++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประวัติ ท่านอาจารย์ดร.สนอง วรอุไร

ดร.สนอง วรอุไร ภูมิลำเนาของท่านอยู่ที่ตำบลคลองหลวงแพ่ง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีพี่น้องทั้งหมด ๘ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๖ บิดามารดาของท่านมีอาชีพทำสวน ทำไร่ นอกจากนี้บิดายังเป็นกำนันของตำบลคลองหลวงแพ่งและเป็นมัคนายกของวัดในละแวก บ้านด้วย ในวัยเด็ก ท่านมีหน้าที่ใส่บาตรตอนเช้าทุกวันและนำอาหารที่มารดาจัดเตรียมไปถวายพระใน วันสำคัญและวันพระตามประสาชีวิตในชนบทยุคนั้น
ท่านได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากโรงเรียนสุวรรณศิลป์ใกล้บ้าน เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลง ท่านและพี่ๆ น้องๆ ได้ย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ อยู่บ้านที่บิดามารดาซื้อไว้ให้พี่น้องทุกคนอยู่ร่วมกัน ย่านประตูน้ำ โดยบิดามารดามิได้ย้ายมาด้วย ท่านศึกษาในโรงเรียนวัฒนศิลป์วิทยาลัยจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๘ ชีวิตท่านต้องรับผิดชอบงานส่วนตัว เช่น ซักรีดผ้าเอง และแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบงานในบ้านร่วมกับพี่ๆ น้องๆ ท่านเป็นอยู่อย่างมัธยัสถ์ อดออม และมีระเบียบ เมื่อถึงช่วงปิดเทอมก็พากันกลับไปเยี่ยมบิดามารดาเพื่อช่วยงานด้านเกษตรกรรม เช่น เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เป็นดังนี้ตลอดมา
ดร.สนอง วรอุไร สนใจฝึกสมาธิครั้งแรกในขณะเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยสนทนากันระหว่างพี่ๆ น้องๆ แล้วนำมาฝึกหัดปฏิบัติเองเมื่อมีโอกาส จนถึงระดับอุดมศึกษา ท่านเลือกศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบปริญญาตรีสาขาโรคพืช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้วไปทำงานเป็นนักวิชาการเกษตร เผยแพร่ความรู้ด้านการปลูกข้าวปลูกเห็ดแก่ประชาชนในภาคอีสานอยู่ประมาณ ๒ ปี ในระหว่างนี้ ท่านแต่งงานมีครอบครัวและได้โอนย้ายจากกรมวิชาการข้าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ เป็นอาจารย์รุ่นบุกเบิกมหาวิทยาลัยและบุกเบิกบัณฑิตวิทยาลัยด้วย
จากนั้นปีพ.ศ. ๒๕๑๔ ท่านก็ได้เรียนจบปริญญาโทเกษตรศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาเชื้อรา ปีเดียวกันนั้นเอง ท่านได้รับทุนโคลัมโบไปศึกษาปริญญาเอก สาขาไวรัสวิทยา มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ นาน ๔ ปี ในระหว่างการศึกษา ท่านมิได้เดินทางกลับมาเมืองไทยเลย เพราะเรียนหนักมาก ท่านใช้เวลาว่างพักทำจิตนิ่งทุกวัน ซึ่งมีผลให้ท่านจดจำได้เร็ว เรียนเข้าใจง่าย และจบ ๔ ปีตามกำหนด
เมื่อกลับเมืองไทยในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๑๘ และมีเวลาว่างช่วงก่อนเปิดเทอมไปสอนนักศึกษา ท่านตัดสินใจอุปสมบทเพื่อพิสูจน์สัจธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วัดปรินายก แล้วมาฝึกวิปัสสนากรรมฐานกับพระเทพสิทธิมุนี (โชดก ปธ.๙) ที่คณะห้า วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ ท่าพระจันทร์ ในชั่วระยะเวลา ๓๐ วัน ที่ท่านปฏิบัติตามคำสอนของครูบาอาจารย์อย่างมอบกายถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ท่านได้รับประสบการณ์ทางจิตและความก้าวหน้าในญาณอภิญญาต่างๆ มากมาย โดยหลังจากปฏิบัติได้เพียง ๑๐ วัน ท่านสามารถแยกกายกับจิตได้ และได้รับนิมนต์ไปแสดงธรรมเป็นครั้งแรกในชีวิต ณ ลานอโศก วัดมหาธาตุฯนั่นเอง
เมื่อลาสิกขาบทแล้ว วิถีชีวิตของท่านเปลี่ยนแปลงไปมาก ด้วยความคิด ด้วยคำพูด และการกระทำซึ่งถูกหล่อหลอมจากภาวนามยปัญญา ที่ได้รับจากการพัฒนาจิตวิญญาณในครั้งนั้น ท่านได้รับเชิญเป็นองค์บรรยายด้านหลักธรรม คุณธรรม จริยธรรม ตามหน่วยงานต่างๆ องค์กรต่างๆ มากมาย และหลังจากเกษียณอายุราชการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่านยังเป็นอาจารย์พิเศษถวายความรู้แก่พระนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนาด้วย
ปัจจุบันท่านเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนธรรม โดยได้นำประสบการณ์ตรงของท่านเองมาเป็นแบบอย่าง สร้างจุดเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับชีวิตของคนจำนวนมาก มีกลุ่มคณะศิษย์ก่อตั้งเป็นชมรมกัลยาณธรรมช่วยกันเผยแผ่ผลงานของท่านโดยทำ เป็นหนังสือหลายเล่ม เช่น ทำชีวิตให้ได้ดีและมีสุข, ยิ่งกว่าสุขเมื่อจิตเป็นอิสระ, ทางสายเอก, ตามรอยพ่อ, การใช้ชีวิตที่คุ้มค่า, มาดสดใสด้วยใจเกินร้อย, อริยมรรค นอกจากนี้ยังมีตลับเทป ซีดี และ MP3 อีกเป็นจำนวนมาก
ผลงานเรื่อง “ ทางสายเอก ” ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยอาจารย์ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม เพื่อให้ชาวต่างชาติได้มีโอกาสศึกษาถึงประสบการณ์การปฏิบัติธรรมและการพัฒนา จิตวิญญาณของท่านเพื่อเสริมสร้างความศรัทธาในวิชาวิปัสสนากรรมฐาน สุดยอดวิชาเอกของโลก

การตีความตามตัวบท ของมาตรา ๘๘ และ ๘๙

ประเด็นแรก การตีความตามตัวบท ของมาตรา ๘๘ และ ๘๙ ผมเห็นคล้อยไปตามคุณวีรพัฒน์ แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังเห็นว่า

๑ "กฏหมายเลือกตั้ง" เป็นเพียงพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญจึงมีศักดิ์ต่ำกว่ากฏหมายรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติมาตรา ๖ "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้"

๒ ผมยังเห็นว่า หากกรณีคะแนน Vote No สูงสุดในเขตเลือกตั้งใด ไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ตาม ต้องถือว่า Vote No ชนะในเขตเลือกตั้งนั้น เพราะถูกต้องชอบธรรมตามหลักการประชาธิปไตยที่ถือเสียงข้างมากเป็นเจตนาของสังคม ซึ่งได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนตามตัวบทในรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย"

๓ ดังนั้นประเด็นนี้ ผมเห็นว่าควรว่าต้องให้มีการชี้ขาดโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจากหลักการและเหตุผลที่กล่าวมา ผมเชื่อตามข้อสรุปว่าในเขตใดที่คะแนน Vote No สูงสุด ต้องถือว่าเจตนาของปวงชนเสียงส่วนใหญ่ในเขตนั้น ไม่ยอมรับผู้สมัครคนใดทั้งสิ้น ดังนั้นจึงต้องตัดสินโดยการจัดเลือกตั้งใหม่

ประเด็นที่สอง เนื่องจากความไม่ชอบธรรมหลายประการของการเลือกตั้ง

๑ เห็นด้วยกับการตีความของผู้พิพากษายินดี ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ เพราะเป็นการจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่มีกระบวนการแก้ไขที่ไม่ชอบธรรมตามกฏหมาย

๒ เห็นว่าในทางพฤตินัย ระบบการเลือกตั้งในปัจจุบัน ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เช่น การซื้อเสียง การสัญญาว่าจะให้ในการหาเสียงเป็นวิธีการผิดกฏหมาย และเป็นเพียงวิธีการในการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ ของนักการเมืองบางกลุ่ม จึงถือว่าขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ ดังนั้นการ Vote No ของประชาชน จึงเป็นการต่อต้านการกระทำของนักการเมืองกลุ่มนั้น ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา ๖๙ อย่างถูกต้องชอบธรรมโดยสันติวิธี
rattawoot

การ Vote No คือการแสดงออกของปวงชนที่ประเสริฐยิ่ง โดย วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นิติศาสตรมหาบัณฑิต (รางวัลทุนฟุลไบรท์และวิทยานิพนธ์เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด.

การ Vote No ตามหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิเสรีภาพที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการแสดงออกของปวงชนที่ประเสริฐยิ่ง.

กระนั้นก็ดี คุณอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ได้เขียนบทความ “ผลทางนิตินัยของบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน (VOTE NO)” เผยแพร่โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 20 มิถุนายน 2554 ที่ http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9540000074994 ด้วยความเคารพต่อตำแหน่งของคุณอนุรักษ์ที่มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งมีความห่วงใยเกี่ยวกับการ Vote No อันเป็นสิทธิเสรีภาพที่ประเสริฐยิ่งนี้ ผู้เขียนจำต้องตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นบางประการดังนี้.

ข้อสังเกตประการแรก: บัตร Vote No ไม่มีผลจำกัดต่อผู้สมัครอื่น เว้นแต่เขตนั้นมีผู้สมัครคนเดียว

คุณอนุรักษ์ตีความ “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550” ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (เรียกย่อในที่นี้ว่า “กฎหมายเลือกตั้ง”) อย่างน่าเป็นห่วงยิ่งนัก โดยกล่าวว่า:
“มาตรา 89 บัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 88 ซึ่งเป็นเทคนิคการร่างกฎหมายที่ต้องการให้มาตรา 89 นำหลักการตามมาตรา 88 มาใช้บังคับด้วยโดยไม่ระบุซ้ำลงไปในมาตรา 89 อีก จึงหมายความว่า ในเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครหลายคน ผู้สมัครที่จะถือว่าเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง จะต้องผ่านองค์ประกอบของกฎหมายทั้งมาตรามาตรา 88 และมาตรา 89 กล่าวคือ
1.ได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น
2.ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง และ
3.ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้น”

หากการตีความของคุณอนุรักษ์ถูกต้อง ย่อมหมายความว่า ในเขตเลือกตั้งหนึ่งสมมติมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 100 คน และมีผู้มาใช้สิทธิครึ่งหนึ่ง คือ 50 คน แบ่งเป็นลงคะแนนให้ พรรคที่หนึ่ง 15 เสียง พรรคที่สอง 5 เสียง และ Vote No อีก 25 เสียง แต่เมื่อผู้สมัครจากพรรคที่หนึ่ง (15 เสียง) ได้รับคะแนนน้อยกว่า Vote No (25 เสียง) ผู้สมัครจากพรรคที่หนึ่งก็ไม่ถือเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง แม้จะได้รับคะแนนสูงสุดก็ตาม.

ผู้เขียนเห็นว่าการตีความเช่นนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด โดยคุณอนุรักษ์อาจสับสนนัยทางกฎหมายของคำว่า “ภายใต้บังคับ” ดังอธิบายตามบริบทได้ดังนี้.

“ภายใต้บังคับ” เป็นวลีที่มีนัยพิเศษทางกฎหมาย ในบริบทนี้หมายความว่า “ยกเว้นในกรณีตาม” เช่น หากพิจารณาจากตัวบทที่คุณอนุรักษ์อ้างถึง คือ:
“มาตรา 88 ในเขตเลือกตั้งใด ถ้าในวันเลือกตั้งมีผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนเดียวผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งต่อเมื่อได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง...”
“มาตรา 89 ภายใต้บังคับมาตรา 88 ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง...”

การอ่านตัวบทย่อมหมายความว่า: ในกรณีทั่วไปตามมาตรา 89 ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นย่อมเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง (ไม่ว่าจะมีคะแนน Vote No มากน้อยเท่าใด) ยกเว้นในกรณีตามมาตรา 88 กล่าวคือ กรณีมีผู้สมัครคนเดียว ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งต่อเมื่อได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิในเขต และมากกว่าจำนวนบัตร Vote No.

ดังนั้น กรณีมาตรา 88 กับ มาตรา 89 จะนำมาปะปนกันไม่ได้ เพราะในเขตเลือกตั้งเดียวกันย่อมเป็นได้เพียงกรณีใดกรณีหนึ่ง คือมีผู้สมัครหลายคนตามกรณีมาตรา 89 หรือไม่ก็มีผู้สมัครเพียงคนเดียวตามกรณีมาตรา 88 จึงไม่อาจเป็นกรณีทั้งสองปนกันหรือพร้อมกันได้.

หากผู้อ่านยังไม่เชื่อผู้เขียน สามารถพิจารณาตัวอย่างที่เทียบได้ชัดเจน คือ บทบัญญัติของกฎหมายเลือกตั้งฉบับเดียวกัน ส่วนเดียวกัน ที่ใช้วลีเดียวกัน คือมาตรา 81 และ 85 ดังนี้:
“มาตรา 81 ภายใต้บังคับมาตรา 85 การนับคะแนนเลือกตั้งให้กระทำ ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผยจนเสร็จสิ้นในรวดเดียว ห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนนเลือกตั้ง...”
“มาตรา 85 ถ้าการนับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งใดไม่สามารถกระทำได้ หรือไม่สามารถนับคะแนนได้จนเสร็จสิ้น อันเนื่องจากเกิดเหตุจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น หรือด้วยความจำเป็นตามสภาพที่อาจมีผลต่อความปลอดภัย ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งประกาศงดการนับคะแนนสำหรับหน่วยเลือกตั้งนั้น...”

จะเห็นได้ว่า “มาตรา 81 ภายใต้บังคับ มาตรา 85” หมายความว่า มาตรา 81 เป็นกรณีทั่วไป (ที่ต้องนับคะแนนให้เสร็จ) ยกเว้นในกรณีตาม มาตรา 85 (ที่ต้องงดนับคะแนนเพราะน้ำท่วมหรือไฟไหม้ ฯลฯ) ซึ่งเป็นได้เพียงกรณีใดกรณีหนึ่ง คือนับให้เสร็จ หรือ งดนับ ไม่อาจเป็นกรณีทั้งสองปนกันหรือพร้อมกันได้.

สรุป คุณอนุรักษ์เข้าใจความหมายของคำว่า “ภายใต้บังคับ” ผิดไปจากบริบท แท้จริงแล้ว คะแนน Vote No จะมี “ผลทางนิตินัย” ดังที่คุณอนุรักษ์ว่าก็ต่อเมื่อเป็นกรณีที่เขตเลือกตั้งนั้นมีผู้สมัครเพียงคนเดียว แต่หากมีผู้สมัครมากกว่าหนึ่งคน ผู้ที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นย่อมเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง จะนำสองกรณีมาปะปนกันไม่ได้.

อนึ่ง สมควรกล่าวให้ความเป็นธรรมว่า จะหาว่าคุณอนุรักษ์จะเข้าใจผิดไปเองผู้เดียวก็มิถูกนัก เพราะนักกฎหมายไทยบางส่วนก็ได้ใช้วลี “ภายใต้บังคับ” ที่สื่อความหมายอย่างปะปนและไม่รัดกุม เช่น นักกฎหมายผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ได้ใช้วลี “ภายใต้บังคับ” ให้หมายถึง “ยกเว้นในกรณีตาม” เช่น ในมาตรา 128 มาตรา 142 และ มาตรา 146 แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันเองกลับใช้วลี “ภายใต้บังคับ” เพื่อหมายถึง “ทั้งนี้ให้เป็นไปตาม” หรือ “ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดต่อ” เช่น มาตรา 209 หรือ มาตรา 281 จึงน่าจะถึงยุคที่นักกฎหมายรุ่นใหม่จะได้ปฏิเสธการใช้ถ้อยคำที่ไม่รัดกุมโดยเฉพาะที่มาจากการร่างกฎหมายอย่างเร่งรีบและผิดครรลองประชาธิปไตยดังกล่าวเสียที.

ข้อสังเกตประการที่สอง (ที่สำคัญมากกว่าข้อแรก): การ Vote No เป็นทั้งสิทธิและเสรีภาพโดยชอบด้วยกฎหมาย

แม้ผู้เขียนอาจไม่เห็นด้วยกับคุณอนุรักษ์ในเรื่องวลี “ภายใต้บังคับ” แต่ผู้เขียนเห็นด้วยที่คุณอนุรักษ์ย้ำว่า การไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) นั้น “เป็นหลักประกันแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะสงวน[สิทธิ]ไม่เลือกผู้ใด” และ “สามารถกระทำได้โดยชอบ” อันที่จริงหากจะกล่าวให้ชัด ควรกล่าวว่าการ Vote No เป็น “เสรีภาพ” เพราะไม่มีกฎหมายใดจำกัดเสรีภาพนี้ไว้ อีกทั้งเป็น “สิทธิ” ที่กฎหมายรับรองโดยชัดแจ้งตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งกฎหมายเลือกตั้ง.

สรุป หากผู้อ่านท่านใดประสงค์จะ Vote No ก็ขอให้ท่านมั่นใจว่าการ Vote No เป็นการใช้เสรีภาพของมนุษย์ที่ท่านมีโดยชอบธรรม อีกทั้งเป็นสิทธิที่ท่านมีตามกฎหมาย และไม่มีผู้ใดปฏิเสธเสรีภาพหรือสิทธิของท่านได้นอกจากตัวท่านเองที่ยอมอยู่ภายใต้กฎหมาย เพื่อมิให้มีใครอยู่เหนือกฎหมาย.

ข้อสังเกตประการที่สาม (ที่สำคัญที่สุด): สิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย มิได้อยู่เหนือหน้าที่ตามกฎหมาย

แม้ผู้อ่านอาจใช้สิทธิเสรีภาพ Vote No ได้ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายสูงสุดของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญ ซึ่ง มาตรา 28 บัญญัติว่า “บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น [และ] ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ…” และ มาตรา 70 บัญญัติว่า “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้”.

ถามว่า “ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ” และ “ตามรัฐธรรมนูญนี้” หมายความว่าอย่างไร ตอบว่าต้องเป็นไปตามหลักวิถีที่รัฐธรรมนูญกำหนด เช่น
1. มีพระมหากษัตริย์ (มาตรา 8 - 25)
2. ชนชาวไทยมีสิทธิเสรีภาพ (มาตรา 26 - 69)
3. มีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง (มาตรา 93 - 110)
4. มีนายกรัฐมนตรีที่เห็นชอบโดยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง (มาตรา 171 - 196)
5. มีศาลพิจารณาอรรถคดี โดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม (มาตรา 197 - 228)
6. มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญและกระบวนการตรวจสอบอำนาจรัฐ (มาตรา 229 - 278)
ฯลฯ
ดังนั้น หากผู้อ่านท่านใดกาบัตร Vote No เพื่อขัดขวางหลักวิถีใดที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ย่อมเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่ขัดแย้งต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่สำคัญ หากเรายอมให้มีผู้อ้างการ Vote No เพื่อขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญข้อหนึ่งข้อใดได้ (เช่น ขัดขวางมิให้มีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง) ก็เท่ากับเรากำลังยอมต่อหลักการว่า ต่อไปก็สามารถมีผู้อ้างสิทธิเสรีภาพเพื่อขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญข้ออื่นได้เช่นกัน (เช่น ขัดขวางการมีพระมหากษัตริย์ หรือขัดขวางการมีสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น)!

สรุป ผลทางกฎหมายของบัตร Vote No ที่ขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญจึงไม่นับเป็นคะแนนเสียงโดยชอบตามกฎหมาย และไร้ความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่กำจัดเสียงดังกล่าวให้เป็นบัตรเสียตามกฎหมายเลือกตั้ง ตามมาตรา 82 วรรคสาม อนุมาตราหก.

บทส่งท้าย

ผู้เขียนย้ำว่าบทความนี้ไม่ต้องการชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียของการกาบัตรในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) แต่ตรงกันข้าม ผู้เขียนต้องการย้ำว่าการ Vote No นั้น ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ย่อมทำได้โดยชอบธรรมหากไม่ขัดหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญ.

ที่สำคัญ หากการ Vote No เป็นไปเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อความล้มเหลวของระบบการเมืองปัจจุบัน และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาตามวิถีแห่งรัฐธรรมนูญ (เช่น หากระบบสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในปัจจุบันล้มเหลว ก็ Vote No เพื่อเริ่มต้นเรียกร้องการปฏิรูปแก้ไข) การ Vote No นั้น คือการแสดงออกของปวงชนที่ประเสริฐยิ่ง และจะมีผู้ใดมาห้ามปรามมิได้.

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 72 วรรคแรก บัญญัติว่า “บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง” ดังนั้น หากผู้ใดประสงค์ Vote No แต่คิดว่าตนไม่อาจ Vote No ในทางที่ขัดขวางหลักวิถีแห่งรัฐธรรมนูญได้ ผู้นั้นก็ย่อมต้องเปลี่ยนไป Vote No ด้วยเหตุผลอื่น หรือไม่ก็ Vote อื่นที่ไม่ใช่ Vote No เพราะกฎหมายกำหนดให้บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะมีใจสองมาตรฐาน ใจหนึ่งเรียกร้องสิทธิ แต่อีกใจนอนหลับทับสิทธิหาได้ไม่.

หากผู้ใดมีมาตรฐานมโนสำนึกที่เป็นธรรมแล้วไซร้ การอ้างสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายของตนทำได้ฉันใด การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของตนย่อมทำให้สมกันได้ฉันนั้น.

อุจฉังคชาดก ว่าด้วยหญิงหาลูกหาผัวได้ง่าย

อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค
๗. อุจฉังคชาดก ว่าด้วยหญิงหาลูกหาผัวได้ง่าย

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภหญิงชาวชนบทคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุจฺฉงฺเค เทฺว เม ปุตฺโต ดังนี้.
ความพิสดารว่า ในแคว้นโกศล มีคน ๓ คนไถนาอยู่ที่ปากดงแห่งหนึ่ง. ในสมัยนั้น พวกโจรในดงคุมพวกปล้นหมู่มนุษย์ แล้วพากันหนีไป. พวกมนุษย์สืบจับโจรพวกนั้น เมื่อไม่พบจึงตามมาจนถึงที่นั่น กล่าวว่า พวกเจ้าเที่ยวปล้นเขาในดงแล้ว เดี๋ยวนี้แสร้งทำเป็นชาวนา จับคนเหล่านั้นด้วยสำคัญว่าพวกนี้เป็นโจร นำมาถวายพระเจ้าโกศล.
ครั้งนั้น มีหญิงคนหนึ่งมาร่ำไห้ว่า โปรดพระราชทานเครื่องนุ่งห่มแก่หม่อมฉันเถิด เดินวนเวียนพระราชนิเวศน์ไปๆ มาๆ.
พระราชาทรงสดับเสียงของนางแล้ว รับสั่งว่า พวกเจ้าจงให้ผ้าห่มแก่นาง. พวกราชบุรุษพากันหยิบผ้าสาฎกส่งให้.
นางเห็นผ้านั้นแล้วกล่าวว่า ดิฉันไม่ได้ขอพระราชทานผ้านี้ดอก ดิฉันขอพระราชทานเครื่องนุ่งห่ม คือสามี. พวกมนุษย์พากันไปกราบบังคมทูลแด่พระราชาว่า พระเจ้าข้า นัยว่า หญิงผู้นี้มิได้พูดถึงผ้านุ่งห่มนี้ นางพูดเครื่องนุ่งห่มคือสามี.
พระราชาจึงรับสั่งให้นางเข้าเฝ้า มีพระราชดำรัสถามว่า ได้ยินว่า เจ้าขอผ้า คือสามีหรือ ?
นางกราบทูลว่า พระเจ้าค่ะ พระองค์ผู้สมมติเทพ สามีชื่อว่าเป็นผ้าห่มของสตรีโดยแท้ เพราะเมื่อไม่มีสามี แม้สตรีจะนุ่งผ้าราคาตั้งพันกระษาปณ์ จะต้องชื่อว่าเป็นหญิงเปลือยอยู่นั่นเอง พระเจ้าค่ะ.
ก็เพื่อจะให้เนื้อความนี้สำเร็จประโยชน์ บัณฑิตพึงนำเรื่องมาสาธก ดังนี้ว่า :-
“ แม่น้ำที่ไม่มีน้ำ ชื่อว่าเปลือย แว่นแคว้นที่ปราศจากพระราชา ชื่อว่าเปลือย หญิงปราศจากผัว ถึงจะมีพี่น้องตั้ง ๑๐ คน ก็ชื่อว่าเปลือย ” ดังนี้.
พระราชาทรงเลื่อมใสนาง รับสั่งถามว่า คนทั้ง ๓ เหล่านี้เป็นอะไรกับเจ้า?
นางกราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ คนหนึ่งเป็นสามี คนหนึ่งเป็นพี่ คนหนึ่งเป็นบุตร พระเจ้าค่ะ.
พระราชารับสั่งถามว่า เราพอใจเจ้า ในคน ๓ คนนี้ เราจะยกให้เจ้าคนหนึ่ง เจ้าปรารถนาคนไหนเล่า?
นางกราบทูลว่า ขอเดชะ พระกรุณาเป็นล้นพ้น เมื่อหม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่ สามีคนหนึ่งต้องหาได้ แม้บุตรก็ต้องได้ด้วย. แต่เพราะมารดาบิดาของหม่อมฉันเสียชีวิตแล้ว พี่ชายคนเดียวหาได้ยาก พระเจ้าค่ะ จงโปรดพระราชทานพี่ชายแก่กระหม่อมฉันเถิด พระเจ้าค่ะ.
พระราชาทรงยินดีแล้ว โปรดให้ปล่อยไปทั้ง ๓ คน เพราะอาศัยหญิงนั้นผู้เดียว คนทั้ง ๓ จึงพ้นจากทุกข์ได้ด้วยประการฉะนี้.
เรื่องนั้นรู้กันทั่วในหมู่ภิกษุ.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรม นั่งสนทนาสรรเสริญคุณของหญิงนั้นว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย อาศัยหญิงคนเดียว คน ๓ คนพ้นทุกข์หมด.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอประชุมสนทนากัน ด้วยเรื่องอะไรเล่า? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว.
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่หญิงผู้นี้จะปลดเปลื้องคนทั้ง ๓ ให้พ้นจากทุกข์ ถึงแม้ในปางก่อนก็ปลดเปลื้องแล้วเหมือนกัน.
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ในกรุงพาราณสี. คนทั้ง ๓ พากันไถนาอยู่ที่ปากดงดังนี้ ต่อนั้นไปเรื่องทั้งหมดก็เหมือนกับเรื่องก่อน นั่นแหละ.
(แต่ที่แปลกออกไปมีดังนี้) :-
เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ในคนทั้ง ๓ เจ้าต้องการใครเล่า?
นางกราบทูลว่า ขอเดชะพระบารมีเป็นล้นพ้น พระองค์ไม่สามารถจะพระราชทานหมดทั้ง ๓ คน หรือพระเจ้าค่ะ?
พระราชาตรัสว่า เออ เราไม่อาจให้ได้ทั้ง ๓ คน.
นางกราบทูลว่า ขอเดชะพระกรุณาเป็นล้นพ้น แม้นไม่ทรงสามารถ พระราชทานได้ทั้ง ๓ คนไซร้ ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานพี่ชายแก่หม่อมฉันเถิด.
เจ้าต้องการพี่ชาย เพราะเหตุไรๆ?
จึงกราบทูลว่า ขอเดชะพระบารมีล้นเกล้า ธรรมดาคนเหล่านี้หาได้ง่าย แต่พี่ชาย กระหม่อมฉันหาได้ยาก พระเจ้าค่ะ.
แล้วกราบทูลคาถานี้ว่า :-
“ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ บุตรอยู่ในพกของเกล้ากระหม่อมฉัน สามีเล่า เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันไปตามทาง (ก็หาได้) แต่ประเทศที่หม่อมฉันจะหาพี่น้องร่วมอุทรได้ เกล้ากระหม่อมฉันมองไม่เห็นเลย ” ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺฉงฺเค เทว เม ปุตฺโต ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ บุตรอยู่ในพกของเกล้ากระหม่อมฉันแล้วทีเดียว โดยเปรียบความว่า เมื่อหม่อมฉันเข้าป่า ทำผ้าเป็นพกไว้เก็บผักใส่ในพกนั้น ผักจึงชื่อว่าเป็นของหาง่าย เพราะมีอยู่ในพกฉันใด แม้หญิงก็หาบุตรได้ง่ายฉันนั้น เป็นเช่นกับผักในพกนั่นทีเดียว. ด้วยเหตุนั้น หม่อมฉันจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ บุตรอยู่ในพกของหม่อมฉัน ดังนี้.
บทว่า ปเถ ธาวนฺติยา ปติ ความว่า ธรรมดาว่าสามี สตรีย่างขึ้นสู่หนทาง เดินไปคนเดียวประเดี๋ยวก็ได้ ชายที่พบเห็นเป็นสามีได้ทั้งนั้น ด้วยเหตุนั้น หม่อมฉันจึงกล่าวว่า สามีเล่า เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันเที่ยวไปตามทาง (ก็หาได้) ดังนี้.
บทว่า ตญฺจ เทสํ น ปสฺสามิ ยโต โสทริยมานเย ความว่า แต่เพราะมารดาบิดาของหม่อมฉันไม่มีเสียแล้ว เพราะฉะนั้น บัดนี้ประเทศอื่น กล่าวคือท้องของมารดาที่หม่อมฉันจะหาพี่น้องซึ่งกล่าวว่าร่วมท้องกัน เพราะเกิดร่วมอุทรนั้น หม่อมฉันมองไม่เห็นเลย พระเจ้าค่ะ เพราะเหตุนั้น ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพี่ชายแก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าค่ะ.
พระราชาทรงพระดำริว่านางนี้พูดจริง ดังนี้แล้วมีพระทัยยินดี แล้วโปรดให้นำคนทั้ง ๓ มาจากเรือนจำ พระราชทานให้นางไป. นางจึงพาคนทั้ง ๓ กลับไป.
พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน นางก็เคยช่วยคนทั้ง ๓ นี้ ให้พ้นจากทุกข์แล้วเหมือนกัน ดังนี้.
ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า
คนทั้ง ๔ ในอดีต ได้มาเป็นคนทั้ง ๔ ในปัจจุบัน
ส่วนพระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
.. อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๗. อุจฉังคชาดก ว่าด้วยหญิงหาลูกหาผัวได้ง่าย จบ.

ขอเชิญผู้มีบุญใหญ่ร่วมสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่(หลวงพ่อทันใจ) วัดชุมพลมณีรัตน์

ขอเชิญสาธุชนร่วมบุญ สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่(หลวงพ่อทันใจ) หน้าตัก ๕.๙๙ เมตร สูง ๗.๘๙ เมตร ระหว่างกลางสระน้ำ วัดชุมพลมณีรัตน์ (บ้านสุขสำราญ) ตำบลกระสัง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้แล้วเสร็จในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔

ขอเชิญร่วมลงนามบัญชีผู้ร่วมอุปถัมภ์ สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ (หลวงพ่อทันใจ)ให้ได้ ๘๔,๐๐๐ รายชื่อ ระหว่างเดือน มิถุนายน – ธันวาคม ๒๕๕๔ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชาและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี มหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา ครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ประกอบกับทางวัดได้กำหนด จัดโครงการบรรพชา- อุปสมบท/เนกขัมมบารมี งานผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต ระหว่างวันที่ ๑ – ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ นี้ด้วย

กำหนดการ(สังเขป)
ขณะนี้ทางวัดกำลังสร้างบัลลังถ์พระพุทธรูป- เตรียมงานผูกพัทธสีมาและโครงการอุปสมบท ขอเชิญร่วมบุญอุปถัมภ์โครงการได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
วันที่ ๑ - ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เริ่มงานโครงการสร้างพระองค์ใหญ่
วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ (ขึ้น ๓ ค่ำเดือน ๘ )
เวลา ๐๘.๒๘ น. พิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ เทวดาที่รักษาแผ่นดิน
- เปิดรับบริจาคบูชาวัสดุ ส่วนประกอบต่างๆขององค์พระพุทธรูป เพื่อขึ้นรูปเป็นองค์พระ ถึงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔
วันที่ ๓ - ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๖.๒๘ พิธีเสริมสิริมงคล โดย พระครูปัญญาวิเชียร


วัตถุประสงค์
๑. เพื่อเป็นพุทธบูชา
๒. เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบรอบ ๘๔ พรรษา
๓. เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต วัดชุมพลมณีรัตน์ ระหว่างวันที่ ๑ – ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๔

งบประมาณ
๘๐๐,๐๐๐ บาท

ร่วมบริจาคได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขากระสัง
ชื่อบัญชี วัดชุมพลมณีรัตน์
เลขที่บัญชี 324 – 0 – 06962 – 8

สอบถามรายละเอียดได้ที่
พระครูบวรมณีรัตน์ (หลวงพ่อเลิศ ) พระอุปัชฌาย์ , เจ้าคณะตำบลกระสัง
โทร 081-8767-881
ท่านใดต้องการใบอนุโมทนาบัตร แจ้งได้ที่กระทู้ ,ข้อความ เว็บนี้ หรือ ทางท่านพระครูบวรมณีรัตน์

8 ข้อน่าคิดเรื่องการเมือง

1."เมื่อมีประชาชนเพียง 1 คน หรือแสนคน มาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาตัวเองนั้น ไม่ได้ขัดหลักการประชาธิปไตย โดยเฉพาะถ้ามีข้อสงสัยว่าการบริหารประเทศนั้นละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิประชาชน หรือทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องเหล่านี้ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะไม่รอให้กฎหมายจัดการ แต่จะมีสำนึกความรับผิดชอบทางการเมือง" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 31 ส.ค.51 @สภาผู้แทนฯ

2."..ยุบสภาจะเป็นการรับผิดชอบ ทำเถอะเพื่อบ้านเมืองสงบสร้างบรรทัดฐานที่ดีเถอะครับ.." อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 31 ส.ค.51 @สภาผู้แทนฯ

3."ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสแล้ว เรายังมีรัฐที่พยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9 ตุลาฯ 51 @ที่ทำการพรรค ปชป.

4."เพื่อพิสูจน์ความจริงใจ ท่านต้องสั่งย้ายตำรวจที่ให้ร้ายประชาชนออกไปให้หมดก่อนครับ ถ้าท่านจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง (กรณี 7 ตุลาฯ 51)" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9 ตุลา 51 @ที่ทำการพรรค ปชป.

5."ไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชนถูกทำร้ายจากภาครัฐแล้วรัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ ไม่มี" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9 ตุลาฯ 51 @ที่ทำการพรรค ปชป.

6."ต้องมีคนรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนครับ" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9 ตุลาฯ 51 @ที่ทำการพรรค ปชป.

7."ประเทศไทยเป็นสังคมเปิด ซึ่งเคารพและเชื่อมั่นในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น.." อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามนายซาลิล เชตตี้ เลขาธิการองค์กรนิรโทษกรรมสากลเนื่องในโอกาสเข้าพบ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.53 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

8."..สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันซึ่งทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างสามารถเข้าถึงสื่อและหนังสือพิมพ์ รวมถึงทีวีสาธารณะและเคเบิลทีวี เป็นสภาพการณ์ที่แตกต่างจากอดีต.." อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามนายซาลิล เชตตี้ เลขาธิการองค์กรนิรโทษกรรมสากลเนื่องในโอกาส...เข้าพบ เมือวันที่ 10 พ.ย.53 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
phanu79@hotmail.com

ประเทศนี้ไม่ใช่ของแม้ว คนไทยไม่ใช่ทาสแม้ว

ไม่ได้เกลียดเสื้อแดง แต่เกลียดคนใส่
ไม่รังเกียจม็อบ แต่รังเกียจม็อบถ่oย
ไม่อยากด่า ถ้าใครรักจะเป็นสมุนแม้ว
แต่อยากด่าสมุนแม้วที่ปลุกปั่นก่อกวนเมือง
ไม่ได้มีปัญหาที่แม้วรวย แต่มีปัญหากับส่วนที่แม้วรวยจากโกงชาติ
ไม่อยากสนใจว่าแม้วจะอยู่เขมร ดูไบ มอนเตเนโกร หรือในนรก
แต่ต้องสนใจ...เพราะไม่ว่าอยู่ไหน....
แม้วก็อยากทำร้ายประเทศไทย....
เข้าทำนองไม่ยกประเทศไทยให้กู
กูก็จะเผาเสีย แม้วมันเป็นใครกัน ?
อยู่ๆจะมาให้ยกประเทศไทยเป็นของมัน
แม้วมันเก่งมาจากไหน....
ถึงมาบอกว่าประชาธิปไตยต้องเป็นอย่างที่มันบอกเท่านั้น
มันเป็นใครถึงคิดว่าประเทศนี้ ...
คนอื่นบริหารไม่ได้ต้องกูเท่านั้น...

แม้วพล่ามแต่ว่าผมจะทำให้ทุกคนรวย
แม้วพล่านให้ทุกคนถอยไป....ผมจะทำให้ประเทศไทยเจริญ
นี่ไงเงินของผม นี่ไงเหมืองทองของผม
นี่ไงเหมืองเพชรของผม...
ถ้าให้ผมกลับมาบริหารประเทศ
แล้วพี่น้องจะรวยรวยรวย....

บ้านเมืองเราอยู่กันมาดีๆ ได้ตั้งนาน
แม้ไม่เคยรวยติดอันดับโลก...แต่โลกก็ปลื้มเมืองไทยตลอดมา
บ้านเราสวย เมืองเรางาม คนไทยใจดีเรามีวัฒนธรรม
เรามีศีลธรรมจรรยาเรารักสงบ รักศักดิ์ศรีและความถูกต้องเราไม่รีบร้อน
เราไม่เร่าร้อน เราก็อยู่เย็นเป็นสุขกันเรื่อยมาไม่ใช่หรือ?

แล้วปิดประตูใส่หน้าความดี ปิดปากคนดีออกไป ถอยไป

คนอื่นโง่ทั้งนั้น ต้องหาเงิน เก่งสิ ถึงจะไม่โง่ ความถูกต้องคืออะไร?
ถ้าผมว่าถูกนั่นคือถูก ถ้าผมว่าผิดก็ต้องผิด กฏหมายเขียนไว้ว่ายังไง? ก็แก้เสียใหม่สิ แก้ให้ได้อย่างที่ผมต้องการ
ศีลธรรมจรรยาการศึกษาจิตสำนึกนั้นไม่ต้องพูดถึง
แปลงสินทรัพย์เป็นทุน แปลงร่างกายเป็นสินทรัพย์
แปลงศักดิ์ศรี แปลงหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นสินทรัพย์
แปลงบ้าน แปลงเมือง แปลงป่าเขา แปลงที่วัดเป็นสินทรัพย์
ที่ร้ายที่สุดคือ แปลงศรัทธามนุษย์ครึ่งประเทศไทย
ให้กลายเป็นทุนเป็นสินทรัพย์ของมันคนเดียว
ยกย่องบูชาแม้วให้เป็นเทพเจ้าเงินตราพร้อมรับบัญชามัน
ไม่ได้ดูถูกว่าคนที่รักแม้วนั้นรักเงินแม้ว

แต่เราว่าคนหลงผิด ที่คิดว่าแม้วเป็นตัวเงินตัวทองของเขา
และเราอยากทักท้วงว่าจิตใจคนเดี๋ยวนี้
ไม่มีที่ว่างให้สิ่งอื่นเลยหรือนอกจากเงินๆทองๆแม้วๆ แทบว่าจะลุกขึ้นฆ่าคนที่ไม่เห็นด้วย....

เราก็มองเห็นว่าคนไทยยังมีโอกาสไม่เท่าเทียมกัน
เราก็รู้ว่าความยุติธรรมยังล่าช้าอยู่ ในหลายพื้นที่คนจนยังมี
คนเจ็บยังต้องการยา เด็กต้องได้รับการศึกษา
คนยากไร้ต้องการที่ทำกิน
อยากเรียกร้องเรื่องนี้ก็เรียกร้องกันไปทุกอย่าง
ก็ต้องแก้ต้องทำกันไป

ที่สำคัญคือต้องแยกประเด็นเหล่านี้ ออกจากประเด็นที่แม้วทุจริตต่อแผ่นดิน หนีคดี ไม่อาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้
ความผิดใดๆที่แม้วทำไว้ ก็ต้องได้รับโทษ ตามกระบวนความ
จะมาเรียกร้องให้ละเว้นไม่เอาผิดกันดื้อๆ
ไม่ได้หรอกอย่าสับสนประเด็น
คุณมีสิทธิ์ใส่เสื้อแดง คุณมีสิทธิ์รักแม้ว
คุณมีสิทธิ์ชุมนุม คุณมีสิทธ์เรียกร้องความชอบธรรม
คุณมีสิทธิ์โต้แย้ง ฟ้องร้อง อุทธรณ์ในสิ่งที่ไม่ยุติธรรม
แต่คุณไม่มีสิทธิ์รุกราน ข่มขู่ ขู่ฆ่า ปาระเปิด บิดเบือน
ใส่ร้ายป้ายสี เล่นสกปรก ลามปาม
ล่วงละเมิดทุกสถาบันที่รวมตัวกันมาเป็นชาติไทย
ตั้งแต่ก่อนจะมีแม้ว
หรือตั้งแต่ก่อนจะมีบรรพบุรุษแม้วด้วยซ้ำ
ประเทศนี้ไม่ใช่ของแม้ว คนไทยไม่ใช่ทาสแม้ว
ถ้าคุณอยากจะบูชาแม้ว ก็ไปอยู่กับแม้ว
อย่ามาบังคับให้เราบูชาแม้วไปด้วย
เพราะเรา "ไม่"และเราจะไม่ยอมจำนนต่อพวกคุณ
woody

“สนธิ” ร้อง กกต.ยุบเพื่อไทย ปล่อย “นช.แม้ว”ครอบงำ -เล็งเชือดพรรคอื่นต่อ

“สนธิ” ลงนามมอบหมายโฆษกพันธมิตรฯ-เลขาธิการพรรคเพื่อฟ้าดิน ยื่นคำร้อง กกต.ออกคำสั่งยุบพรรคเพื่อไทย เหตุปล่อยให้ “นช.ทักษิณ” ซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองครอบงำพรรค ชี้ขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 4, มาตรา 94(1) (2) (3) และมาตรา 66 อย่างชัดเจน เผย จะทยอยยุบพรรคที่เข้าข่ายกระทำผิดเพิ่มในภายหลังด้าน “ปานเทพ” ชี้ ภาค ปชช.เชื่อจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่สุจริตเที่ยงธรรม และมีการใช้อิทธิพลทุกรูปแบบ ขัดต่อครรลองของระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง กกต.ต้องรับผิดชอบ และหากทำไม่ได้ก็ให้ลาออกไป

วันนี้ (21 มิ.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาคารศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ เลขาธิการพรรคเพื่อฟ้าดิน ได้เดินทางเข้ายื่นคำร้องขอให้ กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง ออกคำสั่งยุบพรรคเพื่อไทย จากกรณีที่มีพฤติกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง และอยู่ในฐานะนักโทษหลบหนีคดีอาญา มีอำนาจสั่งการเหนือพรรคเพื่อไทย โดยได้แนบเอกสารหลักฐานจำนวน 13 รายการประกอบการพิจารณา โดยมี นายอำนวย น้อยโสภา ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการสนับสนุน กกต.เป็นผู้รับเรื่อง

นายปานเทพ กล่าวว่า วันนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ลงนามในเอกสารเพื่อร่วมร้องเรียนพร้อมกับตน และพรรคเพื่อฟ้าดิน โดยเรือตรี แซมดิน เพื่อมาร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอให้ยุบพรรคเพื่อไทย โดยนำเอกสารทั้งหมด 13 ชิ้น เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นอยู่ในฐานะที่ถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ตามคำพิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอยู่ในฐานะผู้ที่เป็นนักโทษหนีอาญาแผ่นดิน แต่กลับเป็นผู้บงการ มีคำสั่งชี้นำให้กับพรรคเพื่อไทยในการกำหนดนโยบาย

โดยมีคำปรากฏหลายประการ เช่น ป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย เขียนว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” หรือแม้กระทั่งกรณีคำปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่า ตัวแทนผู้สมัครเหล่านั้นเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นหลักฐานเพียงบางส่วนจากจำนวนทั้งหมด 13 รายการ นอกจากนี้ ยังมีแผ่นวีซีดี เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและการโฟนอินทั้งหมด คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง รวมถึงผู้สมัครที่กล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ หลายกรณี ทำให้เชื่อมโยงได้อย่างชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ นายสนธิ และตน จึงได้ลงนามในหนังสือ พร้อมด้วยพรรคเพื่อฟ้าดิน เพื่อขอให้ กกต.พิจารณายุบพรรคเพื่อไทย จากพฤติกรรมที่ถือว่าเป็นการกระทำความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 4, มาตรา 94(1) (2) (3) และมาตรา 66 นอกจากนี้ ยังปรากฏที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.ได้ร่วมกันรับบริจาคเงินชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ ต่อมาบุคคลทั้งสองกับพวกถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำการข้างต้น จึงต้องถูกยุบพรรคตามมาตรา 94(1) (2) (3) และ (5) นอกจากนั้น หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ซึ่งยินยอมให้มีการกระทำดังกล่าวจึงต้องรับโทษตามมาตรา 166 ด้วย นั่นหมายความว่า ต้องรับโทษในการยุบพรรค ถูกพิจารณายุบพรรค และถูกดำเนินคดีอาญาต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการยื่นฟ้องยุบพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ หลักฐานใดที่ชัดเจนที่สุด นายปานเทพ กล่าวว่า หลักฐานที่ชัดที่สุด คือ ป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ระบุว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” บวกกับคำปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้สมัครเหล่านี้เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งสิ้น เรียกว่า นายห้างตราดูไบห่อ เพื่อเป็นการประทับตรานายห้างดูไบของตัวเอง ซึ่งเป็นคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เอง

นอกจากนี้ ยังพูดอย่างชัดเจนในการชุมนุมของคนเสื้อแดง ว่า หากพรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งเป็นรัฐบาล หนี้สินของประชาชนจะหมดในไม่ช้า หรือที่กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้สมัครก็เหมือนตัวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นคำสัมภาษณ์ในการกล่าวโฟนอิน วิดีโอ ลิงก์ ยังไม่นับอีกมากมายที่สมาชิกพรรคเพื่อไทย และผู้สมัครพรรคเพื่อไทยประกาศในทางสาธารณะว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ชี้นำ เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง แม้กระทั่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งเป็นที่ชัดเจนและเปิดเผยในทางสาธารณะ รวมทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ยังได้พูดบ่อยครั้งว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปหาเสียง

เมื่อถามต่อว่า ก่อนหน้านี้ เคยมีคนยื่นคำร้องในลักษณะเช่นนี้ต่อ กกต.และเคยวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวไม่มีความผิด นายปานเทพกล่าวว่า ต้องถือเป็นคนละกรณี เพราะตอนนั้นยังไม่เข้าสู่ช่วงเวลาที่มีความชัดเจนมากขึ้น แต่หลักฐานที่เปลี่ยนไปและเวลาผ่านไปมันชัดเจนมากขึ้น และเราก็คิดว่าในช่วงหลังนี้เป็นการเปิดตัวชัดเจน เราไม่เห็นว่าการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งที่ถูกพิพากษาไปนั้น จะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของคำพิพากษาแต่ประการใด แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งที่ไม่สามารถเกี่ยวข้องทางการเมืองได้แล้ว กลับเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เป็นผู้บงการได้โดยตรง เป็นผู้ประกาศโดยตรงว่า ผู้สมัครเหล่านั้นเป็นตัวแทนของตนเอง โดยที่ผู้สมัครก็ยินดีพร้อมใจกันหาเสียงในทำนองแบบนี้เช่นเดียวกัน มีทั้งฝ่ายเสนอและฝ่ายสนอง ตอบรับกันทั้งสองฝั่ง ก็น่าจะเป็นหลักฐานที่เพิ่มเติมมากกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา

ต่อข้อถามว่า จะมียื่นในส่วนของพรรคการเมืองอื่นด้วยหรือไม่ เพราะหลายพรรคก็มีบุคคลที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง นายปานเทพ กล่าวว่า จะมีการดำเนินการในลำดับถัดไป โดยได้คุยกับพรรคเพื่อฟ้าดิน และทางทีมทนาย ว่า ในอีกไม่นานคงอาจจะต้องมีมาตรการในการยุบอีกหลายพรรคการเมือง ซึ่งทางพรรคเพื่อฟ้าดินและพันธมิตรฯ จะยื่นคำร้องต่อ กกต. เช่น การใช้นโยบายสัญญาว่าจะให้อย่างชัดเจน ที่วัดเป็นผลประโยชน์ได้ เป็นเม็ดเงินได้ มีหลายพรรคการเมืองเป็นแบบนั้น ทั้งๆ ที่บางอย่างเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ก็ยังประกาศกัน ถือว่าเป็นการจูงใจ สัญญาว่าจะให้ หรือจะให้ถ้าได้รับการเลือกตั้ง

สิ่งเหล่านี้ กกต.เมื่อปี 2544 ก็เคยมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันมาแล้ว ซึ่งเราเห็นว่าแท้ที่จริงแล้ว กกต.อาจจะไม่มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องนี้ ก็ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นฝ่ายวินิจฉัย เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะนับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ทำให้นโยบายหาเสียงที่เรียกว่าประชานิยม ใช้กับทุกพรรคการเมือง ใช้กับนโยบายพรรคการเมืองแบบบ้าระห่ำ ใช้เงินนับล้านๆ บาท ทั้งที่หลายกรณีและหลายนโยบายเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ก็ยังมีการใช้นโยบายเช่นนี้ดำเนินการต่อไป เราเห็นว่าขั้นตอนต่อไปจะมีมาตรการยื่นคำร้องต่อ กกต.ให้ยุบพรรคการเมืองเหล่านี้ด้วยซ้ำ เพราะถือว่าเป็นการซื้อเสียงโดยนโยบาย ซึ่งอาจจะมีอีกหลายพรรค ยกเว้นพรรคเพื่อฟ้าดินที่ไม่มีนโยบายหาเสียงที่ใช้ประชานิยมหรือสัญญาว่าจะให้ ถ้าได้รับการเลือกตั้ง เรื่องนี้คงต้องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แค่วินิจฉัยโดย กกต.ซึ่งคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะยุบพรรคเพิ่มเติมต่อไป

เมื่อถามว่า ป้ายหาเสียง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ถือว่าเข้าข่ายทางกฎหมายหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียง นายปานเทพกล่าวว่า กลยุทธ์อย่างไร คำว่าทักษิณก็เป็นที่รู้กันว่าหมายถึงใคร ประชาชนย่อมเข้าใจตรงกัน การที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดบนเวที ใช้ทวิตเตอร์ โฟนอิน วีดีโอ ลิงก์ ผนวกกับพรรคเพื่อไทยนำความคิดเช่นนี้ไปประกาศทางสาธารณะ ถือเป็นการกระทำที่อุกอาจมากในทางเปิดเผย จึงเห็นว่ากรณีแบบนี้ไม่ใช่เป็นการหลบซ่อนหรือเลี่ยงแล้ว แต่เป็นการเปิดเผยตัวเองอย่างชัดเจน ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เอง เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลอื่นที่ กกต.จะปล่อยผ่านไว้โดยไม่มีการยุบพรรคการเมืองพรรคนี้

เมื่อถามว่า เป็นเจตนาหรือไม่ที่ยื่นฟ้องยุบพรรคการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง นายปานเทพกล่าวว่า ถ้าทำเอกสารทันเราก็ทำให้ทันและเร็วที่สุด ซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องทำ แม้กระทั่งวันนี้สิ่งที่ภาคประชาชนยอมรับว่าเป็นห่วงที่สุด ก็คือ การเลือกตั้งไม่มีความสุจริตเที่ยงธรรม การทุจริตการเลือกตั้ง ซื้อสิทธิขายเสียงเกิดระบาดมากตั้งแต่หัวละ 1,000-3,000 บาทต่อหัว มีการใช้อาวุธยิงหัวคะแนน จนต้องมีทั้งเสื้อเกราะและตำรวจคุ้มกัน ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 400 คน มีการทุบรื้อทำลายป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองจำนวนมาก อันนี้ไม่ใช่วิถีทางการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นการเลือกตั้งแบบบ้านป่าเมืองเถื่อน ที่ใช้เงินและอาวุธเป็นตัวนำ ใช้อิทธิพลและการข่มขู่อันธพาลเป็นตัวนำ ย่อมไม่ถือว่าเป็นครรลองของระบอบประชาธิปไตย กกต.ต้องรับผิดชอบ ถ้าทำไม่ได้ก็คงต้องลาออก

เมื่อถามว่า นอกจากหนังสือที่ยื่นต่อ กกต.แล้วยังมีหลักฐานอื่นๆ หรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า มีซีดี มีทั้งภาพข่าว วิดีโอลิงก์ โฟนอิน หลายหลักฐาน ซึ่งอันที่จริงเรารวบรวมมานานแล้ว แต่ก็รอจังหวะเวลาให้หลักฐานชัดกระทั่งมีป้ายคำว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ชัดเจนที่สุด

สำหรับรายละเอียดหนังสือที่ นายสนธิ ยื่นคำร้องให้ยุบพรรคเพื่อไทย ลงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ เรื่อง ขอให้ยุบพรรคเพื่อไทย มีใจความดังนี้
วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๔

เรื่อง ขอให้ยุบพรรคเพื่อไทย

เรียน นายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง

สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑.ข่าว กกต.เกี่ยวกับพลังประชาชนผิดคดีนอมินี
๒.ข่าวเกี่ยวกับแกนนำพรรคเพื่อไทยบินไปพบพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร
๓.ข่าวนโยบายหาเสียงทักษิณคิด เพื่อไทยทำ
๔.ข่าวทีมเศรษฐกิจทักษิณเปิดนโยบายหาเสียง
๕.ข่าวเกี่ยวกับทักษิณวีโอลิงก์เปิดนโยบายพรรคเพื่อไทย
๖.ข่าวคำต่อคำทักษิณเปิดนโยบาย
๗.ข่าวทักษิณมั่นใจเพื่อไทยเป็นรัฐบาล
๘.ข่าวเพื่อไทยเปิดตัว ส.ส.ชูสโลแกน ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ
๙.ภาพป้ายทักษิณคิด เพื่อไทยทำ
๑๐.คำพูดของทักษิณที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง
๑๑.ข่าวเกี่ยวกับทักษิณโฟนอินจังหวัดต่างๆ
๑๒.คำถอดเทปคลิปเสียงโฟนอินของทักษิณ
๑๓.แผ่นวีซีดีทักษิณเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการโฟนอิน

ตามที่พรรคเพื่อไทย มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๖ ได้รับการจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองจากนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ แล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกพรรคเกือบทั้วหมดได้ย้ายเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย โดยในการยุบพรรคการเมืองครั้งนี้ส่งผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปด้วย

ผู้ร้องขอเรียนว่า พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เป็นบุคคลที่มีอำนาจสั่งการในพรรคเพื่อไทยและอยู่เบื้องหลังทางการเมืองในประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังต่อไปนี้

๑.พรรคพลังประชาชนนั้น เป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาโดยพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร รายละเอียดปรากฏตามข่าวของ กกต.สิ่งที่ส่งมาด้วยอันดับ ๑ ซึ่งหลังจากพรรคไทยรักไทย ถูกยุบตามคำวินิจฉัยที่ ๓-๕/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ นั้น วินิจฉัยว่า “ผู้ร้องที่ ๑ มิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติ เพื่อให้คนในชาติมีความสุขทั่วหน้า ดังที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่มุ่งประสงค์เพียงดำเนินการในทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ นอกเหนือไปจากครรลองที่กำหนดในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศตลอดจนบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จนยากที่หาอุดมการณ์อันแท้จริงของพรรคให้เกิดความมั่นใจแก่ประชาชนโดยรวมว่า เมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้ว จะดำเนินการปกครองโดยสุจริต ไม่ประพฤติมิชอบหรือบริหารราชการแผ่นดินโดยแอบแฝงไว้ซึ่งประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง พฤติการณ์ของผู้ร้องที่ ๑ ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องที่ ๑ ไม่อาจดำรงความเป็นพรรคการเมืองที่จะสร้างสรรค์และจรรโลงความชอบธรรมทางการเมืองแก่ระบอบการปกครองของประเทศโดยรวมได้อีกต่อไป กรณีจึงมีเหตุอันสมควรยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ ๑ ...อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๖๗ ประกอบมาตรา ๖๖(๑) และ (๓) กับให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ถูกร้องที่ ๑ จำนวน ๑๑๑ คน ...มีกำหนด ๕ ปีนับแต่วันที่มีคำสั่งยุบพรรคการเมือง” ดังนั้นพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร จึงถูกตัดสิทธิทางการเมือง

๒.เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๑ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อม.๑/๒๕๕๐ คดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๐ ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ - พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ที่ ๑, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ ๒ จำเลย ในฐานความผิด เรื่อง ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ว่า “เมื่อพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดดังที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งขณะที่เกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชน แต่จำเลยที่ ๑ กลับฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งที่จำเลยที่ ๑ เป็นหัวหน้ารัฐบาลต้องกระทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ประพฤติตนในสิ่งที่ดีงามตามจริยธรรมของนักการเมือง ให้เหมาะสมกับที่ได้รับความไว้วางใจในตำแหน่งหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้ จึงไม่สมควรรอการลงโทษ พิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๐(๑) วรรคสามและมาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุก ๒ ปี

๓.วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ ๒๐/๒๕๕๑ ว่า “ให้ยุบพรรคพลังประชาชน ผู้ถูกร้อง เนื่องจาก นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ประกอบมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคพลังประชาชนและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะที่กระทำความผิด เป็นระยะเวลา ๕ ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๖๘ วรรคสี่”

๔.วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.๑๔/๒๕๕๑ คดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓ ว่า “ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การดำเนินการทั้ง ๕ กรณีดังกล่าวเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรีของผู้ถูกกล่าวหา องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่า ผู้ถูกกล่าวหาใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของบริษัท ชินคอร์ป ตามคำร้อง ...พิพากษาว่า ให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผลหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน ๔๖,๓๗๓,๖๘๗,๔๕๔.๗๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝาก นับแต่วันฝากเงินจนถึงวันที่ธนาคารนำส่งเงินจำนวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน”

จากข้อเท็จจริงข้อ ๑ ถึงข้อ ๔ จะเห็นได้ว่าพันตำรวจโททักษิณฯ เป็นผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ถูกศาลพิพากษาจำคุก ๒ ปี โดยไม่รอการลงโทษ และถูกศาลพิพากษายึดทรัพย์เนื่องจากการปฏิบัติหรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ นอกจากนี้ พรรคพลังประชาชนยังเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทยก็ยังถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค อันเนื่องมากจากการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ การที่พันตำรวจโททักษิณ ซึ่งเป็นบุคคลดังกล่าวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารพรรคเพื่อไทย ในการกำหนดนโยบายและหาเสียงเพื่อให้ประชาชนสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ให้ประชาชนพาตัวเองกลับประเทศหากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ปรากฏรายละเอียดดังต่อไปนี้

๕.แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางไปพบพันตำรวจโททักษิณ ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (ดูไบ) ซึ่งประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพันตำรวจโททักษิณ ปัจจุบันเป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่ออันดับ ๑ ของพรรคเพื่อไทย, นางเยาวภา-นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่ รวมทั้งแกนนำพรรคไทยรักไทย ได้แก่ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล และอดีตแกนนำพรรคพลังประชาชน คือ นายยงยุทธ ติยะไพรัช เพื่อหารือถึงการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหารือถึงแนวทางนโยบายที่พรรคเพื่อไทยจะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งด้วย รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วยอันดับ ๒

๖.ได้มีข่าวจากพรรคเพื่อไทย ได้เปิดเผยถึงนโยบายที่จะเปิดตัวในวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๔ ว่า พันตำรวจโททักษิณ จะวิดีโอลิงก์เพื่อคิกออฟเปิดตัวนโยบายด้วยตนเอง โดยใช้สโลแกนว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย อันดับ ๓ และ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังเดินทางไปพบพันตำรวจโททักษิณ ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องทั่วไป รวมทั้งการเปิดนโยบายหาเสียงของพรรคในวันที่ ๒๓ เมษายน ที่ท่านจะวิดีโอลิงก์เข้ามาแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเรื่องการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ ที่ศูนย์ประชุม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วยอันดับ ๔

๗.ซึ่งต่อมาวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๔ พันตำรวจโททักษิณ ได้วิดีโอลิงก์เข้ามาเมื่อเวลา ๑๐.๓๐ น.โดยใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง ว่า “...วันนี้นโยบายที่จะพูดเป็นการแนะนำที่มาจากพี่น้องประชาชน เพราะมีเบอร์โทรศัพท์ที่ประชาชนโทร.หาผมได้ องค์การส่วนท้องถิ่น ส.ส.ที่โทร.มาต่างบ่นความทุกข์ยากให้ฟัง และคณะกรรมการนโยบายจองพรรคก็มาช่วยกันคิด...ที่รวบรวมนโยบายเหล่านี้ เพื่อมาประทับตรานายห้างดูไบของตน... วันนี้จะเอากระดาษมาทำเป็นเงินให้ประชาชน และได้กล่าวถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทย รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วยอันดับ ๕ ถึง ๗

๘.จากการเปิดตัวนโยบายของพรรคเพื่อไทย โดยพันตำรวจโททักษิณ ได้ชูสโลแกน ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ในป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยทั่วประเทศ ปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วยอันดับ ๘ ถึง ๙

๙.ในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งบุคคลต่างๆ ได้พูดว่า ทักษิณ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง โดยพูดว่าสังคมทราบดีอยู่แล้วว่า พันตำรวจโททักษิณ คือเพื่อไทย และเพื่อไทย ก็คือ พันตำรวจโททักษิณ, เท่าที่ทราบคือ ให้พันตำรวจโททักษิณ คิดแล้วพรรคเพื่อไทยจะทำ, พันตำรวจโททักษิณ เห็นว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้แต่ละพรรคต้องสู้กันที่นโยบายให้ประชาชนพิจารณา โดยฝ่าย พันตำรวจโททักษิณ และพรรคเพื่อไทย จะเสนอให้มีการคืนสิทธิและคืนความเป็นธรรมและเยียวยาเหยื่อของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจ ฯลฯ รายละเอียดปรากฏตามข่าวที่ส่งมาด้วยอันดับ ๑๐

๑๐.ในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง พันตำรวจโททักษิณ ก็จะโฟนอินเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ และได้ว่า “ ถ้าหากเลือกพรรคเพื่อไทยจนได้เป็นรัฐบาล หนี้สินของประชาชนจะหมดไปในไม่ช้า ข้าวเปลือกเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นอย่างต่ำ หนี้สินที่รัฐบาลทำไว้จะรีบใช้หมดอย่างรวดเร็ว นโยบายต่างประเทศต้องสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรู และยังฝากให้เลือกพรรคเพื่อไทย เมื่อได้เป็นรัฐบาล ตนจะกลับมาพัฒนาประเทศในสิ้นปีนี้”, “คนที่อยู่บนเวทีในขณะนี้เป็นตัวแทนของผม เพื่อมาช่วยแก้ไขปัญหา อยากให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งให้ได้ เพราะผมจะได้กลับมา และพี่น้องจะเป็นคนช่วยให้ผมกลับบ้าน อย่าเพิ่งลืมผม เดี๋ยวก็จะกลับไปแล้ว ผมฝากความหวังกับพี่น้องกับผม และเราไปถึงเป้าหมายเดียวกัน” และพูดโฟนอินที่จังหวัดอุดรธานีว่า “...ชาวอุดรเข้มแข็งที่สุด ผมอยากกลับบ้านแล้ว ตอนนี้ผมเก็บกระเป๋าแล้ว อภิสิทธิ์บอกว่า เขาแพ้พรรคเพื่อไทย แต่ถ้าเขารวมพรรคเล็กพรรคน้อยได้เขาจะได้เป็นรัฐบาล แต่นโยบายของพรรคเพื่อไทย สามารถทำได้รวดเร็วทันใจ โดยจะปลดหนี้เพิ่มรายได้ก่อน และให้ลูกหลานได้เรียนฟรี มีคอมพิวเตอร์ใช้และถ้าผมกลับมาจะปราบยาเสพติดโดยอัตโนมัติเลยครับ มีรถไฟฟ้าความเร็วสูงทั่วประเทศ เพื่อเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ แก้ปัญหาน้ำท่วม ที่สำคัญจะทำให้พี่น้องมีน้ำใช้ตลอดปี” รายละเอียดปรากฏตามข่าวที่ส่งมาด้วยอันดับ ๑๑

๑๑.นอกจากนี้ พันตำรวจโททักษิณ ยังได้โฟนอินไปตามสถานที่ต่างๆ เรียกร้องให้เลือกพรรคเพื่อไทย เพราะตนนี่แหละจะเป็นคนแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยจะได้นำตนเองกลับบ้าน” รายละเอียดปรากฏตามคำถอดเทปที่ส่งมาด้วยอันดับ ๑๒ และแผ่นวีซีดีทักษิณเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการโฟนอินตามสิ่งที่ส่งมาด้วยอันดับ ๑๓

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจึงเห็นได้ว่า พันตำรวจโททักษิณฯ ซึ่งเป็นนักโทษหนีคดีอาญาแผ่นดิน และถูกตัดสิทธิทางการเมือง ๕ ปี เป็นผู้กำหนดนโยบายของพรรคเพื่อไทยและเป็นผู้คัดเลือกผู้สมัครบัญชีรายชื่อ,สัดส่วนของพรรคเพื่อไทยทั้งหมด อำนาจในการบริหารพรรคเพื่อไทยขึ้นอยู่กับพันตำรวจโททักษิณเพียงผู้เดียว และมีผู้ร่วมกระทำความผิดอีกด้วยกล่าวคือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่ออันดับ ๑ ของพรรคเพื่อไทย ได้ร่วมกันกระทำความผิดกับพันตำรวจโททักษิณ ข้างต้นและได้ให้การสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมาโดยตลอด ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและแกนนำคนเสื้อแดงที่กระทำความผิดอาญา มีข้อหาผู้ก่อการร้าย และเผาบ้านเผาเมืองก็ได้รับเลือกจากพันตำรวจโททักษิณ ให้อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ ของพรรคเพื่อไทย

การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘,๒๓๗ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา๕๓(๑), (๓), ๑๓๗, ๑๕๙, ซึ่งพันตำรวจโททักษิณ ต้องรับผิดตามมาตรา ๑๖๐ ด้วย

นอกจากนี้ยังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๔,มาตรา ๙๔(๑),(๒), (๓), มาตรา ๖๖ เนื่องจากการที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ร่วมกันรับบริจาคเงินชุมนุมที่ราชประสงค์ และต่อมาบุคคลทั้งสองกับพวกถูกตั้งข้อหาผู้ก่อการร้าย, การที่พรรคเพื่อไทยโดยพันตำรวจโททักษิณกระทำการข้างต้นจึงต้องยุบพรรคตามมาตรา๙๔(๑), (๒), (๓), (๕) หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจึงต้องรับโทษตามมาตรา ๑๑๖

ซึ่งข้าพเจ้าผู้ร้องทั้งหมดใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐, ๗๑ ซึ่งเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทย จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียการร้องคดีนี้

ดังนั้น จึงขอให้นายทะเบียนขอให้นายทะเบียนยุบพรรคเพื่อไทย และดำเนินคดีอาญากับพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร, นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายจตุพร พรหมพันธุ์ และผู้ที่ร่วมกันกระทำความผิดต่อไปด้วย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินคดีโดยด่วน

ขอแสดงความนับถือ

พรรคเพื่อฟ้าดิน โดยเรือตรี แซมดิน เลิศบุศย์

นายสนธิ ลิ้มทองกุล

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ผู้ร้อง

จัดการกับพรรคที่ไม่ควรเป็นพรรค

เวลานี้จนถึงเลือกตั้ง เหมาะที่สุดที่จะจัดการกับพรรคที่ไม่ควรเป็นพรรค
1 ย้ายพรรคก็ไม่มีประโยชน์
2 สมัครใหม่ก็ไม่ได้เพราะหมดเวลาแล้ว
3 เงินซื้อเสียงก็จ่ายไปแล้ว เอาคืนไม่ได้
4 คนที่กาใครไม่ได้ ก็ต้องกา ไม่เลือกใคร(Vote no)
5 อาจมีการกะอักเลือดแทนจิวยี่
แผนนี้ แจ๋วๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ