Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552
การเตรียมตัวเพื่อเผชิญวิกฤตข้างหน้า
วิกฤตทางการเงินที่เกิดจากการปล่อยกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างขนาน ใหญ่ และการไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของการรับจำนอง จนเกิดปัญหาเรื่องซับไพรม์และนำไปสู่วิกฤตในขณะนี้ในสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศในยุโรปและประเทศต่างๆ ทั่วโลก ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ จนบางคนกล่าวว่าถ้าแก้ปัญหาไม่ดีอาจจะส่งผลเลวร้ายยิ่งกว่ายุคเศรษฐกิจตกต่ำ ในคริสต์ศตวรรษที่ 1930 ซึ่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง
สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทหาร และมีบทบาทสำคัญยิ่งในองค์การต่างๆ ในโลก บางครั้งก็ทำหน้าที่เป็นเสมือนตำรวจโลกเพื่อไม่ให้เกิดผู้ร้ายในเวทีการ เมืองระหว่างประเทศ และปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จของสังคมอเมริกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ ข้อมูลความรู้ในการแก้ปัญหาและพัฒนา มีส่วนทำให้มีชัยชนะเหนือประเทศที่ปกครองโดยลัทธิคอมมิวนิสต์จนสงครามเย็น สิ้นสุดลง และอย่าลืมว่าในสงครามโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกามีบทบาทอย่างมากในการเอาชนะประเทศที่มีลัทธิและอุดมการณ์ที่ก่อ ให้เกิดอันตรายต่อสังคมนานาชาติ
แต่เมื่อสหรัฐอเมริกาซึ่งในแง่หนึ่งเป็นเสาหลักของโลกกลายเป็น ลูกหนี้แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว และเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนักจนกระทบต่ออุตสาหกรรมใหญ่ๆ และรัฐบาลสหรัฐอเมริกาของนายบารัค โอบามา ต้องมีนโยบายที่ฝืนต่อหลักการทางเศรษฐกิจในกลไกเศรษฐกิจเสรีที่สหรัฐอเมริกา อ้างเป็นคัมภีร์สั่งสอนคนทั่วโลก ด้วยการเข้าไปพยุงธุรกิจต่างๆ เช่น ธุรกิจรถยนต์และสถาบันการเงิน เพื่อไม่ให้เกิดการล้มละลาย เพราะอาจจะส่งผลในทางลบมากกว่าที่เป็นอยู่ เงินจากผู้เสียภาษีจำนวนมากจึงต้องนำไปค้ำจุนบรรษัทใหญ่ๆ ให้ดำเนินธุรกิจต่อไป อันนำไปสู่ปัญหาเรื่องความชอบธรรมและความยุติธรรมที่มีการกล่าวถึงกันอยู่
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือ วิกฤตการแก้ปัญหาก็คือการใช้นโยบายการเงินการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการคลังด้วยการใช้เงินจากภาษีอากรเริ่มต้นโครงการ ใหญ่ๆ และประคับประคองโครงการที่มีปัญหา ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ John Maynard Keynes ซึ่งเคยทำสัมฤทธิผลมาแล้วในวิกฤตต่างๆ ที่ผ่านมา
แต่มาในขณะนี้ก็ได้มีการโหมโรงด้วยการทุ่มจำนวนเงินเข้าสู่กลไกของ ระบบเศรษฐกิจที่กำลังป่วยและทรุดหนัก โดยหวังว่ามาตรการนี้ซึ่งมาจากทฤษฎีที่กล่าวอ้างสม่ำเสมอและเคยประสบความ สำเร็จมาแล้วในอดีต จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาให้ฟื้นตัวขึ้นโดยเร็ว อันจะนำไปสู่การว่าจ้างแรงงาน มีการจับจ่ายใช้สอย ทำให้สามารถฉุดรากกระชากเศรษฐกิจของประเทศอื่นที่สหรัฐอเมริกาเป็นลูกหนี้ อยู่ รวมทั้งที่มีการติดต่อค้าขายมาตลอด เช่น ญี่ปุ่น จีน ยุโรป ฯลฯ ขึ้นมาและฟื้นตัว
ด้วยเหตุนี้ โลกทั้งโลกจึงเฝ้ามองสหรัฐอเมริกา และหลายคนคงสวดมนต์ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้นายบารัค โอบามา ซึ่งเป็นผู้ถือบังเหียนการบริหารประเทศสหรัฐอเมริกา ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเพื่อจะได้ช่วยให้สหรัฐอเมริกาพ้นภัย และโดยนัยช่วยให้โลกพ้นภัยไปด้วย
ถ้ามาตรการที่ใช้บนพื้นฐานของทฤษฎี John Maynard Keynes รวมทั้งมาตรการใหม่ๆ ถูกต้องและสามารถแก้ปัญหาได้ก็นับเป็นโชคมหาศาลของโลกมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจของโลก แต่ถ้าสมมติว่ามาตรการต่างๆ นั้นไม่ได้ผลก็จะเกิดคำถามใหญ่ที่สุดว่าโลกจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้แนวโน้มที่จะมีนโยบายกีดกันการค้าเพื่อป้องกันตน ในประเทศที่กำลังประสบปัญหา ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงจะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น เพราะจะเข้าลักษณะต่างคนต่างเอาตัวรอด ผลสุดท้ายก็ถูกกระทบจากวิกฤตล้มหายตายจากทุกคนทุกประเทศ
ดังนั้น ถ้ามาตรการของนายบารัค โอบามา ล้มเหลวสหรัฐอเมริกาไม่ฟื้นตัวย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ค้าและเจ้าหนี้เดิมที่ กล่าวมาแล้ว โลกก็จะประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงเมื่ออเมริกาล้มละลายจะส่งผลกระทบต่อจีน ญี่ปุ่น ยุโรป ฯลฯ ประเทศไทยและอาเซียนรวมทั้งประเทศอื่น เช่น เกาหลี ไต้หวัน ละตินอเมริกา แอฟริกา อินเดีย ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย เศรษฐกิจอาจจะทรุดหนักนำไปสู่การปิดโรงงาน การเลิกจ้างแรงงาน ตามมาด้วยปัญหาสังคม อาชญากรรม และการไร้เสถียรภาพทางการเมือง
คำถามก็คือ ในกรณีเช่นที่กล่าวมาเบื้องต้นประเทศไทยเตรียมพร้อมที่จะแก้ปัญหาอย่างไร วิธีแก้ปัญหาจะเอารูปแบบใดรูปแบบหนึ่งคงไม่ได้ และการหวังจะแก้ปัญหาให้มีการพัฒนาเจริญเติบโตเหมือนเดิมก็คงไม่ได้ ประเด็นอยู่ที่ว่าจะประคับประคองและพยุงเศรษฐกิจเอาไว้มิให้ตกต่ำจนเกินเลย จนสร้างปัญหาต่างๆ ได้อย่างไร
การประหยัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการประหยัดการใช้พลังงาน การไม่ฟุ่มเฟือยซื้อสินค้าทำให้เสียเงินตราต่างประเทศ การลงทุนที่ระมัดระวัง การยอมออมชอมลดเงินเดือนโดยไม่ให้มีการเลิกจ้าง การสร้างความเข้าใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน การคำนึงถึงทฤษฎีหรือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฎีใหม่ในภาคการเกษตรน่าจะมีส่วนอย่างมากในการบรรเทา ปัญหาต่างๆ
ใน แง่หนึ่งน่าจะกล่าวได้ว่าทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระประมุข เสมือนหนึ่งการวิเคราะห์และคำทำนายการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยจนนำไปสู่วิกฤต ของประเทศมหาอำนาจดังที่กล่าวมาแล้ว ขณะเดียวกันการระมัดระวังในการลงทุนและความเห็นในเรื่องทฤษฎีใหม่ ก็คือทางออกในการแก้ปัญหาซึ่งน่าจะนำไปศึกษาวินิจวิเคราะห์อย่างจริงจัง เพื่อเตรียมเผชิญกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีที่สหรัฐอเมริกาล้มเหลว หรือการฟื้นตัวเนิ่นนานเกินควร
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000015722
ทำไม “สนธิ” ฆ่าไม่ตาย
3 มิถุนายน 2514
เด็กชายตัวเล็กๆ ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงโดยไม่ได้ยินเสียงปืนที่ดังสนั่นในค่ำคืนนั้น เด็กน้อยถูกปลุกขึ้นในยามรุ่งสางก่อนตะวันจะเบิกฟ้า แล้วพบว่า มีร่างหนึ่งนอนคลุมผ้าขาวอยู่บนเตียงเล็กพร้อมกับมีกระถางธูปอยู่ใกล้ๆ
เมื่อมีมือหนึ่งคลี่ผืนผ้าบริเวณใบหน้า เด็กน้อยจึงรู้ว่า ร่างที่นอนนิ่งอยู่นั้นคือ บิดาของตัวเอง
นี่เป็นฉากในชีวิตจริงที่เกิดขึ้นเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน บิดาของเด็กชายคนนั้นเป็นนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ทำงานร่วมกับคุณ สุรินทร์ มาศดิตถ์ ที่ได้กล่าวคำรำลึกถึงไว้อย่างงดงามในงานศพบิดาของเขา
เด็กชายคนนั้นเมื่อโตขึ้น เมื่อเห็นชายวัยใกล้เคียงกันกับบิดาของเขาที่จากไปในวัยเพียงสี่สิบ เขามักจะนึกว่า ถ้าบิดาเขามีอายุมากถึงขนาดนี้จะมีสุขภาพ รูปลักษณ์ กระทั่งจะมีความคิดอย่างไรต่อสังคมวันนี้
และแม้การตายครั้งนั้นเป็นเพียงการจากไปของนักหนังสือพิมพ์เล็กๆ คนหนึ่ง แต่ก็ทำให้เด็กชายคนนั้นติดอยู่ในใจเสมอมาว่า ทำไมคนเราต้องเข่นฆ่ากัน
17 เมษายน 2552
ก่อนหกโมงเช้า บรรณาธิการข่าวอาชญากรรมของสถานีโทรทัศน์ ASTV โทร.มาแจ้งว่า “พี่ๆ คุณสนธิ ถูกยิง ตอนนี้นำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว”
ผมรีบล้างหน้าสตาร์ทรถออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะได้รับแจ้งว่า ตอนนี้คุณสนธิถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลวชิระแล้ว
เมื่อผมไปถึงก็ทราบว่า คุณสนธิอยู่ในอาการที่ไม่อันตรายนักและหมอกำลังเตรียมจะนำคุณสนธิเข้าห้อง ผ่าตัด ก่อนจะเข้าห้องผ่าตัดคุณสนธิยังมีกระจิตกระใจเรียกผมไปสั่งงานว่า เอาข่าวพี่และรูปขึ้นเว็บด้วย
ไม่เพียงแต่เท่านั้น ตอนที่โดนยิงใหม่ๆ คุณสนธิเดินมาจากรถ ยังสั่งให้คนติดตามที่มีกล้องติดตัวไปด้วย ถ่ายร่างที่กำลังชุ่มเลือดเอาไว้ ซึ่งเป็นภาพที่เราได้เห็นกันในเวลาต่อมา
นี่คือสัญชาตญาณและจิตวิญญาณของคนหนังสือพิมพ์โดยแท้
แต่คุณสนธิวันนี้ไม่ใช่นักหนังสือพิมพ์หรือสื่อธรรมดาคนหนึ่ง เขากลายเป็นผู้นำมวลชนที่มีทั้งคนรักและคนชัง ซึ่งผมมั่นใจว่า มีคนรักมากกว่าคนชัง
ผมคิดว่า คนเราทุกคนในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีดีหรือเลวคละเคล้ากันไป คุณสนธิก็เช่นกัน ผม หรือคุณ หรือใครก็เช่นกัน
ตอนที่คุณสนธิลุกขึ้นมาสู้กับระบอบทักษิณ ก่อนวันแรกที่นัดชุมนุมคุณสนธิเรียกพวกเรามารวมกันเหมือนกับการสั่งเสียว่า การต่อสู้ครั้งนี้อาจหมายถึงการแลกด้วยชีวิต แต่การสั่งเสียครั้งนั้นก็ไม่ใช่การสั่งลาและไม่ใช่การต่อสู้ครั้งสุดท้าย
การต่อสู้ของคุณสนธิ แม้จะไม่สามารถชนะระบอบทักษิณด้วยลำหักลำโค่นของตัวเองก็ตาม แต่ระบอบทักษิณก็ป้อแป้จวนไปไม่ไปแหล่อยู่แล้ว ก่อนที่ทหารจะเข้ามาอุ้มทักษิณลงไปจากเวที
ตอนนั้นใครๆ ก็ใส่สีตีข่าวแบบไม่มีข้อมูลว่า พันธมิตรฯ หมดแรงแล้ว มีแต่พวกเราเท่านั้นที่รู้ว่าไม่จริง เพราะเป็นผู้สัมผัสได้กับมวลชนที่แท้จริง เมื่อเราชุมนุมครั้งใหม่จึงกลายเป็นพลังมหาศาลที่อำนาจรัฐฉ้อฉลไม่อาจทัดทาน ได้
เพราะใครก็รู้ใครก็ประจักษ์ว่า พันธมิตรฯ นั้นไม่เพียงต่อสู้กับรัฐบาลที่ฉ้อฉลเท่านั้น แต่ต่อสู้เพื่อพิทักษ์สถาบันหลักของชาติด้วย
บางคนไม่ชอบที่คุณสนธิออกมาพูดเรื่องการปกป้องสถาบัน แต่มาถึงวันนี้ก็รู้แล้วจากปากของทักษิณ จักรภพว่าพวกเขามีจุดมุ่งหมายต่อสถาบันอย่างไร
การต่อสู้นั้นมีคนที่เข้าร่วมเพราะเห็นว่าระบอบทักษิณนั้นคือทุนนิยม สามานย์ที่กำลังกัดกินชาติ และเห็นด้วยกับการออกมาปกป้องสถาบัน แต่ก็มีบางคนทิ้งพวกเราไปกลางคันเพราะไม่เห็นด้วยในประเด็นสถาบัน นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่และต้องพูดถึง แม้ว่าทัศนะเช่นนี้จะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ไม่ใช่ถูกหรือผิด
บางคนเข้าร่วมแม้จะไม่ชอบแกนนำบางคน นั่นเพราะเขารู้จักแยกแยะส่วนตัวออกจากส่วนรวม แต่ที่แปลกก็คือ มีบางคนไม่เข้าร่วมเพราะไม่ชอบแกนนำ แล้วหาทางเตะตัดขาพันธมิตรฯ เรื่อยมา
แกนนำลำดับต้นที่มีคนหมั่นไส้ก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งบุคลิกของเขานั้นไม่เป็นที่โปรดปรานในวงการสื่อ น่าตลกก็คือ คอลัมนิสต์บางคนด่าพันธมิตรฯ เพราะไม่ชอบสนธิ ทั้งที่คนทำสื่อนั้นจะต้องมีวิจารณญาณพอที่จะแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจาก เรื่องส่วนรวม
ผมชอบมากที่ได้อ่านงานของ “วิหคเหินฟ้า” หรือ สรกล อดุลยานนท์ ในมติชนผู้ที่ชื่นชอบทักษิณเป็นพิเศษ เขายกเอาบางตอนของดันแคน แมคคาร์โก มาให้อ่าน
“ในความมุ่งมั่นที่ไม่มีขอบเขตของพวกเขาที่จะต่อต้านฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายได้สูญเสียความสามารถในการมองเหตุผล”
ผมอ่านไปแล้วเที่ยวหนึ่ง แต่เข้าใจว่า “วิหคเหินฟ้า” ต้องอ่านหลายๆ รอบ
แต่จริงแล้วผมคิดว่า ไม่ต้องให้ดันแคนมาพูดก็ได้ เพราะสิ่งที่ดันแคนพูดนั้นเป็นปลายเหตุ ปัญหาคือคนสองกลุ่มในสังคมไทยนั้นทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร
คนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาลที่ฉ้อฉลปล้นชาติปล้นแผ่นดิน แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องคนเพียงคนเดียวไม่ใช่หรือ
ผมไม่เถียงหรอกครับว่า ในสีแดงนั้นมีบางคนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของตัวเอง แต่คนเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนน้อย และเพ้อฝันอยู่ในกลุ่มเสื้อแดงที่เขาลุกขึ้นมาสู้เพื่อทักษิณ
จากความไม่ชอบคุณสนธิที่เป็นเหตุผลให้สื่อบางคนไม่ชอบพันธมิตรฯ นี่เอง อาจทำให้เราวิเคราะห์ด้วยตรรกะของดันแคนได้ด้วยว่า สื่อเหล่านั้นเสแสร้งมีอคติหรือประสาทการรับรู้ของเขาบกพร่องกันแน่
แต่คุณสนธิก็คือคุณสนธิ คือคนที่ไม่ยี่หระในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มีคนบอกว่าเขาเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่หนุ่มมีดีมีเลวเยี่ยงปุถุชนทั่วไป ดังนั้นจึงมีคนหมั่นไส้เขามาก
อย่างไรก็ตาม มีคนจำนวนไม่น้อยแม้ไม่ชอบคุณสนธิที่รู้จักแยกแยะการลุกขึ้นมาสู้ของคุณสนธิ ออกจากอคติส่วนตัว เขารู้ว่าสิ่งที่คุณสนธิทำนั้น เป็นการต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง
เราพูดกันไม่ใช่หรือว่า ปัญหาของสังคมไทยทุกวันนี้ คือเรื่องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ถ้าเราแยกพวกถูกปั่นให้มัวเมาเพราะไม่รู้ข้อมูลข่าวสารแล้ว สื่อมวลชนที่อยู่กับข้อมูลข่าวสารลองเถียงมาสิครับว่า ระบอบทักษิณไม่ได้ฉ้อฉลและเป้าหมายของบางกลุ่มไม่ใช่สถาบัน
นี่ต่างหากที่ต้องมาก่อนคำอธิบายของดันแคน แมคคาร์โก สำหรับสื่อบางคน แต่ไม่ต้องอธิบายสำหรับสื่อที่บูชาทักษิณ เงินของทักษิณ
และสื่อพวกนี้แหละที่ทำให้ทักษิณยังลอยนวลจนปลุกปั่นคนออกมาเผาบ้านเผาเมืองได้
วันที่สื่อทุกฉบับพากันตำหนิเสื้อแดงที่คลั่งเผาบ้านเผาเมือง คุณสนธิพูดกับพวกเราว่า ถ้าสื่อเห็นความชั่วร้ายและลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบอบทักษิณก็คงไม่มีวันนี้
สื่อบางคนบอกว่า พันธมิตรฯ เอาด้ามธงแทงตำรวจ ขับรถพุ่งชนตำรวจ ถ้าถูกสลายแบบเสื้อแดง พันธมิตรฯ คงก่อความรุนแรงกว่าแดงหลายเท่า ผมว่า คนคิดแบบนี้ไม่น่าจะเป็นสื่อ เพราะเหตุของพันธมิตรฯ ที่ว่าเกิดขึ้นหลังจากตำรวจยิงแขนขาดขาขาดและเจ็บไปหลายร้อยคน
ผมเห็นด้วยกับคุณเปลว สีเงิน ที่ว่า ในรอบ 4-5 ปี การทำหน้าที่สื่อของคุณสนธิ ด้วยหวังอย่างเดียวให้อยู่รอด คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันชาติบ้านเมือง
ดังนั้น ไม่ว่าสวรรค์หรือนรกต้องรู้ว่า คุณสนธิยังตายไม่ได้
surawhisky@gmail.com
เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
นานมาแล้วมีครอบครัวหนึ่ง ซึ่งจัดว่าเป็นครอบครัวเศรษฐี โชคร้ายผู้เป็นพ่อเสียชีวิตลง ลูกชายเลยต้องอยู่กับแม่ที่แก่ชราเพียงสองคน ตัวลูกชายเป็นคนที่มีจิตใจหยาบช้า ปราศจากความกตัญญู เพราะขาดคนอบรมสั่งสอน ผู้เป็นแม่ก็แก่ชรามากแล้ว ไม่สามารถบังคับอะไรได้ ทำได้แค่เพียงขอร้องเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ลูกทำนั้นไม่ถูกต้อง แต่ลูกก็หาเชื่อฟังไม่
วันหนึ่งลูกชายมาบอกแม่ว่า จะออกเรือไปหาปลาเหมือนคนอื่นๆ คนเป็นแม่จึงขอร้องไม่ให้ไป เพราะลูกไม่มีความรู้ทางด้านนี้กลัวจะเจออันตราย ฝ่ายลูกชายไม่ยอมเชื่อฟังแถมยังทุบตีจนผู้เป็นแม่แน่นิ่งไป แล้วตัวเขาก็ออกเรือไป แต่พอเรือออกไปถึงกลางทะเลได้ไม่เท่าไหร่ เรือก็หยุดอยู่กับที่ ผู้คนที่อยู่ในเรือต่างวิพากษ์ วิจารณ์ ว่าจะต้องมีตัวกาลกิณีอยู่ในเรือลำนี้อย่างแน่นอน จึงได้จับฉลากเสี่ยงทาย ปรากฏว่าผู้ที่จับฉลากได้ตัวกาลกิณีถึง ๓ ครั้ง ก็คือลูกชายเศรษฐี เขาจึงถูกปล่อยลอยแพไป เมื่อแพของเขาลอยมาตามทะเล ก็ไปเจอเกาะๆ หนึ่ง ซึ่งเกาะแห่งนี้ก็คือขุมนรกดีๆ นี่เอง แต่เขากลับเห็นเป็นอุทยานสวยงาม เมื่อเดินเข้าไปก็เจอกับชาวนรก ที่ถูกตรวนด้วยโซ่ที่คอและขา พร้อมทั้งบนหัวก็มีจักรกรด แต่ลูกชายเศรษฐีกลับเห็นเป็นดอกบัวสวยงาม เฝ้าชื่นชมไม่หยุดปาก ชาวนรกเข้าใจในทันทีว่า ลูกชายเศรษฐีคงเคยทำร้ายบุพการีมาแบบเดียวกับพวกตนอย่างแน่นอน ลูกชายเศรษฐีขอจักรกรดที่อยู่บนหัวของเปรตตนนั้น สุดท้ายลูกชายเศรษฐีเลยต้องรับทุกขเวทนา และชดใช้กรรมที่ฆ่าแม่ของตนต่อไป
นิทานเรื่องนี้นอกจากจะเป็นสำนวนไทยแล้ว ยังได้สอดแทรกคติสอนใจไว้ด้วย สำหรับใครที่ไม่เคารพเชื่อฟังพ่อแม่และทำร้ายพ่อแม่ หรือผู้มีพระคุณ สุดท้ายก็จะได้รับผลกรรมเหมือนกับลูกชายเศรษฐี
ขอบคุณหนังสือนิทานสยาม ของ ส.พลายน้อย
--
สว่างตา ด้วยแสงไฟ สว่างใจ ด้วยแสงธรรม
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
สรณะอื่น ไม่มี ชีวิตนี้เพื่อพระรัตนตรัย
ธรรมะสวัสดี กรุ๊ป
“เครื่องสลายนิ่ว” ฝีมือคนไทย ลดค่าใช้จ่ายได้ 10 เท่า
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
เอ่ยถึง “นิ่วของอวัยวะระบบไต” หลายคนที่เคยรู้รสความเจ็บปวดจากเจ้าก้อนเล็กๆ ที่สร้างความทรมานและลดระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รวมถึงต้องรับภาระค่ารักษาเรือนหมื่น คงจะเข็ดขยาดมันไม่น้อย ในทางการแพทย์เองก็พยายามคิดค้นนวัตกรรมการรักษาให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยที่สุด และได้รับประสิทธิภาพทางการรักษามากที่สุด จนในทุกวันนี้มีการใช้เครื่องสลายนิ่วในระบบไตที่เจ็บป่วยน้อยลง แต่เครื่องดังกล่าวก็จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้โรงพยาบาลต้องเสียงบประมาณในการซื้อเครื่องดังกล่าวจำนวนหลายล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ค่ารักษาในแต่ละครั้งสูงไปด้วย
นพ.ฐิติ เดชารักษ์กับรางวัลรางวัล Inventor Award ระดับดีเยี่ยม สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จาก วช.
แต่ล่าสุดในขณะนี้ ได้มีคนไทยกลุ่มเล็กๆ ประดิษฐ์เจ้าเครื่องดังกล่าวได้เอง ซึ่งลดต้นทุนไปได้มากกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว
นพ.ฐิติ เดชารักษ์ ตัวแทนของคณะผู้จัดทำ “เครื่องสลายนิ่วของอวัยวะระบบไตแบบภายนอกร่างกาย” ที่ ได้เพิ่งจะได้รับรางวัล Inventor Award ระดับดีเยี่ยม สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ข้อมูลว่า โรคนิ่วในอวัยวะระบบไต เป็นโรคที่พบบ่อยติดอันดับ 1 ใน 10 โรคไม่ติดต่อของประเทศไทย พบได้ในทั้งเพศหญิงและชาย แต่พบในเพศชายมากกว่าเกือบ 10 เท่าของเพศหญิง
“โรค นี้เกิดเพราะความไม่สมดุลของระดับเกลือแร่ในร่างกาย บางคนดื่มน้ำน้อย ทำให้มีเกลือแร่มาก หรือบางคนดื่มน้ำมากแต่อาหารที่รับประทานเข้าไปมีเกลือแร่สูง ซึ่งจะพบมากในผักรสฝาดและขม หน่อไม้ ยอดอ่อนของพืชผักทั้งหลาย ถ้าเป็นคนที่รับประทานของเหล่านี้เยอะ ต้องดื่มน้ำมากๆ รวมไปถึงห้ามกลั้นปัสสาวะด้วย เพราะการกลั้นก็เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคเช่นกัน นอกจากนี้การดื่มน้ำที่มีเกลือแร่หรือแคลเซียมมาก เช่นการดื่มน้ำบ่อที่มีสารเหล่านี้เจือปน ก็เป็นสาเหตุให้ป่วยได้”
นพ.ฐิติอธิบายต่อถึงอาการของโรคนิ่วในระบบไตว่า ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังร้าวไปถึงท้องน้อย ต้นขา หรืออวัยวะเพศ ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ปัสสาวะขัดหรือมีเลือดปน มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อสด
“เครื่องสลายนิ่วของอวัยวะระบบไตแบบภายนอกร่างกาย”
“ไตเป็น 1 ใน 5 อวัยวะวิกฤตของชีวิต คือ คนที่จะมีชีวิตอยู่ได้จำเป็นต้องมีอวัยวะสำคัญ 5 ชิ้น คือสมอง หัวใจ ปอด ตับและไต แม้นิ่วในระบบไตไม่ได้ทำให้ตายทันที แต่จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง การรักษานิ่วในระบบไตมีการพัฒนามาค่อนข้างเยอะ จากเดิมที่ใช้วิธีคล้องนิ่ว คือสอดท่อคล้องเข้าไปผ่านท่อปัสสาวะจนเข้าไปเจอก้อนนิ่ว แล้วก็คล้องลากออกมา ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างเจ็บมาก เพราะกว่าจะเอาออกมาได้ต้องครูดอะไรต่ออะไรมาเป็นทางยาว ต่อมาจึงเลิกใช้วิธีนี้ไป”
สำหรับยุคปัจจุบัน แนวทางการรักษาได้พัฒนามาหยุดที่การใช้เครื่องสลายนิ่ว โดยมีแบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบที่รุกล้ำเข้าไปในร่างกาย โดยวิธีนี้เริ่มจากการหาพิกัดของก้อนนิ่วด้วยการเอ็กซ์เรย์ เมื่อพบแล้วก็จะสอดท่อเข้าไปในร่างกายไปจนถึงก้อนนิ่ว และปล่อยคลื่นเครียด ไปกระทบก้อนนิ่วเพื่อสลายและถูกป่นเป็นผง ก่อนจะหลุดออกมากับปัสสาวะ
แต่ปัญหาคือ การสอดอะไรเข้าไปในร่างกายก็เหมือนการผ่าตัด ผู้ป่วยต้องถูกเตรียมตัวก่อนจะนำเข้าเครื่อง และค่อนข้างเสียเวลาพอสมควร ดังนั้น วิธีนี้จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยม วิธีที่นิยมมากกว่าคือการสลายนิ่วจากภายนอกซึ่งจะปล่อยคลื่นจากภายนอก ไม่ต้องสอดอะไรเข้าไปในร่างกาย อาจจะเกิดความเจ็บปวดบ้าง แต่ไม่มาก เพราะคลื่นสลายนิ่วจะต้องถูกปล่อย 1 วินาทีต่อครั้ง เพื่อไปกระแทกก้อนนิ่วให้เล็กลงหรือแตกออก ซึ่งปกติจะทำ 3 พันช็อตต่อ 1 ครั้ง
เด็กนักเรียนกำลังสังเกตการทำงานของเครื่อง ด้วยการสาธิตการยิงแท่งชอล์กด้วยเครื่องจากเครื่องสลายนิ่วอย่างสนใจ
“ทุกวันนี้เรา ใช้เครื่องสลายนิ่วที่ว่านี้จากการนำเข้า ซึ่งมีราคาสูงคือประมาณ 8-37 ล้านบาท ทำให้ค่ารักษาต่อครั้งจะสูงอยู่ที่ประมาณครั้งละ 40,000 บาท ซึ่งนั่นเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมและทีมงานคิดจะประดิษฐ์เครื่องสลายนิ่ว ของคนไทยขึ้นมาเอง เรามีคติว่า ต้องถูก ต้องเก่ง ต้องดี ทีมงานของผมมีวิศวกรประมาณ 4-5 คน เป็นคนไทยทั้งหมด ทุกคนมีฐานะในระดับหนึ่ง และไม่ได้คิดว่าจะทำเครื่องนี้ขึ้นมาเพื่อหวังร่ำรวย แต่เราคิดว่า ยังมีโรคเรื้อรังอีกมากที่รักษาไม่หายขาด แต่นิ่วในระบบไตถ้ารักษาจะหายขาด หากเราทำได้เองไม่แพง รักษาโรคนิ่วได้โดยคนไทย มันก็เหมือนว่าเราแก้ปัญหาของชาติได้เรื่องหนึ่งนะ ที่สำคัญ รักษาครั้งละ 40,000 คนยากคนจนไม่มีกำลัง คนต่างจังหวัดอาจจะเข้าไม่ถึง”
นพ.ฐิติ อธิบายว่า เครื่องสลายนิ่วของอวัยวะระบบไตแบบภายนอกร่างกายที่พัฒนาขึ้นนี้ พยายามจะใช้วัสดุในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่บางส่วนก็จำเป็นต้องนำเข้า เช่นหัวเอ็กซเรย์ ซึ่งต้องนำเข้าจากญี่ปุ่น และมีราคาสูงที่สุดในบรรดาชิ้นส่วนทั้งหมด
“จาก ที่เคยนำเข้าเครื่องละสามสิบเจ็ดล้าน เราพัฒนาจนสามารถประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 10 เท่า เครื่องที่เราทำขึ้นมานี้ราคาเพียง 3 ล้านเท่านั้นครับ และนั่นแปลว่าในการรักษาแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยต้องรับภาระก็จะถูกลง คิดคร่าวๆ จะตกครั้งละประมาณ 3,000 บาท ซึ่งหมายถึงการเข้าถึงการรักษาของคนยากจนและคนต่างจังหวัด โรงพยาบาลต่างจังหวัดที่มีกำลังไม่มากก็ซื้อเอาไว้ใช้ได้ ส่วนตอนนี้ทางเราก็เริ่มให้บริการแล้วครับ แต่เป็นการให้บริการแบบเช่า ตอนนี้ที่โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ และโรงพยาบาลวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ก็ติดต่อขอเช่าเมื่อมีคนป่วยโรคนี้ ส่วนในเรื่องการจดสิทธิบัตรเครื่องนี้ กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการครับ” นพ.ฐิติ กล่าวทิ้งท้าย
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000031647
FW: กุ้งลักษณะนี้ห้ามกินเด็ดขาด
>>>
>>>
>>> ระวังกุ้งลักษณะนี้ไว้นะจ๊ะ
>>> มันดูคล้าย mini lobster แต่ไม่ใช่
>>>
>>> กุ้งเหล่านี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ
>>> ในบ่อบำบัดน้ำเสีย
>>> ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไร
>>> กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น
>>> ปอดของมันเต็มไปด้วยหนอนต่างๆ
>>> เนื้อของมันอุดมไปด้วยพิษ
>>> ไม่รู้ว่าพ่อค้านำกุ้งเหล่านี้มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างไร
>>> ฉะนั้นอย่าสั่งกุ้งเหล่านี้มารับประทานอย่างเด็ดขาด
พุทธทำนาย ภัยพิบัติของโลก
คำพยาการณ์
ขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า
"อา นันทะ ดูก่อนอานนท์ก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี จะเกิดการณ์ร้ายแรง
จะมีการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ฝนเหล็กจะตกจากอากาศ ไฟจะลงมาจากอากาศ
จะเผาผลาญประชาชนให้พินาศ จะมีการล้มตายซึ่งกันและกันเป็นอันมาก แต่ว่า
ดูก่อนอานนท์ก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี จะถือว่าเป็นการณ์ร้ายแรงหาได้ไม่
ทั้งนี้ก็เพราะว่าหลังกึ่งพุทธกาลไปแล้ว
อานันทะ ดูก่อนอานนท์ จะมีความร้ายแรงมากกว่าก่อนกึ่งพุทธกาลมาก
ยักษ์นอกพุทธศาสนาจะรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน
ต่างฝ่ายจะล้มตายกันฝ่ายละมาก ๆ สมณะ ซี พราหมณ์ จะล้มตาย
จะตายไปฝ่ายละครึ่งจึงเลิกรากัน
สำหรับประเทศที่นับถือพุทธศาสนาจะมีภัยเหมือนกัน แต่ไม่ร้ายแรงนัก"
พระพุทธเจ้าบอกว่า ค.ศ. 2000 โลกจะไม่สลาย พระพุทธศาสนาจะทรงอยู่ได้ตลอด 5000ปี
ทรงตรัสชี้ว่า เขตประเทศต่อไปนี้
จะเป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากจะสามารถทรงพระพุทธศาสนาตลบ
5000ปี นี่หมายถึงประเทศไทย
ถ้าสงครามใหญ่เกิดขึ้น
คนไทยจะมีความมั่นคงในพุทธศาสนามากขึ้นในเมื่อเห็นการสูญเสีย
ความตายเกิดขึ้น ความทุกข์ก็เกิดขึ้น จิตใจก็เริ่มเป็นกุศล
เวลานั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนก็จะมีความมั่นคงในพุทธศาสนามากขึ้น
เพราะกลัวตาย
สำหรับท่านนักปฏิบัติที่เจริญสมาธิจิตก็จะเร่งรัดตัวเอง
กำลังใจก็จะมีสมาธิ ในที่สุดอภิญญาก็จะเกิด
ในเมื่ออภิญญาเกิดก็จะเอามาช่วยบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
ให้มีความสุขปลอดภัย
ขอให้ทุกท่านยอมรับนับถือความดีของพระพุทธเจ้าที่ให้ไว้คือ
สังคหวัตุ 4 ได้แก่
1.1 ทาน การให้ ให้มีการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน สร้างความรักเข้าไว้ อย่าสร้างศัตรู
1.2 ปิยวาจา พูดดี พูดให้คนที่รับฟังมีความสุข เขาจะรักเรา เราก็มีความสุข
1.3 อัตถจริยา ช่วยเหลือการงานซึ่งกันและกัน
1.4 สมานัตตตา ไม่ถือตัว ไม่ถือตน
พรหมวิหาร 4 ได้แก่
2.1 เมตตา ความรัก
2.2 กรุณา ความสงสาร
2.3 มุทิตา มีจิตอ่อนโยน เห็นใครได้ก็ยินดีด้วย
2.4 อุเบกขา วางเฉยเมื่อเหตุร้ายเกิดขึ้น ไม่ดิ้นรน ยอมรับตามความเป็นจริง
จงอย่าประมาทในชีวิต จงทรงจิตของท่านให้มีความมั่นคงในคุณพระรัตนตรัย 3
ประการ คือ คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มีจิตยึด
พระพุทธคุณ ให้ภาวนาว่า "พุทโธ"
ก่อนจะหลับให้กำหนดการเข้าออก ของลมหายใจ หายใจเข้านึกว่า "พุท"
หายใจออกนึกว่า "โธ" และเวลาตื่นนอนใหม่ๆ ทำแบบนี้เป็นปกติ
เวลาที่ยังตื่นอยู่
ถ้าคิดขึ้นมาได้เมื่อไหร่ก็ทำใจให้นึกถึงความดีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ภาวนาว่า "พุทโธ" เป็นปกติอย่างนี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงไตรสรณคมน์
พุทธรัตน ธรรมรัตน และสังฆรัตน ทั้ง 3 ประการ จิตของท่าจะทรงสมาธิ
อำนาจบารมีของพระพุทธเจ้าจะทำจิตใจของท่านให้เยือกเย็นมีความสุข
อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับท่านทั้งหลาย ก็จะพ้นภัยด้วยอำนาจของพุทธานุภาพ
ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ
ถ้าจิตของเราไม่นิยมในขันธ์ 5 หรือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
จิตเราเกาะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระองค์อยู่ที่ไหนเราจะไปที่นั่น
ท่านะพ้นจากกิเลส จะเข้าถึงพระนิพพานได้
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ(3จบ)
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
การเตรียมตัวรับมือภัยธรรมชาติครั้งใหญ่
1. ก่อนการเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ 15 วัน
โลกจะเอียงก้มหัวให้ดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ
ส่งผลให้น้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือละลาย
จะนำไปสู่คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าสู่แผ่นดิน (ปัจจุบันเกิดขึ้นแล้ว)
2. เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่เป็นเวลา 49 วัน ในระหว่างเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน
3. ฝนตกครั้งใหญ่ทั่วโลก (ระยะชำระล้างเป็นเวลา 7 วัน)
*ใน 3 วันแรกจะเกิดสงครามนิวเคลียที่ทวีปเอเชีย ในประเทศที่เป็นอริต่อกัน
ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
1. เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่
2. พายุถล่ม
3. แผ่นดินแยกและแผ่นดินไหว
4. ภูเขาไฟระเบิด (จังหวัดทางภาคกลาง 2 ลูก,ภาคเหนือตอนล่าง 3
ลูก,อีกทั้งที่จังหวัด ราชบุรี น่าน แพร่ อ.ร้องกวาง)
5. คลื่นยักษ์จากทะเลา
6. โรคระบาดที่สุดจะเยียวยา ได้แก่ Virusteria,อหิวาตกโรคสายพันธุ์ใหม่
ผู้ที่ได้รับเชื้อจะเสียชีวิตทันทีภายใน 6 วัน
7. คลื่นเสียงที่รุนแรง
ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตยังไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังขนาดนั้นมากก่อน
8. อดอยากขาดแคลนอาหาร
การเตรียมตัวเตรียมปัจจัยเพื่อตนเองและสมาชิกในครอบครัว
1. เตรียมอาหารและน้ำดื่มไว้ที่บ้านอย่างน้อย 3-6เดือน
2. เครื่องนุ่งห่มเพื่อความอบอุ่นของร่างกาย ได้แก่ เสื้อผ้า
กระเป๋าน้ำร้อน ผ้าห่ม ฯลฯ
เพราะในช่วงเวลานั้นอากาศจะหนาวเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ
3. เครื่องใช้ที่จำเป็น
4. ที่อยู่อาศัย
5. ยารักษาโรค
6. ด่างทับทิมและคาราไมล์(จำเป็นมาก)
ห้ามกินอาหารที่มาได้ล้างด้วยด่างทับทิม
เพราะจะมีทั้งเชื้อโรคและสารกัมมันตรังสี ส่วนอาราไมล์
จะมีไว้รักษาโรคทางผิวหนังที่ดูเหมือนจะยากต่อการรักษา
แต่เมื่อทาคาราไมล์แล้ว จะหายได้อย่างน่าอัศจรรย์
7. ยานพาหนะ เช่น เรือ เสื้อชูชีพ
8. เครื่องช่วยชีวิต
9. แสงสว่างเช่น เทียน ตะเกียงพายุ (เวลานั้นท้องฟ้าจะมืดมิด 7 วัน
เท่ากับ 1 ราตรี และจะมืดมิดรวม 7 ราตรี หรือ 49 วัน ไฟฟ้าจะดับทั่วโลก)
10. เครียมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
การดุแลตัวเองในช่วงวิกฤติ
1. ห้ามออกนอกบ้านโดยเด็ดขาด ใครมาเคาะประตูบ้านก็ห้ามเปิด
ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นญาติสนิทหรือคนที่เรารู้จักก็ตาม
2. ห้ามตากฝน เพราะในฝนจะมีพิษ ทั้งเชื้อโรคและสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น
3. ห้ามลุยน้ำหรือแช่น้ำนานๆ แต่ถ้าหลีกเลียงไม่ได้ต้องใช้ด่างทับทิมล้างทุกครั้ง
4. ห้ามเปิดประตูต้อนรับผู้อื่น เพราะช่วงเวลานั้นประตูมิติของโลกทั้ง 3
ภพ จะถูกเปิดเป็นครั้งแรก ผู้ไม่เชื่อเรื่องผีสาง จิตวิญญาณ ก็จะได้เห็น
คนที่มาเยือนอาจเป็นผีเปรต ผีโขมด
ที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราจำแลงมาก็เป็นได้และห้ามอยากรู้อยากเห็นโดนเด็ดขาด
5. ห้ามกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด
6. ห้ามกินผักที่ยังไม่ได้แช่ด่างทับทิม
7. ฝึกการกินน้อย ถ่ายน้อย
8. ระวังอากาศที่หนาวเย็น
9. ระวังสัตว์ร้าย สัตว์มีพิษเช่น งูพิษ จระเข้
10. ห้ามอยู่ตึกสูงเกิน 3 ชั้น เพราะตึกสูงเกิน 3 ชั้น จะพังทลายราบเป็นหน้ากลอง
การเตรียมจิตวิญญาณ
1. ชำระกรรมให้เบาบางโดย หยุดโลภ โกรธ หลง ทำจิตใจให้สงบเบิกบาน
เพราะวันนั้นจะมีผู้ที่เส้นโลหิตในสมองแตก เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
เพราะเสียงที่ดังกึกก้องไปกระตุ้นเส้นเลือดในสมองให้แตก ดังนั้น
ต้องปล่อยวาง ทำจิตให้เป็นบวก จะช่วยได้มาก
2. มีสำนึกทางจิตวิญญาณ
3. ฝึกการละวาง
4. มีสติรู้ตัวตลอดเวลา
5. ฝึกการทำโฆษกรรม ขออภัยต่อเจ้ากรรมนายเวร หรือผู้ที่เราล่วงละเมิด
การดูแลแก่นแท้ยามมีภัย
1. ได้ยินเสียงใด ให้ละวางสิ่งนั้น รู้เห็นสิ่งใด ให้ละวางสิ่งนั้น
ต้องไม่รับรู้ ไม่รับเห็น ไม่รู้ ไม่ชี้
ไม่ว่าจะได้ยินเสียงคนข้างบ้านร้องเพราะกำลังจะตาย
หรือได้ยินเสียงใดที่น่าหวาดกลัว ต้องได้ยินแล้วผ่านเลยไป
หากละวางไม่ได้จะเกิดอาการ "ตายก่อนตาย" (รู้ว่าตนเองจะต้องตายแน่ๆ
หรือการตายทั้งเป็น)
2. ยอมรับให้ได้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องมีสติตลอดเวลา
3. อย่าอยู่นิ่งเฉย เพราะจะทำให้กลัวมากขึ้น ควรหากิจกรรมทำ เช่น
อ่านหนังสือธรรมะ เพื่อให้จิตเป็นบวกเกิดความอิ่มเอิบ
4. สังเกตธรรมชาติก่อนนาทีวิกฤติจะเกิดขึ้น
ลางบอกเหตุก่อนเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ (ระยะ 2 )
ท้องฟ้ามืดมิดผิดปกติ ใบไม้จะพลิกคว่ำพลิกหงาย และดูหดหู่
สัตว์ทั้งหลายจะไม่ปรากฏกายให้เห็น
แต่ถ้ามีสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้านจะเห็นมันวิ่งลุกลี้ลุกลนผิดปกติ
หรือบางตัวจะนอนนิ่งน้ำตาซึม
เรื่อง เวลาที่แน่นอนนั้น ขอบอกตามตรงว่า ไม่ทราบ
เพราะจริงๆแล้วน่าจะเกิดตั้งแต่ ค.ศ. 1999 ตามที่นอสตราดามุสทำนายเอาไว้
แต่เมื่อดูจากเหตุการณ์ในปัจจุบันแล้ว
ภัยธรรมชาติที่รุนแรงอย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิตนี้
และจากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ต่างๆ คิดว่าจะเกิดภายใน 1 - 3 ปีนี้
เป็นกรรมของสัตว์โลกนะ ครูบาอาจารย์ท่านเคยบอกว่าระบบ
จะเริ่มล้างมนุษย์ปลายปี 47 แล้วจะมีเหตุอื่นมาล้างเรื่อย ๆ
ด้วยระบบภัยพิบัติทางดิน น้ำ ลม ไฟ โรคระบาดและอุบัติภัยสงคราม
และจะหนักขึ้นเรื่อยๆ จนพระจักรพรรดิลงมาก ภัยพิบัติจึงจะสงบ
ต่อไปที่จะวิบัติหนัก ๆ ก็คือ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อเมริกา ฯลฯ
ในโลกนี้ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้เพราะกรรมของมนุษย์เป็นแบบนั้น
สำหรับเมืองไทย ต่อไปกรุงเทพฯ ก็มิใช่จะปลอดภัยเพราะฝ่ายรักษา
ภายในของกทม เริ่มถอนระบบออกไปมากแล้ว และต่อไปภาคใต้แทบจะไม่เหลือ
จะเป็นเกาะ แก่งทั้งหมด เราเข้าใจว่าภัยพิบัติในภาคใต้
สัญญาณของยุคจักรพรรดิที่กำลังจะเริ่มต้น ที่จริงมีสัญญาณอย่างอื่นด้วย
แต่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เช่น
เรื่องธาตุแก้วเจ็ดประการที่เริ่มเข้ามาสู่ระบบแล้ว และมีสิ่งของอื่น ๆ
อีกหลายอย่างที่กระจัดกระจายกันอยู่ในหลายประเทศ เป็นต้น
ครูบาอาจารย์เคยเล่าว่า แค่นาคโก่งหลังขึ้นมามนุษย์ก็ตายเป็นเบือแล้ว
ต่อไปบางที่ก็จะหายไปทั้งเกาะ นี่ยังไม่นับภัยพิบัติจากท้าวกก
นาคแถวลพบุรีที่ในไม่ช้า (ช่วงท้ายของภัยพิบัติ) จะลุกขึ้นมา (ภายใน)
เพื่อไปรอรับพระจักรพรรดิ ขณะที่ทหารลิง 18 กองพล
ที่เคยเฝ้ายักษ์ตนนี้อยู่ที่อื่น
ครูบาอาจารย์ท่านว่ายักษ์กกนาคตนนี้มีพิษมาก แค่พลิกตัว
พิษของยักษ์ก็จะทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้ มนุษย์จะตายไปครึ่งโลก
แต่คนที่มีศีลก็ไม่เป็นไร
เราค่อนข้างมั่นในว่า ภายในปี 2560
ประเทศไทยจะได้เป็นมหาอำนาจและไทยกับลาวจะรวมกันเป็นหนึ่ง
(ประเทศเดียวกัน) ท่านไหนที่ขยันหมั่นเพียรรักษาศีล ภาวนา
ก็จะได้มีโอกาสอยู่ในยุคใหม่ต่อไป ส่วนท่านที่ยังไม่มีศีลธรรมพอ
ก็คงต้องไปตามวิถีกรรมของตนเอง
ศาสนาอื่นนั้นไม่มีเหลือ เมื่อถึงเวลาแล้วจะหนีตายมาพึ่งศาสนา พุทธกันหมด
เท่าที่ทราบต่อไป มหาอำนาจอย่างเช่น อเมริกา อังกฤษ ฯลฯ
จะต้องมาพึ่งพาไทย ศูนย์กลางโลก ศูนย์กลางศาสนา อยู่ในประเทศไทย
ซึ่งต่อไป ที่แห่งหนึ่งในประเทศไทย จะเป็นใจกลางโลก ใจกลางศาสนา
ในยุคจักรพรรดิ ทั้งโลกจะถูกปกครองโดย 3
ร่มโพธิ์ศรีอัญญาสิทธิ์และอัญญาธรรม
พระจักรพรรดิจะเป็นพระมหากษัตริย์ของโลกอย่างที่พวกยิงเขาคิดจะครองโลกกันนั้นไปไม่ถึงดวงดาวหรอกเพราะวิทยาศาสตร์ถึงทางตันแล้ว
เหตุที่เกิดในภาคใต้ซึ่งเป็นเขตพระพุทธศาสนายังรุนแรงขนาดนี้
ต่อไปเหตุที่เกิดในเขตศาสนาอื่นๆนั้น จะรุนแรงกว่านี้มาก
และความหายนะที่จะเกิดขึ้นนั้นก็จะมากด้วย
ถ้าหากศึกษาถึงเชื้อของจิตวิญญาณเดิมของการมาเกิดก็จะเข้าใจว่า
อย่างอิสลามและคริสต์นั้น
เชื้อจิตวิญญาณเดิมหรือต้นธาตุของจิตวิญญาณของพวกนี้ เป็นพวกยักษ์
ตระกูลต่างๆ ดังนั้น ที่ครูบาอาจารย์ท่านว่า
พวกยักษ์นอกศาสนาเขาตีกันนั้นก็พวกยักษ์เหล่านี้แหละที่มีปัญหา
และพวกยักษ์เหล่านี้ก็มาเกิดมากในยุคนี้ ส่วนใหญ่ในเขตประเทศไทย
และประเทศใกล้เคียงจะเป็นเชื้อนาค เชื้อเทวดา เชื้อครุฑ
คนในเขตประเทศไทยส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่กับการเกิดเป็นเชื้อต่างๆ
เหล่านี้ขึ้นอยู่กับชาติที่ทำบารมีมาเด่นๆ ว่าเคยทำบารมีในภพภูมิไหนมาก
ก็จะมีความเกี่ยวพันกันกับภพภูมิเหล่านั้น
และเมื่อถึงเวลาก็จะเป็นการทำบารมีร่วมกันระหว่างภพภูมิ
และบางครั้งการทำงานจากภายใน ก็จะส่งผลออกมาสู่ภายนอก
แต่คนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นภายใน ที่เห็นก็คือผลที่แสดงออกมาภายนอก
และพยายามอธิบายกันด้วยเหตุผลและผลทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นการรู้นอกแต่ไม่รู้ใน
คล้ายๆกับวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายเหตุผลภายนอก แต่ไม่เข้าใจถึงกฎแห่งกรรม
ซึ่งเป็นเหตุอยู่ภายใน เป็นต้น นี่คือรู้ไม่แจ้งในเรื่องนั้นๆ
ก็เลยเกิดความ "ประมาท" ต่อไปจะมีพระจักรพรรดิเป็นผู้ปกครองโลก
พระยาธรรมิกราชจะคล้ายพระสังฆราชและจะมีพระโพธิสัตว์อีกองค์หนึ่งจะทำหน้าที่คล้ายกับนายกรัฐมนตรี
ซึ่งสามร่มโพธิ์ศรีก็คือ
สามโพธิสัตว์ที่ลงมาทำหน้าที่ดูแลพระพุทธศาสนานั่นเอง
และก็มีเหล่าอัญญาสิทธิ์ บางคนก็อาจยังไม่รู้ตัวเอง
ถึงเวลาแล้วก็คงจะได้เห็นว่าของจริงนั้นเป็นอย่างไร
ซึ่งบางท่านจะมีชื่อเสียงในหมู่เทพ เทวดา นาค ครุฑ กุมภกัณฑ์ ฤาษี ดาบส
ฯลฯ พวกเขาเหล่านั้นก็รอยุคพระยาธรรมิกราช แต่พวกมนุษย์ไม่รู้จัก
เพราะท่านเหล่านี้จะอยู่อย่างเงียบ ๆ และลี้ลับ ครูบาอาจารย์ท่านเคยเปรย
ๆ ให้ฟังว่า สำหรับผู้ทำบารมีเข้มข้นแล้วนั้น "ดังบ่ดี ดีบ่ดัง"
จากที่ครูบาอาจารย์ท่านเล่าสู่กันฟัง สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ไม่มีใครที่จะสามารถหลีกเลี่ยงได้
เพราะกรรมเป็นตัวกำหนดและยุคพระยาธรรมิกราช ก็เป็นพุทธประเพณี
เป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในกึ่งกลางพุทธศาสนา
ในยุคของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
อย่างในยุคพระเวสสันดร หลังจากพระเวสสันดร
ได้พรแปดประการจากพระอินทร์แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน
ก็เกิดยุคพระยาธรรมิกราชหรือยุคพระจักรพรรดิขึ้น
ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าลูกชายพระเวสสันดรจะเป็นพระจักรพรรดิในสมัยนั้นในยุคร่วมสมัยปัจจุบันนี้
มีบุคคลผู้หนึ่ง ทำทานบารมีจนได้พรแปดประการจากพระอินทร์แล้วเช่นกัน
ก็พอจะอนุมานได้ว่า ยุคพระยาธรรมิกราชนั้นเข้ามาใกล้ถึงปลายจมูกแล้ว
ใครที่คิดจะทำบุญกุศลอะไร ก็ให้รีบเร่งทำ
หากเมื่อใดที่ผู้ที่เขาได้พรพระอินทร์เขาทำอธิษฐานบารมีเพื่อดูแลพระศาสนา
ระบบที่เขาทำหน้าที่ภายในเขาก็จะทำงานตามลำดับ
เมื่อถึงตอนนั้นจะเห็นคุณค่าของศีลธรรม ของศีล 5 ศีล 8
ของบุญบารมีที่แต่ละท่านบำเพ็ญเพียร สั่งสมมา
ให้ลองนึกถึงคลื่นยักษ์ในภาคใต้ดูว่า
คลื่นยักษ์ขนาดไหนที่ทำให้ด้ามขวานไทยเหลือเป็นเกาะแก่ง
และคลื่นยักษ์ขนาดไหนที่จะสามารถทำให้เกาะขนาดประเทศไต้หวันหายวับไปได้ในพริบตาเมื่อไหร่ก็ตามที่นาคใหญ่ทำงาน
จะสั่นสะเทือนไปทั้งโลก หากจะเทียบเหตุการณ์ในภาคใต้ที่ผ่านมา
เป็นแค่นาคใหญ่โก่งหลังหรือสะดุ้งเพียงเล็กหน่อย ลองจินตนาการดูว่า
หากพวกนาคบางพวกมีหน้าที่ทำฤทธิ์เพื่อล้างพวกผู้มีศีลธรรมไม่เพียงพอ
สำหรับอยู่ในยุคพระยาธรรมบนโลกนี้ก็จะเหลือคนไม่มากอย่างที่พระสูตรบอกไว้
เหตุการณ์ต่างๆที่กล่าวมานั้น จะมีอยู่วันหนึ่งที่เหตุการณ์รุนแรงที่สุด
คลื่นพลังมหาศาลจากจักรวาลจะกระแทกลงมายังโลก
เป็นพลังงานที่เกิดจากลมพายุสุริยะอันเนื่องมาจากจุดดับบนดวงอาทิตย์จุดที่
11 มนุษย์ทุกคนบนโลก จะได้พบกันเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงก ลัว
บรรยากาศช่วงแรกๆจะรู้สึกหดหู่ เวิ้งว้าง ท้องฟ้าจะวังเวงพิกล
หลังจากนั้นไม่นานนัก ลมจะแรงขึ้น แรงขึ้น
เสียงฟ้าเสียงลมจะแผดเสียงกึกก้องดังที่สุด
ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
เป็นเสียงของพญามัจจุราชที่พิพากษาโลกในด้านความเป็นมนุษย์คนชั่วทุกคนจะถูกประหารชีวิตและจะตายอย่างทรมาน
ไม่เว้นแม้แต่ผู้นำสังคม ผู้นำเศรษฐกิจ ผู้นำลัทธิ ฯลฯ
ส่วนคนดีจะได้รับการยกเว้นเอาไว้ให้ได้ทำความดีโดยไม่มีอุปสรรคต่อไป
ปลายปี 2548 นี้ จะเกิดสงครามครั้งยิ่งใหญ่ของ โลก
ซึ่งจะส่งผลให้มีคนตายจำนวนมาก ส่วนผู้ที่รักษาศีล 5 ขึ้นไปจะรอด และอีก
5 ปีต่อไปน้ำจะท่วมภาคใต้ และจะร้ายแรงกว่าสึนามิหลายเท่า
ผู้คนที่รอดชีวิตจำต้องเดินทางขึ้นเหนือเพื่อให้พ้นภัยโดยระหว่างทางจะพบกับคนนอนตายเกลื่อนกลาดจำนวนมาก
คนที่ไม่เคยเข้าวัดก็รีบเข้าวัดซะ ตอนนี้ก็ยังทัน รีบหาของดี
วัตถุมงคลติดตัวไว้
แต่ถ้าเป็นคนที่มีศีลดีอยู่แล้วก็ยิ่งดีและสุดท้ายให้นั่งสมาธิ
เพราะไม่มีสิ่งใดจะช่วยเราได้นอกจากสมาธิ และผู้ที่ปฏิบัติสมาธิได้อภิญญา
เรียกว่าให้อยู่ใกล้คนดีเข้าไว้และปี 2549 พระศรีอารย์
ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์อยู่สวรรค์ชั้นดุสิตในตอนนี้ จะลงมาเกิดเป็นมนุษย์
(ท่านลงมาเกิดในคราวนี้ไม่ใช่จะมาเป็นพระพุทธเจ้า
แต่เพื่อช่วยให้ผู้คนรอดพ้นจากเหตุการณ์อันเหลือที่มนุษย์จะรับมือได้ไหวครั้งนี้
เพื่อช่วยให้พ้นจากภัยสงครามครั้งมหึมาที่จะทำให้มีคนตายมหาศาลที่กำลังจะเกิดขึ้น
ท่านอาจจะเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ได้แต่ยังไม่แสดงตัวเท่านั้น)
หากท่านไม่แน่ใจว่าตัวท่านมีความดีพอที่จะรอดพ้นจากมหาภัยพิบัติครั้งนี้ละก็
ขอให้หาของดีติดตัวเอาไว้เป็นอย่างดี หรือถ้าหาของดีไม่ได้จริงๆ
ก็จงทำตัวของท่านให้เป็นคนดีเพื่อความดีจะรักษาตัวของท่านเอง
หากท่านไม่เชื่อก็จงอย่างเพิ่งปฏิเสธ เช่น
เชื้อโรคที่ตาเปล่าของเรามองไม่เห็น แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันมี
เพราะเรามีเครื่องมือคือกล้องจุลทรรศน์ที่จะส่องเห็นแล้ว
ส่วนเรื่องอย่างอื่นเช่นที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้า
เครื่องมือที่จะเห็นก็มีแล้วคือการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ
แต่อยู่ที่ท่านจะใช้เครื่องมือ
หรือรู้วิธีใช้เครื่องมือนั้นอย่างถูกต้องหรือไม่เท่านั้นเอง
ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือที่หลวงพอฤาษีลิงดำ ท่านเขียนไว้ว่า
อีกไม่กี่ร้อยปี
จะมีพระมหากษัตริย์ท่านหนึ่งเดินทางจากเหนือมาบูรณะวัดท่าซุง ขณะนี้
วัดท่าซุงก็ยังคงเป็นปกติดี
แสดงว่าหลังจากนี้ไม่นานนักคงต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้วัดท่าซุงร้าง
ซึ่งปัจจุบันวัดท่าซุงยังมีคนไปทำบุญถือศีล ปฏิบัติธรรมอย่างไม่ขาดสาย
แต่จะมีเหตุใดเล่าที่ทำให้วัดร้างได้นอกจาก..
(อาจจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างชาติซึ่งเป็นชนวนให้เกิดอภิมหาสงครามครั้งใหญ่ซึ่งส่งผลกระทบถึงประเทศไทยก็เป็นได้)
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ จงหมั่นทำดีเพื่อรักษาชีวิตรอดเทอญ
ประเทศไทย เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์
ที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองรักษาไว้
ซึ่งจะได้รับความบอบช้ำจากมหันตภัยธรรมชาติน้อยที่สุดในโลกและจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำซึ่งมีความเจริญเป็นศูนย์กลางของโลกต่อไป
มนุษย์ที่รอดชีวิตไปได้ จะเข้าสู่ยุคใหม่
จะมีจิตใจที่ดีงามและมีอายุไขที่ยาวจนน่าประหลาดใจ
มีอารยธรรมเจริญก้าวหน้า
โดยที่ไม่ได้สร้างเทคโนโลยีที่ก่อปัญหาให้กับโลกมากมายเช่นในปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อสื่อสารกับเพื่อนมนุษย์ต่างดาวได้
ซึ่งแม้แต่ปัจจุบันบางคนก็ไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงก็ตาม
ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของโลก
และเป็นประเทศแรกที่มีผุ้สร้างยานอวกาศไปท่องจักรวาลได้เป็นแห่งเดียวของโลก
โดนใช้พลังจิตในการขับเคลื่อนโดยไม่ใช้เชื้อเพลิงในการเผาไหม้
ให้เกิดพลังงานที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
และทรัพยากรธรรมชาติของโลกให้เสียหายเหมือนอย่างเช่นปัจจุบัน
นอกจากนี้ต่อมไพนิล
หรือตาที่3ของมนุษย์จะถูกฟื้นฟูขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จนสามารถเข้าถึงสภาวะนิพพานได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีตในระยะเวลาไม่นานนัก
(ภายใน6ปี)
พระศรีอริยะเมตไตร จะเปิดเผยพระองค์
เพื่อปลอบประโลมสร้างขวัญกำลังใจให้กับมวลมนุษยชาติ
ที่มีความบอบช้ำทางจิตใจซึ่งในขณะนี้พระองค์ท่านได้เสด็จลงมาบนโลกมนุษย์แล้ว
กำลังเป็นสามเณรในพุทธศาสนา และพระองค์ได้มาปรากฏที่ประเทศไทยนี่เอง
ดังเช่นหลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านบอกว่า ใครบ้ามาลองภูมิท่าน
ท่านก็แกล้งทำตัวเป็นคนบ้าตอบเสียเลย เพราะพวกมาลองของกับหลวงพ่อพวกนี้
พอพูดความจริงไม่ค่อยเชื่อ แต่พอโกหกคิดว่าเป็นเรื่องจริง
พระอินทร์ พรหม ยมราช ได้สั่งไว้ว่า
ถ้าบุคคลใดรู้แล้วจงรีบร้อนบอกเล่าสู่กันฟัง
หรือพิมพ์แจกจ่ายตามกำลังศรัทธา
จะเกิดมหากุศลช่วยท่านให้หลุดพ้นจากภัยพิบัติทั้งหลายทั้งปวง
ถ้าบุคคลใดไม่เชื่อมั่นตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจะเกิดเดือดร้อนในปีจอนี้
ขึ้น 4 ค่ำ ผู้มีบุญจะลงมาเกิด พร้อมหนังสือใบลานฉบับนี้
ถ้าไม่มีอยู่ในบ้านเรือนของผู้ใด จะมีพวกปีศาจร้ายเข้าทำลายอย่างแน่แท้
ในปีจอต่อปีกุนยามเดือนหงาย จะเกิดมีงูพิษอยู่บนหัวกัดฉกให้ตาย
และฝูงชนทั้งหลายจะเกิดเดือดร้อนหลายประการเช่น
- ทุกข์ยากร้อน เพราะศึกสงคราม
- ทุกข์ยากร้อน เพราะน้ำและไฟ
- ทุกข์ยากร้อน เพราะไม่มีใครดูแลใคร
- ทุกข์ยากร้อน เพราะอดข้าวปลาอาหาร
- ทุกข์ยากร้อน เพราะนอนไม่หลับ
- ทุกข์ยากร้อน เพราะผัวเมียไม่เห็นหน้ากัน
ในปีจอนี้เมืองเวียงจันทน์ จะมีฤาษีทองคำสึกลาบวชออกมาเป็นพ่อค้า
ในปีจอขึ้น 8 ค่ำ ห้ามไม่ให้ใครตักน้ำ อาบน้ำ กินน้ำตามห้วยนองคลองบึง
หลังพระอาทิตย์ตกดิน พญายมราชจะนำเอายาพิษพ่นมาใส่โลกมนุษย์
นี่คือพระคาถาขององค์อินทร์ พรหม ยมราช ได้เขียนลงในใบลาน
จงรักษาเก็บไว้ให้ดีเพื่อช่วยให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ
ในยามเกิดเหตุการณ์มหันตภัย พระคาถาได้เขียนไว้ดังนี้
"ปะโต เมตัง ปะละชิมินัง สุขะโต จุตี
เมตตะ นินะนัง สุขะโต จุติ"
พระคาถาข้อนี้จะเขียนลงใส่ใบลานแผ่นทอง
หรือแผ่นผ้าก็ดีให้ติดไว้บนประตูห้องเรียนหรือรถราพาหนะ
หรือพันหัวไว้ในยามเกิดเหตุการณ์จะช่วยให้รอดพ้นภัยอันตราย ในกาละเวลานี้
เทพเจ้าเหล่าเทวดาผู้ที่คุ้มครองรักษาเหล่ามนุษย์โลก
ได้ไปกราบทูลต่อพระอินทร์ว่ามนุษย์โลกทำกุศลผลบุญ (ความดี) เพียง 3 ส่วน
และทำบาปกรรม (ความชั่วร้าย) ถึง 10 ส่วน
เมื่อเป็นเช่นนี้พระอินทร์จะได้ลงโทษกับมนุษย์โลกถึง 9 ข้อ
นับตั้งแต่ปีจอถึงปีกุน คือ
- จะให้เกิดพายุลมแรง แผ่นดินไหว
- จะให้เกิดสารพิษต่างๆ (อาหารเป็นพิษ - อากาศ)
- จะให้เกิดไฟไหม้
- จะให้เกิดกาฬโรคต่างๆ
- จะให้เกิดน้ำท่วม
- จะให้เกิดอดข้าวปลาอาหาร
- จะให้เกิดฟ้าผ่า
- จะให้เกิดอาฆาตฆ่าฟันกันเอง สำหรับคนใจบาป
- จะให้เกิดร้อนมาก หนาวมาก
มหันตภัยทั้ง 9 อย่างนี้ จะรอดพ้นเฉพาะคนใจบุญ
คนที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
รู้แล้วจงบอกต่อกันไปให้รีบเร่งทำแต่ความดีมากกว่าทำบาปกรรมชั่วร้าย
ถ้าผ่านปีจอ ปีกุนไปแล้ว ทุกคนพร้อมลูกหลาน
จะได้รับความสุขสบายกันถ้วนหน้า เวลาเหลือน้อย ให้ทุกคนเคร่งครัดถือ ศีล
5 ให้ขยันไหว้พระ ภาวนา ให้ทาน เพื่อการกุศลอย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายพระผู้ทรงศีลยังได้กล่าวเน้นย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ดังหนังสือ "อินทร์ตก"
"อินทร์ตื่น"
ถ้าท่านผู้ใดเชื่อ ศรัทธา บูชา
เคารพกราบไหว้หรือบนบานว่าจะบอกเล่าถึงผู้อื่นหรือลงพิมพ์แจกให้สาธุชน
คนทั้งหลายรับรู้ด้วยแล้วท่านจะปรารถนาสิ่งใดจะได้ดังใจนึก
พยาธิที่เบียดเบียนก็จะหายขาด
อ า ภั พ ๑ ๘ ป ร ะ ก า ร
ได้มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้ส่งอีเมล์มาถามว่า "อาภัพ ๑๘ ประการ มีอะไรบ้าง" ซึ่งพวกเราคงจะคุ้นเคยกับคำอธิษฐานประจำวันที่อยู่ในหนังสือสวดมนต์ ตอนหนึ่งว่า "ขอให้ข้าพเจ้าไม่ถึงแห่งความอาภัพ ๑๘ ประการ" ดังนั้นจึงขอโอกาสนี้ยกเอาตอนหนึ่งในหนังสือ " วิมุตติรัตนมาลี " ซึ่งพระเดชพระคุณพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙) ท่านได้รจนาไว้ และได้รับรางวัลชนะเลิศวรรณกรรมไทย ประเภทร้อยแก้ว สาขาศาสนา เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๑๖ ดังนี้
" จริงอยู่ นับตั้งแต่ได้ก่อสร้างพระกฤษฎาภินิหารมา (บุญอันยิ่งที่ทำไว้) จนกระทั่งได้รับสัทธยาเทศคำพยากรณ์ จากสำนักแห่งองค์สมเด็จพระชินวรสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็น นิยตโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์ผู้เที่ยงแท้ที่จักได้สำเร็จแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณใน อนาคตกาลแล้ว ในขณะที่ก่อสร้างอบรมบ่มพระพุทธบารมีอยู่อย่างมโหฬาร ต้องสังสรณาการท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสายธารแห่งห้วงมหรรณพภพ สงสาร นับด้วยแสนโกฏิชาติเป็นประมาณหรือมากยิ่งกว่านั้น พระบรมโพธิสัตว์ผู้เที่ยงที่จะได้บรรลุพระโพธิญาณทั้งหลาย ย่อมได้รับอานิสงส์แห่งพระพุทธบารมีที่ตนบำเพ็ญเป็นหลักเกณฑ์แน่นอน ๑๘ ประการ คือ
๑. ไม่เป็นคนมีจักษุบอดมาแต่กำเนิด
๒. ไม่เป็นคนหูหนวกมาแต่กำเนิด
๓. ไม่เป็นคนบ้า
๔. ไม่เป็นคนง่อยเปลี้ย
๕. ไม่เป็นคนใบ้
๖. ไม่เกิดในประเทศป่าเถื่อน
๗. ไม่เกิดในท้องแห่งนางทาสี
๘. ไม่เป็นคนมีความเห็นผิดเป็นนิยตมิจฉาทิฐิ
๙. ไม่เป็นสตรีเพศ
๑๐. ไม่ประกอบกรรมอันเป็นอนันตริยกรรม
๑๑. ไม่เป็นคนมีโรคเรื้อน
๑๒. เมื่อไปเกิดในกำเนิดแห่งสัตว์เดียรฉาน ย่อมเป็นสัตว์ที่จัดอยู่ในประเภทมีกายไม่เล็กกว่านกกระจาบ และมีกายไม่ใหญ่กว่าช้าง
๑๓. ไม่ไปเกิดในกำเนิดแห่งขุปปิปาสิกเปรต นิชฌามตัณหิกเปรต แลกาลกัญชิกาสุรกาย
๑๔. ไม่ไปเกิดในอเวจีมหานรก และโลกันตนรก
๑๕. เมื่อไปเกิดเป็นเทวดาในกามาวจรสวรรค์ คือสวรรคเทวโลก ๖ ชั้น ก็ไม่เกิดเป็นเทวดาซึ่งนับเนื่องเข้าในเทวดาจำพวกหมู่มาร
๑๖. เมื่อเกิดเป็นองค์พระพรหม ณ เบื้องบรมรูปาพจรพรหมโลก ก็ไม่ไปเกิดในปัญจสุทธาวาสพรหมโลก ทั้งนี้ก็เพราะว่าพรหมโลกชั้นปัญจสุทธาวาสนี้ เป็นภูมิที่อยู่แห่งพรหมอนาคามีอริยบุคคลโดยเฉพาะ
๑๗. ไม่ไปเกิดใน อรูปพรหมโลก เลยเป็นอันขาด
๑๘. ไม่ไปเกิดในจักรวาลอื่นเลยเป็นอันขาด "
สร้างบุญเมื่อใด อย่าลืมตั้งจิต ให้พ้นจากความอาภัพ 18 ประการ ที่จะขวางการสร้างความดีของเราด้วยนะครับ
จากใจธรรมะสวัสดี
วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552
แจ้งประกาศตำแหน่งงานใหม่ ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ.
| ตำแหน่งงาน ณ : วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 1.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิชาการเงินและบัญชี จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง ชื่อหน่วยงาน : วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ช่วงรับสมัคร : วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552 - วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=633761619633859978 2.) ชื่อตำแหน่งงาน : อาจารย์ จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง ชื่อหน่วยงาน : วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ช่วงรับสมัคร : วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552 - วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=633761624384484978 ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ. -------------------- ตำแหน่งงาน ณ : วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552 1.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 4 ตำแหน่ง ชื่อหน่วยงาน : กรมวิทยาศาสตร์บริการ ช่วงรับสมัคร : วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552 - วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=633760885280468750 2.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิเคาระห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 2 ตำแหน่ง ชื่อหน่วยงาน : กรมวิทยาศาสตร์บริการ ช่วงรับสมัคร : วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552 - วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=633760910051250000 3.) ชื่อตำแหน่งงาน : บุคลากร จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง ชื่อหน่วยงาน : สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช่วงรับสมัคร : วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552 - วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552 คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=633760928854218750 4.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักพัฒนาสังคมปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 23 ตำแหน่ง ชื่อหน่วยงาน : กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ช่วงรับสมัคร : วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552 - วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552 คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=633760805646406250 5.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักวิเทศสัมพันธ์ จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง ชื่อหน่วยงาน : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ช่วงรับสมัคร : วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552 - วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=633760915802031250 6.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักทัณฑวิทยาปฏิบัติการ(งานควบคุมผู้ต้องขังชายและอื่นๆ) จำนวนตำแหน่งว่าง : 18 ตำแหน่ง ชื่อหน่วยงาน : กรมราชทัณฑ์ ช่วงรับสมัคร : วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 - วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=633761040624843750 7.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักทัณฑวิทยาปฏิบัติการ(งานควบคุมผู้ต้องขังหญิงและอื่นๆ) จำนวนตำแหน่งว่าง : 5 ตำแหน่ง ชื่อหน่วยงาน : กรมราชทัณฑ์ ช่วงรับสมัคร : วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 - วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=633761050295312500 8.) ชื่อตำแหน่งงาน : นักสังคมสงเคราะห์ปฏิบัติการ จำนวนตำแหน่งว่าง : 7 ตำแหน่ง ชื่อหน่วยงาน : กรมราชทัณฑ์ ช่วงรับสมัคร : วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 - วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 คุณสามารถคัดลอก URL ต่อไปนี้ไปเปิดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป http://job.ocsc.go.th/JobShow.aspx?JobID=633761057464531250 ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ. |
ผ่าคลอด... ลูกเสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ | 23 เมษายน 2552 07:45 น. |
| สายตรงสุขภาพกับศิริราช รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ สูตินรีแพทย์ คนสมัยนี้นิยมคลอดโดยการผ่าตัด อาจเพราะกลัวเจ็บ กลัวตาย หรือความเชื่อโชคลาง ต้องให้ลูกคลอดตรงวันเวลาที่หมอดูให้ รวมทั้งข้อจำกัดเรื่องเวลา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแม่ที่ต้องทำงานและมักอยู่ในเมืองใหญ่ | ||||
* ที่ นอร์เวย์ มีการศึกษาใน เด็กแรกเกิดถึงอายุ 2.5 ปี ที่มีปัญหาแพ้นมวัว 2,600 คน พบว่า เด็กที่ได้รับการผ่าตัดคลอดมีอัตราการเป็นโรคแพ้นมวัวมากกว่าเด็กที่คลอดทาง ช่องคลอดถึง 3.3 เท่า และถ้าตัวคุณแม่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ด้วย อัตราการแพ้นมวัวของลูกก็จะมากขึ้นเป็น 9.7 เท่าเลยทีเดียว * ที่ ไต้หวัน มีการศึกษาใน เด็กอายุ 1 เดือน และ 1 ปี ที่ต้องรับไว้ในโรงพยาบาลหลายหมื่นคนด้วยโรคติดเชื้อ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคระบบทางเดินอาหาร เมื่อศึกษาถึงประวัติการคลอด พบว่า เด็กที่คลอดโดยการผ่าตัดคลอด มีอัตราการเจ็บป่วยมากกว่าเด็กที่คลอดทางช่องคลอด 3-4 เท่า * ที่ สหรัฐอเมริกา มีการศึกษาใน เด็กอายุ 3-10 ปี ที่เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ ทั้งโรคภูมิแพ้ของจมูกและตา รวมทั้งหอบหืด 7,800 คน พบว่า เด็กที่ผ่าตัดคลอดมีอัตราการเกิดโรคมากกว่าเด็กที่คลอดทางช่องคลอด ประมาณ 1.2 เท่า ฟังอย่างนี้แล้ว จะเห็นว่าเด็กที่ผ่าตัดคลอดมีโอกาสเป็นโรคติดเชื้อ และโรคภูมิแพ้มากกว่าทารกที่คลอดผ่านทางช่องคลอด ชีวิตคนเราอยู่อย่างสงบสุขได้อย่างไร? การที่ร่างกายเราสามารถทำงานได้ตามปกติ ก็เพราะในกระแสเลือดมีเม็ดเลือดมากมายหลายชนิด ซึ่งทำหน้าที่ต่างกัน และเมื่อทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ของร่างกาย จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่ในการสร้างภูมิต้านทานโรคต่างๆ และปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สมดุลอย่างมีประสิทธิภาพ ขบวนการทำงานของเม็ดขาวนั้นค่อนข้างสลับซับซ้อนและต้องมีผู้ช่วย คือ โพรไบโอติค(Probiotic) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และจะอาศัยอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายนับล้านล้านตัว แต่บริเวณที่โพรไบโอติคชอบอยู่มากเป็นพิเศษ คือ ในลำไส้ใหญ่ และช่องคลอด | ||||
บทบาทของโพรไบโอติค โพรไบโอติคตัวสำคัญที่ชอบอาศัยอยู่ในช่องคลอดของคนเรามีชื่อว่า “โดเดอรีนบาซิลไล” อยู่ได้โดยกินอาหารพวกน้ำตาลที่มีอยู่ในเซลล์ของผนังช่องคลอด แล้วขับถ่ายของเสียออกมาเป็นกรดแลคติค ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคต่างๆ โดยไม่ทำร้ายร่างกายเรา จึงทำให้ช่องคลอดสะอาด ปราศจากเชื้อโรค ส่วนในลำไส้ใหญ่ ก็มีโพรไบโอติคอยู่หลายชนิด เช่น ไลแลคโตบาซิลไล และบิฟิโดบาซิลไล พวกนี้มีชีวิตโดยอาศัยอาหารที่มีอยู่ในลำไส้ใหญ่ โพรไบโอติคที่ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ที่สำคัญหลายอย่างทั้งในแง่ต่อสู้กับเชื้อ แบคทีเรียก่อโรคที่จะมาทำร้ายร่างกายโดยการสร้างสารเคมีบางอย่างเข้าไปทำลาย เชื้อโรค ป้องกันเชื้อก่อโรคไม่ให้วิ่งทะลุเยื่อบุลำไส้เข้าไปแผลงฤทธิ์ได้ ที่น่าสนใจอีกคือมันแย่งอาหารจนเชื้อก่อโรคกินไม่ทัน หมดเรี่ยวแรง และตายไปในที่สุด นอกจากจะฆ่าเชื้อก่อโรคแล้ว โพรไบโอติคในลำไส้ใหญ่ยังมีหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือมัน จะไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกชื่อว่า ลิมโฟไซท์ (Lymphocyte) ที่อยู่ในต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำไส้ใหญ่ ให้ปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุล และร่างกายอยู่อย่างสงบ ถ้าปราศจากโพรไบโอติคเวลาร่างกายรับสารแปลกปลอมจากภายนอก เช่น ฝุ่นละออง ยา หรืออาหารบางชนิด เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซท์อาจจะสร้างสารเคมีบางอย่างออกมาอย่างมากมายเกิน ความจำเป็นทำให้เราเป็นโรคได้ เช่น ที่จมูก จะมีน้ำมูกไหลไม่หยุด หรือที่ตา จะมีอาการคันตาและน้ำตาไหลตลอดเวลา ซึ่งเราเรียกว่า โรคภูมิแพ้ นั่นเอง เป็นต้น ผ่าตัดคลอดสัมผัสโพรไบโอติคน้อยจริงหรือ? เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น จะขอเล่าถึงการคลอดตามธรรมชาติก่อน ลองนึกภาพตามนะครับ เมื่อ มีการคลอดทางช่องคลอด ทารกจะค่อยๆ เคลื่อนออกมาจากมดลูกลงมาในช่องคลอดและออกมาสู่ภายนอกร่างกายในที่สุด ขณะที่ผ่านลงมาในช่องคลอด โพรไบโอติคที่อยู่ในช่องคลอดและในลำไส้ใหญ่ส่วนล่างๆ ใกล้รูก้นของคุณแม่จะปนเปื้อนอยู่ในมูกเลือดในช่องคลอด ทารกจึงมีโอกาสที่จะกลืนกินหรือได้รับโพรไบโอติคผ่านเข้าทางปากหรือจมูกแล้ว ลงไปในลำไส้ใหญ่ เพื่อไปกระตุ้นให้ร่างกายทารกเริ่มสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายตั้งแต่ ขณะจะคลอด ส่วนการผ่าตัดคลอด ทารกจะถูกล้วงและควักผ่านออกมาทางแผลผ่าตัดหน้าท้องโดยไม่ผ่านช่องคลอด ทำให้หมดโอกาสที่จะได้รับโพรไบโอติคในช่องคลอดและลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง นอกจากนี้ ในการผ่าตัดคลอด คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียขณะ ผ่าตัดด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะทำให้เชื้อแบคทีเรียทั้งเชื้อก่อโรค และโพรไบโอติคถูกฆ่าทำลายไปด้วยกัน ยิ่งเป็นการซ้ำเติมทารกแรกเกิดให้หมดโอกาสที่จะได้รับโพรไบโอติคมากขึ้นไป อีก นอกจากเหตุผลที่สำคัญข้างต้น การคลอดทั้ง 2 วิธี ยังมีความแตกต่างกันอยู่ในตัว | ||||
|