++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

มข.ตั้งโต๊ะเสวนา "พิบัติภัยสึนามิ" บทเรียนที่คนอีสานควรรู้

นัก วิชาการ มข.ให้ความรู้ประชาชนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ถล่มญี่ปุ่น ครั้งรุนแรง ในรอบ 140 ปี พร้อมเตรียมจัดเวทีสาธารณะ “ธรณีพิโรธ : พิบัติภัยสึนามิ - กัมมันตภาพรังสี บทเรียนที่คนอีสานควรรู้”

จากเหตุการณ์เกิดแผ่นดินไหว ความรุนแรง 9 ริคเตอร์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 นอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น เหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิ ที่มีความสูง 4-15 เมตร ซัดเข้าหาชายฝั่งตลอดแนวของประเทศญี่ปุ่น ด้านมหาสมุทรแปซิฟิคตั้งแต่บนเกาะฮอกไกโด ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะฮอนชูมาจนถึงจังหวัดวาคายามา ทางตอนกลางของประเทศและมายังเมืองเซนได และเมืองมินามิซันริกในจังหวัดมิยางิ ของประเทศญี่ปุ่น กวาดต้อนเอาบ้านเรือน ร้านค้า รถยนต์ เรือ กลืนเข้าไปอยู่ในคลื่นน้ำขนาดใหญ่เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ประชาชนสูญหายเรือนหมื่น นอกจากนี้ยังเกิดเพลิงไหม้ในหลายแห่ง และเกิดอาฟเตอร์ช็อคไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง ความรุนแรงไม่ต่ำกว่า 6 ริคเตอร์ นับเป็นความรุนแรงด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติในรอบ 140 ปีของญี่ปุ่น

จากสถานการณ์ความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นในฐานะที่เป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ ประชาชนในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นของประชาชนในประเทศ ญี่ปุ่น จึงได้จัดส่งนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านพลังงานนิวเคลียร์ ออกประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนผ่านสื่อต่างๆ พร้อมเตรียมจัดเวทีสาธารณะ เรื่อง “ธรณีพิโรธ : พิบัติภัยสึนามิ - กัมมันตภาพรังสี บทเรียนที่คนอีสานควรรู้ โดย มี รศ. ดร. รวี หาญเผชิญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ศิริธร บุราณุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมให้ความรู้

รศ. ดร. รวี หาญเผชิญ
รศ. ดร. รวี หาญเผชิญ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนใน ภูมิภาค เป็นเวทีสนทนาแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างองค์ความรู้ ให้เกิดความเข้าใจ และตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอันส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ ใกล้เคียงหลายประเทศ และยังมีผลกระทบที่ตามมาทางด้านเศรษฐกิจหลายประการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“เวทีสาธารณะครั้งนี้ จึงเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาชนที่อยู่ในภาคอีสาน ได้เรียนรู้และเข้าใจบทเรียนที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ตรงในด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงผลกระทบต่อมนุษย์ มาร่วมแลกเปลี่ยนเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจ ประกอบด้วย เรื่อง “แผ่นดินไหว วงแหวนแห่งไฟ ภัยที่คนอีสานควรรู้” โดย ผศ.พัชร์สุ วรรณขาว ภาควิชาเทคโนโลยีธรณี คณะเทคโนโลยี มข. เรื่อง “ความปลอดภัยจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์” โดย ผศ.ดร.บำรุง สมสวัสดิ์ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มข. เรื่อง มหันตภัย กัมมันตภาพรังสี ผลกระทบต่อคน และสังคม” โดย ผศ.พญ.กฤษณาร้อยศรี ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มข. และ เรื่อง “ธรณีพิโรธ พิบัติภัยสึนามิ บทเรียนที่คนอีสานควรรู้” โดย ศ.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประธานมูลนิธิศูนย์เตรียมความพร้อมและป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC)”


ศิริธร บุราณุรักษ์
ด้าน ศิริธร บุราณุรักษ์ กล่าวถึงภัยพิบัติสึนามิ-กัมมันตภาพรังสี ที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยว่า การระเบิดของโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ที่ประเทศญี่ปุ่น จนเกิดการฟุ้งกระจายของสารกัมมันตภาพรังสีในบริเวณกว้าง ในส่วนของประเทศไทย ขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก แต่ขอให้ตั้งสติเตรียมพร้อมในการป้องกันตนเองเพราะการพัดพาของสารกัมมันตภาพ รังสีนั้นขึ้นอยู่กับทิศทางของกระแสลม

“ขณะนี้ประเทศไทยได้มีหน่วย งานที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังในเรื่องนี้โดยตรง ซึ่งในส่วนของจังหวัดขอนแก่นเอง ก็มีหน่วยงานเฝ้าระวัง การตรวจวัดสารกัมมันตภาพรังสี ในสิ่งแวดล้อมอยู่อย่างต่อเนื่อง นั้นก็คือ สถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี โดยความร่วมมือของภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ สำนักสนับสนุนการกำกับดูแลความปลอดภัยจากพลังงานปรมาณู สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้มีการตรวจหาสารกัมมันตภาพรังสีในสิ่งแวดล้อมอยู่อย่างต่อเนื่องและที่ ผ่านมาก็ยังอยู่ในระดับปกติ”

ลพบุรี ชวนร่วมงานการแข่งขันนกกรงหัวจุก

ารพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 27 มี.ค. 2554 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอสระโบสถ์ อ.สระโบสถ์ จ.ลพบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ 7 รอบ 84 พรรษา

นายวัฒนพงษ์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลพบุรี เปิดเผยว่า ทางอำเภอสระโบสถ์ ร่วมกับกลุ่มผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกอำเภอสระโบสถ์ จะดำเนินการจัดโครงการแข่งขันนกกรงหัวจุกส่งเสริมการท่องเที่ยว และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2554 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอสระโบสถ์ อ.สระโบสถ์ จ.ลพบุรี โดยการจัดงานครั้งนี้เป็นการส่งเสริม และเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ของกลุ่มผู้รักและสนใจเลี้ยงนกกรงหัวจุก พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อให้เกิด รายได้เข้าแหล่งชุมชนเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญสำหรับการจัดโครงการแข่งขันนกกรงหัวจุกครั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิม พระเกียรติฯ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ 7 รอบ 84 พรรษา

สำหรับนกกรงหัวจุก ถือว่าเป็นนกที่มีมนต์เสน่ห์ทำให้ผู้เลี้ยงและผู้พบเห็นต่างหลงใหล กับความสวยงาม ความคล่องแคล่ว รวมถึงความร่าเริง ผสมผสานกับความไพเราะของเสียงเพลงที่นกกรงหัวจุกขับกล่อมออกมา เป็นแรงดึงดูดให้ผู้ฟังและผู้พบเห็นคล้อยตามทุกครั้งเมื่อได้ฟัง และเป็นที่ชมเชยและเล่าขานของผู้คนทั่วไปกับลักษณะเด่นของนกชนิดนี้ จนเป็นที่นิยมเพราะเลี้ยงนกกรงหัวจุกเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขันนกกรงหัวจุกครั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสระโบสถ์ โทร. 0-3643-9166 หรือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลพบุรี โทร. 0-3642-2768 - 9 หรือ www.tat7.com

"งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ" : 25 มี.ค. - 6 เม.ย. 54 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

"งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 9" : 25 มี.ค. - 6 เม.ย. 54 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานพบกับหนังสือดีๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ กิจกรรมการอ่านจากนานาประเทศ นิทรรศการ เปิดตัวกิจกรรมเพื่อสังคมปั้นดิน ปั้นใจ ให้หนังสือ และกิจกรรมอีกมากมาย

บทกลอนคลาสสิคของท่านพุทธทาส "เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา"

ชอบกลอนบทคลาสสิคของท่านพุทธทาสบทนี้มากคะ ทุกคนคงเคยได้ยินกันอยู่แล้ว
แต่ขออนุญาตส่งมาย้ำกันลืมอีกครั้งหนึ่งพร้อมบทความจากหนังสือพิมพ์ถึงท่านพุทธทาสนะคะ
@^_^@

เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย

จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ

พุทธทาสภิกขุ.





Image

ท่านพุทธทาส : ปราชญ์แห่งวงการสงฆ์
โดย เสถียรพงษ์ วรรณปก


เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2548 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่อง “ท่านพุทธทาส” เป็นบุคคลสำคัญของโลก เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบ 100 ปี ชาตกาลในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2549 สื่อมวลชนทุกแขนงได้แพร่ข่าวนี้ไปทั่วโลก ยังความยินดีปรีดาแก่สานุศิษย์และผู้ใคร่ธรรมทั้งไทยและประเทศโดยถ้วนหน้า

ท่านพุทธทาส เป็นพระแท้ของสยามประเทศรูปหนึ่งที่มีอุดมการณ์สูงส่ง ท่านได้อุทิศชีวิตของท่านเพื่อพระพุทธศาสนา พยายามปลุกชาวพุทธให้ตื่นจากความหลับไหลมัวเมา และดำเนินชีวิตด้วยความถูกต้องดีงามตามแนวทางของพุทธธรรม

ท่านพุทธทาส เป็นพระที่มีความใส่ใจในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับหลักธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นพระนักปฏิบัติตัวยง ซ้ำยังมีความกล้าหาญทางจริยธรรม กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ในสิ่งถูกต้องดีงามเพื่อความงอกงามไพบูลย์แห่งพระพุทธศาสนา

ในฐานะที่ผมมีบุญได้ไปบวชอยู่ที่สวนโมกขพลาราม ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อ พ.ศ.2503 ได้รับการศึกษาอบรม รวมทั้งได้อ่านได้ฟังคำสอนของท่าน ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า “ล้ำลึก ทันสมัย ชวนให้คิดพิจารณาเนืองๆ”

ท่านพุทธทาสมีจุดเด่นหลายประการ แต่ผมขอยกมาเสนอเพียง 5 ประการดังนี้

1. ท่านจะแสดงธรรมทั้งที่เป็นโลกิยธรรมและโลกุตรธรรม มิใช่แสดงธรรมที่เป็นระดับพื้นๆ เท่านั้น ท่านเน้นในเรื่องของธรรมะชั้นสูงหรือเหนือโลกด้วย

2. ท่านเป็นพระที่ต่อต้านกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม ธนนิยมและทุนนิยม อาจกล่าวได้ว่าท่านสนับสนุนให้ศาสนิกเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันอย่างแท้จริง

3. ท่านเน้นในเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ท่านมักย้ำเสมอว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรที่เราจะไปยึดมั่นถือมั่น” เพราะการยึดมั่นถือมั่นคือต้นเหตุให้เกิดความทุกข์

4. ท่านปฏิเสธในเรื่องความงมงายและไสยศาสตร์ ท่านจะเอาปัญญาและเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์เป็นที่ตั้ง ท่านไม่ใช่พระนักปลุกเสก แต่เป็นพระนักเทศน์ มุ่งอบรมสั่งสอนให้คนมีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินชีวิตตามแนวทางพุทธธรรม

5. ท่านมักเน้นเสมอว่า “งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข” “การงานคือการปฏิบัติธรรม” “ธรรมะคือหน้าที่” “ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวินาศ” และ “ให้ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง”

จากจุดเด่นในแง่มุมต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ผมใคร่ขอนำเอาข้อความที่ท่านได้เขียนด้วยลายมือของท่านเอง ในหนังสือต่างๆ (บางเล่ม) ที่ได้พิมพ์ในช่วงปี พ.ศ.2514 ถึง 2529 โดยคัดเอาเฉพาะข้อความที่กินใจ อ่านแล้วชวนให้คิดและพิจารณาเท่านั้น

ขอเริ่มจากหนังสือเรื่อง “ฆราวาสธรรมและทิศธรรม” (พ.ศ.2514) เป็นอันดับแรก

ท่านพุทธทาส ได้เขียนไว้ว่า “โลกิยธรรมเท่ากับการทำงานหนัก โลกุตรธรรมเท่ากับการพักผ่อนของวิญญาณ ถ้าไม่สมดุลกันแล้ว จะเกิดความฉิบหายทางวิญญาณ แม้ร่างกายจะดูยังดีอยู่เขาก็เป็นอันธพาลทางวิญญาณโดยสิ้นเชิง คนจะเป็นฆราวาสหรือเป็นบรรพชิต ก็ต้องเป็นชีวิตที่เป็นการเดินทางไปข้างหน้าด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ตาม มิฉะนั้นแล้วก็หมดความเป็นมนุษย์ที่แปลว่ามีจิตใจสูง หรือเหล่ากอของผู้ที่มีจิตใจสูง

ชาวตะวันออกร่ำรวยด้วยความสว่างไสวทางวิญญาณ ศาสนาทุกศาสนาเกิดในทางตะวันออก พวกตะวันตกมีแต่ความรู้เรื่องปากเรื่องท้อง เดี๋ยวนี้มีวิวัฒนาการมากจนเรียกว่าเทคโนโลยี พวกฝรั่งเขาบูชาเทคโนโลยี หายใจเป็นเทคโนโลยี คือเรื่องปากเรื่องท้อง ความสว่างไสวทางวิญญาณหายไปหมด ผลของเทคโนโลยี ซึ่งมีแต่ให้เอร็ดอร่อยทางปาก ทางท้อง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือว่าจะเอาอะไรก็ได้ทางฝ่ายวัตถุ ไปโลกพระจันทร์ก็ได้ แต่ความสว่างไสวทางวิญญาณมันไม่มี”

ขอให้รู้ว่า ศาสนาทุกศาสนาเขาถือหลักเดียวกันหมด โลภเกินนั้นลามก ในศาสนาคริสเตียนก็มีว่า “ถ้าแสวงหาหรือมีไว้เกินจำเป็นนั้นเป็นบาป เพราะคนที่แสวงหาหรือโลภนั้นต้องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนมาก แล้วตัวเองก็มีความทุกข์เกินกว่าที่ควรจะเป็นหรือมีไว้แต่เพียงพอเหมาะพอดี”

จาก หนังสือธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 2 (พ.ศ.2517) ท่านพุทธทาสได้ปรารภอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับโลกเอาไว้ว่า “โลกสมัยนี้ กำลังขาดธรรม โดยเฉพาะในขั้นศีลธรรม ด้วยเหตุต่างๆ จึงเกิดการกระส่ำระสาย แล้วก็แก้ไขวิกฤตการณ์ทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้ พูดกันไม่รู้เรื่องทั้งภายในชาติและระหว่างชาติ ทุกรัฐบาล แม้จะเป็นรัฐบาลที่ถือกันว่าดี ก็ยังมีอาการเหมือนกับการเปลี่ยนหน้ากันขึ้นมาจับปูใส่กระด้งเท่านั้นเอง โลกกำลังหลงถือลัทธิที่แยกธรรมหรือศาสนาออกจากการศึกษาทั่วไป แยกวัดออกจากโรงเรียน แยกครูออกจากความเป็นปูชนียบุคคลหรือแม้แต่ความเป็นอุบาสก มีแต่การศึกษาให้คนเฉลียวฉลาดอย่างเดียวไม่รู้จักทำให้มีศีลธรรมกันเลย ซ้ำยังเกลียดกลัวศาสนาว่าจะทำให้ครึคระล้าสมัย เสียเปรียบคนพวกอื่น ทุกคนมุ่งหน้าแต่จะกอบโกยปัจจัยแห่งความสุขทางวัตถุอย่างเดียว

โลกกำลังบูชาเศรษฐกิจและการเมือง ไม่เหลียวแลศีลธรรม โดยลืมไปว่า ถ้าขาดศีลธรรมแล้ว เศรษฐกิจและการเมืองนั่นแหละคือเครื่องทำลายโลก ยิ่งเก่งเท่าไร ยิ่งทำลายโลกเร็วขึ้นเท่านั้น และทำลายถึงรากฐาน คือส่วนลึกของจิตใจมนุษย์จนหมดความเป็นมนุษย์นั่นเอง”

จาก หนังสือธรรมสากัจฉา ระหว่างพุทธทาสกับคึกฤทธิ์ (พ.ศ.2515) ท่านพุทธทาส เขียนไว้ว่า “ทุกศาสนาล้วนแต่มีธรรมะเป็นเนื้อใน ซึ่งถ้านำออกมาใช้ได้ก็จะแก้ไขวิกฤตการณ์ของโลกได้ การทำให้โลกมีศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งแห่งยุคปัจจุบัน ศาสนิกของแต่ละศาสนาจะต้องเข้าถึงแก่นแท้แห่งศาสนาของตนๆ จึงจะร่วมมือกันช่วยโลกได้

สิ่งที่ต้องระมัดระวัง ตั้งข้อสังเกตเป็นพิเศษอย่างหนึ่งก็คือ เรากำลังทำกันได้แต่เพียงรู้ธรรมะ แต่ไม่มีธรรมะ ยังไม่มีธรรมะใช้ในการแก้ปัญหานั้นๆ อย่างเพียงพอ เราไม่บังคับตัวเองให้มีธรรมะอย่างที่เราได้เรียนรู้ เรายังไม่ละอายในการที่เราไม่มีธรรมะ เรายังไม่กลัวอันตรายอันเกิดขึ้นจากการที่เราไม่มีธรรมะ

การศึกษาระบบ “สุนัขหางด้วน” แห่งโลกยุคปัจจุบันนั้น นอกจากไม่สอนธรรมะ มัวแต่สอนหนังสือกับวิชาชีพแล้ว ยังสอนไปในทางไม่ให้บังคับตัวเองด้วย โดยถือว่าเป็นการเสียอิสรภาพและผิดหลักจิตวิทยา พลโลกยุคปัจจุบันจึงอยู่ในฐานะที่ยากที่จะมีธรรมะมากยิ่งขึ้นทุกที เพราะหลงมีรสนิยมแห่งการตามใจตัวเอง อันเป็นข้าศึกต่อธรรมะ คนในยุคปัจจุบันบูชาความอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แทนการบูชาพระเจ้า โลกจึงอัดแออยู่ด้วยเหยื่อกามารมณ์ และวิธีการบริโภคกามารมณ์อย่างวิปริตวิตถารชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน”

ท้ายที่สุด ผมขอหยิบยกคำกลอน ซึ่งท่านพุทธทาสได้รจนาไว้ในหนังสือ “หัวข้อธรรมในคำกลอนและบทประพันธ์ของสิริวยาส” เมื่อครั้งที่ท่านเจริญอายุได้ 80 ปี (พ.ศ.2529) ซึ่งธรรมทาน มูลนิธิจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อแจกแก่ผู้ไปร่วมงานเมื่อ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2529

คำกลอนของท่านพุทธทาสมีมากกว่า 100 บท แต่ละบทมีเนื้อหาสาระและมีความไพเราะเพราะพริ้งราวกวีรังสรรค์ ดังที่ผมคัดสรรมาสำหรับประกอบบทความในครั้งนี้เพียง 4 บท

บทกลอนสอนใจบทแรก ท่านตั้งหัวข้อว่า “มองแต่แง่ดีเถิด”

(บทกลอนบทนี้จัดว่าเป็นกลอนยอดฮิต คนทั่วไปมักรู้จักและท่องได้)

เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง

บทกลอนที่ 2 ว่าด้วย “เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง”

จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น
กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที
ท่านผู้ใด ว่างได้ ดังว่ามา ไม่มีท่า ทุกข์ทน หม่นหมองศรี
“ศิลปะ” ในชีวิต ชนิดนี้ เป็น “เคล็ด” ที่ ใครคิดได้ สบายเอย

บทกลอนที่ 3 ว่าด้วย “การงานคือการปฏิบัติธรรม”

อันการงาน คือคุณค่า ของมนุษย์ ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย
ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ ไม่เท่าไร ได้รู้ธรรม ฉ่ำซึ่งจริง
เพราะการงาน เป็นตัวการ ประพฤติธรรม กุศลกรรม กล้ำปนมา มีค่ายิ่ง
ถ้าจะเปรียบ ก็เปรียบคน ฉลาดยิง นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพวกมา
คือการงาน นั้นต้องทำ ด้วยสติ มีสมาธิ ขันติ มีอุตสาห์
มีสัจจะ มีทมะ มีปัญญา มีศรัทธา และกล้าหาญ รักงานจริง

สุดท้ายเป็นบทกลอนว่าด้วย “ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา”

ถ้าศีลธรรม ไม่กลับมา โลกาวินาศ มนุษย์ชาติ จะเลวร้ายกว่า เดรัจฉาน
มั่วหลงเรื่อง กินกามเกียรติ เกลียดนิพพาน ล้วนดื้อด้าน ไม่เหนี่ยวรั้ง บังคับใจ
อาชญากรรม เกิดกระหน่ำ ลงในโลก มีเลือดโชก แดงฉาน แล้วซ่านไหล
เพราะบ้ากิน บ้ากาม ทรามเกินไป บ้าเกียรติก็ พอไม่ได้ ให้เมาตน
อยากครองเมือง ครองโลก โยกกันใหญ่ ไม่มีใคร เมตตาใคร ให้สับสน
ขอศีลธรรม ได้กลับมา พาหมู่คน ให้ผ่านพ้น วิกฤตการณ์ ทันเวลา

ครับ ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะพินาศ ดังที่ท่านพุทธทาสปรารภไว้นั้นไม่ผิดเพี้ยน ทำอย่างไร ศีลธรรมจึงจะกลับมาละครับ เพราะดูเหมือนว่าศีลธรรมท่านเบื่อมนุษย์สมัยนี้ หนีหายเข้ากลีบเมฆไปนานแล้ว



........................................................................

หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน หน้า 6
คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ โดย เสถียรพงษ์ วรรณปก
วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10137

ธรรมะข้อคิด ๙ ข้อ

ขอฝากธรรมะข้อคิด ๙ ข้อ ให้ผู้ศึกษาธรรมะ


๑. ไม่มีอะไรในชีวิตที่จะประเสริฐเท่ากับการรู้ความจริงของสิ่งทั้งปวง เพราะเหตุว่า

ไม่ใช่การหลอกลวง ไม่ใช่การเข้าใจผิด ไม่ใช่ความเห็นผิด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่

จะรู้ความจริงของสิ่งทั้งปวง(สัจจธรรม) เพราะว่าจะต้องเป็นผู้ที่ตรงจริง ๆ.

๒. ถ้าจะพูดเรื่องไร้สาระ ก็นิ่งไม่พูดเสียดีกว่า โดยที่ว่าไม่ต้องลำบากเดือดร้อนใจ

เพราะเหตุว่าการไม่พูดนั้น ไม่มีเรื่องที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดโลภะโทสะ หรืออกุศลต่าง ๆ.

๓. ถ้าเป็น(ดุจ)ผ้าเช็ดธุลีได้เสมอ ๆ ก็จะเป็นผู้ที่มีความสบายใจ ไม่ว่าใครจะประพฤติ

ต่อท่านด้วยกาย วาจาอย่างไร ไม่เคยเดือดร้อนเลย เพราะว่า ไม่ถือตนว่าเป็นผู้มี

ความสำคัญ.

๔. พระธรรมนั้นไม่ใช่เพื่อโลภะ ไม่ใช่เพื่อลาภไม่ใช่เพื่อยศ ไม่ใช่เพื่อสักการะ ไม่ใช่

เพื่อสุข ไม่ใช่เพื่อการสรรเสริญ แต่ต้องเป็นไปเพื่อปัญญา เพราะฉะนั้น พระธรรม

จริง ๆ เพื่อให้พุทธบริษัทเกิดปัญญา.

๕. ถ้าเป็นผู้ที่อบรมเจริญเมตตาจริง ๆ จะไม่เว้นโอกาสใดเลย ไม่ใช่นึกจะเจริญ

เมตตาเฉพาะในเวลาที่เกิดโทสะเท่านั้น

๖. กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้นทำกิจการงานตลอดวัน (ในขณะที่ไม่ใช่วิบาก และไม่ใช่

กุศล) หลังจากที่ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสแล้ว ให้เห็น

ตามความเป็นจริงว่า ผู้ที่เป็นปุถุชน ที่ว่ามีกิเลสหนาแน่นคืออย่างนี้ เพราะความจริง

ก็คือความจริง จนกว่าปัญญาจะเพิ่มขึ้น

๗. ผู้ที่ตรงต่อพระรัตนตรัย จะเอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัยจริง ๆ , กิเลสที่มีมาก

ต้องอาศัยบารมีที่สะสมมากขึ้น ๆ จึงสามารถที่จะละคลายได้.

๘. การที่จะเป็นบัณฑิตดูเหมือนจะเป็นไม่ยาก โดยที่ไม่เก็บความโกรธไว้ และสิ่งใด

ที่ไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่พึงประพฤติ.

๙. ชีวิตที่มีความเห็นถูก จะคิดทำแต่สิ่งที่ดีงาม.


ที่มา : http://www.dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=6821&PHPSESSID=e552e2a350d89d9d5c51b80724b2d172

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

ตำแหน่งงาน ณ : วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554

1.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิชาการสาธารณสุข(สำนักงงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี) จำนวนตำแหน่งว่าง : 2 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554 - วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634358655589531250

2.) ชื่อตำแหน่งงาน : เภสัชกร จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมสุขภาพจิต
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554 - วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634358790139218750

3.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิเคราะห์นโยบายและแผน จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมสุขภาพจิต
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554 - วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634358792008593750

4.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิชาการเงินและบัญชี,เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี,นายช่างเทคนิค,เจ้าพนักงานธุรการ,พนักงานช่วยเหลือคนไข้ (โรงพยาบาลเบตง จังหวัดยะลา) จำนวนตำแหน่งว่าง : 6 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554 - วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634358868932187500

5.) ชื่อตำแหน่งงาน : พนักงานสนับสนุนการลงทุน จำนวนตำแหน่งว่าง : 2 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554 - วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634358925258750000

6.) ชื่อตำแหน่งงาน : พนักงานส่งเสริมการลงทุน จำนวนตำแหน่งว่าง : 4 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554 - วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634358931564375000

7.) ชื่อตำแหน่งงาน : นิติกร (สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสิงห์บุรี) จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
ชื่อหน่วยงาน : กรมส่งเสริมสหกรณ์
ช่วงรับสมัคร : วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554 - วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554
คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=634358859775468750

ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ.

"เทศกาลองุ่นหวานดำเนินสะดวก" : 25-27 มี.ค. 54 ณ บริเวณวัดราษฎร์เจริญธรรม (วัดสุน)

"เทศกาลองุ่นหวานดำเนินสะดวก" : 25-27 มี.ค. 54 ณ บริเวณวัดราษฎร์เจริญธรรม (วัดสุน) ภายในงานมีขบวนแห่เรือผู้เข้าประกวดธิดาองุ่นหวาน การประกวดการปรุงและแข่งขันกินก๋วยเตี๋ยวเรือ การออกร้านผลผลิตทางการเกษตร ร้านผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP กิจกรรมตักองุ่นลุ้นโชค ประกวดองุ่นหวาน พืชผัก ผลไม้และการจัดกระเช้าผลไม้ การแข่งขันกีฬาทางน้ำ

"เทศกาลเที่ยวระนอง ท่องอันดามัน" : 18-26 มี.ค. 54 ณ จ.ระนอง

"เทศกาลเที่ยวระนอง ท่องอันดามัน" : 18-26 มี.ค. 54 ณ จ.ระนอง กิจกรรมในงาน อาทิ ตลาดย้อนยุค เทศกาลน้ำแร่ การส่งเสริมธุรกิจสปา การจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม เอกลักษณ์ไทย - พม่า การจำหน่ายสินค้า OTOP เทศกาลเมนูพื้นบ้านอาหารพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงและการแสดงดนตรี และดนตรีพื้นบ้าน การประกวดธิดาระนองมุกงามอันดามัน และการแข่งขันกีฬาตกปลานานาชาติ สอบถามได้ที่จ.ระนอง โทร. 0-7728-1123 หรือเทศบาลเมืองระนอง โทร. 0-7781-1422

ททท. ชวนเที่ยวงาน "เทศกาลท่องเที่ยว มะม่วง อาหาร และของดีอำเภอบางคล้า"

ททท.สำนัก งานกรุงเทพมหานคร ร่วมกับอำเภอบางคล้า เชิญเที่ยวงาน “เทศกาลท่องเที่ยว มะม่วง อาหาร และของดีอำเภอบางคล้า ครั้งที่10” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 27 มี.ค. 2554 ณ ที่ว่าการอำเภอบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อนำเสนอของดี อาหารอร่อยให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง รสหวาน กลิ่นหอม มีสีเหลืองทอง และร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์แห่งการท่องเที่ยวที่ครบทั้งเรื่องกิน เรื่องเที่ยวได้ในอำเภอบางคล้าแห่งนี้

นางเยียรยง ไชยรัตน์ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร เผยว่า เทศกาลท่องเที่ยว มะม่วง อาหาร และของดีอำเภอบางคล้า ในครั้งนี้ว่า พื้นที่อำเภอบางคล้าเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารอร่อย ผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพดี อีกทั้งยังเป็นที่ยอมรับและสร้างชื่อเสียงให้กับอำเภอบางคล้า ในปีนี้หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ่อค้าและประชาชนชาวบางคล้า จึงร่วมใจกันจัดงาน “เทศกาลท่องเที่ยว มะม่วง อาหาร และของดีอำเภอบางคล้า ครั้งที่ 10” ขึ้น เพื่อนำเสนอของดี อาหารอร่อยให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง รสหวาน กลิ่นหอม มีสีเหลืองทอง ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพระดับส่งออกที่ได้รับการยอมรับจากตลาดใน ประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้พื้นที่อำเภอบางคล้ายังมีผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ อาทิ มะพร้าวน้ำหอม ที่รับรองความหอมหวานทุกลูก ด้วยรางวัลชนะเลิศการแข่งขันผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งในแต่ละปีตัวแทนเกษตรกรจากสวนมะพร้าวจะร่วมเข้าประกวดไม่ซ้ำกัน จึงรับรองได้ว่ามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่บางคล้าทุกสวนนั้น มีความหอมหวานทุกลูกอย่างแน่นอน และด้วยปี 2554 จังหวัดฉะเชิงเทราได้จัดโครงการมหัศจรรย์เมืองแปดริ้ว เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทั้งนี้หากนักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวงานเทศกาลท่องเที่ยว มะม่วง อาหาร และของดีอำเภอบางคล้าในครั้งนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวภายในอำเภอบางคล้า ซึ่งมีความน่าสนใจมากมาย อาทิ วัดปากน้ำ ความพิเศษของวัดแห่งนี้คือ พระอุโบสถสีทอง เหลืองอร่ามตา ดูสวยสง่างามยิ่ง และวัดโพธิ์บางคล้า ที่สร้างความตื่นตาให้กับนักท่องเที่ยวไปกับการได้ชมคางคาวแม่ไก่ที่เกาะตาม กิ่งไม้ภายในวัดนับแสนตัว และเมื่อนักท่องเที่ยวมีโอกาสมาท่องเที่ยวที่อำเภอบางคล้าแล้ว ไม่ควรพลาดกับการล่องเรือรอบเกาะลัด เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตพร้อมชื่นชมบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามรายล้อมไป ด้วยทิวทัศน์ของแม่น้ำบางปะกง แวะเที่ยวชมอนุสรณ์สถานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ บริเวณปากน้ำโจ้โล้ อันเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะและพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นอกจากนี้ในช่วงวันหยุด นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสบรรยากาศของตลาดน้ำบางคล้า ที่เต็มไปด้วยเรือขายสินค้าของชาวบ้าน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อเลือกหาทั้งอาหารคาว-หวานรสเลิศเป็นของ ฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร โทร. 0-2250-5500 ต่อ 2991-2997 หรือที่ว่าการปกครองอำเภอบางคล้า โทร. 0-3854-1131