++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ปัจจัยทุนทางสังคมที่สนับสนุนความสำเร็จของกลุ่มผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ผ้า และเครื่องแต่งกาย ในโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) : กรณีศึกษาจังหวัดขอนแก่

ปัจจัยทุนทางสังคมที่สนับสนุนความสำเร็จของกลุ่มผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ผ้า และเครื่องแต่งกาย ในโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) : กรณีศึกษาจังหวัดขอนแก่น

พิมลรัตน์ ผาคำ
คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

วัตถุประสงค์
- เพื่อศึกษาและบันทึกความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ และศึกษาผลของทุนทางสังคม (ด้านข้อมูลข่าวสาร ด้านความไว้วางใจ ด้านบรรทัดฐาน/จารีต ด้านการต่างตอบแทน และด้านเครือข่าย) ที่มีต่อการดำเนินงานของโครงการหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางสังคมกับความสำเร็จในด้านยอดขาย ระดับสินค้า จำนวนทุน และจำนวนสมาชิกของกลุ่มผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องแต่งกายในโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ในจังหวัดขอนแก่น

วิธีการวิจัย
- งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลเชิงปริมาณซึ่งได้จากแบบสอบถาม (Questionnaire) และข้อมูลเชิงคุณภาพซึ่งได้จากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) ของกลุ่มผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ระดับ 3-4 ดาวทุกกลุ่ม (จำนวน 153 กลุ่ม) ในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ในจังหวัดขอนแก่น

ผลการศึกษา
- ทุนทางสังคม มีผลต่อการดำเนินงานของกลุ่มอยู่ในระดับมาก ความสำคัญของทุนทางสังคมเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านข้อมูลข่าวสาร ด้านความไว้วางใจ ด้านการต่างตอบแทน ด้านบรรทัดฐาน/จารีต และด้านเครือข่าย และทุนทางสังคมด้านความไว้วางใจมีความสัมพันธ์กับยอดขายและจำนวนสมาชิกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

สรุป
- ปัจจัยทุนทางสังคมด้านความไว้วางใจเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จของกลุ่มผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ผ้า และเครื่องแต่งกายภายในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ในจังหวัดขอนแก่น

ข้อเสนอแนะ
- รัฐควรมีการอบรมนักพัฒนาชุมชนและผู้นำชุมชนเพื่อให้ทราบถึงบทบาทความสำคัญของทุนทางสังคม โดยเฉพาะด้านความไว้วางใจ เพราะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในด้านการเพิ่มยอดขายและจำนวนสมาชิก

จากการประชุมวิชาการ เสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 1
เรื่อง บัณฑิตศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 30 – 31 มกราคม 2550
ณ อาคารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2551

การสร้างโมเดลพื้นฐานของระบบการประเมินที่ดินอัตโนมัติสำหรับการปลูกข้าว

การสร้างโมเดลพื้นฐานของระบบการประเมินที่ดินอัตโนมัติสำหรับการปลูกข้าว

Developing a base model of an automated land evaluation system

for paddy rice production

วิมลรัตน์ อ่อนอก (Wimonrat On-ok) *

ดร.เริงศักดิ์ กตเวทิน (Dr.Roengsak Katawatin)**

เกรียงศักดิ์ จันโททัย (Kriengsak Janthotai)***

สมศักดิ์ สุขจันทร์ (Somsak Sukchan)****

บทคัดย่อ

การศึกษานี้ดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อสร้างและทดสอบโมเดลพื้นฐานที่พัฒนาจากระบบการประเมินที่ดินอัตโนมัติ ALES (Automated Land Evaluation System) สำหรับใช้ประเมินความเหมาะสมของที่ดินสำหรับการปลูกข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ได้สร้างและทดสอบโมเดล 3 แบบ คือ โมเดล 1, 2 และ 3 โดยใช้คุณภาพที่ดิน 12, 5 และ 2 ประการ ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่า การประเมินความเหมาะสมของที่ดินโดยใช้โมเดลทั้ง 3 แบบ เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลผลผลิตข้าวจากพื้นที่จริง ผลการประเมินที่ได้ไม่สอดคล้องกัน ในอนาคตจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Verification) ปรับปรุงและดัดแปลงตามความเหมาะสมของแต่ละสภาพการณ์ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้นในอนาคต

ABSTRACT

The major objectives of this study were to develop base models of the Automated Land Evaluation System (ALES), and testing these models to generate information on land suitability for paddy rice production in Northeast Thailand. To achieve the objectives, 3 based models were developed and tested, i.e., Models 1, 2, and 3. Evaluated the land suitability based on 12, 5 and 2 land qualities respectively. None of these 3 models gave satisfactory results when compared with field data on rice yields. The models have to be modified, improved and re-verified in the future.


คำสำคัญ
: การประเมินที่ดิน ระบบผู้เชี่ยวชาญ ระบบอัตโนมัติสำหรับการประเมินที่ดิน

Key words : Land Evaluation, Expert System, ALES (Automated Land Evaluation System)


* นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปฐพีศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

** ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาทรัพยากรที่ดินและสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

*** อาจารย์ ภาควิชาทรัพยากรที่ดินและสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

**** นักสำรวจดิน 8 ส่วนมาตรฐานการสำรวจจำแนกดินและที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

จากการประชุมทางวิชาการ เสนอผลงานวิจัย ระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 9
วันศุกร์ที่ 19 มกราคม 2550 ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
The 9th Symposium on Graduate Research, KKU. 19 January 2007

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ทำน้ำนมข้าวมอลต์ไว้กินได้...ถ่ายคล่อง

คนไทย บริโภค... ข้าว.. .เป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวัน เกษตรกรไทย ก็ปลูกข้าวเป็นพืชหลัก ด้วยเช่นเดียวกัน... ข้าวไทยมีความหลากหลาย ทางสายพันธุ์ และแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ทีมงาน ทำได้ ไม่จน ได้รับข้อมูลมาว่า ที่มหาวิทยาลัยรังสิต มีผลงานผลิตและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ที่มาจากข้าวอย่างมากมาย จึงได้พบกับ อาจารย์ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยีชีวภาพแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต เผยว่า ทีมคณะวิจัยได้คิดค้น ทำโครงการผลิตเครื่องดื่มเพื่อ "สุขภาพ" จากพืชตระกูลข้าวหลายชนิด ล่าสุดผลิตข้าวมอลต์เป็นน้ำ นมบรรจุกระป๋อง โครงการนี้ทีมงานคณะวิจัยอยากให้เป็นโครงการต้นแบบสำหรับเกษตรกร และผู้ประกอบการทั่วไป สามารถนำ ผลงานไปผลิตได้เอง ในอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่ไม่ต้องลงทุนสูงและไม่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกเชิงพาณิชย์ และเพื่อรักษาสายพันธุ์พื้นเมืองที่หายาก ที่สำคัญเป็นการเพิ่มมูลค่าข้าว ไทย วิธีการทำน้ำนมจากข้าวมอลต์บรรจุกระปํองนั้น ขั้นแรกเริ่มจากต้มน้ำ 10 ลิตร ให้อุณหภูมิอยู่ที่ 60 องศา เซลเซียสแล้วเติมข้าวมอลต์ลงไปจำนวน 4 กิโลกรัม รักษาอุณหภูมิไว้ที่ 60 องศาเซลเซียสประมาณ 30 นาที จึงเติมน้ำเข้า ไปอีก 10 ลิตร แล้วจึงต้มจนกระทั่งน้ำเดือดและสังเกตว่ามอลต์จะกลายเป็นของเหลว หลังจากนั้นให้ปรับปริมาณ ของเหลวให้ เท่ากับ 24 ลิตร จึงนำมาเข้ากรองโดยใช้ผ้าขาวกรอง หรือภาชนะกรองชนิดอื่นๆ ก็ได้ ตะกอนที่กรองไว้ให้ทิ้งไป นำปริมาณน้ำ ที่ได้จากการผลิตบรรจุกระป๋อง และไล่อากาศ ปั๊มซีลฝาปิดผนึกให้สนิท ก่อนจะนำเข้าไปฆ่าเชื้อ ในหม้อนึ่งอัด ความดันที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียสประมาณ 15 นาที ขั้นตอนสุดท้ายทำให้เย็นอย่างรวดเร็ว (ใช้แช่ลงน้ำเย็น) แล้วนำ ขึ้นมาก็ใส่ตู้เย็น เท่านี้ก็จะได้น้ำนมมอลต์พร้อมดื่ม มีอายุเก็บไว้นาน 1 ปีเลยทีเดียว!!! คุณค่าสารอาหาร ที่ได้ จากน้ำนมมอลต์ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านมถั่วเหลือง หรือนมวัว ประกอบด้วยกลุ่มที่ละลายน้ำได้ และละลายในน้ำมัน ได้แก่ ไทอา มีน ไรโบฟลาวิน ไพริดอกซิน กรดเพนโทธีนิค โทโคฟีรอล โทโคไตรอีนอล IP6 ซึ่งอยู่ในส่วนรำข้าวมอลต์ ยัง มีแร่ธาตุ...จำพวก ซีลีเนียม, สังกะสี, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, แมกนีเซียมและเหล็ก มีคาร์โบไฮเดรต ชนิดพรีไบโอติค ได้แก่ น้ำตาลอินโนซิตอล กรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดโอเลอิคและไลโนเลอิค สารกลุ่มไขข้าว เลซิทิน สารทำหน้าที่แอนติออกซิแดนท์ตามธรรมชาติ รวมทั้งมีกรดอะมิโนที่ร่างกาย ไม่สามารถสังเคราะห์เองได้มากกว่า 10 ชนิด สิ่งที่น่าสนใจ คือ..เส้นใยอาหารช่วย ด้านระบบขับถ่าย...ของร่ายกาย เป็นองค์ประกอบหลัก ที่พบในเมล็ดข้าว คุณสมบัติด้านสี...กลิ่น...รสชาติ ที่เป็นความท้าทายให้ชวนน่าลิ้มลอง น้ำนมมอลต์ที่มาจากฝีมือของ ทีมคณะวิจัย... จากภาควิชา เทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยี ชีวภาพ แห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ใช้ชื่อว่า "มอลตามิลค์" ยินดีให้พิสูจน์รสชาติว่า จะอร่อยแค่ไหน ถ้าใครคิดว่าจะไปหา (ความรู้) ทำขาย...หาทำไว้กินไว้ดื่มเอง ก็ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่าย...เมื่อไม่ต้องจ่าย...ก็ไม่จน!!!

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551

พบเด็กอ้วนดื่มน้ำผลไม้มากกลับยิ่งทำน้ำหนักตัวเกินพิกัด

ผลการศึกษาล่าสุดของสหรัฐฯพบว่า เด็กอ้วนหรือเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ ดื่มน้ำผลไม้มากกว่าเด็กผอมถึงร้อยละ 65 เนื่องจากผู้ปกครองมองว่าน้ำผลไม้ไม่ มีไขมัน และมาจากธรรมชาติ แต่ที่จริงเป็นแหล่งให้พลังงานเหมือนกัน ผู้เชี่ยวชาญของศูนย์การแพทย์และโรงพยาบาลมหาวิ ทยาลัยบรูคเดลบอกว่า พ่อแม่ผู้ปกครองมักคิดว่า น้ำผลไม้เป็นสิ่งที่มาจากธรรมชาติ และเป็นเครื่องดื่มที่เป็นประโยชน์ต่อ สุขภาพจึงไม่มีการจำกัดปริมาณการดื่ม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วน้ำผลไม้เป็นแหล่งแคลอรีที่สำคัญ น้ำตาลในผลไม้ที่มีอยู่ เป็นจำนวนมากอาจไปกระตุ้นให้เด็กๆ เกิดความอยากรับประทานอาหารมากขึ้น จึงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ด้านผู้เชี่ยวชาญ ด้านโภชนาการเด็กเห็นด้วยกับผลการศึกษาล่าสุดนี้ โดยบอกว่าผู้ปกครองมักมองว่า น้ำผลไม้ไม่มีไขมัน และมาจากธรรมชาติ แต่ไม่ได้ฉุกคิดว่า น้ำผลไม้ก็เป็นแหล่งให้พลังงานที่สำคัญเหมือนกัน นักวิจัยยังบอกว่า ผู้ปกครองบางคนยังคง สับสนระหว่างน้ำผลไม้กับน้ำแต่งกลิ่นและรสผลไม้ ซึ่งอาจให้แคลอรีมากกว่า แต่ให้วิตามินและสารอาหารน้อยกว่า ผลการ สำรวจล่าสุดกับเด็กอ้วน อายุ 5-18 ปี จำนวน 98 คน โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กผิวดำจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยจนถึงปานกลาง และคำถามที่นำมาถามเด็กและครอบครัว มีทั้งเรื่องของการดื่มน้ำผลไม้ในแต่ละวันด้วย จากนั้นนำผลมาเปรียบเทียบกับเด็กที่ มีน้ำหนักตัวปกติ 80 คนในกลุ่มอายุ เชื้อชาติ และระดับรายได้ทำนองเดียวกัน ปรากฏว่าทั้งสองกลุ่มดื่มน้ำผลไม้เกินกว่า ที่ สมาคมแพทย์กำหนด ที่ 4-6 ออนซ์ต่อวัน โดยเฉพาะเด็กอ้วนนั้น ยิ่งมีการดื่มน้ำผลไม้มากเกินที่กำหนด โดยดื่มถึง 32.1 ออนซ์ต่อวัน มากกว่าเด็กน้ำหนักตัวปกติถึงร้อยละ 65 โดยเด็กน้ำหนักตัวปกติดื่มน้ำผลไม้วันละประมาณ 19.4 ออนซ์ต่อวัน เด็กอ้วนบางคนดื่มน้ำผลไม้มากถึง 50 ออนซ์ต่อวัน นักวิจัยยังเชื่อว่า การดื่มน้ำผลไม้มากเกินไปก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็ก มีป\'ญหาน้ำหนักตัวเกินพิกัด รวมทั้งมีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กในสหรัฐฯมีปัญหาเรื่องอ้วน ที่นับวันจะยิ่งกลายเป็นปัญหาที่รุนแรง มากขึ้น.

วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551

นํ้าพริกเพื่อสุขภาพ

พริก จัดเป็นของคู่บ้าน ที่ขาดไม่ได้ในทุกครัวเรือน นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติ ของอาหารแล้ว ยังเป็นสมุนไพรรักษาโรค ที่มีคุณประโยชน์มากมาย ต่อมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ ห้างเดอะมอลล์ จึงจับมือกับกรมการ แพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข และโครงการหลวงดอยคำ จัดงาน ร้อยน้ำพริก...พันเครื่องเคียง ที่บริเวณ EVENT HALL ห้างเดอะมอลล์ พร้อมกันทุกสาขาระหว่างวันที่ 15-21 พ.ค.นี้ ภายในงานมีกิจกรรมสนุกสนานมากมาย อาทิ การแสดง นิทรรศการสวนพริก และผักพื้นเมืองนานาชนิด, เมนูเด็ดน้ำพริกเพื่อสุขภาพ พร้อมสาธิตการปรุงอาหารรสเด็ด จากร้านน้ำพริก ชื่อดัง อาทิ น้ำพริกนิตยา, น้ำพริกคลองรังสิต และน้ำพริกแม่พะเยาว์ ไฮไลทต์ของงานยังอยู่ที่ การแข่งขันแชมป์กินพริก เพื่อเฟ้นหาเจ้าแห่งความเผ็ด ชิงตำแหน่งมนุษย์พริกขี้หนู ครั้งที่ 2 ด้วยการกินพริกขี้หนูสวน 50 กรัม ให้ได้มากที่สุด ภายในเวลา 12 นาที ในรอบคัดเลือก ส่วนรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 19 พ.ค. ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ ผู้หาญกล้าท้าความเผ็ดจะ ต้องทุบสถิติแชมป์เก่า ซัดพริกให้ได้มากกว่า 110 กรัม ภายในเวลา 12 นาที นอกจากนี้ยังมีการแข่งขัน ตะลุยกินน้ำพริก 4 ภาค ชิงความเป็นเลิศ โดยจะต้องกินน้ำพริก 4 ภาคให้ได้มากที่สุด ในเวลา 12 นาที สำหรับผู้สนใจ น้ำพริกสูตรคุณชาย (ม.ร.ว.ถนัด ศรี สวัสดิวัตน์) มีการสาธิตปรุง "น้ำพริกป่นปลาทู" ในวันเปิดงานด้วย ซึ่งมีเครื่องปรุงประกอบด้วย ปลาทูนึ่ง 3 ตัว, พริกชี้ฟ้าเขียวแดง 7 เม็ด, หอมแดง 5 หัว, กระเทียมไทยหัวเล็ก 3 หัว, ข่า 4 แว่น และน้ำปลาร้าต้มสุก, น้ำมะกรูด, น้ำซุปไก่ และพริกป่น อย่างละ 1 ถ้วย วิธีทำ ย่างปลาทูนึ่งให้สุกแกะเอาแต่เนื้อ จากนั้นนำพริก, หอมแดง, กระเทียม และข่าเผาไฟ ลอก ส่วนที่ดำออก โขลกเครื่องปรุงทั้งหมดรวมกัน แล้วใส่เนื้อปลาทูลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าสุก น้ำมะกรูด น้ำซุปไก่ เป็นอัน เสร็จพิธี ผักเครื่องเคียงมีทั้งขมิ้นขาว, มะเขืออ่อน, หน่อไม้, ผักบุ้งไทย และกระเจี๊ยบลวก.

วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2551

สอนหนังสือทารกตั้งแต่อยู่ในท้อง เพราะได้ยินเสียงโลกภายนอกแล้ว

ผลงานวิจัยล่าสุดของนักวิจัยมหาวิทยาลัยควีนส์ ในรัฐออนแทรีโอ ของแคนาดา พบว่า เด็กทารกหูไว ได้ยินเสียงแม่และตอบโต้ได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง จากการค้นพบเช่นนี้ อาจสอนให้ทารกน้อยเรียนรู้ได้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลืมตาออกมาดูโลก รวมทั้งช่วยในการสร้างสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูก ก่อน หน้านี้ เมื่อสองสามปีก่อน เคยมีการค้นพบว่า ทารกในครรภ์สามารถได้ยินเสียง แต่ผลวิจัยล่าสุดนี้ยังพบว่า ทารกยังสามารถ ตอบสนองเสียงของแม่ได้อีกด้วย นักวิจัยได้ทำการทดลองร่วมกับคณะนักวิจัยในจีน โดยเปิดเทปเสียงให้หญิงที่กำลังตั้งท้อง จำนวน 60 คนฟัง จากนั้นสังเกตดูว่าทารกมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงของแม่ หรือเสียงของหญิงคนอื่นหรือไม่ นักวิจัยพบว่า หัวใจของทารกจะเต้นแรงขึ้นเมื่อได้ยินเสียงแม่ ดังนั้นจึงเชื่อว่า ทารกสามารถที่จะเรียนรู้และจดจำได้ตั้งแต่ยังคง อยู่ในท้อง โดยมีการตอบสนองต่อเสียงสองเสียงแตกต่างกัน นักวิจัยเห็นว่า ประสบการณ์ของทารกขณะอยู่ในท้องของแม่ มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการและความผูกพันระหว่างแม่และลูก นอกจากงานวิจัยเกี่ยวกับเสียงของแม่แล้ว นักวิจัยยังได้ มีแผนจะศึกษาปฏิกิริยาของทารกในครรภ์ ต่อเสียงของผู้เป็นพ่อด้วย และยังจะศึกษาดูว่า ทารกสามารถแยกความแตกต่าง ระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาจีนกลางได้หรือไม่.

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2551

C-FEE ยี่ห้อรถไทย

วันนี้มีข่าวดี ข่าวน่าภูมิใจ...คนไทย มียี่ห้อรถเป็นของตัวเองแล้วค่ะ เป็นยี่ห้อรถไม่ธรรมดา...รถไร้มลภาวะ ไม่ซดน้ำมันแม้แต่หยดเดียว เพราะเป็นรถไฟฟ้าเสียบปลั๊ก กินค่าไฟ แค่วันละ 15-20 บาทเท่านั้นเองค่ะ ถือเป็นรถไฟฟ้า 4 ล้อ 3 ล้อ ที่ผลิตออกมา ขาย ในเชิงพาณิชย์เจ้าแรก ของเมืองไทย ราคา ถูกแสนถูก...เปรียบเทียบกับรถไฟฟ้าของฝรั่งราคาหาร 2 ค่ะ รถที่ “แม่ทองต่อ” ภูมิใจ ยี่ห้อ C-FEE ย่อมาจาก Clean Fuel Energy Enterprise เป็นผลงานประดิษฐ์ของ พล.อ.ท.มรกต ชาญสำรวจ อดีตเจ้ากรมสรรพาวุธทหารอากาศ ผู้ประดิษฐ์จรวด เห่าฟ้าอันลือลั่นนั่นแหละค้า จากทหารผลิตจรวด หันมาผลิตรถ ไฟฟ้า...เพราะท่านมีประวัติฝรั่งทำเจ็บ 4-5 ปี ก่อนซื้อรถกอล์ฟไฟฟ้าของฝรั่งมาใช้ เบรกเกิดเสีย ส่งซ่อมบริษัทคิดเงินตั้ง 3 หมื่น...แต่พอลงมือซ่อมเองจ่ายแค่ 2 พัน ท่านเจ้ากรมเลยแค้นใจ...มีคนไทยอีกเท่าไรที่ต้องเจออย่างนี้ เลือดรักชาติฉีดพล่าน ไม่อยากให้เพื่อนร่วมชาติถูกฝรั่งเอา เปรียบ... เลยตัดสินใจคิดทำรถไฟฟ้าขึ้นมาเอง ไม่ใช่ผลิตแค่ไว้โชว์...อวดฝีมือ ตั้งอุดมการณ์แน่วแน่... ผลิตออกมาขายแข่งฝรั่งให้รู้แล้วรู้แรดกันไปเลย คิดค้นทำมานาน 2-3 ปี ได้รถกอล์ฟไฟฟ้าต้นแบบ สมรรถนะเหนือกว่ารถฝรั่ง ปี 2544 เลยจดทะเบียนตั้งบริษัทขึ้นมาผลิตขายแข่งกับฝรั่ง แต่เพิ่งมาเริ่มลงมือผลิตขายเป็นจริงเป็นจังเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง รถกอล์ฟไฟฟ้าขนาด 2 ที่นั่ง ของนอก ราคา 3-4 แสนบาท...รถ C-FEE ของไทยแท้ราคาแค่ 2 แสนบาท ขนาด 6 ที่ นั่ง ของนอก 6 แสน...ของ C-FEE 3.3 แสนบาทเท่านั้นเอง

เรื่องสมรรถนะไม่ต้องห่วง...ของนอกส่วนใหญ่ ใช้มอเตอร์ขนาด 2 -3 แรงม้า แต่รถไฟฟ้าของไทย ท่านเจ้ากรมออกแบบให้ มอเตอร์มีกำลังมากพิเศษ...4.7 แรงม้า และถ้ารถอยู่ในสภาพเคลื่อนตัวช้า...แรงม้าจะพุ่งเพิ่มขึ้นไปเป็น 3 เท่า ไต่เนินลาดชันได้ดีกว่ารถฝรั่งมากล้น ออกแบบให้มอเตอร์แรงมากขึ้นไม่พอ ยังออกแบบชุดควบคุมความเร็วไม่ให้ มอเตอร์แรงเร็วกินไฟด้วยค่ะ เสียบปลั๊กชาร์จไฟ 6 -8 ชั่วโมง วิ่งได้ไกล 70-80 กม. เฉลี่ยแล้วรถไฟฟ้าของท่านบริโภค ค่าไฟกิโลเมตรละ 1 สลึง...จนบริษัทฝรั่งจากเบลเยียม แอบมาสั่งซื้อไปขาย ผลิตรถกอล์ฟออกมาขายอย่างเดียวไม่พอ ล่าสุดใหม่สดๆร้อนๆ...ทำรถตุ๊กตุ๊ก เอกลักษณ์ ของประเทศไทย ออกมาขายอีกต่างหาก... ใช้ชื่อรุ่นสุดเก๋ไก๋แบบไทยๆ C-FEE...รุ่นอรุณสวัสดิ์ ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าไร้ มลพิษ ติดมอเตอร์ขนาด 5.5 แรงม้า บรรทุกผู้โดยสาร 6 คน ได้สบายมาก ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้านี่ ท่านเจ้ากรมตั้งใจผลิตมาให้คนไทยได้ภูมิใจใช้กันเพื่อลด ควันพิษ ไม่ ส่งเสียงดังให้หนวกหูชาวบ้าน แต่ทำไปทำมา ดูเหมือนคนไทย รัฐบาลไทยไม่ค่อยให้ความสนใจ สนับสนุนเท่าไร...ต่างประเทศ อินโดนีเซีย มัลดีฟส์ ภูฏาน แอฟริกาใต้ สิงคโปร์ สั่งซื้อไปใช้กันเป็นแถว คนไทยใครสนใจอยาก ร่วมภูมิใจรถไฟฟ้าไทย ราคาหาร 2 ติดต่อบริษัทนนทนี อินเตอร์เนชันแนล เปเปอร์ จำกัด 0-2910-7771 ถึง 3 หรือ 0-1626- 0391 จะสั่งซื้อสั่งทำให้รถออกมาหน้าตาแบบไหน สีอะไร...เจรจากันเอง และอีกไม่นานเกินรอ...ท่านเจ้ากรมจะผลิตรถเก๋งไฟฟ้า รถช็อปเปอร์ไฟฟ้า ให้เราได้เลือกซื้อหากันด้วยค่ะ.

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เตือนโด๊ปวิตามินเกลือแร่จนล้นกลายเป็นทำลายสุขภาพให้เดี้ยง

องค์การควบคุมอาหารและยาเตือนผู้ที่คลั่งไคล้ กับการกินวิตามินเพื่อหวังบำรุงร่างกายว่า อาจจะเกิดโทษรุนแรงขึ้นได้ หากกินวิตามินเป็นปริมาณมากและเป็นเวลานาน เกินไป จะถึงกับทำให้เสื่อมสุขภาพถาวรได้ สำนักงานมาตราฐานอาหารของอังกฤษกล่าวว่า แม้แต่การกิน วิตามินธรรมดา เช่น วิตามินซี แคลเซียมและธาตุเหล็ก หากกินเป็นปริมาณมากถึงจะเป็นเวลาไม่นานก็ตาม ก็อาจเป็นอันตราย ได้ ดีแต่ว่าหากยุติการกิน อาการก็อาจจะกลับหายไปเอง อย่างเช่น บางคนกินวิตามินซี เป็นปริมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม แคลเซียม 1,500 มิลลิกรัม และธาตุเหล็ก 17 มิลลิกรัม ก็อาจจะเกิดอาการแพ้ ปวดท้องและท้องร่วงขึ้นได้ แต่มันจะหายไป เองหากว่าเลิกกินเสีย องค์การยังได้เตือนผู้ที่กินวิตามิน บี 6 เกินกว่าวันละ 10 มิลลิกรัมโดยพลการ ไม่ได้ผ่านการดูแลของ แพทย์ องค์การได้เตือนให้ระวังในการบริโภคสารแร่ธาตุ 5 ชนิดว่า หากกินมากและเป็นเวลานานเกินไป อาจทำให้สุขภาพ เสื่อมโทรม จนไม่อาจเป็นปกติได้ ได้แก่ เบตา-แคโรทีน พบว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับทำให้ผู้สูบบุหรี่เกิดเป็นมะเร็งปอด กรดนิโคติน เกี่ยวพันกับการเป็นพิษต่อเซลล์ ฟอสฟอรัส อาจก่ออันตรายกับอวัยวะต่างๆ และเนื้อเยื่อ และธาตุ สังกะสี อาจเป็นพิษกับระบบภูมิคุ้มโรค องค์การบอกสรุปว่า ปกติแล้วการกินวิตามินและเกลือแร่ส่วนใหญ่ ถ้าหากไม่กินเกินกว่า ตามคำแนะนำไว้ ก็มักจะไม่สู้มีปัญหาอันใด.

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2551

อัตราดอกเบี้ย อัตราที่ควรใส่ใจ

"อย่าหวาดกลัวชีวิต จงเชื่อมั่นว่า ชีวิตมีค่าควรแก่ การดำรงอยู่แล้ว ความ เชื่อของคุณ จะช่วยให้เป็น จริงตามนั้น" - วิลเลี่ยม เจมส์ (ค.ศ.1842-1910) นักปรัชญาและนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ฝากถ้อยคำดีๆ ข้างบนไว้ท่องให้ขึ้นใจ เผื่อใครคิดมิดีมิร้ายกับตัวเอง จะได้เลิกซะและมีกำลังใจขึ้นกว่าเดิมอีกติ๊ดนึง อ้อ อยากเล่าประสบการณ์ให้ฟังหน่อยนึงว่า เมื่อ 2-3 วันก่อน เกิดไปพบเพื่อนโดยบังเอิญ เจ้าเพื่อนช่างคุยก็เล่าให้ฟังว่า ไปยืมเงินนอกระบบมาเปิดร้านค้าขายก๊อกๆ แก๊กๆ ได้ราว 5 หมื่นบาท ส่งผลให้ทุกวันนี้ต้องผ่อนชำระค่าดอกเบี้ยเดือนละ 2 พัน 5 ร้อยบาท กับเงินต้น 1 หมื่นบาท คาดภายใน 5 งวด หรือ 5 เดือน ก็น่าจะผ่อนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยหมดเรียบร้อย สรุป แต่ละ เดือนต้องส่งเงินให้เจ้าหนี้ 12,500 บาท ส่วนอัตราดอกเบี้ย ถ้าคิดเล่นๆ ก็ตกร้อยละ 5 เท่านั้นเอ้ง....โอ้โห แต่แค่ดอกเบี้ยร้อย ละ 5 นี่ หากไม่คิดอะไรมาก ในเมื่อเป็นลูกหนี้ก็จ่ายไป ตามที่ตกลงกัน ก็ไม่เป็นไร

ตรงข้าม ถ้า คิดให้ลึก คิดให้ซึ้งจริงๆ เจ้าอัตราดอกเบี้ยที่เจ้าพ่อหรือเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบ เค้ารีดเลือดจากปู ดูดเงินจากประชาชนตาดำๆ นั้น เชื่อไหมว่า เป็นอัตราดอกเบี้ยมหาโหด ของแท้ เพราะที่เขาประกาศปาวๆ ว่า ดอกฯแค่ร้อยละ 5 นี่ ต้องฟ\'งให้ ดีๆก่อนว่า คิดเป็นรายเดือนหรือ รายปี แต่เท่าที่รู้ หากเป็นการกู้นอกระบบล่ะก้อ มักฉวยโอกาสคิดดอกเบี้ยเป็นรายเดือน แหงอยู่แล้ว เอ้าลองคิดดูนะ ถ้าเจ้าหนี้เงินกู้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน แสดงว่า เจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้ นอกระบบเหล่านี้ เค้า เก็บดอกฯเรา ตกปีละ 5% คูณ 12 เดือน = 60% เชียวนะ เล่าแล้วก็เปรี้ยวปากอยากไปออกเงินกู้นอกระบบมั่ง เพราะแหม...รายได้ดีอย่าให้เซดเมื่อเทียบกับ เอาเงินไปฝากธนาคาร ซึ่งได้ ดอกเบี้ยเงินฝากแค่ขี้ปะติ๋ว ปีละไม่ เกินร้อยละ 2-3 แค่เนียะ มิน่า เดินไปตลาดไหนก็มีคนเสนอปล่อยให้กู้เงินกันกระหึ่ม แล้วสังเกตเหอะว่า ภาษาอังกฤษของคำว่าดอกเบี้ยที่เค้าใช้ว่า interest rate ที่เรารู้จักดีนี้ หากตีความอีกที เจ้า interest นี่ ก็หมายถึง สิ่งที่ผู้กู้หรือผู้ฝากเงินจงใส่ใจกับ อัตราที่น่าสนใจ หรือ อัตราที่ควรเอาใจใส่ นี้ให้ดีๆ นั่นเอง หากไม่ศึกษา อัตราดอกเบี้ยหรืออัตราที่น่าสนใจนี้ให้รอบคอบก่อนล่ะก็ ใคร ที่คิดไม่ทัน หัวไม่ไวหรือไม่เก็ตซะที ระวังดอกเบี้ยนี้จะกลายเป็นดอกบานได้นะ อย่างประโยคที่ว่า ผ่อนเข้าไปเหอะ ผ่อนได้แต่ ดอกฯ แต่เงินต้นไม่ลดซะทีน่ะ... อาจเกิดเพราะไม่ยอม เอาใจใส่กับอัตราดอกเบี้ยก็ได้ ใครจะรู้.

คนสมถะ