Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551
พบเหยื่อแก๊สน้ำตา 7 ตุลาฯเลือดเกิดอาการแทรกซ้อนทรุดหนัก
หลังจากเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธร้ายแรง รวมทั้งแก๊สน้ำตา สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระหน่ำยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากนั้น
1 ในจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมคือนายสมโชค จันทร์ทอง เลขาธิการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคเหนือและจังหวัดลำปาง ซึ่งในวันดังกล่าวถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตาด้วยเช่นกัน แพทย์ต้องใช้น้ำเปล่า น้ำเกลือในการล้างหน้า ตา และบ้วนปาก หลังจากอาการดีขึ้นและเหตุการณ์สงบลง ก็ได้เดินทางกลับจังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา
แต่ปรากฏว่า นายสมโชค มีการไข้ขึ้นสูง สะอึกอย่างต่อเนื่อง อ่อนเพลีย จึงได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเขลางค์นครราม จังหวัดลำปาง กระทั่งอาการดีขึ้นจึงได้เดินทางไปยังจังหวัดสุราษฎ์ธานี เมื่อไปถึงจังหวัดสุราษฎ์ธานี อาการกลับหนักขึ้น ญาติจึงนำตัวเข้ารักษาที่ โรงพยาบาลไทยอินเตอร์เนชั่นแนล โดยมีนายแพทย์นิกร กุยรัตน์ เป็นแพทย์ผู้รักษา
ทันทีที่นำตัวเข้ารักษาแพทย์ต้องตัดสินใจฉีดยากระตุ้น เนื่องจากผู้ป่วย ความดันต่ำมาก ไข้สูง หายใจขัด และช็อค หลังจากนั้นหนึ่งวันอาการจึงค่อยดีขึ้นและส่งรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯต่อไป
นายแพทย์นิกร กล่าวว่า ห ลังจากทราบประวัติผู้ป่วยซึ่งได้รับแก๊สน้ำตา เป็นไปได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นผลข้างเคียงจากการได้รับแก๊สน้ำตา ซึ่งจะซึมเข้าในร่างกาย เพราะจากการตรวจ พบว่าระบบหายใจ อาทิ ลำคอ หลอดลม เป็นแผลไหม้ ทำให้เกิดอาการอักเสบ มีเชื้อโรคแทรกซ้อนและเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งต้องรีบรักษาโดยเร็ว
นายแพทย์บุญจง ชูชัยแสงรัตน์ ผอ.โรงพยาบาลเขลางค์นครราม กล่าวว่า หลังจากมีการส่งตัวนายสมโชค จากโรงพยาบาลไทยอินเตอร์ ต่อไปยังโรงพยาบาลจุฬา แล้ว แพทย์หลายคนได้ช่วยกันตรวจ อาทิ นายแพทย์ตุน สิทธิวงศ์ ,นายแพทย์เกรียงศักดิ์ หลิวจันทร์วัฒนา ต่างก็ลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า อาการที่พบน่าจะเกิดจากอาการข้างเคียงที่โดนแก๊สน้ำตา แต่ต้องยอมรับว่าแพทย์ไทยยังไม่มีความชำนาญในเรื่องการรักษาสารพิษที่มากับแ ก๊สน้ำตาตัวดังกล่าว ต้องหาข้อมูลในการรักษาจากอินเทอร์เน็ต
นายแพทย์บุญจง กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นไปได้มากที่ผู้ชุมนุมที่ได้รับแก๊สน้ำตาในวันนั้น อาจจะเกิดอาการข้างเคียงได้ และอาจจะไปทำการรักษาด้วยตนเอง จึงอยากฝากไปยังประชาชนที่ได้รับแก๊สน้ำตาในวันดังกล่าวว่า หากเกิดอาการเบื้องต้น คือ คล้ายเป็นไข้ ไข้สูง สะอึกต่อเนื่อง หายใจติดขัด อ่อนเพลีย เจ็บคอ ขอให้รับไปให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียด และโดยเร็ว อย่าหาซื้อยาทานเอง เพราะเมื่ออาการกำเริบขึ้นอาจเสียชีวิต เพราะคนไข้อาจจะ ช็อคได้ ซึ่งหากเป็นไปได้ขอให้ประสานงานไปยังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อจะได้ช่วยเหลือในการักษาพยาบาลได้
ส ่วนนายสมโชค ล่าสุดได้เข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเขลางค์นครราม แพทย์ต้องฉีดยา ให้น้ำเกลือ -เอ็กซเรย์สมอง และให้รอดูอาการอีกระยะเพื่อความแน่ใจ โดยเบื้องต้นได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนผู้ป่วยของพันธมิตรฯ เป็นเงินจำนวน 4 หมื่นบาท รวมถึงการประสานงาน ในการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี
ที่มา http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000127386
Clip video อาลัยสารวัตรจ๊าบ ตำรวจพันธมิตร
นิทานกะเหรี่ยง วันเวลา กาลโอกาศเปลี่ยนได้เสมอ
วันหนึ่งท่านมหาตมะคานธีเดินเล่นในยามเช้า และท่านก็หยุดพักใต้ต้นโพธิ์และก็ได้ยินนกสองตัวพูดกันเสียงดังอย่างกะเจ็กตีกัน
น กตัวที่หนึ่งแพดเสียงดังและร้องสุดเสียง เวลาที่ชาวอินเดียจะได้เอกราชจากอังกฤษคืนมาแล้ว มันก็จะแย่ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก คนอินเดียวที่อ่านเขียนเป็นและรู้จักความหมายคนประชาธิปไตยมีน้อยมาก แล้วมันจะเป็นประชาธิปไตยแบบไหนกันว่ะ
นกตัวที่สองก็พูดด้วยเสียงค่อยๆว่ า อะไรก็ช่างเถิด อย่างน้อยเราก็ได้อิสระออกมาจากระบอบการปกครองอาณานิคมของอังกฤษและสร้างชาต ิกันใหม่ให้มีดีกว่าที่เป็นอยู่
ครั้นเมื่อคานธีได้ยินนกทั้งสองตัวแล้วจึงเอาน้ำมาลางหูและแล้วก็เดินต่อไป โอมฮารีโอม เฮราม
น กทั้งสองตัวเมืึอเห็นท่านคานธีล้างหูและเดินออกไป พร้อมทั้งบ่นพรึมพรัม แล้วต่างก็สบถกล่าวขึ้นว่า จะให้สนธิ หรือลิ้วล้อคนไหนเป็นนายกดีน่าจึงจะคู่ควรกับการรบราต่อสู้กันนักโทษชายทักษ ิณละ
ถ้าไม่ได้เป็นนายกเป็นอีแอบยกก็ยังดี
นิทานกะเหรี่ยงแขกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า วันเวลา กาลโอกาศเปลี่ยนได้เสมอ จับตาดูให้ดีน่ะพับเพ่ยๆๆ
28 ตุลาคม 51 17:54
แด่ผู้ที่เป็นพันธมิตรหน้าจอทีวีหรือพีซี
สำหรับผู้ที่เป็นพันธมิตรหน้าจอทีวีหรือพีซีและโน้ทบุ๊คเนื่องจากมีความจำเป ็นส่วนบุคคลที่ไม่สามารถเข้าไปแสดงตนที่ทำเนียบประชาชนได้ก็ไม่ต้องน้อยใจ เจตนาต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้คิดว่าท่านนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายที่ใช้ปัญญาที่เปรียบดั่งอาวุธที่แหลม คมที่สุดทิ่มแทงกำจัดสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ได้
เบื้องต้นของการใช้ปัญญาก็คือ
-ขอให้มีสติในการรับรู้ข่าวสารข้อมูลจากทุกช่องทาง อาทิสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และอินเตอร์เน็ท (เช่นกระทู้ต่างๆในเวปบอร์ดนี้)
-แล้วนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์โดยใช้คุณธรรมที่มีอยู่แล้วในตัวพันธมิตรอย่างท ่าน ก่อนที่จะนำเสนอหรือเผยแพร่ความคิดเห็นไปยังสาธารณะซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ส่ วนรวมเป็นอย่างมากหากข้อมูลนั้นเป็นความจริง
ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องดีหากพันธมิตรเผยแพร่ข้อมูลหรือตอบโต้กระทู้ด้ วยอาการตื่นตูมหรือด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง เมื่อเราตระหนักถึงความมีสติและใช้วิจารณญานในการรับรู้และวิเคราะห์ข่าวสาร ท่านก็จะเห็นข้อมูลหรือความเห็นยุแยงให้แตกแยกในเวปบอร์ดต่างๆเป็นแค่เสียงส ุนัขเห่า หรือเศษใบไม้ร่วงที่ปลิวผ่านหน้าเราไปอย่างไม่มีความหมายเท่านั้น
ผู้เขียนมีความมั่นใจในความเสียสละของแกนนำพันธมิตรทุกคนโดยเฉพาะอาจารย์จำล อง ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำที่เป็นตัวอย่างของบุคคลที่มีสติอยุ่ตลอดเวลาในเกือบทุ กอิริยาบท การมีสติและการใช้ปัญญาในการต่อสู้กับปัญหาทั้งปวงนั้น ย่อมทำให้ได้รับชัยชนะแน่นอน โดยจะมีการชนะใจตนเองเป็นสิ่งเริ่มต้น
--- นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา (แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี สํ.ส. ๑๕/๕)
วันที่ : 28 ตุลาคม 51 13:14
น้าเล็กนอนดึก (pardar สมาชิก)
พวกป้ายแดงมันปัญญามืดบอด เข้าไป site ไหนก็เหมือนๆกันหมด ยกตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตย นทช แม้ว เป็นและรักประชาธิปไตย รักรากหญ้าๆ ก็รักประชาธิปไตย แต่พอใครไปเขียนข้อความต่างจากพวกมัน ความเป็นเผด็จการก็โผล่ขึ้นมาทันใจเลย แล้วพวกเรา พธม เป็นพวกเผด็จการ ผมได้เอาลิ้งค์ข้างล่างนี้ไปหย่อนใส่หลายๆ site ให้พวกมันเห็นความจริง ปรากฏว่าดิ้นพล่านๆกันใหญ่เลย ที่สรรเสริญเยินยอกันอยู่ดีๆ บรรยากาศอลม่านทันใดเลย ซะใจจริงๆอ้ายพวกมืดบอดพวกนี้ ลองเอาไปกระแทกพวกมันแบบปูพรมอย่างที่ผมทํามาก็ได้ครับ มันวิ่งปิดไม่ทันหรอกครับ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=235877 http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mkii&month=06-2007&date=08&group=3&gblog=118 ลองดูน่ะครับ
จตนาของเราคือ ต้องการเห็นสังคมที่ดีกว่านี้ด้วยการเมืองใหม่ มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ เป็นคนดี มีความรู้ เราไม่ต้องการให้ใครจาบจ้วงหมิ่นเบื้องสูง เพราะคิดไม่ซื่อต่อสถาบัน มันเป็นจุดประสงค์ที่มุ่งมุ่น แม้จะมีเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ถูกใจ มันก็ไม่ควรเป็นอุปสวรรคที่จะต้องล้มเลิกอุดมการณ์ของเรา
น้าเล็กนอนดึก
ดีใจค่ะ ที่มีคนคิดอย่างเดียวกัน
เพราะคนที่เข้ามาเจตนาก่อกวนมีเยอะ
ก็เป็นธรรมดา .. เราสู้มายาวนาน
บางคนก็อยากที่จะตอบโต้มันกลับไปบ้าง
อันนี้ต้องเข้าใจ แต่... คนพวกนั้นพอมันโพสต์เสร็จ
มันไม่กลับมาอ่านหรอกค่ะ มีแต่เรากันทั้งนั้นที่มานั่ง
โกรธแค้น แล้วก็มีแต่เรากันทั้งนั้นที่ทุกข์ใจกันไปเอง
อย่าให้พวกมันได้สมใจ ไปนั่งอ่านแล้วหัวเราะเยาะพวกเราที่ทะเลาะกันเองเลยนะคะ
สู้ๆ ค่ะ พี่น้อง
ถ้า นปช. มีการบุกทำเนียบด้วยอาวุธ
ถ้ามีการบุกทำเนียบด้วยอาวุธ
ขอเชิญพี่น้องพันธมิตรกทม.และปริมณทล บึ่งออกจากบ้าน
จะใส่เสื้อเหลืองหรือเสื้ออื่นอำพรางมาแต่ห้ามเสื้อแดง
นำอาวุธปืนทั้งมีทะเบียนและที่หาได้
เจอเสื้อแดงเป็นกลุ่มๆบริเวณรอบๆทำเนียบรัศมี3กม.
ย้ำว่าเจอเป็นกลุ่มเพราะจะไม่ผิดตัว
หรือเจอตำรวจรอบๆนั้น
พิจารณาเอาเองว่าควรทำอย่างไรกับผู้ที่มาข่มเหงทำร้ายพวกเรา
วิธีการเดียวกันนี้เด็กรามสามารถนำไปใช้ได้กับรอบๆสนามกีฬา
หัวหมากวันที่ 1 พ. ย.นี้ กับพวกหมิ่นสถาบัน
ถ้าถึงวันนั้น
วันที่ 30 ต.ค พธม จะดาวกระจายไป สถานฑูต ระวังทำเนียบด้วย เดี๋ยวคนน้อย พวก นปช มันจ้อง ทำลาย เรา ขอให้จัดกำลังให้พร้อม เดี๋ยวที่บ้านดิฉัน มี พธม 6 คนจะไปหมดบ้านคืนนี้ค่ะ กลางวันค่อยพลัดเวรกันมาทำงาน ..เราสู้ไม่ถอย เหลือ อีก นิดเดียวเราจะชนะแล้ว
พธม.กทมฝั่งธน
..ผู้เฒ่าแห่งโต๊ะหมากรุก
@ ข้าพเจ้า ..มิได้ชมชอบการเล่นหมากรุก
เพื่อเอาเป็น...เอาตายกับท่าน!!!
แต่..ข้าพเจ้า..เดินหมากรุกเพื่อดู..
การเดินเกมหมากรุก..ของท่าน
@
แน่นอน..
ข้าพเจ้าไร้ วรยุทธ
แน่นอน..
ข้าพเจ้าไร้..กระบี่
แม้หัวใจของข้าพเจ้าก็ ..ไร้ซึ่งกระบี่
เพราะกระบี่ในดวงใจข้าพเจ้า
วางลงแทบเท้าท่านแล้ว...เธอผู้ซึ่งอันเป็นสุดที่รัก
@ แม้ข้าพเจ้าจักมิใช่ลูกศิษย์
สินแสจากเขาชะโงก แต่..
แต่ข้าพเจ้าเข้าใจปรัชญา..ของเขาชะโงก
ใช่แล้ว...ข้าพเจ้าชมชอบกระบี่
....ยิ่งนัก!!!
@" พื้นกระทบคาน คานกระทบเสา
เสากระทบ ตอหม้อ
ตอหม้อกระทบ แกนขั้วโลก
"
ช. ช้างสาร
ไสยศาสตร์ทำอะไรแก่ผู้ที่เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม ไม่ได้
ไสยศาสตร์ทำอะไรแก่ผู้ที่เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม และเลือกที่จะเจริญในบุญมากกว่าจะหมกมุ่นอยู่แต่การกระทำบาปไม่ได้
บุญได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา
หมวดทาน ได้แก่
1. บุญสำเร็จด้วยทาน การสละวัตถุที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น
2. บุญสำเร็จด้วยการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่นรู้เพื่ออนุโมทนา
3. บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาในกุศลของผู้อื่น
หมวดศีล ได้แก่
1. บุญสำเร็จด้วยศีล การวิรัติ (งดเว้น) ทุจริตกรรม
2. บุญสำเร็จด้วยการอ่อนน้อมต่อผู้ควรอ่อนน้อมด้วย
3. บุญสำเร็จด้วยการขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงานที่ควรกระทำ
หมวดภาวนา ได้แก่
1. บุญสำเร็จด้วยการเจริญสมถะและการเจริญวิปัสสนา
2. บุญสำเร็จด้วยการแสดงพระธรรม
3. บุญสำเร็จด้วยการฟังพระธรรม
4. บุญสำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้อง"
บาปได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 คือ
กายกรรม 3 ได้แก่
1. ปาณาติปาต (ฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต)
2. อทินนาทาน (ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน)
3. กาเมสุมิจฉาจาร (ประพฤติผิดในกาม)
วจีกรรม 4 ได้แก่
1. มุสาวาท (พูดเท็จ)
2. ผรุสวาท (พูดคำหยาบ)
3. ปิสุณวาจา (พูดคำส่อเสียด)
4. สัมผัปปลาปวาจา (พูดเพ้อเจ้อ)
มโนกรรม 3 ได้แก่
1. อภิชฌา (คิดเพ่งเล็งเอาของของผู้อื่นมาเป็นของตน) 2. พยาปาท (คิดเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น)
3. มิจฉาทิฏฐิ (คิดเห็นผิดว่าผลของกรรมไม่มี คือ เห็นว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากกรรม เห็นผิดว่ากรรมไม่มีผล คือ เห็นกรรมไม่เป็นเหตุให้เกิดผล เห็นผิดว่ากรรมเป็นเพียงกิริยาอาการของกายเท่านั้น)
สาธุ!!!
คตส.จี้สำนึกนักการเมือง ดู “แม้ว” ติดคุก เป็นบทเรียน อย่าริโกงชาติ
วันนี้ (21 ต.ค.) นายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะอดีตประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯของ คุณหญิง พจมาน ชินวัตร กล่าวว่า การพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นไปตามข้อเ ท็จจริงของกฎหมาย ที่รับได้ เพราะถือว่าเป็นการกระทำผิด พ.ร.บ.ป้องกันและปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งมีโทษสูงสุด 3 ปี คำพิพากษาครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินคดีกับนักการเมืองคนแรกที่มีตำแหน่งสูงสุดในการบริหารงาน แต่ยังถือว่าศาลเมตตาที่ให้จำคุก 2 ปี ดังนั้น คดีนี้จะเป็นบทเรียน และกระตุ้นสำหรับนักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศ ว่า การมีความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต้องยึดหลักธรรมาภิบาล มีคุณธรรม และจริยธรรมของการเมืองที่ดีที่พึงกระทำ ไม่ใช่หวังหาผลประโยชน์เข้าตัวหรือใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์
เมื่อถามว่า พอใจผลการตัดสินครั้งนี้หรือไม่ ที่ศาลยกฟ้องคุณหญิงพจมาน นายอุดม กล่าวว่า ในคำพิพากษาของศาลก็ได้ระบุชัดเจนแล้วการเป็นนักการเมืองจะต้องมีคุณธรรมและ จริยธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าเป็นคู่สัญญาของรัฐ การที่ศาลยกฟ้องคุณหญิง ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งทุกฝ่ายสามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะขณะนี้ถือว่า คตส.ได้ทำตามอำนาจหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว ส่วนเรื่องที่ดินหลังจากยกฟ้องก็ต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม ่ว่าจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายต้องไปตกลงกันเอง โดยเฉพาะกองทุนฟื้นฟูฯ ว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป หากฟังคำวินิจฉัยของศาลให้ดีก็จะเห็นทางออก
เมื่อถามว่า ขั้นตอนหลังจากนี้จะต้องดำเนินการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาดำเนินคดีอย่างไร นายอุดม กล่าวว่า เป็นเรื่องของอัยการคดีฝ่ายต่างประเทศ และกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะต้องดำเนินการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน นำตัวจำเลยมาดำเนินคดี โดยคดีนี้มีอายุความ 10 หากเจอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ไหนก็สามารถดำเนินการจับได้ทันที
เมื่อถามว่า คดีนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ คตส.หรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า อย่าบอกว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ คตส.เลย เพราะ คตส.ทำตามกรอบอำนาจหน้าที่ ที่กฎหมายมอบให้ และดำเนินการเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในสังคม ที่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของกฎหมาย
ส่วนกรณีที่ทีมทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันเตรียมที่จะยื่นอุทธรณ์ นายอุดม กล่าวว่า การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกนักการเมือง ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดแล้ว เพราะเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย แต่ก็ยังพอมีช่องทางที่จะสามารถทำได้ เมื่อพบหลักฐานใหม่ที่จะสามารถนำมาหักล้างข้อมูลเก่าได้ แต่ถือว่าคดีนี้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายถือว่าสิ้นสุดและได้ข้อยุติแล้ว
เมื่อถามว่า คตส.ได้เสนอให้ศาลยึดทรัพย์ที่เป็นที่ดินตกเป็นของแผ่นดิน แต่ศาลยกฟ้องคุณหญิงพจมาน จะมีช่องทางในการดำเนินคดีได้ต่อไปหรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า เป็นเรื่องของกองทุนฟื้นฟูฯที่จะต้องดำเนินการต่อไป คตส.ถือว่าหมดหน้าที่แล้วไม่ขอออกความเห็น
ด้าน นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการ คตส.กล่าวว่า ศาลได้ตัดสินครบทุกประเด็น และตนก็พอใจผลการตัดสินของศาลว่าจะเป็นมาตรฐานต่อไป และถือว่ามีประโยชน์ที่จะสามารถติดอาวุธทางความรู้ให้กับประชาชนเนื่องจากคด ีนี้มีสองความผิดตามที่ฟ้อง คือ กรณีแรกอดีตนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลหน่วยงานรัฐ และให้ภรรยาเข้ามาซื้อที่ดินใช้อำนาจหน้าที่ในทางผิด ตรงนี้ศาลยกฟ้อง ตรงนี้จริงไม่จริงไม่รู้เพราะหลักฐานไม่ถึง
กรณีที่สอง ที่ศาลลงโทษถือเป็นความผิดอีกชุดหนึ่ง คือ มีผลประโยชน์ขัดกันใน มาตรา 100 พ.ร.บ.ปปช.โดยหากจะเทียบให้เข้าใจ เช่น พระที่มีศีลห้ามร่วมกาเมกับสีกา ถือว่าผิดศีลแต่ หากศีลเอาผิดไม่ได้บางทีไปพบพระอยู่กับสีกาสองต่อสองตอนกลางคืน เราไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกันหรือไม่ แต่ทางวินัยถือว่าอาบัติ
“ทำนองเดียวกันกฎหมายไทยสมัยใหม่ แม้เราไม่ทราบว่าอดีตนายกฯใช้อำนาจช่วยภรรยาซื้อของจากรัฐหรือไม่ แต่กฎหมาย ป.ป.ช.ศาลใช้คำว่า จริยธรรมทางการเมือง ถือเป็นจุดที่ท่านตัดสินว่า จะสั่งการทางทุจริตหรือไม่ก็ตาม แต่กฎหมายห้ามไว้แล้ว ว่าเราเป็นนักการเมืองอย่าไปค้าขายกับรัฐ”
นายแก้วสรร กล่าวอีกว่า ไม่ใช่ว่าจะเป็นทางปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ แต่เป็นกรณีของศีลกับวินัย การทุจริตคอรัปชั่นนั้นจับกันไม่ได้เพราะสาวไม่ถึง แต่ทางวินัยพระกับสีกาอยู่สองต่อสองตอนกลางคืนก็จะเป็นการอาบัติ แนวทางเดียวกันเมื่อนักการเมือง ภรรยานักการเมือง มาซื้อที่ดินของรัฐ ตรงนี้ก็ถือฝ่าฝืนข้อห้าม เฉพาะฉะนั้น เมื่อฝ่าฝืนก็มีโทษของ ป.ป.ช.ที่จำคุกไม่เกินสองปี โดยศาลท่านตัดสินให้จำคุกสองปี ดังนั้น จึงไม่ได้ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ โกง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำผิดจริยธรรมทางการเมือง จนนำมาสู่การจำคุก 2 ปี ส่วนภรรยาก็ยกฟ้องไปไม่เกี่ยว ตรงนี้ถือว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ในแง่ที่ว่า เมื่อเป็นนักการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจ อย่ามาทำอะไรที่ผิดจริยธรรมตามที่กฎหมายห้ามไว้ ดังนั้นหากฝ่าฝืนและจะมาเถียงว่าทุจริตหรือไม่ ไม่ได้
นายแก้วสรร กล่าวด้วยว่า คดีนี้เหมือนคดีของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่ศาล รธน.ตัดสินว่า ขาดคุณสมบัติ ในการเป็นนายกรัฐมนตรี ที่จัดรายการชิมไปบ่นไป ตรงนี้ถือว่าเป็นทำนองเดียวกัน คุณต้องไม่ลืมว่ารายการนั้นออกอากาศสถานีของรัฐ ถือว่าเป็นเรื่องของจริยธรรม ที่กฎหมายห้ามไว้ ไม่น่าไว้ว่างใจ เหมือนกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เราไม่รู้ว่าทุจริตหรือไม่ เพราะกฎหมายมีกติกา ว่า เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว อย่าไปมีสัญญากับรัฐถ้าทำไม่ได้ก็อย่ามาสมัครเป็นนักการเมือง ดังนั้น นักการเมือง ก็อย่าไปทำอะไรที่หมิ่นเหม่ นักการเมืองต้องมีศีลธรรม วินัย ตรงนี้จะถือเป็นจุดของการเรียนรู้ของกฎหมายของประชาชน
ทางเดียวที่จะป้องกันนองเลือดและฆาตกรรมการเมือง
| โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ | 13 ตุลาคม 2551 16:02 น. |
เหยื่อสังเวยการเมืองไทยที่น่าสงสารเหล่านี้เป็นใคร ก็เป็นคนอย่างน้องโบว์ อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ แก้วตาของพ่อแม่ ซึ่งมีคู่หมั้นกำลังจะแต่งงาน สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พร้อมกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ เสด็จพระราชทานเพลิงศพน้องโบว์ มีองคมนตรีพร้อมกับท่านผู้หญิงโดยเสด็จ 9 คู่
นี่มีนัยหรือความหมายที่จะเป็นบทเรียนอะไรให้กับสังคมไทยได้บ้าง
นอกจากการยืนยันที่จะเป็นกลางของทหาร และออกมาช่วยเพราะสงสารตำรวจในตอนค่ำ หลังจากที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บแต่เช้า
อยากถามว่าน้องโบว์ที่ไปพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่และพี่น้องโดนระเบิดเมื ่อไหร่ ทางการยังมีหน้ามาแถลงว่าน้องโบว์พกระเบิดหนีบไว้ที่แขน เสมือนครอบครัวนี้เป็นผู้ก่อการร้ายพลีชีพทั้งครอบครัว
ท่านผู้อ่านที่เคารพ อมาตยา เซน ศาสตราจารย์รางวัลโนเบล ผู้โด่งดังเขียนหนังสือแสดงความแตกต่างระหว่างการปกครองระบอบประชาธิปไตยกับ ระบอบอื่นๆ ว่า ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าประเทศจะยากดีมีจน จะไม่มีประชาชนที่อดตาย จะไม่มีประชาชนที่ต้องตายเพราะโรคการเมืองเป็นพิษ ผมขอเติมอีกว่า จะไม่มีประชาชนตายโดยปราศจากการคุ้มครองตามกฎหมายหรือตายโดยน้ำมือผู้ใช้กฎห มาย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมืองไทยของเราไม่เป็นประชาธิปไตย ในขณะนี้เกิดการต่อสู้กันโดยคนสองฝ่ายที่ต่างก็อ้างว่าตนต่อสู้เพื่อประชาธิ ปไตย ฝ่ายหนึ่งโดยสงบอหิงสา และอารยะขัดขืน ฝ่ายหนึ่งด้วยอำนาจอาวุธและกลไกของกฎหมายพร้อมกับอันธพาลภายใต้อาณัติ
ทำอย่างไรเราจึงจะระงับการสูญเสีย และตั้งต้นเดินไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้
ผมเห็นว่ามีเหลืออยู่ทางเดียวเท่านั้น คือคนที่ตั้งตนเป็นกลางวางเฉยอยู่ในระบบราชการทุกกระทรวงทบวงกรม หรือผู้ที่อยู่ในภาคเอกชนทั้งธุรกิจการค้า อุตสาหกรรม และธนาคาร ประชาชนทุกอาชีพ เช่น หมอ วิศวกร นักบิน เภสัชกร ครู ฯลฯ จะต้องพากันออกมาทำอารยะขัดขืนพร้อมๆ กัน ร่วมกันหรือแบบต่างคนต่างทำก็ได้ เพื่อขับไล่รัฐบาลที่ไม่ชอบธรรมและบริวารออกไปเสีย หาไม่จะนองเลือดและสูญเสียกันทั้งประเทศ กู้ไม่ขึ้น
มิฉะนั้น เมืองไทยจะยกระดับความโหดร้ายของการต่อสู้ทางการเมืองขึ้นไปอีก จนเมืองไทยจะกลายเป็นเมืองที่เราไม่เคยรู้จักอย่างนึกไม่ถึง
ข้างล่างนี้ ผมดัดแปลงมาจากบทความเก่าที่ผมเขียนในปี 2534 ตอนที่เมืองไทยตกอยู่ใต้การปกครองของ รสช.
ผมอยากเห็นคนไทย โดยเฉพาะคนชั้นนำที่เกี่ยวข้องหรือมีความหมายต่อการเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการ นักสมัครผู้แทน นักวิชาการ สื่อมวลชน อย่าพากันเอาความเท็จมาหลอกกันเองเสียจนกระทั่งตนเองหลงเชื่อไปด้วย จะต้องมองปัญหาการเมืองไทยให้ถูกที่ คือที่ตัวปัญหา อันได้โครงสร้าง ระบบ หรือพฤติกรรม มิใช่ที่ตัวบุคคล และอย่ามัวแต่ประณามหรือเชียร์ตัวบุคคลแต่อย่างเดียว เพราะนั่นจะเป็นการเพิ่มปัญหา ในขณะเดียวกันอย่ามองข้ามความดีของเมืองไทย
เมืองไทยนี้ดี เพราะคนไทยนี้ดี ถึงเวลาเอาจริงแล้ว คนไทยนี้กล้า คนไทยนี้เสียสละ คนไทยนี้พูดกันรู้เรื่อง
เมืองไทยนี้ดี เพราะดินก็ดี น้ำก็ดี อากาศก็ดี ทรัพยากรก็ดี พระเจ้าแผ่นดินก็แสนประเสริฐ
ในขณะเดียวกัน อย่ามองข้ามจุดอ่อนของเมืองไทย
เรามักจะหลอกตัวเอง หลงตัวเอง สังคมไทยเป็นสังคมที่ซ่อนเร้นความจริง
ยอมรับเสียเถิด บ้านเมืองของเราอาจจะมีดีสารพัดอย่าง แต่เราขาด และยังไม่เคยมีการเมืองที่ดี
76 ปีที่ผ่านมา เรายังเป็นประชาธิปไตยไม่สำเร็จ แปลว่าเรายังไม่เคยมีประชาธิปไตย แปลว่าสังคมไทยและคนไทยทุกคน-ทหาร ข้าราชการ ประชาชน ผู้นำ และผู้ตามขาดโอกาสและไม่เคยอยู่ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รัฐบาลก็มิใช่ข้อยกเว้น พรรคการเมืองก็มิใช่ข้อยกเว้น หนังสือพิมพ์ก็มิใช่ข้อยกเว้น นักวิชาการก็มิใช่ข้อยกเว้น เพราะฉะนั้นอย่าได้หมายเลยว่าใครจะสามารถเลิศลอย ถึงกับจะผูกขาดแก้ปัญหาประชาธิปไตยให้ชาติได้ ต่อให้สิบส.ส.ร 1, 2, 3, 4 ก็ตาม อย่ามัวฝันหวานคอย ส.ส.ร.กันอยู่เลย…
เราโฆษณากับชาวโลกได้ว่า การปฏิวัติรัฐประหารในเมืองไทยก็เหมือนกับการเปลี่ยนผู้บริหารธรรมดาๆ เท่านั้น ราบรื่น ไม่เจ็บปวด ไม่เสียเลือดเนื้อ แต่เราไม่ควรหลอกตัวเอง และไม่ควรจะลืมความจริงว่าในประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาติไทย และของเมืองพุทธ เมื่อการเมืองถึงทางตัน เมื่อการเมืองกลายเป็นเพียงเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคล การต่อสู้ก็ดุเดือด โหดร้าย สูญเสียไม่แพ้ชาติใดๆ เลือดไทยไหลนอง คนไทยเคยตายเป็นเบือด้วยน้ำมือคนไทยกันเอง น่าเศร้าเสียดาย
การต่อสู้ในสมัยอยุธยานั้น กษัตริย์ถูกปลงพระชนม์หลายพระองค์ การกบฏปฏิวัติรัฐประหารตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา การสูญเสียจริง โอกาสหวุดหวิดที่จะสูญเสียและผลพวงตามมา คิดแล้วขนหัวลุกด้วยความสยดสยองบวรเดชกี่ศพ 14 ตุลา กี่ศพ 6 ตุลากี่ศพ ฉลาด-อรุณกี่ศพ และในยุคพล.อ.เปรมนั้น หากมิได้บารมีปกเกล้าจะเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด และครั้ง 23 กุมภานี้ อย่าเหลิงหรือภูมิใจเลย บังเอิญผู้นำเหล่าทัพรวมกันติด สนิทกันมานาน ทำการบ้านกันมาดี รัฐบาลชาติชายน่าเบื่อหน่ายและราษฎรตอนนั้นเชื่อความจริงใจทหาร แต่บัดนี้ กาลเวลาและเหตุปัจจัยได้เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น
เห็นหรือไม่ รสช.กับพฤษภาทมิฬ สร้างความวิบัติสูญเสียให้กับสังคมไทยปานใด และรัฐบาลทักษิณกับผู้สืบสันดานซึ่งอดีตผู้นำ รสช.เฝ้าแต่สรรเสริญและปกป้องนั้น จะยิ่งน่ากลัวมากกว่าสักเพียงใด
เมื่อเดิมพันและผลประโยชน์ในการต่อสู้ทางการเมืองดุเดือดมากขึ้น เมื่อการสื่อสารรวดเร็วสะดวกต่อการปลุกระดมมากขึ้น เมื่ออาวุธที่ใช้เพื่อการพิฆาตฟาดฟันหาง่ายขึ้น และทรงฤทธิ์อำมหิตโหดเหี้ยมยิ่งขึ้น
ถึงผมจะเป็นพุทธปฏิบัติ แต่ผมเคยได้เห็นและศึกษาเรื่องความโหดร้ายของการต่อสู้ทางการเมืองมา ผมมีข้อสังเกตดังนี้
หนึ่ง ในสังคมต่างๆ ถึงแม้สังคมนั้นๆ จะไม่เหมือนกัน แต่การต่อสู้ ความสูญเสีย และความโหดร้ายทารุณของการต่อสู้ทางการเมืองมักจะมีแบบฉบับ วิธีการ ขนาด สัดส่วนและทิศทางในแนวเดียวกันทั้งสิ้น นั่นก็คือ รูปแบบจากการใช้กำลังไปสู่การใช้ความอดทน ไปสู่การใช้ปัญญา เริ่มต้นจากฝูงชนปราบกันเองเพื่อชิงความเป็นใหญ่ ผู้นำปราบฝูงชนเพื่อรักษาอำนาจ ผู้นำฆ่ากันเองเพื่อแย่งอำนาจ ประชาชนสู้กับผู้นำ และประชาชนสู้กับประชาชน วิธีการต่อสู้และความสูญเสียก็ขึ้นกับความเจริญในสังคม วิวัฒนาการและประเภทของอาวุธ ประเภทของการต่อสู้เริ่มจากใครมีกำลังกว่า ใครมีอาวุธดีกว่า การจัดองค์กรปราบปรามและต่อสู้ กองทัพสู้กองทัพ กองโจรสู้กองทัพ การจับตัว การก่อวินาศกรรม การลอบสังหาร และสงครามกลางเมือง
สอง ความโหดร้ายทารุณ และความยืดเยื้อยาวนานมักจะขึ้นกับปัจจัย คือ ความเหมือนกันหรือแตกต่างกันขององค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง เช่น เชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ จำนวนของผู้ที่ใช้อำนาจ และประชาชนพลเมืองกับทางเลือกของสังคมนั้นว่ามีมากหรือน้อยต่างกันอย่างไร ถ้าสังคมใดมีความยืดหยุ่นน้อยก็เจ็บตัวมาก ถ้ามีเสรีภาพมาก มีทางเลือกมาก ก็เจ็บตัวน้อย
ทั้งนี้ มิได้นับปัจจัยต่างประเทศหรือความแตกต่างทางเชื้อชาติศาสนา ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ น้ำมัน ก๊าซ และสินค้าอาวุธของมหาอำนาจ ฯลฯ
ในท่ามกลางความปรวนแปรเช่นนี้ หากรัฐบาลและพรรคพลังประชาชนยืนยันการเลือกตั้งและวิถีทางเลือกที่ปรากฎอย่า งแจ้งชัดแล้ว และพันธมิตรฯ ก็หัวชนฝาเพราะว่าไม่มีทางเลือกอื่น
การต่อสู้หากจะมิใช่การต่อสู้ระหว่างการเมืองใหม่กับการเมืองเก่า แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างความเป็นกับความตาย
ทางรอดของประเทศอยู่ที่ฝ่ายที่สาม คือ ทหาร ข้าราชการ ประชาชนทุกหมู่เหล่าและอาชีพจะต้องกระทำอารยะขัดขืนอย่างยิ่งใหญ่และพร้อมเพ รียงกันโดยไม่ชักช้า
อย่างนี้เท่านั้นที่จะป้องกันการนองเลือดและประเทศชาติที่เรารู้จักและรักหวงแหนเอาไว้ได้