ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดไหนที่รับประทานคู่กันได้และไม่ได้
เรื่องของโอสถรักษาโรคก็ย่อมต้องมีคู่แฝดของมัน ที่ต้องมีทั้งแฝดที่ดีและแฝดที่ร้ายคล้ายเทวากับซาตานซึ่งเคยมีกรณีที่ถึง แก่ชีวิตมาแล้ว ซึ่งโดยมากมักเกิดจาก ความไม่รู้ ในฤทธิ์อันไพศาลของยาแต่ละเม็ดที่กินอยู่ โดยเราจะค่อยมาดูกันไปทีละแฝด
แฝดที่ดี
เสมือนคู่บุญยิ่งรู้จักกินให้เสริมกันก็จะยิ่งช่วยเสริมสุขภาพหรือทำการ รักษาโรคให้ท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น และที่จริงก็ควรกินคู่กันเสียด้วยเพราะเรื่องของยาอาหารเสริมนี้มีหลักคือทำ งานร่วมกัน โดยกลุ่มที่ควรกินร่วมกันช่วยเสริมให้ดีมีดังต่อไปนี้
1) วิตามินซีกับคอลลาเจน จะช่วยกันสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ใสปิ๊งปั๊งไม่เหี่ยวหย่อนย้อย
2) ธาตุเหล็กกับวิตามินซี กินธาตุเหล็กให้ดีดูดซึมเข้าไปใช้ได้ ไม่ใช่กินเข้าไปอย่างไรถ่ายออกมาหน้าตาเหมือนเดิมนั้น ต้องกินคู่กันอย่างเช่นถ้าจะกินเลือดหมูให้ได้ธาตุเหล็กก็ควรกินกับผักที่มี วิตามินซีสูงเช่นใบตำลึงก็จะดีไม่น้อย
3) แคลเซียมกับแมกนีเซียม แคลเซียมจะดูดซึมได้ดีต้องมี ตัวช่วย พามันเข้าไปได้แก่แมกนีเซียม, วิตามินดีและวิตามินเคด้วยซึ่งอยู่ในแสงแดดและผักเขียวจัดตามลำดับ
4) วิตามินเอ,ซีและอี พยายามกินไปด้วยกันเป็นดี หรือสูตรที่ดีคือกินซีเพียงตัวเดียวส่วนเอกับอีนั้นกินเอาจากผักคะน้าและ ถั่วลิสงสักวันละกำมือ
5) น้ำมันปลา(ไม่ใช่น้ำมันตับปลา)ขอให้เลือกชนิดที่มีดีเอชเอคู่กับกับอีพีเอ ยิ่งมากหน่อยยิ่งดีอย่างน้อยกินให้ได้ค่า ดีเอชเอ+อีพีเอ = 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน โดยมีเคล็ดไว้ว่าถ้าอยากบำรุงสมองต้องเลือกชนิดที่มีดีเอชเอเด่น แต่ถ้าจะให้บำรุงส่วนอื่นเป็นหลักเช่นข้ออักเสบให้เลือกชนิดที่มีอีพีเอสูง ด้วย
แฝดที่ร้าย
แฝดตัวนี้ถือเป็นระดับ ตัวแม่ ที่น่ากลัวกว่าเยอะมากครับ เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมองจนเป็นอัมพาตหรือหัวใจวายแน่นิ่งไปได้ จึงอยากชวนให้ท่านที่รักมาสนใจในยาที่ไม่ควรกินร่วมกันสักนิดดังนี้
1) น้ำมันปลากับแอสไพริน คู่ร้ายอันดับแรกโดยน้ำมันปลานี้มีฤทธิ์ช่วยให้เลือดใสไม่หนืดเหนียว ส่วนแอสไพรินก็มีฤทธิ์เดียวกันคือช่วยให้ไม่เกิดลิ่มเลือดจับแข็งเป็นก้อน ตัน เมื่อกินคู่กันเลยกลายเป็นคู่สังหารพาลให้เลือดไหลพรวดพราดไม่หยุด แม้การกรอฟันเพียงนิดก็อาจทำให้เลือดออกได้ราวกับผ่าตัดใหญ่แล้ว
2) วิตามินอีและอีฟนิ่งพริมโรส มีคนไข้ที่อยากผิวสวยมาหาพร้อมบอกว่ามีคนแนะให้กินวิตามินอีแต่บ้างก็ให้ เลือกเป็นอีฟนิ่งพริมโรสแทนจะเลือกอย่างไรดี จึงได้บอกไปให้เลือกอย่างหนึ่งก็พอเพราะล้วนแต่มีวิตามินอีทั้งนั้นซึ่งถ้า ได้มากไปอาจทำให้เกิดหัวใจพิบัติแทน
3) แคลเซียมเสริมกับแคลเซียมสด ถ้าท่านกินงาดำได้วันละ 4 ช้อนโต๊ะหรือเต้าหู้ขาวแข็งวันละ 3 ขีดก็จะได้แคลเซียมราว 1,000 มิลลิกรัมอยู่แล้ว ซึ่งถ้าไปหาแคลเซียมเม็ดมากินเติมอีกจะทำให้แคลเซียมเกินและไปจับกับหลอด เลือดทำให้ตีบแข็งได้
4) กาแฟกับแคลเซียม ขอให้เลี่ยงกินแคลเซียมร่วมกับกาแฟเพราะกาแฟจะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม นอกจากนั้นยังไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกอีกด้วย
5) ธาตุเหล็กกับเลือดจางธาลัสซีเมีย เป็นไม้เบื่อไม้เมากันทีเดียว ขอให้ลืมความเชื่อที่ว่าถ้าเลือดจางต้องกินธาตุเหล็ก ไม่เสมอไป หากท่านเป็นเลือดจางชนิดธาลัสซีเมียแล้วไปกินธาตุเหล็กเสริมจะเท่ากับเติมยา พิษให้กับหัวใจและตับตัวเอง
ทั้งแฝดดีแฝดร้ายนี้ที่จริงมีอีกมากซึ่งผมได้เคยเขียนไว้ในหนังสือแล้วและก็ ตั้งใจจะเขียนไว้เรื่อยๆเป็นตอนต่อไปในคอลัมนี้ แต่สำหรับที่เลือกมาให้เห็นนั้นเป็นตัวอย่างที่พบบ่อยหน่อยและท่านจำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที
เมื่อถึงตอนนี้ขอให้ท่านหยิบเอาร่วมยาออกมาสังคายนาแยกวางเป็นชนิดไปบนโต๊ะ แล้วจัดเป็นกลุ่มไว้ว่ากลุ่มใดรักษาโรคไหนแล้วบางทีจะเกิดพุทธิปัญญาทีเดียว ว่าตูข้ากินยามากเกินความจำเป็นไปเพียงใด แต่นั่นก็ยังไม่ร้ายเท่ากินยาที่ดันไปเสริมฤทธิ์กันให้เป็นพิษเข้าไปเสียอีก
ดังนั้น ท่านจะเห็นว่าการกินยานั้นมีข้อหยุมหยิมอยู่มากเมื่อเทียบกับกินอาหารธรรมชาติที่โอกาสเกิดการผสมกันเป็นพิษน้อย เพราะมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ในปริมาณที่ไม่เข้มข้นมากเท่ายาเคมี แต่อย่างไรก็ดีคงต้องยึดหลักที่ว่าหูไวตาไวถ้ารู้สึกว่า ไม่ใช่ แล้วก็ให้รีบเร่งบอกอย่าปล่อยให้เลยตามเลยไว้นานเลยค่ะ
ที่มา ... โรงพยาบาลจุฬารัตน์
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
นิทานเซน 35 ยอดซามูไร
ซามูไรผู้หนึ่งมีลูกชาย 3 คน ต่างก็มีความเชี่ยวชาญในเชิงซามูไร พอถึงวาระที่ซามูไรผู้พ่อจะต้องมอบตราประจาตระกูลให้ลูกชายเพื่อสืบทอดต่อไปนั้น เขาก็ใช้วิธีทดสอบความสามารถของลูกๆ ทั้ง 3 คน ซามูไรผู้พ่อคิดวิธีได้แล้วก็เข้าไปนั่งอยู่ในห้อง แล้วหับประตูไว้ประตูห้องแบบญี่ปุ่นเป็นแบบฉากเลื่อน และบนประตูแบบฉากเลื่อนนี้เอง ซามูไรผู้พ่อก็นาเอาหมอนลูกหนึ่งขึ้นไปวางไว้แล้วแกก็เรียกให้ลูกชายเข้าไปหาทีละคน
ลูกชายคนโตถูกเรียกก่อน เมื่อเดินไปถึงประตูเลื่อน พอขยับประตู ก็มองเห็นหมอนอยู่ข้างบนจึงเอื้อมมือไปหยิบ แล้วเลื่อนประตูเข้าไปหาพ่อ ซามูไรผู้พ่อสั่งให้เอาหมอนไปไว้ที่เดิม แล้วให้นั่งรออยู่ในห้อง ลูกชายคนกลางถูกเรียกเป็นคนต่อไป เมื่อเดินไปถึงประตูก็เลื่อนประตูเปิด ทันใดนั้นหมอนก็ตกลงมา ลูกชายคนกลางรีบรับเอาไว้ทันทีโดยแทบไม่มีเสียงเลย แล้วจึงเดินเขาไปหาพ่อ ซามูไรผู้พ่อ จึงสั่งให้เอาหมอนไปวางไว้ที่เดิม แล้วให้นั่งรออยู่ในห้องเช่นกัน ลูกชายคนเล็กถูกเรียกเป็นคนสุดท้าย พอเดินถึงประตูก็เลื่อนเปิดทันที หมอนก็ตกลงมา แว็บเดียวดาบซามูไรก็ปลิวออกจากฝัก ในชั่วพริบตา หมอนถูกฟันจนนุ่นปลิวว่อน แล้วเสียบดาบลงฝักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แทบไม่มีใครเห็นใบดาบซามูไรเลยก็ว่าได้แล้วลูกชายคนเล็กก็เดินอย่างสง่าและสงบเข้าไปหาพ่อ ถ้าเป็นท่าน ๆ จะมอบตาแหน่งให้ลูกคนไหน ? ซามูไรผู้พ่อได้พูดกับลูกทั้งสามว่า"เจ้าเล็ก เจ้าใช้ดาบได้รวดเร็วดังใจ" เจ้าใช้ใจ"เจ้ากลาง เจ้ารู้วิธีใช้มือแทนดาบได้" เจ้าใช้มือ
"เจ้าโต เจ้ารอบคอบรู้การควรไม่ควรก่อนทาการทั้งปวงเจ้าใช้หัวหรือปัญญา ไม่ได้ใช้ดาบเพียงอย่างเดียว พ่อขอมอบดาบประจาตระกูลให้เจ้า จงปกครองคนในตระกูลแทนพ่อสืบต่อไป" คัดลอกจาก http://www.dharma-gateway.com/ผู้คัดลอกและเรียบเรียง
ลูกชายคนโตถูกเรียกก่อน เมื่อเดินไปถึงประตูเลื่อน พอขยับประตู ก็มองเห็นหมอนอยู่ข้างบนจึงเอื้อมมือไปหยิบ แล้วเลื่อนประตูเข้าไปหาพ่อ ซามูไรผู้พ่อสั่งให้เอาหมอนไปไว้ที่เดิม แล้วให้นั่งรออยู่ในห้อง ลูกชายคนกลางถูกเรียกเป็นคนต่อไป เมื่อเดินไปถึงประตูก็เลื่อนประตูเปิด ทันใดนั้นหมอนก็ตกลงมา ลูกชายคนกลางรีบรับเอาไว้ทันทีโดยแทบไม่มีเสียงเลย แล้วจึงเดินเขาไปหาพ่อ ซามูไรผู้พ่อ จึงสั่งให้เอาหมอนไปวางไว้ที่เดิม แล้วให้นั่งรออยู่ในห้องเช่นกัน ลูกชายคนเล็กถูกเรียกเป็นคนสุดท้าย พอเดินถึงประตูก็เลื่อนเปิดทันที หมอนก็ตกลงมา แว็บเดียวดาบซามูไรก็ปลิวออกจากฝัก ในชั่วพริบตา หมอนถูกฟันจนนุ่นปลิวว่อน แล้วเสียบดาบลงฝักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แทบไม่มีใครเห็นใบดาบซามูไรเลยก็ว่าได้แล้วลูกชายคนเล็กก็เดินอย่างสง่าและสงบเข้าไปหาพ่อ ถ้าเป็นท่าน ๆ จะมอบตาแหน่งให้ลูกคนไหน ? ซามูไรผู้พ่อได้พูดกับลูกทั้งสามว่า"เจ้าเล็ก เจ้าใช้ดาบได้รวดเร็วดังใจ" เจ้าใช้ใจ"เจ้ากลาง เจ้ารู้วิธีใช้มือแทนดาบได้" เจ้าใช้มือ
"เจ้าโต เจ้ารอบคอบรู้การควรไม่ควรก่อนทาการทั้งปวงเจ้าใช้หัวหรือปัญญา ไม่ได้ใช้ดาบเพียงอย่างเดียว พ่อขอมอบดาบประจาตระกูลให้เจ้า จงปกครองคนในตระกูลแทนพ่อสืบต่อไป" คัดลอกจาก http://www.dharma-gateway.com/ผู้คัดลอกและเรียบเรียง
โทรศัพท์ แห่งความตาย
กรุณา อ่านให้จบแล้ว หูและตาสว่าง เอง
โทรศัพท์ แห่งความตาย
เคยมั้ย จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ
โทรมาหาคุณ พอคุณรับเขาก็รีบบอกว่าโทรผิด
เคยมั้ย มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ โทรมาหาคุณเวลาดึกๆ ตีสอง ตีสาม
ที่คุณหลับไปแล้ว
พอคุณตื่นเช้ามา
ก็พบ Miss
call อย่างสงสัยสุดขีด
(ว่ากิ๊กคนไหนแอบ โทรมา)
เคยมั้ย จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ
โทรมาหาคุณ พอคุณรับ ได้ยินเสียงปลายสายเป็นภาษาอะไรที่ฟังไม่รู้เรื่อง
( ประมาณว่าภาษาอาหรับ ภาษายาวี ภาษาตุรกี ภาษาลาล่า ลูลู่ ฯลฯ)
เคยมั้ย จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ
โทรมาหาคุณ พอคุณรับสาย
มันก็รีบตัดสายทิ้ง
เคยมั้ย จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ
โทรหยอดมาหาคุณแล้ว รีบวาง พอคุณโทรกลับ มันก็ปิ ดเครื่องไปซะแล้ว
เคยมั้ย หลายๆเบอร์โทรแปลกๆ แบบที่บอกข้างบน พอสองสามวันให้หลัง คุณก็ยังโทรกลับไปหาเบอร์นั้น ด้วยความ ฉงน สงสัย ใคร่รู้ ว่า “ แมร่งงง เบอร์ไอ้บ้าตัวไหนวะ... ”
เหล่านี้ “ อาจ ” เป็นโทรศัพท์แห่งความตาย
ขอเตือนว่า คุณอาจ กำลัง“ ฆ่า คน ” โดยที่คุณไม่รู้ตัว
เพราะ “ ไอ้บ้า
ตัวนั้น ” ที่มันโทรมาหาคุณ
มันใช้วิธีสุ่มหา เบอร์โทรของคุณจาก ในอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะเบอร์ของทหาร ตำรวจ หรือคนในแวดวงข้าราชการ
หรือแม้แต่
มันโทรสุ่มสี่สุ่ม ห้าทั่วๆไปเรื่อย เปื่อย
พอคุณรับสาย
มันก็จะบอกว่าขอโทษ ทีโทรผิด หรือมันรีบตัดสายทิ้ง
แล้วมันจะรีบปิด เครื่องหนี
แล้วมันตั้งเวลา เปิดเครื่อง โทรศัพท์เครื่อง นั้นไว้ให้เปิด เครื่องเอง อัตโนมัติ
แล้วมันก็
เอาโทรศัพท์เบอร์ นั้น ไปพ่วง วงจรเข้ากับ “ ระเบิด ” แสวงเครื่อง
แล้วมันก็เอาไปวาง ไว้ในที่ลับตาคน หรือในที่คนพลุก พล่านซึ่งไม่มีคน สนใจ
แล้วมันก็จากไป
แล้วด้วยความขี้ สงสัยของคุณ คุณก็จะโทรกลับไปหาเบอร์นั้น
อีกซักครั้ง สองครั้ง หรือสามครั้ง
แล้ว
โทรศัพท์หมายเลข นั้น มันก็เปิดเครื่องเองอัตโนมัติ ตามที่ “ มัน ” ตั้งเวลาไว้
แล้วพอดี คุณก็โทรเข้าไปเบอร์นั้น
ด้วยความสงสัยใคร่ รู้ของคุณอีกที
หรือไม่ก็
พอเครื่องมันเปิด ตามเวลาที่ตั้งไว้ ก็จะมี sms เข้าทันที
แจ้งหมายเลขโทรเข้า เครื่องนั้น
ในระหว่างที่มันปิด เครื่องไว้
(ก็เบอร์คุณนั่น แหละที่โทรเข้าไป) ... บริการแจ๋ว .. แจ๋วจริงๆ
แล้ว
โทรศัพท์เครื่อง นั้น ก็สั่น ทำให้เชื่อมต่อวงจรไฟฟ้าเข้ากับลูกระเบิด
แล้วมันก็ระเบิด ขึ้นมาในสถานที่ๆ
มันวางเอาไว้ ( โดยเฉพาะในแถบชายแดนภาคใต้)
แล้ว
ก็มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย แล้ว คุณก็ “ ฆ่าคน ” โดยคุณไม่รู้ตัว
แล้ว ตำรวจ
ก็สืบหาหมายเลขที่ โทร.เข้าโทรศัพท์ เครื่องที่ระเบิด
แล้ว ปรากฎว่ามันคือเบอร์คุณ เป็นคนโทรไปให้มันระเบิด
แล้ว คุณก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า เป็นคนจุดชนวนระเบิด
แม้ว่าคุณจะไม่รู้ เรื่องอะไรเลย
แม้ว่า
คุณอาจจะไม่ต้องติด คุก เพราะคุณไม่ได้ทำผิดอะไร
แต่การที่คุณตกเป็น ผู้ต้องสงสัย
มันก็อาจทำให้คุณมี เรื่องปวดหัวๆ ตามมาอีกมากมาย
ขอความกรุณาซัก หน่อยนะครับ
ถ้ามีเบอร์โทรแปลกๆ ที่คุณไม่รู้จัก โทรมาหาคุณ
ถ้ารับแล้ว
มีลักษณะอย่างใด อย่างหนึ่ง แบบที่ผมบอกไว้
กรุณาอย่าโทรกลับไป ครับ
ถ้าเขาที่โทรมามี ธุระ ถ้าเขาที่โ ทรมาเป็นคนรู้จัก ถ้าเขาต้องการ ติดต่อคุณจริงๆ
เขาจะโทรมาหาคุณ ใหม่แน่ๆ ไม่ต้องไปสงสัยอะไรให้มาก
กรุณาอย่า โทรกลับไปอีก ด้วยความสงสัยของคุณ
เพราะความขี้ สงสัยของคุณ อาจกำลัง “ ฆ่าคน ” ก็เป็นได้
โทรศัพท์ แห่งความตาย
เคยมั้ย จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ
โทรมาหาคุณ พอคุณรับเขาก็รีบบอกว่าโทรผิด
เคยมั้ย มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ โทรมาหาคุณเวลาดึกๆ ตีสอง ตีสาม
ที่คุณหลับไปแล้ว
พอคุณตื่นเช้ามา
ก็พบ Miss
call อย่างสงสัยสุดขีด
(ว่ากิ๊กคนไหนแอบ โทรมา)
เคยมั้ย จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ
โทรมาหาคุณ พอคุณรับ ได้ยินเสียงปลายสายเป็นภาษาอะไรที่ฟังไม่รู้เรื่อง
( ประมาณว่าภาษาอาหรับ ภาษายาวี ภาษาตุรกี ภาษาลาล่า ลูลู่ ฯลฯ)
เคยมั้ย จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ
โทรมาหาคุณ พอคุณรับสาย
มันก็รีบตัดสายทิ้ง
เคยมั้ย จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ
โทรหยอดมาหาคุณแล้ว รีบวาง พอคุณโทรกลับ มันก็ปิ ดเครื่องไปซะแล้ว
เคยมั้ย หลายๆเบอร์โทรแปลกๆ แบบที่บอกข้างบน พอสองสามวันให้หลัง คุณก็ยังโทรกลับไปหาเบอร์นั้น ด้วยความ ฉงน สงสัย ใคร่รู้ ว่า “ แมร่งงง เบอร์ไอ้บ้าตัวไหนวะ... ”
เหล่านี้ “ อาจ ” เป็นโทรศัพท์แห่งความตาย
ขอเตือนว่า คุณอาจ กำลัง“ ฆ่า คน ” โดยที่คุณไม่รู้ตัว
เพราะ “ ไอ้บ้า
ตัวนั้น ” ที่มันโทรมาหาคุณ
มันใช้วิธีสุ่มหา เบอร์โทรของคุณจาก ในอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะเบอร์ของทหาร ตำรวจ หรือคนในแวดวงข้าราชการ
หรือแม้แต่
มันโทรสุ่มสี่สุ่ม ห้าทั่วๆไปเรื่อย เปื่อย
พอคุณรับสาย
มันก็จะบอกว่าขอโทษ ทีโทรผิด หรือมันรีบตัดสายทิ้ง
แล้วมันจะรีบปิด เครื่องหนี
แล้วมันตั้งเวลา เปิดเครื่อง โทรศัพท์เครื่อง นั้นไว้ให้เปิด เครื่องเอง อัตโนมัติ
แล้วมันก็
เอาโทรศัพท์เบอร์ นั้น ไปพ่วง วงจรเข้ากับ “ ระเบิด ” แสวงเครื่อง
แล้วมันก็เอาไปวาง ไว้ในที่ลับตาคน หรือในที่คนพลุก พล่านซึ่งไม่มีคน สนใจ
แล้วมันก็จากไป
แล้วด้วยความขี้ สงสัยของคุณ คุณก็จะโทรกลับไปหาเบอร์นั้น
อีกซักครั้ง สองครั้ง หรือสามครั้ง
แล้ว
โทรศัพท์หมายเลข นั้น มันก็เปิดเครื่องเองอัตโนมัติ ตามที่ “ มัน ” ตั้งเวลาไว้
แล้วพอดี คุณก็โทรเข้าไปเบอร์นั้น
ด้วยความสงสัยใคร่ รู้ของคุณอีกที
หรือไม่ก็
พอเครื่องมันเปิด ตามเวลาที่ตั้งไว้ ก็จะมี sms เข้าทันที
แจ้งหมายเลขโทรเข้า เครื่องนั้น
ในระหว่างที่มันปิด เครื่องไว้
(ก็เบอร์คุณนั่น แหละที่โทรเข้าไป) ... บริการแจ๋ว .. แจ๋วจริงๆ
แล้ว
โทรศัพท์เครื่อง นั้น ก็สั่น ทำให้เชื่อมต่อวงจรไฟฟ้าเข้ากับลูกระเบิด
แล้วมันก็ระเบิด ขึ้นมาในสถานที่ๆ
มันวางเอาไว้ ( โดยเฉพาะในแถบชายแดนภาคใต้)
แล้ว
ก็มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย แล้ว คุณก็ “ ฆ่าคน ” โดยคุณไม่รู้ตัว
แล้ว ตำรวจ
ก็สืบหาหมายเลขที่ โทร.เข้าโทรศัพท์ เครื่องที่ระเบิด
แล้ว ปรากฎว่ามันคือเบอร์คุณ เป็นคนโทรไปให้มันระเบิด
แล้ว คุณก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า เป็นคนจุดชนวนระเบิด
แม้ว่าคุณจะไม่รู้ เรื่องอะไรเลย
แม้ว่า
คุณอาจจะไม่ต้องติด คุก เพราะคุณไม่ได้ทำผิดอะไร
แต่การที่คุณตกเป็น ผู้ต้องสงสัย
มันก็อาจทำให้คุณมี เรื่องปวดหัวๆ ตามมาอีกมากมาย
ขอความกรุณาซัก หน่อยนะครับ
ถ้ามีเบอร์โทรแปลกๆ ที่คุณไม่รู้จัก โทรมาหาคุณ
ถ้ารับแล้ว
มีลักษณะอย่างใด อย่างหนึ่ง แบบที่ผมบอกไว้
กรุณาอย่าโทรกลับไป ครับ
ถ้าเขาที่โทรมามี ธุระ ถ้าเขาที่โ ทรมาเป็นคนรู้จัก ถ้าเขาต้องการ ติดต่อคุณจริงๆ
เขาจะโทรมาหาคุณ ใหม่แน่ๆ ไม่ต้องไปสงสัยอะไรให้มาก
กรุณาอย่า โทรกลับไปอีก ด้วยความสงสัยของคุณ
เพราะความขี้ สงสัยของคุณ อาจกำลัง “ ฆ่าคน ” ก็เป็นได้
นรกขุมพิเศษ โลกันตนรก
นรกขุมพิเศษ โลกันตนรก
โลกันตนรก เป็นนรกขุมพิเศษมีโทษหนักกว่าอเวจีมหานรก
"..โลกันตนรก เป็นนรกขุมพิเศษ ซึ่งไม่นับเนื่องกับนรกขุมใหญ่ ๘ ขุมหรือนรกบริวารหรือยมโลกียนรก นรกขุมนี้แปลกประหลาดกว่านรกขุมอื่นๆ เพราะว่านรกขุมอื่นๆ มีการลงโทษด้วยความร้อน แต่ทว่านรกขุมนี้มีการลงโทษด้วยความเย็น และสถานที่ตั้งก็ไม่ได้อยู่เรียงรายกับบรรดานรกทั้งหลาย สถานที่ตั้งของนรกขุมนี้อยู่ในระหว่างโลกทั้งสาม เปรียบเหมือนกับเอาดอกบัว ๓ ดอกมาตั้งติดกันเข้า ก็จะเกิดมีช่องว่างระหว่างกลาง ที่ตรงช่องว่างนั้นแหละเป็นสถานที่ตั้งของ โลกันตนรก แปลว่า นรกอันอยู่ที่สุดของโลก ๓ โลกคือ เทวโลก มนุษยโลก นรกหรือยมโลกียนรกหรือยมโลก
ถ้าท่านทั้งหลายที่ได้มโนมยิทธิเวลาที่จะไปดูโลกันตนรก ตั้งจุดไว้ว่าจากโลกมนุษย์เราจะมุ่งหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก มีทางใหญ่ขาวโพลนแลดูสะอาดจะว่าเหมือนสีขาวทาก็ไม่ใช่ ใสกว่าดีกว่าถนนชั้นหนึ่งในเมืองมนุษย์ เดินไปตามทางทิศตะวันออกจะไปพบทาง ๔ แพร่ง จะพบท่าน "เทวดาอิน" ยืนยามอยู่แต่ไม่ใช่ท่านปู่พระอินทร์ สมัยท่านเป็นมนุษย์ท่านเป็นพระชื่อว่า "หลวงตาอิน" คือจากที่เราเดินไปสายหนึ่ง แล้วมีทางขึ้นทางซ้ายเป็นทางเดินค่อยๆ ลาดเป็นเนินขึ้นไปน้อยๆ เป็นทางขาวใหญ่นั่นเป็นแดนสวรรค์ อีกสายทางขวาจะเป็นทางชันเป็นแดนพรหม จากนั้นมองไปข้างหน้าเป็นทางขาวใหญ่ค่อยๆ ลาดลงตํ่าถึงที่สุดของทางนั้นเป็นแดนของนรก ถ้าถึงที่สุดทางนั้นจะเลี้ยวซ้ายนิดหนึ่งเรียกว่าตะวันออกเฉียงเหนือก็ได้ เป็นช่องว่างเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์ เทวโลกและยมโลก ณ จุดนี้จะเห็นเป็นภูเขาใหญ่ ภายในเป็นถํ้าที่ใหญ่โตมโหฬารมากเรียกว่า "โลกันตนรก" ภายในถํ้ามีแต่ความมืดหาแสงสว่างไม่ได้เลย ไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ จากดวงจันทร์และดาว มองอะไรไม่เห็นทั้งหมด แต่แสงที่จะปรากฏในโลกนี้ได้ก็คือแสงของพระพุทธเจ้า ขณะใดที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณวันไหน วันนั้นจะปรากฏแสงของพระองค์ลอดเข้าไปสู่ในโลกนี้แว้บหนึ่งเหมือนกับสายฟ้าแลบเท่านั้น
บรรดาสัตว์นรกทั้งหลายมีร่างกายใหญ่โต มีเล็บมือเล็บเท้ายาว ใช้เล็บมือเล็บเท้าเกาะเชิงเขาคือข้างถํ้าไต่ไปไต่มา มองไม่เห็นกัน ในถํ้ามีความเย็นสูงมากไม่สามารถจะเอาอะไรมาเปรียบเทียบกับความเย็นในโลกมนุษย์นี้ได้ เครื่องทำความเย็นทั้งหลายที่ว่าเย็นหรือตู้เย็น ถ้าจะเอาแสนมาคูณก็ยังมีความเย็นไม่เท่ากับความเย็นในโลกันตนรก มองลงไปส่วนลึกในถํ้าจะเห็นนํ้าใสเต็มไปด้วยความเย็นมาก แต่ความเย็นของนํ้าเป็นอันตรายกับร่างกาย เพราะนํ้าเย็นนี้เป็นนํ้ากรดที่มีความคมจัดสามารถจะละลายสัตว์นรกทั้งหลายที่ตกลงไปในนํ้านั้นให้ละลายหายไปในพริบตาเดียว บรรดาสัตว์นรกจะมีทั้งความเจ็บความแสบและความเย็นเข้ามาทับถม จะเกิดทุกขเวทนาอย่างสาหัสและมีความหิวเพราะไม่มีอะไรจะบริโภค ต่างคนต่างไต่ไปตามข้างๆ ขอบของถํ้าใหญ่ บรรดาแง่หินที่มีความคมก็เชือดเฉือนร่างกายของสัตว์นรกที่ผ่านไปเป็นแผลเหวอะหวะทั้งตัว เลือดไหลโทรมอยู่ตลอดเวลา และสัตว์นรกทั้งหลายเหล่านั้นถูกความเย็นเผาผลาญเกือบจะไม่มีแรงเคลื่อนตัวไปไหนอยู่แล้วแต่ก็ต้องไปเพื่อหนีให้พ้นจากความคมของแง่หิน แต่จะไปทางไหนก็ตาม ไปเกาะหินอันไหนก็ตามมันก็คมบาดตลอดเวลา ต่างก็ร้องครวญครางหาการเงียบเสียงไม่ได้ และการไต่ไปนั้นก็มองไม่เห็นแม้แต่มือและเท้าของตน
เมื่อสัตว์นรกกระเสือกกระสนไปกระทบกันเข้า ร่างกายมันมีความนุ่มนิ่มกว่าหิน สัตว์นรกมีความหิวอยู่แล้วก็เข้าใจว่าเป็นอาหาร ต่างคนต่างก็เอาเล็บจิกเนื้อซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างปลํ้ากันแต่ไม่ทันจะได้กินสักที ก็หล่นลงไปในนํ้า จะเห็นกระแสนํ้ามีควันพุ่งขึ้นมาปรากฏว่าเป็นนํ้ากรดค่อยๆ ละลายเนื้อและหนังของสัตว์นรกไปทีละน้อยๆ แต่ว่าเร็วมาก ชั่วเวลา ๒-๓ นาทีจะเห็นว่าร่างกายของสัตว์นรกไม่มีเนื้อไม่มีหนังเหลือแต่กระดูก กระดูกก็ดิ้นไปดิ้นมามีการแสบหนักขึ้นแต่ก็ไม่ตาย เมื่อถูกทรมานพอสมควรร่างกายก็มีเนื้อเต็มขึ้นมาใหม่ บรรดาสัตว์นรกก็ว่ายกระเสือกกระสนเข้าหาฝั่ง บางตัวก็ว่ายไปกลางถํ้ากว่าจะไปหาผนังถํ้าได้ก็แสนจะลำบาก ตอนนั้นถ้าพบกันเข้าก็จิกเนื้อกันกินในนํ้าอีก ปลํ้ากันไปปลํ้ากันมาต่างคนต่างจะจิกกินซึ่งกันและกัน ตอนนี้นํ้ากรดก็แผลงฤทธิ์ใหม่ค่อยๆ ละลายเนื้อและหนังของสัตว์นรกทั้งหลายเหล่านั้นที่กำลังจะกินกันออกไปทีละน้อยๆ จนกระทั่งหมดตัวเหลือแต่กระดูกล่อนจ้อน กระดูกก็ดิ้นเร่าๆ มันดิ้นสุดฤทธิ์สักครู่หนึ่งก็ปรากฏว่ามีเนื้อหนังขึ้นมา ค่อยๆ เกิดเป็นร่างกายขึ้นมาใหม่ คราวนี้ก็ว่ายไปเกาะฝั่งได้ก็ไต่ขึ้นไปข้างเขา ก็ถูกความคมของหินเหล่านั้นบาดเอาเลือดไหลโทรม วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ไม่มีการหยุดพัก ต้องถูกทรมานไปจนกว่าจะถึงที่สุดของกรรม เพราะโลกันตนรกไม่มีอายุ แล้วก็จะไปเสวยทุกขเวทนาต่อไปในอเวจีมหานรกและไล่ขึ้นมาแต่ละขุม แสดงว่าโลกันตนรกมีโทษหนักกว่าอเวจีมหานรก ถือว่าเป็นนรกขึ้นต้น
โลกันตนรกเป็นที่อยู่ของคนอกตัญญูไม่รู้คุณคน ประกอบกรรมที่ร้ายกาจหยาบช้ามากได้แก่การประทุษร้ายบิดามารดาหรือการทรมานบิดามารดาโดยปราศจากความกตัญญูรู้คุณ และคนที่ไม่รู้คุณงามความดีของครูบาอาจารย์ สามารถจะทำลายครูบาอาจารย์ได้ทุกอย่างหรือทำลายบิดามารดาได้ทุกอย่าง นินทาว่าร้าย อิจฉาริษยาท่าน เป็นคนจอมอกตัญญูไม่รู้คุณคน.."
อ้างอิง .จากหนังสือ ตายแล้วไปใหน ตอนที่ ๔๗
โดยพระเดช พระคุณ พระราชพรหมยาน
วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
โลกันตนรก เป็นนรกขุมพิเศษมีโทษหนักกว่าอเวจีมหานรก
"..โลกันตนรก เป็นนรกขุมพิเศษ ซึ่งไม่นับเนื่องกับนรกขุมใหญ่ ๘ ขุมหรือนรกบริวารหรือยมโลกียนรก นรกขุมนี้แปลกประหลาดกว่านรกขุมอื่นๆ เพราะว่านรกขุมอื่นๆ มีการลงโทษด้วยความร้อน แต่ทว่านรกขุมนี้มีการลงโทษด้วยความเย็น และสถานที่ตั้งก็ไม่ได้อยู่เรียงรายกับบรรดานรกทั้งหลาย สถานที่ตั้งของนรกขุมนี้อยู่ในระหว่างโลกทั้งสาม เปรียบเหมือนกับเอาดอกบัว ๓ ดอกมาตั้งติดกันเข้า ก็จะเกิดมีช่องว่างระหว่างกลาง ที่ตรงช่องว่างนั้นแหละเป็นสถานที่ตั้งของ โลกันตนรก แปลว่า นรกอันอยู่ที่สุดของโลก ๓ โลกคือ เทวโลก มนุษยโลก นรกหรือยมโลกียนรกหรือยมโลก
ถ้าท่านทั้งหลายที่ได้มโนมยิทธิเวลาที่จะไปดูโลกันตนรก ตั้งจุดไว้ว่าจากโลกมนุษย์เราจะมุ่งหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก มีทางใหญ่ขาวโพลนแลดูสะอาดจะว่าเหมือนสีขาวทาก็ไม่ใช่ ใสกว่าดีกว่าถนนชั้นหนึ่งในเมืองมนุษย์ เดินไปตามทางทิศตะวันออกจะไปพบทาง ๔ แพร่ง จะพบท่าน "เทวดาอิน" ยืนยามอยู่แต่ไม่ใช่ท่านปู่พระอินทร์ สมัยท่านเป็นมนุษย์ท่านเป็นพระชื่อว่า "หลวงตาอิน" คือจากที่เราเดินไปสายหนึ่ง แล้วมีทางขึ้นทางซ้ายเป็นทางเดินค่อยๆ ลาดเป็นเนินขึ้นไปน้อยๆ เป็นทางขาวใหญ่นั่นเป็นแดนสวรรค์ อีกสายทางขวาจะเป็นทางชันเป็นแดนพรหม จากนั้นมองไปข้างหน้าเป็นทางขาวใหญ่ค่อยๆ ลาดลงตํ่าถึงที่สุดของทางนั้นเป็นแดนของนรก ถ้าถึงที่สุดทางนั้นจะเลี้ยวซ้ายนิดหนึ่งเรียกว่าตะวันออกเฉียงเหนือก็ได้ เป็นช่องว่างเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์ เทวโลกและยมโลก ณ จุดนี้จะเห็นเป็นภูเขาใหญ่ ภายในเป็นถํ้าที่ใหญ่โตมโหฬารมากเรียกว่า "โลกันตนรก" ภายในถํ้ามีแต่ความมืดหาแสงสว่างไม่ได้เลย ไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ จากดวงจันทร์และดาว มองอะไรไม่เห็นทั้งหมด แต่แสงที่จะปรากฏในโลกนี้ได้ก็คือแสงของพระพุทธเจ้า ขณะใดที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณวันไหน วันนั้นจะปรากฏแสงของพระองค์ลอดเข้าไปสู่ในโลกนี้แว้บหนึ่งเหมือนกับสายฟ้าแลบเท่านั้น
บรรดาสัตว์นรกทั้งหลายมีร่างกายใหญ่โต มีเล็บมือเล็บเท้ายาว ใช้เล็บมือเล็บเท้าเกาะเชิงเขาคือข้างถํ้าไต่ไปไต่มา มองไม่เห็นกัน ในถํ้ามีความเย็นสูงมากไม่สามารถจะเอาอะไรมาเปรียบเทียบกับความเย็นในโลกมนุษย์นี้ได้ เครื่องทำความเย็นทั้งหลายที่ว่าเย็นหรือตู้เย็น ถ้าจะเอาแสนมาคูณก็ยังมีความเย็นไม่เท่ากับความเย็นในโลกันตนรก มองลงไปส่วนลึกในถํ้าจะเห็นนํ้าใสเต็มไปด้วยความเย็นมาก แต่ความเย็นของนํ้าเป็นอันตรายกับร่างกาย เพราะนํ้าเย็นนี้เป็นนํ้ากรดที่มีความคมจัดสามารถจะละลายสัตว์นรกทั้งหลายที่ตกลงไปในนํ้านั้นให้ละลายหายไปในพริบตาเดียว บรรดาสัตว์นรกจะมีทั้งความเจ็บความแสบและความเย็นเข้ามาทับถม จะเกิดทุกขเวทนาอย่างสาหัสและมีความหิวเพราะไม่มีอะไรจะบริโภค ต่างคนต่างไต่ไปตามข้างๆ ขอบของถํ้าใหญ่ บรรดาแง่หินที่มีความคมก็เชือดเฉือนร่างกายของสัตว์นรกที่ผ่านไปเป็นแผลเหวอะหวะทั้งตัว เลือดไหลโทรมอยู่ตลอดเวลา และสัตว์นรกทั้งหลายเหล่านั้นถูกความเย็นเผาผลาญเกือบจะไม่มีแรงเคลื่อนตัวไปไหนอยู่แล้วแต่ก็ต้องไปเพื่อหนีให้พ้นจากความคมของแง่หิน แต่จะไปทางไหนก็ตาม ไปเกาะหินอันไหนก็ตามมันก็คมบาดตลอดเวลา ต่างก็ร้องครวญครางหาการเงียบเสียงไม่ได้ และการไต่ไปนั้นก็มองไม่เห็นแม้แต่มือและเท้าของตน
เมื่อสัตว์นรกกระเสือกกระสนไปกระทบกันเข้า ร่างกายมันมีความนุ่มนิ่มกว่าหิน สัตว์นรกมีความหิวอยู่แล้วก็เข้าใจว่าเป็นอาหาร ต่างคนต่างก็เอาเล็บจิกเนื้อซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างปลํ้ากันแต่ไม่ทันจะได้กินสักที ก็หล่นลงไปในนํ้า จะเห็นกระแสนํ้ามีควันพุ่งขึ้นมาปรากฏว่าเป็นนํ้ากรดค่อยๆ ละลายเนื้อและหนังของสัตว์นรกไปทีละน้อยๆ แต่ว่าเร็วมาก ชั่วเวลา ๒-๓ นาทีจะเห็นว่าร่างกายของสัตว์นรกไม่มีเนื้อไม่มีหนังเหลือแต่กระดูก กระดูกก็ดิ้นไปดิ้นมามีการแสบหนักขึ้นแต่ก็ไม่ตาย เมื่อถูกทรมานพอสมควรร่างกายก็มีเนื้อเต็มขึ้นมาใหม่ บรรดาสัตว์นรกก็ว่ายกระเสือกกระสนเข้าหาฝั่ง บางตัวก็ว่ายไปกลางถํ้ากว่าจะไปหาผนังถํ้าได้ก็แสนจะลำบาก ตอนนั้นถ้าพบกันเข้าก็จิกเนื้อกันกินในนํ้าอีก ปลํ้ากันไปปลํ้ากันมาต่างคนต่างจะจิกกินซึ่งกันและกัน ตอนนี้นํ้ากรดก็แผลงฤทธิ์ใหม่ค่อยๆ ละลายเนื้อและหนังของสัตว์นรกทั้งหลายเหล่านั้นที่กำลังจะกินกันออกไปทีละน้อยๆ จนกระทั่งหมดตัวเหลือแต่กระดูกล่อนจ้อน กระดูกก็ดิ้นเร่าๆ มันดิ้นสุดฤทธิ์สักครู่หนึ่งก็ปรากฏว่ามีเนื้อหนังขึ้นมา ค่อยๆ เกิดเป็นร่างกายขึ้นมาใหม่ คราวนี้ก็ว่ายไปเกาะฝั่งได้ก็ไต่ขึ้นไปข้างเขา ก็ถูกความคมของหินเหล่านั้นบาดเอาเลือดไหลโทรม วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ไม่มีการหยุดพัก ต้องถูกทรมานไปจนกว่าจะถึงที่สุดของกรรม เพราะโลกันตนรกไม่มีอายุ แล้วก็จะไปเสวยทุกขเวทนาต่อไปในอเวจีมหานรกและไล่ขึ้นมาแต่ละขุม แสดงว่าโลกันตนรกมีโทษหนักกว่าอเวจีมหานรก ถือว่าเป็นนรกขึ้นต้น
โลกันตนรกเป็นที่อยู่ของคนอกตัญญูไม่รู้คุณคน ประกอบกรรมที่ร้ายกาจหยาบช้ามากได้แก่การประทุษร้ายบิดามารดาหรือการทรมานบิดามารดาโดยปราศจากความกตัญญูรู้คุณ และคนที่ไม่รู้คุณงามความดีของครูบาอาจารย์ สามารถจะทำลายครูบาอาจารย์ได้ทุกอย่างหรือทำลายบิดามารดาได้ทุกอย่าง นินทาว่าร้าย อิจฉาริษยาท่าน เป็นคนจอมอกตัญญูไม่รู้คุณคน.."
อ้างอิง .จากหนังสือ ตายแล้วไปใหน ตอนที่ ๔๗
โดยพระเดช พระคุณ พระราชพรหมยาน
วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
นิทานซามูไรสามพี่น้อง
โบคุเดน ซึคาฮารา เป็นหนึ่งในนักดาบผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคโบราณ ท่านมีบุตรอยู่สามคน บุตรทุกคนล้วนสืบทอดอัจฉริยภาพในทางศิลปะการฟันดาบมาจากบิดาของตน ในบั้นปลายชีวิตโบคุเดนต้องการที่จะทดสอบความสามารถของบุตรแต่ละคน
จึงอยู่มาวันหนึ่ง ท่านนั่งอยู่ในห้อง และให้เรียกหาบุตรสุดท้องเข้ามาพบ บุตรสุดท้องก็เดินเขามาตามระเบียง เลื่อนประตูเปิดออกและก้าวเข้ามา ทันใดนั้นก็มีวัตถุบางอย่างตกลงมาจากเบื้องบน และก่อนที่สิ่งนั้นจะกระทบถูกศีรษะ เขาก็ก้าวถอยหลังและซักดาบออกมาฟันดุจประกายสายฟ้า เมื่อแลดูไป เขาจึงเห็นลูกไม้กลม ๆ ถูกฟันแยกออกเป็นสองเสี่ยงตกกลิ้งอยู่แทบเท้าโบคุเดนได้เตรียมลูกไม้วางไว้บนคานประตู เพื่อว่าลูกไม้จะหล่นลงมาทันทีเมื่อประตูเปิดออก
"ตอนนี้ เธอจงกลับไปยังที่พักของเธอก่อน" บิดากล่าวกับบุตรสุดท้อง ต่อจากนั้นท่านก็เรียกบุตรที่สองมา ซึ่งบุตรก็เปิดประตูออกโดยไม่รู้เล่ห์เช่นกัน เมื่อลูกไม่ตกลงมาเหนือศีรษะ เขาก็รับเอาไว้ได้ด้วยมือเปล่า "เอาละ กลับไปรอในห้องของเธอก่อน" บิดาสั่ง
ในที่สุดบุตรหัวปีก็ถูกเรียกหา เมื่อเขาจวนจะก้าวเข้ามาในห้องอยู่แล้ว จิตของเขาได้ตระหนักรู้ถึงสิ่งผิดปรกติบางอย่างบนคานประตู เขาได้นำลูกไม้ที่วางอย่างหมิ่นเหม่บนคานประตูลงมา เข้ามานั่งลงเบื้องหน้าบิดาและพูดว่า "ลูกรู้ว่าบิดาต้องการทำอะไร"
โบคุเดนจึงเรียกบุตรอีกสองคนมาอีกครั้งหนึ่ง ท่านตำหนิบุตรคนสุดท้องอย่างขมขื่นว่า "เธอควรจะละอายใจต่อความล้มเหลวเช่นครั้งนี้ แม้จะเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงวินาทีหนึ่ง" ครั้นแล้วท่านก็หันไปให้กำลังใจบุตรคนที่สองว่า "จงหมั่นเพียรต่อไปอีกสักครั้งเถิด ลูกเอ๋ย ฝึกฝนตนให้รุดหน้าต่อไป อย่าได้หลงละเลยเสีย" ในที่สุดก็มาถึงบุตรหัวปี ซึ่งท่านได้หันไปกล่าวขึ้นกับลูกศิษย์ลูกหาของท่านว่า "ฉันรู้สึกยินดีที่เธอมีความสามารถสมกับที่จะได้เป็นทายาทผู้สืบทอดสิลปะแขนงนี้ต่อจากฉัน".
หนังสือดอกไม้ไม่จำนรรจ์
เซนไค ซิบายามะ เขียน
ซุมิโกะ คุโดะ แปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ
พจนา จันทรสันติ ถ่ายทอดเป็นภาษาไทย
จึงอยู่มาวันหนึ่ง ท่านนั่งอยู่ในห้อง และให้เรียกหาบุตรสุดท้องเข้ามาพบ บุตรสุดท้องก็เดินเขามาตามระเบียง เลื่อนประตูเปิดออกและก้าวเข้ามา ทันใดนั้นก็มีวัตถุบางอย่างตกลงมาจากเบื้องบน และก่อนที่สิ่งนั้นจะกระทบถูกศีรษะ เขาก็ก้าวถอยหลังและซักดาบออกมาฟันดุจประกายสายฟ้า เมื่อแลดูไป เขาจึงเห็นลูกไม้กลม ๆ ถูกฟันแยกออกเป็นสองเสี่ยงตกกลิ้งอยู่แทบเท้าโบคุเดนได้เตรียมลูกไม้วางไว้บนคานประตู เพื่อว่าลูกไม้จะหล่นลงมาทันทีเมื่อประตูเปิดออก
"ตอนนี้ เธอจงกลับไปยังที่พักของเธอก่อน" บิดากล่าวกับบุตรสุดท้อง ต่อจากนั้นท่านก็เรียกบุตรที่สองมา ซึ่งบุตรก็เปิดประตูออกโดยไม่รู้เล่ห์เช่นกัน เมื่อลูกไม่ตกลงมาเหนือศีรษะ เขาก็รับเอาไว้ได้ด้วยมือเปล่า "เอาละ กลับไปรอในห้องของเธอก่อน" บิดาสั่ง
ในที่สุดบุตรหัวปีก็ถูกเรียกหา เมื่อเขาจวนจะก้าวเข้ามาในห้องอยู่แล้ว จิตของเขาได้ตระหนักรู้ถึงสิ่งผิดปรกติบางอย่างบนคานประตู เขาได้นำลูกไม้ที่วางอย่างหมิ่นเหม่บนคานประตูลงมา เข้ามานั่งลงเบื้องหน้าบิดาและพูดว่า "ลูกรู้ว่าบิดาต้องการทำอะไร"
โบคุเดนจึงเรียกบุตรอีกสองคนมาอีกครั้งหนึ่ง ท่านตำหนิบุตรคนสุดท้องอย่างขมขื่นว่า "เธอควรจะละอายใจต่อความล้มเหลวเช่นครั้งนี้ แม้จะเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงวินาทีหนึ่ง" ครั้นแล้วท่านก็หันไปให้กำลังใจบุตรคนที่สองว่า "จงหมั่นเพียรต่อไปอีกสักครั้งเถิด ลูกเอ๋ย ฝึกฝนตนให้รุดหน้าต่อไป อย่าได้หลงละเลยเสีย" ในที่สุดก็มาถึงบุตรหัวปี ซึ่งท่านได้หันไปกล่าวขึ้นกับลูกศิษย์ลูกหาของท่านว่า "ฉันรู้สึกยินดีที่เธอมีความสามารถสมกับที่จะได้เป็นทายาทผู้สืบทอดสิลปะแขนงนี้ต่อจากฉัน".
หนังสือดอกไม้ไม่จำนรรจ์
เซนไค ซิบายามะ เขียน
ซุมิโกะ คุโดะ แปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ
พจนา จันทรสันติ ถ่ายทอดเป็นภาษาไทย
มาตรการทางกฎหมายปลายทางปัญหาการทำแท้ง
โดย สราวุธ เบญจกุล 28 พฤศจิกายน 2553 20:25 น.
ความเศร้าสลดและความตกใจจากเหตุการณ์การพบซากศพเด็กทารกที่เกิดจากการทำแท้งกว่า 2,000 ศพในวัดไผ่เงินซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร และตามมาด้วยการเข้าจับกุมโกดังเก็บยาทำแท้งเถื่อนขนาดใหญ่ที่ลักลอบนำยาทำแท้งเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อมาบรรจุแบ่งขายตามร้านขายยาและคลินิกทำแท้งเถื่อนนั้น กระตุ้นและผลักดันให้สังคมต้องหันมาพิจารณาปัญหาการทำแท้งและหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
การทำแท้งเป็นความผิดอาญาฐานทำให้แท้งลูกตามประมวลกฎหมายอาญา แต่กฎหมายยอมให้มีการทำแท้งโดยไม่มีความผิดเฉพาะกรณีแพทย์ทำแท้งให้หญิงในสอง กรณี คือ กรณีที่การทำแท้งมีความจำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้นเพราะหากปล่อยให้หญิงตั้งครรภ์ต่อไปแล้วจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของหญิง หรือ กรณีที่หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาตามที่กฎหมายกำหนดคือ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น และความผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจาร แต่การทำแท้งต้องได้รับความยินยอมจากหญิงนั้นก่อน การที่กฎหมายกำหนดให้แพทย์ทำแท้งได้นั้นก็เพื่อให้หญิงสามารถยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย
การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัสถึงแท้งลูกตามกฎหมายนั้น จะต้องเป็นกรณีที่กระทำให้ลูกในครรภ์ของผู้ถูกทำร้ายคลอดออกมาในลักษณะที่ลูกนั้นไม่มีชีวิต ส่วนการคลอดก่อนกำหนดเวลาในลักษณะที่เด็กยังมีชีวิตอยู่ต่อมาอีก 8 วันแล้วจึงตาย ดังนี้ไม่เป็นความผิดฐานทำให้แท้งลูกตามประมวลกฎหมายอาญา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 677/2510,ตัดสินโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 14/2510)
ประเด็นที่เป็นข้อโต้เถียงกันมากที่สุด คือ ปัญหาว่าการทำแท้งเป็นสิทธิของสตรีที่ตั้งครรภ์ หรือเป็นสิทธิของทารกในครรภ์ที่จะมีชีวิตอยู่
ในประเทศไทยสิทธิของทารกในครรภ์มารดาได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 ว่า “ สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดและอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย
ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่างๆได้ หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก”
ในประเทศอังกฤษพระราชบัญญัติการรักษาชีวิตทารก ค.ศ. 1929 มาตรา 1 ระบุว่า ผู้ใดมีเจตนาทำลายชีวิตทารกในครรภ์ที่สามารถคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกให้ถึงแก่ความตายก่อนที่จะคลอดจากครรภ์มารดาเป็นความผิดอาญา และกฎหมายสันนิษฐานว่ามารดาที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่ 28 สัปดาห์ขึ้นไป ให้ถือว่าเด็กในครรภ์อาจคลอดอยู่รอดมีชีวิตได้
แม้มีข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวแต่คดีแพ่งเรื่องหนึ่งโจทก์ฝ่ายชายยื่นฟ้องต่อศาลอังกฤษขอคุ้มครองชั่วคราวห้ามจำเลยฝ่ายหญิงทำแท้งเนื่องจากเด็กในครรภ์มีอายุระหว่าง 18 - 21 สัปดาห์ ศาลโดย Sir John Donaldson พิพากษาว่าถ้าทารกในครรภ์ ได้มีพัฒนาการตามปกติแล้วแต่ยังไม่อาจหายใจได้นั้น ไม่อาจถือได้ว่าสามารถคลอดออกมามีชีวิตรอด ดังนั้นมารดาทำแท้งได้ โจทก์จึงแพ้คดี C v S (ปี ค.ศ. 1988)
ในคดีแพ่งอีกเรื่องหนึ่ง Rance v Mid-Downs Health Authority (ปี ค.ศ. 1991) มารดาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโรงพยาบาลอ้างว่าตนสูญเสียสิทธิในการทำแท้ง เนื่องจากโรงพยาบาลประมาทเลินเล่อไม่แจ้งความผิดปกติของเด็กในครรภ์ในขณะที่ตรวจครรภ์อายุ 26 สัปดาห์ เป็นเหตุให้เด็กคลอดออกมาไม่สมประกอบ มารดาต้องออกจากงานเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่พิการ ศาลอังกฤษพิพากษาว่าช่วงอายุครรภ์ 26 หรือ 27 สัปดาห์นั้นเด็กอาจหายใจได้เองในช่วงสั้นๆ จึงสามารถคลอดอยู่รอดมีชีวิต ดังนั้น มารดาจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโรงพยาบาลเนื่องจากไม่มีสิทธิที่จะที่จะทำแท้งในช่วงเวลาดังกล่าว
ต่อมาประเทศอังกฤษได้ตราพระราชบัญญัติการทำแท้ง ค.ศ. 1967 มีผลบังคับใช้เมื่อ 27 เมษายน ค.ศ.1968 กำหนดให้การกระทำไม่เป็นความผิดฐานทำแท้ง ในกรณีที่แพทย์ขึ้นทะเบียนเป็นผู้กระทำการยุติการตั้งครรภ์และมีแพทย์ 2 คนมีความเห็นโดยสุจริตว่า
หากปล่อยให้การตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ไม่เกิน 24 สัปดาห์ดำเนินต่อไปจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายแก่สุขภาพร่างกายหรือจิตใจของหญิงหรือของเด็กในครอบครัวของหญิงมากกว่าการยุติการตั้งครรภ์
มีความจำเป็นต้องการยุติการตั้งครรภ์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายร้ายแรงถาวรขึ้นแก่ร่างกายหรือจิตใจของหญิง
หากปล่อยให้การตั้งครรภ์ต่อไปจะก่อให้เกิดความเสี่ยงถึงแก่ชีวิตของหญิงมากกว่าการยุติการตั้งครรภ์
มีความเสี่ยงว่าหากเด็กคลอดออกมาเด็กจะผิดปกติไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจเป็นความผิดปกติถึงขั้นพิการอย่างร้ายแรง
นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมีมติเห็นชอบ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่กำหนดหลักการ และสิทธิพื้นฐานสำหรับเด็กทุกคน โดยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 1 กำหนดว่า “เพื่อความมุ่งประสงค์แก่อนุสัญญานี้ เด็ก หมายถึง มนุษย์ทุกคนที่อายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้นตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่เด็กนั้น”และในข้อ 6 กำหนดว่า “1. รัฐภาคียอมรับว่า เด็กทุกคนมีสิทธิติดตัวที่จะมีชีวิต 2. รัฐภาคีจะประกันอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ ให้มีการอยู่รอด และการพัฒนาของเด็ก” ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน อนุสัญญาดังกล่าวในพ.ศ. 2535
ปัญหาการทำแท้งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของสตรี สิทธิของทารกที่อยู่ในครรภ์ ความเชื่อทางศาสนา รวมถึงคุณธรรม จริยธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมอันดีของสังคม
การแก้ไขปัญหาการทำแท้งนั้นควรแก้ไขด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์และการวางแผนครอบครัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ตลอดทั้งการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม การควบคุมโดยการบังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างจริงจังแม้เป็นเพียงปลายทางของปัญหาการทำแท้ง หากได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบควบคู่ไปกับการป้องกันและปราบปรามก็จะสามารถแก้ไขปัญหาการทำแท้งได้อย่างเป็นรูปธรรม
สราวุธ เบญจกุล
รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
ความเศร้าสลดและความตกใจจากเหตุการณ์การพบซากศพเด็กทารกที่เกิดจากการทำแท้งกว่า 2,000 ศพในวัดไผ่เงินซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร และตามมาด้วยการเข้าจับกุมโกดังเก็บยาทำแท้งเถื่อนขนาดใหญ่ที่ลักลอบนำยาทำแท้งเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อมาบรรจุแบ่งขายตามร้านขายยาและคลินิกทำแท้งเถื่อนนั้น กระตุ้นและผลักดันให้สังคมต้องหันมาพิจารณาปัญหาการทำแท้งและหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
การทำแท้งเป็นความผิดอาญาฐานทำให้แท้งลูกตามประมวลกฎหมายอาญา แต่กฎหมายยอมให้มีการทำแท้งโดยไม่มีความผิดเฉพาะกรณีแพทย์ทำแท้งให้หญิงในสอง กรณี คือ กรณีที่การทำแท้งมีความจำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้นเพราะหากปล่อยให้หญิงตั้งครรภ์ต่อไปแล้วจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของหญิง หรือ กรณีที่หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาตามที่กฎหมายกำหนดคือ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น และความผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจาร แต่การทำแท้งต้องได้รับความยินยอมจากหญิงนั้นก่อน การที่กฎหมายกำหนดให้แพทย์ทำแท้งได้นั้นก็เพื่อให้หญิงสามารถยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย
การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัสถึงแท้งลูกตามกฎหมายนั้น จะต้องเป็นกรณีที่กระทำให้ลูกในครรภ์ของผู้ถูกทำร้ายคลอดออกมาในลักษณะที่ลูกนั้นไม่มีชีวิต ส่วนการคลอดก่อนกำหนดเวลาในลักษณะที่เด็กยังมีชีวิตอยู่ต่อมาอีก 8 วันแล้วจึงตาย ดังนี้ไม่เป็นความผิดฐานทำให้แท้งลูกตามประมวลกฎหมายอาญา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 677/2510,ตัดสินโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 14/2510)
ประเด็นที่เป็นข้อโต้เถียงกันมากที่สุด คือ ปัญหาว่าการทำแท้งเป็นสิทธิของสตรีที่ตั้งครรภ์ หรือเป็นสิทธิของทารกในครรภ์ที่จะมีชีวิตอยู่
ในประเทศไทยสิทธิของทารกในครรภ์มารดาได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 ว่า “ สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดและอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย
ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่างๆได้ หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก”
ในประเทศอังกฤษพระราชบัญญัติการรักษาชีวิตทารก ค.ศ. 1929 มาตรา 1 ระบุว่า ผู้ใดมีเจตนาทำลายชีวิตทารกในครรภ์ที่สามารถคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกให้ถึงแก่ความตายก่อนที่จะคลอดจากครรภ์มารดาเป็นความผิดอาญา และกฎหมายสันนิษฐานว่ามารดาที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่ 28 สัปดาห์ขึ้นไป ให้ถือว่าเด็กในครรภ์อาจคลอดอยู่รอดมีชีวิตได้
แม้มีข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวแต่คดีแพ่งเรื่องหนึ่งโจทก์ฝ่ายชายยื่นฟ้องต่อศาลอังกฤษขอคุ้มครองชั่วคราวห้ามจำเลยฝ่ายหญิงทำแท้งเนื่องจากเด็กในครรภ์มีอายุระหว่าง 18 - 21 สัปดาห์ ศาลโดย Sir John Donaldson พิพากษาว่าถ้าทารกในครรภ์ ได้มีพัฒนาการตามปกติแล้วแต่ยังไม่อาจหายใจได้นั้น ไม่อาจถือได้ว่าสามารถคลอดออกมามีชีวิตรอด ดังนั้นมารดาทำแท้งได้ โจทก์จึงแพ้คดี C v S (ปี ค.ศ. 1988)
ในคดีแพ่งอีกเรื่องหนึ่ง Rance v Mid-Downs Health Authority (ปี ค.ศ. 1991) มารดาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโรงพยาบาลอ้างว่าตนสูญเสียสิทธิในการทำแท้ง เนื่องจากโรงพยาบาลประมาทเลินเล่อไม่แจ้งความผิดปกติของเด็กในครรภ์ในขณะที่ตรวจครรภ์อายุ 26 สัปดาห์ เป็นเหตุให้เด็กคลอดออกมาไม่สมประกอบ มารดาต้องออกจากงานเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่พิการ ศาลอังกฤษพิพากษาว่าช่วงอายุครรภ์ 26 หรือ 27 สัปดาห์นั้นเด็กอาจหายใจได้เองในช่วงสั้นๆ จึงสามารถคลอดอยู่รอดมีชีวิต ดังนั้น มารดาจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโรงพยาบาลเนื่องจากไม่มีสิทธิที่จะที่จะทำแท้งในช่วงเวลาดังกล่าว
ต่อมาประเทศอังกฤษได้ตราพระราชบัญญัติการทำแท้ง ค.ศ. 1967 มีผลบังคับใช้เมื่อ 27 เมษายน ค.ศ.1968 กำหนดให้การกระทำไม่เป็นความผิดฐานทำแท้ง ในกรณีที่แพทย์ขึ้นทะเบียนเป็นผู้กระทำการยุติการตั้งครรภ์และมีแพทย์ 2 คนมีความเห็นโดยสุจริตว่า
หากปล่อยให้การตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ไม่เกิน 24 สัปดาห์ดำเนินต่อไปจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายแก่สุขภาพร่างกายหรือจิตใจของหญิงหรือของเด็กในครอบครัวของหญิงมากกว่าการยุติการตั้งครรภ์
มีความจำเป็นต้องการยุติการตั้งครรภ์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายร้ายแรงถาวรขึ้นแก่ร่างกายหรือจิตใจของหญิง
หากปล่อยให้การตั้งครรภ์ต่อไปจะก่อให้เกิดความเสี่ยงถึงแก่ชีวิตของหญิงมากกว่าการยุติการตั้งครรภ์
มีความเสี่ยงว่าหากเด็กคลอดออกมาเด็กจะผิดปกติไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจเป็นความผิดปกติถึงขั้นพิการอย่างร้ายแรง
นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมีมติเห็นชอบ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่กำหนดหลักการ และสิทธิพื้นฐานสำหรับเด็กทุกคน โดยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 1 กำหนดว่า “เพื่อความมุ่งประสงค์แก่อนุสัญญานี้ เด็ก หมายถึง มนุษย์ทุกคนที่อายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้นตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่เด็กนั้น”และในข้อ 6 กำหนดว่า “1. รัฐภาคียอมรับว่า เด็กทุกคนมีสิทธิติดตัวที่จะมีชีวิต 2. รัฐภาคีจะประกันอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ ให้มีการอยู่รอด และการพัฒนาของเด็ก” ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน อนุสัญญาดังกล่าวในพ.ศ. 2535
ปัญหาการทำแท้งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของสตรี สิทธิของทารกที่อยู่ในครรภ์ ความเชื่อทางศาสนา รวมถึงคุณธรรม จริยธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมอันดีของสังคม
การแก้ไขปัญหาการทำแท้งนั้นควรแก้ไขด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์และการวางแผนครอบครัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ตลอดทั้งการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม การควบคุมโดยการบังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างจริงจังแม้เป็นเพียงปลายทางของปัญหาการทำแท้ง หากได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบควบคู่ไปกับการป้องกันและปราบปรามก็จะสามารถแก้ไขปัญหาการทำแท้งได้อย่างเป็นรูปธรรม
สราวุธ เบญจกุล
รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
ความภูมิใจของนักวิจัยไทย แพทย์ มข. พัฒนา “ชุดน้ำยาตรวจวินิจฉัยโรค”
คณะแพทย์จากศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ ม.ขอนแก่น สร้างชื่อ วิจัยและพัฒนาชุดน้ำยาตรวจวินิจฉัยโรคได้เป็นผลสำเร็จ เผยประสิทธิภาพแม่นยำ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) นำเสนอผลงานของ ศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาสุขภาพที่ดีและยั่งยืนของชาวอีสาน โดยมี คณะผู้บริหารของศูนย์ร่วมแถลงข่าว ได้แก่ รศ. ดร. วีระพงษ์ ลุลิตานนท์ ผู้อำนวยการ ศ. ดร. วันชัย มาลีวงษ์ รองผู้อำนวยการ ศ. พญ. ผิวพรรณ มาลีวงษ์ นักวิจัยประจำศูนย์
ศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2549 ด้วยเจตนารมณ์ เพื่อทำการค้นคว้าวิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ หลังจากการระบาดอย่างหนักของโรคซารส์ และโรคไข้หวัดนก ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงทั้งประเทศ ปัจจุบันศูนย์ดังกล่าว ตั้งอยู่ที่ ชั้น 7 อาคารเรียนรวม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ถึงแม้จะเป็นหน่วยงานที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ แต่ศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ ก็มีผลงานการศึกษาวิจัยที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการแพทย์ คือ การพัฒนาชุดน้ำยาตรวจโรคเท้าช้าง โรคพยาธิใบไม้ตับวัวควาย โรคพยาธิใบไม้ในปอด โรคพยาธิตัวจี๊ด โรคเม็ดสาคูพยาธิตืดหมู โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากพยาธิหอยโข่ง โรคพยาธิแคปิลลาเรีย ไวรัสในกลุ่มเริ่ม ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ตามฤดูกาล และสายพันธุ์ใหม่ เป็นต้น
รศ.ดร.วีระพงษ์ ลุลิตานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยฯได้ร่วมกับภาควิชาจุลชีววิทยา ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มข. ได้เปิดให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อทางห้องปฏิบัติการโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อช่วยให้แพทย์ผู้รักษาสามารถให้การวินิจฉัยและทำการรักษาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ
“ในส่วนของการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อ ทางศูนย์วิจัยฯ ได้ดำเนินการตรวจนำร่องหาปริมาณลูกน้ำยุงลายซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกและโรคชิกุนคุนยา ในเขตรอบ ๆ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรคทั้งสอง นอกจากนี้ทางศูนย์วิจัยฯ ร่วมกับ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ได้มีการตรวจหาไวรัสไข้หวัดนกในนกตามธรรมชาติ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังไข้หวัดนกที่อาจจะติดต่อมายังสัตว์ปีกที่เลี้ยงตามบ้านหรือฟาร์ม ในกรณีตัวอย่าง เช่น โรคเท้าช้าง ซึ่งเป็นโรคที่สร้างความพิการให้กับผู้ป่วย บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ หรือ ตั้งแต่ข้อศอกและเข่าลงไป มียุงเป็นพาหะนำโรค เกิดจากพยาธิฟิลาเรีย (Filaria) ซึ่งเป็นหนอนพยาธิตัวกลม อาการทางคลินิกของโรคเท้าช้างนั้น ก็มีความซับซ้อนและยากต่อการวินิจฉัย แต่เมื่อมีการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคเท้าช้าง ขึ้นมา โดยศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น”
ด้าน ศ. พญ. ผิวพรรณ มาลีวงษ์ รองหัวหน้าภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มข. และในนามนักวิจัยของศูนย์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันทางศูนย์ฯ ได้พัฒนาวิธีเรียลไทม์ พีซีอาร์ ซึ่งเป็นวิธีที่มีความไว ความจำเพาะ และความถูกต้องแม่นยำสูง สามารถอ่านผลได้ในครั้งเดียว โดยไม่ต้องนำมาแยกด้วยกระแสไฟฟ้าบนแผ่นวุ้นเพื่ออ่านผลเหมือนในวิธีพีซีอาร์แบบดั้งเดิม ทำให้ลดปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อ จึงไม่เกิดผลลบหรือผลบวกปลอม สามารถตรวจหาสารพันธุกรรม (DNA) ของเชื้อทั้งชนิดวูลเชอรีเรีย แบนครอฟไต และบรูเกีย มาลาไย ที่อยู่ในยุงพาหะและในเลือดคนได้สำเร็จ แม้ว่าจะมีปริมาณ DNA น้อยมาก และยังสามารถตรวจหาเชื้อได้ทั้งสองชนิดในครั้งเดียวกันได้ ทำให้ลดต้นทุน ใช้เวลาในการตรวจวินิจฉัยประมาณ 1 ชั่วโมง ทำให้สามารถรายงานผลได้ในเวลาอันรวดเร็ว และไม่มีปัญหาในการปนเปื้อน และยังสามารถตรวจได้ครั้งละ 30 ตัวอย่าง ใช้ตัวอย่างส่งตรวจในปริมาณน้อย ซึ่งทำให้วิธีนี้มีศักยภาพในการวินิจฉัยโรคเท้าช้าง รวมถึงโรคต่างๆ ที่ได้กล่าวมาในข้างต้น
ศ. ดร. วันชัย มาลีวงษ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวเสริมว่า การพัฒนาชุดน้ำยาตรวจวินิจฉัยโรคดังกล่าวนั้น เป็นการต่อยอดจากผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติหลายฉบับ และได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร เป็นผลงานที่เกิดจากมันสมองของทีมนักวิจัยไทย เป็นการวิจัยแบบพึ่งพาตนเอง ผลงานวิจัยสามารถลงไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นแห่งแรกของโลก ที่มีการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคดังกล่าว ด้วยวิธีนี้
นอกจากภารกิจในการตรวจวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการ และ การศึกษาวิจัยแล้ว ทางศูนย์ฯ ยังมีกิจกรรมการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการในด้านต่าง ๆ เช่น การให้คำปรึกษาด้านวิชาการ การจัดประชุมอบรม เกี่ยวกับเทคโนโลยีในการวิจัยและตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อ ซึ่งแน่นอนศูนย์ฯ นี้ จะสามารถเป็นที่พึ่งด้านสุขภาพของประชาชน อีกแห่งหนึ่งที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐานของประเทศ
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) นำเสนอผลงานของ ศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาสุขภาพที่ดีและยั่งยืนของชาวอีสาน โดยมี คณะผู้บริหารของศูนย์ร่วมแถลงข่าว ได้แก่ รศ. ดร. วีระพงษ์ ลุลิตานนท์ ผู้อำนวยการ ศ. ดร. วันชัย มาลีวงษ์ รองผู้อำนวยการ ศ. พญ. ผิวพรรณ มาลีวงษ์ นักวิจัยประจำศูนย์
ศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2549 ด้วยเจตนารมณ์ เพื่อทำการค้นคว้าวิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ หลังจากการระบาดอย่างหนักของโรคซารส์ และโรคไข้หวัดนก ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงทั้งประเทศ ปัจจุบันศูนย์ดังกล่าว ตั้งอยู่ที่ ชั้น 7 อาคารเรียนรวม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ถึงแม้จะเป็นหน่วยงานที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ แต่ศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ ก็มีผลงานการศึกษาวิจัยที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการแพทย์ คือ การพัฒนาชุดน้ำยาตรวจโรคเท้าช้าง โรคพยาธิใบไม้ตับวัวควาย โรคพยาธิใบไม้ในปอด โรคพยาธิตัวจี๊ด โรคเม็ดสาคูพยาธิตืดหมู โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากพยาธิหอยโข่ง โรคพยาธิแคปิลลาเรีย ไวรัสในกลุ่มเริ่ม ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ตามฤดูกาล และสายพันธุ์ใหม่ เป็นต้น
รศ.ดร.วีระพงษ์ ลุลิตานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยฯได้ร่วมกับภาควิชาจุลชีววิทยา ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มข. ได้เปิดให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อทางห้องปฏิบัติการโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อช่วยให้แพทย์ผู้รักษาสามารถให้การวินิจฉัยและทำการรักษาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ
“ในส่วนของการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อ ทางศูนย์วิจัยฯ ได้ดำเนินการตรวจนำร่องหาปริมาณลูกน้ำยุงลายซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกและโรคชิกุนคุนยา ในเขตรอบ ๆ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรคทั้งสอง นอกจากนี้ทางศูนย์วิจัยฯ ร่วมกับ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ได้มีการตรวจหาไวรัสไข้หวัดนกในนกตามธรรมชาติ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังไข้หวัดนกที่อาจจะติดต่อมายังสัตว์ปีกที่เลี้ยงตามบ้านหรือฟาร์ม ในกรณีตัวอย่าง เช่น โรคเท้าช้าง ซึ่งเป็นโรคที่สร้างความพิการให้กับผู้ป่วย บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ หรือ ตั้งแต่ข้อศอกและเข่าลงไป มียุงเป็นพาหะนำโรค เกิดจากพยาธิฟิลาเรีย (Filaria) ซึ่งเป็นหนอนพยาธิตัวกลม อาการทางคลินิกของโรคเท้าช้างนั้น ก็มีความซับซ้อนและยากต่อการวินิจฉัย แต่เมื่อมีการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคเท้าช้าง ขึ้นมา โดยศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น”
ด้าน ศ. พญ. ผิวพรรณ มาลีวงษ์ รองหัวหน้าภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มข. และในนามนักวิจัยของศูนย์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันทางศูนย์ฯ ได้พัฒนาวิธีเรียลไทม์ พีซีอาร์ ซึ่งเป็นวิธีที่มีความไว ความจำเพาะ และความถูกต้องแม่นยำสูง สามารถอ่านผลได้ในครั้งเดียว โดยไม่ต้องนำมาแยกด้วยกระแสไฟฟ้าบนแผ่นวุ้นเพื่ออ่านผลเหมือนในวิธีพีซีอาร์แบบดั้งเดิม ทำให้ลดปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อ จึงไม่เกิดผลลบหรือผลบวกปลอม สามารถตรวจหาสารพันธุกรรม (DNA) ของเชื้อทั้งชนิดวูลเชอรีเรีย แบนครอฟไต และบรูเกีย มาลาไย ที่อยู่ในยุงพาหะและในเลือดคนได้สำเร็จ แม้ว่าจะมีปริมาณ DNA น้อยมาก และยังสามารถตรวจหาเชื้อได้ทั้งสองชนิดในครั้งเดียวกันได้ ทำให้ลดต้นทุน ใช้เวลาในการตรวจวินิจฉัยประมาณ 1 ชั่วโมง ทำให้สามารถรายงานผลได้ในเวลาอันรวดเร็ว และไม่มีปัญหาในการปนเปื้อน และยังสามารถตรวจได้ครั้งละ 30 ตัวอย่าง ใช้ตัวอย่างส่งตรวจในปริมาณน้อย ซึ่งทำให้วิธีนี้มีศักยภาพในการวินิจฉัยโรคเท้าช้าง รวมถึงโรคต่างๆ ที่ได้กล่าวมาในข้างต้น
ศ. ดร. วันชัย มาลีวงษ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวเสริมว่า การพัฒนาชุดน้ำยาตรวจวินิจฉัยโรคดังกล่าวนั้น เป็นการต่อยอดจากผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติหลายฉบับ และได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร เป็นผลงานที่เกิดจากมันสมองของทีมนักวิจัยไทย เป็นการวิจัยแบบพึ่งพาตนเอง ผลงานวิจัยสามารถลงไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นแห่งแรกของโลก ที่มีการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคดังกล่าว ด้วยวิธีนี้
นอกจากภารกิจในการตรวจวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการ และ การศึกษาวิจัยแล้ว ทางศูนย์ฯ ยังมีกิจกรรมการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการในด้านต่าง ๆ เช่น การให้คำปรึกษาด้านวิชาการ การจัดประชุมอบรม เกี่ยวกับเทคโนโลยีในการวิจัยและตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อ ซึ่งแน่นอนศูนย์ฯ นี้ จะสามารถเป็นที่พึ่งด้านสุขภาพของประชาชน อีกแห่งหนึ่งที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐานของประเทศ
ประวัติพระอินทร์
พระอินทร์นั้นท่านมีหลายชื่อ เช่น ท้าวสักกะ ท้าวสหัสนัย ท้าวสุชัมบดี ท้าววาสพ ท้าวมฆวาน เป็นต้น แต่ชื่อพระอินทร์มีคนรู้จักมากว่าชื่ออื่น ท่านครอง ๒ ชั้นฟ้า คือ สวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ และสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกา ตามตำนานกล่าวไว้ว่าพระอินทร์นั้นตัวเขียว เคยถามท่านผู้รู้ว่าทำไมพระอินทร์จึงตัวเขียว ได้รับคำอธิบายว่าที่มีสีเขียวนั้น เขียวด้วยแสงแห่งแก้วที่ชื่อว่าวชิระ ไม่ใช่เขียวในเนื้อในหนัง
อนึ่ง ในสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์นั้นสมบูรณ์ด้วยสมบัติอย่างมโหฬาร เช่น มีวิมานชื่อ เวชยันตปราสาท อันเป็นที่ประทับของพระอินทร์มีแท่นทิพย์ ชื่อว่า บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีลักษณะพิเศษ
คือเวลาพระอินทร์ประทับนั่งก็จะยุบลง เวลาเสด็จลุกขึ้นก็จะฟูขึ้น มีสภาพอ่อนนุ่มนิ่ม แต่พอมีเหตุอะไรเกิดขึ้นแท่นทิพย์นี้ก็จะแข็งดุจศิลาขึ้นมาทันที ดังคำที่ว่า “ทิพย์อาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา กระด้างดังศิลาประหลาดใจ” นอกจากนี้ยังมีต้นไม้วิเศษประจำชั้นดาวดึงษ์ มีชื่อว่า ปาริฉัตร หรือ ปาริชาติ ก็เรียก มีสระโบกขรณีชื่อ สุนันทา มีสวนสวรรค์ชื่อ จิตรลดา มีศาลาสำหรับฟังธรรม เรียกว่า เทวธรรมสภา มีเทวดาที่มีความสารถในเชิงช่างชื่อว่า วิษณุกรรมเทพบุตร และยังมีเทวดาที่สำคัญอีกองค์หนึ่ง คือ เอราวัณเทพบุตร ปรกติก็เป็นเทวดา แต่เมื่อพระอินทร์กับเทพผู้เป็นสหายจะประพาสอุทยานสวรรค์ เทวดาองค์นี้ก็จะแปลงร่างเป็นช้างชื่อว่า เอราวัณ พอกลับจากอุทยานสวรรค์ก็จะคืนร่างเป็นเทพบุตรตามเดิม
สำหรับมเหสีของพระอินทร์นั้นมี ๔ นางด้วยกันคือ นางสุธรรมา นางสุจิตรา นางสุนันทา และนางสุชาดา ก็แลในสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์นั้นล้วนแต่มีสิ่งสวยสดงดงามทั้งสิ้น รูปก็งาม เสียงก็ไพเราะ กลิ่นก็หอมหวนชวนอารมณ์ สมกับพระบาลีที่ว่า สุนฺทรานิ อคฺคานิ อตฺถาติ สคฺโค สถานที่ที่มีอารมณ์อันเลิศ เรียกว่า สวรรค์ อนึ่งสวรรค์นั้น สำหรับเป็นที่ต้อนรับเฉพาะคนทำความดีเท่านั้น ส่วนคนทำความชั่วอยู่ไม่ได้ ดังมีธรรมภาษิตรับรองเป็นหลักฐานว่า สุนฺทเรน กมฺเมน คมิตพฺโพ สคฺโค สถานที่ที่คนทำควาดีพึงไป เรียกว่า สวรรค์
ก็พระอินทร์พร้อมด้วยสหายได้ทำความดีอะไรเล่า จึงได้เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ทราบชีวิตเบื้องหลังของท่านเหล่านั้น จึงจะขอพาท่านลงไปยังแดนดินถิ่นมนุษย์ ณ บ้านอจลคาม แคล้นมคธ เพื่อไปทำความรู้จักกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อ มฆมาณพ ท่านผู้นี้มีคุณธรรมสูง คือสามารถรักษาวัตตบทไว้ได้ถึง ๗ ประการ และรักษาไว้ได้ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว เขารักษาไว้ได้ตลอดชีวิตทีเดียว ธรรม ๗ ประการนั้นคือ
๑. เลี้ยงมารดาบิดา
๒. เคารพอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่
๓. มีวาจาไพเราะอ่อนหวาน
๔. ไม่พูดส่อเสียด
๕. ไม่ตระหนี่
๖. มีวาจาสัตย์
๗. ไม่โกรธ
เธอมีภรรยา ๔ คนด้วยกันคือ ๑.นางสุธรรมา ๒.นางสุจิตรา ๓.นางสุนันทา ๔. นางสุชาดา ขอให้ท่านสังเกตดูว่า ชื่อนางทั้ง ๔ นี้ ตรงกันทั้งภาคสวรรค์และภาคมนุษย์ นอกจากนี้ นายมฆมาณพยังเป็นนักพัฒนาชอบความสะอาด สวยงามมีระเบียบ ทั้งยังเที่ยวแนะนำชาวบ้านให้ช่วยทำความสะอาด อย่าเที่ยวทิ้งเที่ยวสาดให้อุจาดนัยตา และว่า “ถ้าบ้านเมืองสะอาด คนในชาติก็อยู่เป็นสุข” น่าชมความคิดของนายมฆมาณพอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเขียนสุภาษิตติดไว้ตามต้นไม้ ในที่สาธารณะซึ่งล้วนแต่เป็นคติสอนใจทั้งสิ้น เช่น เตือนคนใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายว่า “ใครจะช่วยตัวเราก็เปล่าดาย อย่ามักง่ายเงินทองของสำคัญ” เตือนคนขับรถว่า “ความคะนองคือความพินาศ ความประมาทคือความตาย” ซึ่งล้วนแต่เป็นคติสอนใจทั้งสิ้น เนื่องจากท่านผู้นี้มีนิสัยเป็นนักเสียสละชอบความก้าวหน้ารักประเทศชาติศาสนาเป็นชีวิตจิตใจดังนั้น เขาจึงลงมือสร้างถนนเริ่มต้นจากบ้านอจลคามมุ่งสู่มคธรัฐ โดยมิได้รับสินจ้างรางวัลจากใคร ๆ ทั้งสิ้น เขาทำงานเพื่องาน ทำดีเพื่อความด
ต่อมาก็มีคนมาร่วมงานกับเขาด้วยรวมทั้งหมดเป็น ๓๓ คน ตอนนี้ก็บังเอิญเกิดมารมาผจญอันเนื่องมาจากความริษยาของนายอำเภอ ซึ่งเกรงว่าเขาจะทำงานเกินหน้า จึงแนะให้เขาเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่นแทน เช่น ต้มเหล้าเถื่อน เป็นต้น เมื่อพวกเขาไม่ปฏิบัติตามก็โกรธ ไป ทูลพระราชาโดยกล่าวหาว่าเขากับพรรคพวกเป็นกบฏถูกรับสั่งประหารชีวิตด้วยวิธี ให้ช้างเหยียบ แต่ด้วยอำนาจเมตตาพวกเขาจึงปลอดภัยภายหลังความจริงทั้งหลายก็ปรากฏ จึงทำให้นายอำเภอถูกถอดยศ มฆมาณพได้เป็นนายอำเภอแทนพร้อมทั้งได้รับพระราชทานช้างเชือกนั้นด้วย นี่แหละเข้าตำราที่ท่านว่า “นายมฆมาณพนอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น นายอำเภอทำเข็ญ ก็วินาศสันติ”
ด้วยหัวใจที่รักความก้าวหน้า รักชาติบ้านเมือง เขาจึงพร้อมใจกันสร้างศาลาริมทางขึ้นมาหลังหนึ่งสำหรับคนไปมาจะได้พักพาอาศัย ศาลาหลังนี้มีความสวยงามมาก เพราะได้นายช่างที่มีจิตเป็นกุศล แม้ช้างเชือกนั้นก็ได้พลีกำลังช่วยงานนี้มาโดยตลอดด้วยจิตยินดี ศาลาหลังนี้มีชื่อว่า ศาลาสุธรรมา เพราะความฉลาดของนางสุธรรมา ถึงแม้ว่าจะถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมในงานนี้ แต่ด้วยปฏิภาณไหวพริบนางก็หาอุบายจนได้สร้างช่อฟ้าทั้งมีชื่อปรากฏด้วยว่า ศาลาสุธรรมา นอกจากนี้ นาย มฆมาณพยังได้ปลูกต้นทองหลางเอาไว้ที่ใกล้กับศาลาหลังนั้นด้วย และนำแผ่นหินก้อนใหญ่มาวางไว้ที่โคนต้นทองหลางสำหรับคนไปมาจะได้อาศัยนั่ง พัก
กล่าวถึงนางสุนันทา กับนางสุจิตรา ก็ไม่ยอมน้อยหน้านางสุธรรมาเหมือนกันจึงได้สร้างสระน้ำและส่วนดอกไม้ไว้ใกล้ ๆ กับศาลาหลังนั้นเช่นกัน ส่วนนางสุชาดาหาได้สร้างอะไรกับเขาไม่เพราะประมาทเข้าใจผิดคิดไปว่า ตัวมีรูปสวยเป็นภรรยาของนายมฆมาณพด้วย ยังแถมเกี่ยวกับเป็นเครือญาติกันอีกด้วย ดังนั้น เมื่อสามีทำบุญตัวเธอก็ต้องได้บุญด้วย นี่นับว่าเธอเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะบุญนั้นใครทำใครได้ เหมือนกับอาหารที่เรารับประทาน ใครรับประทานคนนั้นก็อิ่ม จะมาอิ่มแทนกันไม่ได้ ฉะนั้น ด้วยความเข้าใจผิดนางจึงไม่ประสงค์จะทำบุญอะไร ๆ ทั้งนั้น แม้สามีจะเคี่ยวเข็ญอย่างไรนางก็เฉยเมยไม่สนใจใยดีอะไรทั้งสิ้น
ทีนี้เราจะได้ทราบกันว่าคนทำดีกับคนที่ไม่ทำความดีนั้นอนาคตจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นด้วยนายมฆมาณพผู้ซึ่งสร้งแต่ความดีมาโดยตลอด มีบำเพ็ญวัตบท ๗ ประการเป็นต้น เมื่อตายแล้วจึงไปเกิดเป็นพระอินทร์อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ อานิสงส์ที่สร้างศาลาเป็นเหตุให้ได้เวชยันตปราสาท อานิสงส์ที่ปลูกต้นทองหลางเป็นเหตุให้ได้ต้นไม้ปาริชาติ อานิสงส์ที่วางแผ่นหินเอาไว้ที่โคนต้นทองหลางเป็นเหตุให้ได้แท่นทิพย์บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ส่วนนายช่างที่สร้างศาลาด้วยจิตเป็นกุศล ก็ได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรที่ชื่อว่าวิษณุกรรม สหายทั้ง ๓๒ คน ก็ขึ้นไปเกิดเป็นเทพบุตรโดยถ้วนทั่วกันและมีวิมานอยู่องค์ละหลัง ๆ ด้วยอานิสงส์ที่ได้ร่วมกันสร้างศาลา
เรื่องนี้มีข้อที่น่าสังเกตว่า ผู้ที่สร้างอะไรที่รวมกันเป็นคณะ ครั้นเมื่อได้สวรรค์วิมานก็ได้กันคนละหลังโดยที่ไม่ต้องไปอยู่รวมกัน ซึ่งมีตัวอย่างดังที่กล่าวมานี้ สระโบกขรณีสวรรค์ก็เกิดขึ้นเป็นคู่บารมีของนางสุนันทา สวนสวรรค์ชื่อจิตรลดาก็เกิดขึ้นคู่บารมีของนางสุจิตรา
ส่วนนางสุชาดาหญิงผู้เลอโฉมหาได้ไปเกิดในสวรรค์เหมือนผู้อื่นไม่ กลับไปเกิดเป็นนางนกยาง ทั้งนี้ เพราะความหลงติดอยู่ในความสวยงามของตัวเอง เรื่องนี้ท่านทั้งหลายต้องระวัง อย่าไปหลงติดในสิ่งต่าง ๆ เพราะเดี่ยวจะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานอย่างนางสุชาดา หลักฐานอันเป็นพุทธภาษิตก็มีอยู่ว่า “โมเหน ติรจฺฉานโยนิ” ผู้ที่มีโมหะควาลุ่มหลง จะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน
เมื่อพระอินทร์ได้สอดส่งทิพยเนตรตรวจดูสมบัติ ก็ปรากฏว่าบริบูรณ์ดีทุกอย่างหากขาดแต่นางแก้วสุชาดาซึ่งไปเกิดในกำเนิดนกยาง พระองค์จึงเสด็จลงไปประทานอุบายให้นางรักษาศีล ๕ และด้วยอานิสงส์ศีล ๕ ที่นางรักษาอย่างเคร่งครัดนี่เองผลสุดท้ายนางก็ได้ไปบังเกิดเป็นมเหสีของพระอินทร์สมความปรารถนา
ท่านทั้งหลาย การที่นายมฆมาณพได้บรรลึงความเป็นผู้ประเสริฐกว่าเทพยดาทั้งหลายก็เพราะอาศัยอความไม่ประมาท ด้วยว่าบัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาท แต่กลับติเตียนความประมาทในกาลทุกเมื่อ ซึ่งตรงกับพระบาลีพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นตั้งไว้ข้างต้นนั้นแล้ว
ท่านสาธุชนทั้งหลาย เรื่องของพระอินทร์นับว่มีสาระตลอดทั้งเรื่อง ถ้าจะเปรียบก็เหมือนสิงโตน้ำตาลซึ่มีความหวานตลอดทั้งตัว ไม่ว่าจะแต่ที่หัวหางกลางตัวหวานทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้รับประโยชน์จากเรื่อนี้ จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้ใช้โยนิโสมนสิการ คือพิจารณาด้วยอุบายอันแยบคาย เห็นตัวอย่างไหนดีก็นำไปปฏิบัติ เห็นตัวอย่างไหนไม่ดีก็อย่านำไปปฏิบัติ อุปมาเหมือนกับรับประทานปลาเราก็เลือกรับประทานแต่เนื้อปลา ส่วนก้างปลาขี้ปลาเราก็ทิ้งไปเสีย การฟังเทศน์ด้วยวิธีนี้แหละที่น่ายกย่องว่าได้บุญมาก
สำหรับในเรื่องนี้ตัวอย่างที่ดีเด่นก็เห็นจะได้แก่นายมฆมาณพ ไม่ว่าจะเป็นในด้านครองเรือน การครองรัก เธอก็ครองกันมาด้วยความเรียบร้อย ทั้ง ๆ ที่มีภรรยาถึง ๔ คน ทั้งนี้ ก็เพราะต่างมีคุณธรรมประจำใจ รู้จักหน้าที่ของตัว ในด้านการปฏิบัติพัฒนาทั้งภายในบ้าน นอกบ้านและสาธารณะสถาน สนใจทำความสะอาดอยู่เป็นนิตย์ข้อนี้ชาวไทยควรถือเป็นตัวอย่าง ควรคิดไว้เสมอ ๆ ว่า บ้านเมือง จะสะอาดก็เพราะคนในชาติช่วยกันพัฒนา ว่าถึงน้ำใจก็ควรยกให้ช้างที่ช่วยเหลือนายช่างสร้างศาลา อานิสงส์ที่มีน้ำใจเป็นเหตุให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ มีชื่อว่าเอราวัณเทพบุตร ดูซิเป็นสัตว์เดียรัจฉานแท้ ๆ ยังมีน้ำใจ ก็ท่านเล่าเป็นมนุษย์จะไปยอมแพ้แก่ช้างกระนั้นหรือ ดังนั้น ท่านจักต้องฝึกฝนตนให้เป็นคนมีน้ำใจอยู่เสมอ
เมื่อสมัยที่กรุงเทพยังมีรถราง เด็กหนุ่มคนหนึ่งเห็นคนชราถือของพรุงพะรังขึ้นมาบนรถจึงลุกขึ้นให้ชายชรานั่ง เมื่อถึงเวลาลงจากรถเขาก็ช่วยหิ้วของตามส่งถึงบ้านชายชราซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ตัวเขาเองก็อยู่บ้านในซอยใกล้ ๆ กันนั่นเอง และต่อมาเด็กหนุ่มผู้มีน้ำใจผู้นี้ก็เป็นบุตรบุญธรรมชองชายชรา และได้ครองสมบัติเป็นจำนวนมากในกาลต่อมา เพราะสองตายายไม่มีลูกหลานที่จะสืบตระกูล จากเรื่องทำนองนี้ทำให้นึกถึงสุภาษิตบทหนึ่งว่า “น้ำบ่อน้ำคลองก็ยังเป็นรองน้ำใจ น้ำที่ไหน ๆ ก็สู้น้ำใจไม่ได้” โปรดจำไว้ว่า น้ำใจเป็นน้ำที่มีฤทธิ์
ตัวอย่างดี ๆ ในเรื่องนี้ยังมีอีกมาก ยกมาแสดงพอเป็นตัวอย่าง ที่นี้มากล่าวถึงนางสุชาดาบ้าง นางนี้แม้ในตอนต้นเธอจะหลงผิดไปบ้างตามวิสัยของปุถุชนที่ว่า “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้ผิด บรรพชิตยังรู้เผลอ” แต่ถึงกระนั้นในตอนสุดท้ายเธอยังกลับตัวได้ จึงนับว่าน่าสรรเสริญอยู่
ฉะนั้น ท่านที่ยังหลงทำอะไรผิด ๆ อยู่จงได้คิดว่า ยังไม่สายเกินไปในการกลับตัว จงถือคติที่ว่า “ความผิดพลาดเป็นของมนุษย์ แต่มนุษย์ที่ดีต้องรู้จักกลับตัว”
ท่านทั้งหลาย ยอดปรารถนาของมนุษย์เราอยู่ที่ความสุข แต่ความสุขจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะอาศัยการปฏิบัติธรรม อยู่เฉย ๆ ความสุขจะเกิดขึ้นไม่ได้ เหมือนเสือนอนอ้าปากอยู่ เนื้อจะวิ่งเข้าปากเสือนั้นเหลือวิสัย เสือจะต้องไปจับเนื้อกินเอง ฉันใดฉันนั้น ความสุขที่จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะอาศัยการปฏิบัติของผู้นั้นเอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาปฏิบัติธรรมกันเถิด แล้วความสุขที่เป็นยอดปรารถนาก็จะพลันสำเร็จสมประสงค์ทุกประการ ดังเทศนาที่ได้แสดงมา ด้วยประการฉะนี้.
(ที่มา: วิชาเทศนา, พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน ป.ธ. ๕, ค.บ., พธ.ด.กิตติมศักดิ์) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร แสดง ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๔ (ภาคเช้า)
อนึ่ง ในสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์นั้นสมบูรณ์ด้วยสมบัติอย่างมโหฬาร เช่น มีวิมานชื่อ เวชยันตปราสาท อันเป็นที่ประทับของพระอินทร์มีแท่นทิพย์ ชื่อว่า บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีลักษณะพิเศษ
คือเวลาพระอินทร์ประทับนั่งก็จะยุบลง เวลาเสด็จลุกขึ้นก็จะฟูขึ้น มีสภาพอ่อนนุ่มนิ่ม แต่พอมีเหตุอะไรเกิดขึ้นแท่นทิพย์นี้ก็จะแข็งดุจศิลาขึ้นมาทันที ดังคำที่ว่า “ทิพย์อาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา กระด้างดังศิลาประหลาดใจ” นอกจากนี้ยังมีต้นไม้วิเศษประจำชั้นดาวดึงษ์ มีชื่อว่า ปาริฉัตร หรือ ปาริชาติ ก็เรียก มีสระโบกขรณีชื่อ สุนันทา มีสวนสวรรค์ชื่อ จิตรลดา มีศาลาสำหรับฟังธรรม เรียกว่า เทวธรรมสภา มีเทวดาที่มีความสารถในเชิงช่างชื่อว่า วิษณุกรรมเทพบุตร และยังมีเทวดาที่สำคัญอีกองค์หนึ่ง คือ เอราวัณเทพบุตร ปรกติก็เป็นเทวดา แต่เมื่อพระอินทร์กับเทพผู้เป็นสหายจะประพาสอุทยานสวรรค์ เทวดาองค์นี้ก็จะแปลงร่างเป็นช้างชื่อว่า เอราวัณ พอกลับจากอุทยานสวรรค์ก็จะคืนร่างเป็นเทพบุตรตามเดิม
สำหรับมเหสีของพระอินทร์นั้นมี ๔ นางด้วยกันคือ นางสุธรรมา นางสุจิตรา นางสุนันทา และนางสุชาดา ก็แลในสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์นั้นล้วนแต่มีสิ่งสวยสดงดงามทั้งสิ้น รูปก็งาม เสียงก็ไพเราะ กลิ่นก็หอมหวนชวนอารมณ์ สมกับพระบาลีที่ว่า สุนฺทรานิ อคฺคานิ อตฺถาติ สคฺโค สถานที่ที่มีอารมณ์อันเลิศ เรียกว่า สวรรค์ อนึ่งสวรรค์นั้น สำหรับเป็นที่ต้อนรับเฉพาะคนทำความดีเท่านั้น ส่วนคนทำความชั่วอยู่ไม่ได้ ดังมีธรรมภาษิตรับรองเป็นหลักฐานว่า สุนฺทเรน กมฺเมน คมิตพฺโพ สคฺโค สถานที่ที่คนทำควาดีพึงไป เรียกว่า สวรรค์
ก็พระอินทร์พร้อมด้วยสหายได้ทำความดีอะไรเล่า จึงได้เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ทราบชีวิตเบื้องหลังของท่านเหล่านั้น จึงจะขอพาท่านลงไปยังแดนดินถิ่นมนุษย์ ณ บ้านอจลคาม แคล้นมคธ เพื่อไปทำความรู้จักกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อ มฆมาณพ ท่านผู้นี้มีคุณธรรมสูง คือสามารถรักษาวัตตบทไว้ได้ถึง ๗ ประการ และรักษาไว้ได้ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว เขารักษาไว้ได้ตลอดชีวิตทีเดียว ธรรม ๗ ประการนั้นคือ
๑. เลี้ยงมารดาบิดา
๒. เคารพอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่
๓. มีวาจาไพเราะอ่อนหวาน
๔. ไม่พูดส่อเสียด
๕. ไม่ตระหนี่
๖. มีวาจาสัตย์
๗. ไม่โกรธ
เธอมีภรรยา ๔ คนด้วยกันคือ ๑.นางสุธรรมา ๒.นางสุจิตรา ๓.นางสุนันทา ๔. นางสุชาดา ขอให้ท่านสังเกตดูว่า ชื่อนางทั้ง ๔ นี้ ตรงกันทั้งภาคสวรรค์และภาคมนุษย์ นอกจากนี้ นายมฆมาณพยังเป็นนักพัฒนาชอบความสะอาด สวยงามมีระเบียบ ทั้งยังเที่ยวแนะนำชาวบ้านให้ช่วยทำความสะอาด อย่าเที่ยวทิ้งเที่ยวสาดให้อุจาดนัยตา และว่า “ถ้าบ้านเมืองสะอาด คนในชาติก็อยู่เป็นสุข” น่าชมความคิดของนายมฆมาณพอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเขียนสุภาษิตติดไว้ตามต้นไม้ ในที่สาธารณะซึ่งล้วนแต่เป็นคติสอนใจทั้งสิ้น เช่น เตือนคนใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายว่า “ใครจะช่วยตัวเราก็เปล่าดาย อย่ามักง่ายเงินทองของสำคัญ” เตือนคนขับรถว่า “ความคะนองคือความพินาศ ความประมาทคือความตาย” ซึ่งล้วนแต่เป็นคติสอนใจทั้งสิ้น เนื่องจากท่านผู้นี้มีนิสัยเป็นนักเสียสละชอบความก้าวหน้ารักประเทศชาติศาสนาเป็นชีวิตจิตใจดังนั้น เขาจึงลงมือสร้างถนนเริ่มต้นจากบ้านอจลคามมุ่งสู่มคธรัฐ โดยมิได้รับสินจ้างรางวัลจากใคร ๆ ทั้งสิ้น เขาทำงานเพื่องาน ทำดีเพื่อความด
ต่อมาก็มีคนมาร่วมงานกับเขาด้วยรวมทั้งหมดเป็น ๓๓ คน ตอนนี้ก็บังเอิญเกิดมารมาผจญอันเนื่องมาจากความริษยาของนายอำเภอ ซึ่งเกรงว่าเขาจะทำงานเกินหน้า จึงแนะให้เขาเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่นแทน เช่น ต้มเหล้าเถื่อน เป็นต้น เมื่อพวกเขาไม่ปฏิบัติตามก็โกรธ ไป ทูลพระราชาโดยกล่าวหาว่าเขากับพรรคพวกเป็นกบฏถูกรับสั่งประหารชีวิตด้วยวิธี ให้ช้างเหยียบ แต่ด้วยอำนาจเมตตาพวกเขาจึงปลอดภัยภายหลังความจริงทั้งหลายก็ปรากฏ จึงทำให้นายอำเภอถูกถอดยศ มฆมาณพได้เป็นนายอำเภอแทนพร้อมทั้งได้รับพระราชทานช้างเชือกนั้นด้วย นี่แหละเข้าตำราที่ท่านว่า “นายมฆมาณพนอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น นายอำเภอทำเข็ญ ก็วินาศสันติ”
ด้วยหัวใจที่รักความก้าวหน้า รักชาติบ้านเมือง เขาจึงพร้อมใจกันสร้างศาลาริมทางขึ้นมาหลังหนึ่งสำหรับคนไปมาจะได้พักพาอาศัย ศาลาหลังนี้มีความสวยงามมาก เพราะได้นายช่างที่มีจิตเป็นกุศล แม้ช้างเชือกนั้นก็ได้พลีกำลังช่วยงานนี้มาโดยตลอดด้วยจิตยินดี ศาลาหลังนี้มีชื่อว่า ศาลาสุธรรมา เพราะความฉลาดของนางสุธรรมา ถึงแม้ว่าจะถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมในงานนี้ แต่ด้วยปฏิภาณไหวพริบนางก็หาอุบายจนได้สร้างช่อฟ้าทั้งมีชื่อปรากฏด้วยว่า ศาลาสุธรรมา นอกจากนี้ นาย มฆมาณพยังได้ปลูกต้นทองหลางเอาไว้ที่ใกล้กับศาลาหลังนั้นด้วย และนำแผ่นหินก้อนใหญ่มาวางไว้ที่โคนต้นทองหลางสำหรับคนไปมาจะได้อาศัยนั่ง พัก
กล่าวถึงนางสุนันทา กับนางสุจิตรา ก็ไม่ยอมน้อยหน้านางสุธรรมาเหมือนกันจึงได้สร้างสระน้ำและส่วนดอกไม้ไว้ใกล้ ๆ กับศาลาหลังนั้นเช่นกัน ส่วนนางสุชาดาหาได้สร้างอะไรกับเขาไม่เพราะประมาทเข้าใจผิดคิดไปว่า ตัวมีรูปสวยเป็นภรรยาของนายมฆมาณพด้วย ยังแถมเกี่ยวกับเป็นเครือญาติกันอีกด้วย ดังนั้น เมื่อสามีทำบุญตัวเธอก็ต้องได้บุญด้วย นี่นับว่าเธอเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะบุญนั้นใครทำใครได้ เหมือนกับอาหารที่เรารับประทาน ใครรับประทานคนนั้นก็อิ่ม จะมาอิ่มแทนกันไม่ได้ ฉะนั้น ด้วยความเข้าใจผิดนางจึงไม่ประสงค์จะทำบุญอะไร ๆ ทั้งนั้น แม้สามีจะเคี่ยวเข็ญอย่างไรนางก็เฉยเมยไม่สนใจใยดีอะไรทั้งสิ้น
ทีนี้เราจะได้ทราบกันว่าคนทำดีกับคนที่ไม่ทำความดีนั้นอนาคตจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นด้วยนายมฆมาณพผู้ซึ่งสร้งแต่ความดีมาโดยตลอด มีบำเพ็ญวัตบท ๗ ประการเป็นต้น เมื่อตายแล้วจึงไปเกิดเป็นพระอินทร์อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ อานิสงส์ที่สร้างศาลาเป็นเหตุให้ได้เวชยันตปราสาท อานิสงส์ที่ปลูกต้นทองหลางเป็นเหตุให้ได้ต้นไม้ปาริชาติ อานิสงส์ที่วางแผ่นหินเอาไว้ที่โคนต้นทองหลางเป็นเหตุให้ได้แท่นทิพย์บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ส่วนนายช่างที่สร้างศาลาด้วยจิตเป็นกุศล ก็ได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรที่ชื่อว่าวิษณุกรรม สหายทั้ง ๓๒ คน ก็ขึ้นไปเกิดเป็นเทพบุตรโดยถ้วนทั่วกันและมีวิมานอยู่องค์ละหลัง ๆ ด้วยอานิสงส์ที่ได้ร่วมกันสร้างศาลา
เรื่องนี้มีข้อที่น่าสังเกตว่า ผู้ที่สร้างอะไรที่รวมกันเป็นคณะ ครั้นเมื่อได้สวรรค์วิมานก็ได้กันคนละหลังโดยที่ไม่ต้องไปอยู่รวมกัน ซึ่งมีตัวอย่างดังที่กล่าวมานี้ สระโบกขรณีสวรรค์ก็เกิดขึ้นเป็นคู่บารมีของนางสุนันทา สวนสวรรค์ชื่อจิตรลดาก็เกิดขึ้นคู่บารมีของนางสุจิตรา
ส่วนนางสุชาดาหญิงผู้เลอโฉมหาได้ไปเกิดในสวรรค์เหมือนผู้อื่นไม่ กลับไปเกิดเป็นนางนกยาง ทั้งนี้ เพราะความหลงติดอยู่ในความสวยงามของตัวเอง เรื่องนี้ท่านทั้งหลายต้องระวัง อย่าไปหลงติดในสิ่งต่าง ๆ เพราะเดี่ยวจะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานอย่างนางสุชาดา หลักฐานอันเป็นพุทธภาษิตก็มีอยู่ว่า “โมเหน ติรจฺฉานโยนิ” ผู้ที่มีโมหะควาลุ่มหลง จะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน
เมื่อพระอินทร์ได้สอดส่งทิพยเนตรตรวจดูสมบัติ ก็ปรากฏว่าบริบูรณ์ดีทุกอย่างหากขาดแต่นางแก้วสุชาดาซึ่งไปเกิดในกำเนิดนกยาง พระองค์จึงเสด็จลงไปประทานอุบายให้นางรักษาศีล ๕ และด้วยอานิสงส์ศีล ๕ ที่นางรักษาอย่างเคร่งครัดนี่เองผลสุดท้ายนางก็ได้ไปบังเกิดเป็นมเหสีของพระอินทร์สมความปรารถนา
ท่านทั้งหลาย การที่นายมฆมาณพได้บรรลึงความเป็นผู้ประเสริฐกว่าเทพยดาทั้งหลายก็เพราะอาศัยอความไม่ประมาท ด้วยว่าบัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาท แต่กลับติเตียนความประมาทในกาลทุกเมื่อ ซึ่งตรงกับพระบาลีพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นตั้งไว้ข้างต้นนั้นแล้ว
ท่านสาธุชนทั้งหลาย เรื่องของพระอินทร์นับว่มีสาระตลอดทั้งเรื่อง ถ้าจะเปรียบก็เหมือนสิงโตน้ำตาลซึ่มีความหวานตลอดทั้งตัว ไม่ว่าจะแต่ที่หัวหางกลางตัวหวานทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้รับประโยชน์จากเรื่อนี้ จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้ใช้โยนิโสมนสิการ คือพิจารณาด้วยอุบายอันแยบคาย เห็นตัวอย่างไหนดีก็นำไปปฏิบัติ เห็นตัวอย่างไหนไม่ดีก็อย่านำไปปฏิบัติ อุปมาเหมือนกับรับประทานปลาเราก็เลือกรับประทานแต่เนื้อปลา ส่วนก้างปลาขี้ปลาเราก็ทิ้งไปเสีย การฟังเทศน์ด้วยวิธีนี้แหละที่น่ายกย่องว่าได้บุญมาก
สำหรับในเรื่องนี้ตัวอย่างที่ดีเด่นก็เห็นจะได้แก่นายมฆมาณพ ไม่ว่าจะเป็นในด้านครองเรือน การครองรัก เธอก็ครองกันมาด้วยความเรียบร้อย ทั้ง ๆ ที่มีภรรยาถึง ๔ คน ทั้งนี้ ก็เพราะต่างมีคุณธรรมประจำใจ รู้จักหน้าที่ของตัว ในด้านการปฏิบัติพัฒนาทั้งภายในบ้าน นอกบ้านและสาธารณะสถาน สนใจทำความสะอาดอยู่เป็นนิตย์ข้อนี้ชาวไทยควรถือเป็นตัวอย่าง ควรคิดไว้เสมอ ๆ ว่า บ้านเมือง จะสะอาดก็เพราะคนในชาติช่วยกันพัฒนา ว่าถึงน้ำใจก็ควรยกให้ช้างที่ช่วยเหลือนายช่างสร้างศาลา อานิสงส์ที่มีน้ำใจเป็นเหตุให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ มีชื่อว่าเอราวัณเทพบุตร ดูซิเป็นสัตว์เดียรัจฉานแท้ ๆ ยังมีน้ำใจ ก็ท่านเล่าเป็นมนุษย์จะไปยอมแพ้แก่ช้างกระนั้นหรือ ดังนั้น ท่านจักต้องฝึกฝนตนให้เป็นคนมีน้ำใจอยู่เสมอ
เมื่อสมัยที่กรุงเทพยังมีรถราง เด็กหนุ่มคนหนึ่งเห็นคนชราถือของพรุงพะรังขึ้นมาบนรถจึงลุกขึ้นให้ชายชรานั่ง เมื่อถึงเวลาลงจากรถเขาก็ช่วยหิ้วของตามส่งถึงบ้านชายชราซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ตัวเขาเองก็อยู่บ้านในซอยใกล้ ๆ กันนั่นเอง และต่อมาเด็กหนุ่มผู้มีน้ำใจผู้นี้ก็เป็นบุตรบุญธรรมชองชายชรา และได้ครองสมบัติเป็นจำนวนมากในกาลต่อมา เพราะสองตายายไม่มีลูกหลานที่จะสืบตระกูล จากเรื่องทำนองนี้ทำให้นึกถึงสุภาษิตบทหนึ่งว่า “น้ำบ่อน้ำคลองก็ยังเป็นรองน้ำใจ น้ำที่ไหน ๆ ก็สู้น้ำใจไม่ได้” โปรดจำไว้ว่า น้ำใจเป็นน้ำที่มีฤทธิ์
ตัวอย่างดี ๆ ในเรื่องนี้ยังมีอีกมาก ยกมาแสดงพอเป็นตัวอย่าง ที่นี้มากล่าวถึงนางสุชาดาบ้าง นางนี้แม้ในตอนต้นเธอจะหลงผิดไปบ้างตามวิสัยของปุถุชนที่ว่า “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้ผิด บรรพชิตยังรู้เผลอ” แต่ถึงกระนั้นในตอนสุดท้ายเธอยังกลับตัวได้ จึงนับว่าน่าสรรเสริญอยู่
ฉะนั้น ท่านที่ยังหลงทำอะไรผิด ๆ อยู่จงได้คิดว่า ยังไม่สายเกินไปในการกลับตัว จงถือคติที่ว่า “ความผิดพลาดเป็นของมนุษย์ แต่มนุษย์ที่ดีต้องรู้จักกลับตัว”
ท่านทั้งหลาย ยอดปรารถนาของมนุษย์เราอยู่ที่ความสุข แต่ความสุขจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะอาศัยการปฏิบัติธรรม อยู่เฉย ๆ ความสุขจะเกิดขึ้นไม่ได้ เหมือนเสือนอนอ้าปากอยู่ เนื้อจะวิ่งเข้าปากเสือนั้นเหลือวิสัย เสือจะต้องไปจับเนื้อกินเอง ฉันใดฉันนั้น ความสุขที่จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะอาศัยการปฏิบัติของผู้นั้นเอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาปฏิบัติธรรมกันเถิด แล้วความสุขที่เป็นยอดปรารถนาก็จะพลันสำเร็จสมประสงค์ทุกประการ ดังเทศนาที่ได้แสดงมา ด้วยประการฉะนี้.
(ที่มา: วิชาเทศนา, พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน ป.ธ. ๕, ค.บ., พธ.ด.กิตติมศักดิ์) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร แสดง ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๔ (ภาคเช้า)
แจ้งเปลี่ยนสถานที่จัดงานทำบุญอุทิศให้เด็กที่ถูกทำแท้ง
พิธีทำบุญเซ่นไหว้อุทิศแด่ดวงวิญญาณเด็กที่ถูกทำแท้ง
เป็นการทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับแบบมหายาน (กงเต็ก)
โดยคณะสวดมนต์จากที่ต่างๆ และ บุคคลที่สนใจ
กลุ่มผู้จัดงานนี้ คือ น้องๆรวมกลุ่มศาสนิกชน จากหลายศาสนา
...
กำหนดการงานสวดมนต์อุทิศให้ดวงวิญญาณเด็กที่ถูกทำแท้ง และ ส่งดวงวิญญาณ
เสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2553 เริ่มงาน 9.00 น.
ณ ศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย เยาวราช
- พิธีเปิดมณฑลพิธี (ไคตั๊ว) ถวายใบฎีกาอัญเชิญพระพุทธ โพธิสัตว์ และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสด็จมาเป็นประธานในพิธี
- พิธีเชิญดวงวิญญาณเด็ก (ขี่เล่ง) เบิกป้ายวิญญาณอัญเชิญดวงวิญญาณเด็กสถิต ณ แท่นป้ายวิญญาณ
- พิธีถวายพุทธบูชาผลาหาร (ก่งฮุก) ถวายข้าวพระพุทธ โพธิสัตว์ และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เสด็จมายังพิธี
- พิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณเด็ก (ก่งเล้ง) ไหว้ดวงวิญญาณเด็กๆ ด้วยข้าวปลาอาหาร นม น้ำหวาน ของเล่น เสื้อผ้า และ อื่นๆ ตามแต่ผู้ศรัทธาจัดหามา
---- ร่วมรับประทานกลางวัน (อาหารเจ) -------
- พิธีสวดขมากรรมอุทิศให้ดวงวิญญาณเด็ก (ไป่ฉ่ำ) บทจับอ๊วงฉ่ำ เป็นารไหว้นรกทั้ง 10 ขุม ขอขมากรรมแทนดวงวิญญาณ แทนพ่อแม่ที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีทำการโดยประมาท แทนผู้ที่ทำแท้งที่ทำการโดยรู้เท่าไม่ถึงการ แทนผู้ออกเงิน แทนผู้นำส่ง แทนทุกคนที่เกี่ยวข้อง ตัดกรรม ตัดวิบากกรรม ขออโหสิกรรมซึ่งกันและกัน เพื่อให้ดวงวิญญาณบริสุทธิ์เหล่านั้นได้รับอานิสงสืบไป
- พิธีเวียนธูปส่งดวงวิญญาณ
- พิธีส่งเสด็จพระปิดมณฑลพิธี (กั๊กตั๊ว) อัญเชิญพระกลับ
- พิธีส่งดวงวิญญาณ (สี่เล้ง) นำพาดวงวิญญาณเด็กกลับสู่สุขาภูมิ ขออำนาจคุณพระพุทธมิให้ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร อโหสิกรรม ขมากรรม ซึ่งกันและกัน
จบพิธี ขอความร่วมมือสวมชุดขาว ทานอาหารเจ ร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน
อนึ่งในงานบุญครั้งนี้เงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคจะถูกนำไปแบ่งแจกจ่ายตามสถานสงเคราะห์เด็ก 5 แห่ง ดังนี้
1.สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญา " บ้านเฟื่องฟ้า "
สถานที่ตั้ง เลขที่ 78/9 หมู่ 1 ซอยติวานนท์ปากเกร็ด 1 ถนนติวานนท์ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
หรือส่ง...มาที่ ตู้ ปณ.78 ปณจ.ปากเกร็ด นนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 02-583-6815 , 02-583-4000 , 02-582-4031 Fax : 02-583-4000
2.สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด
เลขที่ 78 / 1 หมู่ที่ 1 ถนนติวานนท์ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
โทรศัพท์ : 02 – 583 – 8314, 02 – 583 – 3000
3.สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท เลขที่ ๗๘/๒๔ หมู่ที่๑ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ๑๑๑๒๐ โทร. ๐๒ ๕๘๔๗๒๕๔-๕๕ ,๐๒ ๕๘๔๗๒๖๔
4.สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต
2/40 ถนนรังสิต - นครนายก ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 12110
โทรศัพท์ : 0-2577-2347 หรือ 0-2577-1172
5.มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย
สำนักงาน : ตึกวชิราลงกรณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร 0-2256-4178 ,0-2256-4207 ,0-2256-4209 ,0-2254-2200
------- สิ่งของที่ขอรับบริจาค มีดังนี้ ---------
- นมผงเด็ก 1 ปีขึ้นไป
- แผ่นรองซับ
- ข้าวสาร
- ยารักษาโรค
- นมกล่อง
- ผ้าอ้อม
- แป้ง สบู่ แชมพู สำหรับเด็ก
- แพมเพิส ไซล์ S M L
- ผงซักฝอก
- อาหารเสริมสำหรับเด็กแรกเกิด - 7 ชวบ ซีรีแล็ก
พิธีทำบุญเซ่นไหว้อุทิศแด่ดวงวิญญาณเด็กที่ถูกทำแท้ง
ติดต่อสอบถามได้ที่ 0851338285 แมน นะครับ
จึงบอกบุญ และ ขออนุโมทนาบุญล่วงหน้าครับ
สำหรับผู้สนใจเข้าพิธีขอเรียนเชิญนะครับ หากไม่สะดวก จะร่วมบุญด้วยสิ่งของติดต่อมาทางผมได้โดยตรง
หรือหากจะสมทบทุนในการจัดงานและหาสิ่งของข้างต้น ติดต่อผมได้
หรือ โอนเงินผ่านบัญชี ไทยพานิชย์ สาขาย่อย เซ็นทรัลพระราม2
นายกฤษฎี นุตาลัย 1562023655 รบกวนแจ้งรายชื่อมาทางโทรศัพท์ข้างต้นด้วย เพราะจะนำรายชื่อมาอ่านถวายพระในวันทำพิธีครับ
เป็นการทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับแบบมหายาน (กงเต็ก)
โดยคณะสวดมนต์จากที่ต่างๆ และ บุคคลที่สนใจ
กลุ่มผู้จัดงานนี้ คือ น้องๆรวมกลุ่มศาสนิกชน จากหลายศาสนา
...
กำหนดการงานสวดมนต์อุทิศให้ดวงวิญญาณเด็กที่ถูกทำแท้ง และ ส่งดวงวิญญาณ
เสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2553 เริ่มงาน 9.00 น.
ณ ศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย เยาวราช
- พิธีเปิดมณฑลพิธี (ไคตั๊ว) ถวายใบฎีกาอัญเชิญพระพุทธ โพธิสัตว์ และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสด็จมาเป็นประธานในพิธี
- พิธีเชิญดวงวิญญาณเด็ก (ขี่เล่ง) เบิกป้ายวิญญาณอัญเชิญดวงวิญญาณเด็กสถิต ณ แท่นป้ายวิญญาณ
- พิธีถวายพุทธบูชาผลาหาร (ก่งฮุก) ถวายข้าวพระพุทธ โพธิสัตว์ และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เสด็จมายังพิธี
- พิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณเด็ก (ก่งเล้ง) ไหว้ดวงวิญญาณเด็กๆ ด้วยข้าวปลาอาหาร นม น้ำหวาน ของเล่น เสื้อผ้า และ อื่นๆ ตามแต่ผู้ศรัทธาจัดหามา
---- ร่วมรับประทานกลางวัน (อาหารเจ) -------
- พิธีสวดขมากรรมอุทิศให้ดวงวิญญาณเด็ก (ไป่ฉ่ำ) บทจับอ๊วงฉ่ำ เป็นารไหว้นรกทั้ง 10 ขุม ขอขมากรรมแทนดวงวิญญาณ แทนพ่อแม่ที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีทำการโดยประมาท แทนผู้ที่ทำแท้งที่ทำการโดยรู้เท่าไม่ถึงการ แทนผู้ออกเงิน แทนผู้นำส่ง แทนทุกคนที่เกี่ยวข้อง ตัดกรรม ตัดวิบากกรรม ขออโหสิกรรมซึ่งกันและกัน เพื่อให้ดวงวิญญาณบริสุทธิ์เหล่านั้นได้รับอานิสงสืบไป
- พิธีเวียนธูปส่งดวงวิญญาณ
- พิธีส่งเสด็จพระปิดมณฑลพิธี (กั๊กตั๊ว) อัญเชิญพระกลับ
- พิธีส่งดวงวิญญาณ (สี่เล้ง) นำพาดวงวิญญาณเด็กกลับสู่สุขาภูมิ ขออำนาจคุณพระพุทธมิให้ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร อโหสิกรรม ขมากรรม ซึ่งกันและกัน
จบพิธี ขอความร่วมมือสวมชุดขาว ทานอาหารเจ ร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน
อนึ่งในงานบุญครั้งนี้เงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคจะถูกนำไปแบ่งแจกจ่ายตามสถานสงเคราะห์เด็ก 5 แห่ง ดังนี้
1.สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญา " บ้านเฟื่องฟ้า "
สถานที่ตั้ง เลขที่ 78/9 หมู่ 1 ซอยติวานนท์ปากเกร็ด 1 ถนนติวานนท์ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
หรือส่ง...มาที่ ตู้ ปณ.78 ปณจ.ปากเกร็ด นนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 02-583-6815 , 02-583-4000 , 02-582-4031 Fax : 02-583-4000
2.สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด
เลขที่ 78 / 1 หมู่ที่ 1 ถนนติวานนท์ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
โทรศัพท์ : 02 – 583 – 8314, 02 – 583 – 3000
3.สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท เลขที่ ๗๘/๒๔ หมู่ที่๑ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ๑๑๑๒๐ โทร. ๐๒ ๕๘๔๗๒๕๔-๕๕ ,๐๒ ๕๘๔๗๒๖๔
4.สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต
2/40 ถนนรังสิต - นครนายก ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 12110
โทรศัพท์ : 0-2577-2347 หรือ 0-2577-1172
5.มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย
สำนักงาน : ตึกวชิราลงกรณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร 0-2256-4178 ,0-2256-4207 ,0-2256-4209 ,0-2254-2200
------- สิ่งของที่ขอรับบริจาค มีดังนี้ ---------
- นมผงเด็ก 1 ปีขึ้นไป
- แผ่นรองซับ
- ข้าวสาร
- ยารักษาโรค
- นมกล่อง
- ผ้าอ้อม
- แป้ง สบู่ แชมพู สำหรับเด็ก
- แพมเพิส ไซล์ S M L
- ผงซักฝอก
- อาหารเสริมสำหรับเด็กแรกเกิด - 7 ชวบ ซีรีแล็ก
พิธีทำบุญเซ่นไหว้อุทิศแด่ดวงวิญญาณเด็กที่ถูกทำแท้ง
ติดต่อสอบถามได้ที่ 0851338285 แมน นะครับ
จึงบอกบุญ และ ขออนุโมทนาบุญล่วงหน้าครับ
สำหรับผู้สนใจเข้าพิธีขอเรียนเชิญนะครับ หากไม่สะดวก จะร่วมบุญด้วยสิ่งของติดต่อมาทางผมได้โดยตรง
หรือหากจะสมทบทุนในการจัดงานและหาสิ่งของข้างต้น ติดต่อผมได้
หรือ โอนเงินผ่านบัญชี ไทยพานิชย์ สาขาย่อย เซ็นทรัลพระราม2
นายกฤษฎี นุตาลัย 1562023655 รบกวนแจ้งรายชื่อมาทางโทรศัพท์ข้างต้นด้วย เพราะจะนำรายชื่อมาอ่านถวายพระในวันทำพิธีครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)