้วธรรมะนั้นมีอยู่ในตัวเรานี่เอง
5) จริง สมมติ
ท่านกล่าวว่า คนมีอายุยืน มีความจำและความคิดมากกว่าสัตว์
ครั้นอยู่กันเป็นหมู่มาก จำเป็นต้องตั้งหรือสมมติกฎเกณฑ์ขึ้นมา
เพื่อให้มีความสงบสุขในสังคม เมื่อเวลาผ่านไป คนรุ่นหลังย่อมหลง
ยึดว่าสิ่งสมมตินั้นเป็นความจริง เมื่อมีคนบอกว่าสิ่งที่เขาว่าจริงนั้น
แท้จริงแล้วมันเป็นสิ่งสมมติ คนส่วนใหญ่จะไม่ยอมเชื่อ ซึ่งก็เป็นธรรมดา
"ที่เรียกว่าเงินนั้น ที่จริงแล้วเป็นกระดาษ
เมื่อใช้แล้วมีคนยอมรับจึงมีค่า เวลาไม่ยอมรับก็เป็นเพียงกระดาษ
ในสังคมปัจจุบัน เราใช้เงินเป็นตัวกลางเพื่อแลกเปลี่ยน ชีวิตใด
ครอบครัวใดไม่มีเงิน จะอยู่ได้ด้วยความเดือดร้อน
เงินซื้อความสะดวกและความพอใจได้ แต่ซื้อความหมดทุกข์ไม่ได้
6) คนรักษาศีล หรือ ศีลรักษาคน
ทำไมจึงต้องคอยรักษาศีล เหมือนรักษาแก้วไม่ให้มันแตก
ทำไมเราจึงไม่ประพฤติปฏิบัติตัวให้มีศีลเล่า
ศีลจะได้รักษาเราแล้วจะได้ไม่ห่วงคอยรักษาศีล
7) การปฏิบัติธรรม
เคยถามท่านว่าทำไมการสอนและการปฏิบัติธรรมจึงมีความแตกต่างกันไปตามสำนักต่าง
ๆ ทั้ง ๆ ที่มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน ท่านตอบว่าเรื่องนี้เป็นธรรมดา
แม้ในสมัยพุทธกาลก็มีคนกล่าวว่ามีตั้ง 108 สำนัก
แต่ละแห่งก็ต้องว่าของตัวถูกต้อง อีก 107 แห่งเป็นมิจฉาทิฐิ
ตัวเราเองจะต้องเป็นคนไตร่ตรองพิจารณาเอง การที่เป็นคนเชื่อง่าย
หรือเป็นคนเชื่อยากไม่ฟังคนอื่น ต่างก็ไม่ดีทั้งนั้น
ถ้าการปฏิบัติดังกล่าวทำให้ทุกข์หมดไป ถือว่าได้ สำหรับเรื่องธรรมะนั้น
คนที่รู้ธรรมะที่แท้จริงจะต้องรู้อย่างเดียวกัน"
เมื่อมีคนถามถึงการปฏิบัติธรรมะในรูปแบบอื่น ๆ ว่าดีหรือไม่ท่านกล่าวว่า
"ดีของเขา ไม่ใช่ดีของเรา"
8) ทำดี ทำชั่ว
เคยถามท่านว่า มีคนสงสัย ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จริงหรือไม่ ท่านให้ความเห็นว่า
"ดีชั่วเป็นเรื่องของสังคมกำหนด ดีในที่หนึ่ง อาจจะเป็นชั่วอีกที่หนึ่ง
เราควรจะพูดให้เข้าใจใหม่ว่า ทำดีมันดี ทำชั่วมันชั่ว"
9) การศึกษาธรรมะ
ท่านเคยกล่าวถึงการศึกษาธรรมะว่า"การศึกษาธรรมะเพียงเพื่อเอาไว้พูดคุย
ถกเถียงกันนั้น ได้ประโยชน์น้อย เราต้องนำมาใช้และปฏิบัติให้ถึงที่สุด
จะได้ประโยชน์มากกว่า"
10) เรื่องของพระพุทธเจ้า
เคยมีการกล่าวถึงปัญหาพระบรมสารีริกธาตุ
ว่าเป็นแก้วผลึกหรือเป็นเพียงกระดูกที่ไฟเผา เมื่อได้ขอความเห็น
ท่านกลับตอบว่า
เรื่องของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องของเรา
เรื่องของเราไม่ใช่เรื่องของพระพุทธเจ้า
แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้จักเรื่องของเรา
เมื่อรู้เรื่องตัวเองดีแล้ว ถึงพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาหรือไม่ก็ไม่เป็นปัญหา"
11) การเชื่อ
หลวงพ่อได้กล่าวอยู่เสมอว่า
เราไม่ควรด่วนเชื่อทันทีและไม่ควรปฏิเสธทันทีเช่นกัน
ควรพิจารณาไตร่ตรองให้ดีหรือทดลองเสียก่อน จึงจะเชื่อหรือไม่เชื่อ
ในพุทธประวัติก็มีตัวอย่าง เช่น องคุลีมาลเป็นคนที่เชื่อง่าย
อาจารย์สั่งให้ฆ่าคนตั้งมากมายก็ยังทำ หรือเมื่อปริพาชกพบพระพุทธเจ้า
ทั้ง ๆ ที่พระองค์มีลักษณะน่าเลื่อมใส
แต่ก็ไม่เชื่อว่าพระองค์ตรัสรู้ได้ด้วยตัวเองจึงหลีกไป
ไม่มีโอกาสได้ศึกษาจากพระพุทธเจ้า
12) การศึกษาทำให้คนดี ชั่วจริงหรือไม่ ?
เคยถามว่า ทำไมผู้ที่เคยบวชเรียนมามาก
บางคนเมื่อสึกไปแล้วกลับประพฤติตัวเหลวไหลยิ่งกว่าชาวบ้านที่ไม่เคยบวชเรียนเลย
หลวงพ่อตอบว่า
"คนเหล่านั้นเรียนแต่ตัวหนังสือ ไม่เคยเรียนรู้ตัวเอง"
13) ปัญหาปลีกย่อย
หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า
คนจำนวนไม่น้อยที่มาหาท่านแล้วถามแต่ปัญหาปลีกย่อย เช่น
ทำบุญเช่นนี้ได้บุญแค่ไหน ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ ฯลฯ
มีน้อยครั้งที่จะมีคนถามว่า พุทธศาสนาสอนอย่างไร จะเอาไปใช้ได้อย่างไร
หรือ ที่จะทำให้ทุกข์น้อยลงควรทำอย่างไร
ครั้นจะให้หลวงพ่อถามเองตอบเองก็ดูกระไรอยู่
14) หนา
ข้าพเจ้าเคยนิมนต์ท่านให้ไปสอนผู้ที่เคารพนับถือคนหนึ่ง
ที่ติดและเลื่อมใสในการทำบุญตามประเพณีมาก
เมื่อได้ถามท่านหลังจากที่ท่านกลับมาแล้ว ท่านตอบว่า
"โยมคนนี้เป็นคนหนา เราเคยอ่านพุทธประวัติหรือไม่
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ ก่อนที่จะไปโปรดปัญจวัคคีย์
พระองค์ได้ระลึกถึงอุทกดาบสและอาฬารดาบส
แต่แล้วก็ทราบว่าท่านทั้งสองได้ตายเสียแล้ว หลวงพ่อสงสัย
ว่าพึ่งจากกันไม่นานจะตายทางร่างกายหรือไม่นั้นยังสงสัย แต่ที่ตายแน่ ๆ
คือ ความคิด"
15) หลงในความคิด
หลวงพ่อเคยกล่าวว่า คนเรานั้นคิดอยู่เสมอเหมือนกระแสน้ำ
การหลงติดกับความคิดก็เหมือนการตักน้ำมาเก็บไว้ แต่ถ้ามีสติรู้เท่าทัน
ความคิดนั้น ๆ ก็เหมือนกับน้ำที่ไหลมา แล้วก็ผ่านไป
การหลงติดในความคิดทำให้เกิดทุกข์
16) ทำตามใจคนอื่น
เคยถามหลวงพ่อว่า คนเดี๋ยวนี้มีการศึกษาก็มาก
แต่ทำไมจึงยังแก้ทุกข์ไม่ได้ ท่านตอบว่า
"คนส่วนใหญ่ทำตามใจคนอื่น ไม่ทำตามใจตัวเองจึงเป็นเช่นนี้"
17) สมณศักดิ์
เคยถามท่านว่าสมัยพระพุทธเจ้าไม่มีสมณศักดิ์
แต่ทำไมปัจจุบันในเมืองไทยจึงมีมากนัก ดีหรือไม่ ท่านตอบว่า
"สมณศักดิ์เป็นเรื่องของสังคม จะเรียกว่าดีก็ได้
หรือไม่ดีก็ได้แต่เราอยู่ในสังคมของเขา"
18) อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ท่านกล่าวอยู่เสมอว่า อดีตผ่านไปแล้วแก้ไขไม่ได้ อนาคตก็ยังมาไม่ถึง
มีแต่ปัจจุบันนี้ที่เรายังทำอะไรได้ ถ้าทำดีวันนี้
วันนี้ก็จะเป็นอดีตที่ดีของวันพรุ่งนี้
และในวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นอนาคตที่ดีของวันนี้ที่ทำดีแล้ว
จะไปห่วงอะไรกับสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ และสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
ที่แก้ทุกข์ในปัจจุบันนี้ไม่ได้
19) พระเวสสันดร
เคยเรียนถามว่าเรื่องพระเวสสันดร ซึ่งเป็นตัวอย่างทานบารมี
แต่ดูคล้ายกับว่าเป็นคนไม่รับผิดชอบต่อ บุตร ภรรยา
การให้ทานเช่นนี้ทำให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าจริงหรือ ท่านตอบว่า
เรื่องพระเวสสันดรเป็นเรื่องเล่าต่อกันมา ถ้าเราคิดว่าจริง
เราควรบริจาคทานภรรยาและลูกของเราเอง ให้แก่กรรมกรหรือชาวนา
ไปช่วยเขาทำงาน แล้วเราก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้า
ถ้าจะเปรียบเทียบใหม่ว่าสิ่งที่ติดตัวเรา ผูกพันเหมือนบุตร ภรรยา ก็คือ
ความโลภ ความโกรธและความหลง เราบริจาคหรือท่านสิ่งนี้ไปเสีย
จะพอเข้าใจได้ไหม"
20) อริยบุคคล
หลวงพ่อกล่าวว่า
"ในทางร่างกาย อริยบุคคลกับคนธรรมดานั้นไม่ต่างกัน
มีแต่เรื่องจิตใจเท่านั้นที่อริยบุคคลดีกว่า เหนือกว่าบุคคลธรรมดา"
21) บุญ
เมื่อข้าพเจ้าถามท่านว่า "ทำบุญได้บุญจริงหรือ"
ท่านได้ถามว่า "เข้าใจว่าบุญเป็นอย่างไร"
เมื่อเรียนให้ท่านทราบว่า บุญนั้นเข้าใจว่าเป็นผลดี ตอบแทนเมื่อเราตายไปแล้ว
ท่านถามว่า" เคยฟังพระสวดอานิสงส์การทอดกฐินหรือไม่
ที่ว่าจะได้ฌานและนางฟ้าเป็นบริวารห้าร้อยองค์ หรือพันองค์
จงคิดดูว่าวัดในเมืองไทยมีกี่วัด ถ้ามีการทอดกฐินทุกวัด
ทุกปีจะไปหานางฟ้าที่ไหนมาให้จึงจะพอ
เราคิดว่าพระเป็นเสมือนพนักงานธนาคาร ที่คอยคิดดอกเบี้ยให้
เวลาเราตายอย่างนั้นหรือ"
ข้าพเจ้าได้ถามท่านต่อว่า"
ถ้าเช่นนั้นการทำบุญด้วยวัตถุอย่างที่เป็นอยู่ทั่วไปนั้น
ท่านเห็นเป็นอย่างไร"
ท่านตอบว่า
"การทำบุญด้วยวัตถุก็เป็นสิ่งที่ดี แต่เป็นเพียงข้าวเปลือก เอาไว้ทำพันธ์
เวลาเราจะกินให้ได้ประโยชน์ ต้องกินข้าวหุงหรือข้าวนึ่งสุก
ไม่ใช่ข้าวสารหรือข้าวเปลือก
การหลงติดอยู่กับการทำบุญด้วยวัตถุอย่างงมงาย
เป็นความหลงที่อยู่ในความมืด ที่เป็นสีขาว"บุญเหนือบุญก็คือ
การรู้จักตัวเอง ไม่มีทุกข์นี้แหละ
22) บังสุกุล
เคยถามท่านว่า" เวลาเราบังสุกุลให้ผู้ตาย เขาได้หรือไม่ ท่านตอบ ว่า
"การบังสุกุลเป็นเพียงประเพณีที่คนอยู่ทำขึ้น
เนื่องจากยังห่วงใยในคนที่ตายไปแล้ว ที่ว่าคนตายจะได้หรือไม่ ยังสงสัย
แต่ผู้ที่ได้แน่ ๆ คือพระ เราคิดว่าพระทำหน้าที่แทนบุรุษไปรษณีย์ได้หรือ
?"
23) นักศึกษา
หลวงพ่อเคยเปรียบเทียบว่า คนที่ได้รับการศึกษานั้นมี 2 จำพวก
พวกแรก เป็นผู้ที่รู้แจ้ง หรือรู้จริง เป็นบัณฑิต พูดแล้ว เข้าใจได้เลย
อีกพวกหนึ่ง เป็นเพียงผู้รู้จักและรู้จำ ซึ่งเวลาพูดจะพูดมาก
คำพูดอ้อมค้อมฟุ่มเฟือย หรือไม่ก็อ้างตำรามากมาย
เพื่อชักจูงให้คนเชื่อทั้งนี้ เพราะตัวเองไม่รู้จริง
24) แสงตะเกียง
ในระยะหลัง ๆ ที่หลวงพ่อสุขภาพไม่ค่อยดี
ภรรยาของข้าพเจ้าได้ปรารภกับท่านด้วยความเป็นห่วงเรื่องการสอนธรรมะ
หลังจากที่ท่านจากไปแล้ว ว่าจะเป็นอย่างไรนั้น ท่านตอบว่า
เรื่องนี้อย่าเป็นห่วงเลย
ตราบใดที่ยังมีคนอยู่ก็จะมีคนรู้ธรรมะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
เพราะธรรมะไม่ใช่เรื่องผูกขาดเป็นของส่วนตัว ธรรมะมีมาก่อนสมัยพุทธกาล
แต่พระพุทธเจ้าเป็นคนแรกที่ทรงนำมาสอนและเผยแพร่
คนที่รู้ธรรมะนั้นเปรียบได้เหมือนกับตะเกียงที่จุดสว่างขึ้นในความมืด
คนที่อยู่ใกล้จะเห็นชัด คนที่อยู่ไกลก็เห็นชัดน้อยลง
สักพักหนึ่งตะเกียงจะดับไปและจะมีการจุดตะเกียงให้สว่างขึ้นอีกเป็นครั้งคราว
25) ลูกศิษย์หลวงพ่อ
เมื่อได้เรียนถามท่านว่า มีลูกศิษย์ท่านใดบ้างที่คิดว่าเป็นอย่างหลวงพ่อ
ท่านตอบว่า
เรื่องนี้เป็นเรื่องของจิตใจ เราหยั่งถึงจิตใจคนอื่นได้ยาก
แต่คำพูดที่พูดออกมานั้น เราเข้าใจกัน
26) เรียนกับใคร
ในการเข้ารักษาตัวครั้งสุดท้ายที่โรงพยาบาลสมิติเวช ท่านปรารภว่า
การเจ็บป่วยคราวนี้เป็นเรื่องที่หนัก
ท่านเองก็ได้แต่เฝ้าดูลมหายใจของตนเองว่า จะหยุดเมื่อใด
ข้าพเจ้าจึงได้ถามตรง ๆ ว่า
เมื่อสิ้นหลวงพ่อแล้วจะแนะนำให้ศึกษาธรรมะกับใคร จึงจะได้ผลดีที่สุด
ท่านตอบว่าจงศึกษาธรรมะจากตัวเอง ดูจิตใจตัวเองดีที่สุด
27) เชือกขาดเป็นอย่างไร
เมื่อได้อ่านประสบการณ์ของท่านที่กล่าวว่า
ในช่วงสุดท้ายมีความรู้สึกเหมือนเชือกขาดจากกันนั้น เข้าใจได้ยาก
ท่านได้อธิบายเพิ่มเติมว่า
"คำพูดเป็นเพียงการสมมุติว่าเสียงนั้น ๆ หมายถึงอะไร
มันไม่มีคำพูดที่จะอธิบายภาวะดังกล่าว
ถ้าเราเอาสีขาวกับสีดำซึ่งห่างกันเพียง 1 เซนติเมตร ค่อย ๆ ผสมให้กลืนกัน
ตรงกลางเราเรียกสีเทาใช่ไหม แต่ถ้าหากสองสีนี้ห่างกัน 10 เมตร
แล้วให้สีทั้งสองค่อย ๆ กลืนกัน จะให้อธิบายว่า จุด ๆ
หนึ่งระหว่างนั้นเรียกว่าสีอะไร มันไม่มีคำพูดจะกล่าวให้เข้าใจ
ต้องรู้เห็นเอง
"เคยเห็นเมฆหน้าฝนไหม เนื่องดูคล้ายเป็นรูปเงาต่าง ๆ
แต่ถ้าเรานั่งเครื่องบินเข้าไปอยู่ในก้อนเมฆนั้น ๆ
เราไม่เห็นอย่างที่เห็นก่อนเข้ามาดอก ภาวะดังกล่าวไม่มีคำพูดที่จะอธิบาย
มันอยู่เหนือตัวหนังสือ
การประมาณคาดคะเนหรือความเข้าใจไปเองว่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
ต้องรู้เองเห็นเอง"
28) ผู้ที่เข้าใจท่านพูด
เคยถามท่านถึงจำนวนผู้ที่เข้าใจหลังจากที่ได้แสดงธรรมะ
หรืออบรมว่ามีสักเท่าใด ท่านตอบว่า
"คงจะได้สัก 10-15% เรื่องนี้เป็นธรรมดา คนที่พร้อมจึงจะเข้าใจได้
คนส่วนใหญ่ยังติดทางทำบุญ"
29) พระกราบโยม
ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อท่านไปประเทศลาว
ได้รับนิมนต์ไปสวดต่ออายุให้แม่ของชาวบ้าน หลวงพ่อไม่สวด
เขาภาพเขาจึงไม่ถวายจตุปัจจัย
แต่หลวงพ่อได้ชี้แจงเรื่องการต่ออายุพ่อแม่ว่า ต้องพระทำดีต่อพ่อแม่
ไม่ใช่เพียงแต่มีการสวดมนต์แล้วหวังจะให้พ่อแม่มีอายุยืน และได้พาลูก ๆ
กราบพ่อแม่เป็นครั้งแรกตามท่าน
ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ฮือฮากันว่าผิดประเพณี ไม่เคยเห็นพระกราบโยม
ซึ่งหลวงพ่อกล่าวว่า
"ที่อาตมาพาลูกกราบแม่ตามอาตมานั้น อาตมาไม่ได้กราบโยม
แต่อาตมากราบตัวเอง ที่สามารถสั่งสอนคนให้เข้าใจได้ว่า
การต่ออายุที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร"
30) วิปัสสนาแล้วเป็นบ้า?
ได้เรียนถามท่านว่า การนั่งวิปัสสนาทำให้คนเป็นบ้า
ตามที่มีจิตแพทย์บางคนกล่าว จริงหรือ ท่านตอบว่า
"คนที่ไม่รู้จักจิตใจตัวเองนั่นแหละคือคนบ้า
การนั่งวิปัสสนาเป็นการศึกษาให้รู้จักจิตใจตัวเอง
ถ้านั่งแล้วเป็นบ้าไม่ใช่วิปัสสนา"
31) นิพพาน
ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า เคยถามโยมผู้ที่เคยอธิษฐานหลังการทำบุญว่า
ขอให้อานิสงส์ การทำบุญทำให้เขาเข้าถึงนิพพานในอนาคตกาลด้วยนั้น ว่า
"โยมเข้าใจว่าจะไปถึงนิพพานเมื่อใด"
ชาวบ้านตอบว่า" เมื่อตายไปแล้ว"
ท่านถามต่อว่า" อยากไปถึงนิพพานจริง ๆ หรือ"
ชาวบ้านก็ตอบว่า" อยากไปถึงจริง ๆ"
ท่านจึงพูดว่า "ถ้าเช่นนั้นโยมควรตายเร็ว ๆ จะได้ไปถึงนิพพานไว ๆ"
ชาวบ้านตอบด้วยความงงว่า" ยังไม่อยากตาย
ท่านจึงชี้แจงให้ฟังวา" นิพพานก็อยากไป แต่ทำไมไม่อยากตายเร็ว นี่โยมเข้าใจผิดแล้ว
พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้คนไปนิพพานเมื่อตายแล้ว แต่สอนคนเป็น ๆ
ให้ไปถึงนิพพานขณะที่มีชีวิตอยู่
32) อธิษฐาน
ข้าพเจ้าเคยถามท่านว่า ตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ
หลังจากได้ฉันอาหารของนางสุชาดา แล้วได้ลอยถาด ปรากฏว่าลอยทวนกระแสน้ำ
ซึ่งดูผิดธรรมชาติ ท่านมีความเห็นอย่างไร ท่านชี้แจงว่า
"ของทุกอย่างย่อมลอยตามกระแสน้ำ
เรื่องนี้เป็นการทวนกระแสความคิดที่มีอยู่เป็นอยู่
เวลาเราคิดย้อนกลับขึ้นไปบ้าง ก็จะรู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร"
33) ทุกข์
เคยมีคนถามท่านว่า ทุกข์คืออะไร
ท่านได้เอาของใส่มือให้กำไว้แล้วคว่ำมือลงและแบมือ
ท่านได้ชี้ไปที่ของซึ่งหล่นจากมือไปสู่พื้นว่า
"นี่คือทุกข์"
ผู้ถามก็เข้าใจทันทีว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่เราสร้างสมมติขึ้นและยึดถือไว้
ปล่อยวางได้ ท่านไว้กล่าวถึงผู้ที่เข้าใจโดยเร็วนี้ว่า
"เป็นผู้มีปัญญา"
34) บวช-สึก
เมื่อข้าพเจ้าได้ผ่าตัดกระเพาะอาหารท่านออกเกือบหมด
และได้แนะนำให้ท่านฉันอาหารจำนวนน้อย แต่บ่อย ๆ ท่านเคยปรารภว่า
ท่านปฏิบัติเช่นนี้ วินัยหย่อน จะมีคำครหาได้ อยากไปขอสึก
เพราะท่านจะเป็นพระหรือไม่ ก็ไม่ต่างกัน จิตใจของท่านไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว
35) รู้จักหลวงพ่อเทียนไหม ?
ท่านเคยเล่าให้ฟังเมื่อตอนที่ท่านกำลังคอยรับการฉายรังสีที่โรงพยาบาลรามาธิบดี
มีคนถามท่านว่า "หลวงพ่อรู้จักหลวงพ่อเทียนไหม"
ท่านตอบว่า "พอรู้จักบ้าง"
หลังจากที่ได้พูดคุยเรื่องธรรมะกับท่านแล้ว คนนั้นก็สงสัยจึงถามอีกว่า
"ท่านคือหลวงพ่อเทียนใช่ไหม"
"หลวงพ่อจึงตอบว่า "ใช่"
36) คนตายทำประโยชน์ได้น้อย
ท่านได้พูดถึงการศึกษาปฏิบัติธรรมะว่า ควรทำตอนชาตินี้ ไม่ควรคอยตอนตายแล้ว
"คนตายแล้วทำประโยชน์ได้น้อย คนเป็นทำประโยชน์ได้มากกว่า
37) หินกับหญ้า
ข้าพเจ้าเคยถามเรื่องการนั่งสมาธิหรือกรรมฐานว่าเป็นอย่างไร ท่านตอบว่า
"การนั่งสมาธิมีมาก่อนสมัยพุทธกาล ทำให้เกิดความสงบชั่วคราว
เมื่อออกมาจากสมาธิก็ยังมีความโลภ โกรธ หลงอยู่ จิตใจไม่เปลี่ยน
เปรียบเหมือนกับหินกับหญ้า แม้หญ้าจะฝ่อลง เมื่อหญ้าต้องแสงอาทิตย์
หญ้าก็งอกขึ้นมาอีก ต่างกับวิปัสสนาที่ทำให้เกิดปัญญา
จิตใจเปลี่ยนแปลงดีขึ้น"
38) พระเครื่อง
ก่อนที่จะทราบว่าท่านเป็นใคร
ข้าพเจ้าได้พบท่านในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังสนใจพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง
ได้เอาพระนางพญาพิษณุโลกมาอวด
เพื่อที่จะได้ถือโอกาสขอพระเครื่องจากท่านโดยอวดว่า
พระนางพญาพิษณุโลกนี้เป็นพระเครื่องที่เก่าแก่สร้างมาตั้ง 700 ปีแล้ว
ท่านถามว่า
"พระองค์นี้ทำจากอะไร"
เมื่อข้าพเจ้าตอบว่า ทำจากเนื้อดินเผา แกร่งสีเนื้อมะขามเปียกมีแร่ต่าง ๆ
ปรากฏอยู่เต็ม ท่านตอบด้วยความสงบว่า
"ดินนั้นเกิดมาพร้อมกันตั้งแต่สร้างโลก
พระองค์นี้ไม่ได้เก่าแกไปกว่าดินที่เราเหยียบก่อนเข้ามาในบ้านนี้หรอก"
เพียงประโยคเดียวที่ทำให้ข้าพเจ้าถอดพระเครื่องออกจากคอได้อย่างมั่นใจที่สุด
มีคนถามท่านว่าแขวนพระดีหรือไม่ ท่านตอบว่า
ดี แต่มีสิ่งที่ดีกว่าแขวนพระจะเอาไหม"
ในโอกาสหนึ่งมีคนถามเรื่องเครื่องรางของขลังของเขาว่ามีอานุภาพตามที่เล่าลือหรือไม่
ท่านถามว่า "คนทำตายหรือยัง"
เมื่อตอบว่าคนที่ทำได้ตายแล้วเพราะเป็นของมรดกตกทอดกันมา ท่านจึงตอบว่า
"คนที่ทำยังตายเลย แล้วเราจะหวังสิ่งนี้ ช่วยไม่ให้เราตายได้อย่างไร"
39) มงคล
ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านเคยถูกนิมนต์ไปเพื่อสวดมงคลในบ้านหลังหนึ่ง
ท่านขอร้องให้เอากาละมังขนาดใหญ่ใส่น้ำ เพื่อจะทำน้ำมนต์แทนบาตร
หลังจากท่านได้ทำให้แล้ว แทนที่จะพรมน้ำมนต์ให้
ท่านกลับเอาน้ำมนต์ในกาละมังสาดไปทั่วบ้านแล้วบอกว่า
"ช่วยกันเก็บช่วยกันถู อันนี้แหละเป็นมงคล
การที่เราใช้น้ำมนต์ประพรมตัวเรา อาจจะแพ้ลูกไม้ใบหญ้าที่ใส่ไว้ในน้ำมนต์
มีอาการผื่นคันขึ้นมา ต้องเปลืองเงินทองซื้อหยูกยารักษาอีก
แล้วมันจะเป็นมงคลได้อย่างไร"
40) ทำไมจึงแสวงหาธรรมะ
ข้าพเจ้าเคยเรียนถามท่านว่า ท่านมีความบันดาลใจอย่างไรจึงแสวงหาธรรมะ
ท่านตอบว่า ท่านเคยทำบุญทำทานมาตลอด ทอดกฐินอยู่เสมอ
ครั้งสุดท้ายในงานทอดกฐิน ท่านได้มีปัญหาในเรื่องที่จะทำบุญกับคนในบ้าน
ท่านจึงคิดว่า ทั้ง ๆ ที่ท่านทำบุญให้ทานก็มากแล้ว
ทำไมจึงยังมีความทุกข์เกิดขึ้นได้อีก
ท่านจึงตัดสินใจที่จะแสวงหาธรรมะที่จะพ้นทุกข์ได้ตั้งแต่บัดนั้น
41) ทำไมจึงบวช
ตามที่ทราบ ท่านได้รู้ธรรมะตั้งแต่เป็นฆราวาส ทำไมท่านจึงบวชท่านตอบว่า
"พระภิกษุ เป็นสมมุติสงฆ์ การบวชทำให้สอนคนได้ง่ายขึ้น
42) กราบผ้าเหลือง
ข้าพเจ้าเคยกล่าวกับท่านว่า เราเองไม่ทราบว่าพระองค์ไหนจะเป็นพระแท้ หรือ
เป็นเพียงกาฝากของศาสนา เพียงเห็นผู้ที่โกนศีรษะ ห่มผ้าเหลืองก็กราบแล้ว
ท่านให้ความเห็นว่า
"ถ้าหากจะกราบเพียงผ้าเหลือง เวลาผ่านไปแถวเสาชิงช้า
มิต้องกราบตามสถานที่ขายเครื่องพระ ตั้งแต่หัวถนนจดท้ายถนนหรือ"
43) การไม่กินเนื้อสัตว์
เคยเรียนถามท่านว่า
การไม่กินเนื้อสัตว์ทำให้การปฏิบัติธรรมะดีขึ้นหรือไม่ ท่านตอบว่า
"การที่จะรู้ หรือปฏิบัติธรรมะ ไม่ได้ขึ้นกับการกินอะไรหรือไม่กินอะไร
ดูอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งอย่าว่าแค่เนื้อเลย
แม้กระทั่งอดข้าวอดน้ำจนเกือบตาย ก็ยังไม่รู้ธรรมะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องของปัญญา"
44) ศาลพระภูมิ
เมื่อข้าพเจ้าได้ถามถึงเรื่องเจ้าที่ ศาลพระภูมิว่ามีอิทธิฤทธิ์
ให้คุณให้โทษแก่เจ้าของบ้าน จริงหรือไม่ ท่านตอบว่า
"จงคิดดู ถ้าเจ้าที่นั้นมีอิทธิฤทธิ์จริงแล้ว
ทำไมจึงไม่เนรมิตบ้านอยู่เอง เนรมิตอาหารกินเอง
ทำไมจึงต้องคอยให้คนสร้างให้ หรือคอยอาหารเซ่นไหว้ซึ่งน้อยนิดเดียว
จะกินอิ่มหรือ"
45) ทำงานอย่างมีสติ
หลวงพ่อกล่าวอยู่เสมอว่า
"คนเรามีหน้าที่ ที่จะต้องทำในสังคมที่ตนอยู่ เป็นธรรมดา
การปฏิบัติหน้าที่โดยมีสติ จะได้ผลงานที่สมบูรณ์"
46) ติดสมาธิ
ท่านเคยกล่าวเตือนว่า
"การที่ติดอยู่กับรูปแบบของสมาธิ จะเป็นวิธีใดก็ตาม
เหมือนกับการนั่งเรือข้ามฟาก แล้วไม่ยอมขึ้นจากเรือ ทั้ง ๆ
ที่เรือถึงฝั่งตรงกันข้ามแล้ว เพราะยังหลงสนใจในตัวเรือ เครื่องเรืออยู่"

ถ้ารู้จักใช้ "กาลามสูตร"

ถ้ารู้จักใช้ "กาลามสูตร"

เป็นเครื่องตัดสิน ก็จะหมดปัญหาทั้งปวง
ที่เกี่ยวกับความเชื่อ.

(กาลามสูตรนั้นมีใจความว่า อย่าเชื่อเพราะเหตุ ๑๐ อย่าง คือ เพราะฟังตามกันมา, เพราะปฏิบัติตามกันมา, เพราะกำลังเล่าลืออยู่กระฉ่อน, เพราะอ้างได้ว่ามีในปิฎก, เพราะมีเหตุผลทางตรรก, เพราะมีเหตุผลทางปรัชญา (นยะ), เพราะการตรึกตามอาการ (สามัญสำนึก), เพราะทนได้ต่อความเห็นของตน, เพราะผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อ และเพราะเห็นว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา; แต่ให้เชื่อโดยการรับรู้ประจักษ์อยู่แก่ใจว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง เช่นว่า โลภะ โทสะ โมหะ เป็นสิ่งเลวร้าย โดยไม่ต้องเชื่อแม้แต่พระศาสดา)

ที่มา:กฎบัตรพุทธบริษัทพุทธทาส อินทปัญโญ

มีคนไทยกี่คนที่รู้เรื่อง Thai PIN Code

>>มีคนไทยกี่คนที่รู้เรื่อง Thai PIN Code
>>"สิทธิของท่านท่านพึงต้องรักษาไว้ด้วยตัว ของท่าน"
>>ใครเคยรู้เรื่องนี้บ้างอ่ะ
>>
>>รหัสลับบุคคล
>>(PIN Code : Personal Identification Number Code)
>>
>>
>>PIN Code คืออะไร
>>PIN Code คือชุดตัวเลขหรือตัวอักษรที่กำหนดขึ้นเป็นรหัสลับเฉพาะส่วนบุคคลที่ใช้ร่วม กับเลขประจำตัวประชาชนเพื่อใช้เป็นรหัสผ่านเข้าสู่ระบบงานหรือการให้บริการ ในระบบคอมพิวเตอร์ ภายใต้ข้อกำหนดหรือรูปแบบของหน่วยงานผู้ให้บริการจะกำหนดขึ้น
>>
>>PIN Code กับ กรมการปกครอง
>>กรมการปกครองได้พัฒนาระบบงานการให้บริการ ประชาชนทางด้านงานทะเบียนและบัตรด้วยระบบคอมพิวเตอร์มาอย่างต่อเนื่องมี ประสิทธิภาพและประชาชนที่ไปติดต่อขอใช้บริการได้รับความสะดวกรวดเร็วประหยัด เวลาและค่าใช้จ่าย จากการพัฒนาระบบงานอยู่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนทุกหนแห่งมี
สิทธิเข้าถึงการบริการของภาครัฐที่เปิดให้บริการข้อมูลด้านต่างๆ ได้อย่างทั่วถึงผ่านระบบเครือข่าย กรมการปกครองจึงได้ขยายรูปแบบการให้บริการโดยได้รับความเห็นชอบและอนุมัติ จากอธิบดีกรมการปก ครองให้สำนักบริหารการทะเบียนเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบนำ โครงการรหัสบุคคล( PIN PROJECT) < /span>มาใช้ พร้อมทั้งให้กล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์คนไทยดอทคอมฟรี ( Free E-mail
Address khonthai.com ) แก่คนไทยทุกคนที่มีรหัส PIN Code เพื่อใช้ในการร ับ-ส่งจดหมายผ่านระบบเครือข่าย Internet ที่เว็บไซต์ www.khonthai.com
>>
>>เริ่มใช้รหัส PIN Code เมื่อไหร่
>>กรมการปกครองได้เริ่มให้บริการรหัส PIN Code เป็นการทดลองปฏิบัติ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2544เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นรหัสผ่านควบคู่กับเลขประจำตัวประชาชนเพื่อเข้าสู่ ระบบการให้บริการตรวจสอบข้อมูลของตนเองและเป็นรหัสผ่านเข้าสู่กล่องจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ ( E-mail) ที่ได้มาพร้อมกับรหัส PIN Code ผ่าน Internet ที่ www.dopa.go.th และ www.khonthai.com
>>
>>ผู้มีสิทธิ และ การไปติดต่อขอรับ PIN Code
>>1. ประชาชนคนไทยทุกคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านถูกต้องตามกฎหมายมีสิทธิขอรับ ได้ทุกคน PIN Code
>>2. หากท่านต้องการ สามารถไปขอรหัส PIN Code ได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักงานเขต หรือเทศบาล แห่งใดก็ได้ทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้สำนักทะเบียนสามารถออนไลน์ทั่วถึงกันทุกแห่งแล้ว ให้ไปติดต่อขอรับที่งานทะเบียนราษฎร
>>3. โปรแกรมให้รหัสลับบุคคล หรือ PIN Code นี้จะอยู่ที่ โปรแกรมรับแจ้งให้บริการงานทะเบียนราษฎร ข้อที่ 11
>>4. ผู้ขอต้องเป็นเจ้าของข้อมูลเท่านั้น
>>5. หลักฐานที่ใช้ เพียงบัตรประจำตัวประชาชนก็พอแล้ว ( สำหรับผู้ที่ยังไม่มีบัตรสามารถนำหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาใบ สูติบัตรไปยื่นขอได้ที่งานทะเบียนราษฎร) ปล. ไม่มีค่าใช้จ่าย-ไม่มีค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น
>>
>>รหัส PIN Code ที่ได้มาเป็นอย่างไร
>>รหัส PIN Code ที่ได้มา (อาจเป็นตัวเลขหรือตัวอักษร 4 ตัว) มี 2 ชุด อยู่คนละบรรทัด ชุดที่ 1 บรรทัดบน เรียกว่า PIN 1 ชุดที่ 2 บรรทัดล่าง เรียกว่า PIN 2 โดยทั่วไปจะใช้ PIN 1 ส่วน PIN 2 จะใช้ในบางโปรแกรมซึ่งจะระบุให้ใช้ทั้ง PIN 1 และ PIN 2 โดยจะมีคำชี้แจงแจ้งให้ทราบไว้อย่างชัดเจน
>>เมื่อท่านได้รหัส PIN Code มา ท่านจะได้รับกล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์คนไทยดอทคอมโดยอัตโนมัติด้วย ซึ่ง e-mail address ของท่านคือ p ตามด้วยเลขประจำตัวประชาชนของท่าน @ khonthai.com ดังตัวอย่าง p3100199999001@khonthai.com ฟรีทันทีซึ่งให้เนื้อที่เก็บจดหมายขนาด 2 เมกะไบต์ ( Megabytes) และสามารถแนบไฟล์ข้อมูลได้ครั้งละ 30 กิโลไบต์ ( Kilobyte)
เมื่อใดก็ตามที่เนื้อที่เก็บจดหมายของท่านเต็มท่านจะไม่สามารถรับจดหมายใหม่ ได้ท่านต้องทำการลบจดหมายที่ไม่ต้องการทิ้ง ด้วยตัวท่านเอง
>>
>>การใช้รหัส PIN Code
>>เมื่อท่านได้รับรหัส PIN Code มาท่านสามารถเข้าสู่ระบบตรวจสอบข้อมูลตนเองได้ทันที
>>สำหรับการเข้าใช้งานระบบ webmail khonthai ท่านจะใช้งานได้ในวันถัดไป
>>
>>ช่องทางการเข้า ใช้งาน มีดังนี้
>>1. ที่เว็บไซต์ www.dopa.go.th และ คลิกที่ Banner : Thailand Gateway
>>2. ที่เว็บไซต์ www.khonthai.com และ คลิกที่หัวข้อ Thailand Gatewayหรือ หัวข้อประตูสู่การบริการภาครั ฐ หรือ URL :http://www.khonthai.com/thailandgateway/
>>3. ใช้ผ่านตู้บริการอเนกประสงค์ ( MPM : Multi Purpose Machine)ซึ่งเป็นเครื่องบริการประชาชนอัตโนมัติ มีระบบให้บริการประชาชนหลากหลายรูปแบบ อาทิ การคัดสำเนารายการข้อมูลตนเอง การแจ้งย้ายเข้าหรือออกจากทะเบียนบ้านแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องไปทำที่อำเภอ ฯลฯ จะเปิดให้บริการ ในเร็ว ๆ นี้
>>ประชาชนจะได้รับ ประโยชน์อย่างไร
>>1. เป็นรหัสสำหรับเข้าตรวจสอบข้อมูลของตนเองจากฐานข้อมูลโดยตรง เช่น ข้อมูลตามทะเบียนราษฎร ข้อมูลการทำบัตร ข้อมูลการจดทะเบียนสมรส / หย่า ฯลฯ
>>2. เป็นรหัสสำหรับเข้าตรวจสอบสิทธิประโยชน์อื่นๆ ของภาครัฐที่ทางราชการจะแจ้งสิทธิต่างๆ ของท่านให้ทราบผ่านทางเลือกนี้ และที่จะเปิดให้บริการเพิ่มเติม เช่นสิทธิการเลือกตั้งประกันสุขภาพประกันสังคม การขึ้นทะเบียนทหารการทำใบขับขี่ฯลฯ
>>3. เป็นรหัสสำหรับเข้าขอตรวจคัดรับรองสำเนารายการทะเบียนข้อมูลของตนเองผ่านทาง Internetและตู้บริการอเนกประสงค์ ( MPM)เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการติดต่อหน่วยงานใด ๆ ได้โดยไม่ต้องพกพาเอกสารติดตัว
>>4. เป็นรหัสสำหรับเข้าสู่กล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ( E-mail Addresskhonthai.com ) เพื่อรับ-ส่งข้อมูลข่าวสารได้
>>5. เป็นรหัสสำหรับการยืนยันตัวบุคคลในการขอทำบัตรประจำตัวประชาชนคร ั้งต่อไป เพื่อเป็นการป้องกันบุคคลอื่นมาสวมตัวหรือสวมสิทธิขอท่านในการทำบัตร
>>6. เป็นรหัสในการขอเข้ารับบริการต่างๆ ภาครัฐ (E-GOVERNMENT)
>>7. เป็นรหัสในการแสดงความคิดเห็นและลงประชามติ
>>8. เป็นรหัสในการขอเข้ารับบริการทางธุรกิจ (E-BUSSINESS)
>>9. เป็นรหัสในการยื่นคำร้องสอบถามข้อมูลหรือจ่ายค่าบริการภาครัฐ
>>10. ประชาชนได้รับความสะดว กและรวดเร็วในการขอใช้บริการทำให้ประหยัดเวลาและค่า ใช้จ่าย
>>สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่รัฐ จัดทำขึ้นให้แก่ประชาชนเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นและในอนาคตอัน ใกล้นี้ ยังมีบริการอื่นๆ อีกมากที่จะตามมาดังนั้นรหัสบุคคลจึงมีความจำเป็นสำหรับทุกคนขอให้เก็บรักษา ไว้ให้ดีและพยายามจดจำไว้ให้แม่นยำ
>>" สิทธิของท่านท่านพึงต้องรักษาไว้ด้วยตัว ของท่าน"

อบายภูมิและสภาพการณ์ในนรก

อบายภูมิและสภาพการณ์ในนรก
ในขณะนั้น พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ได้กล่าวต่อพระกษิติครรภโพธิสัตว์ว่า "ข้าแต่ท่านผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตา ขอท่านได้โปรดอรรถาธิบายแก่ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ตลอดจนทวยเทพ นิกรเทวา และสรรพสัตว์ทั้งหลายทุกหมู่เหล่าให้ได้รู้ถึงความหมายของ "อบายภูมิ" และสภาพการณ์ในนรก ทั้นี้เพื่อให้บรรดาสรรพสัตว์ในอนาคตกาลที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน จะได้มีข้อเต้อนสติพวกเขาว่าเรื่องบาปบุญและเวรกรรมนั้นมีจริงแล้วกลับใจหันมาปฏิบัติธรรมกันด้วยเถิด"
พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้กล่าวแก่ที่ประชุมว่า "วันนี้ข้าพระองค์ได้รับพระมหาเมตตาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนี และบารมีแห่งพระโพธิสัตว์เจ้าทุกพระองค์เกื่อหนุนจึงจะขอสาธยายถึงความหมายของ "อบายภูมิ" และสภาพการณ์ในนรก โปรดสดับฟังเถิด

"อบายภูมิ" หมายถึงภูมิที่ไม่เจริญ แบ่งเป็นภูมิย่อยจากต่ำสุด แล้วสูงขึ้นไปโดยลำดับนี้
1. นิรยภูมิ คือภูมินรกอันประกอบด้วย มหานรกเป็นนรกขุมใหญ่ อุสสุทนรกเป็นนรกที่ล้อมรอบมหานรก ยมโลกนรก เป็นนรกที่ล้อมรอบมหานรกและอุสสุทนรก โลกันตนรก เป็นนรกที่อยู่นอกจักรวาล ซึ่งมีแต่ความมืดยิ่งนัก
2. เปตติวิสันภูมิ คือแดนเปรต เป็นที่อยู่ของสัตว์นรกผู้ห่างไกลจากความสุขไม่มีที่สถานที่อยู่โดยเฉพาะ เป็นชีวิตที่น่าสมเพช ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความอดอยาก มีความหิวกระหายอย่างแสนสาหัส มิได้บริโภคอาหารเลย

3. อสูรกายภูมิ คือแดนของวิญญาณบาปที่ต้องทุกขเวทนาเพราะความกระหายน้ำ พวกอสุรกายมีความทุกข์ทรมานคล้ายกับพวกเปรต
4. ติรัจฉานภูมิ คือโลกของสัตว์ผู้มีลำตัวไปตามขวาง ต้องคว่ำอกเดินไปแบ่งเป็น 4 พวกคือ
พวกที่ไม่มีเท้า ได้แก่ งู ปลา ฯลฯ
พวกที่มี 2 เท้า ได้แก่ นก เป็ด ไก่ ฯลฯ
พวกที่มี 4 เท้า ได้แก่ ช้าง ม้า วัว ฯลฯ
พวกที่มีขามาก ได้แก่ มด ตะขาบ ฯลฯ
ท่านทั้งหลาย....อบายภูมิเหล่านี้เป็นแดนเกิดของสรรพสัตว์ที่ได้สร้างอกุศลกรรมไว้ในขณะมีชีวิตอยู่ เมื่อตายไปวิญญาณจึงตกล่วงลงสู่อบายภูมิต่าง ๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดและประเภท ของบาปที่พวกเขาได้กระทำ"

"ดูก่อน...ท่านผู้มีมหาเมตตา สภาพการณ์ในนรกภูมินั้น เต็มไปด้วยการลงโทษที่มีลักษณะต่าง ๆ กันเช่น บ้างต้องลอยคออยู่ในทะเลคูถมูตรจมอยู่ในบ่อเลือด น้ำหนอง อุจจาระปัสสาวะ บ้างต้องถูกงูเหล็ก สุนัขเหล็ก นกเหล็กไล่กัดกิน บ้างต้องถูกแช่ในน้ำแข็ง บ้างต้องถูกไฟบรรลัยกัลป์แผดเผา บ้างต้องถูกต้มในกระทะทองแดง บ้างต้องถูกแมลงพิษกัดต่อยทั้งตัว บ้างต้องถูกสว่านเจาะตามเนื้อตัวจนทะลุ บ้างต้องถูกตัดลิ้นควักลูกตา

บ้างต้องถูกผ่าท้องกระชากไส้ ควักหัวใจ บ้างต้องถูกเชือดใบหน้า บ้างต้องถูกตัดแขนตัดขา บ้างต้องถูกแขวนห้อยหัวลง บ้างต้องถูโม่ยักษ์บดขยี้ บ้างต้องถูกโยนลงขุมอสรพิษ
ที่กล่าวมานี้เป็นลักษณะของโทษทัณฑ์เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งที่มีอยู่ในขุมนรกต่าง ๆ จะกล่าวไปใยถึงการลงโทษที่น่าสะพรึงกลัวน่าสยดสยอง อีกหลายร้อยหลายพันประการในขุมนรกที่มีอยู่นับพันนับหมื่นขุม ว่าจะยิ่งทุกข์ทรมานสาหัสฉกาจฉกรรจ์ขนาดไหน"
ดูก่อน...ท่านทั้งหลาย แรงกรรมนั้นมีอานุภาพมากบาปเวรที่สรรพสัตว์ในโลกได้พากันสร้างไว้จะพอกพูนสูงขึ้น จนมากล้นทะเลมหาสมุทร จนสูงใหญ่กว่าเขาพระสุเมรุ

แรงแห่งบาปกรรมนี้มีอำนาจมากมาย ไม่เพียงแต่จะคอยขัดขวางผู้บำเพ็ญธรรมเท่านั้น มันยังจะทำลายล้างโลกให้วินาศบรรลัยลง เหตุฉะนี้ เวไนยสัตว์ทั้งหลายจงอย่าชะล่าใจ ดูแคลนว่าการกระทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นไม่มีโทษภัย
บัญชีกรรมไม่มีการตกหล่นสูญหายแม้แต่น้อยนิด สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างมีกรรมเป็นของตน ถึงจะเป็นพ่อแม่พี่น้องกันก็ต้องต่างไปรับผลกรรมของตน จะรับโทษแทนกันนั้นไม่ได้เลย
มนุษย์ทั้งหลายเมื่อตายลงไปแล้ว พวกเขาจะประจักษ์แจ้งแก่ใจยิ่งขึ้นว่าเรื่องราวของสนุษย์นั้นมิได้จบสิ้นไปพร้อมกับความตายเลย พวกที่ขณะยังมีชีวิตอยู่ไม่เชื่อบุญเชื่อบาป ไม่เชื่อกฎแห่งกรรมสนองกรรมเมื่อตกไปถึงแดนนรกพอรู้สึกสำนึกตัวได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว
เรื่องราวมากมายในนรกภูมิถึงข้าพเจ้าจะใช้เวลาตลอดชั่วกัปป์นี้ก็มิอาจจะพรรณาได้หมดสิ้นจึงขอวิสัชนาแสดงแก่ท่านทั้งหลายเพียงแต่เท่านี้" ครั้นแล้วบรรดาพระโพธิสัตว์และเหล่าเทพเทวาทั้งหลายก็ได้เปล่งวาจาน้อมรับขึ้นโดยพร้อมเพรียงกันว่า "สาธุ....สาธุ....สาธุ"

แข็งแรงสุขภาพดีแค่ไหน วินิจฉัยได้จาก 'มือ'

แข็งแรงสุขภาพดีแค่ไหน วินิจฉัยได้จาก 'มือ'


ผลวิจัยใหม่ระบุ มือและเล็บ เป็นแหล่งรายละเอียดสำคัญของสุขภาพของคนเรา รวมถึงเบาะแส

ของโรคร้ายที่ซ่อนเร้น เช่น มะเร็ง


หญิงชราวัย 74 ปี ที่ดูภายนอกสุขภาพดีสมวัย ต้องไปพบแพทย์หลังมีตุ่มแข็งขึ้นบนฝ่ามือ
ตุ่มเหล่านั้นโตขึ้นและลามมาบรรจบกัน ทำให้มือแข็งเหมือนไม้กระดาน ขยับเขยื้อนลำบากและปวด


แพทย์ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ แต่ภายหลังตัดสินใจตรวจหามะเร็งรังไข่กับหญิงชรา หลังอ่านตำราแพทย์และพบว่าตุ่มแข็งดังกล่าว ( Palmar fasciitis) เป็นสัญญาณบ่งชี้โรคมะเร็งรังไข่ แม้ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดเนื้อร้ายจึงมาสำแดงอาการถึงบนฝ่ามือ แต่ทฤษฎีหนึ่งที่ฟังดูมีเหตุผลก็คือ เซลล์มะเร็งผลิตสารเคมีที่เป็นตัวการของพังผืด
ดร.เกรแฮม อีสตัน แพทย์ประจำบ้านในลอนดอนและผู้จัดทำรายงาน ยืนยันว่ามือสามารถให้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพ
" ผมพยายามจับมือกับคนไข้เมื่อพบกันครั้งแรก ไม่ใช่เพื่อมารยาท แต่มืออัดแน่นด้วยข้อมูลสุขภาพทั่วไป ตั้งแต่ไทรอยด์ไปจนถึงโรคข้อกระดูกอักเสบ จริงๆ แล้วหมอวิเคราะห์โรคคนไข้ได้จากมือมากกว่าจากใบหน้าเสียอีก"
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
++ต่อไปนี้คือสัญญาณบนมือที่สื่อถึงปัญหาสุขภาพบางส่วน++

ฝ่ามือแดง ส่อเค้า: ตับแข็ง
มือบ่งบอกข้อมูลมากมายของสภาพตับ หนึ่งในสัญญาณสุดคลาสสิกของโรคตับแข็งคือ ฝ่ามือแดง
ตับแข็งหมายถึงอาการที่เนื้อเยื่อตับเต็มไปด้วยริ้วรอยแผล และแม้ส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับการดื่มหนัก แต่เป็นไปได้ที่โรคนี้เกิดจากอาการอื่นๆ ที่จู่โจมอย่างเงียบเชียบ เช่น โรคตับอักเสบซี
อาการฝ่ามือแดง ( Palmar erythema) มักเกิดขึ้นบริเวณขอบนอกของฝ่ามือใกล้นิ้วก้อย สาเหตุน่าจะเกิดจากการที่หลอดเลือดในผิวหนังโป่งพอง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสมดุลของฮอร์โมนที่เกิดจากโรคตับ

ข้อนิ้วอ้วน ส่อเค้า: คลอเรสเตอรอลสูง
ก้อนไขมันที่เอ็น ( Tendon xanthoma) เป็นหนึ่งในสัญญาณของอาการอ้วนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตที่เรียกว่า ภาวะที่เลือดมีคลอเรสเตอรอลมาก หรือ hypercholesterolemia
เมื่อกำมือแน่นๆ จะเห็นเป็นก้อนบวมแข็งสีออกเหลืองๆ ที่ข้อนิ้ว เอลเลน เมสัน พยาบาลแผนกโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจของมูลนิธิหัวใจอังกฤษ อธิบายว่าไขมันที่สะสมอยู่ในเอ็นมาเป็นปีจะกลายเป็นพังผืดและแข็ง
คนที่เป็นโรคนี้จะมีระดับคลอเรสเตอรอล สูงมากตั้งแต่เกิดแต่ไม่แสดงอาการชัดเจน และหากไม่ใช้ยาบำบัด อาจเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายตั้งแต่เด็ก

เล็บรูปช้อน ส่อเค้า: โลหิตจาง
คนส่วนใหญ่เล็บจะมีลักษณะนูนขึ้นเหมือนพื้นผิวลูกบอล แต่ถ้าเล็บใครตรงกลางบุ๋ม นั่นอาจเป็นสัญญาณของการขาดธาตุเหล็ก
เล็บรูปช้อน หรือ Koilonychias เป็นหนึ่งในสิ่งแรกที่แพทย์ค้นหาระหว่างวินิจฉัยว่าผู้ป่วยที่อ่อนเพลียและเซื่องซึมมีสาเหตุมาจากภาวะโลหิตจางหรือไม่ เชื่อกันว่าการขาดธาตุเหล็กทำให้เล็บอ่อนและแบนกระทั่งยุบลงในที่สุด

ปลายนิ้วบวม ส่อเค้า: มะเร็งปอด
หากปลายนิ้วของคุณบวม อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคร้ายแรง อย่างเช่น มะเร็งปอด วัณโรค หรือ Mesothelioma ซึ่งเป็นโรคปอดร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับแร่ใยหิน
แม้ลักษณะแบบนี้เคยได้รับการระบุครั้งแรกโดยฮิปโปกราเตส บิดาแห่งแพทย์ศาสตร์ชาวกรีกเมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว แต่เพิ่งจะเมื่อเร็วๆ นี้เองที่นักวิจัยของมหาวิทยาลัยลีดส์ของอังกฤษ ค้นพบสาเหตุว่า คือ การสะสมของสาร PGE2 ที่ช่วยทำให้อาการอักเสบในปอดบรรเทาลง โดยเชื่อว่าเนื้องอกในปอดอาจกระตุ้นให้! ร่างกายผลิตสารชนิดนี้ออกมามากเกินความต้องการถึงสิบเท่า จึงไปสะสมที่ปลายนิ้วและทำให้บวม

เล็บเขียว ส่อเค้า: หัวใจล้มเหลว
หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่แพทย์จะตรวจสอบว่ามีออกซิเจนไหลเวียนในเลือดมากน้อยแค่ไหนคือ ดูจากเล็บ ริมฝีปาก หรือนิ้วเท้า ถ้าบริเวณเหล่านั้นเป็นสีชมพูหมายความว่ามีการไหลเวียนของออกซิเจนดี แต่ถ้าเขียวแปลว่าในร่างกายมีออกซิเจนต่ำ เนื่องจากเลือดไม่สามารถสูบฉีดไปทั่วร่างกายอย่างเหมาะสม
อาการที่ผิวหนังมีสีเขียว ( cyanosis) อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจล้มเหลว เลือดที่มีออกซิเจนต่ำไม่ได้เป็นสีเขียวจริงๆ เพียงแต่ดูสดน้อยกว่าเลือดที่มีออกซิเจนหล่อเลี้ยงสมบูรณ์ เมื่อมองผ่านเล็บ ผู้หญิงที่เตรียมตัวเข้ารับการผ่าตัดมักถูกขอให้ล้างเล็บ เพื่อที่ว่าศัลยแพทย์จะสามารถตรวจสอบสถานะออกซิเจนได้เร็วขึ้นระหว่างการผ่าตัด

เล็บลูกปัด ส่อเค้า: โรคไขข้ออักเสบ
หากเล็บของคุณมีจุดเล็กๆเหมือนลูกปัด หรือเหมือนถูกน้ำตาเทียนหยดใส่ อาจเป็นสัญญาณของโรคไขข้ออักเสบ แม้ข้อต่อยังไม่บวมหรือปวดก็ตาม ยิ่งเล็บมือหรือเล็บเท้า ' ประดับลูกปัด ' มากแค่ไหน ยิ่งหมายความถึงระดับความรุนแรงของโรค เชื่อว่าสาเหตุมาจากการอักเสบของหลอดเลือดใต้แผ่นเล็บเพราะโรคไขข้ออักเสบ

ตุ่มที่ข้อนิ้ว ส่อเค้า: โรคข้อกระดูกอักเสบบริเวณสะโพก
ตุ่มขนาดเท่าเมล็ดถั่วที่กระดูกที่ทำให้เจ็บเมื่อจับแถวข้อนิ้ว อาจเป็นสัญญาณของโรคข้อกระดูกอักเสบในบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย เช่น สะโพก หรือหัวเข่า มีการบันทึกเกี่ยวกับตุ่มเหล่านี้ ( Heberden's nodes)
โดยวิลเลียม เฮเบอร์ดีน แพทย์อังกฤษผู้โด่งดังในช่วงศตวรรษที่ 18 หนึ่งในงานศึกษาในทศวรรษ 1970 แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วย 29 คนที่ก่อนหน้านั้น ตรวจไม่พบอาการข้อต่ออักเสบบริเวณสะโพก มี 18 คนที่มีตุ่ม Heber den’s nodes ที่ข้อต่อนิ้ว

เล็บสองสี ส่อเค้า: โรคไต
เล็บที่ขาวซีดบริเวณครึ่งล่างด้านที่อยู่ใกล้ผิวหนัง แต่ครึ่งบนออกสีน้ำตาล อาจบ่งชี้แนวโน้มไตวาย
บ่อยครั้งอาการที่เล็บสองสีเกิดขึ้นก่อนที่อวัยวะของผู้ป่วยจะเริ่มหยุดทำงาน ทำให้แพทย์ได้เบาะแสว่าจะเกิดสิ่งใดตามมา สาเหตุนั้นเชื่อว่ามาจากการสะสมของยูเรีย หรือของเสียที่ออกมาจากไตที่ตกผลึกอยู่ใต้ผิวหนังและเล็บ

ฝ่ามือชื้นเหงื่อ ส่อเค้า: ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป
โรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปเป็นอาการที่เกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ไทรอยด์เป็นต่อมที่อยู่ใต้ลูกกระเดือก มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนควบคุมกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย
ดร.ซูซาน คลาร์ก แพทย์ที่ปรึกษาของโรงพยาบาลคิงส์ คอลเลจในลอนดอน อธิบายว่าภาวะที่ต่อมไทรอยด์ทำงานหนักเกินไป ทำให้ร่างกายนำแคลอรี่ไปใช้มากขึ้น และทำให้เกิดความร้อนสูงขึ้น ความรู้สึกร้อนและอาการเหงื่อออกมากจึงเป็นอาการบ่งชี้โรคนี้

มือโต ส่อเค้า: เนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง
ถ้ามือของคุณบวมและใหญ่ขึ้น หมายความว่าคุณอาจมีอาการที่เรียกว่า มือเท้าโตผิดปกติ ( acromegaly) เท้า ริมฝีปาก หู ยังอาจได้รับผลกระทบจากต่อมใต้สมองที่ผลิตฮอร์โมนสร้างการเติบโต เนื่องจากมีการสร้างเนื้องอกที่ไม่ทำให้เกิดมะเร็งที่ไปก่อกวนการผลิตฮอร์โมน
อาการนี้มักเกิดกับคนวัยกลางคน นอกจากจะรักษาด้วยการผ่าตัดหรือยาเพื่อให้เนื้องอกฝ่อลง แต่บางครั้งอาการนี้อาจเป็นอันตรายร้ายแรง

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

6 คำถาม นิยามชีวิตใหม่

6 คำถาม นิยามชีวิตใหม่



บางครั้งคำถามยาก ๆ ที่เรามักสงสัยกันอยู่ตลอดก็สามารถตอบได้ง่าย ๆ เหมือนกัน ซึ่งก็จะทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วย

1. ความรักจะยืนยาวตลอดไปหรือไม่ก่อนจะฟังคำตอบ คุณต้องลืมเทพนิยายเรื่อง ซินเดอเรลล่า รวมทั้งเทพนิยายอื่น ๆ ประเภท แล้วเจ้าหญิงกับเจ้าชายก็ครองคู่กันตราบชั่วนิจนิรันดร์ แล้วกลับมาสู่โลกแห่งความจริง เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ความรักที่ซาบซ่านของผู้ชายและผู้หญิงที่มีให้กันนั้น จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมองอยู่นานประมาณ 12-18 เดือน และหลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ มีแนวโน้มลดลงนั่นหมายความว่า ความรักแบบวูบวาบ ทำให้หัวใจตื่นเต้นไม่เป็นจังหวะนั้นอยู่ได้ไม่นาน หากแต่สิ่งสำคัญคือ ความเข้าใจกันและความผูกพัน จะเป็นตัวช่วยให้ความสัมพันธ์ของชายหญิงยืนยงมากกว่า

2. เงินซื้อความสุขได้จริงหรือ ไม่จริงเพราะความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ความมีทุกข์น้อยทางด้านจิตใจ ร่างกายแม้มีเงินทองมากมายแต่ก็ได้เพียงแค่ความสบายแต่สุขอยู่ที่จิต ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ เมื่อสิบปีที่แล้ว มีสามีภรรยาชาวอเมริกันคู่หนึ่งถูกลอตเตอรี่ได้ เงินรางวัลถึง 34 ล้านเหรียญ ทั้งสองดีใจมาก หลังจากนั้น หว่านเงินซื้อคฤหาสน์หรู รถคันงามราคาแพง แต่หลังจากนั้นเงินก็หมด ทั้งสองหย่าขาดกัน สามีเสียชีวิตเพราะดื่มเหล้ามาก ไม่นานภรรยาก็เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ซื้อมา

3. อายุเท่าไหร่ เราถึงจะรู้จักตัวเอง ไม่ มีกำหนดที่แน่นอนและนี่เป็นคำถามที่หนุ่มสาวมักถาม เสมอ ส่วนผู้ที่อยู่ในช่วงวัยกลางคนก็ยังไม่สามารถตรองไม่ตกเช่นเดียวกัน ขณะที่ผู้ที่มีอายุมากขึ้น มักจะสอนผู้น้อยเสมอว่าอย่าไปกังวลหรือขีดเส้นตายให้กับตัวเองมากนักเลย สิ่งสำคัญอยู่ที่การทำชีวิตในแต่ละช่วงเวลาของวัยให้มีคุณค่ามากที่สุดต่าง หากส่วนคานธี ได้เคยกล่าวไว้ว่า "เกือบทุกอย่างที่เราทำลงไปนั้นไร้ความหมาย แต่เราจำเป็นต้องทำ"

4. จริงไหมที่มีคำกล่าวที่ว่าเวลาขนมปังหล่นพื้นมักเอาด้านที่ทาเนยลงพื้นเสมอ

นัก วิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลอง โดยโยนขนมปังหนึ่งแถวลงพื้น แต่ละแผ่นทาเนยด้านหนึ่ง จากนั้นก็ปล่อยลงไปทีละแผ่น โดยมีเปลี่ยนความสูงเป็นระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจากเพดาน หรือบนโต๊ะ ผลที่ได้ก็คือไม่มีขนมปังแผ่นไหนเลยที่เอาขอบลงสัมผัสพื้น เช่นเดียวกับชีวิตเรา ก็ไม่ได้มีอะไรสมบูรณ์แบบอย่างที่เราอยากให้เป็น ให้มีแต่ก็จงอย่าล้มเลิกความคิดที่จะทาเนยลงบนขนมปัง ทว่าควรจะชื่นชมกับรสชาติของขนมปังทุกคำที่ยังอยู่ในมือเราแทน

5. เราควรเลิกคบเพื่อนสักคนตอนไหน ทันทีที่เราเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่าง เรากับเพื่อนว่าชีวิตเราจะดีกว่านี้ไหม ถ้าไม่ต้องคบเพื่อนคนนี้

6. เงินเป็นสิ่งชั่วร้ายจริงหรือไม่ ไม่จริงเพราะความโลภต่างหากที่เป็นบ่อเกิดของความเลวร้ายตลอดจนความเขลาในการใช้เงินไป


ที่มา : women plus

พ่อ แม่นั้นมีอุปการคุณแก่เรามากมาย

พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)

พ่อ แม่นั้นมีอุปการคุณแก่เรามากมาย ในทางพระศาสนาท่านบรรยายไว้นานัปการ แม้กวีทั้งหลายก็ได้เขียนบรรยายกันไว้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ปรากฏเป็นคำกลอนและคำประพันธ์ต่างๆ ที่บรรยายถึงคุณของบิดามารดา เพื่อให้ลูกได้รู้ตระหนักมองเห็นความสำคัญและแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่าน
เมื่อว่าโดยย่อ ตามหลักพระศาสนา พ่อแม่นั้นทำหน้าที่สำคัญ คือ
1.ท่านห้ามปรามเราไม่ให้ทำความชั่วช้าเสียหาย ป้องกันเราไม่ให้ตกไปในทางที่ต่ำทรามมีอันตราย
2.ท่านสั่งสอนแนะนำเราให้ตั้งอยู่ในความดี ชักนำเราให้มุ่งไปในทางที่จะพบความสุขความเจริญ
3.ท่านให้เราได้เล่าเรียนศิลปวิทยามีความรู้ที่จะไปประกอบอาชีพการงานเพื่อตั้งตัวให้เป็นหลักฐานต่อไป
4.ถึงเวลาถึงวัยที่จะมีครอบครัวท่านก็เป็นธุระเอาใจใส่จัดแจงช่วยเหลือ โดยรับที่จะทำด้วยความเต็มใจ
5.ทรัพย์สมบัติของท่าน ก็เป็นของลูกนั่นเอง ซึ่งท่านจะมอบให้ในเวลาอันสมควรเป็นระยะๆ ไป จนครั้งสุดท้ายที่เรียกว่ามรดก
ทั้ง หมดนี้ เป็นที่รู้กันตามหลักการของพระศาสนา แต่ที่จริงนั้นท่านเพียงวางไว้ให้เป็นหัวข้อหรือรายการปฏิบัติที่สำคัญๆ เท่านั้น การปฏิบัติปลีกย่อย ยังมีอีกมากมาย รวมความก็คือ พ่อแม่นั้นทำทุกอย่างเพื่อลูกด้วยความรัก ว่าโดยคุณธรรมก็คือ การกระทำที่ออกมาจากพรหมวิหาร 4 ประการนั่นเอง คือ
1.ใจของพ่อแม่นั้นประกอบด้วยความรักความปรารถนาดีเอาใจใส่เลี้ยงดูลูกให้เจริญเติบโตและงอกงามมีความสุข คือเมตตา
2.ประกอบด้วยกรุณา มีความสงสาร คอยช่วยเหลือให้พ้นจากความยุ่งยากเดือดร้อน ช่วยแก้ไขปัญหาและปลดเปลื้องความทุกข์
3.มีมุทิตา คอยส่งเสริม ให้กำลังใจ และพลอยยินดีเมื่อลูกประสบความสำเร็จ ประสบความก้าวหน้า หรือทำความดีงามถูกต้อง
4.มี อุเบกขา ในเวลาที่สมควร เช่น เมื่อลูกจะต้องรับผิดชอบตัวเอง หรือควรรู้จักฝึกหัดทำอะไรด้วยตนเอง ท่านก็จะให้โอกาสแก่ลูกที่จะพัฒนาตัวเอง คือ ไม่ใช่จะทำให้ไปหมดทุกอย่างจนกระทั่งลูกทำอะไรไม่เป็น อันนี้เรียกว่า วางอุเบกขา
นี่คือหลัก พรหมวิหาร 4 เรารู้กันว่าพ่อแม่นั้น เป็นตัวอย่างของคนที่มีพรหมวิหารธรรม 4 ประการ แต่ในเรื่องนี้มีข้อสังเกตว่า เราเน้นกันมากในพรหมวิหารข้อที่ 1 เมื่อพูดถึงผู้ใหญ่ ว่าผู้ใหญ่จะต้องมีเมตตาแล้วก็มักจะตามด้วยข้อ 2 คือกรุณา ว่ามีเมตตากรุณา และบุคคลผู้มีเมตตากรุณา ที่แสดงออกอย่างชัดเจน ก็คือ พ่อแม่ของเรานี่แหละ
ข้อสังเกต สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ พ่อแม่ในเมืองไทยเรานี้แสดงเมตตา กรุณา และมุทิตา ได้ง่าย หรือพร้อมที่จะแสดงพรหมวิหาร 3 ข้อแรกนี้ได้ตลอดเวลา แต่มักวางอุเบกขาไม่เป็น หรือแม้แต่ไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดต่อข้ออุเบกขา ทำให้ลูกเติบโตอย่างไม่สมบูรณ์ เช่น ไม่รู้จักโต ทำอะไรไม่เป็น และไม่รู้จักรับผิดชอบ พรหมวิหารข้อสุดท้ายนี้จะปฏิบัติได้ถูกต้องจะต้องใช้ปัญญา จึงต้องศึกษาให้ดี ตอนแรกจะพูดเป็นแนวไว้ก่อน
พ่อแม่มีเมตตา ในยามปกติ เมื่อลูกเจริญเติบโตอยู่ดีตามที่ควรจะเป็น (เขาปกติ)
พ่อแม่มีกรุณา ยามลูกมีทุกข์ เช่น เจ็บป่วย หรือมีเรื่องลำบากเดือดร้อน (เขาตกต่ำ)
พ่อ แม่มีมุทิตา ยามเมื่อลูกทำอะไรได้ดีมีสุขหรือประสบความสำเร็จ เช่นสอบได้ที่ดีๆ สอบเข้างานได้ หรือได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง (เขาขึ้นสูง)

แต่ในบางกรณี พ่อแม่ไม่อาจใช้เมตตา กรุณา หรือมุทิตา เพราะจะทำให้เกิดความเสียหาย เช่น อาจจะเสียหายแก่ชีวิตของลูกเอง หรือเสียธรรม ในกรณีอย่างนั้น จะต้องรู้จักวางอุเบกขา โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบ คือ
พ่อ แม่มีอุเบกขา เมื่อลูกสมควรต้องรับผิดชอบการกระทำของเขา เช่น ลูกทำความผิด ลูกทะเลาะกัน พ่อแม่วางตัวเป็นกลาง เพื่อให้มีการพิจารณา วินิจฉัย ตัดสิน และให้เขาปฏิบัติหรือได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม
พ่อ แม่มีอุเบกขา เมื่อลูกรับผิดชอบตนเองได้ เช่น เรียนจบแล้ว มีการงานทำเป็นหลักฐาน ออกเรือนมีครอบครัวของตัวเขาเองพ่อแม่รู้จักวางตัววางเฉย ไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรก แซงในชีวิตส่วนตัวของครอบครัวของเขา

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

สร้างกำลังใจให้กับตัวเอง

สร้างกำลังใจให้กับตัวเอง

การที่เราจะสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง เราต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
และขณะนั้นกำลังทำอะไร ยามที่ตัวเองมีทุกข์ เราก็ปลอบตัวเอง ยามที่เรามีสุข
เราก็ให้ความอิสระกับชีิวิต และพยายามคิดที่จะตอบตนเองให้ได้ว่ากำลังใจที่
เราต้องการเป็นแบบไหน และในเวลานั้นเราต้องการใครมาอยู่ใกล้ตัวเรา
หลายคนอาจนึกถึงคนที่รักที่จะมาคอยปลอบใจในสิ่งที่เรามีความทุกข์ บางคน
คิดถึงพ่อแม่อยากให้พ่อกับแม่ มาโอบกอดตอนที่เราทุกข์ใจ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม
กำลังใจที่เราได้มา อาจเป็นเพียงคำปลอบใจเพื่อให้เรานั้นสบายใจ แต่เราอย่าลืม
ให้กำลังใจตัวเองด้วย เพราะนั่นคือสิ่งที่ออกมาจากตัวเราเอง
ผมมีอะไรมาให้ทุกๆ คนได้อ่านกัน อ่านแล้วอย่าขำกับชีวิต อ่านแล้วอย่าคิด
ทำให้ตัวเองขำ เพราะนั่นเป็นการขำที่ตั้งใจ
1. ตั้งใจเตือนตนทุกวินาทีว่า...
"ขณะนี้...ฉันกำลังทำอะไรอยู่..."
2. ให้กำลังใจตนเองทุกวินาทีว่า...
"เรากำลังอยู่ในช่วงสร้างกำลังใจ"
3. ให้อภัยตนเอง เมื่อทำอะไรพลาด ว่า...
"แหม...พระอานนท์...อยู่ข้างพระพุทธองค์แท้ๆ ...ยังสำเร็จช้าเลย"
4. สร้างแรงฮึด
วิธีสร้างกำลังใจ หมั่นชื่นชมตัวเอง ... ใส่ความคิดที่ดีๆ ต่อตัวเองลงในสมอง
ของเราอย่างสม่ำเสมอ ส่องกระจกและชมตัวเอง ลองพูดว่า ... วันนี้เราดูดีจังนะ
หรือยิ้มให้กับกระจก แล้วพูดว่า ... ฉันมีความสุขจัง แล้วเราก็จะรู้สึกดีขึ้น
วันนี้เราดูีดี มีความสุขจริงนะเรา
แล้วก็ยิ้มกว้าง..กว้าง ให้กับตัวเองอีกครั้ง ก่อนออกไปทำงาน

ลองดูสิ ... รับรอง มีความสุขทุกวันและตลอดไปเลย

คำคมสอนใจ...
อย่าลืมขำให้กับตัวเอง และอย่าลืมร้องไห้กับตัวเองด้วย
หากสิ่งที่ขำคือความทุกข์ ที่เกิดจากกระทำของเรา




ที่มา : จากหนังสือ "อย่าอ่อนไหว กับความเปลี่ยนใจของตัวเอง"

นวังคสัตถุศาสน์

นวังคสัตถุศาสน์


หลักธรรมอันเป็นคำสอนของพุทธศาสนาที่รวมเรียกว่า “พระธรรมวินัย” นั้นหากนำมาจัดเป็นประเภทแล้ว ท่านแยกไว้ถึง 9 ประเภท เรียกว่า“นวังคสัตถุศาสตร์” ซึ่งแปลตามรูปศัพท์ว่า คำสอนของพระศาสดา คือ พระพุทธเจ้ามีองค์ 9 ประการ ซึ่งมีรายละเอียดต่อไปนี้


1. สุตตะ คือ พระสูตร แปลว่า ด้าย หมายความว่า เรื่องที่นำมาผูกร้อยกรองเข้าด้วยกัน ได้แก่ อุภโตวิภังค์ นิเทส ขันธกะ ปริวาร และสูตรต่าง ๆ


ในสมัยพุทธกาล คำว่า “สุตตะ” นี้ พระพุทธเจ้าทรงหมายถึง กฎ หลัก หรือหัวข้อธรรมสั้น ๆ มีตอนเดียวจบ และมีความสมบูรณ์ในตัว ซึ่งมักจะเอาเฉพาะตัวกฎปาติโมกข์ในพระวินัยปิฎก มีข้อความปรากฏในจุลลวรรคว่า หลักธรรมของพระพุทธเจ้าได้รวมอยู่ในรูปสุตตะอันภิกษุทั้งหลายต้องสวดทุก ๆ กึ่งเดือน และมีหัวข้อหนึ่งในพระวินัยปิฎก คือ “สุตตวิภังค์” เป็นหัวข้อที่แสดงและวิเคราะห์ความหมายของคำและเนื้อหาในตัวหลักพระปาติโมกข์อย่างละเอียดซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับอรรถกถา เมื่อคำว่า “วิภังค์” แปลว่า การวิเคราะห์ แยกแยะ ดังนั้น คำว่า “สุตตะ” ในที่นั้นก็จะต้องหมายถึง ตัวหลักปาติโมกข์นั่นเอง


คำว่า “สุตตะ” ในนวังคสัตถุศาสตร์นี้ ไม่ได้มีความหมายเหมือนกับคำว่า “สุตตันตะ” กล่าวคือ คำว่า “สุตตันตะ” มาจากคำว่า สุตตะ+อันตะ แปลว่า ที่สุดหรือตอนปลายของสุตตะ คือ ส่วนที่อธิบายขยายความในสุตตะให้ละเอียดยิ่งขึ้น


2. คาถา คือ คำสอนประเภทที่อยู่ในรูปของบทประพันธ์ที่เป็นร้อยกรอง เช่น บทประพันธ์ในเถรคาถา เถรีคาถา ธรรมบท และคาถาที่ไม่เรียกว่า สูตรในสุตตนิบาต


บทประพันธ์ประเภทร้อยกรองที่เรียกว่า “คาถา” นี้ มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงสนับสนุนงานการประพันธ์ประเภทนี้อย่างมาก เช่น พระองค์ทรงยกย่องพระวังคีสเถระว่าเป็นเลิศในด้านการกวีนิพนธ์ และพระพุทธองค์ทรงให้มีการกล่าวคาถาขึ้นในที่ประชุมสงฆ์ ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าสามารถกล่าวคาถาได้ดี มีเสียงไพเราะ มีอยู่ 2 ท่าน คือ พระโสณกุฏิกัณณะ และอุบาสิกา นันทมาตา


อนึ่งคำว่า “คาถา” นี้ นอกจากจะหมายถึงบทประพันธ์ประเภทร้อยกรองแล้ว ยังมีความหมายเป็นทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองได้อีกด้วย เช่น ในคัมภีร์มีคำว่า


(1.) สุทธิคาถา หมายถึง เรื่องบริสุทธิ์ คือ คำสอนที่เกี่ยวกับสัจจะแห่งการดับทุกข์ จะอยู่ในรูปของร้อยแก้วและร้อยกรองก็ได้


(2) เสทโมจนคาถา คือ คาถาเหงื่อแตก เป็นการซักถามเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับธรรมวินัย โดยใช้วิธีการถามแบบร้อยแก้วธรรมดา ซึ่งปรากฏอยู่ตอนท้ายของคัมภีร์ปริวารในพระวินัยปิฎก คำถามดังกล่าวถามอย่างลุ่มลึกจนยากที่จะขบคิด จนทำให้เหงื่อกาฬไหล


(3) วัตถุคาถา หมายถึง เรื่องเล่าถึงเหตุการณ์ อันเป็นที่มาของคำสอน ลักษณะการเล่ามีทั้งแบบร้อย แก้วและร้อยกรอง ซึ่งช่วยให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น เช่น
ปารายนวรรค สุตตนิบาต เป็นบทสนทนาโต้ตอบเกี่ยวกับปัญหาธรรมระหว่างพระพุทธเจ้า กับพราหมณ์ 16 คน ก่อนจะมีการสนทนานั้น มีวัตถุคาถาเล่าถึงสาเหตุที่พราหมณ์ทั้ง 16 คน จะเดินทางมาทูลถามปัญหากับพระพุทธองค์อย่างละเอียด


(4) วยากรณคาถา หมายถึง เรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ของการตรัสรู้ของพระปัจเจกพุทธเจ้าหลายองค์ พระพุทธเจ้าเล่าให้ฟังที่ภูเขาคันธมาทนะ การเล่านี้เป็นแบบร้อยแก้วกล่าวกันว่า วยากรณคาถานี้ มีขึ้นหลัง สมัยพุทธกาล คือ ปรากฏครั้งแรกในอรรถกถาบาลีรจนาขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 10

3. เคยยะ คำว่า “เคยยะ” แปลว่า ขับ ร้อง สวด เป็นการขับร้องเป็นทำนองคล้ายกับคาถา แต่หมายเอาคำสอนที่มีอยู่ในรูปของร้อยแก้วและร้อยกรองในเรื่องเดียวกัน ลักษณะของเคยยะ คือ บทร้อยกรองมักจะแทรกอยู่ตอนกลางหรือตอนท้ายของส่วนที่เป็นร้อยแก้วเป็นส่วนใหญ่


4. เวยยากรณะ หมายถึง คำสอนที่มีลักษณะเป็นคำตอบ ท่านหมายเอาคำสอนในพระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด สูตรที่ไม่มีคาถาปน และพุทธพจน์ในลักษณะอื่นที่ไม่สงเคราะห์เข้าในองค์อีก 8 อย่าง จัดเข้าในเวยยากรณะทั้งสิ้น


เวยยากรณะนี้เป็นประเภทคำตอบปัญหาที่มีความสำคัญและมีลักษณะเด่นเป็นพิเศษด้วยเหตุนี้ จึงถูกจัดไว้เป็นคำสอนอีกประเภทหนึ่ง ในสมัยพุทธกาลนั้น ผู้คนจำนวนมากได้เข้าไปถามปัญหากับพระพุทธเจ้าและพระสาวก วัตถุประสงค์ในการถามก็มีต่าง ๆ กันไป


บางคนถามต้องการทราบความจริงแห่งชีวิต เพื่อนำไปแก้ปัญหาชีวิตจริง ๆ

บางคนสนใจต้องการถามเพื่อเอาความรู้ เพราะเป็นคนอยากรู้อยากเห็น

แต่บางคนต้องการถามเพื่อจับผิดและหาช่องที่จะโจมตี คัดค้านคำสอนของพระพุทธเจ้า


ในคัมภีร์มัชฌิมนิกาย มีข้อความกล่าวถึงสาวกกลุ่มหนึ่ง ได้พากันไปทูลลาพระพุทธเจ้า เพื่อเดินทางไปสอนธรรมในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และผู้คนในหมู่บ้านนี้มีความเฉลียวฉลาดมาก และเป็นผู้ที่มีความสนใจที่จะถามปัญหา พระพุทธองค์ทรงแนะสาวกเหล่านั้นให้ไปศึกษาวิธีการตอบคำถามจากพระสารีบุตรก่อน


ในอังคุตตรนิกาย วิธีการตอบคำถามนั้น พระพุทธเจ้าทรงแยกไว้ 4 ประเภท คือ


4.1 วิภัชชวยากรณ์ คือ การตอบปัญหาด้วยวิธีวิเคราะห์หลักธรรมอย่างละเอียดจะนำไปตอบปัญหาโดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่จำต้องวิเคราะห์แยกแยะประเด็นเหตุการณ์ เช่น คำถามว่า อะไร คือผลของการกระทำด้วยกาย วาจา ใจ การตอบปัญหาเช่นนี้ เราจะตอบว่า สุข ทุกข์ หรือ อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่ต้องวิเคราะห์ก่อนว่า การทำด้วยกาย วาจา ใจนั้นเป็นการกระทำอย่างไร ดีหรือชั่ว เป็นต้น


4.2 ปฏิปุจฉาวยากรณ์ คือ วิธีตอบปัญหาด้วยการย้อนคำถาม เพื่อให้ผู้ถามได้พิจารณาปัญหานั้นด้วยตนเอง เช่น ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิ ตรัสถามปัญหากับเขมาภิกษุณีว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงปฏิเสธ ที่จะตอบปัญหาเกี่ยวกับการดำรงอยู่หรือไม่ดำรงอยู่ของคถาคตหลังจากความตายมาถึง นางเขมาภิกษุไม่ตอบปัญหานี้โดยตรง แต่จะย้อนถามพระเจ้าปเสนทิว่า เป็นไปได้หรือไม่ได้ที่คนเราจะสามารถนับจำนวนเม็ดทรายตามฝั่งแม่น้ำคงคาหรือวัดจำนวนน้ำในมหาสมุทร


4.3 เอกังสวยากรณ์ คือ วิธีการตอบปัญหาโดยตรง กล่าวคือ เป็นวิธีที่ตอบอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ การตอบรับหรือตอบปฏิเสธอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น คำถามว่า รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ตอบว่า ไม่เที่ยง สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ตอบว่า เป็นทุกข์ เมื่อสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอัตตาหรืออนัตตา ตอบว่า เป็นอนัตตา เป็นต้น


4.4 ฐปนียวยากรณ์ คือ วิธีการตอบปัญหาด้วยการวางคำถามไปเสียข้างหนึ่ง หมายถึง การไม่ตอบคำถาม เพราะคำถามและคำตอบไม่เป็นประโยชน์ต่อการดับทุกข์ หรือเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหยั่งรู้มีประสบการณ์ได้ด้วยตนเอง แม้จะตอบไปผู้ถามก็ไม่อาจพิสูจน์ด้วยคำพูดได้ เช่นถามว่า ชีวะกับสรีระเป็นสิ่งเดียวกันใช่หรือไม่ พึงยับยั้งเสียไม่ต้องตอบ หรือคำถาม 10 ข้อ เรียกว่า “อวยากตะ” ที่เป็นคำถามที่พระพุทธองค์ไม่ทรงพยากรณ์ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นต้น

5. อุทาน หมายถึง คำพูดที่เปล่งออกมาจากลำคอ อันมาจากความประทับใจในบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือมาจากได้เห็นสัจธรรมบางอย่างอันเป็นภาวะที่น่าอัศจรรย์ หรือที่ทำให้เกิดการประจักษ์ชัดในความจริงของชีวิต คำอุทานนี้ออกมาทั้งในรูปของร้อยแก้วและร้อยกรอง ทั้งที่เป็นคำอุทานของพระพุทธเจ้าหรือพระสาวก เช่น ตอนที่พระพุทธเจ้าแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ ครั้นธรรมเทศนาจบลง พระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้ว่าพราหมณ์โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว พระพุทธองค์ทรงปีติเปล่งอุทานออกมาว่า “อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ” โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เป็นต้น

6. อิติวุตตกะ คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระสาวกหรือบุคคลบางคนได้ยกขึ้นมาอ้าง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นหรือเป็นหลักฐาน เช่น ในมหาหัตถิปโทปมสูตร พระสารีบุตร แสดงเรื่องปฏิจจสมุปบาท ในตอนท้ายท่านได้ยกเอาพระพุทธพจน์ขึ้นมาอ้าง เพื่อสนับสนุนความเชื่อมั่นและให้เห็นจริงในหลักปฏิจจสมุปบาทว่า “วุตฺตํ โข ปเนตํ ภควา โย ปฏิจฺจสมุปฺปบาทํ ปสฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ โส ปฏิจฺจสมุปฺบาทํ ปสฺสตีติ.” แปลว่า ก็ถ้อยคำนี้ อันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วแลว่า ผู้ใดเห็นหลักปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้น (ได้ชื่อว่า) เห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น (ได้ชื่อว่า) เห็นหลักปฏิจจสมุปบาท

7. ชาดก แปลตามรูปศัพท์ว่า เรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เป็นเรื่องในอดีตชาติของพระพุทธเจ้า แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้อื่นบ้าง แต่ก็จะมีพระโพธิสัตว์อยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ ด้วยในการแสดงพระธรรมเทศนา พระพุทธเจ้าจะทรงยกขึ้นมาอธิบายประกอบ ในกรณีที่มีผู้ทูลถามหรือเป็นเรื่องเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ชาดกมีทั้งหมด 547 เรื่อง แต่ชาวไทยมักเรียกกันว่าเรื่องพระเจ้า 500 ชาติ ตัวอย่างของชาดก เช่น ในกูฏทันตสูตร พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องที่พระองค์เคยเกิดเป็นปุโรหิตชื่อมหาวิชิต ในมหาโควินทสูตร พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องว่าพระองค์เกิดเป็นพราหมณ์ มหาโควินทะ เป็นต้น

8. อัพภูตธรรม คือ คำสอนหรือเรื่องน่าอัศจรรย์ใจ แยกได้ 3 ประเภท คือ

8.1 ธรรมที่เป็นสัจจะ คือ ความจริงเกี่ยวกับธรรมดาของชีวิต ซึ่งยังไม่มีผู้ใดเข้าใจและเข้าถึงสัจจะอันนี้อย่างถูกต้องและลึกซึ้ง จนกระทั่งพระพุทธเจ้าค้นพบความจริงเหล่านี้แล้วนำมาประกาศแก่ชาวโลก ผู้มีปัญญาฟังแล้ว ย่อมเห็นจริงตามคำสอนเหล่านั้น เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ใจ จึงมักจะเปล่งวาจาสรรเสริญว่า “อจฺฉริยํ อพฺภุตํ ภนฺเต ยาว สุภาสิตํ อิทํ.....” แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทศนานี้เป็นสุภาษิต เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ.......

8.2 เรื่องของพระโพธิสัตว์หรือเรื่องของพระพุทธเจ้า หมายถึง เรื่องที่น่าอัศจรรย์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้ ย้อนกลับไปตั้งแต่ครั้งที่เสด็จจากสวรรค์ชั้นดุสิตหยั่งลงสู่ครรภ์ของพระมารดา ระหว่างที่อยู่ในครรภ์นั้น จะประทับนั่งขัดสมาธิด้วยอาการสงบเวลาคลอดออกมาจากครรภ์ก็มิได้เอาศีรษะออกก่อนเหมือนทารกทั่ว ๆ ไป ตอนที่พระมารดาประสูติพระองค์ประทับยืน มิได้นอนคลอดเหมือนหญิงทั่ว ๆ ไป ตอนประสูติก็มีเทวดามาคอยรับพระวรกายด้วยน้ำร้อนและน้ำเย็นที่ไหลเป็นสายมาจากท้องฟ้า และหลังจากประสูติแล้วก็สามารถดำเนินไปได้ 7 ก้าว พร้อมกับมีดอกบัวรองรับ ขณะเดียวกันก็เปล่งพระสุรสีหนาทว่าพระองค์ทรงบันเกิดมาเพื่อประโยชน์ของมหาชน เป็นต้น

8.3 เรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติพิเศษของอริยบุคคลบางองค์ เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์ เช่น ในอังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมที่น่าอัศจรรย์ใจ 4 ประการของพระอานนท์เถระ กล่าวคือ ไม่ว่าภิกษุหรือบุคคลทั่วไปต่างก็ชื่นชมเมื่อได้เห็นพระอานนท์ และรู้สึกยินดีเมื่อได้ฟังธรรมที่พระอานนท์สอน และรู้สึกพอใจในธรรมนั้น ในทางตรงกันข้าม แม้ภิกษุและคนทั่วไปไม่พอใจ พระอานนท์ก็เฉย ๆ ไม่หวั่นไหว เป็นต้น

9. เวทัลละ คือ คำสอนประเภทที่แจกแจงความหมายอย่างละเอียด ซึ่งอาจทำโดยการอธิบายขยายความ หรือโดยการวิเคราะห์ความหมายทางไวยากรณ์ เช่น อธิบายว่า เวทนามาจากกิริยาศัพท์ เวทิตา แปลว่า รู้สึก ซึ่งปรากฏอยู่ในมหาเวทัลลสูตร เป็นต้น