โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
น.ส.จีรนันท์ อินทสุรวงศ์ (เจ๊นันท์) แกนนำพันธมิตรฯนครสวรรค์ ประกาศหนุนคอนเสิร์ตการเมือง 3 ที่พิษณุโลกเต็มที่
พิษณุโลก – พันธมิตรฯเหนือล่างทยอยเข้าพิษณุโลกแล้ว “การ์ดอาสา-นักรบศรีวิชัย” นำร่องทยอยปักหลักสองแควเตรียมพร้อมรับเวทีคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 3 ร่วมกับ “ยามเฝ้าแผ่นดิน-พันธมิตรฯสองแคว” 28 ก.พ. หลังเสื้อแดงจ้องป่วน ทั้งยื่นขอใช้สถานที่จัดงานดักหน้า – แจกใบปลิว – ใช้วิทยุชุมชนปลุกระดมไม่ให้คนเข้าร่วม ขณะที่เครือข่าย พธม.เหนือล่าง นัดพร้อมขึ้นรถบ่าย 2 เสาร์นี้
นายเทพทัฬ เตียวตระกูล รองประธานชมรมยามเฝ้าแผ่นดิน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.พิษณุโลก(พธม.) กล่าวถึงการเตรียมจัดเวทีคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 3 ที่พิษณุโลกในวันพรุ่งนี้ (28 ก.พ.52) ว่า จะเริ่มดำเนินการเรื่องสถานที่ คือ สนามกีฬากลางจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นลานพื้นลาดยาง สนาม 2 ตั้งแต่เช้าวันนี้( 27 ก.พ.) แม้ว่ากลุ่มรักษ์ประชาธิปไตยสองแคว (รปส.) หรือ กลุ่มเสื้อแดง ที่ขอใช้พื้นที่เดียวกันในช่วงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ (วานนี้) ก็ตาม หากยังไม่ยอมออกจากสนาม ก็จะแจ้งความดำเนินคดีทันที เพราะถือว่า พธม.ขอใช้พื้นที่ตั้งแต่ 27 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไปแล้ว
ดังนั้นหากเกิดกรณีขัดแย้งพื้นที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ที่อนุญาตให้ใช้สถานที่ซ้อนกันก็ต้องรับผิดชอบ ทั้งที่สามารถเลี่ยงช่วงเวลาให้ห่างกันมากกว่าได้ กลับพิจารณาอนุมัติให้ใช้พื้นที่ห่างกันเพียงวันเดียวเท่านั้น ซึ่งในวันนี้ (27 ก.พ.) พธม.พิษณุโลก ก็จะส่งทีมเข้าไปจัดรั้วลวดหนาม ก่อตั้งเวที จัดระบบไฟ การรักษาความปลอดภัยภายในให้พร้อมรองรับงานที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้
นายเทพทัฬ กล่าวอีกว่า เพราะก่อนหน้านี้ พธม.ได้ทำสัญญากับส่วนงานต่าง ๆ และกำหนดวันเริ่มดำเนินการแล้ว เช่น การเช่าสถานที่(สนามกีฬา) 10,000 บาท ค่าเวที 20,000 บาท เครื่องปั่นไฟ 17,000 บาท ไฟสำรอง 6,500 บาท เต็นท์ 20,0000 บาท ค่าเช่าจอ 4 จอรวม 3,500 บาท ค่าลวดหนาม-สารวัตรทหาร 50 นายรวม 15,000 บาทและค่าใช้จ่ายที่ต้องดูดส้วมบริเวณสนามกีฬากลาง ประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นครั้งแรกนี้ประมาณ 2 แสนบาท
นอกจากนี้ได้เตรียมสุขาเคลื่อนที่จากพิจิตร นครสวรรค์ พิษณุโลก ส่วนด้านการปฐมพยาบาลได้จัดเตรียมรถพยาบาลจากกลุ่มพันธมิตรฯกรุงเทพมหานคร สำหรับค่าเช่าเต็นท์ๆละ 400 บาทจำนวน 50 เต็นท์ ได้กันส่วนเต็นท์ของASTV จำนวน 5 เต็นท์ คือ เต็นท์ศิลปิน เต็นท์มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เต็นท์ ATOL เต็นท์การบินไทย
ขณะที่ น.ส.จีรนันท์ อินทสุรวงศ์ (เจ๊นันท์) แกนนำพันธมิตรฯนครสวรรค์ กล่าวว่า พันธมิตรฯนครสวรรค์ ได้เคลื่อนกำลังพลการ์ดอาสา หรือนักรบศรีวิชัย ด้วยรถตู้จากนครสวรรค์เข้าไปพิษณุโลก ตั้งแต่วานนี้ (26 ก.พ.) แล้ว เพื่อร่วมเตรียมงานตั้งเวทีคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 3 โดยกลุ่มการ์ดทั้ง 9 จังหวัดก็พร้อมเดินทางมาก่อน เช่นกัน
ส่วนเครือข่ายพันธมิตรฯนครสวรรค์ ได้จองขึ้นรถบัสที่หน้าร้านดงมูลเหล็ก จ.นครสวรรค์ ไปร่วมงานนี้ฟรี เต็ม 2 คันรถบัสแล้ว จึงได้จัดรถตู้เสริมอีก 4 คันรองรับเพิ่มเติม กำหนดรถออกจากหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อดงมูลเหล็กในเวลาประมาณ 13.00 น.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ขณะที่พิจิตร เครือข่ายพันธมิตรฯได้นัดหมายรวมตัวขึ้นรถเดินทางไปร่วมงานที่หน้าร้านเพชร ทองพรส่งศรี ตัวเมืองพิจิตร ตั้งแต่เวลา 14.00 น.วันเดียวกัน
หน้าร้านเพชรทองพรส่งศรี ตัวเมืองพิจิตร แหล่งนัดพบของพันธมิตรพิจิตรฯ ที่จะเดินทางไปร่วมงานเวทีคอนเสิร์ตการเมือง 3 ที่พิษณุโลก
เจ๊นันท์ แกนนำพันธมิตรฯนครสวรรค์ กล่าวอีกว่า พันธมิตรฯนครสวรรค์พร้อมเคลื่อนพลเข้าร่วมงาน เต็มอัตราศึก นอกจากนี้เธอยังบริจาคก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ก๋วยเตี๋ยวปลา ก๋วยเตี๋ยวหมู จากร้านของตน คือ ร้านดงมูลเหล็ก จ.นครสวรรค์ ไปร่วมงานนี้ฟรี 15,000 ชาม เพื่อบริการแก่พันธมิตรฯจากทั่วประเทศด้วย
ด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก จัดเตรียมไว้ 400 นาย โดยจะมีกลุ่มการ์ดอาสาจำนวน 10 คน หรือ 20 คน จากแต่ละจังหวัดเหนือล่าง จะต้องส่งคนเข้ามาอย่างต่ำ 10 คนใน 9 จังหวัดครั้งนี้ เชื่อว่า รับมือสถานการณ์ เพราะยังมีสารวัตรทหารจากทัพภาคที่ 3 อีกจำนวน 50 นายควบคุมความสงบเรียบร้อยได้แน่นอน
ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ที่ดูเหมือนวางแผนป่วนเวทีคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 3 ที่พิษณุโลกนี้เช่นกันนั้น นอกจากกลุ่ม รปส.จะยื่นขอใช้สถานที่เดียวกันกับ พธม.ในห้วงเวลาที่ห่างกันเพียง 1 วัน สุ่มเสี่ยงจะเกิดการใช้พื้นที่ทับซ้อนกันแล้ว ยังมีการแจกจ่ายใบปลิวขนาดกระดาษ A4 ไปตามถนนสายต่าง ๆ ของพิษณุโลก รณรงค์ไม่ให้คนพิษณุโลกเข้าร่วมงานคอนเสิร์ตการเมืองของ พธม. และเรียกร้องให้ร่วมกันกดดันให้ พธม.ไปจังหวัดเวทีในจังหวัดอื่นแทน
นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายวิทยุชุมชนของกลุ่มคนเสื้อแดง ในจังหวัดสุโขทัย ที่วนเวียนออกอากาศรณรงค์ไม่ให้คนซื้อบัตรเข้าร่วมงานคอนเสิร์ตการเมืองของ พธม.ครั้งนี้อย่างต่อเนื่องด้วย
ด้านพ.ต.อ.จิรวัฒน์ ทิพยจันทร์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก ที่ได้เรียกนายตำรวจในระดับปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมในงานคอนเสิร์ต การเมืองครั้งที่ 3 ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แล้วระบุว่า นอกจากการรักษาความปลอดภัยทั่วไปแล้ว ทางตำรวจยังได้ตรียมชุดสลายฝูงชนไว้ 1 กองร้อย เพื่อป้องกันเหตุร้าย กรณีเกิดเหตุความรุนแรงเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะดำเนินการตามแผน “กรกฎ”เพื่อให้งานทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งที่จริงแล้วไม่อยากให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ นอกจากนี้ได้ประสานขอกำลัง สารวัตรทหาร จากกองทัพภาคที่ 3 เรียบร้อยแล้ว
ในส่วนการจราจร ในวันงานคอนเสิร์ตจะใช้ถนนวันเวย์ ตั้งแต่แยกวัดโพธิ์ ถึงแยกเต็งหนาม เพื่อจราจรจะได้คล่องตัว
ขณะที่พล.ต.ท.สุรสีห์ สุนทรศารทูล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค6 กล่าวว่า ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือและเตรียมพร้อมชุดสลายฝูงชน กรณีการจัดงานของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่สนามกีฬากลาง เบื้องต้นไม่เชื่อว่าจะมีเหตุการณ์ปะทะ แต่ก็ไม่ประมาทได้จัดกำลังเตรียมพร้อมของทหารกองทัพภาคที่ 3 ไว้เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าล่าสุดยังไม่พบว่ามีกลุ่มเสื้อแดงจากนอกพื้นที่เข้ามาป่วนในงาน แต่ได้จัดชุดเฝ้าระวังและจับตาเป็นพิเศษ เพราะไม่ต้องการให้มาป่วนหรือสร้างความวุ่นวาย ไม่อยากให้มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นในจังหวัดพิษณุโลก ทั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกต้องการให้เกิดความเรียบร้อยมากที่สุด
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000022523
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วิธีแก้ปัญหาเครื่องอืด เร่งspeedให้คอมพิวเตอร์
วิธีทำให้เครื่องแรง ลองอ่านและปฏิติตามคำแนะนำจากบทความใน http://www.arip.co.th เรื่อง
Speed Up เครื่องแรงได้ แบบไม่เสียตังค์สักบาท
http://www.arip.co.th/2006/mag_list.php?g3=3&ofsy=2007&ofsm=12&id=CTM&g3s=3&halfmonth=0&mag_no=323&element_id=407302
จากคุณ : Pracom -[ 27 ก.พ. 52 - 05:02:21 ]
ใช้โปรแกรมช่วยครับ ตัวฟรีแวร์ก็พอ
Advanced SystemCare Free
http://www.iobit.com/advancedwindowscareper.html?Str=download
จากคุณ : จันทรกานต์
------------------
Speed Up เครื่องแรงได้ แบบไม่เสียตังค์สักบาท
http://www.arip.co.th/2006/mag_list.php?g3=3&ofsy=2007&ofsm=12&id=CTM&g3s=3&halfmonth=0&mag_no=323&element_id=407302
จากคุณ : Pracom -[ 27 ก.พ. 52 - 05:02:21 ]
ใช้โปรแกรมช่วยครับ ตัวฟรีแวร์ก็พอ
Advanced SystemCare Free
http://www.iobit.com/advancedwindowscareper.html?Str=download
จากคุณ : จันทรกานต์
------------------
กลอนโอเนต มีคนแต่งปีนี้('52)เอามาให้อ่านๆกัน
| Subject: กลอนโอเนต มีคนแต่งปีนี้('52)เอามาให้อ่านๆกัน Date: Tue, 24 Feb 2009 05:25:39 +0000 ทั้งพละ ศิลปะ สุขศึกษา ให้เวลาสองชั่วโมงมากไปไหม อยากบอกท่านรมต.ผู้เกรียงไกร เด็กทั้งไทยเหลือเวลาตั้งมากมาย ตั้งแต่ฝนเลขรหัสยันทำเสร็จ เบ็ดเตล็ดตรวจสอบพร้อมแก้ไข นั่งจับเจ่ามองซ้ายขวาทุกทิศไป ทุกคนไซร้นอนรอเวลาเดิน นั่งจนเบื่ออนิจจาบ่ายสามครึ่ง เหลืออีกหนึ่งชั่วโมงสุดสรรเสริญ เมื่อยก็เมื่อยเบื่อก็เบื่อซะเหลือเกิน จะประเมินการศึกษาว่าอย่างไร ในข้อสอบถามเรื่องการปลูกผัก ถาม"ช่างรัก"ควรคู่กับช่างไหน ตัวพระนางแต่งเหมือนต่างกันอย่างไร ดอกไม้เพชรสังวาลย์มั้ยหรือทับทรวง? อีกปี่พาทย์กับวงมโหรี ซิมโฟนีออเคสตราเทศน์คำหลวง จักรยานล้อเล็กใหญ่ก็น่าห่วง แต่ทุกคนใช้ดวงแล้วก็กา เหลือเวลาแต่งกลอนนั่งอ่านเล่น ครูคุมสอบมองเห็นเลยมาหา คนข้างๆก็นอนหลับไม่ลืมตา อนาถาO-NETประเทศไทย อาทิตย์หน้าถึงคราสอบA-NET คิดคงเสร็จไม่ทันเวลาให้ สอบเคมีสี่สิบข้อเชิญจัดไป แต่ไฉนให้เวลาแค่ชั่วโมง อีกทั้งเลขสอบเข้าไปสิบแปดบท น่าสลดสูตรไม่ได้ก็ตายโหง เอาฟิสิกส์ชีวะมาเชื่อมโยง สาม ชั่วโมงยัดเข้าไป สาม วิชา เพื่อนวิดวะส่วนหนูจะเข้าหมอ เหตุใดหนอทั้งสังคมและภาษา มีค่าเท่าคณิตและวิทยาฯ ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาเจียนตาย -------------------------------------- ลดเวลาสอบไปซักครึ่งชั่วโมง น่าจาประหยัดไฟทั่วประเทศได้มากอยู่ = =" |
ไว้หนวดต้องอ่าน ไม่ไว้หนวดยิ่งต้องอ่าน / เอมอร คชเสนี
โดย เอมอร คชเสนี 23 มกราคม 2552 13:13 น.
ผู้ชายกับหนวดเคราเป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะโกนมันออกหรือเก็บมันไว้ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ควรเอาใจใส่ให้สมกับที่มันเป็นกิจกรรมพิเศษที่ผู้ชาย ทุกคนต้องทำ
หนวดเคราจะงอกเฉลี่ยวันละ 0.2-0.5 มิลลิเมตร และมีอายุประมาณ 3-6 เดือนแล้วแต่กรรมพันธุ์ ทำให้ความถี่ในการโกนหนวดของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องโกนทุกวัน ในขณะที่บางคนอาจโกนเพียงอาทิตย์ละ 1-3 ครั้ง
มีดโกนหรือเครื่องโกนหนวดไฟฟ้า
ห ากต้องการโกนแบบเกลี้ยงเกลา ควรเลือกมีดโกน ซึ่งมีดโกนชนิดใบคู่จะโกนได้หมดจดกว่า แต่หากผิวของคุณระคายเคืองง่าย มีปัญหาสิว หรือไม่จำเป็นต้องโกนให้เกลี้ยงเกลานัก อาจเลือกใช้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า เพราะใบมีดจะอยู่ห่างจากผิวพอสมควร ซึ่งจะช่วยลดอาการระคายเคืองได้
ในกรณีที่มีสิว ใช้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้าจะดีกว่ามีดโกน แต่หากใช้มีดโกน ควรใช้แบบใบมีดเดี่ยวจะดีกว่าแบบใบมีดคู่ เพื่อไม่ให้โกนชิดผิวมากเกินไป
ก่อนโกนหนวดควรใช้น้ำช่วยปรับเส้นขนให้อ่อนนุ่ม โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นวางบนใบหน้าทิ้งไว้สักครู่ หรือจะอาบน้ำล้างหน้าก่อนโกนหนวดเลยก็ได้
การล้างหน้าให้สะอาดก่อน จะช่วยป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกแทรกซึมเข้าไปตามรูขุมขน ซึ่งทำให้เกิดสิวหลังการโกนหนวดได้
หากใช้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้าควรโกนในขณะที่ใบหน้าแห้งและสะอาด แต่หากเลือกโกนด้วยมีดโกน ไม่ควรโกนแบบแห้งๆ
ครีมโกนหนวดจำเป็นหรือไม่
ครีมโกนหนวดจะช่วยให้ปาดใบมีดได้ลื่นและง่ายขึ้น ลดการระคายเคืองหรือรอยบาดเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นได้จากการโกน ช่วยให้เส้นขนอ่อนนุ่ม โกนได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้แรงกดมากนัก และช่วยให้โกนได้เกลี้ยงเกลาหมดจดกว่าการโกนแบบแห้งๆ หรือแค่ใช้น้ำลูบหน้า
ครีมโกนหนวดมีให้เลือกหลายชนิด
- Shaving Foam แบบเนื้อโฟมจะเบาสบายกว่า เพราะมีอากาศอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก หาซื้อได้ง่ายเพราะเป็นที่นิยม
- Shaving Gel แบบเนื้อเจล เนื้อจะแน่นกว่า อาจจะรู้สึกเหนอะหนะบ้าง แต่จะให้ความลื่นได้ดีกว่า
- Shaving Bar ลักษณะเป็นก้อนคล้ายสบู่ ใช้ร่วมกับแปรงโกนหนวด (Shaving Brush) บางคนอาจมองว่ายุ่งยากและเสียเวลา แต่ที่จริงแล้ว การใช้แปรงโกนหนวดก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน และสามารถใช้กับครีมโกนหนวดแบบโฟมหรือเจลได้ด้วย การวนขนแปรงเป็นวงไปรอบๆ นอกจากจะช่วยให้เกิดฟองครีมนุ่มๆ ยังช่วยกระตุ้นผิวหนังให้ตื่นตัว ช่วยให้เส้นขนดีดตัวขึ้น ไม่ลีบแบนติดผิวหนัง ทำให้โกนได้ง่ายขึ้น
การจะเลือกใช้ครีมโกนหนวดชนิดใด ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละคน สำหรับหนุ่มพิถีพิถัน ปัจจุบันมีครีมโกนหนวดหลายยี่ห้อที่จัดประเภทตามสภาพผิว ก็ขอให้เลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของคุณ
ม ีหนุ่มๆ จำนวนไม่น้อยที่เลือกใช้สบู่ธรรมดาแทนครีมโกนหนวด ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด แม้จะให้ผลไม่ดีเท่า แต่ก็ไม่ด้อยกว่ากันนัก และช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า
วิธีโกนหนวดที่ถูกต้อง
- เริ่มโกนจากบริเวณแก้มทั้งสองข้างก่อน แล้วจึงโกนบริเวณริมฝีปากและคางเป็นลำดับสุดท้าย โดยเม้มปากเพื่อให้ผิวหน้าตึงกระชับ โดยธรรมชาติแล้ว เส้นหนวดบริเวณริมฝีปากและคางจะแข็งที่สุด จึงควรพิถีพิถันกับการโกนในบริเวณนี้เป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง
- ควรโกนไปตามแนวเส้นขน ไม่โกนย้อนแนวเส้นขน เพื่อรบกวนรูขุมขนให้น้อยที่สุด ลดการเกิดรอยผื่นแดงและอาการระคายเคือง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกิดขนคุด
- โกนเป็นแนวสั้นๆ ไม่ควรโกนซ้ำที่เดียวเกิน 3 ครั้ง และอย่าใช้แรงมากเกินไป เพราะจะทำให้ระคายเคืองผิว เกิดรอยบาดเล็กๆ หรือเกิดการอักเสบได้
- ระหว่างการโกน ควรล้างมีดโกนในน้ำอุ่น
- ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นหลังโกนหนวดเพื่อกระชับรูขุมขน
- ควรเปลี่ยนใบมีดเป็นประจำ บ่อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับหนวดเคราของคุณว่ามีมากเพียงใด หนุ่มที่มีหนวดเป็นเส้นแข็ง ใบมีดทั่วไปจะใช้ได้ประมาณ 3-4 ครั้ง หลังจากนั้นใบมีดจะเริ่มทื่อ โกนได้ไม่หมดจด และระคายเคืองผิว อาจทิ้งรอยบาดเล็กๆ ไว้บนใบหน้า ส่วนหนุ่มที่มีหนวดเส้นเล็กบาง ใบมีดอาจใช้ได้นาน 5-7 ครั้ง
- ล้างมีดโกนให้สะอาดทุกครั้งหลังการใช้งาน และวางผึ่งให้แห้ง ให้ส่วนที่เป็นใบมีดอยู่ด้านบน เพื่อความสะอาดและไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค
After Shave จำเป็นหรือไม่
After Shave ใช้ชโลมผิวหน้าให้ทั่วบริเวณที่ได้โกนหนวดแล้ว ส่วนใหญ่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งจะช่วยป้องกันการติดเชื้อหลังการโกนหนวดได้ แต่ในขณะเดียวกัน หากมีรอยบาดหรือรอยถลอกบริเวณที่โกน แอลกอฮอล์ก็อาจทำให้รู้สึกแสบหรือเกิดรอยแดงได้ คุณผู้ชายที่ผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย อาจเลือกใช้ After Shave ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
นอกจากนี้ After Shave ยังช่วยให้ความชุ่มชื้นกับผิวหลังการโกน ปัจจุบันมีหลายประเภท ทั้งโลชั่น ครีม เจล หรือแบบน้ำ และที่จัดประเภทตามสภาพผิวก็มีเช่นกัน เลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวและความพึงพอใจ สำหรับหนุ่มที่ใช้น้ำหอมเป็นประจำอยู่แล้ว อาจต้องพิถีพิถันเลือก After Shave ที่กลิ่นไปด้วยกันได้กับน้ำหอมของคุณ เพื่อไม่ให้กลิ่นตีกันเอง
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับการโกนหนวดอาจไม่จำเป็นนักสำหรับ “ผู้ชายส่วนใหญ่” ขอเพียงโกนอย่างสะอาดและไร้รอยบาดเป็นใช้ได้
สำหรับคุณผู้ชายที่ไว้หนวดเครา ก็ควรแต่งหนวดเคราให้ดูดี
แต่งทรงหนวดเคราทำอย่างไร
- ล้างหน้าให้สะอาด แล้วใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นวางไว้บนใบหน้าสักครู่ เพื่อให้หนวดเคราอ่อนตัวลง จัดแต่งได้ง่ายขึ้น และไม่ระคายเคือง
- ใช้มีดโกนค่อยๆ เล็มส่วนที่ไม่ต้องการออกให้เป็นรูปทรงเสียก่อน หลังจากนั้นใช้กรรไกรเล็กๆ เล็มความยาวของเส้นขนให้เท่ากัน
- ปิดท้ายด้วย After Shave หรือไม่ก็ได้
ไ ม่ว่าจะโกนหนวดเคราให้สะอาดเกลี้ยงเกลาแบบหล่อเนี้ยบ หรือไว้หนวดเคราเพิ่มความเข้มและดูเซ็กซี่ ก็ขอให้แน่ใจว่าจะช่วยเสริมบุคลิกให้ดูดีขึ้นก็แล้วกันค่ะ
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000008063
ผู้ชายกับหนวดเคราเป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะโกนมันออกหรือเก็บมันไว้ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ควรเอาใจใส่ให้สมกับที่มันเป็นกิจกรรมพิเศษที่ผู้ชาย ทุกคนต้องทำ
หนวดเคราจะงอกเฉลี่ยวันละ 0.2-0.5 มิลลิเมตร และมีอายุประมาณ 3-6 เดือนแล้วแต่กรรมพันธุ์ ทำให้ความถี่ในการโกนหนวดของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องโกนทุกวัน ในขณะที่บางคนอาจโกนเพียงอาทิตย์ละ 1-3 ครั้ง
มีดโกนหรือเครื่องโกนหนวดไฟฟ้า
ห ากต้องการโกนแบบเกลี้ยงเกลา ควรเลือกมีดโกน ซึ่งมีดโกนชนิดใบคู่จะโกนได้หมดจดกว่า แต่หากผิวของคุณระคายเคืองง่าย มีปัญหาสิว หรือไม่จำเป็นต้องโกนให้เกลี้ยงเกลานัก อาจเลือกใช้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า เพราะใบมีดจะอยู่ห่างจากผิวพอสมควร ซึ่งจะช่วยลดอาการระคายเคืองได้
ในกรณีที่มีสิว ใช้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้าจะดีกว่ามีดโกน แต่หากใช้มีดโกน ควรใช้แบบใบมีดเดี่ยวจะดีกว่าแบบใบมีดคู่ เพื่อไม่ให้โกนชิดผิวมากเกินไป
ก่อนโกนหนวดควรใช้น้ำช่วยปรับเส้นขนให้อ่อนนุ่ม โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นวางบนใบหน้าทิ้งไว้สักครู่ หรือจะอาบน้ำล้างหน้าก่อนโกนหนวดเลยก็ได้
การล้างหน้าให้สะอาดก่อน จะช่วยป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกแทรกซึมเข้าไปตามรูขุมขน ซึ่งทำให้เกิดสิวหลังการโกนหนวดได้
หากใช้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้าควรโกนในขณะที่ใบหน้าแห้งและสะอาด แต่หากเลือกโกนด้วยมีดโกน ไม่ควรโกนแบบแห้งๆ
ครีมโกนหนวดจำเป็นหรือไม่
ครีมโกนหนวดจะช่วยให้ปาดใบมีดได้ลื่นและง่ายขึ้น ลดการระคายเคืองหรือรอยบาดเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นได้จากการโกน ช่วยให้เส้นขนอ่อนนุ่ม โกนได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้แรงกดมากนัก และช่วยให้โกนได้เกลี้ยงเกลาหมดจดกว่าการโกนแบบแห้งๆ หรือแค่ใช้น้ำลูบหน้า
ครีมโกนหนวดมีให้เลือกหลายชนิด
- Shaving Foam แบบเนื้อโฟมจะเบาสบายกว่า เพราะมีอากาศอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก หาซื้อได้ง่ายเพราะเป็นที่นิยม
- Shaving Gel แบบเนื้อเจล เนื้อจะแน่นกว่า อาจจะรู้สึกเหนอะหนะบ้าง แต่จะให้ความลื่นได้ดีกว่า
- Shaving Bar ลักษณะเป็นก้อนคล้ายสบู่ ใช้ร่วมกับแปรงโกนหนวด (Shaving Brush) บางคนอาจมองว่ายุ่งยากและเสียเวลา แต่ที่จริงแล้ว การใช้แปรงโกนหนวดก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน และสามารถใช้กับครีมโกนหนวดแบบโฟมหรือเจลได้ด้วย การวนขนแปรงเป็นวงไปรอบๆ นอกจากจะช่วยให้เกิดฟองครีมนุ่มๆ ยังช่วยกระตุ้นผิวหนังให้ตื่นตัว ช่วยให้เส้นขนดีดตัวขึ้น ไม่ลีบแบนติดผิวหนัง ทำให้โกนได้ง่ายขึ้น
การจะเลือกใช้ครีมโกนหนวดชนิดใด ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละคน สำหรับหนุ่มพิถีพิถัน ปัจจุบันมีครีมโกนหนวดหลายยี่ห้อที่จัดประเภทตามสภาพผิว ก็ขอให้เลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของคุณ
ม ีหนุ่มๆ จำนวนไม่น้อยที่เลือกใช้สบู่ธรรมดาแทนครีมโกนหนวด ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด แม้จะให้ผลไม่ดีเท่า แต่ก็ไม่ด้อยกว่ากันนัก และช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า
วิธีโกนหนวดที่ถูกต้อง
- เริ่มโกนจากบริเวณแก้มทั้งสองข้างก่อน แล้วจึงโกนบริเวณริมฝีปากและคางเป็นลำดับสุดท้าย โดยเม้มปากเพื่อให้ผิวหน้าตึงกระชับ โดยธรรมชาติแล้ว เส้นหนวดบริเวณริมฝีปากและคางจะแข็งที่สุด จึงควรพิถีพิถันกับการโกนในบริเวณนี้เป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง
- ควรโกนไปตามแนวเส้นขน ไม่โกนย้อนแนวเส้นขน เพื่อรบกวนรูขุมขนให้น้อยที่สุด ลดการเกิดรอยผื่นแดงและอาการระคายเคือง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกิดขนคุด
- โกนเป็นแนวสั้นๆ ไม่ควรโกนซ้ำที่เดียวเกิน 3 ครั้ง และอย่าใช้แรงมากเกินไป เพราะจะทำให้ระคายเคืองผิว เกิดรอยบาดเล็กๆ หรือเกิดการอักเสบได้
- ระหว่างการโกน ควรล้างมีดโกนในน้ำอุ่น
- ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นหลังโกนหนวดเพื่อกระชับรูขุมขน
- ควรเปลี่ยนใบมีดเป็นประจำ บ่อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับหนวดเคราของคุณว่ามีมากเพียงใด หนุ่มที่มีหนวดเป็นเส้นแข็ง ใบมีดทั่วไปจะใช้ได้ประมาณ 3-4 ครั้ง หลังจากนั้นใบมีดจะเริ่มทื่อ โกนได้ไม่หมดจด และระคายเคืองผิว อาจทิ้งรอยบาดเล็กๆ ไว้บนใบหน้า ส่วนหนุ่มที่มีหนวดเส้นเล็กบาง ใบมีดอาจใช้ได้นาน 5-7 ครั้ง
- ล้างมีดโกนให้สะอาดทุกครั้งหลังการใช้งาน และวางผึ่งให้แห้ง ให้ส่วนที่เป็นใบมีดอยู่ด้านบน เพื่อความสะอาดและไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค
After Shave จำเป็นหรือไม่
After Shave ใช้ชโลมผิวหน้าให้ทั่วบริเวณที่ได้โกนหนวดแล้ว ส่วนใหญ่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งจะช่วยป้องกันการติดเชื้อหลังการโกนหนวดได้ แต่ในขณะเดียวกัน หากมีรอยบาดหรือรอยถลอกบริเวณที่โกน แอลกอฮอล์ก็อาจทำให้รู้สึกแสบหรือเกิดรอยแดงได้ คุณผู้ชายที่ผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย อาจเลือกใช้ After Shave ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
นอกจากนี้ After Shave ยังช่วยให้ความชุ่มชื้นกับผิวหลังการโกน ปัจจุบันมีหลายประเภท ทั้งโลชั่น ครีม เจล หรือแบบน้ำ และที่จัดประเภทตามสภาพผิวก็มีเช่นกัน เลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวและความพึงพอใจ สำหรับหนุ่มที่ใช้น้ำหอมเป็นประจำอยู่แล้ว อาจต้องพิถีพิถันเลือก After Shave ที่กลิ่นไปด้วยกันได้กับน้ำหอมของคุณ เพื่อไม่ให้กลิ่นตีกันเอง
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับการโกนหนวดอาจไม่จำเป็นนักสำหรับ “ผู้ชายส่วนใหญ่” ขอเพียงโกนอย่างสะอาดและไร้รอยบาดเป็นใช้ได้
สำหรับคุณผู้ชายที่ไว้หนวดเครา ก็ควรแต่งหนวดเคราให้ดูดี
แต่งทรงหนวดเคราทำอย่างไร
- ล้างหน้าให้สะอาด แล้วใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นวางไว้บนใบหน้าสักครู่ เพื่อให้หนวดเคราอ่อนตัวลง จัดแต่งได้ง่ายขึ้น และไม่ระคายเคือง
- ใช้มีดโกนค่อยๆ เล็มส่วนที่ไม่ต้องการออกให้เป็นรูปทรงเสียก่อน หลังจากนั้นใช้กรรไกรเล็กๆ เล็มความยาวของเส้นขนให้เท่ากัน
- ปิดท้ายด้วย After Shave หรือไม่ก็ได้
ไ ม่ว่าจะโกนหนวดเคราให้สะอาดเกลี้ยงเกลาแบบหล่อเนี้ยบ หรือไว้หนวดเคราเพิ่มความเข้มและดูเซ็กซี่ ก็ขอให้แน่ใจว่าจะช่วยเสริมบุคลิกให้ดูดีขึ้นก็แล้วกันค่ะ
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000008063
กู้ชาติสงขลาผุด “เพื่อนช่วยเพื่อน” เชื่อม PAD Directoryสร้างฐานการเมืองใหม่
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
วิเชียร จันผลช่วง
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ – กลุ่มกู้ชาติเดินหน้าปูทางสร้างฐานการเมืองใหม่ ตั้งกลุ่ม “เพื่อนช่วยเพื่อน” ซึ่งเปลี่ยนจากกลุ่มเกื้อกูลอาชีพ เพื่อเปิดมิติความร่วมมือช่วยเหลือและทำกิจกรรมเพื่อสังคมให้กว้างขึ้น เน้นการใช้เครือข่ายช่วยเหลือระหว่างสมาชิก ที่กำลังเปิดรับทั้งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และจังหวัดใกล้เคียง ก่อนจะเชื่อมโยงกับ PAD Directory หรือโครงการธุรกิจเข้มแข็งในเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แกนนำย้ำหากประชาชนมีความรู้ ความคิด และพึ่งพาตนเอง จะเป็นพื้นฐานสำคัญสร้างการเมืองใหม่ซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมต่อการพัฒนา และคัดกรองตัวแทน นักการเมือง ให้มีคุณภาพ ทำงานเพื่อคนหมู่มากอย่างแท้จริง
หลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจกู้ชาติ ภาคประชาชนใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พบว่ามีหลายคนเสียสละเวลาและกำลังทรัพย์ร่วมต่อสู้ขับไล่รัฐบาลเถื่อน ทำให้ธุรกิจประสบปัญหา และบางส่วนว่างงาน นายวิเชียร จันผลช่วง เป็นแกนนำริเริ่มตั้งกลุ่มรวมกลุ่มเกื้อกูลอาชีพ เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีพี่เลี้ยงสนับสนุนดังเช่นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.สงขลา และวิทยาลัยวันศุกร์ เสนอแนะแนวทางในการสร้างกลุ่มเข้มแข็งนี้เกิดขึ้นและเดินหน้าอย่างเป็น รูปธรรม
นายวิเชียร จันผลช่วง เปิดเผยว่า ล่าสุดหลังจากที่มีการนัดประชุมเพื่อก่อตั้งอย่างเป็นทางการ ณ โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านหาดใหญ่) เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา สมาชิกมีความเห็นว่าควรจะเปลี่ยนชื่อเป็นกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อรองรับกับพันธกิจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลในทุกๆ ด้าน ไม่เฉพาะแค่การประกอบอาชีพเท่านั้น แต่รวมถึงงานสังคมต่างๆ อีกด้วย ในทุกอาชีพ เพศ วัย และทุกภาคส่วน โดยยึดมั่นในความรัก ความสามัคคีของหมู่คณะเป็นที่ตั้ง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
ในระหว่างนี้อยู่ระหว่างการรับสมัครสมาชิกโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งจากอำเภอหาดใหญ่ และขยายไปทั่วสงขลา รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง แต่ต้องขอให้สามารถติดต่อประสานงานและเข้าร่วมกิจกรรมได้ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เคยร่วมต่อสู้กับระบอบทักษิณมาโดยตลอด ขณะมีสมัครเข้ามาแล้วประมาณ 100 คน จากหลากหลายอาชีพ ทั้งทำธุรกิจจัดสรรที่ดิน รับเหมาก่อสร้าง ขายเสื้อผ้า ร้านอาหาร รับจ้าง แม่บ้าน และว่างงาน เป็นต้น
นายวิเชียร กล่าวต่อถึงกรอบความร่วมมือด้วยว่า กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนก่อตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1.พบปะสังสรรค์และสันทนาการ 2.เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลอาชีพของสมาชิกซึ่งกันและกัน 3.เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ 4.เพื่อร่วมงานของสมาชิกครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่งงาน งานศพ (เฉพาะสมาชิกในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก) รวมถึงเพื่อนสมาชิกศาสนาอื่นทุกศาสนา 5.ยึดถือความเสมอภาคของกลุ่ม 6.โครงการในอนาคต จะร่วมสร้างกลุ่มสหกรณ์ “เพื่อนช่วยเพื่อน” โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของร้านค้าสหกรณ์ 4 มุมเมือง
“ความตั้งใจก่อตั้งกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน หวังว่าจะสร้างความเข้มแข็งเป็นอันหนึ่งอันเดียวแล้วตั้งแต่ระดับเล็กใน ชุมชนหาดใหญ่ อำเภอรอบนอก และจังหวัดใกล้เคียง เตรียมความพร้อมสู่การเชื่อมโยงกับโครงการ PAD Directory หรือโครงการธุรกิจเข้มแข็งในเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีเครือข่ายขนาดใหญ่ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป” นายวิเชียร กล่าวต่อและว่า
ในเบื้องต้นคาดว่าจะมีสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนไม่ต่ำ กว่า 200 คน ระหว่างนี้จะมีการประชุมอีก 2 ครั้ง และคาดว่าจะสามารถกำหนดกิจกรรมของกลุ่มให้ดำเนินอย่างเป็นรูปธรรมในเดือน มีนาคม โดยในช่วงแรกเน้นการช่วยเหลือโดยอาศัยเครือข่ายของสมาชิก ทั้งการช่วยกันอุดหนุนธุรกิจของแต่ละคน สมาชิกให้งานที่เหมาะสมแก่สมาชิกทำ ตลอดจน จัดการอบรมอาชีพให้สมาชิกที่ว่างงานในชุมชน โดยจะประสานงานกับวิทยากรให้เข้ามาในชุมชนเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดยเชื่อมโยงกับภาครัฐที่มีการฝึกอบรม เช่น ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน เป็นต้น
“นับเป็นโอกาสดีที่ในระหว่างนี้ทุกคนจะหันมาจัดตั้งกลุ่มสร้างความ เข็มแข็งขึ้นอีกครั้ง เพื่อผลักดันกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ในสังคมด้วยการพึ่งพาตัวเอง เพื่อทำให้เศรษฐกิจของคนไทยชุมชนหมุนเวียนมากกว่าการสนับสนุนห้างโมเดิร์นเท รดที่เป็นกลุ่มทุนจากต่างประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญในการก้าวสู่การเมืองใหม่ที่ประชาชนด้วยความคิด ความเข้าใจสังคมมากขึ้น ไม่รอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว และรู้จักที่จะกำหนดทิศทางของชุมชน ไม่เลือก ส.ส.ที่มีหน้าที่ยกมือในสภาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความสามารถเป็นตัวแทนให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายวิเชียรกล่าวทิ้งท้าย
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000017967
วิเชียร จันผลช่วง
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ – กลุ่มกู้ชาติเดินหน้าปูทางสร้างฐานการเมืองใหม่ ตั้งกลุ่ม “เพื่อนช่วยเพื่อน” ซึ่งเปลี่ยนจากกลุ่มเกื้อกูลอาชีพ เพื่อเปิดมิติความร่วมมือช่วยเหลือและทำกิจกรรมเพื่อสังคมให้กว้างขึ้น เน้นการใช้เครือข่ายช่วยเหลือระหว่างสมาชิก ที่กำลังเปิดรับทั้งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และจังหวัดใกล้เคียง ก่อนจะเชื่อมโยงกับ PAD Directory หรือโครงการธุรกิจเข้มแข็งในเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แกนนำย้ำหากประชาชนมีความรู้ ความคิด และพึ่งพาตนเอง จะเป็นพื้นฐานสำคัญสร้างการเมืองใหม่ซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมต่อการพัฒนา และคัดกรองตัวแทน นักการเมือง ให้มีคุณภาพ ทำงานเพื่อคนหมู่มากอย่างแท้จริง
หลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจกู้ชาติ ภาคประชาชนใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พบว่ามีหลายคนเสียสละเวลาและกำลังทรัพย์ร่วมต่อสู้ขับไล่รัฐบาลเถื่อน ทำให้ธุรกิจประสบปัญหา และบางส่วนว่างงาน นายวิเชียร จันผลช่วง เป็นแกนนำริเริ่มตั้งกลุ่มรวมกลุ่มเกื้อกูลอาชีพ เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีพี่เลี้ยงสนับสนุนดังเช่นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.สงขลา และวิทยาลัยวันศุกร์ เสนอแนะแนวทางในการสร้างกลุ่มเข้มแข็งนี้เกิดขึ้นและเดินหน้าอย่างเป็น รูปธรรม
นายวิเชียร จันผลช่วง เปิดเผยว่า ล่าสุดหลังจากที่มีการนัดประชุมเพื่อก่อตั้งอย่างเป็นทางการ ณ โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านหาดใหญ่) เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา สมาชิกมีความเห็นว่าควรจะเปลี่ยนชื่อเป็นกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อรองรับกับพันธกิจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลในทุกๆ ด้าน ไม่เฉพาะแค่การประกอบอาชีพเท่านั้น แต่รวมถึงงานสังคมต่างๆ อีกด้วย ในทุกอาชีพ เพศ วัย และทุกภาคส่วน โดยยึดมั่นในความรัก ความสามัคคีของหมู่คณะเป็นที่ตั้ง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
ในระหว่างนี้อยู่ระหว่างการรับสมัครสมาชิกโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งจากอำเภอหาดใหญ่ และขยายไปทั่วสงขลา รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง แต่ต้องขอให้สามารถติดต่อประสานงานและเข้าร่วมกิจกรรมได้ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เคยร่วมต่อสู้กับระบอบทักษิณมาโดยตลอด ขณะมีสมัครเข้ามาแล้วประมาณ 100 คน จากหลากหลายอาชีพ ทั้งทำธุรกิจจัดสรรที่ดิน รับเหมาก่อสร้าง ขายเสื้อผ้า ร้านอาหาร รับจ้าง แม่บ้าน และว่างงาน เป็นต้น
นายวิเชียร กล่าวต่อถึงกรอบความร่วมมือด้วยว่า กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนก่อตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1.พบปะสังสรรค์และสันทนาการ 2.เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลอาชีพของสมาชิกซึ่งกันและกัน 3.เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ 4.เพื่อร่วมงานของสมาชิกครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่งงาน งานศพ (เฉพาะสมาชิกในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก) รวมถึงเพื่อนสมาชิกศาสนาอื่นทุกศาสนา 5.ยึดถือความเสมอภาคของกลุ่ม 6.โครงการในอนาคต จะร่วมสร้างกลุ่มสหกรณ์ “เพื่อนช่วยเพื่อน” โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของร้านค้าสหกรณ์ 4 มุมเมือง
“ความตั้งใจก่อตั้งกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน หวังว่าจะสร้างความเข้มแข็งเป็นอันหนึ่งอันเดียวแล้วตั้งแต่ระดับเล็กใน ชุมชนหาดใหญ่ อำเภอรอบนอก และจังหวัดใกล้เคียง เตรียมความพร้อมสู่การเชื่อมโยงกับโครงการ PAD Directory หรือโครงการธุรกิจเข้มแข็งในเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีเครือข่ายขนาดใหญ่ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป” นายวิเชียร กล่าวต่อและว่า
ในเบื้องต้นคาดว่าจะมีสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนไม่ต่ำ กว่า 200 คน ระหว่างนี้จะมีการประชุมอีก 2 ครั้ง และคาดว่าจะสามารถกำหนดกิจกรรมของกลุ่มให้ดำเนินอย่างเป็นรูปธรรมในเดือน มีนาคม โดยในช่วงแรกเน้นการช่วยเหลือโดยอาศัยเครือข่ายของสมาชิก ทั้งการช่วยกันอุดหนุนธุรกิจของแต่ละคน สมาชิกให้งานที่เหมาะสมแก่สมาชิกทำ ตลอดจน จัดการอบรมอาชีพให้สมาชิกที่ว่างงานในชุมชน โดยจะประสานงานกับวิทยากรให้เข้ามาในชุมชนเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดยเชื่อมโยงกับภาครัฐที่มีการฝึกอบรม เช่น ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน เป็นต้น
“นับเป็นโอกาสดีที่ในระหว่างนี้ทุกคนจะหันมาจัดตั้งกลุ่มสร้างความ เข็มแข็งขึ้นอีกครั้ง เพื่อผลักดันกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ในสังคมด้วยการพึ่งพาตัวเอง เพื่อทำให้เศรษฐกิจของคนไทยชุมชนหมุนเวียนมากกว่าการสนับสนุนห้างโมเดิร์นเท รดที่เป็นกลุ่มทุนจากต่างประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญในการก้าวสู่การเมืองใหม่ที่ประชาชนด้วยความคิด ความเข้าใจสังคมมากขึ้น ไม่รอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว และรู้จักที่จะกำหนดทิศทางของชุมชน ไม่เลือก ส.ส.ที่มีหน้าที่ยกมือในสภาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความสามารถเป็นตัวแทนให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายวิเชียรกล่าวทิ้งท้าย
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000017967
การจัดการกับแรงกดดัน & ความเครียด
From: Nithit Nakchan
Date: Tue, 3 Feb 2009 09:30:39 +0700
Local: Tues, Feb 3 2009 9:30 am
Subject: การจัดการกับแรงกดดัน & ความเครียด
A lecturer was giving a lecture to his student on stress management.
ขณะที่ครูกำลังสอนนักเรียนของเขาในหัวข้อการจัดการกับแรงกดดันและความเครียด
He raised a glass of water and asked the audience, "How heavy do you think
this glass of water is?"
ครูได้หยิบแก้วน้ำใบหนึ่งขึ้นมาและถามนักเรียนว่า
"พวกเธอคิดว่าแก้วน้ำใบนี้หนักเท่าไหร่"
The students' answers ranged from 20g to 500gm.
คำตอบของนักเรียนมีตั้งแต่ 20 กรัมถึง 500 กรัม
"It does not matter on the absolute weight. It depends on how long you hold
it. "
มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่แท้จริงของแก้วว่าหนักเท่าไหร่
แต่ขึ้นอยู่กับว่าเธอถือมันไว้นานเท่าใด
If I hold it for a minute, it is OK.
ถ้าครูถือมันไว้เพียงหนึ่งนาที ก็ไม่มีปัญหาอะไร
If I hold it for an hour, I will have an ache in my right arm.
ถ้าครูถือมันไว้หนึ่งชั่วโมง แขนของครูก็จะปวด
If I hold it for a day, you will have to call an ambulance.
ถ้าครูถือมันไว้หนึ่งวัน พวกเธอคงต้องเรียกรถพยาบาล ฮา...
It is the exact same weight, but the longer I hold it, the heavier it
becomes."
แม้ที่จริงจะเป็นน้ำหนักเดียวกัน แต่ยิ่งฉันถือมันไว้นานเท่าไหร่
มันก็ยิ่งหนักมากขึ้นเท่านั้น"
"If we carry our burdens all the time, sooner or later, we will not be
able to carry on, the burden becoming increasingly heavier."
ถ้าเราแบกภาระ(ความทุกข์ ความหนักใจ ฯลฯ) ของเราไว้ตลอดเวลา ไม่ช้าก็เร็ว
ภาระนั้นจะยิ่งหนักขึ้นจนเราจะไม่สามารถจะแบกมันไว้ได้อีก
"What you have to do is to put the glass down, rest for a while before
holding it up again."
ดังนั้นสิ่งที่เธอต้องทำคือ วางแก้วนั้นลงซะ พักสักระยะ
ก่อนจะถือมันใหม่อีกครั้ง
We have to put down the burden periodically, so that we can be refreshed
and are able to carry on.
เราจะต้องวางสิ่งเราแบกไว้ลงเป็นระยะ
เราจึงจะสามารถฟื้นพลังขึ้นมาใหม่ และสามารถแบกมันได้อีกครั้ง
So before you return home from work tonight, put the burden of work down.
ดังนั้นก่อนเธอจะกลับบ้านในคืนนี้ จงวางภาระของเธอลง
Don't carry it back home. You can pick it up tomorrow.
อย่านำมันกลับไปบ้านด้วย เธอสามารถยกมันขึ้นมาใหม่ได้ในวันพรุ่งนี้
Whatever burdens you are having now on your shoulders, let it down for a
moment if you can.
ไม่ว่าจะเป็นภาระใดก็ตามที่เธอแบกอยู่ในตอนนี้ วางมันลงซะสักพัก ถ้าเธอทำได้
Pick it up again later when you have rested...
ค่อยยกมันขึ้นมาใหม่เมื่อเธอได้พักแล้ว
Rest and relax.
ขอให้ผ่อนคลายและพักผ่อน
*Life is short, enjoy it!!*
*ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก จงมีความสุขกับมัน*
Date: Tue, 3 Feb 2009 09:30:39 +0700
Local: Tues, Feb 3 2009 9:30 am
Subject: การจัดการกับแรงกดดัน & ความเครียด
A lecturer was giving a lecture to his student on stress management.
ขณะที่ครูกำลังสอนนักเรียนของเขาในหัวข้อการจัดการกับแรงกดดันและความเครียด
He raised a glass of water and asked the audience, "How heavy do you think
this glass of water is?"
ครูได้หยิบแก้วน้ำใบหนึ่งขึ้นมาและถามนักเรียนว่า
"พวกเธอคิดว่าแก้วน้ำใบนี้หนักเท่าไหร่"
The students' answers ranged from 20g to 500gm.
คำตอบของนักเรียนมีตั้งแต่ 20 กรัมถึง 500 กรัม
"It does not matter on the absolute weight. It depends on how long you hold
it. "
มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่แท้จริงของแก้วว่าหนักเท่าไหร่
แต่ขึ้นอยู่กับว่าเธอถือมันไว้นานเท่าใด
If I hold it for a minute, it is OK.
ถ้าครูถือมันไว้เพียงหนึ่งนาที ก็ไม่มีปัญหาอะไร
If I hold it for an hour, I will have an ache in my right arm.
ถ้าครูถือมันไว้หนึ่งชั่วโมง แขนของครูก็จะปวด
If I hold it for a day, you will have to call an ambulance.
ถ้าครูถือมันไว้หนึ่งวัน พวกเธอคงต้องเรียกรถพยาบาล ฮา...
It is the exact same weight, but the longer I hold it, the heavier it
becomes."
แม้ที่จริงจะเป็นน้ำหนักเดียวกัน แต่ยิ่งฉันถือมันไว้นานเท่าไหร่
มันก็ยิ่งหนักมากขึ้นเท่านั้น"
"If we carry our burdens all the time, sooner or later, we will not be
able to carry on, the burden becoming increasingly heavier."
ถ้าเราแบกภาระ(ความทุกข์ ความหนักใจ ฯลฯ) ของเราไว้ตลอดเวลา ไม่ช้าก็เร็ว
ภาระนั้นจะยิ่งหนักขึ้นจนเราจะไม่สามารถจะแบกมันไว้ได้อีก
"What you have to do is to put the glass down, rest for a while before
holding it up again."
ดังนั้นสิ่งที่เธอต้องทำคือ วางแก้วนั้นลงซะ พักสักระยะ
ก่อนจะถือมันใหม่อีกครั้ง
We have to put down the burden periodically, so that we can be refreshed
and are able to carry on.
เราจะต้องวางสิ่งเราแบกไว้ลงเป็นระยะ
เราจึงจะสามารถฟื้นพลังขึ้นมาใหม่ และสามารถแบกมันได้อีกครั้ง
So before you return home from work tonight, put the burden of work down.
ดังนั้นก่อนเธอจะกลับบ้านในคืนนี้ จงวางภาระของเธอลง
Don't carry it back home. You can pick it up tomorrow.
อย่านำมันกลับไปบ้านด้วย เธอสามารถยกมันขึ้นมาใหม่ได้ในวันพรุ่งนี้
Whatever burdens you are having now on your shoulders, let it down for a
moment if you can.
ไม่ว่าจะเป็นภาระใดก็ตามที่เธอแบกอยู่ในตอนนี้ วางมันลงซะสักพัก ถ้าเธอทำได้
Pick it up again later when you have rested...
ค่อยยกมันขึ้นมาใหม่เมื่อเธอได้พักแล้ว
Rest and relax.
ขอให้ผ่อนคลายและพักผ่อน
*Life is short, enjoy it!!*
*ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก จงมีความสุขกับมัน*
ความรู้สึกของคนเป็น AID
ความรู้สึกของคนเป็น AID หดหู่ใจมาก ระหว่างรอผล
ตรวจใน 3 เดือน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นหวัด เป็น
ไข้ ก็คิดว่าตัวเองเป็นโรคตายนี้แล้ว นอนกลุ้มใจทุกวัน
ถามว่าแล้วทำไมตอนนั้นไม่ใส่เสื้อฝน มีใส่เสื้อฝน
มันขาดหรือใส่แล้วระหว่างทำงานมันหลุดออกมา บาง
ครั้งคนเที่ยวก็รำคาญ อารมณ์มาถึงที่แล้ว ใส่ทำไม
เมื่อคนที่มาเที่ยวนี้หน้าก็สวย หุ่นก้ดี พูดจาก็ไพเราะ
พี่คะ พี่คะ เร็ว ๆ หน่อย ลืมคิดไปว่า AID ตายไม่มียา
รักษา กลับมาถึงบ้านนอนกับตู้เย็นที่บ้านอีก แม้ตู้
จะใหญ่แต่คนเคยนอนกันมา ก้นอนต่ออีก โรคติดที่
บ้าน จะบอกที่บ้านก็ไม่กล้า รอจนโรคกำเริบไม่รักษา
หากคิดชะลอการตายให้ช้าลง อาจได้ยาตัวใหม่รักษา
ต้องรู้จักระงับใจไว้บ้าน ตู้เย็นที่บ้านก็ดีกว่าไปติดโรค
k y
ตรวจใน 3 เดือน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นหวัด เป็น
ไข้ ก็คิดว่าตัวเองเป็นโรคตายนี้แล้ว นอนกลุ้มใจทุกวัน
ถามว่าแล้วทำไมตอนนั้นไม่ใส่เสื้อฝน มีใส่เสื้อฝน
มันขาดหรือใส่แล้วระหว่างทำงานมันหลุดออกมา บาง
ครั้งคนเที่ยวก็รำคาญ อารมณ์มาถึงที่แล้ว ใส่ทำไม
เมื่อคนที่มาเที่ยวนี้หน้าก็สวย หุ่นก้ดี พูดจาก็ไพเราะ
พี่คะ พี่คะ เร็ว ๆ หน่อย ลืมคิดไปว่า AID ตายไม่มียา
รักษา กลับมาถึงบ้านนอนกับตู้เย็นที่บ้านอีก แม้ตู้
จะใหญ่แต่คนเคยนอนกันมา ก้นอนต่ออีก โรคติดที่
บ้าน จะบอกที่บ้านก็ไม่กล้า รอจนโรคกำเริบไม่รักษา
หากคิดชะลอการตายให้ช้าลง อาจได้ยาตัวใหม่รักษา
ต้องรู้จักระงับใจไว้บ้าน ตู้เย็นที่บ้านก็ดีกว่าไปติดโรค
k y
ทฤษฎีรวมระบบ จิต-กาย กับโรคมะเร็ง
นายแพทย์ประสาน ต่างใจ มูลนิธิภูมิปัญญา
นายแพทย์ โอ.คาร์ล ไซมอนตัน นักรังสีวิทยาผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้องอก ผู้อำนวยการ
ศ ูนย์วิจัยและแนะนำโรคมะเร็ง ( Dr.O.Carl Simonton, Cancer Councelling and Research Center) แห่งนครดัลลาส รัฐเท็กซัส แพทย์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลกในด้านการใช้วิธีจิต-กายในการศึกษาและบำบัดโรคมะ เร็ง เชื่อมั่นว่าสภาพของการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายของมนุษย์เป็นสภาพที่มีเหตุปัจจั ยสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบ
ทั้งมวลของร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เขาได้ทุ่มเทสติปัญญาและเวลาในการศึกษาติดตาม และ
รักษาผู้ป่วยอย่างจริงจังมานาน แม้ว่าในอดีต หลักการและวิธีการที่ไซมอนตันใช้กับผู้ป่วย ยังไม่เป็นที่ยอมรับ
ในแพทย์โดยทั่วไปอย่างกว้างขวางนัก
แ ต่ในปัจจุบันความคิดรวมระบบ(system theory) และความคิดอนันตทัศน์ (holistic approach) สามารถหยั่งรากฝังลึกในภาคสาขาวิชาการมากยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและมั่นคง โดยเฉพาะในทาง การแพทย์พอที่จะเชื่อได้ว่า ในระยะเวลาอีกไม่นาน ปรัชญาของความคิดดังกล่าวจะกลายเป็นหัวใจที่สำคัญ ที่สุดของความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องของจิตวิญญาน(consciousness)
วิธีการของไซมอนตันต่อเรื่องข องโรคมะเร็ง จึงตั้งอยู่บนหลักการของความรู้ความเข้าใจดังกล่าว การรักษา ดูแลของนายแพทย์ผู้นี้ต่อผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง จึงผิดแผกแตกต่างกับวิธีการรักษาบำบัดโรคตามอาการ ที่มัก จะถือว่ามะเร็งก่อให้เกิดความพิการ เป็นโรคเฉพาะที่เฉพาะอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง หรือการรักษาโรคที่ถือว่า
โรคเป็นการป่วยเจ็บทางกายทางวัตถุโดยเฉพาะ อันเป็นวิธีการและหลักการที่แพทย์อื่นๆ ทั่วไปปฏิบัติกันอยู่
ซึ่งในทางแทบจะตรงกันข้าม ไซมอนตันเชื่อว่า โรคเป็นผลของความผิดปกติทั้งของร่างกาย
และจิตใจรวมกัน และทุกระบบทุกส่วนของผู้ป่วย ได้รับผลกระทบจากสภาพของการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้อง
ต่อเนื่องกัน เป็นหน่วยเดียวกัน สัมพันธ์กันโดยจะแยกจากกันเป็นส่วนไม่ได้ หรือแยกกายออกจากจิตใจ
ย ่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะร่างกายและจิตใจมนุษย์ไม่ได้ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนของเครื่องยนต์กลไก ไซมอนตัน ยังก้าวไปไกลที่จะเชื่อว่า จิตนั้นควบคุมกายมากกว่า โรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรงไม่ได้เป็นผลของการรุกราน
หรือภัยที่มาจากภายนอกโดยตรง แต่เกิดขึ้นเองจากภายในร่างกาย เช่นโรคมะเร็ง ล้วนเป็นโรคที่
จ ิตใจมีความเกี่ยวข้องเป็นเหตุปัจจัยทั้งสิ้น โดยเฉพาะในระบบการป้องกันตัวเอง หรือการสร้างภูมิคุ้มกัน และฮอร์โมนต่าง ๆ หรือระบบของการต่อสู้ควบคุมโรค การสร้างและส่งเม็ดเลือดขาว รวมทั้งการควบคุมระบบ
หลอดเลือดแดงของร่างกาย เป็นต้น
ผู้ป่วยรายหนึ่งของไซมอนตันป่วยเป็นมะเร็งที่คอในระยะใกล้จะสุดท้าย ที่คณะแพทย์ผู้รักษา
ได้บอกกับญาติผู้ป่วยว่า ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะมีชีวิตรอดอยู่ได้อีกไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักตัวของผู้ป่วย
ได้ลดลงมาจาก179 ปอนด์มาเหลือเพียง 98 ปอนด์ แทบจะไม่สามารถกลืนแม้แต่น้ำลายตัวเอง และหายใจ
ลำบากมาก คณะแพทย์เองก็ได้โต้เถียงกันนานว่า ในระยะของโรคที่รุนแรงมากเช่นนั้นควรรักษาด้วยการ
ฉ ายรังสีหรือไม่ เพราะโอกาสหายไม่มีเลย และแม้แต่จะช่วยลดอาการทรมานของผู้ป่วยได้มากน้อยเพียงใด ก็ไม่มีใครแน่ใจเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม ในที่สุดคณะแพทย์ก็ลงความเห็นให้ฉายรังสีเพื่อการรักษาผู้ป่วยรายนี้
โชคดีของผู้ป่วยที่ไซมอนตันได้รับเชิญมาช่วยในการรักษาผู้ป่วยรายนี้ ไซมอนตันได้บอก
กับผู้ป่วยว่า ตัวของผู้ป่วยเองเท่านั้นที่จะรักษาตัวเองได้ โดยเขาจะเป็นเพียงผู้แนะนำเท่านั้น ไซมอนตัน
สอนให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีผ่อนคลายจิตและร่างกาย และสอนวิธีการใช้จิตในการสร้างภาพที่เขาได้คิดค้นขึ้นมา
เรียกว่า การเห็นภาพทางจิตด้วยการชี้แนะ (guided visualization) และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ไซมอนตัน
จ ะอยู่กับผู้ป่วยวันละ 3 เวลา ชี้แนะให้ผู้ป่วยใช้พลังทางจิตนึกภาพของกระสุนรังสีเล็ก ๆ จำนวนล้าน ๆ ลูก กำลังถล่มยิงไปที่เซลล์มะเร็งในร่างกาย และสร้างภาพเซลล์ของโรคร้ายที่กำลังสับสนและอ่อนแอ
ลงไปทุกขณะ ในขณะที่เซลล์อื่นๆ ที่เป็นเซลล์ปกติของร่ายกายที่อยู่บริเวณเดียวกัน ไม่ได้รับการ
กระทบกระเทือนจากกระสุนรังสี และสามารถต่อสู้กับเซลล์ที่เป็นโรคอย่างแข็งขัน พร้อมกับซ่อมแซม
เ นื้อเยื่อไปด้วย สร้างภาพของเม็ดเลือดขาวกำลังต่อสู้กับเซลล์มะเร็งที่กำลังอ่อนแอ กำลังพ่ายแพ้ และเคลื่อนย้ายเซลล์มะเร็งที่ตายแล้วเหล่านั้นไปที่ตับและไต ค่อย ๆ กำจัดออกไปจากร่างกาย
ทีละน้อยจนหมด
ผลของการรักษาเป็นเช่ นปาฏิหาริย์ เมื่อเทียบกับผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่คอรายอื่น ๆ ที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีเช่นเดียวกันอย่างเทียบกันไม่ได้ ผู้ป่วยของไซมอนตันไม่พบว่ามีผล ทางด้านลบของการฉายรังสีเลยแม้แต่น้อย เยื่อบุต่าง ๆ ในลำคอ ในปาก ผิวหนังและกล้ามเนื้อ บริเวณที่ถูกแสงล้วนเป็นปกติ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และผู้ป่วยหายจากอาการของโรคมะเร็งอย่างสิ้นเชิง
หลังการฉายแสงเพียง 2 เดือน นายแพทย์ไซมอนตันและแพทย์ผู้ช่วย ได้รายงานผลการรักษา
ด ้วยวิธีการสร้างภาพดังกล่าว (guided visualizarion) หรือที่เรียกว่า mental-imagery ในผู้ป่วยด้วยโรค มะเร็ง ที่ทางคณะแพทย์ผู้รักษาผู้อื่นเชื่อว่าไม่มีหนทางรักษาเลย
จำนวน 159 ราย ที่คาดว่าทั้งหมดจะต้องเสียชีวิตภายใน 12 เดือน ปรากฏว่า 4 ปี
ต่อมา
ผู้ป่วยจำนวน 63 ราย ยังคงมีชีวิตอยู่
ซึ่งในจำนวนนี้ 14 ราย ไม่มีอาการใด ๆ ของโรคมะเร็งเลย
อีก12 ราย มะเร็งกำลังฝ่อลดขนาดลงไปเรื่อย ๆ
17 ราย ผู้ป่วยอยู่ในสภาพเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ส่วนที่เสียชีวิตไป 93 ราย เวลาที่ผู้ป่วยสามารถอยู่รอดเฉลี่ยได้ 24.4 เดือน
ไม่ใช่ว่าแพทย์ทุกคนจะเห็นด้วยกับวิธีรักษาของไซมอนตัน แพทย์หลายคนพยายามหาข้ออ้าง
ต ่าง ๆ เช่น อ้างว่าผู้ป่วยเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้ป่วยมะเร็งในระยะที่ร้ายแรงจริง แต่บางคนก็ไม่กล้ารับความจริง เพราะกลัวกระทบกับความเป็นนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากจิตมองไม่เห็น จับมาวัดไม่ได้ แต่แพทย์จำนวน ไม่น้อยมาขอเรียนวิธีการสร้างภาพทางจิตจากไซมอนตัน จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ นายแพทย์ผู้นี้ก็ได้ตั้ง ศูนย์รักษาโรคมะเร็งไซมอนตันขึ้นที่แปซิฟิกพาลิเสดส์ แคลิฟอร์เนีย การสำรวจในปี 1988 พบว่าศูนย์ดังกล่าว ของไซมอนตัน เป็นที่นิยมของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเป็นอันดับที่ 4 ของการบำบัดโรคมะเร็งด้วยวิธีต่าง ๆ
จิตแพทย์ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ฟื้นฟูและวิจัยทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส
จีนน์ อัคเตอร์เบิร์ก (Jeanne Achterberg) รายงานในวารสารเอเอสพีอาร์ (ASPR newsletter,1987) ว่าผล
ของการตอบสนองทางสรีรวิทยาต่อการรักษาด้วยการสร้างภาพทางจิตนั้นมีสูงมาก และที่สำคัญคือมีผลต่อ
เป้าหมายเฉพาะ เช่นกรณีของเม็ดเลือดขาวที่สำคัญมากสำหรับการต่อสู้กับโรค จีนน์ได้แบ่งผู้ป่วยออกเป็น
2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมุ่งให้จิตสร้างภาพเฉพาะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิล นักรบแนวหน้าของขบวนการต่อสู้
ของร่างกาย และอีกกลุ่มหนึ่งสร้างภาพทางจิตไปที่เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่าที-เซลล์ (T-cells) ที่มีหน้าที่
ส ร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะ ปรากฏว่า ในกลุ่มแรก ผู้ป่วยมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนที-เซลล์เลย ในทางตรงกันข้ามในกลุ่มที่สองมีแต่ที-เซลล์ที่มีจำนวน
เพิ่มขึ้นเท่านั้น
อัคเตอร์เบิร์กเองได้รายงานผู้ป่วยหญิงคนหนึ่งในหนังสือ Imagery In Healing 1985 ที่ป่วย ด้วยโรคมะเร็งในสมอง และแพทย์ได้ทำการผ่าตัดเนื้องอกและสมองใกล้เคียงออกไปมากเท่าที่จะทำได้ โดย ผู้ป่วยไม่เสียชีวิต ผู้ป่วยถูกส่งกลับไปบ้านโดยไม่ได้รับการฉายรังสีหรือยาฆ่ามะเร็ง เพราะแพทย์เชื่อว่า
ไม่มีประโยชน์ใด ๆ ต่อผู้ป่วยอีกแล้ว ด้วยอาการอัมพาตทั้งแขนและขา แต่ยังพอมีสติ ผู้ป่วยได้รับการสอนให้
สร้างภาพทางจิต หวังผลจากการตอบสนองชีวภาพ แต่เนื่องจากเป็นผู้ป่วยที่มีการศึกษาน้อย ทั้งไม่รู้ถึง
ส าเหตุของการป่วยและการผ่าตัดที่กว้างขวาง ภาพที่สร้างขึ้นจากจิตจึงเน้นการอยู่รอดและการหายจากโรค ด้วยการเอาชนะมันอย่างเด็ดขาดให้ได้ หลังจากนั้นเพียง 16 เดือนก็พบว่า ไม่มีร่องรอยของโรคมะเร็งอีกเลย ต่อมาผู้ป่วยก็ทุเลาจากอัมพาต และยังสามารถเต้นรำได้หลายต่อหลายครั้ง
ในฐานะที่เป็นนักวิจัยโรคทางจิต อัคเตอร์เบิร์กได้รายงานในหนังสือเล่มเดียวกันว่า ผู้ป่วย
โรคจิตมีอัตราการเป็นมะเร็งเพียง 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เมื่อเทียบกับประชาชนทั่วไปที่ไม่เป็นโรคทางจิตในวัย
ใกล้เคียงกัน ซึ่งมีอัตราของการเป็นมะเร็งสูงระหว่าง 15 ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ นายแพทย์ไซมอนตันได้ยืนยันกับ
ฟริตจอฟ แคปร้า ไว้ในหนังสือชื่อ ปัญญาที่ไม่ธรรมดา (Frijof Capra : The Uncommon Wisdom,1998)
ว่าผู้ป่วยโรคจิตซิโซฟรีเนียอย่างแรง (catatonic shizophrenia) ที่มีนับล้านคนทั่วโลก ไม่เคยปรากฏว่าเป็น
โ รคมะเร็งเลยแม้แต่รายเดียว ไซมอนตันอธิบายว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะผู้ป่วยโรคจิตชนิดนั้นได้ตัดตนเอง ออกจากสังคมโดยสิ้นเชิง และหยุดอัตตาอหังการของตัวเองลงไปจนหมด
ไซม อนตันเชื่อว่า ความกดดันทางจิต ความเครียดที่เกิดขึ้นแล้วซ้ำอีกในวัยเด็ก บางรูปแบบ จะทำให้ผู้นั้นมีโอกาสเป็นมะเร็งเมื่อมีอายุมากขึ้น และยังเชื่อว่าผู้ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากความผิดปกติภายใน
ไม่ว่าโรคความด ันโลหิต โรคหัวใจ หรือโดยเฉพาะโรคมะเร็ง นอกเหนือจากพันธุกรรมแล้ว ที่สำคัญมากกว่ามาก ก็คือ จิตไร้สำนึก (unconscious mind) ของผู้ป่วยเอง ที่เกิดจากความกดดันในอดีต ทำให้เกิดเบื่อหน่าย
ต่อการมีชีวิต โดยที่จิตสำนึกไม่รู้ เบื่อหน่ายต่อความรับผิดชอบ ความไม่สมประกอบอย่างหนึ่งอย่างใด ที่จิต ไร้สำนึกได้บันทึกไว้ โรคที่ร้ายเช่นมะเร็ง จึงมีโอกาสเกิดขึ้น
ไซมอนตันกล่าวว่า ดังเป็นที่รู้และพิสูจน์แล้ว เซลล์ร่างกายมนุษย์ในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใด ก็ตาม มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้ตลอดเวลา แต่ร่างกายก็สามารถรู้และดำเนินการ ทำลายได้ทันทีตลอดเวลาเช่นกัน ด้วยกระบวนการป้องกันและต่อต้าน ซึ่งการควบคุมกลไกต่อสู้ ป้องกันตัวเองของร่างกายนั้น จิตไร้สำนึกมีความสำคัญ มีบทบาทเป็นอย่างมาก
ใ นการทดลองผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งในที่ต่าง ๆ ในระยะสุดท้ายจำนวน 126 ราย ไซมอนตันและนักวิจัยผู้ช่วย ได้เจาะเลือดผู้ป่วยเพื่อตรวจและศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโรคเป็นระยะ ๆ ในขณะเดียวกันก็ทำการตรวจด้วยวิธีทางจิตวิทยา ด้วยการให้ผู้ป่วยวาดภาพของตัวเอง ภาพของอวัยวะที่เป็นมะเร็ง เซลล์มะเร็ง ภาพของภูมิคุ้มกันของร่างกายเม็ดเลือดขาวที่ร่างกายส่งมาต่อต้านโรค ปรากฏว่า
ผลของการตรวจเลือดเป็นระยะ ๆ บอกแต่ความก้าวหน้าของความรุนแรงของโรคเท่านั้น ไม่ให้ข้อมูลอย่างอื่น แต่ผลของการทดสอบทางจิตที่ทำเป็นระยะ ๆ เช่นกัน นอกจากจะชี้บ่งถึงการเปลี่ยนแปลง การดำเนินของโรคแล้วยังสามารถบอกได้ว่า ผู้ป่วยคนไหนจะอยู่ได้นานอีกเท่าใด จะเสียชีวิตเมื่อไร และผู้ป่วยคนใดที่โรคจะถูกยับยั้งหรือฝ่อหายไปเอง ซึ่งทำให้แพทย์สามารถทำนายได้ถูกต้อง แม่นยำถึง 95 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว
ฟริตจอฟให้ความเห็นว่าพลังที่สามารถทำให้หายจากการเป็นโรคนั้น มีอยู่ 2 แนวทางที่
แตกต่างกัน แนวหนึ่งโดยอาศัยกรรมวิธีต่าง ๆ ของการปรับตัวเองกลับสู่สภาพปกติ หลังจากที่การดำเนินของ
โรคได้สิ้นสุดแล้ว ดังภายหลังจากการเป็นโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไข้หวัด เป็นต้น อีกแนวทางหนึ่ง ร่างกายอาจ
เ ปลี่ยนแปลงตนเองไปสู่สภาพและดุลยภาพใหม่ ที่แปลกและแตกต่างจากสภาพและดุลยภาพเดิมโดยสิ้นเชิง ความคิดเห็นเช่นเดียวกันนี้ นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงยิ่งของโลก เกรกอรี่ เบทสัน แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
ที่ซานตา ครู๊ซ (Gregory Bateson) อธิบายว่า ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตนเองจากสภาพหนึ่งไปสู่
อีกสภาพหนึ่ง หรือการจัดวิวัฒน์ระบบขึ้นมาใหม่ เป็นผลงานของกระบวนการทางจิตที่กระทำต่อสิ่งแวดล้อม
ร อบ ๆ พลวัตและการทำงานของจิตจะดำเนินไปที่ระดับและตำแหน่งต่าง ๆ หลายระดับ และมีขั้นตอนที่ละเอียดซับซ้อน ส่วนใหญ่แทบทั้งหมดเป็นการทำงานในระดับของจิตไร้สำนึก การเกิดโรคและการหาย
จ ากโรคมีส่วนที่สำคัญยิ่งอยู่ที่จิตและผลกระทบระหว่างจิต โดยเฉพาะจิตไร้สำนึกกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดผลที่ร่างกาย กาย-จิต และสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดโรคหรือความพิการใด ๆ ที่เป็นของร่างกาย หรือกายที่ย่อส่วนแยกย่อยออกไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และแพทย์ก็มะงุมมะงาหราก้มหน้าก้มตาแก้ไขเยียวยา
แต่ละชิ้นส่วนนั้น ๆ แต่โรคทุกโรค ความพิการทุกอย่างเป็นเรื่องรวมทั้งจิตและกาย (psycho-somatic) ทั้งสิ้น การเกิดและการหายจากโรคทุกกรณี จึงเป็นผลของการกระทำที่กระทบกับระบบทุกระบบ
ร่วมกัน
มีแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์แขนงต่าง ๆ มากมาย ที่ให้ความสนใจต่อสุขภาพ
อ นันตทัศน์ (holistic health approach) การเกิดโรค การรักษาโรค และการหายจากโรคด้วยกระบวนการที่ร่วมกันของจิต กาย และธรรมชาติ ในอนาคตอันไม่ไกล นักวิชาการแพทย์ที่วางรากฐานบนวิทยาศาสตร์
แยกย่อส่วน วิทยาศาสตร์เครื่องยนต์กลไกของเดอร์การ์ด นิวตัน แม้ว่าจะคงมีอยู่อีกนาน แต่แน่นอนว่าการรักษา
ที่คำนึงแต่เศษชิ้นส่วนของร่างกาย การใช้ยาและผ่าตัดจะค่อย ๆ ทยอยลดน้อยลงไป ในขณะที่การแพทย์
ที่เน้นระบบรวมที่เป็นอนันตทัศน์จะค่อย ๆ มีความสำคัญขึ้นมาแทน
สุขภาพที่แท้จริงนั้น เป็นผลดุลความสัมพันธ์ระหว่างกัน
ของจิต กาย และสรรพสิ่งที่ี่เป็นธรรมชาติ
ธรรมชาติที่รวมชีวิตของมนุษย์ทุกๆ คน
punyadham@yahoo.com
นายแพทย์ โอ.คาร์ล ไซมอนตัน นักรังสีวิทยาผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้องอก ผู้อำนวยการ
ศ ูนย์วิจัยและแนะนำโรคมะเร็ง ( Dr.O.Carl Simonton, Cancer Councelling and Research Center) แห่งนครดัลลาส รัฐเท็กซัส แพทย์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลกในด้านการใช้วิธีจิต-กายในการศึกษาและบำบัดโรคมะ เร็ง เชื่อมั่นว่าสภาพของการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายของมนุษย์เป็นสภาพที่มีเหตุปัจจั ยสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบ
ทั้งมวลของร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เขาได้ทุ่มเทสติปัญญาและเวลาในการศึกษาติดตาม และ
รักษาผู้ป่วยอย่างจริงจังมานาน แม้ว่าในอดีต หลักการและวิธีการที่ไซมอนตันใช้กับผู้ป่วย ยังไม่เป็นที่ยอมรับ
ในแพทย์โดยทั่วไปอย่างกว้างขวางนัก
แ ต่ในปัจจุบันความคิดรวมระบบ(system theory) และความคิดอนันตทัศน์ (holistic approach) สามารถหยั่งรากฝังลึกในภาคสาขาวิชาการมากยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและมั่นคง โดยเฉพาะในทาง การแพทย์พอที่จะเชื่อได้ว่า ในระยะเวลาอีกไม่นาน ปรัชญาของความคิดดังกล่าวจะกลายเป็นหัวใจที่สำคัญ ที่สุดของความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องของจิตวิญญาน(consciousness)
วิธีการของไซมอนตันต่อเรื่องข องโรคมะเร็ง จึงตั้งอยู่บนหลักการของความรู้ความเข้าใจดังกล่าว การรักษา ดูแลของนายแพทย์ผู้นี้ต่อผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง จึงผิดแผกแตกต่างกับวิธีการรักษาบำบัดโรคตามอาการ ที่มัก จะถือว่ามะเร็งก่อให้เกิดความพิการ เป็นโรคเฉพาะที่เฉพาะอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง หรือการรักษาโรคที่ถือว่า
โรคเป็นการป่วยเจ็บทางกายทางวัตถุโดยเฉพาะ อันเป็นวิธีการและหลักการที่แพทย์อื่นๆ ทั่วไปปฏิบัติกันอยู่
ซึ่งในทางแทบจะตรงกันข้าม ไซมอนตันเชื่อว่า โรคเป็นผลของความผิดปกติทั้งของร่างกาย
และจิตใจรวมกัน และทุกระบบทุกส่วนของผู้ป่วย ได้รับผลกระทบจากสภาพของการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้อง
ต่อเนื่องกัน เป็นหน่วยเดียวกัน สัมพันธ์กันโดยจะแยกจากกันเป็นส่วนไม่ได้ หรือแยกกายออกจากจิตใจ
ย ่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะร่างกายและจิตใจมนุษย์ไม่ได้ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนของเครื่องยนต์กลไก ไซมอนตัน ยังก้าวไปไกลที่จะเชื่อว่า จิตนั้นควบคุมกายมากกว่า โรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรงไม่ได้เป็นผลของการรุกราน
หรือภัยที่มาจากภายนอกโดยตรง แต่เกิดขึ้นเองจากภายในร่างกาย เช่นโรคมะเร็ง ล้วนเป็นโรคที่
จ ิตใจมีความเกี่ยวข้องเป็นเหตุปัจจัยทั้งสิ้น โดยเฉพาะในระบบการป้องกันตัวเอง หรือการสร้างภูมิคุ้มกัน และฮอร์โมนต่าง ๆ หรือระบบของการต่อสู้ควบคุมโรค การสร้างและส่งเม็ดเลือดขาว รวมทั้งการควบคุมระบบ
หลอดเลือดแดงของร่างกาย เป็นต้น
ผู้ป่วยรายหนึ่งของไซมอนตันป่วยเป็นมะเร็งที่คอในระยะใกล้จะสุดท้าย ที่คณะแพทย์ผู้รักษา
ได้บอกกับญาติผู้ป่วยว่า ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะมีชีวิตรอดอยู่ได้อีกไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักตัวของผู้ป่วย
ได้ลดลงมาจาก179 ปอนด์มาเหลือเพียง 98 ปอนด์ แทบจะไม่สามารถกลืนแม้แต่น้ำลายตัวเอง และหายใจ
ลำบากมาก คณะแพทย์เองก็ได้โต้เถียงกันนานว่า ในระยะของโรคที่รุนแรงมากเช่นนั้นควรรักษาด้วยการ
ฉ ายรังสีหรือไม่ เพราะโอกาสหายไม่มีเลย และแม้แต่จะช่วยลดอาการทรมานของผู้ป่วยได้มากน้อยเพียงใด ก็ไม่มีใครแน่ใจเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม ในที่สุดคณะแพทย์ก็ลงความเห็นให้ฉายรังสีเพื่อการรักษาผู้ป่วยรายนี้
โชคดีของผู้ป่วยที่ไซมอนตันได้รับเชิญมาช่วยในการรักษาผู้ป่วยรายนี้ ไซมอนตันได้บอก
กับผู้ป่วยว่า ตัวของผู้ป่วยเองเท่านั้นที่จะรักษาตัวเองได้ โดยเขาจะเป็นเพียงผู้แนะนำเท่านั้น ไซมอนตัน
สอนให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีผ่อนคลายจิตและร่างกาย และสอนวิธีการใช้จิตในการสร้างภาพที่เขาได้คิดค้นขึ้นมา
เรียกว่า การเห็นภาพทางจิตด้วยการชี้แนะ (guided visualization) และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ไซมอนตัน
จ ะอยู่กับผู้ป่วยวันละ 3 เวลา ชี้แนะให้ผู้ป่วยใช้พลังทางจิตนึกภาพของกระสุนรังสีเล็ก ๆ จำนวนล้าน ๆ ลูก กำลังถล่มยิงไปที่เซลล์มะเร็งในร่างกาย และสร้างภาพเซลล์ของโรคร้ายที่กำลังสับสนและอ่อนแอ
ลงไปทุกขณะ ในขณะที่เซลล์อื่นๆ ที่เป็นเซลล์ปกติของร่ายกายที่อยู่บริเวณเดียวกัน ไม่ได้รับการ
กระทบกระเทือนจากกระสุนรังสี และสามารถต่อสู้กับเซลล์ที่เป็นโรคอย่างแข็งขัน พร้อมกับซ่อมแซม
เ นื้อเยื่อไปด้วย สร้างภาพของเม็ดเลือดขาวกำลังต่อสู้กับเซลล์มะเร็งที่กำลังอ่อนแอ กำลังพ่ายแพ้ และเคลื่อนย้ายเซลล์มะเร็งที่ตายแล้วเหล่านั้นไปที่ตับและไต ค่อย ๆ กำจัดออกไปจากร่างกาย
ทีละน้อยจนหมด
ผลของการรักษาเป็นเช่ นปาฏิหาริย์ เมื่อเทียบกับผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่คอรายอื่น ๆ ที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีเช่นเดียวกันอย่างเทียบกันไม่ได้ ผู้ป่วยของไซมอนตันไม่พบว่ามีผล ทางด้านลบของการฉายรังสีเลยแม้แต่น้อย เยื่อบุต่าง ๆ ในลำคอ ในปาก ผิวหนังและกล้ามเนื้อ บริเวณที่ถูกแสงล้วนเป็นปกติ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และผู้ป่วยหายจากอาการของโรคมะเร็งอย่างสิ้นเชิง
หลังการฉายแสงเพียง 2 เดือน นายแพทย์ไซมอนตันและแพทย์ผู้ช่วย ได้รายงานผลการรักษา
ด ้วยวิธีการสร้างภาพดังกล่าว (guided visualizarion) หรือที่เรียกว่า mental-imagery ในผู้ป่วยด้วยโรค มะเร็ง ที่ทางคณะแพทย์ผู้รักษาผู้อื่นเชื่อว่าไม่มีหนทางรักษาเลย
จำนวน 159 ราย ที่คาดว่าทั้งหมดจะต้องเสียชีวิตภายใน 12 เดือน ปรากฏว่า 4 ปี
ต่อมา
ผู้ป่วยจำนวน 63 ราย ยังคงมีชีวิตอยู่
ซึ่งในจำนวนนี้ 14 ราย ไม่มีอาการใด ๆ ของโรคมะเร็งเลย
อีก12 ราย มะเร็งกำลังฝ่อลดขนาดลงไปเรื่อย ๆ
17 ราย ผู้ป่วยอยู่ในสภาพเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ส่วนที่เสียชีวิตไป 93 ราย เวลาที่ผู้ป่วยสามารถอยู่รอดเฉลี่ยได้ 24.4 เดือน
ไม่ใช่ว่าแพทย์ทุกคนจะเห็นด้วยกับวิธีรักษาของไซมอนตัน แพทย์หลายคนพยายามหาข้ออ้าง
ต ่าง ๆ เช่น อ้างว่าผู้ป่วยเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้ป่วยมะเร็งในระยะที่ร้ายแรงจริง แต่บางคนก็ไม่กล้ารับความจริง เพราะกลัวกระทบกับความเป็นนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากจิตมองไม่เห็น จับมาวัดไม่ได้ แต่แพทย์จำนวน ไม่น้อยมาขอเรียนวิธีการสร้างภาพทางจิตจากไซมอนตัน จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ นายแพทย์ผู้นี้ก็ได้ตั้ง ศูนย์รักษาโรคมะเร็งไซมอนตันขึ้นที่แปซิฟิกพาลิเสดส์ แคลิฟอร์เนีย การสำรวจในปี 1988 พบว่าศูนย์ดังกล่าว ของไซมอนตัน เป็นที่นิยมของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเป็นอันดับที่ 4 ของการบำบัดโรคมะเร็งด้วยวิธีต่าง ๆ
จิตแพทย์ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ฟื้นฟูและวิจัยทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส
จีนน์ อัคเตอร์เบิร์ก (Jeanne Achterberg) รายงานในวารสารเอเอสพีอาร์ (ASPR newsletter,1987) ว่าผล
ของการตอบสนองทางสรีรวิทยาต่อการรักษาด้วยการสร้างภาพทางจิตนั้นมีสูงมาก และที่สำคัญคือมีผลต่อ
เป้าหมายเฉพาะ เช่นกรณีของเม็ดเลือดขาวที่สำคัญมากสำหรับการต่อสู้กับโรค จีนน์ได้แบ่งผู้ป่วยออกเป็น
2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมุ่งให้จิตสร้างภาพเฉพาะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิล นักรบแนวหน้าของขบวนการต่อสู้
ของร่างกาย และอีกกลุ่มหนึ่งสร้างภาพทางจิตไปที่เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่าที-เซลล์ (T-cells) ที่มีหน้าที่
ส ร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะ ปรากฏว่า ในกลุ่มแรก ผู้ป่วยมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนที-เซลล์เลย ในทางตรงกันข้ามในกลุ่มที่สองมีแต่ที-เซลล์ที่มีจำนวน
เพิ่มขึ้นเท่านั้น
อัคเตอร์เบิร์กเองได้รายงานผู้ป่วยหญิงคนหนึ่งในหนังสือ Imagery In Healing 1985 ที่ป่วย ด้วยโรคมะเร็งในสมอง และแพทย์ได้ทำการผ่าตัดเนื้องอกและสมองใกล้เคียงออกไปมากเท่าที่จะทำได้ โดย ผู้ป่วยไม่เสียชีวิต ผู้ป่วยถูกส่งกลับไปบ้านโดยไม่ได้รับการฉายรังสีหรือยาฆ่ามะเร็ง เพราะแพทย์เชื่อว่า
ไม่มีประโยชน์ใด ๆ ต่อผู้ป่วยอีกแล้ว ด้วยอาการอัมพาตทั้งแขนและขา แต่ยังพอมีสติ ผู้ป่วยได้รับการสอนให้
สร้างภาพทางจิต หวังผลจากการตอบสนองชีวภาพ แต่เนื่องจากเป็นผู้ป่วยที่มีการศึกษาน้อย ทั้งไม่รู้ถึง
ส าเหตุของการป่วยและการผ่าตัดที่กว้างขวาง ภาพที่สร้างขึ้นจากจิตจึงเน้นการอยู่รอดและการหายจากโรค ด้วยการเอาชนะมันอย่างเด็ดขาดให้ได้ หลังจากนั้นเพียง 16 เดือนก็พบว่า ไม่มีร่องรอยของโรคมะเร็งอีกเลย ต่อมาผู้ป่วยก็ทุเลาจากอัมพาต และยังสามารถเต้นรำได้หลายต่อหลายครั้ง
ในฐานะที่เป็นนักวิจัยโรคทางจิต อัคเตอร์เบิร์กได้รายงานในหนังสือเล่มเดียวกันว่า ผู้ป่วย
โรคจิตมีอัตราการเป็นมะเร็งเพียง 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เมื่อเทียบกับประชาชนทั่วไปที่ไม่เป็นโรคทางจิตในวัย
ใกล้เคียงกัน ซึ่งมีอัตราของการเป็นมะเร็งสูงระหว่าง 15 ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ นายแพทย์ไซมอนตันได้ยืนยันกับ
ฟริตจอฟ แคปร้า ไว้ในหนังสือชื่อ ปัญญาที่ไม่ธรรมดา (Frijof Capra : The Uncommon Wisdom,1998)
ว่าผู้ป่วยโรคจิตซิโซฟรีเนียอย่างแรง (catatonic shizophrenia) ที่มีนับล้านคนทั่วโลก ไม่เคยปรากฏว่าเป็น
โ รคมะเร็งเลยแม้แต่รายเดียว ไซมอนตันอธิบายว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะผู้ป่วยโรคจิตชนิดนั้นได้ตัดตนเอง ออกจากสังคมโดยสิ้นเชิง และหยุดอัตตาอหังการของตัวเองลงไปจนหมด
ไซม อนตันเชื่อว่า ความกดดันทางจิต ความเครียดที่เกิดขึ้นแล้วซ้ำอีกในวัยเด็ก บางรูปแบบ จะทำให้ผู้นั้นมีโอกาสเป็นมะเร็งเมื่อมีอายุมากขึ้น และยังเชื่อว่าผู้ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากความผิดปกติภายใน
ไม่ว่าโรคความด ันโลหิต โรคหัวใจ หรือโดยเฉพาะโรคมะเร็ง นอกเหนือจากพันธุกรรมแล้ว ที่สำคัญมากกว่ามาก ก็คือ จิตไร้สำนึก (unconscious mind) ของผู้ป่วยเอง ที่เกิดจากความกดดันในอดีต ทำให้เกิดเบื่อหน่าย
ต่อการมีชีวิต โดยที่จิตสำนึกไม่รู้ เบื่อหน่ายต่อความรับผิดชอบ ความไม่สมประกอบอย่างหนึ่งอย่างใด ที่จิต ไร้สำนึกได้บันทึกไว้ โรคที่ร้ายเช่นมะเร็ง จึงมีโอกาสเกิดขึ้น
ไซมอนตันกล่าวว่า ดังเป็นที่รู้และพิสูจน์แล้ว เซลล์ร่างกายมนุษย์ในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใด ก็ตาม มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้ตลอดเวลา แต่ร่างกายก็สามารถรู้และดำเนินการ ทำลายได้ทันทีตลอดเวลาเช่นกัน ด้วยกระบวนการป้องกันและต่อต้าน ซึ่งการควบคุมกลไกต่อสู้ ป้องกันตัวเองของร่างกายนั้น จิตไร้สำนึกมีความสำคัญ มีบทบาทเป็นอย่างมาก
ใ นการทดลองผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งในที่ต่าง ๆ ในระยะสุดท้ายจำนวน 126 ราย ไซมอนตันและนักวิจัยผู้ช่วย ได้เจาะเลือดผู้ป่วยเพื่อตรวจและศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโรคเป็นระยะ ๆ ในขณะเดียวกันก็ทำการตรวจด้วยวิธีทางจิตวิทยา ด้วยการให้ผู้ป่วยวาดภาพของตัวเอง ภาพของอวัยวะที่เป็นมะเร็ง เซลล์มะเร็ง ภาพของภูมิคุ้มกันของร่างกายเม็ดเลือดขาวที่ร่างกายส่งมาต่อต้านโรค ปรากฏว่า
ผลของการตรวจเลือดเป็นระยะ ๆ บอกแต่ความก้าวหน้าของความรุนแรงของโรคเท่านั้น ไม่ให้ข้อมูลอย่างอื่น แต่ผลของการทดสอบทางจิตที่ทำเป็นระยะ ๆ เช่นกัน นอกจากจะชี้บ่งถึงการเปลี่ยนแปลง การดำเนินของโรคแล้วยังสามารถบอกได้ว่า ผู้ป่วยคนไหนจะอยู่ได้นานอีกเท่าใด จะเสียชีวิตเมื่อไร และผู้ป่วยคนใดที่โรคจะถูกยับยั้งหรือฝ่อหายไปเอง ซึ่งทำให้แพทย์สามารถทำนายได้ถูกต้อง แม่นยำถึง 95 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว
ฟริตจอฟให้ความเห็นว่าพลังที่สามารถทำให้หายจากการเป็นโรคนั้น มีอยู่ 2 แนวทางที่
แตกต่างกัน แนวหนึ่งโดยอาศัยกรรมวิธีต่าง ๆ ของการปรับตัวเองกลับสู่สภาพปกติ หลังจากที่การดำเนินของ
โรคได้สิ้นสุดแล้ว ดังภายหลังจากการเป็นโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไข้หวัด เป็นต้น อีกแนวทางหนึ่ง ร่างกายอาจ
เ ปลี่ยนแปลงตนเองไปสู่สภาพและดุลยภาพใหม่ ที่แปลกและแตกต่างจากสภาพและดุลยภาพเดิมโดยสิ้นเชิง ความคิดเห็นเช่นเดียวกันนี้ นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงยิ่งของโลก เกรกอรี่ เบทสัน แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
ที่ซานตา ครู๊ซ (Gregory Bateson) อธิบายว่า ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตนเองจากสภาพหนึ่งไปสู่
อีกสภาพหนึ่ง หรือการจัดวิวัฒน์ระบบขึ้นมาใหม่ เป็นผลงานของกระบวนการทางจิตที่กระทำต่อสิ่งแวดล้อม
ร อบ ๆ พลวัตและการทำงานของจิตจะดำเนินไปที่ระดับและตำแหน่งต่าง ๆ หลายระดับ และมีขั้นตอนที่ละเอียดซับซ้อน ส่วนใหญ่แทบทั้งหมดเป็นการทำงานในระดับของจิตไร้สำนึก การเกิดโรคและการหาย
จ ากโรคมีส่วนที่สำคัญยิ่งอยู่ที่จิตและผลกระทบระหว่างจิต โดยเฉพาะจิตไร้สำนึกกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดผลที่ร่างกาย กาย-จิต และสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดโรคหรือความพิการใด ๆ ที่เป็นของร่างกาย หรือกายที่ย่อส่วนแยกย่อยออกไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และแพทย์ก็มะงุมมะงาหราก้มหน้าก้มตาแก้ไขเยียวยา
แต่ละชิ้นส่วนนั้น ๆ แต่โรคทุกโรค ความพิการทุกอย่างเป็นเรื่องรวมทั้งจิตและกาย (psycho-somatic) ทั้งสิ้น การเกิดและการหายจากโรคทุกกรณี จึงเป็นผลของการกระทำที่กระทบกับระบบทุกระบบ
ร่วมกัน
มีแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์แขนงต่าง ๆ มากมาย ที่ให้ความสนใจต่อสุขภาพ
อ นันตทัศน์ (holistic health approach) การเกิดโรค การรักษาโรค และการหายจากโรคด้วยกระบวนการที่ร่วมกันของจิต กาย และธรรมชาติ ในอนาคตอันไม่ไกล นักวิชาการแพทย์ที่วางรากฐานบนวิทยาศาสตร์
แยกย่อส่วน วิทยาศาสตร์เครื่องยนต์กลไกของเดอร์การ์ด นิวตัน แม้ว่าจะคงมีอยู่อีกนาน แต่แน่นอนว่าการรักษา
ที่คำนึงแต่เศษชิ้นส่วนของร่างกาย การใช้ยาและผ่าตัดจะค่อย ๆ ทยอยลดน้อยลงไป ในขณะที่การแพทย์
ที่เน้นระบบรวมที่เป็นอนันตทัศน์จะค่อย ๆ มีความสำคัญขึ้นมาแทน
สุขภาพที่แท้จริงนั้น เป็นผลดุลความสัมพันธ์ระหว่างกัน
ของจิต กาย และสรรพสิ่งที่ี่เป็นธรรมชาติ
ธรรมชาติที่รวมชีวิตของมนุษย์ทุกๆ คน
punyadham@yahoo.com
เมื่อต้องอยู่ร่วมบ้านกับแมลงสาบ / เอมอร คชเสนี
โดย เอมอร คชเสนี
ธรรมชาติของแมลงสาบจะชอบอยู่ตามซอกหลืบ ที่มืด อับชื้น ซึ่งทำความสะอาดไม่ถึง ท่อระบายน้ำจึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยอย่างดีของแมลงสาบ การทิ้งเศษอาหารลงในท่อระบายน้ำเวลาล้างจาน จะกลายเป็นอาหารอย่างดีของพวกมัน ซึ่งจะเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์อยู่ในนั้น
แมลงสาบสามารถแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วมาก นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า หากเราพบแมลงสาบที่ไหนสัก 1 ตัว ประเมินได้ว่าบริเวณนั้นจะมีพวกพ้องของมันอยู่อีกหลายร้อยตัว
แมลงสาบเป็นสัตว์ที่กินไม่เลือก ทั้งขยะ เศษอาหาร อุจจาระ ของเสีย ของติดเชื้อต่างๆ ขณะที่กินอาหาร แมลงสาบจะสำรอกน้ำลายออกมาเพื่อให้อาหารนั้นเปียกนิ่ม แล้วจึงกินอาหารนั้นเข้าไป ดังนั้น หากเราวางจานอาหารทิ้งไว้ แมลงสาบจะมาตามกลิ่น สำรอกเอาเชื้อโรคในกระเพาะอาหารของมันออกมาปนเปื้อนกับอาหารของเรา แมลงสาบจึงเป็นพาหะนำโรคหลายชนิด เช่น อาหารเป็นพิษ ท้องเสีย บิด ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค
และยังพบโรคจากหนอนพยาธิที่มีแมลงสาบเป็นพาหะ เช่น โรคระบบลำไส้และโรคโลหิตจาง หนอนพยาธิหลายชนิดสามารถอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของแมลงสาบได้โดยไม่ถูกทำลา ยโดยน้ำย่อย และสามารถผ่านออกมากับขี้แมลงสาบ
นอกจากนี้ ตามลำตัว หนวด และขาของแมลงสาบ จะมีขนซึ่งมีเชื้อโรคเกาะอยู่เต็มไปหมด เมื่อมันเดินผ่านอาหาร ภาชนะใส่อาหาร หรือข้าวของเครื่องใช้ของเรา นอกจากจะทิ้งกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจของมันเอาไว้แล้ว เชื้อโรคที่ติดมากับตัวมันก็จะหลุดร่วงลงมา และแพร่เชื้อเหล่านั้นมาสู่คน
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อแมลงสาบตายลง ตัวของมันเองและขี้ของมันจะย่อยสลายผสมอยู่ในฝุ่น ทำให้เกิดอาการแพ้ในระบบทางเดินหายใจ เกิดโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืด
สารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบเป็นสาเหตุสำคัญของโรคภูมิแพ้ในคนไทย นอกเหนือจากสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ เช่น ไรฝุ่น ขนแมว ขนสุนัข
สารก่อภูมิแพ้จะมาจากส่วนต่างๆ ทั้งจากตัวแมลงสาบเอง เช่น ปีก ขา หนวด ไข่ จากสิ่งที่ขับถ่ายออกมา หรือจากสารคัดหลั่งของแมลงสาบ
อาการภูมิแพ้แมลงสาบอาจมีเพียงเล็กน้อย เช่น คันที่ผิวหนัง คอ ตา และจมูก ท ี่พบบ่อยคือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ และโรคหืด ซึ่งมักเกิดอาการได้ตลอดทั้งปี หรืออาจก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างเฉียบพลันในผู้ป่วยโรคหอบหืดและผู้ป่วยโรคภู มิแพ้ก็ได้ หากเกิดอาการในเด็กจะมีความรุนแรงมากกว่า และมีโอกาสเสียชีวิตได้
ผู้ที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียมหรือหอพักที่รวมห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องครัวไว้ด้วยกัน จะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่อาศัยในบ้านพักที่มีการจัดแบ่งห้องต่างๆ ไว้เป็นสัดส่วน จากการสำรวจพบว่า ห้องครัวจะมีสารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบมากที่สุด รองลงมาคือ ห้องนั่งเล่น และห้องนอน
วิธีกำจัดแมลงสาบสามารถทำได้หลายวิธี เช่น
- ใช้ตลับเหยื่อล่อแมลงสาบสำเร็จรูป วางไว้ตามซอกมุมต่างๆ หรือใกล้ๆ ท่อระบายน้ำ เพื่อดักแมลงสาบที่ออกมาหากินยามค่ำคืน แต่วิธีนี้แมลงสาบจะตายเกลื่อนบ้าน
- ใช้กาวดักแมลงสาบ โดยนำเหยื่อล่อไปวางไว้ตรงกลางแผ่นกาว แล้วนำไปวางไว้ตามซอกมุมต่างๆ เมื่อมีแมลงสาบมาติดจนเต็ม ก็เก็บทิ้งไป
- ใช้กับดักแมลงสาบ โดยนำเหยื่อล่อไปวางไว้ตรงกลางกล่อง แล้วปิดฝาให้สนิท ด้านข้างโดยรอบจะมีช่องให้แมลงสาบเดินเข้าไปกินเหยื่อ แต่จะไม่สามารถกลับออกมาได้ นำไปวางทิ้งไว้กลางแดดจนแมลงสาบตาย จึงเปิดฝาแล้วเททิ้ง
- นำน้ำตาลมาเคี่ยวกับน้ำให้มีกลิ่นหอม แล้วนำไปใส่ในภาชนะที่มีความลื่น แมลงสาบจะลงไปกิน แต่ไม่สามารถไต่ขึ้นมาได้ บางคนใช้เศษอาหารหรือน้ำแกงเหลือๆ แทนน้ำตาลเคี่ยว และใช้น้ำมันหมูทาที่ด้านในภาชนะเพื่อให้มีความลื่น
- เด็กนักเรียนจากโรงเรียนสมเด็จประชานุเคราะห์ จ.กาฬสินธุ์ ได้คิดสูตรกำจัดแมลงสาบ ซึ่งประกอบด้วย ปูนซีเมนต์ แป้งข้าวเจ้า และโอวัลติน นำมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปวางไว้ในที่ที่มีแมลงสาบชุกชุม พร้อมทั้งนำน้ำไปวางใกล้ๆ กลิ่นหอมของโอวัลตินจะเป็นตัวล่อให้แมลงสาบมากิน ส่วนแป้งข้าวเจ้าจะทำให้แมลงสาบหิวน้ำ ซึ่งเมื่อกินน้ำเข้าไปผสมกับส่วนของปูนซีเมนต์ จะทำให้ปูนซีเมนต์แข็งตัว แมลงสาบก็จะตาย อย่างไรก็ตาม สัตวแพทย์เตือนว่าสูตรนี้อาจจะเป็นอันตรายกับสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน
- วิธีป้องกันไม่ให้แมลงสาบเข้าไปในตู้เสื้อผ้าหรือตู้หนังสือ ให้ใช้การบูร กานพลู หรือพริกไทยเม็ด ใส่ในถุงผ้าเล็กๆ แล้วนำไปไว้ตามซอกตู้ หมั่นเปลี่ยนทุกๆ 2-3 เดือน สูตรนี้สามารถป้องกันมดได้ด้วย
การป้องกันแมลงสาบสามารถทำได้ถ้าทุกคนในบ้านร่วมมือกัน
- หมั่นรักษาความสะอาด ดูแลสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบ้าน
- พยายามเก็บอาหารให้มิดชิด อย่าวางทิ้งไว้
- ควรทิ้งเศษอาหารในถังขยะที่มีฝาปิด หรือทิ้งในถุงแล้วมัดปากถุงให้เรียบร้อย แล้วเก็บทิ้งทุกวัน
- อ่างล้างจานควรมีฝากรอง เพื่อป้องกันเศษอาหารตกลงไปในท่อ และเพื่อไม่ให้เป็นทางผ่านของแมลงสาบ
- พยายามปิดช่องรูต่างๆ ที่จะเป็นทางเข้าของแมลงสาบ
อ ย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าแมลงสาบเป็นสัตว์ที่ปรับตัวอยู่คู่โลกมานานหลายร้อยล้านปีมาแล ้ว การจะกำจัดมันให้หมดไป คงไม่ใช่เรื่องง่าย วิธีที่ดีที่สุดก็คือ อย่าให้บ้านของเรา กลายเป็นแหล่งอาหารของมัน
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000005028
ธรรมชาติของแมลงสาบจะชอบอยู่ตามซอกหลืบ ที่มืด อับชื้น ซึ่งทำความสะอาดไม่ถึง ท่อระบายน้ำจึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยอย่างดีของแมลงสาบ การทิ้งเศษอาหารลงในท่อระบายน้ำเวลาล้างจาน จะกลายเป็นอาหารอย่างดีของพวกมัน ซึ่งจะเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์อยู่ในนั้น
แมลงสาบสามารถแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วมาก นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า หากเราพบแมลงสาบที่ไหนสัก 1 ตัว ประเมินได้ว่าบริเวณนั้นจะมีพวกพ้องของมันอยู่อีกหลายร้อยตัว
แมลงสาบเป็นสัตว์ที่กินไม่เลือก ทั้งขยะ เศษอาหาร อุจจาระ ของเสีย ของติดเชื้อต่างๆ ขณะที่กินอาหาร แมลงสาบจะสำรอกน้ำลายออกมาเพื่อให้อาหารนั้นเปียกนิ่ม แล้วจึงกินอาหารนั้นเข้าไป ดังนั้น หากเราวางจานอาหารทิ้งไว้ แมลงสาบจะมาตามกลิ่น สำรอกเอาเชื้อโรคในกระเพาะอาหารของมันออกมาปนเปื้อนกับอาหารของเรา แมลงสาบจึงเป็นพาหะนำโรคหลายชนิด เช่น อาหารเป็นพิษ ท้องเสีย บิด ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค
และยังพบโรคจากหนอนพยาธิที่มีแมลงสาบเป็นพาหะ เช่น โรคระบบลำไส้และโรคโลหิตจาง หนอนพยาธิหลายชนิดสามารถอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของแมลงสาบได้โดยไม่ถูกทำลา ยโดยน้ำย่อย และสามารถผ่านออกมากับขี้แมลงสาบ
นอกจากนี้ ตามลำตัว หนวด และขาของแมลงสาบ จะมีขนซึ่งมีเชื้อโรคเกาะอยู่เต็มไปหมด เมื่อมันเดินผ่านอาหาร ภาชนะใส่อาหาร หรือข้าวของเครื่องใช้ของเรา นอกจากจะทิ้งกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจของมันเอาไว้แล้ว เชื้อโรคที่ติดมากับตัวมันก็จะหลุดร่วงลงมา และแพร่เชื้อเหล่านั้นมาสู่คน
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อแมลงสาบตายลง ตัวของมันเองและขี้ของมันจะย่อยสลายผสมอยู่ในฝุ่น ทำให้เกิดอาการแพ้ในระบบทางเดินหายใจ เกิดโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืด
สารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบเป็นสาเหตุสำคัญของโรคภูมิแพ้ในคนไทย นอกเหนือจากสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ เช่น ไรฝุ่น ขนแมว ขนสุนัข
สารก่อภูมิแพ้จะมาจากส่วนต่างๆ ทั้งจากตัวแมลงสาบเอง เช่น ปีก ขา หนวด ไข่ จากสิ่งที่ขับถ่ายออกมา หรือจากสารคัดหลั่งของแมลงสาบ
อาการภูมิแพ้แมลงสาบอาจมีเพียงเล็กน้อย เช่น คันที่ผิวหนัง คอ ตา และจมูก ท ี่พบบ่อยคือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ และโรคหืด ซึ่งมักเกิดอาการได้ตลอดทั้งปี หรืออาจก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างเฉียบพลันในผู้ป่วยโรคหอบหืดและผู้ป่วยโรคภู มิแพ้ก็ได้ หากเกิดอาการในเด็กจะมีความรุนแรงมากกว่า และมีโอกาสเสียชีวิตได้
ผู้ที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียมหรือหอพักที่รวมห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องครัวไว้ด้วยกัน จะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่อาศัยในบ้านพักที่มีการจัดแบ่งห้องต่างๆ ไว้เป็นสัดส่วน จากการสำรวจพบว่า ห้องครัวจะมีสารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบมากที่สุด รองลงมาคือ ห้องนั่งเล่น และห้องนอน
วิธีกำจัดแมลงสาบสามารถทำได้หลายวิธี เช่น
- ใช้ตลับเหยื่อล่อแมลงสาบสำเร็จรูป วางไว้ตามซอกมุมต่างๆ หรือใกล้ๆ ท่อระบายน้ำ เพื่อดักแมลงสาบที่ออกมาหากินยามค่ำคืน แต่วิธีนี้แมลงสาบจะตายเกลื่อนบ้าน
- ใช้กาวดักแมลงสาบ โดยนำเหยื่อล่อไปวางไว้ตรงกลางแผ่นกาว แล้วนำไปวางไว้ตามซอกมุมต่างๆ เมื่อมีแมลงสาบมาติดจนเต็ม ก็เก็บทิ้งไป
- ใช้กับดักแมลงสาบ โดยนำเหยื่อล่อไปวางไว้ตรงกลางกล่อง แล้วปิดฝาให้สนิท ด้านข้างโดยรอบจะมีช่องให้แมลงสาบเดินเข้าไปกินเหยื่อ แต่จะไม่สามารถกลับออกมาได้ นำไปวางทิ้งไว้กลางแดดจนแมลงสาบตาย จึงเปิดฝาแล้วเททิ้ง
- นำน้ำตาลมาเคี่ยวกับน้ำให้มีกลิ่นหอม แล้วนำไปใส่ในภาชนะที่มีความลื่น แมลงสาบจะลงไปกิน แต่ไม่สามารถไต่ขึ้นมาได้ บางคนใช้เศษอาหารหรือน้ำแกงเหลือๆ แทนน้ำตาลเคี่ยว และใช้น้ำมันหมูทาที่ด้านในภาชนะเพื่อให้มีความลื่น
- เด็กนักเรียนจากโรงเรียนสมเด็จประชานุเคราะห์ จ.กาฬสินธุ์ ได้คิดสูตรกำจัดแมลงสาบ ซึ่งประกอบด้วย ปูนซีเมนต์ แป้งข้าวเจ้า และโอวัลติน นำมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปวางไว้ในที่ที่มีแมลงสาบชุกชุม พร้อมทั้งนำน้ำไปวางใกล้ๆ กลิ่นหอมของโอวัลตินจะเป็นตัวล่อให้แมลงสาบมากิน ส่วนแป้งข้าวเจ้าจะทำให้แมลงสาบหิวน้ำ ซึ่งเมื่อกินน้ำเข้าไปผสมกับส่วนของปูนซีเมนต์ จะทำให้ปูนซีเมนต์แข็งตัว แมลงสาบก็จะตาย อย่างไรก็ตาม สัตวแพทย์เตือนว่าสูตรนี้อาจจะเป็นอันตรายกับสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน
- วิธีป้องกันไม่ให้แมลงสาบเข้าไปในตู้เสื้อผ้าหรือตู้หนังสือ ให้ใช้การบูร กานพลู หรือพริกไทยเม็ด ใส่ในถุงผ้าเล็กๆ แล้วนำไปไว้ตามซอกตู้ หมั่นเปลี่ยนทุกๆ 2-3 เดือน สูตรนี้สามารถป้องกันมดได้ด้วย
การป้องกันแมลงสาบสามารถทำได้ถ้าทุกคนในบ้านร่วมมือกัน
- หมั่นรักษาความสะอาด ดูแลสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบ้าน
- พยายามเก็บอาหารให้มิดชิด อย่าวางทิ้งไว้
- ควรทิ้งเศษอาหารในถังขยะที่มีฝาปิด หรือทิ้งในถุงแล้วมัดปากถุงให้เรียบร้อย แล้วเก็บทิ้งทุกวัน
- อ่างล้างจานควรมีฝากรอง เพื่อป้องกันเศษอาหารตกลงไปในท่อ และเพื่อไม่ให้เป็นทางผ่านของแมลงสาบ
- พยายามปิดช่องรูต่างๆ ที่จะเป็นทางเข้าของแมลงสาบ
อ ย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าแมลงสาบเป็นสัตว์ที่ปรับตัวอยู่คู่โลกมานานหลายร้อยล้านปีมาแล ้ว การจะกำจัดมันให้หมดไป คงไม่ใช่เรื่องง่าย วิธีที่ดีที่สุดก็คือ อย่าให้บ้านของเรา กลายเป็นแหล่งอาหารของมัน
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000005028
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)