1. คำบูชาพระ
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ
(ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระพุทธเจ้า ด้วยเครื่องสักการะนี้)
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
(ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้)
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ
(ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะนี้)
2. คำบูชาพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวา เทมิ(กราบ)
สะวากขาโต ภะคะวาตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)
3. คำนมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
4. คำขอขมาพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน ต่อพระรัตนตรัย
อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม
และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี
ด้วยใจก็ดี ด้วยเจตนาก็ดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดงดเว้นโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ
5. คำอาราธนาศิล 5
อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ
ปัญจะ สีลานิ ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ
ปัญจะ สีลานิ ยาจามิ
ถ้าขอหลายคนเปลี่ยนคำที่ขีดเส้นใต้จาก อะหัง เป็น มะยัง , ยาจามิ เป็น ยาจามะ.
6. บทไตรสรณคมณ์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
7. บทสมาทาน ศีล 5
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
8. บทสวดถวายพรพระ ( ตั้งนะโม 3 จบ)
พุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
ธรรมคุณ
สะหวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูฮีติ
สังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
9. บทพุทธชัยมงคลคาถา
พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ ระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ
มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ
นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ
อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ
กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะยะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เมชะยะมังคะลานิ
สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกาวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ
นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ
ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฉฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ
หมายเหตุ : คำที่ขีดเส้นใต้ ถ้าสวดให้แก่ผู้อื่น เปลี่ยนจาก เม เป็น เต ทุกแห่ง
10 บทสวดมมหากา
มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม* ชะยะมังคะลังฯ
ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง อะหัง วิชะโย โหมิ ชะยามิ** ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร
อะภิเสเก สัพพะ พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ
สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง
สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัมหมะจาริสุ
ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง
ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เม* ปะทักขิณา
ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ
* ถ้าสวดให้ผู้อื่นเปลี่ยน เม เป็น เต แปลว่าท่าน
** ถ้าสวดให้ผู้อื่นเปลี่ยนเป็น ตวัง วิชะโย โหมิ ชะยัสสุ แปลว่า ขอท่านจงเป็นผู้มีชัย ขอท่านจงชนะ
11. บทสัพพมงคลคาถา
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
บทอิติปิโส เท่าอายุ + 1
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ
ให้สวดเกินอายุ 1 จบ เช่นอายุ 25 ปี ให้สวด 26 จบ
โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้
13 โพชฌังคปริตร
โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา ( โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ )
วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร ( วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ )
สะมาธุเปกขะโพชฌังคา ( สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ )
สัตเตเต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา ( 7ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว )
ภาวิตา พะหุลีกะตา ( อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว )
สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา ( ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน )
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ( ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ )
โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา ( ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ )
เอกัสมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา ( ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า
ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก )
โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ ( จึงทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง )
เต จะ ตัง อะภินันทิตวา ( ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม )
โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ ( โรคก็หายได้ในบัดดล )
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ( ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ )
โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา ( ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ )
เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต ( ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า)
ทรงประชวรเป็นไข้หนัก )
จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตวานะ สาทะรัง ( รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวาย โดยเคารพ )
สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส ( ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน )
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ( ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ )
โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา ( ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ )
ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง ( ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง 3 องค์นั้น
หายแล้วไม่กลับเป็นอีก )
มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง ( ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว
ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา )
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ( ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ )
โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา ( ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ. )
หมายเหตุ : เม ถ้าสวดให้คนอื่นฟังเปลี่ยนเป็น เต
โพชฌังคปริตร ถือเป็นพุทธมนต์ที่ช่วยให้คนป่วยที่ได้สดับตรับฟังธรรมบทนี้แล้วสามารถหายจาก
โรคภัยไข้เจ็บได้ ที่เชื่ออย่างนี้เพราะมีเรื่องในพระไตรปิฎกเล่าว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปเยี่ยม พระมหากัสสปะที่อาพาธ พระองค์ทรงแสดงสัมโพชฌงค์แก่พระมหากัสสปะ พบว่าพระมหากัสสปะสามารถ หายจากโรคได้ อีกครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงธรรมบทนี้แก่พระโมคคัลลานะซึ่งอาพาธ หลังจากนั้น พบว่า พระโมคคัลลานะก็หายจากอาพาธได้ ในที่สุด เมื่อพระพุทธองค์เองทรงอาพาธ จึงตรัสให้พระจุนทะเถระ แสดงโพชฌงค์ถวาย ซึ่งพบว่าพระพุทธเจ้าก็หายประชวร พุทธศาสนิกชนจึงพากันเชื่อว่า โพชฌงค์นั้น สวดแล้ว ช่วยให้หายโรคได้ ซึ่งในพระไตรปิฎกกล่าวว่า ธรรมที่พระองค์ทรงแสดง เป็นธรรมเกี่ยวกับ ปัญญา เป็นธรรมชั้นสูง ซึ่งเป็นความจริงในเรื่องการทำใจให้สว่าง สะอาดผ่องใส ซึ่งสามารถช่วยรักษาใจ เพราะจิตใจมีความสัมพันธ์ และเกี่ยวข้องกับ ร่างกาย เนื่องจากกายกับใจเป็นสิ่งที่อาศัยกันและกัน จึงทำให้หายจากโรคได้
13. 1 นั่งสมาธิ ( ถ้าไม่นั่งก็ทำหัวข้อต่อไป )
14. คำอธิฐานอโหสิกรรม
ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม กรรมใดที่ข้าพเจ้าได้ทำแก่ผู้ใดในชาตินี้และชาตืใดๆก็ตาม ขอให้เจ้ากรรมนายเวรจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า อย่าได้จองเวรจองกรรมต่อไปเลย
และกรรมอันใดที่ใครๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมนั้นทั้งหมด ยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทานเพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อไป
ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า ครอบครัว บุตรหลาน ตลอดจนวงศาคณาญาติ และผู้อุปการคุณทุกคนทุกท่าน จงมีแต่ความสุขความเจริญในทุกถิ่นสถาน ดำรงตนมั่นอยู่ในคำสอนที่ดีงามของพระสัมาสัมพุทธเจ้า อย่าได้ตกไปสู่ทุคติอบายภูมิ จนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน ในอนาคตกาลเทอญฯ
15. คำแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง ( จำเป็นอย่างมากๆ )
อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากทุกข์
อะหัง อเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากเวร
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากความลำบาก
อะหัง อะนีโฆ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากอุปสรรค
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ จงรักษาตนให้มีความสุขตลอดกาลนานเทอญ
16. คำแผ่เมตตาให้แก่ผู้อื่น
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียน ซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิดอย่าได้มีความ ทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยสิ้นเถิด
1 บทแผ่ส่วนกุศล ( ถ้ามีเวลาน้อยใช้บทนี้ )
อิทังเม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า
ขอให้มารดา บิดาของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทังเม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า
ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทังเม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า
ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหนตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง
ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง
ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง
ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
17.2 บทกรวดน้ำใหญ่
สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญให้ท่านทั้งหลายด้วยเถิดพระเจ้าข้า ขอให้สุขกายเจริญวัย สุขใจเจริญธรรม พระจัตตุโลก พระยมกทั้งสี่ ขอส่งน้ำอุทิศนี้ เข้าไปในลังกาทวีป ในห้องพระสมาธิ เป็นที่ประชุมการใหญ่ ของแม่พระธรณี ขอให้แม่พระธรณี จงมาเป็นทิพย์ญาณ เป็นผู้ว่าการ ในโลกอุดร ขอให้แม่พระธรณี จงนำเอากุศล ผลบุญของข้าพเจ้า ที่ได้กระทำในวันนี้ นำส่งให้แก่ข้าพเจ้า ในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ พุทธังอนันตัง ธัมมังจักรวาลัง สังฆังนิพพานัง
ข้าพเจ้าขอแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้แก่สรรพสัตว์ที่มี ดิน น้ำ ลม ไฟ และขอถวายเป็น ปฏิบัติบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยเจ้า พระอริยสงฆ์ และพระปัจเจกโพธิเจ้า พระอรหันตเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ บิดา มารดา ตระกูลพ่อ ตระกูลแม่ ตระกูลพี่ ตระกูลน้อง ตระกูลปู่ ตระกูลย่า ตระกูลตา ตระกูลยาย ญาติพี่น้องทั้งหลาย เพื่อนสนิทมิตรสหายทั้งหลาย จงนำและได้รับส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าได้พึงกระทำ ในครั้งนี้ ขอให้บุคลที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินด้วยกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี ที่ตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ทั้งในภพนี้ และในภพที่เคยผ่านมา จงได้รับส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าได้พึงกระทำ เมื่อได้รับอานิสงส์แล้ว จงปลดปล่อยกรรม ปลดปล่อยกรรม ปลดปล่อยกรรม ด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้แก่ข้าพเจ้าพร้อมทั้งครอบครัวข้าพเจ้า ทั้งตระกูลปู่ ตระกูลย่า ตระกูลตา ตระกูลยาย ตระกูลพี่ ตระกูลน้อง
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้พระราชาพระมหากษัตริย์ เศรษฐี มหาเศรษฐี
ที่สืบสานพระศาสนาตั้งแต่พุทธกาลจนถึงปัจจุบัน มีพระเจ้าพิมพิสาร
พระเจ้าอโศกมหาราช พระราชามหากษัตริย์ไทย มีสมเด็จพระนเรศวรมาหาราช
สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และวีรกษัตรีย์ทุกๆพระองค์
อันได้แก่ สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ฯลฯ ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ จตุสดมภ์ทั้ง 4 ขุนเวียง ขุนวัง ขุนคลัง ขุนนา
ท่านแม่ทัพนายกอง หัวหมู่ ขุนพล ทหารหาญทั้งหลาย ข้าทาสบริพาร
ครูหมัด ครูมวย ครูหอก ครูดาบ ครูศาสตราวุธ ครูทุกแขนงศาสตร์ ทั้ง 108 วิชา ทั้งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ทุกกรมกอง
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ พระแม่ธรณี แม่พระคงคามหาสมุทร แม่พระโพสพ
แม่พระเพลิง แม่พระพาย เจ้าทะเล เจ้าบาดาล เจ้าพิภพ
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ สุริยจักรวาล มีพระอาทิตย์ พระจันทร์
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ สัตตะโลหะ นวโลหะ รัตนชาติ แร่ธาตุทั้งหลาย ช้างศึก ม้าศึก ช้างเสบียง ม้าเสบียง ทั้งหลาย วัว ควาย ทั้งหลาย หมู เห็ด เป็ด ไก่ กุ้ง หอย ปู ปลา ทั้ง สัตว์น้ำจืด น้ำเค็ม และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั้งหลาย สัตว์ปีกทั้งหลาย สัตว์ปีนป่ายทั้งหลาย สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย สัตว์ในไข่ทั้งหลาย สัตว์ในครรภ์ทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าเข่นฆ่าก็ดี บริโภคก็ดี อยู่ในเนื้อ อยู่ในหนัง อยู่ในกระดูก อยู่ในตับ ไต ไส้พุง อยู่ในทั้งหมดอาการ 32 ของตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ สัมมาอาชีพของข้าพเจ้า ที่ได้มีกินมีใช้ ขอให้สัมมาอาชีพ และอุปกรณ์สัมมาอาชีพ จงได้รับอานิจสงฆ์ผลบุญนี้
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ทรัพย์ของแผ่นดิน
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ดวงจิตดวงวิญญาณ ทั้งหลายที่เคยจะเกิดมาเป็นลูก เป็นหลาน แล้วไม่เกิด จงได้รับในบุญกุศล และจงเว้นจากการจองเวร
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ดวงจิตของข้าพเจ้าที่เคยตกหล่นเป็นกรรม
อยู่ในนรกภูมิที่อยู่ทุกๆขุมนรกจงหลุดพ้นจากอุปกรรม วิบากกรรม
เคราะห์กรรม ด้วยกุศลในครั้งนี้
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ เชื้อโรคเชื้อรา เชื้อร้าย เชื้อมะเร็งทั้งหลาย เชื้อไวรัสทั้งหลาย เชื้อโรคทั้งหลาย จงมีส่วนได้รับในบุญกุศลนี้ และโรคร้ายทั้งหลายขออย่าพึงมี อย่าได้เกิดกับลูกหลานข้าพเจ้า จงหยุดที่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ตั้งแต่นรกภูมิ อบายภูมิ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย เปรตทั้งหลาย อสูรกายทั้งหลาย ทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน นรกทุกชั้น นรกทุกขุม ทุกภูมิ สัมภเวสีทั้งหลาย ทั้งที่เป็นญาติ และไม่ใช่ญาติ ที่อยู่ใกล้และอยู่ไกล ที่รู้จักก็ดี ที่ไม่รู้จักก็ดี ที่เอ่ยถึงก็ดี ไม่เอ่ยถึงก็ดี ที่ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว ทั้งที่มีกาย และไม่มีกายทั้งที่มีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และไม่มีธาตุ จงรับเอาส่วนกุศลที่ได้กระทำในครั้งนี้
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ พระอินทร์ พระพรหม พระยายม พระยายักษ์
พระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬชัยศรี เจ้าพ่อเจตคุป เจ้าพ่อหอกลอง ท้าวกุเวรมหาราช ท้าวทศรถ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรุฬปักษ์
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ พญาครุฑ พญานาค พญาอนันตนาคราช พญางู พญาเงือก
พญาหนุมาน พญาเสือ พญาสิงห์ พญาเต่า พญาจระเข้ พญาปลาไหล พญาตะขาบ พญาแมงป่อง ปู่ฤาษีทั้ง 108 พระองค์ ปู่อินตา ครูยา หมอยา เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าทุ่ง เจ้าท่า เจ้าที่ที่บ้าน เจ้าที่ที่ทำงาน รุกขเทวดา นางไม้ทั้งหลาย
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ธนบัตร ทุกสกุลเงินตรา ของโลกนี้ ที่เป็นทรัพย์ภายนอก
จงได้รับในกุศลผลบุญของข้าพเจ้า กรรมใดก็ดีที่ข้าพเจ้าเคยมีกรรมต่อทรัพย์ของแผ่นดิน คนของแผ่นดิน ทำผิดเป็นถูก ทำถูกเป็นผิด และกรรมใดที่ข้าพเจ้าเคยสร้างกรรมกับผู้ใดไว้ ไม่ว่าอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติ ไม่ว่ามนุษย์และสัตว์ ข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายที่ข้าพเจ้าเคยสร้างเวรสร้างกรรมต่อท่าน จงได้รับอานิสงส์ผลบุญของข้าพเจ้า เมื่อได้รับผลบุญของข้าพเจ้าแล้ว จงปลดปล่อยกรรม ปลดเปลื้องกรรม งดเว้นการจองเวรและขอดวงจิตที่เกิดในภพนี้ ชาตินี้ ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ ทั้งปวง ด้วยกุศลในคราวครั้งนี้ด้วยเทอญ นิพพานะ ปัจะโย โหตุ
( ถ้ามีเวลามากหลังจาดสวดมนต์แผ่เมฆตาแล้ว ขอให้ใช้กรวดน้ำบทใหญ่นี้ เคยใช้แล้วได้ผลดีมากๆ ไปทำบุญน้อยหรือใหญ่ที่ไหนมา เช่นสร้าง โบสถ์ วิหาร หรือ สร้างพระ หรือสังฆทาน ที่ไหนมา ก็เอาบทกรวดน้ำใหญ่แผ่กุศลออกไป ใช้ได้ผลมาก รับรองชีวิตหน้าที่การงาน และชีวิตครอบครัวจะ ดีขึ้นตามลำดับ )
บทอธิษฐานจิตหลังจากกรวดน้ำแล้ว
ข้าพเจ้า ( บอกชื่อ - นามสกุล ) ได้บำเพ็ญกุศลด้วยการสวดมนต์ ( หรือไปทำบุญอะไรมาก็ตามให้อธิษฐานจิตไว้ทุกครั้ง ) ขออาราธนาบารมีทั้งปวง พระพุทธานุภาพ พระธรรมานุภาพ พระสังฆานุภาพ โปรดอภิบาลคุ้มครองให้ข้าพเจ้าหายจาก ทุกข์ โศก โรค ภัย สรรพเคราะห์เสนียดจัญไรที่เกิดขึ้นในดวงจิตและในกายจงหายไปอย่าได้เกิดขึ้นอีก ขอให้ชนะต่ออุปสรรค์ศัตรูหมู่มาร ขอให้การประกอบสัมมาอาชีพของข้าพเจ้าและปัจจัยสี่ ของข้าพเจ้า ประสบความสำเร็จรุ่งเรืองก้าวหน้าตลอดไป ขอให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ประสบความสุขความเจริญตามที่ปรารถนาทุกๆๆประการ บุญที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี้เป็นความดีงามเท่าใดข้าพเจ้าขอใช้บุญนี้ในชาติปัจจุบัน หากข้าพเจ้ายังไม่ถึงซึงพระนิพพาน ขอให้ข้าพเจ้าได้ไปเกิดในตระกูลที่ดี เป็นผู้มีธรรมะบริสุทธิ์ พบพระพุทธศานาไปทุกภาพทุกชาติ ตราบเท่าถึงพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้อหน้าโน้นเทอญ
19. ตั้งนะโม 3 จบ ( ทำหลังจากอษิฐานบุญแล้ว )
กรรมใดก็ดี ที่ข้าพเจ้า เคยมีความเห็นผิด ว่า พ่อแม่ ไม่มีคุณ เห็นว่าครูบาอาจารย์ไม่มีคุณ เห็นว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มีคุณ เห็นว่ากรรมไม่มีจริง ขอให้พระแม่ธรณี เป็นพยาน ว่าข้าพเจ้า ขออโหสิกรรม ขออโหสิกรรม ขออโหสิกรรม
**หมายเหตุ **
ก่อนสวดมนต์ควร สวดอาราธนาศีล 5 สมาทานศีล 5 ซะก่อน ขอแนะนำวิธีสวดมนต์ไหว้พระที่ถูกต้องและให้เชิญให้เพื่อนๆ ปฏิบัติตามอานิสงส์อันยิ่งใหญ่จะให้ของเพื่อนๆได้ปฏิบัติตามนะครับ หลังจากสวดมนต์ปฏิบัติตามขั้นตอนจนเสร็จ ก็สวดมนต์บทต่างๆ ที่ท่านตั้งใจไว้ เช่น คาถาชินบัญชร คาถาชัยมงคลคาถา พาหุงมหากา ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น หลังจากสวดมนต์เสร็จ ต้องสวดบทแผ่เมตตา ทุกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี
เหตุผลที่จะต้อง สวดอาราธนาศีล 5 สมาทานศีล 5 ก่อนนั้นเป็นเพราะพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ต้องมี ศีล 5 จึงจะได้ผลดี ไม่ใช่ว่าสวดมนต์ทุกวัน แต่ไม่มีศีล 5 ในใจ การสวดมนต์ก็เป็นเพียงการท่องจำไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นเราควรที่จะ มีศีล 5 อยู่ในใจเสียก่อน เพราะศีล 5 จะทำให้เราไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ประพฤติผิดศีลธรรม กรรมชั่วก็จะเกิดได้ยาก รักษาศีลเท่ากับรักษาตัว ครอบครัวมีความสุข ค้าขายเจริญรุ่งเรือง ท่านที่สวดมนต์ก่อนหน้านี้ทุกวัน อานิสงส์ผลบุญยังไม่หายไปไหน รอวันที่ท่านเริ่มสวดอาราธนาศีล 5 สมาทานศีล 5 ผลบุญเดิมที่ท่านสวดมนต์ไว้จะกลับคืนมาให้ท่านทันที
การที่เรา มีใช้ มีกิน ทุกวันนี้ เกิดจากสัมมาอาชีพของเรา ดังนั้นเราจึงต้องแผ่เมตตาให้กับอาชีพของเรา เพื่อเราจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการงาน ส่วนอาหารที่เรากินก็ได้มาจากเนื้อสัตว์ต่างๆ ดังนั้นเราจึงต้องแผ่เมตตาให้สัตว์เหล่านี้ด้วย เพราะวิญญาณสัตว์เหล่านี้ จะได้ไปสู่สุคติ ไม่อาศัยอยู่ในตัวเรา เราจึงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากโรคเวรโรคกรรม ที่เราไม่สามารถรักษาได้
ถ้าใครมีปัญหาเรื่องงาน แนะนำให้สวดมนต์บท พระธรรมจักร์นะครับ ไม่ว่าท่านจะทำกิจการงานใดก็ตาม ค้าขาย ทำบริษัท หรือทำข้าราชการ อยู่ในองค์กรใดๆ ก็สามารถนำมาใช้ได้เลย จะทำให้กิจการท่านฟื้นฟูดีขึ้น
------------------------------------------------------------------------------------------
การขออโหสิกรรมจากพ่อแม่ ของหลวงพ่อจรัล
ขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครู บาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆๆน้องๆๆ จะไม่เอาอีกแล้ว เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่า โทษทัณฑ์ใดความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณพี คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย เอาน้ำรดมือ รดเท้าฯ แล้วกราบที่เท้าท่าน 3 ครั้ง
(ลูกๆๆจะทำตอนวาระไหนก็ได้ที่ใจของลูกอยากทำแล้วพร้อมที่จะทำด้วยใจจริง)
การอธิษฐานในการทำทานบารมี เช่นใส่บาต หรือทำสังฆทาน หรือทอดกฐิน ผ้าป่า
ตัวอย่างคำอษิฐานการทำสังฆทาน
ข้าพเจ้าขอน้อมถวายสังฆทานเหล่านี้ แด่พระอริยสงฆ์ 4 คู่ 8 บุคคล และถวายแด่ พระภิกษุสงฆ์ ขอคำว่าไม่รู้และคำว่าไม่มี อุปสรรค์อันตราย โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวง จงอย่าบังเกิดกับตัวข้าพเจ้า ในจักรวาลน้อยใหญ่ทั้งหลาย จนกว่าข้าพเจ้าจะสำเร็จมรรคผลนิพพานในปัจจุบันและในอณาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ การทำสังฆทานในครั้งนี้เกิดคุณงามความดีเท่าใด ข้าพเจ้าขอใช้บุญนี้ในชาติปัจจุบัน
หลักของการทำสังฆทานที่ถูกต้องคือ
ต้องมีความเคารพในพระสงฆ์ที่เป็นตัวแทนของพระในวัดนั้นมารับวัตถุทานบารมีจากเรา
ต้องไม่เจาะจงพระในรูปใดรูปหนึ่ง จะเป็นท่านใดก็ได้
ต้องอษิฐานถวายทานแด่พระอริยสงฆ์ 4 คู่ 8 บุคคล และพระภิกษุสงฆ์ ะต้องต้องมีพระมารับสิ่งของจากเราเป็นคณะสงฆ์ อย่างน้อย 4 รูปขึ้นไป จึงจะสมบูรณ์ได้อานุภาพของบุญไปถึงจนกว่าเราจะเข้ากระแสแห่งพระนิพพาน พระอริยงสงฆ์ 4 คู่ 8 บุคคล ที่ว่านั้นคือ
1.พระโสดาปัตติมรรค
2. พระโสดาปัตติผล
3.พระสกทาคามีปัตติมรรค
4. พระสกทาคามีปัตติผล
5. พระอนาคามีปัตติมรรค
6. พระอนาคามีปัตติผล
7. พระอรหันต์ปัตติมรรค
8. พระอรหันต์ปัตติผล
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ทศบารมี ทศพิธราชธรรม
ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐
--------------------------------------------------------------
สรุปความหมายของบารมี
ได้ แสดงถึงกำเนิดพระโพธิสัตว์และบารมี ก็จะแสดงเรื่องชั้นของบารมี การใช้คำว่าบารมีในความหมายหลายอย่าง และตามที่ได้กล่าวแล้วว่า คำว่า บารมี นี้ ไม่มีในพระสูตรใหญ่ๆ ในพระสุตตันตปิฎก แต่ก็ได้มีในบางพระสูตรซึ่งใช้ในความหมายว่า เลิศ ก็อย่างยิ่งนี่แหละ แต่ว่าอย่างยิ่งชนิดที่เป็นอย่างยิ่งที่สุด และได้พบใน นิธิกัณฑสูตร แสดงถึงอานิสงสผลของ บุญนิธิ คือบุญที่บุคคลผู้กระทำได้กระทำเหมือนอย่างฝังเอาไว้ ซึ่งมีสรุปอานิสงส์ของบุญซึ่งใช้ศัพท์ว่า ให้สำเร็จสาวกภูมิ แต่ว่าไม่ใช้คำว่า สาวกภูมิ ใช้คำว่า สาวกปารมี ปัจเจกภูมิ และ พุทธภูมิ เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาดูความหมายของคำนี้ ก็กล่าวได้ว่า ได้มีความหมายที่ใช้ในพระสูตรบางพระสูตร ที่เป็น มัชฌิมนิกาย คือที่เป็นพระสูตรอย่างกลาง ใช้คำที่มีความหมายว่า เลิศ คือที่สุด คือเมื่อได้แสดงธรรมที่ปฏิบัติมาโดยลำดับ ผู้ปฏิบัติเมื่อปฏิบัติมาโดยลำดับดังที่แสดงไว้แล้ว ก็จะได้บรรลุถึงบารมีคือที่สุด เมื่อเป็นที่สุดจริงๆ ก็ย่อมจะเป็นมรรคผลนิพพาน และมรรคผลนิพพานนั้นก็มีเป็นชั้นๆ ถ้าเป็นที่สุดจริงๆ ก็ต้องเป็นมรรคผลนิพพานชั้นอรหัตมรรค อรหัตตผล นิพพาน เพราะฉะนั้น จึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ดำเนินมาโดยลำดับตั้งแต่เบื้องต้น เมื่อปฏิบัติมาจนถึงผลที่สุดแล้ว ผลที่สุดนั่นแหละจึงเรียกว่าบารมี แม้คำว่า สาวกบารมี ในนิธิกัณฑสูตรนั้น ก็แสดงไปด้วยกันกับปัจเจกภูมิ พุทธภูมิ อันมีความหมายว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ให้บรรลุถึงความเป็นสาวก คือพระอรหันตสาวก ให้บรรลุถึงความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ให้บรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งในพระสูตรดังกล่าวนี้ คำว่าบารมีกับภูมิใช้มีความหมายเสมอกัน ถ้าหมายถึงภูมิที่ให้เป็นพระพุทธเจ้า ให้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระอรหันตสาวก ก็ย่อมมีความหมายถึงที่เป็นอย่างสูงสุด คือเป็นที่สุดดังที่กล่าวนั้น
บารมีที่มีความหมายว่าเลิศ คือที่สุด
เพราะ ฉะนั้น เมื่อสรุปความหมายของบารมีตามที่ใช้ ก็สรุปลงได้เป็น ๒ คือบารมีที่มีความหมายว่าเลิศคือที่สุด อันหมายความว่าผลที่สุด และแปลว่าอย่างยิ่งก็ได้ คือเป็นอย่างยิ่งจริงๆ เป็นอย่างยิ่งที่เป็นยิ่งที่สุด ที่เป็นเลิศก็เป็นเลิศที่สุด ความหมายดังกล่าวนี้พบใช้ในบางพระสูตร ไม่พบใช้มากแห่งนัก และก็ใช้หมายถึงเป็นเลิศที่สุดสำหรับเป็นพระสาวกด้วย ใช้อย่างเดียวกับภูมิดังที่อ้างมานั้น สาวกปารมี ปัจเจกภูมิ พุทธภูมิ แต่ทำไมจึงใช้ปารมี ไม่ใช้สาวกภูมิ ก็เพราะว่าพระสูตรที่กล่าวมานี้เป็นคาถา ถ้าใช้สาวกภูมิก็ไม่เป็นคาถาที่ถูกต้อง คือไม่เป็นฉันทคาถาที่ถูกต้องสำหรับตรงนั้น เมื่อใช้ปารมีจึงจะถูกต้อง ลงได้พอดี ส่วนคำว่าปัจเจกภูมิ พุทธภูมินั้นเหมาะที่จะใช้ภูมิ เพราะรวมเข้าในบาทเดียว ซึ่งทำให้เห็นว่ามีความหมายเสมอกัน และทำให้สันนิษฐานว่า มีความหมายถึงที่เป็นอย่างยิ่งที่สุด เรียกว่าเลิศ หรือประเสริฐที่สุด สำหรับที่จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ที่จะเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้า และก็เมื่อใช้สำหรับพระสาวกดั่งนั้น ก็แสดงว่าได้มีใช้สำหรับพระสาวก ติดอยู่ในพระไตรปิฎกนั้นด้วยแล้ว
บารมีที่หมายถึงคุณธรรมที่สั่งสมมาโดยลำดับ
และ โดยที่คำว่าบารมีมีที่ใช้น้อยในพระสูตรในพระไตรปิฎกดังกล่าว และพบที่ใช้ก็มีความหมายถึงว่า อย่างยิ่งที่สุด เลิศหรือประเสริฐที่สุด จึงทำให้เข้าใจว่า คำว่าบารมีนี้ได้มีมาเริ่มใช้แม้ในครั้งพุทธกาลนั้นเองก็ในช่วงหลัง และก็ในความหมายว่าเลิศที่สุด อย่างยิ่งที่สุด ดังกล่าวนั้นมาก่อน และต่อมาเมื่อมีแสดงถึง พุทธวงศ์ จึงได้ใช้ในความหมายเป็นบารมี ๑๐ ที่ได้แสดงมาแล้ว และก็ไม่ได้มีความหมายว่า อย่างยิ่งที่สุด เลิศที่สุด แต่มีความหมายว่า เป็นคุณธรรมที่ได้ปฏิบัติสั่งสมมาโดยลำดับตั้งแต่เบื้องต้น ก็เรียกว่าบารมีขึ้นมาโดยลำดับ จึงเป็นคำกลาง ที่หมายถึงคุณธรรมที่ปฏิบัติสั่งสมขึ้นมา เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายตามที่ตั้งใจ เพราะฉะนั้น จึงต้องแบ่งบารมีเป็น ๓ ชั้น เป็นชั้นบารมีธรรมดา ชั้นอุปบารมี บารมีที่สูงขึ้น ใกล้จะถึงอย่างยิ่งที่สุด กับปรมัตถบารมี บารมีที่เป็นอย่างยิ่งที่สุด เพราะฉะนั้น คำว่า ปรมัตถบารมีนี้ ก็มีความหมายได้กันกับคำว่าบารมีที่ใช้ในตอนต้น ในบางพระสูตรดังกล่าวที่มีความหมายว่าเลิศที่สุด อย่างยิ่งที่สุดแต่อย่างเดียว แต่ครั้นมาใช้ในความหมายเป็นคุณธรรมที่ปฏิบัติตั้งแต่เบื้องต้นขึ้นมา เพื่อบรรลุซึ่งเป้าหมายอย่างสูง เรียกว่าบารมีมาตั้งแต่ขั้นต้น จึงต้องแบ่งเป็น ๓ ชั้นดังที่กล่าวมานั้น ความหมายจึงต้องต่างกันออกไป
การแบ่งชั้นของบารมีตามสิ่งที่เสียสละเป็นประมาณ
และ เกณฑ์ในการแบ่งนั้น ที่มีแสดงเอาไว้ ก็มุ่งถึงข้อที่ทำนั้น เป็นการเสียสละอย่างธรรมดา หรืออย่างพิเศษขึ้นไป หรือว่าอย่างยิ่งที่สุด คือตั้งเกณฑ์เอาไว้ว่า อย่างเช่น ทานบารมี หรือแม้บารมีข้ออื่นก็เช่นเดียวกัน ต้องเสียสละทั้งนั้น ในการปฏิบัตินั้นเมื่อต้องเสียสละแค่ทรัพย์สมบัติ ก็เป็นบารมีธรรมดา เมื่อต้องเสียสละอวัยวะร่างกาย ก็เป็นอุปบารมี เมื่อต้องเสียสละชีวิต ก็เป็นปรมัตถบารมี การปฏิบัติของบุคคลก็ดี ของสัตว์เดรัจฉานก็ดี ซึ่งเล่าไว้ในชาดกนั้นๆ ซึ่งมีตั้ง ๕๐๐ กว่าเรื่อง เมื่อต้องเสียสละอย่างไหนแห่ง ๓ อย่างนั้น ก็เรียกว่าบุคคลหรือสัตว์ในเรื่องนั้น ได้บำเพ็ญบารมีในขั้นนั้นขั้นนั้น เช่นเสียสละเพียงทรัพย์ก็เป็นบารมีธรรมดา เสียสละอวัยวะร่างกายก็เป็นอุปบารมี เมื่อเสียสละถึงชีวิตก็เป็นปรมัตถบารมี แม้แสดงถึงชาติที่เป็นกระต่าย ซึ่งในชาดกเรื่องนี้กระต่ายได้สละชีวิต ให้ร่างกายเป็นอาหาร ก็เรียกว่าปฏิบัติในปรมัตถบารมี ถือเอาสิ่งที่เสียสละเป็นประมาณ ไม่ได้ถือเอาคุณธรรมที่ปฏิบัติใกล้พระโพธิญาณเป็นเกณฑ์ เพราะว่าการปฏิบัติบารมีของพระโพธิสัตว์นั้นเพื่อพระโพธิญาณ เพื่อที่จะตรัสเป็นพระพุทธเจ้า ดังที่ได้เล่ามาแล้วในเรื่องสุเมธดาบสซึ่งเป็นชาติแรกแห่งพระโพธิสัตว์ คือที่จะตรัสเป็นพระพุทธเจ้าผู้พระบรมศาสดาของเราทั้งหลายในบัดนี้ ตามที่แสดงเอาไว้
ท่านสุเมธดาบสนั้นเมื่อได้ตั้งปรารถนาพุทธภูมิต่อ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกรแล้ว ก็เริ่มพิจารณาหาธรรมปฏิบัติที่จะทำให้เป็นพระพุทธเจ้า อันเรียกว่าพุทธการกธรรมดังที่เล่าแล้ว ท่านก็พิจารณาเห็นตั้งแต่ข้อทานขึ้นไปจนถึงข้ออุเบกขาเป็นที่สุด รวมเป็น ๑๐ ข้อ ว่า ๑๐ ข้อนี่แหละจะเป็นพุทธการกธรรม ท่านพิจารณาค้นหาขึ้นเอง แล้วก็ปรากฏแก่ใจของท่านเองด้วยอภิญญาของท่าน พระพุทธเจ้าทีปังกรไม่ได้ตรัสสั่งสอนอย่างไรไว้ จุดมุ่งก็คือพระโพธิญาณหรือพุทธภูมิที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ท่านจึงเริ่มปฏิบัติในธรรมปฏิบัติ ๑๐ ข้อนี้เรื่อยมา สืบชาติกันมาโดยลำดับ และชาติต่างๆ ที่มาเล่าไว้กว่า ๕๐๐ ชาตินั้น ก็ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า จะเป็นบารมีประเภทไหน ก็มุ่งเอาข้อที่สละได้ในชาตินั้นๆ เป็นเกณฑ์ แม้เป็นกระต่าย เมื่อสละชีวิต ให้ร่างกายเป็นอาหารเขาได้ ก็เป็นปรมัตถบารมีได้ ไม่ได้มุ่งเอาว่าข้อปฏิบัตินั้นจะสูง ใกล้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้วหรือยัง และแม้ที่แสดงว่าในพระชาติที่เป็นพระเวสสันดร อันเป็นพระชาติสุดท้ายในเมืองมนุษย์ เมื่อพระเวสสันดรสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ไปเกิดเป็นเทพในชั้นดุสิต จุติในชั้นดุสิตนั้น แล้วจึงมาบังเกิดเป็นสิทธัตถะราชกุมารตามที่แสดงไว้ แม้ทานที่พระเวสสันดรให้เป็นอันมาก จนนับถือว่าพระเวสสันดรเป็นชาดกแห่งทานบารมี ทานที่พระเวสสันดรได้บริจาคทั้งปวงนั้น ก็ไม่นับว่าเป็นปรมัตถบารมีเพราะไม่ได้สละชีวิต กระต่ายเสียอีกซึ่งบังเกิดในชาติที่ห่างไกล แต่ว่าได้สละชีวิตให้ร่างกายเป็นอาหารเขา ก็ยังได้รับยกย่องว่าเป็นปรมัตถบารมี เพราะถือเกณฑ์ดังที่กล่าวนั้น
การแบ่งชั้นของบารมีตามภูมิธรรมที่ได้ปฏิบัติ
คราว นี้เมื่อมาพิจารณาดูแล้ว ก็ควรจะเห็นว่า เมื่อแบ่งบารมีเป็น ๓ ขั้นดั่งนี้แล้วเกณฑ์ที่จะนับว่าเป็นบารมีขั้นไหนนั้นควรจะมุ่งเอาคุณธรรม ที่ได้ปฏิบัติสั่งสมมาเพื่อพุทธภูมิ ได้สูงขึ้น สูงขึ้น ใกล้ความเป็นพระพุทธเจ้าเข้ามาจนถึงเป็นพระพุทธเจ้า คุณธรรมซึ่งได้ปฏิบัติมาในชาติที่ห่างไกลยังไม่สูงมาก ยังไกลที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นบารมีธรรมดาเรื่อยมา จะสละอะไรก็ตาม และเมื่อภูมิสูงขึ้นๆ จนใกล้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ก็เป็นอุปบารมี คือเข้าพรมแดนของพุทธภูมิ และเมื่อถึงขั้นที่จะให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ทันที นั่นก็เป็นปรมัตถบารมี ถ้าจัดอย่างนี้แล้วก็จะเข้าลำดับของธรรมปฏิบัติที่สูงขึ้นโดยลำดับ คราวนี้หากจะเทียบกับในพุทธประวัติ เอาปัจจุบันชาติของพระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระพุทธเจ้านั้น เมื่อได้ทรงทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง ๔ ทรงเริ่มปรารถนา โมกขธรรม นั่นก็เริ่มว่าเป็นพระโพธิสัตว์ และก็เริ่มเป็นบารมีที่ได้ทรงขวนขวายที่จะสละออก เป็น เนกขัมมะ จนถึงได้สละออก แล้วก็แสวงหาทางปฏิบัติ เข้าศึกษาในสำนักของดาบสทั้ง ๒ เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ทางก็ออกมาทรงทำทุกกรกิริยา เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ทางก็ทรงเลิก แล้วก็มาระลึกได้ถึง อานาปานสติ ที่ทรงได้เมื่อเป็นพระกุมาร ตามเสด็จพระราชบิดา และพระกุมารน้อยก็ประทับนั่งใต้ต้นหว้า ในขณะที่พระราชบิดาคือพระเจ้าสุทโธทนะทรงทำพิธีแรกนาขวัญ ก็ทรงกำหนดลมหายใจเข้าออก ทรงบรรลุถึงปฐมฌาน แต่เมื่อเสร็จจากพระราชพิธีนั้นแล้ว ปฐมฌานที่ทรงได้นั้นก็เสื่อมไป ก็ทรงระลึกได้ถึงเรื่องราวที่เล่ามานี้ จึงได้เคยเทศน์เคยแสดงมาแล้วว่า ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงพบพระองค์เองเป็นพระอาจารย์ คือพระองค์เองซึ่งเป็นพระกุมารนั่งประทับใต้ร่มหว้าได้ปฐมฌานนั้น ก็ทรงพิจารณาเห็นว่า การปฏิบัติให้จิตได้ความสงบอย่างบริสุทธิ์ดั่งนั้น จะพึงเป็นทางแห่งความตรัสรู้ได้ จึงได้เริ่มทรงจับปฏิบัติทางสมาธิอันบริสุทธิ์ดังกล่าว นี่ก็เป็นอุปบารมีเรื่อยขึ้นมา แปลว่าเข้าทางที่ถูก เข้าทางมรรคมีองค์ ๘ จนได้พระญาณทั้ง ๓ ในราตรีที่ตรัสรู้ จนถึง อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำอาสวะให้สิ้นไป นี่แหละเป็นปรมัตถบารมี มาเป็นพระพุทธเจ้าขึ้น นี่จัดเทียบเป็นนิทัสสนอุทธาหรณ์ ว่าเกณฑ์จัดของบารมีน่าจะเป็นดั่งนี้ คือถือเอาภูมิธรรมปฏิบัติที่สูงขึ้นๆ และถ้าหากว่าจะถือตามที่พระอาจารย์ท่านได้เล่าเรื่อง และเป็นมาในคัมภีร์พระไตรปิฎกก็มี คืออย่างในจริยาปิฎกในพุทธวงศ์ดังกล่าวนั้น ย้อนไปจนถึงพระชาติที่เป็นสุเมธดาบสก็ได้ ก็เริ่มจากนั้นมา ก็เป็นอันว่าได้สั่งสม สละโน่นบ้าง สละนี่บ้าง สละทรัพย์บ้าง สละร่างกายบ้าง สละชีวิตบ้าง สละลูกสละเมียบ้าง เรื่อยมา เรื่อยมา เรื่อยมา จนถึงตรัสรู้ นั่นแหละก็เป็นบารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมีมาโดยลำดับ จนถึงที่สุดจะตรัสรู้ นั่นแหละจึงเป็นปรมัตถบารมี แล้วก็ตรัสรู้
มรรคมีองค์ ๘ ก็คือบารมี
และหาว่าจะสรุปเข้าใน มัชฌิมาปฏิปทา มรรคมีองค์ ๘ ก็สรุปเข้าได้ ก็มรรคมีองค์ ๘ นั่นเองคือบารมี ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาจนถึงได้ตรัสรู้ ปฏิบัติทีแรกก็เป็นบารมี ยิ่งขึ้นๆ ก็เป็นอุปบารมี จนถึงยิ่งที่สุดก็เป็นปรมัตถบารมี ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๐
--------------------------------------------------------------
หมายเหตุ
บท ความนี้เป็นธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐ รวมทั้งสิ้น ๓๘ ครั้ง วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ทศบารมี ทศพิธราชธรรม นี้ขึ้นขอพระราชทานถวายเฉลิมพระเกียรติ ในมหาอุดมมงคลวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๒ - ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑
คัดลอกจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐
--------------------------------------------------------------
สรุปความหมายของบารมี
ได้ แสดงถึงกำเนิดพระโพธิสัตว์และบารมี ก็จะแสดงเรื่องชั้นของบารมี การใช้คำว่าบารมีในความหมายหลายอย่าง และตามที่ได้กล่าวแล้วว่า คำว่า บารมี นี้ ไม่มีในพระสูตรใหญ่ๆ ในพระสุตตันตปิฎก แต่ก็ได้มีในบางพระสูตรซึ่งใช้ในความหมายว่า เลิศ ก็อย่างยิ่งนี่แหละ แต่ว่าอย่างยิ่งชนิดที่เป็นอย่างยิ่งที่สุด และได้พบใน นิธิกัณฑสูตร แสดงถึงอานิสงสผลของ บุญนิธิ คือบุญที่บุคคลผู้กระทำได้กระทำเหมือนอย่างฝังเอาไว้ ซึ่งมีสรุปอานิสงส์ของบุญซึ่งใช้ศัพท์ว่า ให้สำเร็จสาวกภูมิ แต่ว่าไม่ใช้คำว่า สาวกภูมิ ใช้คำว่า สาวกปารมี ปัจเจกภูมิ และ พุทธภูมิ เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาดูความหมายของคำนี้ ก็กล่าวได้ว่า ได้มีความหมายที่ใช้ในพระสูตรบางพระสูตร ที่เป็น มัชฌิมนิกาย คือที่เป็นพระสูตรอย่างกลาง ใช้คำที่มีความหมายว่า เลิศ คือที่สุด คือเมื่อได้แสดงธรรมที่ปฏิบัติมาโดยลำดับ ผู้ปฏิบัติเมื่อปฏิบัติมาโดยลำดับดังที่แสดงไว้แล้ว ก็จะได้บรรลุถึงบารมีคือที่สุด เมื่อเป็นที่สุดจริงๆ ก็ย่อมจะเป็นมรรคผลนิพพาน และมรรคผลนิพพานนั้นก็มีเป็นชั้นๆ ถ้าเป็นที่สุดจริงๆ ก็ต้องเป็นมรรคผลนิพพานชั้นอรหัตมรรค อรหัตตผล นิพพาน เพราะฉะนั้น จึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ดำเนินมาโดยลำดับตั้งแต่เบื้องต้น เมื่อปฏิบัติมาจนถึงผลที่สุดแล้ว ผลที่สุดนั่นแหละจึงเรียกว่าบารมี แม้คำว่า สาวกบารมี ในนิธิกัณฑสูตรนั้น ก็แสดงไปด้วยกันกับปัจเจกภูมิ พุทธภูมิ อันมีความหมายว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ให้บรรลุถึงความเป็นสาวก คือพระอรหันตสาวก ให้บรรลุถึงความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ให้บรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งในพระสูตรดังกล่าวนี้ คำว่าบารมีกับภูมิใช้มีความหมายเสมอกัน ถ้าหมายถึงภูมิที่ให้เป็นพระพุทธเจ้า ให้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระอรหันตสาวก ก็ย่อมมีความหมายถึงที่เป็นอย่างสูงสุด คือเป็นที่สุดดังที่กล่าวนั้น
บารมีที่มีความหมายว่าเลิศ คือที่สุด
เพราะ ฉะนั้น เมื่อสรุปความหมายของบารมีตามที่ใช้ ก็สรุปลงได้เป็น ๒ คือบารมีที่มีความหมายว่าเลิศคือที่สุด อันหมายความว่าผลที่สุด และแปลว่าอย่างยิ่งก็ได้ คือเป็นอย่างยิ่งจริงๆ เป็นอย่างยิ่งที่เป็นยิ่งที่สุด ที่เป็นเลิศก็เป็นเลิศที่สุด ความหมายดังกล่าวนี้พบใช้ในบางพระสูตร ไม่พบใช้มากแห่งนัก และก็ใช้หมายถึงเป็นเลิศที่สุดสำหรับเป็นพระสาวกด้วย ใช้อย่างเดียวกับภูมิดังที่อ้างมานั้น สาวกปารมี ปัจเจกภูมิ พุทธภูมิ แต่ทำไมจึงใช้ปารมี ไม่ใช้สาวกภูมิ ก็เพราะว่าพระสูตรที่กล่าวมานี้เป็นคาถา ถ้าใช้สาวกภูมิก็ไม่เป็นคาถาที่ถูกต้อง คือไม่เป็นฉันทคาถาที่ถูกต้องสำหรับตรงนั้น เมื่อใช้ปารมีจึงจะถูกต้อง ลงได้พอดี ส่วนคำว่าปัจเจกภูมิ พุทธภูมินั้นเหมาะที่จะใช้ภูมิ เพราะรวมเข้าในบาทเดียว ซึ่งทำให้เห็นว่ามีความหมายเสมอกัน และทำให้สันนิษฐานว่า มีความหมายถึงที่เป็นอย่างยิ่งที่สุด เรียกว่าเลิศ หรือประเสริฐที่สุด สำหรับที่จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ที่จะเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้า และก็เมื่อใช้สำหรับพระสาวกดั่งนั้น ก็แสดงว่าได้มีใช้สำหรับพระสาวก ติดอยู่ในพระไตรปิฎกนั้นด้วยแล้ว
บารมีที่หมายถึงคุณธรรมที่สั่งสมมาโดยลำดับ
และ โดยที่คำว่าบารมีมีที่ใช้น้อยในพระสูตรในพระไตรปิฎกดังกล่าว และพบที่ใช้ก็มีความหมายถึงว่า อย่างยิ่งที่สุด เลิศหรือประเสริฐที่สุด จึงทำให้เข้าใจว่า คำว่าบารมีนี้ได้มีมาเริ่มใช้แม้ในครั้งพุทธกาลนั้นเองก็ในช่วงหลัง และก็ในความหมายว่าเลิศที่สุด อย่างยิ่งที่สุด ดังกล่าวนั้นมาก่อน และต่อมาเมื่อมีแสดงถึง พุทธวงศ์ จึงได้ใช้ในความหมายเป็นบารมี ๑๐ ที่ได้แสดงมาแล้ว และก็ไม่ได้มีความหมายว่า อย่างยิ่งที่สุด เลิศที่สุด แต่มีความหมายว่า เป็นคุณธรรมที่ได้ปฏิบัติสั่งสมมาโดยลำดับตั้งแต่เบื้องต้น ก็เรียกว่าบารมีขึ้นมาโดยลำดับ จึงเป็นคำกลาง ที่หมายถึงคุณธรรมที่ปฏิบัติสั่งสมขึ้นมา เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายตามที่ตั้งใจ เพราะฉะนั้น จึงต้องแบ่งบารมีเป็น ๓ ชั้น เป็นชั้นบารมีธรรมดา ชั้นอุปบารมี บารมีที่สูงขึ้น ใกล้จะถึงอย่างยิ่งที่สุด กับปรมัตถบารมี บารมีที่เป็นอย่างยิ่งที่สุด เพราะฉะนั้น คำว่า ปรมัตถบารมีนี้ ก็มีความหมายได้กันกับคำว่าบารมีที่ใช้ในตอนต้น ในบางพระสูตรดังกล่าวที่มีความหมายว่าเลิศที่สุด อย่างยิ่งที่สุดแต่อย่างเดียว แต่ครั้นมาใช้ในความหมายเป็นคุณธรรมที่ปฏิบัติตั้งแต่เบื้องต้นขึ้นมา เพื่อบรรลุซึ่งเป้าหมายอย่างสูง เรียกว่าบารมีมาตั้งแต่ขั้นต้น จึงต้องแบ่งเป็น ๓ ชั้นดังที่กล่าวมานั้น ความหมายจึงต้องต่างกันออกไป
การแบ่งชั้นของบารมีตามสิ่งที่เสียสละเป็นประมาณ
และ เกณฑ์ในการแบ่งนั้น ที่มีแสดงเอาไว้ ก็มุ่งถึงข้อที่ทำนั้น เป็นการเสียสละอย่างธรรมดา หรืออย่างพิเศษขึ้นไป หรือว่าอย่างยิ่งที่สุด คือตั้งเกณฑ์เอาไว้ว่า อย่างเช่น ทานบารมี หรือแม้บารมีข้ออื่นก็เช่นเดียวกัน ต้องเสียสละทั้งนั้น ในการปฏิบัตินั้นเมื่อต้องเสียสละแค่ทรัพย์สมบัติ ก็เป็นบารมีธรรมดา เมื่อต้องเสียสละอวัยวะร่างกาย ก็เป็นอุปบารมี เมื่อต้องเสียสละชีวิต ก็เป็นปรมัตถบารมี การปฏิบัติของบุคคลก็ดี ของสัตว์เดรัจฉานก็ดี ซึ่งเล่าไว้ในชาดกนั้นๆ ซึ่งมีตั้ง ๕๐๐ กว่าเรื่อง เมื่อต้องเสียสละอย่างไหนแห่ง ๓ อย่างนั้น ก็เรียกว่าบุคคลหรือสัตว์ในเรื่องนั้น ได้บำเพ็ญบารมีในขั้นนั้นขั้นนั้น เช่นเสียสละเพียงทรัพย์ก็เป็นบารมีธรรมดา เสียสละอวัยวะร่างกายก็เป็นอุปบารมี เมื่อเสียสละถึงชีวิตก็เป็นปรมัตถบารมี แม้แสดงถึงชาติที่เป็นกระต่าย ซึ่งในชาดกเรื่องนี้กระต่ายได้สละชีวิต ให้ร่างกายเป็นอาหาร ก็เรียกว่าปฏิบัติในปรมัตถบารมี ถือเอาสิ่งที่เสียสละเป็นประมาณ ไม่ได้ถือเอาคุณธรรมที่ปฏิบัติใกล้พระโพธิญาณเป็นเกณฑ์ เพราะว่าการปฏิบัติบารมีของพระโพธิสัตว์นั้นเพื่อพระโพธิญาณ เพื่อที่จะตรัสเป็นพระพุทธเจ้า ดังที่ได้เล่ามาแล้วในเรื่องสุเมธดาบสซึ่งเป็นชาติแรกแห่งพระโพธิสัตว์ คือที่จะตรัสเป็นพระพุทธเจ้าผู้พระบรมศาสดาของเราทั้งหลายในบัดนี้ ตามที่แสดงเอาไว้
ท่านสุเมธดาบสนั้นเมื่อได้ตั้งปรารถนาพุทธภูมิต่อ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกรแล้ว ก็เริ่มพิจารณาหาธรรมปฏิบัติที่จะทำให้เป็นพระพุทธเจ้า อันเรียกว่าพุทธการกธรรมดังที่เล่าแล้ว ท่านก็พิจารณาเห็นตั้งแต่ข้อทานขึ้นไปจนถึงข้ออุเบกขาเป็นที่สุด รวมเป็น ๑๐ ข้อ ว่า ๑๐ ข้อนี่แหละจะเป็นพุทธการกธรรม ท่านพิจารณาค้นหาขึ้นเอง แล้วก็ปรากฏแก่ใจของท่านเองด้วยอภิญญาของท่าน พระพุทธเจ้าทีปังกรไม่ได้ตรัสสั่งสอนอย่างไรไว้ จุดมุ่งก็คือพระโพธิญาณหรือพุทธภูมิที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ท่านจึงเริ่มปฏิบัติในธรรมปฏิบัติ ๑๐ ข้อนี้เรื่อยมา สืบชาติกันมาโดยลำดับ และชาติต่างๆ ที่มาเล่าไว้กว่า ๕๐๐ ชาตินั้น ก็ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า จะเป็นบารมีประเภทไหน ก็มุ่งเอาข้อที่สละได้ในชาตินั้นๆ เป็นเกณฑ์ แม้เป็นกระต่าย เมื่อสละชีวิต ให้ร่างกายเป็นอาหารเขาได้ ก็เป็นปรมัตถบารมีได้ ไม่ได้มุ่งเอาว่าข้อปฏิบัตินั้นจะสูง ใกล้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้วหรือยัง และแม้ที่แสดงว่าในพระชาติที่เป็นพระเวสสันดร อันเป็นพระชาติสุดท้ายในเมืองมนุษย์ เมื่อพระเวสสันดรสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ไปเกิดเป็นเทพในชั้นดุสิต จุติในชั้นดุสิตนั้น แล้วจึงมาบังเกิดเป็นสิทธัตถะราชกุมารตามที่แสดงไว้ แม้ทานที่พระเวสสันดรให้เป็นอันมาก จนนับถือว่าพระเวสสันดรเป็นชาดกแห่งทานบารมี ทานที่พระเวสสันดรได้บริจาคทั้งปวงนั้น ก็ไม่นับว่าเป็นปรมัตถบารมีเพราะไม่ได้สละชีวิต กระต่ายเสียอีกซึ่งบังเกิดในชาติที่ห่างไกล แต่ว่าได้สละชีวิตให้ร่างกายเป็นอาหารเขา ก็ยังได้รับยกย่องว่าเป็นปรมัตถบารมี เพราะถือเกณฑ์ดังที่กล่าวนั้น
การแบ่งชั้นของบารมีตามภูมิธรรมที่ได้ปฏิบัติ
คราว นี้เมื่อมาพิจารณาดูแล้ว ก็ควรจะเห็นว่า เมื่อแบ่งบารมีเป็น ๓ ขั้นดั่งนี้แล้วเกณฑ์ที่จะนับว่าเป็นบารมีขั้นไหนนั้นควรจะมุ่งเอาคุณธรรม ที่ได้ปฏิบัติสั่งสมมาเพื่อพุทธภูมิ ได้สูงขึ้น สูงขึ้น ใกล้ความเป็นพระพุทธเจ้าเข้ามาจนถึงเป็นพระพุทธเจ้า คุณธรรมซึ่งได้ปฏิบัติมาในชาติที่ห่างไกลยังไม่สูงมาก ยังไกลที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นบารมีธรรมดาเรื่อยมา จะสละอะไรก็ตาม และเมื่อภูมิสูงขึ้นๆ จนใกล้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ก็เป็นอุปบารมี คือเข้าพรมแดนของพุทธภูมิ และเมื่อถึงขั้นที่จะให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ทันที นั่นก็เป็นปรมัตถบารมี ถ้าจัดอย่างนี้แล้วก็จะเข้าลำดับของธรรมปฏิบัติที่สูงขึ้นโดยลำดับ คราวนี้หากจะเทียบกับในพุทธประวัติ เอาปัจจุบันชาติของพระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระพุทธเจ้านั้น เมื่อได้ทรงทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง ๔ ทรงเริ่มปรารถนา โมกขธรรม นั่นก็เริ่มว่าเป็นพระโพธิสัตว์ และก็เริ่มเป็นบารมีที่ได้ทรงขวนขวายที่จะสละออก เป็น เนกขัมมะ จนถึงได้สละออก แล้วก็แสวงหาทางปฏิบัติ เข้าศึกษาในสำนักของดาบสทั้ง ๒ เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ทางก็ออกมาทรงทำทุกกรกิริยา เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ทางก็ทรงเลิก แล้วก็มาระลึกได้ถึง อานาปานสติ ที่ทรงได้เมื่อเป็นพระกุมาร ตามเสด็จพระราชบิดา และพระกุมารน้อยก็ประทับนั่งใต้ต้นหว้า ในขณะที่พระราชบิดาคือพระเจ้าสุทโธทนะทรงทำพิธีแรกนาขวัญ ก็ทรงกำหนดลมหายใจเข้าออก ทรงบรรลุถึงปฐมฌาน แต่เมื่อเสร็จจากพระราชพิธีนั้นแล้ว ปฐมฌานที่ทรงได้นั้นก็เสื่อมไป ก็ทรงระลึกได้ถึงเรื่องราวที่เล่ามานี้ จึงได้เคยเทศน์เคยแสดงมาแล้วว่า ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงพบพระองค์เองเป็นพระอาจารย์ คือพระองค์เองซึ่งเป็นพระกุมารนั่งประทับใต้ร่มหว้าได้ปฐมฌานนั้น ก็ทรงพิจารณาเห็นว่า การปฏิบัติให้จิตได้ความสงบอย่างบริสุทธิ์ดั่งนั้น จะพึงเป็นทางแห่งความตรัสรู้ได้ จึงได้เริ่มทรงจับปฏิบัติทางสมาธิอันบริสุทธิ์ดังกล่าว นี่ก็เป็นอุปบารมีเรื่อยขึ้นมา แปลว่าเข้าทางที่ถูก เข้าทางมรรคมีองค์ ๘ จนได้พระญาณทั้ง ๓ ในราตรีที่ตรัสรู้ จนถึง อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำอาสวะให้สิ้นไป นี่แหละเป็นปรมัตถบารมี มาเป็นพระพุทธเจ้าขึ้น นี่จัดเทียบเป็นนิทัสสนอุทธาหรณ์ ว่าเกณฑ์จัดของบารมีน่าจะเป็นดั่งนี้ คือถือเอาภูมิธรรมปฏิบัติที่สูงขึ้นๆ และถ้าหากว่าจะถือตามที่พระอาจารย์ท่านได้เล่าเรื่อง และเป็นมาในคัมภีร์พระไตรปิฎกก็มี คืออย่างในจริยาปิฎกในพุทธวงศ์ดังกล่าวนั้น ย้อนไปจนถึงพระชาติที่เป็นสุเมธดาบสก็ได้ ก็เริ่มจากนั้นมา ก็เป็นอันว่าได้สั่งสม สละโน่นบ้าง สละนี่บ้าง สละทรัพย์บ้าง สละร่างกายบ้าง สละชีวิตบ้าง สละลูกสละเมียบ้าง เรื่อยมา เรื่อยมา เรื่อยมา จนถึงตรัสรู้ นั่นแหละก็เป็นบารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมีมาโดยลำดับ จนถึงที่สุดจะตรัสรู้ นั่นแหละจึงเป็นปรมัตถบารมี แล้วก็ตรัสรู้
มรรคมีองค์ ๘ ก็คือบารมี
และหาว่าจะสรุปเข้าใน มัชฌิมาปฏิปทา มรรคมีองค์ ๘ ก็สรุปเข้าได้ ก็มรรคมีองค์ ๘ นั่นเองคือบารมี ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาจนถึงได้ตรัสรู้ ปฏิบัติทีแรกก็เป็นบารมี ยิ่งขึ้นๆ ก็เป็นอุปบารมี จนถึงยิ่งที่สุดก็เป็นปรมัตถบารมี ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๐
--------------------------------------------------------------
หมายเหตุ
บท ความนี้เป็นธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐ รวมทั้งสิ้น ๓๘ ครั้ง วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ทศบารมี ทศพิธราชธรรม นี้ขึ้นขอพระราชทานถวายเฉลิมพระเกียรติ ในมหาอุดมมงคลวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๒ - ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑
คัดลอกจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
“สุทธิพล” ชี้หาเสียงผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กถือเป็นค่าใช้จ่าย ต้องแจ้ง กกต.
เลขาฯ กกต.ฝาก กกต.จังหวัดทำความเข้าใจพรรคการเมือง หาเสียงผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กต้องคิดเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อรายงานต่อ กกต. พร้อมเตือนห้ามโจมตีใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่ง
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงการหาเสียงผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คของพรรคการเมืองต่างๆ ว่า ขณะนี้เริ่มมีการหาเสียงผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้ว ซึ่งเป็นการหาเสียงที่ราคาถูกมากและกำลังนิยม และตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะกลุ่มเป้าหมายนี้มีประมาณ 8-9 ล้านคน ซึ่งขอฝากให้ กกต.ประจำจังหวัด (กกต.จว.) และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กต.จว.) ทั่วประเทศ สร้างความเข้าใจกับผู้สมัครและประชาชนว่า การหาเสียงสามารถทำได้ ไม่ได้ห้าม แต่ต้องคิดเป็นค่าใช้จ่ายที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครต้องรายงานต่อกกต.ไม่เช่นนั้นถือเป็นความผิด
“ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายก็ต้องนำมารวม อย่างการส่งเอสเอ็มเอส หรือข้อความสั้นเชิญชวนให้มาเลือกเบอร์นั้นเบอร์นี้ในต่างประเทศจะมีการคิดค่าใช้จ่ายเลือกตั้งด้วย และประเทศเราต้องคิดค่าใช้จ่ายด้วย”
นายสุทธิพลเตือนว่า สำหรับการใช้ช่องทางนี้ก็ควรระมัดระวัง อย่าให้เข้าข่ายเรื่องการใส่ร้ายป้ายสีโจมตี เพราะการใช้ถ้อยคำถ้าเข้าข่ายลักษณะใส่ร้ายหรือหลอกลวงตามมาตรา 53 (5) ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.จะเข้าองค์ประกอบความผิดได้ นอกจากนี้มีเรื่องของช่วงระยะเวลาการหาเสียงที่กฎหมายกำหนดในเรื่องหาเสียงก่อนวันเลือกตั้งห้ามไม่ให้มีการหาเสียง ดังนั้นต้องประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจ เพราะมีบางคนอาจกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงการหาเสียงผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คของพรรคการเมืองต่างๆ ว่า ขณะนี้เริ่มมีการหาเสียงผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้ว ซึ่งเป็นการหาเสียงที่ราคาถูกมากและกำลังนิยม และตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะกลุ่มเป้าหมายนี้มีประมาณ 8-9 ล้านคน ซึ่งขอฝากให้ กกต.ประจำจังหวัด (กกต.จว.) และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กต.จว.) ทั่วประเทศ สร้างความเข้าใจกับผู้สมัครและประชาชนว่า การหาเสียงสามารถทำได้ ไม่ได้ห้าม แต่ต้องคิดเป็นค่าใช้จ่ายที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครต้องรายงานต่อกกต.ไม่เช่นนั้นถือเป็นความผิด
“ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายก็ต้องนำมารวม อย่างการส่งเอสเอ็มเอส หรือข้อความสั้นเชิญชวนให้มาเลือกเบอร์นั้นเบอร์นี้ในต่างประเทศจะมีการคิดค่าใช้จ่ายเลือกตั้งด้วย และประเทศเราต้องคิดค่าใช้จ่ายด้วย”
นายสุทธิพลเตือนว่า สำหรับการใช้ช่องทางนี้ก็ควรระมัดระวัง อย่าให้เข้าข่ายเรื่องการใส่ร้ายป้ายสีโจมตี เพราะการใช้ถ้อยคำถ้าเข้าข่ายลักษณะใส่ร้ายหรือหลอกลวงตามมาตรา 53 (5) ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.จะเข้าองค์ประกอบความผิดได้ นอกจากนี้มีเรื่องของช่วงระยะเวลาการหาเสียงที่กฎหมายกำหนดในเรื่องหาเสียงก่อนวันเลือกตั้งห้ามไม่ให้มีการหาเสียง ดังนั้นต้องประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจ เพราะมีบางคนอาจกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว
มือถือ ฝนตก ไม่ใช่แค่หยุดใช้ แต่ต้องปิด!!
นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) กล่าวเตือนให้ประชาชน ระวังอันตรายจากสภาวะฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนัก เพราะเกิดเหตุการฟ้าผ่าเนื่องจากการใช้มือถือขณะที่ฝนตก มีเพิ่มมากขึ้นในปี 2551 เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังกล่าวอีกว่า หลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีเหตุการฟ้าผ่าจนเสียชีวิตหลายรายจากการใช้มือถือ แต่ไม่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆ เช่น กรณีฟ้าผ่าที่ อ.งาว จ.ลำปาง และที่เป็นข่าวที่จ.มุกดาหาร ฟ้าผ่านักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวออสเตรเลียเสียชีวิต ขณะเล่นน้ำตกตาดโตน โดยส่วนใหญ่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการฟ้าผ่าเพราะการใช้มือถือนั้น จะมีลักษณะที่เหมือนกันอยู่ 2 ประการ คือ
1. ความประมาทที่จะไม่ปิดมือถือขณะที่ฝนตก โดยส่วนใหญ่จะสนใจเพียงแค่ว่า "ไม่ใช้งานก็พอแล้ว" แต่นั้นเป็นวิธีคิดที่ผิดอย่างมาก เพราะต่อให้เราไม่ใช้อย่างไรก็ยังมีโอกาสที่ผู้อื่นโทรเข้ามาได้ หรือเพียงแค่การรับข้อความ SMS,MMS หรือจะ GPRS ก็เพียงพอที่จะทำให้มือถือกลายเป็นสายล่อฟ้าได้แล้ว
เช่นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ฟ้าผ่าคนงานชาวกัมพูชาเสียชีวิต 3 ราย เพราะหนึ่งในผู้เสียชีวิตกำลังเชคข้อความในมือถือ หรือ ที่ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ชาวนาเข้าไปหลบฝนในกระท่อม และมีสายเรียกเข้ายังไม่ทันกดรับสาย ฟ้าก็ผ่าลงกระท่อมจนทำให้ผู้นั้นเสียชีวิต
2. ในปี 2549 สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์ได้รายงานผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์อังกฤษหรือ บริติช เมดิคอล เจอร์นัล (บีเอ็มเจ) ว่า การอยู่ในที่โล่งแจ้งและเปิดมือถือไว้ขณะเกิดพายุฝนก็อาจทำให้เกิดอันตรายจากฟ้าผ่าได้เช่นกัน พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่หญิงสาวรายหนึ่งถูกฟ้าผ่าขณะใช้มือถือในสวนสาธารณะกลางเมืองจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนที่ประเทศจีน มีรายงานเช่นกันว่ามีผู้ถูกฟ้าผ่าขณะใช้มือถืออยู่บนท้องถนนในช่วงที่ฝนตกฟ้าคะนอง
เช่นเดียวกับที่รัสเซีย มีรายงานว่า ผู้หญิงคนหนึ่งถูกฟ้าผ่าเสียชีวิตขณะใช้มือถือในที่โล่งแจ้ง
เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง จึงควร "ปิด" โทรศัพท์มือถือในขณะที่เกิดฝนตกฟ้าร้อง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งหรืออยู่ใกล้แหล่งน้ำ เช่น ทุ่งนา ชายหาด ลานกว้าง สนามกีฬา น้ำตก เป็นต้น และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้หรือใต้ต้นไม้สูง เสาไฟฟ้าหรือรั้วกำแพง ที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ จะเป็นการดีนะครับ
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
แหล่งที่มา:
1. ความประมาทที่จะไม่ปิดมือถือขณะที่ฝนตก โดยส่วนใหญ่จะสนใจเพียงแค่ว่า "ไม่ใช้งานก็พอแล้ว" แต่นั้นเป็นวิธีคิดที่ผิดอย่างมาก เพราะต่อให้เราไม่ใช้อย่างไรก็ยังมีโอกาสที่ผู้อื่นโทรเข้ามาได้ หรือเพียงแค่การรับข้อความ SMS,MMS หรือจะ GPRS ก็เพียงพอที่จะทำให้มือถือกลายเป็นสายล่อฟ้าได้แล้ว
เช่นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ฟ้าผ่าคนงานชาวกัมพูชาเสียชีวิต 3 ราย เพราะหนึ่งในผู้เสียชีวิตกำลังเชคข้อความในมือถือ หรือ ที่ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ชาวนาเข้าไปหลบฝนในกระท่อม และมีสายเรียกเข้ายังไม่ทันกดรับสาย ฟ้าก็ผ่าลงกระท่อมจนทำให้ผู้นั้นเสียชีวิต
2. ในปี 2549 สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์ได้รายงานผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์อังกฤษหรือ บริติช เมดิคอล เจอร์นัล (บีเอ็มเจ) ว่า การอยู่ในที่โล่งแจ้งและเปิดมือถือไว้ขณะเกิดพายุฝนก็อาจทำให้เกิดอันตรายจากฟ้าผ่าได้เช่นกัน พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่หญิงสาวรายหนึ่งถูกฟ้าผ่าขณะใช้มือถือในสวนสาธารณะกลางเมืองจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนที่ประเทศจีน มีรายงานเช่นกันว่ามีผู้ถูกฟ้าผ่าขณะใช้มือถืออยู่บนท้องถนนในช่วงที่ฝนตกฟ้าคะนอง
เช่นเดียวกับที่รัสเซีย มีรายงานว่า ผู้หญิงคนหนึ่งถูกฟ้าผ่าเสียชีวิตขณะใช้มือถือในที่โล่งแจ้ง
เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง จึงควร "ปิด" โทรศัพท์มือถือในขณะที่เกิดฝนตกฟ้าร้อง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งหรืออยู่ใกล้แหล่งน้ำ เช่น ทุ่งนา ชายหาด ลานกว้าง สนามกีฬา น้ำตก เป็นต้น และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้หรือใต้ต้นไม้สูง เสาไฟฟ้าหรือรั้วกำแพง ที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ จะเป็นการดีนะครับ
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
แหล่งที่มา:
แก้ไขนิสัยอิจฉา จาก พระภาวนาวิริยคุณ
บางครั้ง เคยมีบ้างไหม ที่เรารู้สึกอิจฉา คนอื่นที่ หน้าตาดีกว่า เรียนเก่งกว่า เป็นที่สนใจจากผู้คน จนกระทั่ง รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ดูถูกตนเอง และมากไปกว่านั้น นำมาสู่ความริษยา อยากให้คนอื่นได้แย่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ทั้งๆที่คนๆนั้นไม่ได้ทำอะไรผิด ความรู้สึกนี้ ยากที่จะห้าม และมีวิธีแก้นะค่ะ
คุณโยมก็ต้องดูให้ถึงต้นตอเสียก่อนว่า นิสัยของคนที่ชอบอิจฉาตาร้อน หรือว่าไม่อยากให้ใครได้ดีเกินกว่าตัวเองนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร
นิสัยอิจฉาริษยานี้ จะเกิดขึ้นกับคนที่มีความดีในตัวน้อยกว่าคนอื่น เพราะถ้าหากมี คุณงามความดีอยู่ในตัวมากกว่าคนอื่น เขาคงไม่มีความจำเป็นต้องไปอิจฉาตาร้อนใคร เนื่องจากมีคุณงามความดี มีความรู้ มีความสามารถน้อยกว่าคนอื่น แล้วอยากจะให้ได้ดีเท่ากับเขา หรืออยากจะให้ดียิ่งกว่าเขา แต่แทนที่จะคิดแก้ไขตัวเอง กลับไปคิดในทางผิดๆ ในทางร้ายๆ คือ แทนที่จะยกตัวเองขึ้นมาด้วยการทำ ความดีให้ยิ่งขึ้นไป กลายเป็นว่าความดีก็ไม่ทำ แถมยังคิดจะเหยียบคนอื่นลงไปด้วยฤทธิ์แห่งความเข้าใจผิด จนกลายเป็นความอิจฉาริษยา ไม่อยากให้ใครได้ดีเสียอีก
เมื่อเรารู้แล้วว่าต้นเหตุแห่งความอิจฉาริษยานั้น มาจากความที่ตัวเองมีคุณงามความดีน้อย ก็สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าอย่างนั้นในใจของคนที่ชอบอิจฉาริษยา ก็คงจะมีแต่ความเศร้าหมอง คิดที่จะสร้างสรรค์อะไรกับใครเขาไม่เป็น คิดออกแต่ในเรื่องที่จะทำลายทำร้ายคนอื่นอยู่ร่ำไป เช่น คิดจะทำลายทรัพย์สินเงินทอง คิดจะทำลายเกียรติยศชื่อเสียง คิดจะทำร้ายคนอื่นให้เจ็บทั้งกาย เจ็บทั้งใจ คิดวนๆ เวียนๆ อยู่อย่างนี้
เพราะฉะนั้น คนที่มีนิสัยชอบอิจฉาริษยา จึงเป็นคนที่ใจเศร้าหมองทั้งวัน เมื่อมีใจเศร้าหมองอย่างนี้ แม้คำพูดก็เป็นคำพูดที่ชวนให้เศร้าหมอง คือ มีแต่เรื่องร้ายๆ ออกจากปาก ไม่มีคำพูดที่เป็นภาษา ดอกไม้ มีแต่พ่นพิษพรวดๆ ออกมา เมื่อเป็นอย่างนี้หนักๆ เข้า ก็จะเลยไปจนกระทั่งถึงการกระทำทางร่างกาย ทำให้แสดงอาการร้ายๆ ออกมา ตั้งแต่การกระทบกระแทกแดกดัน ทำอะไรโครมคราม หรือมีอาการหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่กัน เป็นต้น คนที่มีนิสัยชอบอิจฉาริษยาผู้อื่น หรือคนที่ มีบุญน้อย แล้วไม่คิดจะทำบุญเพิ่มเติม แต่กลับไปคิดทำร้ายคนอื่น จึงมีอาการเช่นนี้ เมื่อความดีเก่ามีอยู่น้อยจนทำให้สู้ใครเขาไม่ได้ แล้วความดีใหม่ก็ไม่คิดจะทำเพิ่ม ตรงกันข้ามมีแต่จะเพิ่มความร้ายกาจ เพิ่มความบาปเข้าไปทุกวันๆ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเผาผลาญ เป็นการทำลายล้างตัวเองไปทุกวันๆ นั่นเอง นี่คือผลเสียต่อตัวเองของความที่เป็นคนขี้อิจฉาริษยา
เพราะฉะนั้น พวกเราอย่าได้เป็นเข้าทีเดียว ถ้าครั้งใดใจคิดแวบไป ชักเริ่มจะอิจฉาชาวบ้านที่เขาดังกว่าเรา เด่นกว่าเรา ดีกว่าเราขึ้นมาละก็ รีบติดเบรกเสียนะ โดยเตือนตัวเองว่า ที่เรายังตกต่ำอยู่อย่างนี้ เพราะว่าชาติที่แล้ว รวมทั้งชาตินี้ด้วย เราสั่งสมคุณงามความดีมาน้อยไปเตือนตัวเองได้อย่างนี้ หนทางที่จะแก้ไขให้ดีก็มีมากขึ้น เพราะจับทิศทางถูกว่า เมื่อเรามีบุญน้อย ก็ต้องหาวิธีเติมบุญ คือ ในเรื่องของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาจากหมู่คณะ หรือจากครอบครัว จากงานเลี้ยงชีวิตเราเองก็ตาม นอกจาก ทำให้สุดฝีมือแล้ว ยังต้องปรับปรุงให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย แต่ในกรณีที่ถึงจะปรับปรุงอย่างไรก็ยังสู้ไม่ได้ อยู่นั่นเอง อย่างนี้ต้องรีบเข้าไปกราบขอความรู้จากเขา ซึ่งจะทำให้เราย่นระยะเวลาทั้งในการปรับปรุงฝีมือและเวลาที่ไม่ต้องไปตกนรก ได้ตั้งเยอะ
จากนั้นก็หันหน้าเข้าหาวัด มาศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำบุญ ทำทาน ไม่เคยรักษาศีล ไม่เคยนั่งสมาธิ ต่อแต่นี้รีบไปทำกัน ด้วยการศึกษาจากหลวงปู่ หลวงพ่อ ว่าทำสิ่งเหล่านี้แล้วดีอย่างไร เช่น การทำทานมีผลทำให้รวย การรักษาศีลมีผลทำให้สวย การเจริญสมาธิภาวนามีผลทำให้เฉลียวฉลาด มีสติปัญญา พอจับหลักตรงนี้ได้ ถ้าอยากจะเพิ่มเติมความรู้อะไรเป็นรายละเอียดให้ยิ่งขึ้นไป ก็ค่อยๆ ศึกษาจากหลวงปู่ หลวงพ่อท่าน
ยกตัวอย่าง เรามีอะไรต่ออะไรพร้อมแล้วแต่ที่ไปอิจฉาเขานั้น เพราะว่าเราไม่มีบริวาร เวลาไปไหนมาไหน ทั้งๆ ที่ รวยก็แสนรวย สวยก็แสนสวย แต่ว่าใครๆ ก็ไม่รัก แล้วแทนที่จะถามว่าทำไมใครๆ ถึงไม่รักเรา กลับเที่ยวไปโกรธไปเคืองเขา หรือว่าเที่ยวไปอิจฉา คนที่มีคนรักเต็มบ้านเต็มเมือง ต้องมองและตั้งคำถามใหม่ให้เป็น คือ แทนที่จะตั้งคำถามว่าทำไม เขาไม่รักเรา ก็ตั้งคำถามเสียใหม่ว่าเราไม่น่ารักตรงไหน แล้วเริ่มสำรวจตรวจสอบตัวเอง ถ้าหาไม่เจอจริงๆ ไปถามหลวงปู่ หลวงพ่อ ท่านดูก็ได้ แล้วเราจะได้รู้ว่าวิชาเจ้าเสน่ห์ ซึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ไว้นั้น มีอยู่ ๔ ข้อ ด้วยกัน คือ
๑. หมั่นให้ทาน คำว่า "ทาน" ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการตักบาตรกับพระภิกษุสามเณร ทานในที่นี้ หมายถึง มีอะไรก็ปันกันกิน ปันกันใช้ รวมทั้งปันกันดังด้วย
๒. ปิยวาจา เวลาพูดจากับใครก็พูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ เพราะสิ่งที่จะให้กำลังใจคนได้ดีนั้น ไม่มีอะไรเกินคำพูดที่เพราะๆ ในทำนองเดียวกันสิ่งที่จะทอนกำลังใจคน ก็ไม่มีอะไรเกินคำพูดที่ระคายหูเช่นกัน
๓. อัตถจริยา คือ ความรู้ความสามารถ ที่เรามีอยู่ ถ้าเอาไปช่วยใครได้ ก็ช่วยๆ กันไป อย่าไปหวงเลย
๔. สมานัตตตา คือ ไม่ว่าคบกับใครก็มีแต่ความจริงใจให้เขา ไม่แทงใครข้างหลัง ไม่ว่าร้ายใครลับหลัง มีแต่ความจริงใจ มีแต่ความปลอดภัยให้เขาเสมอ
ทั้ง ๔ ประการนี้แหละจะเป็นที่มาแห่งเสน่ห์ของเรา พูดง่าย ๆ โปรยเสน่ห์ด้วยการให้ ทั้งสิ่งของ ทั้งคำพูด ทั้งกำลังอกกำลังใจ ทั้งความปลอดภัยแก่เขา ทำอย่างนี้แล้วใครยังไม่รัก ก็ให้รู้ไป แล้วในไม่ช้าเราจะต้องย้อนกลับมาถาม หลวงพ่อว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ เวลาไปไหนมาไหน ถึงมีแต่ถูกคนอื่นเขาตามอิจฉากันทั้งบ้านทั้งเมือง ถึงตอนนั้นก็ช่วยไปสอนคนอื่นๆ ที่กำลัง อิจฉาคุณให้รู้ว่า เมื่อก่อนคุณเองก็เคยเป็นอย่างเขาเหมือนกัน แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไร บอกเขาไปด้วย เพื่อจะได้เป็นบุญติดตัวเราต่อไป...
คุณโยมก็ต้องดูให้ถึงต้นตอเสียก่อนว่า นิสัยของคนที่ชอบอิจฉาตาร้อน หรือว่าไม่อยากให้ใครได้ดีเกินกว่าตัวเองนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร
นิสัยอิจฉาริษยานี้ จะเกิดขึ้นกับคนที่มีความดีในตัวน้อยกว่าคนอื่น เพราะถ้าหากมี คุณงามความดีอยู่ในตัวมากกว่าคนอื่น เขาคงไม่มีความจำเป็นต้องไปอิจฉาตาร้อนใคร เนื่องจากมีคุณงามความดี มีความรู้ มีความสามารถน้อยกว่าคนอื่น แล้วอยากจะให้ได้ดีเท่ากับเขา หรืออยากจะให้ดียิ่งกว่าเขา แต่แทนที่จะคิดแก้ไขตัวเอง กลับไปคิดในทางผิดๆ ในทางร้ายๆ คือ แทนที่จะยกตัวเองขึ้นมาด้วยการทำ ความดีให้ยิ่งขึ้นไป กลายเป็นว่าความดีก็ไม่ทำ แถมยังคิดจะเหยียบคนอื่นลงไปด้วยฤทธิ์แห่งความเข้าใจผิด จนกลายเป็นความอิจฉาริษยา ไม่อยากให้ใครได้ดีเสียอีก
เมื่อเรารู้แล้วว่าต้นเหตุแห่งความอิจฉาริษยานั้น มาจากความที่ตัวเองมีคุณงามความดีน้อย ก็สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าอย่างนั้นในใจของคนที่ชอบอิจฉาริษยา ก็คงจะมีแต่ความเศร้าหมอง คิดที่จะสร้างสรรค์อะไรกับใครเขาไม่เป็น คิดออกแต่ในเรื่องที่จะทำลายทำร้ายคนอื่นอยู่ร่ำไป เช่น คิดจะทำลายทรัพย์สินเงินทอง คิดจะทำลายเกียรติยศชื่อเสียง คิดจะทำร้ายคนอื่นให้เจ็บทั้งกาย เจ็บทั้งใจ คิดวนๆ เวียนๆ อยู่อย่างนี้
เพราะฉะนั้น คนที่มีนิสัยชอบอิจฉาริษยา จึงเป็นคนที่ใจเศร้าหมองทั้งวัน เมื่อมีใจเศร้าหมองอย่างนี้ แม้คำพูดก็เป็นคำพูดที่ชวนให้เศร้าหมอง คือ มีแต่เรื่องร้ายๆ ออกจากปาก ไม่มีคำพูดที่เป็นภาษา ดอกไม้ มีแต่พ่นพิษพรวดๆ ออกมา เมื่อเป็นอย่างนี้หนักๆ เข้า ก็จะเลยไปจนกระทั่งถึงการกระทำทางร่างกาย ทำให้แสดงอาการร้ายๆ ออกมา ตั้งแต่การกระทบกระแทกแดกดัน ทำอะไรโครมคราม หรือมีอาการหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่กัน เป็นต้น คนที่มีนิสัยชอบอิจฉาริษยาผู้อื่น หรือคนที่ มีบุญน้อย แล้วไม่คิดจะทำบุญเพิ่มเติม แต่กลับไปคิดทำร้ายคนอื่น จึงมีอาการเช่นนี้ เมื่อความดีเก่ามีอยู่น้อยจนทำให้สู้ใครเขาไม่ได้ แล้วความดีใหม่ก็ไม่คิดจะทำเพิ่ม ตรงกันข้ามมีแต่จะเพิ่มความร้ายกาจ เพิ่มความบาปเข้าไปทุกวันๆ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเผาผลาญ เป็นการทำลายล้างตัวเองไปทุกวันๆ นั่นเอง นี่คือผลเสียต่อตัวเองของความที่เป็นคนขี้อิจฉาริษยา
เพราะฉะนั้น พวกเราอย่าได้เป็นเข้าทีเดียว ถ้าครั้งใดใจคิดแวบไป ชักเริ่มจะอิจฉาชาวบ้านที่เขาดังกว่าเรา เด่นกว่าเรา ดีกว่าเราขึ้นมาละก็ รีบติดเบรกเสียนะ โดยเตือนตัวเองว่า ที่เรายังตกต่ำอยู่อย่างนี้ เพราะว่าชาติที่แล้ว รวมทั้งชาตินี้ด้วย เราสั่งสมคุณงามความดีมาน้อยไปเตือนตัวเองได้อย่างนี้ หนทางที่จะแก้ไขให้ดีก็มีมากขึ้น เพราะจับทิศทางถูกว่า เมื่อเรามีบุญน้อย ก็ต้องหาวิธีเติมบุญ คือ ในเรื่องของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาจากหมู่คณะ หรือจากครอบครัว จากงานเลี้ยงชีวิตเราเองก็ตาม นอกจาก ทำให้สุดฝีมือแล้ว ยังต้องปรับปรุงให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย แต่ในกรณีที่ถึงจะปรับปรุงอย่างไรก็ยังสู้ไม่ได้ อยู่นั่นเอง อย่างนี้ต้องรีบเข้าไปกราบขอความรู้จากเขา ซึ่งจะทำให้เราย่นระยะเวลาทั้งในการปรับปรุงฝีมือและเวลาที่ไม่ต้องไปตกนรก ได้ตั้งเยอะ
จากนั้นก็หันหน้าเข้าหาวัด มาศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำบุญ ทำทาน ไม่เคยรักษาศีล ไม่เคยนั่งสมาธิ ต่อแต่นี้รีบไปทำกัน ด้วยการศึกษาจากหลวงปู่ หลวงพ่อ ว่าทำสิ่งเหล่านี้แล้วดีอย่างไร เช่น การทำทานมีผลทำให้รวย การรักษาศีลมีผลทำให้สวย การเจริญสมาธิภาวนามีผลทำให้เฉลียวฉลาด มีสติปัญญา พอจับหลักตรงนี้ได้ ถ้าอยากจะเพิ่มเติมความรู้อะไรเป็นรายละเอียดให้ยิ่งขึ้นไป ก็ค่อยๆ ศึกษาจากหลวงปู่ หลวงพ่อท่าน
ยกตัวอย่าง เรามีอะไรต่ออะไรพร้อมแล้วแต่ที่ไปอิจฉาเขานั้น เพราะว่าเราไม่มีบริวาร เวลาไปไหนมาไหน ทั้งๆ ที่ รวยก็แสนรวย สวยก็แสนสวย แต่ว่าใครๆ ก็ไม่รัก แล้วแทนที่จะถามว่าทำไมใครๆ ถึงไม่รักเรา กลับเที่ยวไปโกรธไปเคืองเขา หรือว่าเที่ยวไปอิจฉา คนที่มีคนรักเต็มบ้านเต็มเมือง ต้องมองและตั้งคำถามใหม่ให้เป็น คือ แทนที่จะตั้งคำถามว่าทำไม เขาไม่รักเรา ก็ตั้งคำถามเสียใหม่ว่าเราไม่น่ารักตรงไหน แล้วเริ่มสำรวจตรวจสอบตัวเอง ถ้าหาไม่เจอจริงๆ ไปถามหลวงปู่ หลวงพ่อ ท่านดูก็ได้ แล้วเราจะได้รู้ว่าวิชาเจ้าเสน่ห์ ซึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ไว้นั้น มีอยู่ ๔ ข้อ ด้วยกัน คือ
๑. หมั่นให้ทาน คำว่า "ทาน" ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการตักบาตรกับพระภิกษุสามเณร ทานในที่นี้ หมายถึง มีอะไรก็ปันกันกิน ปันกันใช้ รวมทั้งปันกันดังด้วย
๒. ปิยวาจา เวลาพูดจากับใครก็พูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ เพราะสิ่งที่จะให้กำลังใจคนได้ดีนั้น ไม่มีอะไรเกินคำพูดที่เพราะๆ ในทำนองเดียวกันสิ่งที่จะทอนกำลังใจคน ก็ไม่มีอะไรเกินคำพูดที่ระคายหูเช่นกัน
๓. อัตถจริยา คือ ความรู้ความสามารถ ที่เรามีอยู่ ถ้าเอาไปช่วยใครได้ ก็ช่วยๆ กันไป อย่าไปหวงเลย
๔. สมานัตตตา คือ ไม่ว่าคบกับใครก็มีแต่ความจริงใจให้เขา ไม่แทงใครข้างหลัง ไม่ว่าร้ายใครลับหลัง มีแต่ความจริงใจ มีแต่ความปลอดภัยให้เขาเสมอ
ทั้ง ๔ ประการนี้แหละจะเป็นที่มาแห่งเสน่ห์ของเรา พูดง่าย ๆ โปรยเสน่ห์ด้วยการให้ ทั้งสิ่งของ ทั้งคำพูด ทั้งกำลังอกกำลังใจ ทั้งความปลอดภัยแก่เขา ทำอย่างนี้แล้วใครยังไม่รัก ก็ให้รู้ไป แล้วในไม่ช้าเราจะต้องย้อนกลับมาถาม หลวงพ่อว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ เวลาไปไหนมาไหน ถึงมีแต่ถูกคนอื่นเขาตามอิจฉากันทั้งบ้านทั้งเมือง ถึงตอนนั้นก็ช่วยไปสอนคนอื่นๆ ที่กำลัง อิจฉาคุณให้รู้ว่า เมื่อก่อนคุณเองก็เคยเป็นอย่างเขาเหมือนกัน แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไร บอกเขาไปด้วย เพื่อจะได้เป็นบุญติดตัวเราต่อไป...
รณรงค์บริจาคอะไหล่มนุษย์
จาก ประสบการณ์จริงของ คุณธันยพรรษ เกตุคง คุณแม่ผู้บริจาคอวัยวะลูกชายที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ เมื่อปี 2551 ด้วยวัยเพียง 23 ปี ซึ่งการจากไปของ "น้องกิต"ณัฐกฤษฏ์ พงศ์ประเสริฐ ได้ทิ้งเรื่องราวน่าจดจำและสร้างชีวิตใหม่ให้กับใครอีกหลายๆ คน และหลายครอบครัว
โดยก่อน "น้องกิต" เสียชีวิตเพียง 2 อาทิตย์ คุณแม่เดินไปกระซิบข้างหูลูกที่กำลังนอนนิ่งบนเตียงว่า "ขอให้ลูกมอบอวัยวะแก่คนที่เขากำลังรออยู่"
อวัยวะ ของ "น้องกิต" จึงนำไปต่อชีวิตใครอีกหลายคน โดยศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยแจ้งว่า มีผู้ป่วยได้รับตา 2 ข้าง ตับ ไต 2 ข้าง และลิ้นหัวใจ 2 ข้าง ของน้องกิตเรียบร้อยแล้ว
คุณ แม่ธันยพรรษให้ข้อคิดว่า คนเรามีแค่จาก 2 จาก คือ "จากเป็น" และ "จากตาย" ถ้าเราจะต้องมองเชิงตะกอนของลูกชาย ตับ ไต ของลูกสูญเสียไปกับการเผาไหม้มันก็เป็นแค่วินาทีนั้นที่ผ่านไป
น.พ.วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์ ผอ.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย บอกว่า ความเชื่อว่าบริจาคอวัยวะไปแล้ว เกิดชาติหน้าอวัยวะจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ขอได้เข้าใจความเป็นจริงที่ว่า การบริจาคอวัยวะ คือ ทานบารมีอันยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายของชีวิต ปัจจุบันคงไม่มีผู้ป่วยถึง 2,717 คน ร้อยละ 92 ยังคงรอคอยโอกาสที่จะได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะอย่างไร้ความหวัง ด้วยความทุกข์ทรมานและเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในการรักษาตนเอง
โดย ปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยที่เสียชีวิตระหว่างการรอรับบริจาคอวัยวะไปแล้วกว่า 120 คน และมีเพียง 215 คน ร้อยละ 8 เท่านั้นที่มีโอกาสรักษาและปลูกถ่ายอวัยวะกลับมามีชีวิตใหม่อย่างปกติอีก ครั้ง
ทางการแพทย์สากลถือว่าแทบทุกส่วนของ ร่างกายมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น ไต ตับ หัวใจ ลิ้นหัวใจ ผิวหนัง และกระดูก สามารถนำมาใช้ต่อชีวิตผู้ป่วยที่กำลังรอรับการปลูกถ่ายอวัยวะได้ถึง 50 ชีวิต
ศูนย์รับบริจาคอวัยวะเป็นองค์กรการกุศล ไม่มีรายได้ แต่โชคดีที่คุณทนง ลี้อิสสระนุกูล กรรมการผู้จัดการกลุ่มสิทธิผล ติดต่อมาเพื่อช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน เราจึงร่วมกันจัดตั้งโครงการ "อะไหล่มนุษย์" ภายใต้ "กลุ่มสิทธิผลวีแคร์" เพราะเห็นว่าสิทธิผลทำธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งคุณทนงมองว่าอะไหล่เครื่องยนต์หาง่าย แต่อะไหล่มนุษย์จะไปหาที่ไหน นอกจากรอการบริจาคเท่านั้น
เนื่องจากในปี 2554 เป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา กลุ่มสิทธิผล วีแคร์ ร่วมกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ เปิดตัวโครงการประกวดภาพยนตร์โฆษณาส่งเสริมการบริจาคอวัยวะเฉลิมพระเกียรติฯ ขึ้น
โดยเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศแสดงผลงานความคิดสร้างสรรค์ โดยทีมชนะเลิศจะได้รับรางวัลแห่งเกียรติยศ คือ ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ขณะเดียวกัน ผลงานที่ได�รับการพิจารณาคัดเลือก เจ้าของผลงานจะมีโอกาสร่วมทำงานกับทีมผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณามืออาชีพ อาทิ คุณเป็นเอก รัตนเรือง คุณธนญชัย ศรศรีวิชัย และ คุณสุพล วิเชียรฉาย เป็นต้น เพื่อผลิตผลงานคุณภาพออกอากาศทางโทรทัศน์ต่อไป
นิสิต นักศึกษา ทุกสถาบัน ทั่วประเทศ ส่งรายชื่อทีมพร้อมผลงานเข้าร่วมโครงการประ กวดได้แล้วตั้งแต่วันนี้-31 พ.ค. สอบถามเพิ่มเติมโทร.08-6026-2000 หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.tvcforlife.net หรือ Youtube เพียงพิมพ์คำว่า TVC for LIFE
โดยก่อน "น้องกิต" เสียชีวิตเพียง 2 อาทิตย์ คุณแม่เดินไปกระซิบข้างหูลูกที่กำลังนอนนิ่งบนเตียงว่า "ขอให้ลูกมอบอวัยวะแก่คนที่เขากำลังรออยู่"
อวัยวะ ของ "น้องกิต" จึงนำไปต่อชีวิตใครอีกหลายคน โดยศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยแจ้งว่า มีผู้ป่วยได้รับตา 2 ข้าง ตับ ไต 2 ข้าง และลิ้นหัวใจ 2 ข้าง ของน้องกิตเรียบร้อยแล้ว
คุณ แม่ธันยพรรษให้ข้อคิดว่า คนเรามีแค่จาก 2 จาก คือ "จากเป็น" และ "จากตาย" ถ้าเราจะต้องมองเชิงตะกอนของลูกชาย ตับ ไต ของลูกสูญเสียไปกับการเผาไหม้มันก็เป็นแค่วินาทีนั้นที่ผ่านไป
น.พ.วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์ ผอ.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย บอกว่า ความเชื่อว่าบริจาคอวัยวะไปแล้ว เกิดชาติหน้าอวัยวะจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ขอได้เข้าใจความเป็นจริงที่ว่า การบริจาคอวัยวะ คือ ทานบารมีอันยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายของชีวิต ปัจจุบันคงไม่มีผู้ป่วยถึง 2,717 คน ร้อยละ 92 ยังคงรอคอยโอกาสที่จะได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะอย่างไร้ความหวัง ด้วยความทุกข์ทรมานและเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในการรักษาตนเอง
โดย ปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยที่เสียชีวิตระหว่างการรอรับบริจาคอวัยวะไปแล้วกว่า 120 คน และมีเพียง 215 คน ร้อยละ 8 เท่านั้นที่มีโอกาสรักษาและปลูกถ่ายอวัยวะกลับมามีชีวิตใหม่อย่างปกติอีก ครั้ง
ทางการแพทย์สากลถือว่าแทบทุกส่วนของ ร่างกายมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น ไต ตับ หัวใจ ลิ้นหัวใจ ผิวหนัง และกระดูก สามารถนำมาใช้ต่อชีวิตผู้ป่วยที่กำลังรอรับการปลูกถ่ายอวัยวะได้ถึง 50 ชีวิต
ศูนย์รับบริจาคอวัยวะเป็นองค์กรการกุศล ไม่มีรายได้ แต่โชคดีที่คุณทนง ลี้อิสสระนุกูล กรรมการผู้จัดการกลุ่มสิทธิผล ติดต่อมาเพื่อช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน เราจึงร่วมกันจัดตั้งโครงการ "อะไหล่มนุษย์" ภายใต้ "กลุ่มสิทธิผลวีแคร์" เพราะเห็นว่าสิทธิผลทำธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งคุณทนงมองว่าอะไหล่เครื่องยนต์หาง่าย แต่อะไหล่มนุษย์จะไปหาที่ไหน นอกจากรอการบริจาคเท่านั้น
เนื่องจากในปี 2554 เป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา กลุ่มสิทธิผล วีแคร์ ร่วมกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ เปิดตัวโครงการประกวดภาพยนตร์โฆษณาส่งเสริมการบริจาคอวัยวะเฉลิมพระเกียรติฯ ขึ้น
โดยเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศแสดงผลงานความคิดสร้างสรรค์ โดยทีมชนะเลิศจะได้รับรางวัลแห่งเกียรติยศ คือ ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ขณะเดียวกัน ผลงานที่ได�รับการพิจารณาคัดเลือก เจ้าของผลงานจะมีโอกาสร่วมทำงานกับทีมผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณามืออาชีพ อาทิ คุณเป็นเอก รัตนเรือง คุณธนญชัย ศรศรีวิชัย และ คุณสุพล วิเชียรฉาย เป็นต้น เพื่อผลิตผลงานคุณภาพออกอากาศทางโทรทัศน์ต่อไป
นิสิต นักศึกษา ทุกสถาบัน ทั่วประเทศ ส่งรายชื่อทีมพร้อมผลงานเข้าร่วมโครงการประ กวดได้แล้วตั้งแต่วันนี้-31 พ.ค. สอบถามเพิ่มเติมโทร.08-6026-2000 หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.tvcforlife.net หรือ Youtube เพียงพิมพ์คำว่า TVC for LIFE
พระภัททากุณฑลเกสาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน
พระภัททากุณฑลเกสาเถรี
เอตทัคคะในฝ่ายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน
พระภัททากุณฑลเกสาเถรี เป็นธิดาของเศรษฐี ในกรุงราชคฤห์ บิดามารดาตั้งชื่อให้ว่า
“ภัททา”
ลูกปุโรหิตเกิดฤกษ์โจร
ในวันที่นางเกิดนั้น ได้มีบุตรของปุโรหิตในกรุงราชคฤห์เกิดในวันเดียวกันนี้ด้วย ขณะที่
เขาคลอดจากครรภ์มารดา ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ คือ บรรดาอาวุธทั้งหลายในบ้านของปุโรหิตเอง
และในบ้านคนอื่น ๆ ตลอดจนถึงในพระราชนิเวศน์ต่าง ๆ ก็เกิดแสงประกายรุ่งโรจน์ไปทั่วพระ
นครตลอดคืนยันรุ่ง
ปุโรหิตทราบในบุพนิมิตดีว่า บุตรของตนเกิดฤกษ์โจร เมื่อเขาโตขึ้นจะต้องเบียดเบียน
ทำความเดือดร้อนฉิบหายแก่ชาวเมือง จึงเข้าเฝ้าพระราชาแต่เช้าตรู่กราบทูลความให้ทรงทราบ
โดยตลอดแล้วทูลเสนอแนะว่า ขอพระองค์โปรดรับสั่งให้ประหารชีวิตเขาเสีย เพื่อมิให้เป็นภัยแก่
ชายเมืองในอนาคต แต่พระราชาตรัสว่า เมื่อเขาไม่ได้เบียดเบียนเราก็ไม่เป็นไร อย่าไปฆ่าเขาเลย
ปุโรหิตจึงเลี้ยงดูบุตรต่อไป โดยได้ตั้งชื่อให้ว่า “สัตตุกะ”
สัตตุกะเมื่อโตขึ้นอยู่ในวัยเด็ก นายสัตตุกะก็ได้ ตัดช่องย่องเบาลักขโมยทรัพย์และสิ่ง
ของมีค่าน้อยบ้างมากบ้างตามแต่จะได้มาเป็นเครื่องเลี้ยงชีพจนได้ชื่อว่าไม่มีบ้างหลังใดที่ไม่ถูก
ย่องเบาลักขโมยเลย ความเดือดร้อนของชาวเมืองทราบไปถึงพระราชา จึงรับสั่งให้หน้าที่ติดตาม
จับกุมโจรชั่วนั้นให้ได้ พวกเจ้าหน้าที่ทั้งหลายจึงออกติดตามสืบพบหาจนจับตัวได้แล้วนำมา
ถวายพระราชาเพื่อทรงวินิจฉัยตัดสินโทษ
พระราชา รับสั่งให้โบยโจรพร้อมทั้งนำตัวตระเวนออกไปตามถนน ให้ทั่วทั้งพระนคร
ก่อนแล้วจึงนำออกไปประหารที่เหวสำหรับทิ้งโจร
ดอกฟ้าในมือโจร
ขณะนั้น นางภัททา ธิดาเศรษฐีมีอายุย่างเข้าวัย ๑๖ ปี มีรูปร่างสวยงาม บิดามารดาจึง
ระวังรักษาให้อยู่บนปราสาทชั้นที่ ๗ ให้หญิงรับใช้หนึ่งคนคอยดูแลรับใช้ของนาง ก็เป็น
ธรรมดาของหญิงสาวในวัยนี้ ย่อมมีความฝักใฝ่ในชายหนุ่ม ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่นำโจรหนุ่ม
ตระเวนมาทางบ้านของนาง พอนางเปิดหน้าต่างมองลงไปเห็นโจรเท่านั้นก็เกิดจิตปฏิพัทธ์รักใคร่
ในตัวโจรทันทีคิดว่า “ชาตินี้ถ้าไม่ได้โจรหนุ่มมาเป็นคู่ครองก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่” และรู้ว่าพวก
เจ้าหน้าที่กำลังนำโจรไปประหาร ความรู้สึกของนางเหมือนกับกำลังสูญเสียสามีสุดที่รัก ความ
ทุกข์เศร้าโศกเสียใจสุดจะห้ามก็ตามมา ฝ่ายสาวใช้ เห็นเช่นนั้นจึงรีบแจ้งให้เศรษฐีผู้เป็นบิดามาดา
ทราบโดยด่วน บิดามารดาของนางพอมาถึง ก็ได้ไต่ถามทราบจากปากของธิดาว่า “ถ้าไม่ได้โจร
หนุ่มคนนั้นมาเป็นคู่ ก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป” แล้วก็นอนกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียนนอนนั้น
มารดาจึงพูดอ้อนวอนว่า:-
“ภัททา ลูกแม่ อย่าทำอย่างนี้เลย อีกไม่นานเจ้าก็จะได้สามีที่มีทรัพย์สมบัติและชาติสกุล
เสมอกัน”
“คุณแม่ค่ะ ดิฉันไม่ต้องการชายอื่น ถ้าไม่ได้ชายคนนี้จะขอตายดีกว่า”
บิดามารดาทั้งสอง ช่วยกันพูดอ้อนวอนอยู่เป็นเวลานาน แต่ก็ไม่เป็นผลด้วยคามรักและ
ห่วงใยในลูกสาว จึงติดสินบนเจ้าหน้าที่ด้วยทรัพย์จำนวนหนึ่งพันกหาปณะ ขอไถ่ชีวิตโจรหนุ่ม
คนนั้นโดยให้นำมาส่งที่บ้าน ฝ่ายเจ้าหน้าที่ราชบุรุษทั้งหลาย รับทรัพย์ไปแล้วทำเป็นถ่วงเวลารอ
จนมืดค่ำ จากนั้นได้นำโจรหนุ่มคนนั้นมามอบให้แก่เศรษฐีแล้ว นำนักโทษอีกคนหนึ่งไป
ประหารชีวิตแทนแล้วกราบทูลพระราชว่าฆ่าโจรสัตตุกะเรียบร้อยแล้ว
เศรษฐีรับตัวโจรหนุ่มสัตตุกะไว้แล้ว ให้อาบน้ำชำระร่างกายและมอบเสื้อผ้าชั้นดีสวมใส่
พร้อมทั้งอาภรณ์เครื่องประดับชั้นดีต่าง ๆ นำไปยังปราสาทของลูกสาว ทำพิธีส่งตัวให้เป็นคู่ผัว
เมียกันแล้ว บิดามารดาทั้งสองก็กลับไปยังที่พักของตน
สันดานโจรไม่เจือจาง
โจรสัตตุกะมีความสุขอยู่ในบ้านของเศรษฐีซึ่งมีให้พรั่งพร้อมทุกอย่างได้ทั้งภรรยาที่
แสนสวย ทรัพย์สินเงินทองก็มีให้ใช้อย่างสุขสบายไม่ขัดสน การงานก็มีคนรับให้ทำให้ ไม่ต้อง
ดิ้นรนขวนขวยใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เขาก็อยู่ได้ไม่นานเพราะนิสัยสันดานโจรอดที่จะทำชั่วไม่ได้ เขา
คิดวางแผนฆ่าภรรยาเพื่อจะนำเอาเครื่องประดับอันมีค่านั้นไปขายแล้วนำเงินมาหาความสุขด้วย
การดื่มสุรา แล้วเขาก็เริ่มดำเนินการตามแผน ด้วยการแสดงกิริยาให้ภรรยาพอใจแล้วกล่าวว่า:-
“น้องหญิง การที่พี่รอดชีวิตจากการถูกประหารอย่างหนึ่ง และการที่ได้มาแต่งงานอยู่
กับน้องหญิงอีกอย่างหนึ่ง ก็ด้วยอานุภาพของเทวดาที่สิงสถิต ณ ภูเขาทิ้งโจร เพราะพี่ได้บนบาน
บวงสรวงกับท่านเข้าไว้ ขณะนี้ก็สำเร็จสมประสงค์ทั้ง ๒ ประการแล้ว พี่เห็นว่าควรจะทำการแก้
บนถวายเครื่องพลีกรรมแก่เทวดานั้น ขอให้น้องหญิงจงจัดเครื่องพลีกรรมสังเวยให้พร้อมแล้ว
ประดับอาภรณ์ให้สวยงามไปร่วมทำพิธีพลีกรรมที่ภูเขาทิ้งโจรนี้กับพี่เถิด”
นางภัททา ด้วยความรักสามีสุดหัวใจ จึงเห็นชอบเชื่อตามคำสามีทุกประการ โดยให้
ทาสชายหญิงจัดเครื่องพลีกรรมเรียบร้อยแล้ว ขึ้นนั่งรถคันเดียวกันกับสามีไปยังเหวที่ทิ้งโจร เมื่อ
มาถึงเชิงเขา โจรสัตตุกะบอกกับภรรยาว่า “ให้เหล่าบริวารที่ติดตามมานั้นกลับไปก่อน เราสอง
คนเท่านั้นที่จะขึ้นไปทำพลีกรรม” เมื่อบริวารแยกทางกลับไปแล้วก็ช่วยกันถือเครื่องสักการะ
สังเวยขึ้นไปบนยอดเขา นางภัททารู้สึกมีความสุข ความอิ่มใจที่ได้ช่วยกิจของสามี และได้
โอกาสมาทัศนาโลกภายนอก แต่พอถึงยอดเขา โจรสัตตุกะก็พูดกับนางด้วยเสียงอันแข็งกร้าวเด็ด
ขาดว่า:-
“ภัททา เจ้าจงเปลื้องผ้าห่มออกแล้วถอดเครื่องประดับทั้งหมดมัดห่อรวมกันไว้เดี๋ยวนี้”
นางภัททา ได้ฟังคำและเห็นกิริยาของสามีเปลี่ยนไปเช่นนั้นก็ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก
ละล่ำละลักถามสามีว่า:-
“นายจ๋า ดิฉันทำอะไรผิดหรือ ?”
“นางหญิงโง่ ความจริงเราจะควักตับกับหัวใจของเจ้าถวายแก่เทวดาที่นี่แล้วยึดเอา
เครื่องอาภรณ์ของเจ้าทั้งหมดไปใช้จ่ายหาความสุข”
“นายจ๋า ก็ทั้งตัวดิฉันกับเครื่องประดับทั้งหมดนี้ก็เป็นของท่านอยู่แล้วทำไมท่านจะต้อง
ฆ่าฉัน เพื่อยึดเครื่องประดับด้วยอีกเล่า”
ปัญญามิได้มีไว้เพื่อต้มแกงกิน
แม้นางจะอ้อนวอนชี้แจงอย่างไร เข้าโจรโง่ใจร้ายก็ไม่ยอมรับฟัง ตั้งหน้าแต่จะฆ่านางเอา
เครื่องประดับอย่างเดียว นางตกอยู่ในสถานการณ์จนตรอกมองเห็นความตายอยู่แค่เอื้อม จึงรวบ
รวมสติไว้แล้วคิดว่า “ขึ้นชื่อว่าปัญญาที่ติดกับตัวมาตั้งแต่เกิดนั้น มิได้มีไว้เพื่อต้มแกงกิน แต่มีไว้
เพื่อพิจารณาหาหนทางดำเนินชีวิตและแก้ปัญหาชีวิต เราควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเอาชีวิต
รอด” เมื่อคิดดังนี้แล้ว จึงกล่าวกับสามีโจรชั่วว่า:-
“เอาละนายจ๋า วันท่านท่านถูกราชบุรุษเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับกุมพาตระเวนประจานไป
ทั่วเมืองก่อนนำมาประหารที่ภูเขาทิ้งโจรนี้ ดิฉันได้อ้อนวอนบิดามารดาให้สละทรัพย์เป็นอันมาก
ไถ่ชีวิตท่านแล้วนำมาแต่งงานกับดิฉัน และดิฉันก็มีความรักต่อท่านอย่างสุดหัวใจ วันนี้ท่านมี
ความประสงค์จะฆ่าดิฉันให้ได้ เพื่อต้องการเครื่องประดับ แต่ก็ไม่เป็นไร ก่อนที่ดิฉันจะตายขอ
ให้ดิฉันได้แสดงความรักต่อท่านเป็นครั้งสุดท้ายสักหน่อยเถิด เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้
ใกล้ชิดท่าน ขอให้ท่านจงยืนตรงนั้นแล้วดิฉันจะขอสวมกอดท่านทั้ง ๔ ทิศหลังจากนั้นท่านก็จง
ประหารดิฉันเถิด”
โจรชั่วสิ้นชีพ
โจรชั่วสัตตุกะเห็นกิริยาอาการและฟังคำพูดของนางดูเป็นปกติสมจริงจึงอนุญาตให้นาง
กระทำตามที่ขอแล้วไปยืนตรงที่นางบอกบนยอดเขา ขณะนั้น นางภัททาผู้เป็นภรรยาได้ทำการ
ประทักษิณเดินเวียนขวารอบสามี ๓ รอบ แล้วไหว้ทั้ง ๔ ทิศ พร้อมกับกล่าวว่า
“นายจ๋า นี่เป็นการเห็นท่านเป็นครั้งสุดท้าย นับต่อแต่นี้การที่ดิฉันจะได้เห็นท่าน และ
ท่านจะได้เห็นดิฉันก็คงไม่มีอีกแล้ว” เมื่อกล่าวจบนางก็สวมกอดข้างหน้าแล้วก็เปลี่ยนมากอด
ข้างหลัง ขณะที่โจรชั่วเผลอตัวอยู่นั้น นางได้ผลักโจรตกลงไปในเหว ร่างของโจรชั่วแหลกเหลว
เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จบชีวิตอันชั่วร้ายของเขาที่เหวทิ้งโจรนั้น
นางภัททา หลังจากผลักโจรชั่วผู้สามีตกลงไปในเหวแล้ว คิดว่า “ถ้าเรากลับบ้านไป
บิดามารดาก็จะถามว่า สามีเจ้าหายไปไหน ถ้าเราบอกความจริงว่าเราฆ่าเขาตายแล้ว ก็จะพากัน
ประณามติเตียนว่า นางเด็กดือ เจ้าอ้อนวอนพ่อแม่ให้เสียทรัพย์เพื่อไถ่ชีวิตโจรเอามาทำผัว แต่พอ
ได้เขามาแล้วกลับฆ่าเขาตาย เจ้าทำอย่างนี้ได้อย่างไร แม้เราจะบอกว่าเขาต้องการฆ่าดิฉันเพื่อ
ต้องการเครื่องประดับท่านทั้งสองก็จักไม่เชื่อเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราไม่ควรกลับบ้าน ควรจะไป
บวชในสำนักใดสำนักหนึ่งดีกว่า”
ถอนผมบวชเป็นเดียรถีย์
ครั้นนางภัททาคิดดังนี้แล้ว ก็ทิ้งห่อเครื่องประดับไว้บนยอดเขานั้นแล้วเดินลงจากภูเขา
ไป เดินลัดเลอะไปตามป่า ได้พบสำนักของพวกนิครนถ์ (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) ขอ
บรรพชาในสำนักนั้น พวกนิครนถ์ถามนางว่า “จะบวชโดยวิธีไหน ?” นางจึงตอบวา “วิธีใดที่
จัดว่าเป็นสิ่งสูงสุดในสำนักของท่าน ก็ขอให้ดิฉันบรรพชาด้วยวิธีนั้นนั่นแหละ”
พวกนิครนถ์จึงเอาก้านตาลถอนผมนางจนหมดศีรษะ ถือว่าเป็นวิธีบวชที่สูงสุดของ
สำนัก เมื่อนางบวชแล้วผมที่งอกขึ้นมาใหม่ก็ม้วนกลมเป็นกลุ่มเป็นก้อนไม่เหยียดยาวเหมือนเดิม
ดังนั้น นางจึงได้ชื่อว่า “กุณฑลเกสา”
เมื่อนางบวชแล้ว ได้ศึกษาศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ในสำนักนั้นจนจบสิ้นนางเห็นว่าสำนัก
นี้ไม่มีศิลปะวิทยาที่สูงไปกว่านี้อีกแล้ว จึงออกเที่ยวแสวงหาบัณฑิตผู้รู้ทั้งหลายแล้วขอศึกษาสิ่งที่
บัณฑิตเหล่านั้นรู้ทั้งหมด นางเที่ยวแสวงหาบัณฑิตด้วยการโต้วาทะ โดยวิธีใช้กิ่งหว้าปักบนกอง
ทรายแล้วประกาศว่า “ถ้าผู้ใดสามารถที่จะโต้วาทะกับเราได้ก็จงเหยียบกิ่งหว้านี้” โดยมีข้อตกลง
กันว่า “ถ้าผู้ที่โต้วาทะชนะนางเป็นคฤหัสถ์ นางก็จะขอยอมเป็นทาสรับใช้ แต่ถ้าผู้โต้วาทะชนะ
เป็นนักบวช นางก็จะขอบวชเป็นศิษย์ในสำนักนั้น”
นางถือกิ่งหว้าเที่ยวประกาศท้าได้วาทะไปตามหมู่บ้านตำบลต่าง ๆ ชาวบ้านพอได้ทราบ
ข่าวว่านางภัททามาทางบ้านของตนก็จะพากันหลีกหนีไป นางเข้าไปถึงตำบลใดก็จะปักกิ่งหว้า
บนกองทรายแล้ว นั่งรอผู้ที่รับคำท้ามาเหยียบกิ่งหว้าของนาง บางตำบลนางรอถึง ๗ วัน ก็ไม่มีผู้
ใดกล้ามาเหยียบกิ่งหว้าของนางเลย นางจึงต้องถอนกิ่งหว้าแล้วหลีกต่อไปที่อื่น นางได้ถือกิ่งหว้า
ท่องเที่ยวไปโดยทำนองนี้ จนได้ชื่อใหม่ว่า “นางชัมพุปริพาชิกา” (นางปริพาชิกาไม้หว้า, ชัมพุ
= ไม้หว้า)
โต้วาทีกับพระสารีบุตร
ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่พระเชตะวันวิหาร กรุงสาวัตถี ฝ่ายนาง
กุณฑลเกสา ก็ดินทางมาถึงกรุงสาวัตถีแล้วปักกิ่งหว้าบนกองทราย ประกาศท้าโต้วาทะเหมือน
เดิมแล้วออกไปหาอาหารบริโภค
ขณะนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร เดินผ่านมาเห็นเด็ก ๆ กำลังยืนรุมล้อมดูกิ่งหว้าบน
กองทรายพร้อมกับวิจารณ์กันเซ็งแซ่ เกิดความสงสัยจึงเข้าไปถามเด็ก ๆ ได้ทราบความโดยตลอด
แล้วจึงบอกกับเด็ก ๆ ว่า:-
“เจ้าหนูทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าจงเหยียบกิ่งหว้านั้นเถิด”
“พวกกระผมกลัวขอรับ พระคุณเจ้า”
“ไม่ต้องกลัวหรอก พวกเจ้าเป็นคนเหยียบ เราจะเป็นผู้แก้ปัญหาเอง”
เด็กบางพวกไม่กล้า บางพวกก็กลัว ๆ กล้า ๆ แต่ผลที่สุดก็ช่วยกันเหยียบกิ่งหว้าและกอง
ทรายนั้นจนกระจัดกระจาย นางชัมพุปริพาชิกา มาเห็นแล้วก็ดุต่อว่าเด็กเหล่านั้น แต่พอเด็ก ๆ
บอกว่า “พระคุณเจ้ารูปนั้น ใช้ให้เหยียบ” นางจึงเข้าไปถามพระเถระว่า:-
“พระคุณเจ้าผู้เจริญ ท่านจักโต้วาทะถามปัญหากับดิฉันหรือ ?”
“ใช่แล้ว น้องหญิง” พระเถระตอบ
นางฟังคำของพระเถระแล้วคิดว่า “เราควรจะให้ชาวพระนครสาวัตถีได้รู้กำลังปัญญา
ของเราว่ายิ่งใหญ่หาผู้เทียมทานไม่ได้” จึงแจ้งให้ชาวเมืองมาชมมาฟังกันให้มาก ๆ ชาวพระ
นครพอทราบข่าวต่างก็พากันไปห้อมล้อมจนแน่นขนัด
ลำดับนั้น พระเถระได้ให้โอกาสแก่นางชัมพุปริพาชิกา เป็นผู้ถามปัญหาขึ้นก่อน นางก็
ถามศิลปวิทยาที่ตนเรียนรู้มาตามลัทธิตน ถามจนหมดความรู้ที่นางมีอยู่ พรเถระก็ตอบแก้ได้ทั้ง
หมด นางก็ตกใจเพราะไม่เคยถามใครมากอย่างนี้มาก่อนเลย จึงนิ่งเฉยอยู่ พระเถระจึงกล่าวว่า
“ท่านถามเราหมดแล้ว ต่อไปนี้เราจะขอถามท่านบ้าง”
“ถามเถิด พระคุณเจ้า”
“ที่ชื่อว่าหนึ่ง นั้นคืออะไร ?”
“พระคุณเจ้า ดิฉันไม่ทราบ เจ้าข้า”
ขอบวชในพระพุทธศาสนา
นางชัมพุปริพาชิกา ยอมพ่ายแพ้ต่อพระเถระด้วยปัญหาเพียงข้อเดียวเท่านั้น นางหมอบ
ลงกราบแทบเท้าพระเถระ ขอศึกษาวิชาพุทธมนต์ในพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งขอบรรพชาและ
ถึงพระเถระเป็นสรณะ แต่พระเถระบอกว่าขอให้นางถึงพระพุทธองค์เป็นสรณะเถิด แล้วพานาง
ไปยังพระวิหารเชตวัน นำเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระพุทธองค์ทรงราบจริยาอัธยาศัยของนางดี
แล้ว จึงตรัสพระธรรมเทศนาคาถาภาศิตว่า:-
“ผู้ใดกล่าวคาถาที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แม้ตั้ง ๑,๐๐๐ คาถา
ผู้กล่าวคาถาที่ประกอบด้วยประโยชน์
แม้เพียงคาถาเดียว
ยังผู้ฟังให้สงบระงับได้ ชื่อว่า ประเสริฐกว่าแล”
พอจบพระธรรมเทศนาคาถาภาษิต ทั้งที่นางกำลังยืนอยู่นั้น ยังไม่ทันจะนั่งลงก็ได้บรรลุ
พระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ในขณะนั้น แล้วกราบทูลขอบรรพชา พระพุทธองค์
ทรงอนุญาตแล้วส่งนางให้ไม่บวชในสำนักภิกษุณีสงฆ์
เมื่อนางบวชแล้ว ได้ชื่อว่า “กุณฑลเกสาเถรี” ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า
“พระภัททากุณฑลเกสาเถรีนี้ ยิ่งใหญ่จริงหนอ บรรลุพระอรหัตผลในเวลาจบคาถาเพียง ๔ บาท
เหล่านั้น”
พระศาสนาทรงปรารภเหตุนี้ จึงทรงสถาปนาพระภัททากุณฑลเกสาเถรี ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่าย ผู้ตรัสรู้เร็วพลัน
เอตทัคคะในฝ่ายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน
พระภัททากุณฑลเกสาเถรี เป็นธิดาของเศรษฐี ในกรุงราชคฤห์ บิดามารดาตั้งชื่อให้ว่า
“ภัททา”
ลูกปุโรหิตเกิดฤกษ์โจร
ในวันที่นางเกิดนั้น ได้มีบุตรของปุโรหิตในกรุงราชคฤห์เกิดในวันเดียวกันนี้ด้วย ขณะที่
เขาคลอดจากครรภ์มารดา ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ คือ บรรดาอาวุธทั้งหลายในบ้านของปุโรหิตเอง
และในบ้านคนอื่น ๆ ตลอดจนถึงในพระราชนิเวศน์ต่าง ๆ ก็เกิดแสงประกายรุ่งโรจน์ไปทั่วพระ
นครตลอดคืนยันรุ่ง
ปุโรหิตทราบในบุพนิมิตดีว่า บุตรของตนเกิดฤกษ์โจร เมื่อเขาโตขึ้นจะต้องเบียดเบียน
ทำความเดือดร้อนฉิบหายแก่ชาวเมือง จึงเข้าเฝ้าพระราชาแต่เช้าตรู่กราบทูลความให้ทรงทราบ
โดยตลอดแล้วทูลเสนอแนะว่า ขอพระองค์โปรดรับสั่งให้ประหารชีวิตเขาเสีย เพื่อมิให้เป็นภัยแก่
ชายเมืองในอนาคต แต่พระราชาตรัสว่า เมื่อเขาไม่ได้เบียดเบียนเราก็ไม่เป็นไร อย่าไปฆ่าเขาเลย
ปุโรหิตจึงเลี้ยงดูบุตรต่อไป โดยได้ตั้งชื่อให้ว่า “สัตตุกะ”
สัตตุกะเมื่อโตขึ้นอยู่ในวัยเด็ก นายสัตตุกะก็ได้ ตัดช่องย่องเบาลักขโมยทรัพย์และสิ่ง
ของมีค่าน้อยบ้างมากบ้างตามแต่จะได้มาเป็นเครื่องเลี้ยงชีพจนได้ชื่อว่าไม่มีบ้างหลังใดที่ไม่ถูก
ย่องเบาลักขโมยเลย ความเดือดร้อนของชาวเมืองทราบไปถึงพระราชา จึงรับสั่งให้หน้าที่ติดตาม
จับกุมโจรชั่วนั้นให้ได้ พวกเจ้าหน้าที่ทั้งหลายจึงออกติดตามสืบพบหาจนจับตัวได้แล้วนำมา
ถวายพระราชาเพื่อทรงวินิจฉัยตัดสินโทษ
พระราชา รับสั่งให้โบยโจรพร้อมทั้งนำตัวตระเวนออกไปตามถนน ให้ทั่วทั้งพระนคร
ก่อนแล้วจึงนำออกไปประหารที่เหวสำหรับทิ้งโจร
ดอกฟ้าในมือโจร
ขณะนั้น นางภัททา ธิดาเศรษฐีมีอายุย่างเข้าวัย ๑๖ ปี มีรูปร่างสวยงาม บิดามารดาจึง
ระวังรักษาให้อยู่บนปราสาทชั้นที่ ๗ ให้หญิงรับใช้หนึ่งคนคอยดูแลรับใช้ของนาง ก็เป็น
ธรรมดาของหญิงสาวในวัยนี้ ย่อมมีความฝักใฝ่ในชายหนุ่ม ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่นำโจรหนุ่ม
ตระเวนมาทางบ้านของนาง พอนางเปิดหน้าต่างมองลงไปเห็นโจรเท่านั้นก็เกิดจิตปฏิพัทธ์รักใคร่
ในตัวโจรทันทีคิดว่า “ชาตินี้ถ้าไม่ได้โจรหนุ่มมาเป็นคู่ครองก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่” และรู้ว่าพวก
เจ้าหน้าที่กำลังนำโจรไปประหาร ความรู้สึกของนางเหมือนกับกำลังสูญเสียสามีสุดที่รัก ความ
ทุกข์เศร้าโศกเสียใจสุดจะห้ามก็ตามมา ฝ่ายสาวใช้ เห็นเช่นนั้นจึงรีบแจ้งให้เศรษฐีผู้เป็นบิดามาดา
ทราบโดยด่วน บิดามารดาของนางพอมาถึง ก็ได้ไต่ถามทราบจากปากของธิดาว่า “ถ้าไม่ได้โจร
หนุ่มคนนั้นมาเป็นคู่ ก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป” แล้วก็นอนกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียนนอนนั้น
มารดาจึงพูดอ้อนวอนว่า:-
“ภัททา ลูกแม่ อย่าทำอย่างนี้เลย อีกไม่นานเจ้าก็จะได้สามีที่มีทรัพย์สมบัติและชาติสกุล
เสมอกัน”
“คุณแม่ค่ะ ดิฉันไม่ต้องการชายอื่น ถ้าไม่ได้ชายคนนี้จะขอตายดีกว่า”
บิดามารดาทั้งสอง ช่วยกันพูดอ้อนวอนอยู่เป็นเวลานาน แต่ก็ไม่เป็นผลด้วยคามรักและ
ห่วงใยในลูกสาว จึงติดสินบนเจ้าหน้าที่ด้วยทรัพย์จำนวนหนึ่งพันกหาปณะ ขอไถ่ชีวิตโจรหนุ่ม
คนนั้นโดยให้นำมาส่งที่บ้าน ฝ่ายเจ้าหน้าที่ราชบุรุษทั้งหลาย รับทรัพย์ไปแล้วทำเป็นถ่วงเวลารอ
จนมืดค่ำ จากนั้นได้นำโจรหนุ่มคนนั้นมามอบให้แก่เศรษฐีแล้ว นำนักโทษอีกคนหนึ่งไป
ประหารชีวิตแทนแล้วกราบทูลพระราชว่าฆ่าโจรสัตตุกะเรียบร้อยแล้ว
เศรษฐีรับตัวโจรหนุ่มสัตตุกะไว้แล้ว ให้อาบน้ำชำระร่างกายและมอบเสื้อผ้าชั้นดีสวมใส่
พร้อมทั้งอาภรณ์เครื่องประดับชั้นดีต่าง ๆ นำไปยังปราสาทของลูกสาว ทำพิธีส่งตัวให้เป็นคู่ผัว
เมียกันแล้ว บิดามารดาทั้งสองก็กลับไปยังที่พักของตน
สันดานโจรไม่เจือจาง
โจรสัตตุกะมีความสุขอยู่ในบ้านของเศรษฐีซึ่งมีให้พรั่งพร้อมทุกอย่างได้ทั้งภรรยาที่
แสนสวย ทรัพย์สินเงินทองก็มีให้ใช้อย่างสุขสบายไม่ขัดสน การงานก็มีคนรับให้ทำให้ ไม่ต้อง
ดิ้นรนขวนขวยใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เขาก็อยู่ได้ไม่นานเพราะนิสัยสันดานโจรอดที่จะทำชั่วไม่ได้ เขา
คิดวางแผนฆ่าภรรยาเพื่อจะนำเอาเครื่องประดับอันมีค่านั้นไปขายแล้วนำเงินมาหาความสุขด้วย
การดื่มสุรา แล้วเขาก็เริ่มดำเนินการตามแผน ด้วยการแสดงกิริยาให้ภรรยาพอใจแล้วกล่าวว่า:-
“น้องหญิง การที่พี่รอดชีวิตจากการถูกประหารอย่างหนึ่ง และการที่ได้มาแต่งงานอยู่
กับน้องหญิงอีกอย่างหนึ่ง ก็ด้วยอานุภาพของเทวดาที่สิงสถิต ณ ภูเขาทิ้งโจร เพราะพี่ได้บนบาน
บวงสรวงกับท่านเข้าไว้ ขณะนี้ก็สำเร็จสมประสงค์ทั้ง ๒ ประการแล้ว พี่เห็นว่าควรจะทำการแก้
บนถวายเครื่องพลีกรรมแก่เทวดานั้น ขอให้น้องหญิงจงจัดเครื่องพลีกรรมสังเวยให้พร้อมแล้ว
ประดับอาภรณ์ให้สวยงามไปร่วมทำพิธีพลีกรรมที่ภูเขาทิ้งโจรนี้กับพี่เถิด”
นางภัททา ด้วยความรักสามีสุดหัวใจ จึงเห็นชอบเชื่อตามคำสามีทุกประการ โดยให้
ทาสชายหญิงจัดเครื่องพลีกรรมเรียบร้อยแล้ว ขึ้นนั่งรถคันเดียวกันกับสามีไปยังเหวที่ทิ้งโจร เมื่อ
มาถึงเชิงเขา โจรสัตตุกะบอกกับภรรยาว่า “ให้เหล่าบริวารที่ติดตามมานั้นกลับไปก่อน เราสอง
คนเท่านั้นที่จะขึ้นไปทำพลีกรรม” เมื่อบริวารแยกทางกลับไปแล้วก็ช่วยกันถือเครื่องสักการะ
สังเวยขึ้นไปบนยอดเขา นางภัททารู้สึกมีความสุข ความอิ่มใจที่ได้ช่วยกิจของสามี และได้
โอกาสมาทัศนาโลกภายนอก แต่พอถึงยอดเขา โจรสัตตุกะก็พูดกับนางด้วยเสียงอันแข็งกร้าวเด็ด
ขาดว่า:-
“ภัททา เจ้าจงเปลื้องผ้าห่มออกแล้วถอดเครื่องประดับทั้งหมดมัดห่อรวมกันไว้เดี๋ยวนี้”
นางภัททา ได้ฟังคำและเห็นกิริยาของสามีเปลี่ยนไปเช่นนั้นก็ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก
ละล่ำละลักถามสามีว่า:-
“นายจ๋า ดิฉันทำอะไรผิดหรือ ?”
“นางหญิงโง่ ความจริงเราจะควักตับกับหัวใจของเจ้าถวายแก่เทวดาที่นี่แล้วยึดเอา
เครื่องอาภรณ์ของเจ้าทั้งหมดไปใช้จ่ายหาความสุข”
“นายจ๋า ก็ทั้งตัวดิฉันกับเครื่องประดับทั้งหมดนี้ก็เป็นของท่านอยู่แล้วทำไมท่านจะต้อง
ฆ่าฉัน เพื่อยึดเครื่องประดับด้วยอีกเล่า”
ปัญญามิได้มีไว้เพื่อต้มแกงกิน
แม้นางจะอ้อนวอนชี้แจงอย่างไร เข้าโจรโง่ใจร้ายก็ไม่ยอมรับฟัง ตั้งหน้าแต่จะฆ่านางเอา
เครื่องประดับอย่างเดียว นางตกอยู่ในสถานการณ์จนตรอกมองเห็นความตายอยู่แค่เอื้อม จึงรวบ
รวมสติไว้แล้วคิดว่า “ขึ้นชื่อว่าปัญญาที่ติดกับตัวมาตั้งแต่เกิดนั้น มิได้มีไว้เพื่อต้มแกงกิน แต่มีไว้
เพื่อพิจารณาหาหนทางดำเนินชีวิตและแก้ปัญหาชีวิต เราควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเอาชีวิต
รอด” เมื่อคิดดังนี้แล้ว จึงกล่าวกับสามีโจรชั่วว่า:-
“เอาละนายจ๋า วันท่านท่านถูกราชบุรุษเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับกุมพาตระเวนประจานไป
ทั่วเมืองก่อนนำมาประหารที่ภูเขาทิ้งโจรนี้ ดิฉันได้อ้อนวอนบิดามารดาให้สละทรัพย์เป็นอันมาก
ไถ่ชีวิตท่านแล้วนำมาแต่งงานกับดิฉัน และดิฉันก็มีความรักต่อท่านอย่างสุดหัวใจ วันนี้ท่านมี
ความประสงค์จะฆ่าดิฉันให้ได้ เพื่อต้องการเครื่องประดับ แต่ก็ไม่เป็นไร ก่อนที่ดิฉันจะตายขอ
ให้ดิฉันได้แสดงความรักต่อท่านเป็นครั้งสุดท้ายสักหน่อยเถิด เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้
ใกล้ชิดท่าน ขอให้ท่านจงยืนตรงนั้นแล้วดิฉันจะขอสวมกอดท่านทั้ง ๔ ทิศหลังจากนั้นท่านก็จง
ประหารดิฉันเถิด”
โจรชั่วสิ้นชีพ
โจรชั่วสัตตุกะเห็นกิริยาอาการและฟังคำพูดของนางดูเป็นปกติสมจริงจึงอนุญาตให้นาง
กระทำตามที่ขอแล้วไปยืนตรงที่นางบอกบนยอดเขา ขณะนั้น นางภัททาผู้เป็นภรรยาได้ทำการ
ประทักษิณเดินเวียนขวารอบสามี ๓ รอบ แล้วไหว้ทั้ง ๔ ทิศ พร้อมกับกล่าวว่า
“นายจ๋า นี่เป็นการเห็นท่านเป็นครั้งสุดท้าย นับต่อแต่นี้การที่ดิฉันจะได้เห็นท่าน และ
ท่านจะได้เห็นดิฉันก็คงไม่มีอีกแล้ว” เมื่อกล่าวจบนางก็สวมกอดข้างหน้าแล้วก็เปลี่ยนมากอด
ข้างหลัง ขณะที่โจรชั่วเผลอตัวอยู่นั้น นางได้ผลักโจรตกลงไปในเหว ร่างของโจรชั่วแหลกเหลว
เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จบชีวิตอันชั่วร้ายของเขาที่เหวทิ้งโจรนั้น
นางภัททา หลังจากผลักโจรชั่วผู้สามีตกลงไปในเหวแล้ว คิดว่า “ถ้าเรากลับบ้านไป
บิดามารดาก็จะถามว่า สามีเจ้าหายไปไหน ถ้าเราบอกความจริงว่าเราฆ่าเขาตายแล้ว ก็จะพากัน
ประณามติเตียนว่า นางเด็กดือ เจ้าอ้อนวอนพ่อแม่ให้เสียทรัพย์เพื่อไถ่ชีวิตโจรเอามาทำผัว แต่พอ
ได้เขามาแล้วกลับฆ่าเขาตาย เจ้าทำอย่างนี้ได้อย่างไร แม้เราจะบอกว่าเขาต้องการฆ่าดิฉันเพื่อ
ต้องการเครื่องประดับท่านทั้งสองก็จักไม่เชื่อเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราไม่ควรกลับบ้าน ควรจะไป
บวชในสำนักใดสำนักหนึ่งดีกว่า”
ถอนผมบวชเป็นเดียรถีย์
ครั้นนางภัททาคิดดังนี้แล้ว ก็ทิ้งห่อเครื่องประดับไว้บนยอดเขานั้นแล้วเดินลงจากภูเขา
ไป เดินลัดเลอะไปตามป่า ได้พบสำนักของพวกนิครนถ์ (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) ขอ
บรรพชาในสำนักนั้น พวกนิครนถ์ถามนางว่า “จะบวชโดยวิธีไหน ?” นางจึงตอบวา “วิธีใดที่
จัดว่าเป็นสิ่งสูงสุดในสำนักของท่าน ก็ขอให้ดิฉันบรรพชาด้วยวิธีนั้นนั่นแหละ”
พวกนิครนถ์จึงเอาก้านตาลถอนผมนางจนหมดศีรษะ ถือว่าเป็นวิธีบวชที่สูงสุดของ
สำนัก เมื่อนางบวชแล้วผมที่งอกขึ้นมาใหม่ก็ม้วนกลมเป็นกลุ่มเป็นก้อนไม่เหยียดยาวเหมือนเดิม
ดังนั้น นางจึงได้ชื่อว่า “กุณฑลเกสา”
เมื่อนางบวชแล้ว ได้ศึกษาศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ในสำนักนั้นจนจบสิ้นนางเห็นว่าสำนัก
นี้ไม่มีศิลปะวิทยาที่สูงไปกว่านี้อีกแล้ว จึงออกเที่ยวแสวงหาบัณฑิตผู้รู้ทั้งหลายแล้วขอศึกษาสิ่งที่
บัณฑิตเหล่านั้นรู้ทั้งหมด นางเที่ยวแสวงหาบัณฑิตด้วยการโต้วาทะ โดยวิธีใช้กิ่งหว้าปักบนกอง
ทรายแล้วประกาศว่า “ถ้าผู้ใดสามารถที่จะโต้วาทะกับเราได้ก็จงเหยียบกิ่งหว้านี้” โดยมีข้อตกลง
กันว่า “ถ้าผู้ที่โต้วาทะชนะนางเป็นคฤหัสถ์ นางก็จะขอยอมเป็นทาสรับใช้ แต่ถ้าผู้โต้วาทะชนะ
เป็นนักบวช นางก็จะขอบวชเป็นศิษย์ในสำนักนั้น”
นางถือกิ่งหว้าเที่ยวประกาศท้าได้วาทะไปตามหมู่บ้านตำบลต่าง ๆ ชาวบ้านพอได้ทราบ
ข่าวว่านางภัททามาทางบ้านของตนก็จะพากันหลีกหนีไป นางเข้าไปถึงตำบลใดก็จะปักกิ่งหว้า
บนกองทรายแล้ว นั่งรอผู้ที่รับคำท้ามาเหยียบกิ่งหว้าของนาง บางตำบลนางรอถึง ๗ วัน ก็ไม่มีผู้
ใดกล้ามาเหยียบกิ่งหว้าของนางเลย นางจึงต้องถอนกิ่งหว้าแล้วหลีกต่อไปที่อื่น นางได้ถือกิ่งหว้า
ท่องเที่ยวไปโดยทำนองนี้ จนได้ชื่อใหม่ว่า “นางชัมพุปริพาชิกา” (นางปริพาชิกาไม้หว้า, ชัมพุ
= ไม้หว้า)
โต้วาทีกับพระสารีบุตร
ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่พระเชตะวันวิหาร กรุงสาวัตถี ฝ่ายนาง
กุณฑลเกสา ก็ดินทางมาถึงกรุงสาวัตถีแล้วปักกิ่งหว้าบนกองทราย ประกาศท้าโต้วาทะเหมือน
เดิมแล้วออกไปหาอาหารบริโภค
ขณะนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร เดินผ่านมาเห็นเด็ก ๆ กำลังยืนรุมล้อมดูกิ่งหว้าบน
กองทรายพร้อมกับวิจารณ์กันเซ็งแซ่ เกิดความสงสัยจึงเข้าไปถามเด็ก ๆ ได้ทราบความโดยตลอด
แล้วจึงบอกกับเด็ก ๆ ว่า:-
“เจ้าหนูทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าจงเหยียบกิ่งหว้านั้นเถิด”
“พวกกระผมกลัวขอรับ พระคุณเจ้า”
“ไม่ต้องกลัวหรอก พวกเจ้าเป็นคนเหยียบ เราจะเป็นผู้แก้ปัญหาเอง”
เด็กบางพวกไม่กล้า บางพวกก็กลัว ๆ กล้า ๆ แต่ผลที่สุดก็ช่วยกันเหยียบกิ่งหว้าและกอง
ทรายนั้นจนกระจัดกระจาย นางชัมพุปริพาชิกา มาเห็นแล้วก็ดุต่อว่าเด็กเหล่านั้น แต่พอเด็ก ๆ
บอกว่า “พระคุณเจ้ารูปนั้น ใช้ให้เหยียบ” นางจึงเข้าไปถามพระเถระว่า:-
“พระคุณเจ้าผู้เจริญ ท่านจักโต้วาทะถามปัญหากับดิฉันหรือ ?”
“ใช่แล้ว น้องหญิง” พระเถระตอบ
นางฟังคำของพระเถระแล้วคิดว่า “เราควรจะให้ชาวพระนครสาวัตถีได้รู้กำลังปัญญา
ของเราว่ายิ่งใหญ่หาผู้เทียมทานไม่ได้” จึงแจ้งให้ชาวเมืองมาชมมาฟังกันให้มาก ๆ ชาวพระ
นครพอทราบข่าวต่างก็พากันไปห้อมล้อมจนแน่นขนัด
ลำดับนั้น พระเถระได้ให้โอกาสแก่นางชัมพุปริพาชิกา เป็นผู้ถามปัญหาขึ้นก่อน นางก็
ถามศิลปวิทยาที่ตนเรียนรู้มาตามลัทธิตน ถามจนหมดความรู้ที่นางมีอยู่ พรเถระก็ตอบแก้ได้ทั้ง
หมด นางก็ตกใจเพราะไม่เคยถามใครมากอย่างนี้มาก่อนเลย จึงนิ่งเฉยอยู่ พระเถระจึงกล่าวว่า
“ท่านถามเราหมดแล้ว ต่อไปนี้เราจะขอถามท่านบ้าง”
“ถามเถิด พระคุณเจ้า”
“ที่ชื่อว่าหนึ่ง นั้นคืออะไร ?”
“พระคุณเจ้า ดิฉันไม่ทราบ เจ้าข้า”
ขอบวชในพระพุทธศาสนา
นางชัมพุปริพาชิกา ยอมพ่ายแพ้ต่อพระเถระด้วยปัญหาเพียงข้อเดียวเท่านั้น นางหมอบ
ลงกราบแทบเท้าพระเถระ ขอศึกษาวิชาพุทธมนต์ในพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งขอบรรพชาและ
ถึงพระเถระเป็นสรณะ แต่พระเถระบอกว่าขอให้นางถึงพระพุทธองค์เป็นสรณะเถิด แล้วพานาง
ไปยังพระวิหารเชตวัน นำเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระพุทธองค์ทรงราบจริยาอัธยาศัยของนางดี
แล้ว จึงตรัสพระธรรมเทศนาคาถาภาศิตว่า:-
“ผู้ใดกล่าวคาถาที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แม้ตั้ง ๑,๐๐๐ คาถา
ผู้กล่าวคาถาที่ประกอบด้วยประโยชน์
แม้เพียงคาถาเดียว
ยังผู้ฟังให้สงบระงับได้ ชื่อว่า ประเสริฐกว่าแล”
พอจบพระธรรมเทศนาคาถาภาษิต ทั้งที่นางกำลังยืนอยู่นั้น ยังไม่ทันจะนั่งลงก็ได้บรรลุ
พระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ในขณะนั้น แล้วกราบทูลขอบรรพชา พระพุทธองค์
ทรงอนุญาตแล้วส่งนางให้ไม่บวชในสำนักภิกษุณีสงฆ์
เมื่อนางบวชแล้ว ได้ชื่อว่า “กุณฑลเกสาเถรี” ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า
“พระภัททากุณฑลเกสาเถรีนี้ ยิ่งใหญ่จริงหนอ บรรลุพระอรหัตผลในเวลาจบคาถาเพียง ๔ บาท
เหล่านั้น”
พระศาสนาทรงปรารภเหตุนี้ จึงทรงสถาปนาพระภัททากุณฑลเกสาเถรี ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่าย ผู้ตรัสรู้เร็วพลัน
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
"ล้างฟองน้ำ" บทสนทนาธรรมว่าด้วยการเริ่มต้นใหม่
"ล้างฟองน้ำ" บทสนทนาธรรมว่าด้วยการเริ่มต้นใหม่
โดยธรรมาจารย์อาวุโสสองท่าน คือ พระภิกษุฟับเอิ๋น และพระภิกษุณีดั๋งเงียม แห่งหมู่บ้านพลัม
หลวงพ่อส้มโอ : พวกเราบางคนอาจได้ฟังการนำเสนอเรื่องการเริ่มต้นใหม่มาหลายครั้งแล้ว หากคุณเข้าร่วมงานภาวนากับ หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ ก็จะพบการนำเสนอเรื่องนี้ทุกครั้ง
ครั้งนี้สังฆะได้ขอให้หลวงพี่และหลวงพี่ดั๋งเงียมนำเสนอเรื่องการเริ่มต้นใหม่ หลวงพี่ดั๋งเงียม (Sister Ðang Nghiêm -Adornment with equality) ประดับประดาด้วยความไม่แบ่งแยก และหลวงพี่ฟับเอิ๋น ( Brother Dharma Seal ) ที่แปลว่าแมวน้ำ หรือ จะหมายความว่าตราประทับก็ได้ เอาล่ะ ทีนี้คุณก็จะจำชื่อของเราสองคนได้แล้ว (หัวเราะ)
เมื่อ 2-3 วันก่อน เราสองคนได้พบกัน และพูดคุยกันว่า พวกเรานำเสนอเรื่องการเริ่มต้นใหม่มาหลายปีแล้ว ทุกครั้งหลวงพี่ก็อยากเสนอเริ่มต้นใหม่ให้ใหม่อยู่เสมอ และคิดว่าเราควรจะทำอย่างไรดี เอาล่ะ ถึงตอนนี้ คุณจะได้พบกับการเริ่มต้นใหม่ในรูปแบบละครล้อชีวิต ลองมาดูกันดีกว่าว่า เริ่มต้นใหม่ในวันนี้ ได้วิวัฒนาการไปถึงไหนแล้ว! (หัวเราะเสียงดัง)
เช้านี้ ในการบรรยายธรรมของ Sister Annabel ได้พูดถึงชายคนหนึ่งที่กำลังทำงานในโรงรถได้หันไปบอกภรรยาของเขาว่า "ฉันรู้ว่าเธอกำลังเป็นทุกข์มาก ลองเล่าให้ฉันฟังบ้างเถิด" นี่ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการเริ่มต้นใหม่ ทีนี้ เราลองมาถามหลวงพี่ดั๋งเงียมว่า ท่านมีข้อคิดเห็นยังไงบ้างเกี่ยวกับการปฎิบัติเริ่มต้นใหม่ และเราควรจะทำยังไงดีก่อนที่จะเอ่ยประโยคเช่นนั้นกับคนที่เรารัก ขอหลวงพี่ดั๋งเงียมช่วยแลกเปลี่ยนด้วย
ฟองน้ำสะอาดหรือยัง
หลวงพี่ดั๋งเงียม : ก็ต้องขอถามกันก่อนว่า "ฟองน้ำสะอาดหรือยังนะ?" (หัวเราะเสียงดัง)
หลวงพ่อส้มโอ : มันแปลว่าอะไรหรือที่ว่าล้าง "ฟองน้ำ" ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือ (หัวเราะ) ผมไม่เข้าใจ ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยเถิด (หัวเราะ)
หลวงพี่ดั๋งเงียม : เราต่างก็รู้วิธีการล้างจานใช่ไหม เราใช้ฟองน้ำทำความสะอาดจาน แต่เราได้คิดถึงความสะอาดของฟองน้ำอันนั้นบ้างไหมนะ เพราะว่าหากฟองน้ำสกปรกแล้ว จานที่เราล้างก็คงไม่สะอาดเหมือนกัน (หัวเราะ)
ไม่ว่าเราจะกระตือรือล้นที่จะเริ่มต้นใหม่สักแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขั้นตอนแรกของการเริ่มต้นใหม่คือ การกลับมาหาตัวเราเอง และเริ่มต้นใหม่กับตัวเองก่อนต่างหาก ซึ่งเปรียบเหมือนกับการล้างฟองน้ำนั่นเอง
ปกติแล้ว พวกเรามักจะใช้ชีวิตด้วยการมองหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เช่น เวลาที่รองเท้าเก่า เราก็จะเปลี่ยนเป็นรองเท้าคู่ใหม่ หรือแม้ว่ารองเท้าคู่นั้นยังใหม่อยู่ แต่เราไม่ชอบมัน เราก็ไปหาซื้อคู่ใหม่มาแทน เช่นเดียวกันกับความสัมพันธ์ ที่เรายังปฏิบัติแบบนี้เช่นกัน โดยคิดว่าเราสามารถหาเพื่อน หรือคู่รักใหม่ๆ ได้เสมอ
บ่อยแค่ไหน ที่เราเริ่มต้นใหม่กับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ด้วยการมองมันในมุมมองใหม่ๆ ทำให้สิ่งที่เราอยู่ด้วยนั้นสดใส มีชีวิตชีวา และสวยงามสำหรับเราอีกครั้งหนึ่ง บ่อยครั้งแค่ไหนที่เราได้ยินเสียงความคิดเดิมๆ ของตัวเอง และพูดในสิ่งเดิมๆ ทั้งที่เราก็รู้ว่า ความคิดเหล่านี้ไม่ช่วยเกิดความเข้าใจหรือความสมานฉันท์กลมเกลียวกันมากขึ้นเลย นอกจากนี้ บ่อยแค่ไหน ที่เราแทบเดาปฏิกิริยาโต้ตอบทางร่างกายที่แสดงออกมาล่วงหน้าได้ด้วยซ้ำไป
ดังนั้น การฝึกปฎิบัติเริ่มต้นใหม่จึงต้องเริ่มกันที่ฟองน้ำ ซึ่งหมายความว่า เราจะเริ่มต้นใหม่กับความคิดของเรา คำพูดของเรา และการแสดงออกทางร่างกายของเรานั่นเอง
หลวงพ่อส้มโอคะ ท่านพอจะแลกเปลี่ยนได้ไหมว่า เราจะเริ่มต้นใหม่กับความคิดของเราได้ยังไง ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดเลย
ล้มตัวนอนกับความโกรธ
หลวงพ่อส้มโอ : ในฐานะที่เป็นนักบวชนั้น ฉันคิดว่าชีวิตของผู้ฝึกปฎิบัติคือชีวิตของการฝึกปฎิบัติเริ่มต้นใหม่ในทุกขณะของชีวิต วิธีฝึกปฏิบัติการเริ่มต้นใหม่ของฉันคือ การกลับมาดูลมหายใจของตัวเอง หายใจเข้า ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจเข้า หายใจออก ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจออก จากนั้น หายใจเข้า ฉันตระหนักรู้ถึงร่างกายทั้งหมดของฉัน หายใจออก ฉันผ่อนคลาย มันเป็นการเริ่มต้นใหม่กับกายของฉัน
ปกติแล้ว มนุษย์เรามักปฏิบัติตัวเหมือนเครื่องจักรกล ในทันทีที่ปุ่มกดเดินหน้า เรามักจะทำตามอย่างนั้น ดังนั้น เพื่อจะให้เราตอบสนองกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม การฝึกปฏิบัติอย่างแรกที่ควรทำ คือ "หยุด" การตระหนักรู้ถึงลมหายใจของเราเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะช่วยให้เราหยุดได้
เมื่อก่อนฉันเคยเป็นคนอารมณ์ร้อน ตอนนี้ความดันโลหิตของฉันลดต่ำลงแล้ว! ฉันต้องใช้เวลานานมากในการฝึกที่จะหยุด แต่นั่นคือการฝึกฝนของนักบวช
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่วัดบน ซึ่งเป็นวัดของพระภิกษุ ในหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศสจะมีงานเฉลิมฉลอง ในวันนั้นท่านเจ้าอาวาสขอให้พวกเราแขวนแผ่นไม้ที่เป็นลายมือของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ และเตรียมแท่นบูชาบรรพบุรุษ พวกเราหารือกันว่าจะแขวนไว้ที่ไหนดี แต่ท่านเจ้าอาวาสในเวลานั้น คือ Thay Giac Thanh ไม่อยู่ตรงนั้น ท่านกำลังยุ่ง บางทีอาจกำลังยุ่งกับการดื่มชาก็เป็นได้ ท่านเป็นเจ้าอาวาสที่ใจดี เป็นที่รัก และเซ็นมากๆ
จนในที่สุด เราก็แขวนแผ่นไม้นั้นขึ้นไป กว่าเราจะเก็บบันได สว่านไฟฟ้า ค้อน และอุปกรณ์ทั้งหมด เป็นเวลาประมาณเที่ยงแล้ว ตอนนั้นเอง ท่านเจ้าอาวาสก็เดินมาที่หอปฏิบัติธรรม ท่านมองดู และเอ่ยขึ้นมาว่า "ภาพลายมือหลวงปู่ตั้งอยู่ที่นั่นแล้วดูไม่ดีเลย แท่นบูชาก็น่าอยู่ที่อื่นมากกว่านะ" (หัวเราะ)
มันเป็นการฝึกปฏิบัติแบบเซ็น คุณรู้ใช่ไหม เมื่อใดก็ตามที่ไปวัด และรู้สึกถึงความขุ่นเคืองใจ ก็ต้องคิดเสียนี่คือการฝึกปฏิบัติอย่างหนึ่ง (หัวเราะ)
ตอนที่ท่านเจ้าอาวาสเดินเข้ามา และบอกว่าพวกเราต้องย้ายตำแหน่ง ความโกรธของฉันผุดขึ้นเป็นบ้าเป็นหลัง รู้ไหมว่า ฉันทำยังไงต่อ ทันทีที่ท่านเจ้าอาวาสเดินออกไป ฉันก็นอนแผ่ลงบนพื้นทันที แบบนี้น่ะ (พร้อมสาธิตให้ดู หัวเราะ) ฉันนอนราบลง พาดแขนทั้งสองข้างวางบนตัว และเริ่มต้นตามลมหายใจตัวเอง หายใจเข้า ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจเข้า หายใจออก ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจออก ตอนนั้นเอง ฉันรู้สึกถึงแรงโกรธอันมหาศาล ที่พยายามฉุดฉันให้ลุกขึ้นจากพื้น
หายใจเข้า ฉันรู้ว่าฉันกำลังโกรธมาก (หัวเราะ) หายใจออก ฉันโอบกอดความโกรธนั้นไว้ด้วยความรักทั้งหมดของฉันเอง นี่ล่ะ คือ ถ่ายทอดธรรมะแบบแท้ๆ สำหรับทุกท่านในวันนี้ เมื่อใดก็ตามที่โกรธคนที่เรารัก แม้ว่าจะอยู่ริมถนน จงนอนลงไป มันเป็นการฝึกปฏิบัติแบบเซ็น (หัวเราะ) แต่ต้องให้แน่ใจนะว่าไม่มีรถบรรทุกผ่านมา (หัวเราะ)
โชคดีที่ฉันได้นอนลง และโอบกอดความโกรธ หลังจากผ่านไปห้าถึงสิบนาที ฉันก็รู้สึกสงบลง ฉันลุกขึ้น และเดินออกไปหาหลวงพี่หลวงน้อง เพื่อไปย้ายแท่นบูชาด้วยกัน
การฝึกปฏิบัติเริ่มต้นใหม่สำหรับฉันมีมากมายในชีวิตประจำวัน การเดินวิถีแห่งสติก็เป็นการฝึกเริ่มต้นใหม่ ในขณะที่เราก้าวลงบนพื้น เราตระหนักรู้ถึงย่างก้าวของตัวเอง ตระหนักรู้ถึงกายของเรา ท้องฟ้าสีคราม หรือความรู้สึกของเรา สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นการฝึกปฏิบัติเริ่มต้นใหม่ที่ยอดไปเลยล่ะ
เมื่อสักครู่ หลวงพี่ดั๋งเงียมได้พูดถึงว่า "การล้างฟองน้ำ" เราทุกคนต่างมีก้อนแห่งความทุกข์กันคนละหนึ่งก้อน ก้อนแห่งความทุกข์นี้ติดตัวพวกเรามาตั้งแต่เกิด ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านทางบรรพบุรุษของเรา รวมถึงวิธีการใช้ชีวิตของเรา การกระทำของเรา หรือการพูดคุยของเรากับคนอื่นๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดความทุกข์อื่นๆ ตามมา เหมือนก้อนหิมะที่กลิ้งลงจากภูเขาหิมะพอกพูนกันจนเป็นก้อนโต การฝึกเริ่มต้นใหม่ คือการพลิกกระบวนการพอกพูนของก้อนหิมะ ด้วยการทำให้มันค่อยๆ เล็กลง
นี่คือการฝึกปฎิบัติพื้นฐานของการเริ่มต้นใหม่ เมื่อเรามีความสงบและสันติภายใน เมื่อนั้นเราจึงพร้อมที่จะเข้าหาคนอื่นๆ ได้ ...๐
ที่มา หมู่บ้านพลัม thaiplumvillage
โดยธรรมาจารย์อาวุโสสองท่าน คือ พระภิกษุฟับเอิ๋น และพระภิกษุณีดั๋งเงียม แห่งหมู่บ้านพลัม
หลวงพ่อส้มโอ : พวกเราบางคนอาจได้ฟังการนำเสนอเรื่องการเริ่มต้นใหม่มาหลายครั้งแล้ว หากคุณเข้าร่วมงานภาวนากับ หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ ก็จะพบการนำเสนอเรื่องนี้ทุกครั้ง
ครั้งนี้สังฆะได้ขอให้หลวงพี่และหลวงพี่ดั๋งเงียมนำเสนอเรื่องการเริ่มต้นใหม่ หลวงพี่ดั๋งเงียม (Sister Ðang Nghiêm -Adornment with equality) ประดับประดาด้วยความไม่แบ่งแยก และหลวงพี่ฟับเอิ๋น ( Brother Dharma Seal ) ที่แปลว่าแมวน้ำ หรือ จะหมายความว่าตราประทับก็ได้ เอาล่ะ ทีนี้คุณก็จะจำชื่อของเราสองคนได้แล้ว (หัวเราะ)
เมื่อ 2-3 วันก่อน เราสองคนได้พบกัน และพูดคุยกันว่า พวกเรานำเสนอเรื่องการเริ่มต้นใหม่มาหลายปีแล้ว ทุกครั้งหลวงพี่ก็อยากเสนอเริ่มต้นใหม่ให้ใหม่อยู่เสมอ และคิดว่าเราควรจะทำอย่างไรดี เอาล่ะ ถึงตอนนี้ คุณจะได้พบกับการเริ่มต้นใหม่ในรูปแบบละครล้อชีวิต ลองมาดูกันดีกว่าว่า เริ่มต้นใหม่ในวันนี้ ได้วิวัฒนาการไปถึงไหนแล้ว! (หัวเราะเสียงดัง)
เช้านี้ ในการบรรยายธรรมของ Sister Annabel ได้พูดถึงชายคนหนึ่งที่กำลังทำงานในโรงรถได้หันไปบอกภรรยาของเขาว่า "ฉันรู้ว่าเธอกำลังเป็นทุกข์มาก ลองเล่าให้ฉันฟังบ้างเถิด" นี่ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการเริ่มต้นใหม่ ทีนี้ เราลองมาถามหลวงพี่ดั๋งเงียมว่า ท่านมีข้อคิดเห็นยังไงบ้างเกี่ยวกับการปฎิบัติเริ่มต้นใหม่ และเราควรจะทำยังไงดีก่อนที่จะเอ่ยประโยคเช่นนั้นกับคนที่เรารัก ขอหลวงพี่ดั๋งเงียมช่วยแลกเปลี่ยนด้วย
ฟองน้ำสะอาดหรือยัง
หลวงพี่ดั๋งเงียม : ก็ต้องขอถามกันก่อนว่า "ฟองน้ำสะอาดหรือยังนะ?" (หัวเราะเสียงดัง)
หลวงพ่อส้มโอ : มันแปลว่าอะไรหรือที่ว่าล้าง "ฟองน้ำ" ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือ (หัวเราะ) ผมไม่เข้าใจ ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยเถิด (หัวเราะ)
หลวงพี่ดั๋งเงียม : เราต่างก็รู้วิธีการล้างจานใช่ไหม เราใช้ฟองน้ำทำความสะอาดจาน แต่เราได้คิดถึงความสะอาดของฟองน้ำอันนั้นบ้างไหมนะ เพราะว่าหากฟองน้ำสกปรกแล้ว จานที่เราล้างก็คงไม่สะอาดเหมือนกัน (หัวเราะ)
ไม่ว่าเราจะกระตือรือล้นที่จะเริ่มต้นใหม่สักแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขั้นตอนแรกของการเริ่มต้นใหม่คือ การกลับมาหาตัวเราเอง และเริ่มต้นใหม่กับตัวเองก่อนต่างหาก ซึ่งเปรียบเหมือนกับการล้างฟองน้ำนั่นเอง
ปกติแล้ว พวกเรามักจะใช้ชีวิตด้วยการมองหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เช่น เวลาที่รองเท้าเก่า เราก็จะเปลี่ยนเป็นรองเท้าคู่ใหม่ หรือแม้ว่ารองเท้าคู่นั้นยังใหม่อยู่ แต่เราไม่ชอบมัน เราก็ไปหาซื้อคู่ใหม่มาแทน เช่นเดียวกันกับความสัมพันธ์ ที่เรายังปฏิบัติแบบนี้เช่นกัน โดยคิดว่าเราสามารถหาเพื่อน หรือคู่รักใหม่ๆ ได้เสมอ
บ่อยแค่ไหน ที่เราเริ่มต้นใหม่กับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ด้วยการมองมันในมุมมองใหม่ๆ ทำให้สิ่งที่เราอยู่ด้วยนั้นสดใส มีชีวิตชีวา และสวยงามสำหรับเราอีกครั้งหนึ่ง บ่อยครั้งแค่ไหนที่เราได้ยินเสียงความคิดเดิมๆ ของตัวเอง และพูดในสิ่งเดิมๆ ทั้งที่เราก็รู้ว่า ความคิดเหล่านี้ไม่ช่วยเกิดความเข้าใจหรือความสมานฉันท์กลมเกลียวกันมากขึ้นเลย นอกจากนี้ บ่อยแค่ไหน ที่เราแทบเดาปฏิกิริยาโต้ตอบทางร่างกายที่แสดงออกมาล่วงหน้าได้ด้วยซ้ำไป
ดังนั้น การฝึกปฎิบัติเริ่มต้นใหม่จึงต้องเริ่มกันที่ฟองน้ำ ซึ่งหมายความว่า เราจะเริ่มต้นใหม่กับความคิดของเรา คำพูดของเรา และการแสดงออกทางร่างกายของเรานั่นเอง
หลวงพ่อส้มโอคะ ท่านพอจะแลกเปลี่ยนได้ไหมว่า เราจะเริ่มต้นใหม่กับความคิดของเราได้ยังไง ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดเลย
ล้มตัวนอนกับความโกรธ
หลวงพ่อส้มโอ : ในฐานะที่เป็นนักบวชนั้น ฉันคิดว่าชีวิตของผู้ฝึกปฎิบัติคือชีวิตของการฝึกปฎิบัติเริ่มต้นใหม่ในทุกขณะของชีวิต วิธีฝึกปฏิบัติการเริ่มต้นใหม่ของฉันคือ การกลับมาดูลมหายใจของตัวเอง หายใจเข้า ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจเข้า หายใจออก ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจออก จากนั้น หายใจเข้า ฉันตระหนักรู้ถึงร่างกายทั้งหมดของฉัน หายใจออก ฉันผ่อนคลาย มันเป็นการเริ่มต้นใหม่กับกายของฉัน
ปกติแล้ว มนุษย์เรามักปฏิบัติตัวเหมือนเครื่องจักรกล ในทันทีที่ปุ่มกดเดินหน้า เรามักจะทำตามอย่างนั้น ดังนั้น เพื่อจะให้เราตอบสนองกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม การฝึกปฏิบัติอย่างแรกที่ควรทำ คือ "หยุด" การตระหนักรู้ถึงลมหายใจของเราเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะช่วยให้เราหยุดได้
เมื่อก่อนฉันเคยเป็นคนอารมณ์ร้อน ตอนนี้ความดันโลหิตของฉันลดต่ำลงแล้ว! ฉันต้องใช้เวลานานมากในการฝึกที่จะหยุด แต่นั่นคือการฝึกฝนของนักบวช
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่วัดบน ซึ่งเป็นวัดของพระภิกษุ ในหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศสจะมีงานเฉลิมฉลอง ในวันนั้นท่านเจ้าอาวาสขอให้พวกเราแขวนแผ่นไม้ที่เป็นลายมือของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ และเตรียมแท่นบูชาบรรพบุรุษ พวกเราหารือกันว่าจะแขวนไว้ที่ไหนดี แต่ท่านเจ้าอาวาสในเวลานั้น คือ Thay Giac Thanh ไม่อยู่ตรงนั้น ท่านกำลังยุ่ง บางทีอาจกำลังยุ่งกับการดื่มชาก็เป็นได้ ท่านเป็นเจ้าอาวาสที่ใจดี เป็นที่รัก และเซ็นมากๆ
จนในที่สุด เราก็แขวนแผ่นไม้นั้นขึ้นไป กว่าเราจะเก็บบันได สว่านไฟฟ้า ค้อน และอุปกรณ์ทั้งหมด เป็นเวลาประมาณเที่ยงแล้ว ตอนนั้นเอง ท่านเจ้าอาวาสก็เดินมาที่หอปฏิบัติธรรม ท่านมองดู และเอ่ยขึ้นมาว่า "ภาพลายมือหลวงปู่ตั้งอยู่ที่นั่นแล้วดูไม่ดีเลย แท่นบูชาก็น่าอยู่ที่อื่นมากกว่านะ" (หัวเราะ)
มันเป็นการฝึกปฏิบัติแบบเซ็น คุณรู้ใช่ไหม เมื่อใดก็ตามที่ไปวัด และรู้สึกถึงความขุ่นเคืองใจ ก็ต้องคิดเสียนี่คือการฝึกปฏิบัติอย่างหนึ่ง (หัวเราะ)
ตอนที่ท่านเจ้าอาวาสเดินเข้ามา และบอกว่าพวกเราต้องย้ายตำแหน่ง ความโกรธของฉันผุดขึ้นเป็นบ้าเป็นหลัง รู้ไหมว่า ฉันทำยังไงต่อ ทันทีที่ท่านเจ้าอาวาสเดินออกไป ฉันก็นอนแผ่ลงบนพื้นทันที แบบนี้น่ะ (พร้อมสาธิตให้ดู หัวเราะ) ฉันนอนราบลง พาดแขนทั้งสองข้างวางบนตัว และเริ่มต้นตามลมหายใจตัวเอง หายใจเข้า ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจเข้า หายใจออก ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจออก ตอนนั้นเอง ฉันรู้สึกถึงแรงโกรธอันมหาศาล ที่พยายามฉุดฉันให้ลุกขึ้นจากพื้น
หายใจเข้า ฉันรู้ว่าฉันกำลังโกรธมาก (หัวเราะ) หายใจออก ฉันโอบกอดความโกรธนั้นไว้ด้วยความรักทั้งหมดของฉันเอง นี่ล่ะ คือ ถ่ายทอดธรรมะแบบแท้ๆ สำหรับทุกท่านในวันนี้ เมื่อใดก็ตามที่โกรธคนที่เรารัก แม้ว่าจะอยู่ริมถนน จงนอนลงไป มันเป็นการฝึกปฏิบัติแบบเซ็น (หัวเราะ) แต่ต้องให้แน่ใจนะว่าไม่มีรถบรรทุกผ่านมา (หัวเราะ)
โชคดีที่ฉันได้นอนลง และโอบกอดความโกรธ หลังจากผ่านไปห้าถึงสิบนาที ฉันก็รู้สึกสงบลง ฉันลุกขึ้น และเดินออกไปหาหลวงพี่หลวงน้อง เพื่อไปย้ายแท่นบูชาด้วยกัน
การฝึกปฏิบัติเริ่มต้นใหม่สำหรับฉันมีมากมายในชีวิตประจำวัน การเดินวิถีแห่งสติก็เป็นการฝึกเริ่มต้นใหม่ ในขณะที่เราก้าวลงบนพื้น เราตระหนักรู้ถึงย่างก้าวของตัวเอง ตระหนักรู้ถึงกายของเรา ท้องฟ้าสีคราม หรือความรู้สึกของเรา สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นการฝึกปฏิบัติเริ่มต้นใหม่ที่ยอดไปเลยล่ะ
เมื่อสักครู่ หลวงพี่ดั๋งเงียมได้พูดถึงว่า "การล้างฟองน้ำ" เราทุกคนต่างมีก้อนแห่งความทุกข์กันคนละหนึ่งก้อน ก้อนแห่งความทุกข์นี้ติดตัวพวกเรามาตั้งแต่เกิด ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านทางบรรพบุรุษของเรา รวมถึงวิธีการใช้ชีวิตของเรา การกระทำของเรา หรือการพูดคุยของเรากับคนอื่นๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดความทุกข์อื่นๆ ตามมา เหมือนก้อนหิมะที่กลิ้งลงจากภูเขาหิมะพอกพูนกันจนเป็นก้อนโต การฝึกเริ่มต้นใหม่ คือการพลิกกระบวนการพอกพูนของก้อนหิมะ ด้วยการทำให้มันค่อยๆ เล็กลง
นี่คือการฝึกปฎิบัติพื้นฐานของการเริ่มต้นใหม่ เมื่อเรามีความสงบและสันติภายใน เมื่อนั้นเราจึงพร้อมที่จะเข้าหาคนอื่นๆ ได้ ...๐
ที่มา หมู่บ้านพลัม thaiplumvillage
งานพิธีบายศรีสู่ขวัญวันผลไม้ ตำบลแม่พูล" : วันนี้ - 31 พ.ค. 54 ณ ตำบลแม่พูล จ.อุตรดิตถ์
"งานพิธีบายศรีสู่ขวัญวันผลไม้ ตำบลแม่พูล" : วันนี้ - 31 พ.ค. 54 ณ ตำบลแม่พูล จ.อุตรดิตถ์ ภายในงานมีกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญผลไม้ , การแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาวลับแล , การแสดงดนตรีศิลปะพื้นเมือง , วัฒนธรรมด้านอาหาร(กาดมั่ว) , วัฒนธรรมด้านวิถีชีวิต การตัดทุเรียน การขนส่งทุเรียนแบบดั้งเดิมด้วยมอเตอร์ไซค์ ขบวนแห่โตกบายศรีผลไม้ ชมการตัดและขนส่งผลไม้แบบดั้งเดิม สอบถามได้ที่ที่ว่าการอำเภอลับแล โทร. 0-5543-1089, 0-5541-3245 หรือ ททท.สำนักงานแพร่ โทร. 0-5452-1118, 0-5452-1127
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)