++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สัมภเวสี

ในระหว่างที่รัฐบาลยังมาประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ว่าหัวข้อที่ประชุมจะมีเรื่องอะไรมากมาย แต่ผู้เขียนเชื่อว่าหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับน้ำท่วมหรือภัยพิบัติที่พร้อมจะทำให้หลายๆคนใจวิบัติตามไปด้วย เพราะความวิตกกังวลในสิ่งที่ธรรมชาติได้แสดงพลังภายหลังที่ถูกน้ำมือมนุษย์รังแก
พี่น้องคนไทยจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องมอบตัวเดินขึ้นรถของทางราชการเพื่อไปหาแหล่งพักพิงชั่วคราว เื่พื่อจะได้ที่พักและอาหารตลอดจนสาธารณูปโภคต่างๆซึ่งนับวันก็ยังเพิ่มขึ้นตามจำนวนของมวลน้ำที่เข้ามายังพื้นที่ๆมีผู้คนอยู่อาศัย
ทำเลทองในหลายพื้นที่ กลายเป็นบึงหรือพื้นที่น้ำล้อมรอบกันจนเริ่มจะชินตา รวมทั้งรถราที่เคยเต็มแน่นถนนเผาน้ำมันอย่างไม่กลัวเปลืองหายไปมาก รวมทั้งรถบริการต่างๆ เพราะพื้นที่การวิ่งมันลดลงมากและหดลงมาทุกทีๆจนน่าใจหาย
ยังมีวิกฤตและเป็นโอกาสในหลายพื้นที่ ที่ชาวบ้านไปนั่งตกปลา จะด้วยเพราะความสนุกหรือหิวก็ไม่รู้ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะทำกิจกรรมกันอย่างเพลิดเพลิน
แต่คนจำนวนมากก็ยังไม่วายที่จะเฝ้ามองพื้นที่ๆน้ำเดินทางรุกล้ำพื้นที่การใช้ชีวิตของคนในเมืองหลวงของประเทศสารขันธ์ ( ใช้ตามผู้เขียนตามหาแก่นธรรมท่านอื่นๆ ) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่เกรงใจผู้คนเลย ราวกับว่าน้ำโกรธแค้นพวกเราที่ถูกภัยพิบัติมาแต่ชาติก่อนหลายๆชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้วน้ำไม่รู้เรื่องอะไรเลย น้ำทำหน้าที่ของตนเองที่พยายามที่จะไหลจากที่สูงลงไปสู่ที่ต่ำตามธรรมชาติของน้ำ
สิ่งที่หน้าเสียใจแทนคนสารขันธ์จำนวนมากและอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญภาวะความเสี่ยงที่ถูกมือของผู้คนร่วมชาติที่ไปทำลายคันกั้นน้ำไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม
แต่ผลเสียหายที่อาจจะเกิด มันรุนแรงมากกว่าที่พวกเขาเหล่านั้นจะชดใช้ได้ ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เหมือนเรามีหนอนบ่อนไส้ให้ข้าศึกรุกรานเมืองหลวงที่มีผู้คนอาศัยมากกว่าสิบล้านคน แม้การแก้ไขจะทำไปได้บ้าง
มีคำถามหนึ่งว่าหากธุรกิจที่เสียหายเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทได้รับการฟื้นฟู และผู้บริหารของธุรกิจเหล่านั้นรู้ว่าเขาหรือเธอเหล่านั้นที่เป็นผู้ทำลายคันกั้นน้ำหรือเป็นลูกหลานของผู้ทำลายคันกั้นน้ำที่ทำให้ธุรกิจของเขาเสียหาย
ธุรกิจยังจะรับผู้คนเหล่านั้นไปร่วมทำงานกันในธุรกิจหรือไม่ รวมกระทั่งผู้คนที่ทำลายคันกั้นน้ำริมคลองประปาซึ่งจะทำให้ผู้คนเสี่ยงที่จะไม่มีน้ำดื่มและเผชิญความเสี่ยงภัยในชีวิตมากขึ้นจนยากจะบรรยาย
ในขณะที่เราติดตามข่าวสารด้วนเส้นโลหิตที่ตึงขมับ แต่ก็ยังมีชายคนหนึ่งที่นั่งๆ
นอนๆแถวบริเวณริมคลองหน้าทำเนียบรัฐบาลที่มีขวดน้ำหนึ่งใบ เก้าอี้พับหนึ่งตัว หม้อหุงข้าวอลูมิเนียม เตาถ่าน และถุงใส่ขยะที่เขาเก็บสิ่งของไว้ขาย
เมื่อเสร็จหุงหาอาหารและกินในยามเช้า ก็มานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ภายใต้ร่มคันใหญ่ราวกับนั่งอยู่ในบ้านหลังใหญ่ในหมู่บ้านจัดสรรหรูกลางกรุง ทำเหมือนกับว่าไม่มีใครเห็นเขาในโลกส่วนตัวของเขาตรงนั้น นานๆครั้งจะเห็นเขาขยับมือติดไฟสูบบุหรี่ที่เก็บก้นบุหรี่มามวนใหม่ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์
สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำเป็นปกติวิสัยแบบธรรมดาหรือเป็นกิจ วัตรประจำวันแบบที่ทำอยู่ทุกวันในบ้านของผู้คนในเมือง
แต่เขายังมีต้นมะขามใหญ่หน้าทำเนียบฯเป็นร่มเงา ความรู้สึกหนึ่งที่สัมผัสได้คือความรู้สึกที่ไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรเลยในชีวิต ไม่มีอะไรที่ต้องห่วงหรือกังวลอะไรในทรัพย์ให้หงุดหงิดใจ แม้ในความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่เช่นนั้นก็ได้
ในวันนี้มีกระแสข่าวเตือนมาแทบทั้งวันมายังผู้เขียน ว่าอีกสี่สิบแปดชั่วโมงน้ำจะถึง ตัวผู้เขียนแล้วนะ ไม่ว่าจะด้านตะวันตกหรือตะวันออกก็ตาม แม้จะนั่งฟังข่าวสา่รที่ไหลระดมกรอกหูเต็มหัวไปหมด เหมือนกับว่าเราอยู่ในภาวะสงคราม ขาดอาหาร ขาดน้ำ ขาดส้วม ขาดยา ขาดสิ่งจำเป็นที่จะอยู่ในชีวิตหรือปัจจัยสี่นั่นแหละ ไม่เหลือปัจจัยอะไรให้ยึด เพราะสถานการณ์ตอนนี้ที่บีบให้เหลืออยู่ปัจจัยเดียวคือเสื้อผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มเท่านั้น
บางคนก็บ้านแตกสาแหรกขาด เพราะสมาชิกในบ้านในหายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืนมา จำนวนผู้เสียชีวิตมากขึ้นๆทุกวัน แม้อัตราจะเพิ่มขึ้นในจำนวนที่ไม่มากนักก็ตาม แต่ผู้สูญเสียนั้นใหญ่หลวง
"อัตาหิ อัตตาโน นาโถ ตนเท่านั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน" พุทธสุภาษิตที่เราได้ยินได้ฟังมานาน ถึงเวลาที่เราต้องงัดออกมาใช้ แต่สิ่งที่สำคัญที่ผู้คนพูดกันที่จะเป็นแรงหนุนให้ใช้พุทธสภาษิต นั้นได้ดีก็คือสติ
สติที่รวมสัมปชัญญะที่แปลว่าปัญญาควบคู่กัน ใครที่ทำหายใครที่ยังมีสติอ่อนแอ นาทีนี้จำเป็นต้องฝึกให้กล้าแข็งโดยเร็ว แม้จะเป็นสติทางโลก หากรู้ตัวทั่วพร้อมแล้ว เชื่อเถอะสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้นด้วยใจของเราเอง
เรายังมีผู้คนที่ยิ้มให้เรา เดินลุยน้ำไปกับเรา ชวนเราขึ้นโดยสารรถที่วิ่งอยู่ หากเราไม่หอบหิ้วอะไรติดตัวตามไปมากและไม่ห่วงในทรัพย์ที่ติดในบ้านที่หลายคนมักจะพูดว่า"ไม่ตายก็หาใหม่ได้ แต่หาได้ยาก...มาก"
ละทิ้งความคิดต่างๆที่ชวนสับสนในขณะนี้เถอะครับ ทุกอย่างแม้จะอำนวยความสะดวกสบายให้เรามาก สักวันมันก็ต้องเสียไป ชำรุดใช้งานไม่ได้
แต่...วันนี้ มันอาจจะชำรุดเร็วไปหน่อย เร็วจนเรานึกไม่ถึง แต่เราจะทำอะไรได้ล่ะนอกจากจะยอมรับความจริง ความจริงที่มีทั้งผิดหวังและสมหวัง ความจริงที่มีทั้งทุกข์และสุข
ความจริงที่หมุนเวียนสลับไปสลับมาระหว่างทุกข์และสุข ไม่มีแต่เพียงด้านเดียวหรือด้านใดด้านหนึ่ง ความจริงที่เหมือนฝ่ามือที่มีทั้งหน้ามือและหลังมือ ถ้าเราเข้าใจมันจริงว่าความจริงนั้นคืออะไร เราก็จะสามารถพลิกความทุกข์มาเป็นความสุข ราวกับพลิกฝ่ามือ เมื่อเราเห็นความจริงแท้ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เมื่อถึงตรงนี้เราจะทุกข์เบาบางลง จะไม่หนักอก เราจะไม่อัดอั้นใจ เราจะหายใจคล่องปอดสองข้าง เราจะถอนลมหายใจได้ดีอย่างที่ไม่เคยเป็น เราจะหายใจได้ยาวขึ้น ลมหายใจเราจะเบาขึ้น ใจของเราจะสงบขึ้น ไม่งอแงโยเยเหมือนเด็กทารกยามง่วงนอน เราจะไม่ซึมเซา เราจะไม่หงอยเหงา เราจะไม่สงสัย เราจะไม่โกรธอาฆาตพยาบาท เราจะไม่สนใจที่จะเสพกามผ่านตาหูจมูกลิ้นกายใจ
เราจะเริ่มมองตัวเราเองจากภายในมากกว่าภายนอก กระจกเงาแทบไม่สำคัญไปกว่าใจที่มีผู้รู้ที่สำรวจกายและใจนี้ เมื่อภาวะสงบเกิดขึ้น ความสะอาดสว่างก็จะตามมา ภาระที่แบกมานานจะถูกปลดออก ให้หลังหรือไหล่เบาลงวางลงเพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่ในชีวิตโดยมีผู้รู้ที่จะตื่นและเบิกบานทางใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นสัตว์ที่มุ่งแต่จะแสวงหาที่เกิดที่เรียกว่าสัมภเวสี เพราะจิตเรามันตื่นแล้ว
ตื่นจากความหลับไหล ตื่นจากความทุกข์ ตื่นจากความสุข ตื่นจากความกลัว ตื่นจากอารมณ์ทั้งหลายที่ทำให้เราตกลงไปในอกุศลมูลหรือกิเลสสามกองที่เป็นรากเหง้าแ่ห่งความทุกข์หรือความชั่วทั้งหลาย เมื่อจิตเราอยู่กับปัจจุบัน หากเราปล่อยจิตของเราล่องลอย ในสภาวะนี้เราก็ไม่ต่างไปจากสัมภเวสีหรือผู้ที่มัวแสวงหาที่เกิดแห่งทุกข์ทั้งหลาย เอวัง

ธรรมะสวัสดี

แทนสะมะชัยโย

ในนาทีเราตื่นจากความมืดความกลัวด้วยกัน แล้วเรามาฝ่าภัยพิบัติด้วยกันนะครับ

สะมชัยโ

บทบาทของน้ำ ในพระพุทธศาสนา

พระมหา ภาสกรณ์ ปิโยภาโส
บรรยายธรรม ณ ตึกสหประชาชาติ ถนน ราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร
วันศุกร์ที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

ขอ เจริญพร ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน นับว่าเป็นเกียรติแก่อาตมภาพอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาแบ่งบันและแสดงมุมมองทางพุทธศาสนา เกี่ยวกับบทบาทของน้ำกับท่านทั้งหลาย

เราทุกคนต่างรู้ดีว่าน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งสำหรับความอยู่รอดของเหล่าสัตว์มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ดิรัจฉาน และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็ดี น้ำยังทำให้แหล่งธรรมชาติต่างๆ เช่น ป่าไม้ ต้นไม้ ต้นหญ้า เป็นต้นดำรงอยู่ได้ น้ำเป็นบ่อเกิดของสิ่งมีชีวิตทุกประเภท ไม่มีมนุษย์คนใดหรือไม่มีสังคมใดจะอยู่ได้โดยปราศจากน้ำ

น้ำเป็นธาตุอันหนึ่งในบรรดาธาตุสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งมีปรากฏในสรรพสิ่ง ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เนื่องจากน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกชีวิตแล้ว ฉะนั้น เราทุกคนจึงควรช่วยกัน รักษาน้ำให้สะอาด ไม่ทำน้ำให้สกปรกโดยการทิ้งขยะลงในแม่น้ำ
การทำอย่างนี้ก็เพื่อรักษาน้ำไว้ให้ลูกหลานของเราในอนาคตนั่นเอง

วันนี้ หน้าที่ของอาตมาก็คือตรวจสอบว่าน้ำมีบทบาทอย่างไรบ้าง ในมุมมองของพระพุทธศาสนา เราจะพูดถึงบทบาทของน้ำใน ๒ แง่มุม คือ

น้ำที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ และคติธรรมคำสอนที่เราได้จากน้ำ

น้ำที่ใช้ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา
๑. น้ำพระพุทธมนต์ หรือน้ำศักดิ์สิทธ์
ในพิธีปฏิบัติทางศาสนาพุทธ พระจะทำน้ำมนต์ในพิธีต่าง ๆ เนื่องในโอกาสที่แตกต่างกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องในโอกาสมีงานอันเป็นมงคล เช่น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น

เมื่อ ว่าตามหลักการ ของพระพุทธศาสนาแล้ว ในอรรถกถาธรรมบท พระพุทธองค์ได้รับสั่งให้พระอานนทเถระ ผู้เป็นพุทธอุปัฏฐากทำน้ำพระพุทธมนต์ คราวเมื่อเกิดภัยพิบัติ ๓ ประการ คือ
ข้าวยากหมากแพง ปีศาจ และเกิดโรคระบาด ที่เมืองเวสาลี

เมื่อท่านได้เรียนเอารัตนสูตรจากพระพุทธองค์แล้ว ท่านได้สาธยายพุทธมนต์ และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ไปทั่วตามสถานที่ต่างๆ ผลปรากฏว่า
ภัยพิบัติ ๓ ประการก็บรรเทาเบาคลาย และหายไปในที่สุด

เพื่อเป็นการประพฤติตามข้อปฏิบัติอันนี้ ชาวพุทธเชื่อว่าน้ำมนต์สามารถขจัดปัดเป่า
ความโชคร้ายหรือภัยพิบัติต่างๆ ได้ ดังนั้น เมื่อมีงานพิธีต่างๆ จึงนิมนต์พระสงฆ์ ไปเจริญพุทธมนต์ที่บ้าน

ในการทำน้ำมนต์นั้น พระสงฆ์จะสวดพระปริตต์ ด้วยสมาธิจิตที่แน่วแน่ น้ำกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์หรือน้ำมนต์ขึ้นมาได้ก็อยู่ตรงที่ความที่จิตของพระผู้สวดเป็นสมาธิ และความเชื่อมั่นในพระคุณของพระรัตนตรัยของพุทธศาสนิกชนนั่นเอง

ก่อนจบพิธีกรรมทุกอย่าง พระสงฆ์จะสวดมนต์อีกครั้ง (ชยมงคลกถา) ในขณะที่หัวหน้าพระสงฆ์เดินประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ให้กับผู้คนที่มาร่วมงาน ก่อนที่จะเดินทางกลับวัด

อย่างไรก็ดี สาระสำคัญของน้ำมนต์ ก็อยู่ที่การทำให้เกิดสติปัญญา และส่งเสริมกำลังใจแก่อุบาสกอุบาสิกา
ในงานแต่งงาน เพื่ออวยพรให้คู่บ่าวสาว แขกผู้มาร่วมงานจะรดน้ำสังข์ลงบนมือหรือศีรษะของคู่บ่าวสาวทั้งสองคน เพื่อที่จะอวยพรให้เขาทั้งสองมีความสุขกับชีวิตการแต่งงาน พร้อมทั้งสอนว่า ขอให้รักสามัคคีกัน ไม่แตกแยกกันเหมือนน้ำนี้นะ แต่พิธีนี้ก็มีต้นกำเนิดมาจากศาสนาฮินดู

๒. พีธีอาบน้ำศพ หรือสรงน้ำศพ
ในสังคมชาวพุทธเมื่อใครคนใดคนหนึ่ง เสียชีวิตลง ก่อนที่จะนำศพบรรจุลงในโลงศพ
จะมีพิธีรดน้ำศพก่อน บรรดาญาติๆ และเพื่อนๆ ของผู้ตายก็จะมารดน้ำลงบนฝ่ามือของผู้ตาย เพราะนี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้เห็นผู้ตาย ญาติๆ และเพื่อนๆ
ยังถือโอกาสนี้ขอขมาลาโทษต่อความผิดต่างๆ ที่อาจจะเคยล่วงเกินต่อผู้ตาย
เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ และอวยพรให้ผู้ตายไปสู่สุคติ

เมื่อเห็นศพของผู้ตาย เราสามารถ สอนตัวเราเองได้ว่า เมื่อก่อนบุคคลผู้นี้ ก็เป็นเช่นเดียวกันกับเรา
ตอนเมื่อเขาเกิดมา ก็ไม่มีอะไรติดตัวมาด้วย และเมื่อตายไปก็ไม่มีอะไรติดตัวไปด้วยเช่นกัน
เราอาจจะภาวนาในใจว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปในที่สุด
เหมือนผู้ตายที่กำลังนอนอยู่นี้ ดังนั้น เราจึงไม่ควรอยู่ด้วยความประมาทมัวเมา เพราะวันหนึ่งความตายจะต้องมาถึงเราเป็นแน่
เราสามารถพูดได้ว่า พิธีกรรมนี้สามารถเจริญกุศลให้เกิดขึ้นในใจได้

สรุปได้ว่าพิธีนี้มีจุดประสงค์เพื่อ ให้บรรดาญาติๆ และเพื่อนๆ ของผู้ตายมีโอกาสขอขมาลาโทษต่อผู้ตาย และพบหน้าผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมทั้งสอนให้ผู้มาร่วมรดน้ำศพได้เข้าใจถึงพระไตรลักษณ์ คือ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วย เพื่อที่ว่าเราจะได้อยู่ด้วยความไม่ประมาท

๓. ใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์ของการให้
เมื่อเราคิดจะถวายที่ดินสักแปลง สวน หรือสิ่งอื่นๆ ที่ไม่สามารถยกขึ้นได้ เราอาจจะรินน้ำลงบนฝ่ามือของผู้รับเช่นพระสงฆ์ได้ พระเจ้าพิมพิสารทรงทำเป็นอันดับแรก

เมื่อพระองค์ถวายพระเวฬุวัน (สวนไม้ไผ่) เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยแก่พระพุทธองค์ พระองค์ทรงจับพระเต้าทอง หลั่งน้ำอุทิศสวนนั้น เจาะจงแด่พระพุทธองค์ด้วยการตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอถวายเวฬุวันนี้ ซึ่งเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ แก่พระภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธองค์เป็นประมุข

อีกเหตุการณ์หนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารได้ทรง หลั่งน้ำทักษิโณทกเพื่ออุทิศผลบุญ
ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญแก่บรรดาอดีตพระญาติ ที่ไปเกิดเป็นเปรต เพื่อประพฤติตามข้อปฏิบัตินี้

หลังการทำบุญทุกประเภทแล้ว ในงานศพ ชาวพุทธจะกรวดน้ำ
เพื่ออุทิศผลบุญกุศลแก่บรรดาญาติที่ตายไปแล้ว ในงานอื่นๆ ทั่วไป
ก็จะกรวดน้ำแผ่ส่วนบุญไปให้สรรพสัตว์ต่างๆ ในขณะที่พระสงฆ์กำลังสวดให้พรเป็นภาษาบาลี นี่ก็เป็นกุศโลบายอันหนึ่งในการที่จะทำให้จิตใจเป็นสมาธิจดจ่อและเป็นกุศล
เมื่อนั้นจึงอุทิศแผ่ผลบุญ ที่เกิดจากการทำบุญไปให้สรรพสัตว์ที่เราเจาะจงถึง
ขณะที่กรวดน้ำลงพื้นดิน เราใช้น้ำเป็นสื่อ ใช้ดินเเป็นพยานในการแผ่ส่วนบุญ

การกรวดน้ำมีวัตถุประสงค์หลัก ๓ ประการ
๑. เพื่อแสดงอาการให้
๒. เพื่อตั้งความปรารถนา ขอให้ผลบุญกุศลที่ได้ทำไปแล้ว เป็นปัจจัยให้ประสบความสำเร็จตามที่ตนปรารถนา
๓. เพื่ออุทิศ แบ่งปัน และให้ส่วนบุญแก่เพื่อนหรือญาติที่จากไป และแก่บรรดาสัตว์อื่น ๆ โดยไม่เลือกหน้า เป็นวิธีการแสดงความใจกว้างในบุญ เพราะนี่ก็เป็นหนึ่งในบรรดาบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ
ที่เรียกว่า ปัตติทานมัย บุญสำเร็จได้ด้วยการแผ่แบ่งปันส่วนบุญ

น้ำในเทศกาลต่างๆ
๑. เทศกาลสงกรานต์
เป็นวันปีใหม่แบบไทยและถือว่าเป็นโอกาส การกลับมารวมตัวกัน ของคนในครอบครัว เทศกาลสงกรานต์
ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน ของทุก ๆ ปี หรือที่รู้กันอีกอย่างหนึ่งว่า "เทศกาลน้ำ"

เพราะ ผู้คนเชื่อว่าน้ำสามารถขจัดความโชคร้ายหายนะ ทั้งปวงได้สำหรับชาวพุทธ เมื่อถึงวันสงกรานต์ ก็จะพากันไปวัดใกล้บ้าน เพื่อสรงน้ำพระพุทธรูป และสรงน้ำพระสงฆ์ เป็นการแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์ ชาวพุทธยังแสดงความเคารพต่อ ผู้แก่ผู้เฒ่าโดยรดน้ำอบน้ำหอมลงบนฝ่ามือของท่านเหล่านั้น ในทางกลับกัน ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะอวยพร ให้คนหนุ่มสาวประสบโชคดีและเจริญรุ่งเรืองในการดำเนินชีวิตต่อไป

๒. ลอยกระทง
เป็นเทศกาลที่เป็นที่รู้จักกันมาก ซึ่งจะมีขึ้นราวต้นเดือน พฤศจิกายน ความจริงแล้ว ประเพณีลอยกระทงมีต้นกำเนิดมาจากพราหมณ์หรือฮินดู โดยมีจุดประสงค์ เพื่อให้คนได้แสดงความขอบคุณต่อพระแม่คงคา
ในฐานะที่เป็นชาวพุทธ เราจะใส่เทียน ธูป ๓ ดอก และดอกไม้ลงในกระทง
เมื่อ จุดเทียนและธูปแล้ว ก็ตั้งจิตอธิษฐานแล้วก็ปล่อยกระทงลงในคลอง แม่น้ำ หรือแม้แต่สระเล็ก ๆ จุดประสงค์ก็เพื่อน้อมบูชารอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธองค์ทรงทำไว้ ที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา และเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคาด้วย

คติธรรม คำสอน จากน้ำ
เนื่องจากวิถีชีวิตของชาวพุทธมีความเกี่ยวข้องกับน้ำ ดังนั้น น้ำจึงใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ
และทุกพิธีกรรมก็มีเหตุผลทั้งสิ้น เมื่อเราได้พิจารณาถึง ลักษณะของน้ำแล้ว
เราจะได้แง่คิดคติธรรมบางประการเกี่ยวกับน้ำ น้ำมีลักษณะที่สำคัญอยู่ ๖ ประการ คือ

๑. ละลายของแข็ง
โดยธรรมชาติ น้ำเป็นของอ่อน แต่มีอานุภาพสามารถ ทำลายสิ่งของที่เป็นของแข็งเช่นหินได้
เรา จะเห็นว่า ถ้าน้ำหยดลงบนหินทุกวัน หินมันยังกร่อน พระพุทธศาสนาสอนให้คนเรารู้จักสร้างบุญกุศลโดยการอ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาสุภาพอ่อนหวาน ดังเช่นที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "คารโว จ นิวาโต จ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ……
" ความมีสัมมาคารวะ และอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นมงคลสูงสุด

๒. แรงสามัคคี
โดยธรรมชาติแล้ว น้ำจะอยู่รวมตัวกัน เมื่อเราใช้มีดฟันลงไป น้ำจะกลับเข้าหากันทันทีทันใด
ถ้าเรามีความสามัคคี ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม สิ่งนั้นก็จะสำเร็จได้
เช่นเดียวกับน้ำ เมื่อน้ำรวมกันเป็นจำนวนมากเข้า น้ำก็จะมีพลังมาก
สามารถสร้างประโยชน์ ให้กับมนุษย์ได้ เช่นทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนขนาดใหญ่
ใจของคนเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อใจรวมกันเป็นหนึ่ง
มีสมาธิแน่วแน่ใจก็จะมีพลังสามารถสร้างประโยชน์ได้มากมาย มหาศาลเลยทีเดียว

๓. มีความชุ่มเย็น
ลักษณะของน้ำอีกประการหนึ่งก็คือความชุ่มชื่นหรือชุ่มเย็น และเพราะความชุ่มชื่นของน้ำนี่เอง
จึง ทำให้สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ บนโลกนี้อยู่รอด และสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข ข้อนี้สามารถเปรียบเทียบได้กับหลักธรรมคือเมตตา เมื่อคนเราต่างมีเมตตาต่อกันและกัน
ไม่จำกัดเฉพาะเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนาของตัวเท่านั้น ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง
เรา ก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เราใช้น้ำชำระล้างสิ่งของโสโครกต่าง ๆ เช่นเดียวกับหลักคำสอนของศาสนาที่มุ่งชำระกาย วาจา และใจของศาสนิกผู้ปฏิบัติให้สะอาด

๔. เน้นความยุติธรรม
น้ำ มีลักษณะของความยุติธรรม ซื่อตรง และเที่ยงตรง พวกช่างจะใช้น้ำสำหรับวัดระดับของสิ่งต่าง ๆ หรือของพื้นที่เมื่อจะสร้างบ้านหรือตึก ข้อนี้เปรียบได้กับความซื่อสัตย์ และความยึดหลักคุณธรรมของคน ถ้าคนเราทุกคนมีความซื่อสัตย์และจริงใจต่อกันแล้ว เมื่อนั้นเราก็จะอยู่ร่วมกันได้
โดยปราศจากข้อระแวงสงสัย และปราศจากความไม่ไว้ใจต่อกันและกัน

๕. นำประสาน
น้ำใช้สำหรับประสานสิ่งต่าง ๆ ให้เข้ากัน อย่างเช่น ในการสร้างบ้านหรือตึก
ก่อนที่จะเป็นตึกหรือบ้านขึ้นมาได้นั้น ก็เพราะใช้น้ำประสานสิ่งต่าง ๆ เช่น
อิฐ หิน ปูน ทรายให้เข้ากัน ถ้าไม่มีน้ำเสียแล้ว ตึกก็สร้างขึ้นมาไม่ได้ ศาสนาทำหน้าที่คล้าย ๆ กับน้ำตรงที่ศาสนาช่วยประสานผู้คนจากครอบครัวและประเทศต่าง ๆ ให้อยู่ร่วมกันได้ มนุษย์จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขก็ต้องประกอบด้วยธรรมคือ
สังคหวัตถุ ๔ ประการคือ โอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ประชาชน ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย
(ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา)

๖. พัฒนาการตน
น้ำจะปรับตัวเองได้ดีไม่ว่าจะอยู่ในที่ใดก็ตาม เช่นเมื่ออยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง หรืออยู่ในวัตถุอื่น ๆ ก็ตาม
เมื่อน้ำอยู่ในที่ใด รูปร่างลักษณะของน้ำ ก็จะเหมือนกับภาชนะนั้น ๆ
เช่น เมื่อน้ำอยู่ในขวด เราก็จะเห็นน้ำ เป็นรูปของขวด ข้อนี้เพื่อที่จะสอนว่า คนเราควรปรับปรุงและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอให้เข้ากับสถานที่ และสังคมที่ตัวเองอยู่


ข้อสังเกตส่งท้าย

จากที่ได้พูดมา ทำให้เราสามารถค้นพบบทบาทของน้ำจากมุมมองต่าง ๆ ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนาน้ำจะถูกใช้เพื่อสื่อหลักคำสอน พิธีกรรมเป็นเพียงวิธีการที่จะชักจูง คนให้เข้ามาและเรียนรู้เพิ่มขึ้น และจากลักษณะของน้ำ
ทำให้เราได้แนวคิดเกี่ยวกับหลักคำสอน ของพระพุทธศาสนา
และเราควรนำเอาไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับโลก

น้ำมีบทบาทที่สำคัญโดยการหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่นเดียวกับศาสนา ทุกศาสนาก็มีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกับน้ำตรงที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของผู้คน และให้แนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อจะได้ประสบความสุข ศาสนาที่แตกต่างกันเปรียบได้กับสายน้ำที่แตกต่างกันซึ่งไหลมาจากทิศต่างๆ แต่เมื่อแม่น้ำทุกสายไหลมารวมกันที่มหาสมุทรอันเดียวกันแล้ว
เราแยกแยะไม่ได้ว่า นี้เป็นน้ำจากแม่น้ำสายนั้น นั่นเป็นแม่น้ำจากมหาสมุทรนั้น ผู้คนจากศาสนาต่างๆ ควรหันหน้าเข้ามาหากัน ทำงานร่วมกันเพื่อนำสันติภาพมาสู่โลกให้ได้

กำลังใจดีๆ......(ขอมีสาระซักครั้ง)

เพียงแค่ คำบางคำที่คุณเอ่ย...
อาจมีผลทำให้คนที่คุยกำลังสนทนาอยู่ด้วย
รักหรือเกลียดคุณเลยก็ได้ เอ๊ะ ! ยังไงกัน
คุณเคยสังเกตุบ้างรึเปล่า ?

ว่าในบางครั้ง คนที่คุณคุ้นเคย สนิทชิดเชื้อกันมานานบัดนี้
เค้ากำลังทำท่าทางเหมือนกับไม่อยากจะพบคุณเอาซะเลย
หลบได้เป็นหลบ หลีกได้เป็นหลีกบางทีอาจเป็นเพราะ เจ้าคำ...บางคำ
ที่คุณเอ่ยออกไปโดยที่มิได้ฉุกคิดนี่ละ

คือเจ้าตัวสาเหตุของปัญหายกตัวอย่างง่ายๆ
สมุมติว่าวันนี้เพื่อนคุณสวมเสื้อตัวใหม่มาทำงาน
แต่เผอิญว่าเจ้าเสื้อตัวใหม่ของเพื่อนคุณนะ
มันช่างไม่เหมาะสมกับเพื่อนคุณเอาซ่ะเลย
คือดูยังไงก็น่าเกลียด คุณก็แสนดีเป็นคนตรงไปตรงมา
คิดยังไงก็พูดออกไปอย่างนั้น (อย่างงี้เค้าเรียกว่าคนตรง)
โดยที่คุณไม่ทันยั้งคิดว่า เพื่อนคุณจะรู้สึกอย่างไร
คุณก็พูดกับเค้าไปตรงๆ แทนที่จะอ้อมๆ
รักษาน้ำใจก็ดั้นไปพูดกับเพื่อนคุณตรงๆ
จนทำให้วันต่อมาเพื่อนคุณหายไปจากวงจรชีวิตของคุณไปซ่ะดื้อๆ

ในบางครั้งคนเราก็ไม่สามารถที่จะพูดความจริงได้ทั้งหมด
และการที่เราไม่พูดความจริง ออกมาทั้งหมดนั้น
ก็มิได้หมายความว่าเราเป็นคนโกหก
แต่มันกลับเป็นการรักษาน้ำใจอย่างหนึ่งของเพื่อนร่วมงาน
และบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดคุณ คุณลองคิดดูซิว่า
ถ้าเกิดวันหนึ่งหมอเกิดพูดความจริงกับคนไข้
ที่อาการสาหัส จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้
ว่า "คุณคงไม่รอดแล้วละ " กับ แทนที่จะพูดว่า
"คุณไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก เดี๋ยวก็กลับบ้านได้แล้วละ"
(จะเป็นบ้านเก่า หรือบ้านใหม่ค่อยว่ากันอีกที)
บางครั้งคำพูดที่หมอบอกกับคนไข้นั้น......
มันสามารถทำให้คนไข้เสียชีวิตหรืออยู่รอดในวินาทีนั้นเลยก็ได้

ดังนั้นก่อนที่คุณจะเอ่ยคำใดออกไป ควรที่จะหยุดคิดสักนิดนึง
เพราะคนเราทุกคนอยู่ได้ด้วยกำลังใจ คุณก็คงจะเป็นคนหนึ่ง
ที่ต้องการกำลังใจจากคนรอบข้างเช่นกัน.....
เมื่อใดที่คุณต้องการกำลังใจจากผู้อื่น
คุณควรเป็นผู้ให้กำลังใจแก่ผู้อื่นเสียแต่วันนี้


กำลังมีทุกข์
ขออย่าคิดว่าทุกข์ของตนเองมากมายกว่าผู้อื่น

ให้เพียรพยายามคิดว่าผู้อื่นก็มีทุกข์ไม่น้อยไปกว่า
หรืออาจจะหนักหนาสาหัสกว่าเสียอีก

หากนำความทุกข์ไปเปรียบกับผู้ที่แย่กว่า
จะช่วยให้มีกำลังใจเพิ่มขึ้น
และรู้สึกว่ายังโชคดีกว่าอีกหลายๆ คน

ดังเช่นที่นักปราชญ์เคยกล่าวเอาไว้ว่า

"ในขณะที่ท่านกำลังร้องห่มร้องไห้เพราะไม่มีรองเท้าใส่
ท่านควรคิดถึงคนที่เขาไม่มีแม้กระทั่งเท้า

หรือหากท่านเสียใจที่ไม่มีเท้า
แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่มีทั้งเท้าและทั้งแขน"

หรือหากทำงานและธุรกิจล้มเหลวก็ขอให้คิดว่า
ความผิดพลาดและล้มเหลว
คือบทเรียนเริ่มต้นของความสำเร็จ

เหมือนคำกล่าวที่ว่า

"บทเรียนชีวิตที่ดีที่สุด
ล้วนได้มาจากความผิดพลาดล้มเหลวของตนเอง
ความโง่เขลาเบาปัญญาและความผิดพลาดในอดีต
จะกลายเป็นสติปัญญา และความสำเร็จในอนาคต"

"วันรักอ่าวลึก" : 3 - 5 ธ.ค. 54 ณ สนามที่ว่าการอำเภออ่าวลึก อ. อ่าวลึก จ. กระบี่

"วันรักอ่าวลึก" : 3 - 5 ธ.ค. 54 ณ สนามที่ว่าการอำเภออ่าวลึก อ. อ่าวลึก จ. กระบี่ ภายในงานมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พิพิธภัณฑ์ชุมชน ภาพถ่ายเก่า นิทรรศการการท่องเที่ยว ชมการสาธิตการแกะสลักผักและผลไม้ การร้อยมาลัย ถนนคนเดิน ตลาดย้อนยุค แฟชั่นย้อนยุค สอบถามได้ที่ททท. สำนักงานกระบี่ โทร.0-7562-2163

"งานฤดูหนาวพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน" : 1 - 31 ธ.ค. 54 ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน (ค่ายพระรามหก) จ.เพชรบุรี

"งานฤดูหนาวพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน" : 1 - 31 ธ.ค. 54 ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน (ค่ายพระรามหก) จ.เพชรบุรี ภายในงานมีกิจกรรม เช่น การออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อได้ยาก การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ จากกรมศิลปากร และการแสดงบนเวทีจากศิลปินในจังหวัดเพชรบุรี รวมทั้งการแสดงนิทรรศการอีกมากมาย สอบถามได้ที่มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน โทร. 0-3250-8444-5 หรือที่ ททท.สำนักงานเพชรบุรี โทร. 0-3247-1005-6

ร่วมท่องเที่ยวทำความดีถวายพ่อหลวง ไปกับโครงการ “ฟ้าอุ้มดิน” ที่ อ่างทอง-ชัยนาท

ททท.สำนักงาน สุพรรณบุรี ร่วมกับจ.อ่างทองและชัยนาท ชวนท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจหลังน้ำลดตามรอยเท้าพ่อ ในโครงการ “ฟ้าอุ้มดิน” โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2ธันวาคม 2554 - 15 มกราคม 2555 จ.อ่างทองและชัยนาท

จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ที่ก่อความเสียหายให้เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง แต่หลังจากสถานการณ์ได้เริ่มบรรเทาลงไป ททท.จึงได้เชิญชวนให้ท่องเที่ยว ตามรอยเท้าพ่อในโครงการ “ฟ้าอุ้มดิน”

นายวิศรุต อินแหยม ผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ขอเชิญเดินทางท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจหลังน้ำลดโดยนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวหลังจากเกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่อันจะก่อให้เกิดการฟื้นฟูทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้สร้างสรรค์ประสบการณ์สังคม อันเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา

โครงการ “ฟ้าอุ้มดิน” จัดขึ้นในพื้นที่ 2 จังหวัด คืออ่างทองและชัยนาท


หมู่บ้านทำกลอง ตำบลเอกราช

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดอ่างทอง ได้แก่ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบางเสด็จ ,หมู่บ้านทำกลองตำบลเอกราช ที่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ , ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ (บ้านยางกลาง) และศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง อำเภอแสวงหา , หมู่บ้านหัตถกรรมจักสานบางเจ้าฉ่า อำเภอโพธิ์ทอง
ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ (หนองระหารจีน) , ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ตำบลบ้านแห ศูนย์ศึกษานิเวศวิทยา “ตะนาวะสี เฟิน การ์เด้นท์” อำเภอวิเศษชัยชาญ และโครงการ พัฒนาพื้นที่แก้มลิงหนองเจ็ดเส้น

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 จังหวัดอ่างทอง ได้พัฒนาหนองเจ็ดเส้นให้เป็น อุทยานสวรรค์115 ปี อ่างทอง หนองเจ็ดเส้น เฉลิมพระเกียรติฯ โดยปรับปรุงภูมิทัศน์ในลักษณะ “สวนมหัศจรรย์ แห่งจินตนาการ: Magic Fantasy Park” นำเสนอการใช้ความมหัศจรรย์แห่งพันธุ์พืชมาสร้างสรรค์เป็นผลงานบนผืนดิน ผืนน้ำ และผืนฟ้า แบ่งพื้นที่จัดแสดงเป็น พันธุ์พืชเขตร้อนชื้น ลานดอกไม้แฟนตาซี สวนบัวนานาชาติและพันธุ์ไม้น้ำ ศิลปะบนผืนน้ำ และอุโมงค์ผักนานาชนิด


การทำนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านเด่นใหญ่

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจ.ชัยนาท ได้แก่ โครงการศูนย์สาธิตการเกษตรแบบผสมผสานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลสุขเดือนห้า อำเภอหนองมะโมง , โครงการพัฒนาการปรับปรุงบำรุงดินสำหรับการทำนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านเด่นใหญ่ , และศูนย์เรียนรู้กลุ่มร่วมทุนวิสาหกิจชุมชนตำบลหนองแซง อำเภอหันคา

ป่าชุมชนเขาราวเทียนทองแหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยา อำเภอเนินขาม เมืองแหล่งเมล็ดพันธุ์ข้าว (นาง ลือ-ท่าชัย), ศูนย์เรียนรู้การเกษตรเขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา , ศูนย์เรียนรู้ชุมชนวัดอรุณศิริวัฒนาราม
และศูนย์เรียนรู้ ณ บ้านนายทิพย์ พุฒเหมือน อำเภอหันคา ศูนย์เรียนรู้สวนส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวาที่ขึ้นชื่อของจังหวัดชัยนาท

ทั้งนี้โครงการฟ้าอุ้มดินจะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2554 - 15มกราคม2555 สำหรับผู้ที่สนใจจะท่องเที่ยวตามโครงการดังกล่าวในพื้นที่จังหวัดอ่างทองและจังหวัดชัยนาทเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฟื้นฟูการท่องเที่ยวหลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคกลางและร่วมกันทำความดีถวายในหลวง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานสุพรรณบุรี(รับผิดชอบพื้นที่สุพรรณบุรี,อ่างทอง,ชัยนาท) โทรศัพท์ 0- 3553-5789 , 0- 3553-6189 0- 3553-6030 หรือ www.suphan.net

สุพรรณชวนเที่ยวงาน “อู่ทอง..อู่อารยธรรมสุวรรณภูมิ”

ททท.พรรณบุรีชวนเที่ยวงาน “อู่ทอง” อู่อารยธรรมสุวรรณภูมิ ในระหว่างวันที่ 1-11 ธันวาคม 2554 ภายในงานมีกิจกรรมและการแสดงแสง สี เสียง อู่ทองทวาราวดีศรีสุวรรณภูมิ และมหรสพต่างๆ

จังหวัดสุพรรณบุรี กำหนดจัดงาน “อู่ทอง อู่อารยธรรมสุวรรณภูมิ” ขึ้น ในระหว่างวันที่ 1-11 ธันวาคม 2554 ซึ่งเป็นการจัดครั้งที่ 2 ประจำปี 2554 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภออู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และได้มีกำหนดการเปิดงานขึ้นในวันพุธที่ 7 ธันวาคม 2554

งานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงประวัติศาสตร์ความสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี และเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวภายในจังหวัด และจัดให้เป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในเขตอำเภออู่ทองให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

สำหรับเมืองอู่ทองเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาในสมัยทวาราวดีที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งในอดีตมีความเจริญรุ่งเรือง เฟื่องฟูด้วยบารมีแห่งพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ตามรอยเส้นทางบุญของพระโสณเถระและพระอุตตระเถระ อัครสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้มาเผยแผ่พุทธศาสนาแก่ดินแดนแห่งนี้ จังหวัดสุพรรณบุรีจึงมีแผนในการดำเนินงานฟื้นฟู พัฒนา และอนุรักษ์ เมืองโบราณอู่ทองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

ภายในงานจะมีการแสดง แสง สี เสียง เช่นอู่ทองทวาราวดีศรีสุวรรณภูมิ โดยการแสดงตัวละครจะประกอบไปด้วยแสง เสียง และเทคนิคพิเศษต่างๆ งานมหรสพ ตลอดทั้งงาน

สำหรับผู้สนใจร่วมงานสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ที่ว่าการอำเภออู่ทองโทร. 035-551001 หรือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุพรรณบุรี อาคารศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี ถนนสุพรรณบุรี-ชัยนาท ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โทร.035-536030 และ 035-536189

พัทยาชวนชมคอนเสิร์ต “หมดตัว แต่ไม่หมดน้ำใจ”

ททท.สำนักงานพัทยา ชวนเที่ยวคอนเสิร์ต “หมดตัว แต่ไม่หมดน้ำใจ” วันที่ 1 ธันวาคม 2554 เวลา 18.00-24.00 น.ณ ร้านอาหารสุดทางรักพัทยา ภายในคอนเสิร์ตมีศิลปินชื่อดังมาร่วมแสดงดนตรีอาทิ เบน ชลาทิศ, บี พีระพัฒน์ และเทวัญ ทรัพย์แสนยากร

เมืองพัทยาชวนเที่ยวงานคอนเสิร์ตการกุศล “หมดตัว แต่ไม่หมดน้ำใจ” ในวันที่ 1 ธันวาคม 2554 ตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น.ณ ร้านอาหารสุดทางรักพัทยา โดยชมรมผู้ประกอบการสถานบันเทิงเมืองพัทยา, กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, กระทรวงสาธารณสุข, องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพัทยา และองค์กรเอกชน ภายในคอนเสิร์ตมีศิลปินชื่อดังมาร่วมแสดงในงานอาทิ เบน ชลาทิศ, บี พีระพัฒน์ และเทวัญ ทรัพย์แสนยากร

นายอรรถพล วรรณกิจ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา กล่าวว่าคอนเสิร์ตนี้จัดขึ้นเพื่อหารายได้ช่วยสมทบทุนมูลนิธิน้ำในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องด้วยสภาวะปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัย ซึ่งต้องใช้ทุนในการบำบัดน้ำเสีย เพื่อใช้อุปโภคและบริโภค ทางผู้จัดคอนเสิร์ตได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงร่วมมือกันระดมทุนในการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ โดยรายได้หลักจากการหักค่าใช้จ่ายจะนำไปมอบให้ทาง “มูลนิธิน้ำในพระบรมราชูปถัมภ์” เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาต่อไป

สำหรับผู้สนใจร่วมบริจาคสมทบทุนในกิจกรรมดังกล่าว สามารถโอนเงินผ่านบัญชีได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาเซ็นทรัลพัทยา ชื่อบัญชี นายดำรงเกียรติ พินิจการ เลขที่บัญชี 389-244 260-5 และธนาคารกรุงไทยสาขาพัทยาใต้ ชื่อบัญชี “หมดตัว แต่ไม่หมดน้ำใจ” เลขที่บัญชี 221-602 529-1 สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อซื้อบัตรคอนเสิร์ตได้ที่ 038-232 222, 038- 232 789, 08-5066 660

ททท.ระยอง ชวนร่วมงาน “เที่ยวทะเล หาดบ้านเพ-เกาะเสม็ด”

ททท.สำนักงานระยอง จัดงานเทศกาล “เที่ยวทะเล หาดบ้านเพ-เกาะเสม็ด” ครั้งที่ 11 ประจำปี 2554 จ.ระยอง ในระหว่าง วันที่ 6-11 ธันวาคม ณ บริเวณท่าเทียบเรือเทศบาลบ้านเพ อ.เมือง จ.ระยอง ชมกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานระยอง เทศบาลตำบลบ้านเพ จังหวัดระยอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมงานเทศกาลเทศกาลประจำปี “เที่ยวทะเล หาดบ้านเพ-เกาะเสม็ด ” ในระหว่างวันที่ 6-11 ธันวาคม 2554 ณ บริเวณท่าเทียบเรือเทศบาลบ้านเพ อ.เมือง จ.ระยอง

นายชูชาติ อ่อนเจริญ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานระยอง กล่าวว่า การจัดงานเทศกาลครั้งนี้ ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่กว่าปีที่ผ่านมาและมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิ การประกวดธิดาชาวเล การประกวดพระอภัยมณี การประกวดแฟนซีลดภาวะโลกร้อน การประกวดฝรั่งรักทะเล I Love The Sea กิจกรรมล่องเรือรอบเกาะเสม็ด การแข่งขันว่ายน้ำข้ามเกาะเสม็ดชิงเงินรางวัลมูลค่านับแสนบาท นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบนเวที การแสดงดนตรีจากศิลปินดาราคับคั่งในทุกค่ำคืน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานระยอง โทร. 0-3865 -5420-1 หรือที่ tatryong@tat.or.th และ www.tat-rayong.com