++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ต้นพันธุ์สุนัขเลี้ยงตามบ้านปัจจุบันบรรพบุรุษเป็นหมาป่า ในทวีปเอเชีย


นักวิชาการอี นูแมน ผู้ศึกษาวิจัยเรื่องสุนัข ของวิทยาลัยชาร์สตัน ในรัฐคาโรไลนาใต้ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สุนัขบ้านที่เลี้ยงกันอยู่ทุกวันนี้ต่างสืบพันธุ์ต่อๆ กันมาเก่าแก่ ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 ปีแล้ว พวกมันล้วนเป็นลูกหลานของหมาป่าสีเทาฝูงหนึ่ง ซึ่งเข้ามาอยู่กับมนุษย์ดึกดำบรรพ์ในแถบเอเชียตะวันออก ยอมให้มนุษย์เป็นจ่าฝูง เลี้ยงดูและเป็นเพื่อน โดยช่วยล่าสัตว์เป็นการตอบแทน หลังจากนั้นในยุคต่อมา จึงได้ติดตามมนุษย์แยกย้ายถิ่นไปอยู่ตามที่ต่างๆกัน อย่างเช่น ในอเมริกา "นับว่าสุนัขบ้านเก่าแก่ยิ่งกว่าที่เราเคยคิดกัน พวกมันได้ผละออกจากถ้ำมาอยู่ร่วมกับคนเรา"

เขากล่าวว่า มนุษย์ก็ได้เอาสุนัขมาเลี้ยงให้เชื่องและฝึกมันให้มันช่วยล่าสัตว์และป้องกันระวังภัย จนทุกวันนี้มีสุนัขเลี้ยง ที่ถูกเพาะพันธุ์ขึ้นมากมาย มีขนาดตั้งแต่ตัวเล็กๆ จนโตใหญ่ขนาดลูกม้า มีรูปร่างและสีสันต่างๆ อยู่ไม่ต่ำกว่า 300 สายพันธุ์


ในการศึกษายังได้พบว่า ด้วยเหตุที่คนกับสุนัขได้อยู่ร่วมกันมานมนานหลายพันปี ปรากฏว่าทั้งมันทั้งคนเรา ต่างก็มีโรคภัยเดียวกันอยู่หลายโรค อย่างเช่นโรคมะเร็งซึ่งไม่ได้เป็นกับมนุษย์พวกเดียว หากยังมักเป็นกับสุนัขแก่ที่อายุเกิน 10 ปีด้วย ด้วยเหตุนี้มันจึงโดนถูกใช้งานอีกอย่างหนึ่ง เพื่อศึกษาค้นคว้าโรคภัยต่างๆของมนุษย์ พูดง่ายๆ มันได้กลายเป็นเหมือนหนูทดลองในห้องปฏิบัติการไปด้วย.


ออกแบบท่าออกกำลังในห้องส้วมสำหรับผู้ ไม่มีโอกาสไปทำนอกบ้าน


นายมาร์ก ฮิวเพิร์ต ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการออกกำลังผู้มีชื่อเสียงของกรุงนิวยอร์กผู้หนึ่ง กล่าวให้ความเห็นว่า รู้สึกเห็นใจชาวนครนิวยอร์กจำนวนมาก ที่ไม่มีโอกาสได้ไปออกกำลังตามสถานที่ต่างๆ นอกบ้าน เช่น ศูนย์บริหารร่างกาย ดังนั้นเขาจึงอยากจะบอกแนะนำว่า เราสามารถจะออกกำลังในห้องน้ำที่บ้านของเราเองก็ได้ และออกกำลังกล้ามเนื้อได้ทุกส่วนทั่วสรรพางค์กายด้วย

เขาสอนว่า ควรจะเริ่มด้วยท่าแรกด้วยการก้าวขึ้นลงบนโถส้วมเสียก่อน ท่านี้เป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ซึ่งช่วยในการแบกรับน้ำหนักตัว และการเคลื่อนที่ ทำซ้ำกันหลายๆครั้ง ต่อไปให้บริหารกล้ามเนื้อท้อง เมื่อนั่งบนโถส้วมอยู่ ให้เอื้อมมือไปจับถังน้ำชักโครกข้างหลัง แล้วยกเข่าทั้งคู่ขึ้นจนยันถึงหน้าอกหลายๆที ถ้าต้องการจะบริหารกล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกาย ก็ให้ใช้ท่าใช้แขนทั้งสองข้างเท้าขอบโถส้วม ส่วนขาเหยียดไปพาดขอบอ่างอาบน้ำไว้ แล้วดันตัวขึ้นลง


ปรมาจารย์ของการออกกำลัง ยังแนะนำว่า ผู้ที่เห็นว่าห้องน้ำไม่เหมาะกับการออกกำลัง ก็อาจเลี่ยงไปออกกำลังที่อื่นในบ้านก็ได้ โดยใช้เก้าอี้ โต๊ะ และเตียงนอนเป็นอุปกรณ์แทน


เตือนสาวไทยให้รักอย่างมีสติ


นิยามความรักกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะในโลกของความเป็นจริง รักไม่ได้มีแต่ความหวานชื่น ให้ดื่มด่ำเคลิ้มฝันเท่านั้น!! ในงานเสวนาและเปิดตัวหนังสือ รักเอยจริงหรือที่ว่าหวาน ของศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง ที่ รร.รัตนโกสินทร์ เมื่อเร็วๆนี้ มีนิยามใหม่ของการรักแบบมีสติ และรักให้เป็น มาเตือนใจหญิงไทย เพื่อนำไปเป็นบทเรียน แก้ไขปัญหาชีวิตคู่ ที่ผู้หญิงมักตกเป็นเหยื่อตลอดกาล!!

รศ.ดร.กาญจนา แก้วเทพ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เปิดประเด็นร้อนในวงเสวนาว่า เวลาผู้ชายบอกรัก อย่าถามว่าจะรักเราไปตลอดไหม ให้ถามว่าจะรักไปถึงเมื่อไหร่ดีกว่า ผู้หญิงเรา ถ้าจะใช้น้ำผึ้ง (ความรัก) ขวดนี้ กรุณาดูด้วยว่า วันหมดอายุวันที่เท่าไหร่ เพราะสมัยนี้ผู้ชายเขารักผู้หญิงแบบมีตรา "อย." มีวันที่ผลิตและหมดอายุให้เสร็จสรรพ ความรักคงจะหวานชื่นตลอดไปไม่ได้ ถ้าสังคมยังถือผู้ชายเป็นใหญ่ และผู้หญิงก็ยังถูกครอบงำด้วยมายาคติ และค่านิยมทางวัฒนธรรมที่ให้คุณค่าผู้ชายมากกว่าผู้หญิง


ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมและการสื่อสาร "รศ.ดร.กาญจนา" ยังชี้อีกว่า ผู้หญิงไทยกำลังตกเป็นเหยื่อของการถูกตบตี ด้วยม่านอคติถึง 3 ชั้น ทั้งจาก การตบตีทางกาย ซึ่งเห็นได้ง่ายและเกิดขึ้นทุกวันในสังคมไทย สามีตบตีภรรยาไม่ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะเป็นคนคนเดียวกัน ทางเดียวที่จะทำให้ความรุนแรงในครอบครัวลดลงได้ ก็ต้องทำให้เรื่องผัวตีเมียเป็นเรื่องความอาญา สามารถเอาผิดทางกฎหมาย อคติชั้นที่ 2 คือ การตบตีทางจิตใจ สร้างความบอบช้ำให้ผู้หญิงได้สาหัส เพราะเป็นการตบตีจากคนที่เคยบอกรักเราที่สุด การตบตีที่รุนแรงและฝังรากลึกที่สุดได้แก่ การตบตีจากโครงสร้างสังคม ค่านิยม ที่ให้อำนาจผู้ชายเป็นใหญ่ อย่างผู้หญิงถูกฉุดไปเป็นเมียแล้ว ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย ยอมเป็นเบี้ยล่างไม่กล้าไปไหน


"การให้นิยามของสังคมว่าผู้หญิงคืออะไรเป็นเรื่องสำคัญ ในพจนานุกรมไทยระบุว่า ผู้หญิงคือคนที่ออกลูกได้ ส่วนในสังคม ผู้หญิงคือคนที่ตบตีได้ อยากจะรณรงค์ให้เปลี่ยนนิยามของผู้หญิงใหม่ว่า ผู้หญิงเป็นสิ่งที่ไม่อาจตบตีได้ ไม่ว่าจะด้วยอคติใดๆ ยาถอนพิษ ที่ทำให้ผู้หญิงสามารถหลุดพ้น จากการเป็นเหยื่อการตบตีจะต้องเริ่มจาก การเปลี่ยนค่านิยมของตัวผู้หญิงเอง ผู้หญิงต้องรู้จักรักตัวเองและรักคนอื่นแ บบมีสติจึงจะไม่เป็นทุกข์ ไม่ใช่ทำทุกอย่างเพื่อคนอื่น แต่ลืมตัวเอง ผู้หญิงเราถูกใส่ซอฟต์แวร์ให้ลืมรักตัวเอง และคนมาก่อน ซึ่งก็คือแม่และคนในครอบครัว แต่ดันไปรักคนไกลตัวและมาทีหลัง อย่างสามี ทั้งๆที่ตอนเรา เกิดมาเราก็ไม่ได้มีสามีติดตัวมาด้วย!! นอกจากตัวเองแล้ว ก็ต้องมี กัลยาณมิตร ที่ร่วมแหวกว่ายสายธารอุดมการณ์ถือชายเป็นใหญ่ ซึ่งชูชีพที่ดีที่สุดของผู้หญิง ก็คือเพื่อนหญิงด้วยกัน เพราะเข้าใจหัวอกลูกผู้หญิงได้ดี สำหรับมาตรการถอนพิษอื่นๆ อาจต้องอาศัยปัจจัย ภายนอกและเวลา เช่นเปลี่ยนค่านิยมของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะผู้ชาย ให้เกิดทัศนคติใหม่ต่อผู้หญิง".



วิธีเลือกซื้อฮาร์ดดิสก์


แนะวิธีเลือกซื้อแรมกันไปแล้ว อาทิตย์นี้มาพูดกันต่อเรื่อง "ฮาร์ดดิสก์" แหล่งเก็บ ข้อมูล ทุกชนิดที่เรา จับยัดลงคอมพิวเตอร์

ทุกวันนี้ฮาร์ดดิสก์มี 2 แบบ...แบบแรก ATA


แบบที่สอง Serial ATA...เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด มีขนาดเล็กบางเบา แต่มีขนาดความจำ มากขึ้น กินไฟน้อย และมีสรรพคุณอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าเก่านิดหน่อย โดยมีความเร็ว เริ่มต้นที่ 7,200 รอบต่อนาที


แล้วยังมีความพิเศษเวลาต่อเชื่อมสัญญาณ ไม่ต้องใช้สายแพร์ต่อเชื่อมวงจรให้ใหญ่โต รกรุงรังเหมือน ฮาร์ดดิสก์แบบ ATA


ถ้าสนใจฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ จะซื้อมาใช้ต้อง รู้ไว้ก่อน...เมนบอร์ดของเราใช้ กับฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่ได้หรือไม่


เมนบอร์ดรุ่นเก่าหมดสิทธิค่ะ เพราะอย่างนี้แหละ "แม่ทองต่อ" ถึงไม่อยากให้ซื้อคอมพิวเตอร์ เผื่ออนาคตให้ไกลมากนัก...เดี๋ยวนี้อะไรๆก็เปลี่ยนเร็วจนควักเงินจ่ายตามไม่ทัน


เราจะเลือกซื้อฮาร์ดดิสก์แบบไหนขนาดไหนดี ...ฮาร์ดดิสก์รุ่นเก่าแบบ ATA ถ้าจะดูที่ความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูล มีให้เลือก 2 แบบ...5,400 รอบ กับ 7,200 รอบต่อนาที


จะเลือกขนาดไหนขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋า ความเร็วยิ่งมากก็ใช้งานดีเหมาะกับมืออาชีพ... มือสมัครเล่นความเร็วธรรมดา 5,400 รอบต่อนาที ก็เกินพอ


ฮาร์ดดิสก์ความเร็ว 5,400 รอบ กับ 7,200 รอบ ราคาจะต่างกันประมาณ 500-1,000 บาท...ราคาต่างกันมากขนาดนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดความจุในการบันทึกข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ ที่มีให้เลือกตั้งแต่ 20-40-80 GB


จะเลือกซื้อขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับความ ต้องการเก็บข้อมูลใน เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ... มือสมัครเล่น 20 GB ก็เหลือกินเหลือใช้ค่ะ


แต่ขนาด 40 GB แพงกว่าขนาด 20 GB ประมาณ 200-500 บาท...ถ้าเลือกขนาด 80 GB ก็จะแพงขึ้นไปเป็นพันบาท


เจอฮาร์ดดิสก์ราคาสูสี ลุ้นให้เราเพิ่ม เงินเพื่อ จะได้ฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุ มากขึ้น... ฉะนั้นเวลาซื้อต้องตัดสินใจ ให้เด็ดขาด ฟันธงลงไปเลย เราต้องการความจุขนาดไหน


แต่จุดที่ต้องพิจารณาให้มาก ... ให้ดูอายุการรับประกันฮาร์ดดิสก์


ตอนนี้การรับประกันมี 1 ปี กับ 3 ปี...เทียบราคากันแล้ว ให้เลือก 3 ปีดีกว่า


เหตุที่ให้เลือกรับประกันนานไว้ก่อน ก็เพราะว่าฮาร์ดดิสก์ถึงจะยี่ห้อเดียวกัน มีขนาดความจุเท่ากัน...บางครั้งอายุการรับประกันยังไม่เท่ากันเลยค่ะ


เนื่องจากการผลิตจากโรงงานบางครั้ง บางลอต...มีผิดพลาดเกิดขึ้นได้เหมือนกัน


ผลิตได้สินค้ามาตรฐานต่ำ...เลยต้องลดอายุการรับประกันค่ะ


ส่วนใครที่ยังไม่เคยซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาก่อน...เพิ่งจะมาซื้อหนแรกก็คราวนี้ ขอแนะนำให้เลือกซื้อฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่ Serial ATA ไปเลยจะดีกว่า


เพราะปีนี้เทคโนโลยีจะหันมาใช้ฮาร์ดดิสก์แบบนี้กันหมดแล้ว ขืนซื้อรุ่นเก่ามาใช้ ผ่านไป 2-3 ปี ฮาร์ดดิสก์เกิดพังขึ้นมา แล้วจะหาอะไหล่เปลี่ยนยาก


ส่วนเทคนิคการเลือกซื้อก็ให้ดูที่ความเร็ว ความจุ และอายุการรับประกันเหมือนฮาร์ดดิสก์ รุ่นเก่าค่ะ.


เลือกซื้อแรม


จะซื้อคอมพิวเตอร์ยุคนี้ อย่าคิดเผื่ออนาคต ให้ไกลนัก... จะเปลืองเงินโดยใช่เหตุ


อาทิตย์ก่อนบอกไปแล้วเรื่อง เลือกซื้อซีพียู อาทิตย์นี้มาว่ากันต่อ เรื่องแรม (RAM) หน่วยความจำหรือแหล่งเก็บพัก ข้อมูลชั่วคราวของคอมพิวเตอร์


เทคโนโลยีล่าสุดของแรมขณะนี้ เป็นชนิด DDR แต่มีหลายขนาด หลายความถี่ให้เลือกใช้


จะเลือกแรมที่มีหน่วยความจำมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินในกระเป๋าของเรา ที่ปัจจุบันนี้มีให้เลือกตั้งแต่ 128 Mb, 256 Mb, 512 Mb...ยิ่งสูง ยิ่งดี แต่ราคาจะแพง


แต่ที่จะแนะนำ ขอให้ดูที่ขนาดความถี่ของความเร็วให้เหมาะกับซีพียูเป็นหลักจะดีกว่า


เวลาซื้ออย่าทึกทัก...เลือกแต่แรมความ ถี่เร็ว เพราะหลงผิดคิดว่ามันจะดี


ถ้าเลือกความเร็วไม่ตรงกับซีพียู...ซื้อมาอาจใช้ไม่ได้


ซีพียูตระกูล Intel หลายคนอาจสงสัย ตัวอักษรหลังความถี่ของซีพียู ที่เขียนไว้ว่า A, B, C หมายถึงอะไร


เขาไม่ได้พิมพ์ขึ้นมาให้ดูเท่เก๋ทันสมัยหรอกค่ะ...A หมายถึงซีพูยูนั้นมีความเร็วอยู่ในช่วงความถี่ 400 MHz


B ซีพียูอยู่ในช่วงความถี่ 533 MHz...ส่วน C ก็อยู่ในช่วงความถี่ 800 MHz


ฉะนั้นเวลาจะซื้อแรมมาใช้กับซีพียูตระกูล Intel ต้องระวังให้ดี


ช่างผู้รู้บอกว่า แรม DDR ความถี่ 266 MHz เหมาะจะใช้กับซีพียูที่มีความถี่ในช่วง 400 MHz


แรม DDR ความถี่ 333 MHz จะใช้กับซีพียู ที่มีความถี่ในช่วง 533 MHz


และแรม DDR ความถี่ 400 MHz ที่เร็วสูงสุดในขณะนี้ เหมาะจะใช้กับซีพียูความถี่ในช่วง 800 MHz


ส่วนซีพียูตระกูล AMD เริ่มกันตั้งแต่รุ่น Duron ควรใช้แรมขนาดไหน ช่างผู้รู้บอก... ขึ้นอยู่กับเมนบอร์ดว่าสามารถใช้กับแรมความถี่ขนาดไหน


สำหรับซีพียูตระกูล AMD รุ่น Athlon XP ก็เช่นกัน ต้องดูที่เมนบอร์ด... แต่มีข้อแนะนำ ให้ใช้แรม DDR ความถี่ 333 MHz ก็มากพอแล้ว


ส่วนซีพียู AMD รุ่นล่าสุด Opteron นั้นเหมาะจะใช้กับแรม DDR ความถี่ 400 MHz


แต่ปัญหาเลือกซื้อแรม ไม่ได้มีแค่นี้


ก่อนจะซื้อต้องรู้ซึ้งถึงปัญหาระหว่างแรมกับเมนบอร์ดไว้ก่อนว่า...เมนบอร์ดบางรุ่นบางยี่ห้อ ใช้กับแรมบางรุ่นบางลอตไม่ได้


ถึงจะมีการระบุสเปกความถี่ตรงกัน ใช้ด้วยกันได้...แต่ก็อย่าเชื่อให้มากว่า มันจะใช้ด้วยกันได้


อย่างเมนบอร์ดยี่ห้อดัง รุ่นดี ราคาสูง ที่ร้านมักจะเชียร์ให้เราซื้อ อยากรู้ว่ายี่ห้อไหน รุ่นอะไร ให้ลองไปแกล้งถามไถ่แถวพันธุ์ทิพย์ เดี๋ยวก็รู้...จะบอกเชียร์ให้ซื้อเหมือนกันทุกร้าน


เมนบอร์ดยี่ห้อนี้ รุ่นนี้ มีสเปกระบุไว้ชัดใช้กับแรม DDR ความถี่ 400 MHz...แต่ที่ไหนได้ ซื้อมาแล้วใช้ด้วยกันไม่ได้


เนื่องจากแรม DDR ความถี่ 400 MHz บางลอตที่โรงงานผลิตออกมา ไม่สามารถซัพพอร์ตเมนบอร์ดทุกยี่ห้อ...ใช้ได้กับเมนบอร์ดบางรุ่น บางยี่ห้อเท่านั้นเอง


ฉะนั้นเวลาเลือกซื้อ ต้องเช็กข้อมูล สอบถามกันให้ดีๆ...ซื้อมาแล้วใช้ด้วยกันได้มั้ย


ถามให้ชัวร์...ทางร้านยอมให้เปลี่ยนหรือเปล่า


ก็ส่วนใหญ่ซื้อแล้ว จ่ายเงินแล้ว...ทางร้านมักจะถีบหัวส่ง ไม่รับผิดชอบค่ะ.


วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2551

'Road Map of Food Safety เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ของคนไทย


วันนี้ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็มีแต่คนพูดถึงเรื่องราวของ Food Safety หรือความปลอดภัย ของอาหาร ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หันมาให้ความสนใจ และเอาจริงเอาจังกับเรื่องของ อาหารกันมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อสนองนโยบายของภาครัฐที่พัฒนาไทย ให้เป็นครัวโรงใหญ่ของโลก เมื่อเราวางเป้าหมายที่จะเป็นครัวของโลกแล้ว ฉะนั้น เราเองควรที่จะต้องปรับปรุง และยกระดับครัวของเราให้ดีเสียก่อน

โครงการต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่อง Food Safety จึงเกิดขึ้น สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลด้าน ระบบความปลอดภัยของเกษตรและ อาหารทั้งระบบ ได้จัดทำ Road Map of food Safety ขึ้น เพื่อเป็นคู่มือในการนำทางสู่ระบบอาหารปลอดภัย ซึ่งประกอบด้วย 5 ส่วน ตั้งแต่การนำเข้า ในระดับฟาร์ม สถานที่ผลิตหรือสถานประกอบการ ผลผลิต จนกระทั่งสู่กลไกที่นำไปสู่ผู้บริโภค นั่นคือ ตลาด โดยแต่ละส่วนจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงสาธารณสุข สถาบันอาหาร ซึ่งแต่ละส่วนนั้นจะมีกิจกรรม ดังนี้ การนำเข้า มีการตรวจสอบปัจจัยการผลิต เช่น อาหารสัตว์ เคมีภัณฑ์ วัตถุดิบ และอาหารแปรรูปนำเข้า ระดับฟาร์ม มีการขึ้นทะเบียนรับรองฟาร์มมาตรฐาน และตรวจติดตามฟาร์มมาตรฐานและ การใช้ปัจจัยต่างๆ ในฟาร์ม สถานที่ผลิต มีการตรวจสอบรับรองโรงงานแปรรูปเพื่อการส่งออก โรงงานอาหารสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ สะพานปลา สถานที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ และการให้คำปรึกษาด้านการจัดทำระบบคุณภาพ GMP/HACCP ผลผลิต การตรวจสอบรับรองผลผลิตทั้งที่ส่งออกและจำหน่ายในประเทศ ตลาด การเจรจาแก้ไขปัญหาเทคนิค การตรวจเฝ้าระวังอาหารสด อาหารแปรรูป และอาหาร ที่ปรุง ณ แหล่งจำหน่าย การตรวจสุขาภิบาลแหล่งจำหน่าย และการพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค ภายใต้ Road Map ดังกล่าวนี้ ผลสัมฤทธิ์ที่ได้คือ ไทยสามารถรักษามูลค่า การส่งออกสินค้าเกษตรและ อาหารกว่า 600,000 ล้านบาทต่อไปไว้ได้ และยังช่วยลดปัญหาการกักกันทำลายสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ซึ่งมีมูลค่าปีละกว่า 2-3 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญคือ คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้น ลดจำนวนผู้ป่วยจากการบริโภคอาหาร ปนเปื้อนสารเคมีที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ.

กินข้าวใช้ทำแป้งแก้โรคเบาหวานมีสารสรรพคุณ เหมือนกับอินซูลิน


ผลการศึกษาของนักวิจัยมหาวิทยาลัยมินิโตบาในแคนาดา พบว่า ข้าวบัควีท ข้าวชนิดหนึ่งปลูก มากในอเมริกาเหนือ ใช้ทำแป้ง อาจช่วยควบคุมโรคเบาหวานได้

จากการวิจัยกับหนูพบว่า สารสกัดจากเมล็ดพืชดังกล่าว สามารถลดระดับกลูโคสในเลือดได้ถึง ร้อยละ 19 คณะนักวิจัยแนะว่า คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานควรจะพิจารณาผสมบัควีทลงใน อาหารด้วย หรือไม่เช่นนั้นก็รับประทานในรูปของอาหารเสริม ดร.คาร์ลา เทย์เลอร์ หัวหน้า คณะนักวิจัยบอกว่า การผสมบัควีทในอาหาร อาจเป็นทางหนึ่งที่ปลอดภัย ง่าย และไม่แพง ที่จะช่วยลดระดับกลูโคส และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อน อันเนื่องมาจากโรคเบา หวาน ซึ่งรวมทั้งโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ ประสาท และไต ส่วนประกอบสำคัญของบัควีทก็คือ สารประกอบที่เรียกว่า chiro-inositol ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ในบัควีท และพบได้น้อยในอาหารอื่นๆ จากการทดลองกับทั้งคนและสัตว์ที่ผ่านมาพบว่า สารประกอบตัวนี้มีส่วนสำคัญในกระบวนการเผาผลาญกลูโคสและการส่งสัญญาณของเซลล์ นักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดว่า สารประกอบตัวนี้ทำงานอย่างไร แต่จากการศึกษาในเบื้องต้นพบว่า อาจทำให้เซลล์มีความไวกับอินซูลินมากขึ้น หรือไม่เช่นนั้นอาจทำหน้าที่เลียนแบบอินซูลิน นักวิจัยย้ำว่า บัควีทไม่ใช่ยารักษาโรคเบาหวาน และว่าควรที่จะมีการศึกษากับคนต่อไป เพื่อดูว่า จะใช้บัควีทหรือสารสกัดในปริมาณเท่าใด ถึงจะเป็นประโยชน์ในการช่วยลดระดับน้ำตาล ในเลือดได้.

วิธีป้องกันอาการ "เมาค้าง


ง่ายที่สุดเลยคือไม่ต้องดื่มเหล้า นั่นแหละ ป้องกัน ได้แน่นอน พูดแล้วเหมือนกำปั้นทุบดิน ซึ่งค่อน ข้างเสี่ยงว่าจะถูกกำปั้นหันกลับมาทุบตัวคนพูด ได้ง่ายเช่นกัน "เมาค้าง" เป็นอาการปวดหัว คลื่นเหียน อาเจียน ที่เกิด ในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เมื่อคืนเพิ่งดื่มสุรายาเมาหนักคอ ไปหน่อย แค่ไหนเรียกว่ามากไป ขึ้นอยู่กับปริมาณการดื่มใน ช่วงเวลาหนึ่ง น้ำหนักของคนดื่ม พูดง่ายๆว่า น้ำหนักน้อย มีสิทธิ์ไปไว สุดท้ายเป็นเรื่องอายุ ยิ่งแก่ยิ่งเมาค้างได้ง่าย ไม่อยากเมาค้างก็ต้องหาวิธี ป้องกัน เริ่มตั้งแต่เตรียมตัว ก่อน ออกงาน ควรเตรียมกินอาหารดีๆ รองท้องไว้เสียก่อน และโดยเฉพาะโอกาสนี้เท่านั้นที่อา หารจำพวกไขมันจะได้เป็นพระเอก เพราะมันย่อยช้า ก็จะช่วยป้องกันกระเพาะให้พ้นจากการ ระคายเคืองของแอลกอฮอล์ได้

เขาบอกว่านมสักแก้วหนึ่งก็ช่วยปกป้องกระเพาะได้เหมือนกัน มันจะช่วยชะลอการดูดซึมแอลกอฮอล์ให้เข้าสู่ร่างกายช้าลง ระหว่างอยู่ในวง ควรจะสลับด้วยน้ำหรือเครื่องดื่มเบาๆ สลับฉากเสียบ้าง จะได้จำกัดปริมาณ แอลกอฮอล์เข้าสู่เส้น เลือด ก่อนกลับบ้านถ้าเมาต้องไม่ขับรถ ควรจะกินน้ำหรือ น้ำส้ม เพราะวิตามินซีจะช่วยเร่งการเผาผลาญอาหาร หรือจะดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ที่พวกนักกีฬาดื่มกันก็ไม่เลว ตื่นขึ้นมาถ้ายังพบว่าตัวเองเมาค้าง ก็ต้องหันหน้าเข้าหา สูตรเดิม คือน้ำ วิตามินซี หรือน้ำผลไม้ก็ได้ แล้วอย่าลืมกิน อาหารจำพวกขนมปังปิ้ง กับไข่ดาวเข้าไปช่วยกวาดล้างพิษ ที่ตกค้างอยู่ในตับในตอนที่เผาผลาญแอลกอฮอล์ อาการเมา ค้างมันอยู่ไม่นานหรอก อย่างมากก็ราว 24 ชั่วโมง อดทน หน่อย พอรู้สึกดีขึ้นก็ออกไปลุยต่อได้อีก เชื่อเหอะ!!

เคล็ดเลือกเซรามิก


จะซื้อหาเครื่องครัวเซรามิกมา ไว้คู่บ้าน ซื้อมาไว้โชว์ เลือกได้ตามใจ ปรารถนา ของกระเป๋า สตางค์... อย่าเอามาใช้งาน แต่ถ้าจะซื้อไปใช้งานใส่กับข้าวกับปลา ควรเลือกลวดลายสีสันแบบไหน... อาทิตย์ก่อนบอกไปแล้ว

อาทิตย์นี้มาต่อเรื่องที่ค้างไว้ จะเลือกถ้วยชามเซรามิกแบบไหน... ไม่ให้ถูกเขาหลอกต้ม อุตส่าห์จ่ายเงินซื้อของราคาเกรดเอ... แต่ดันได้ของเกรดบีกลับบ้านให้ เจ็บใจ จะได้ของดีสมราคาที่จ่ายไป ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีวัสดุ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) แนะนำทุกครั้งที่ซื้อ...ให้ยกถ้วยชาม ที่เราซื้อคว่ำลงบนพื้นราบเรียบ วางคว่ำบนแผ่นกระจกได้...จะยิ่งดีม้ากค่ะ คว่ำแล้วลองจับเคาะดู จานชามมีอาการโยกเยก มีเสียงดังตามมาเพราะ ปากจานชามประกบกับพื้นราบได้ไม่สนิทหรือเปล่า ประกบไม่สนิท...แสดงว่าปากจานชามเบี้ยวค่ะ แน่นอนค่ะ อาการนี้บอกให้รู้ว่าผลิตได้ไม่ มาตรฐาน ถือเป็นสินค้าเกรดต่ำ เอามาขายราคาเท่าสินค้าเกรดเอ... บ่ได้เด้อ พิจารณาดูแล้วปากจานชามไม่บิดเบี้ยว ขั้นต่อไปให้ดูก้นตรงกลางชามที่เราคว่ำ ดูว่ามันแบนราบเรียบ หรือนูนขึ้นมา ถ้าไม่แบนเรียบ แน่นอนค่ะไม่ได้มาตรฐาน เพราะตอนเอาเข้าเตาเผา เผาไม่ได้อุณหภูมิที่เหมาะสม เผาแล้วดินยังไม่สุกดี ดินยังไม่แกร่งพอ ก้นจานชามเลยย้อยห้อยตกท้องช้าง เป็นก้นนูนให้เราเห็นยังไงคะ จากนั้นลองสัมผัสผิวจานชามเซรามิก... เรียบลื่น เคลือบผิวดีแค่ไหน ลูบคลำไปแล้ว ผิวจานชามสากมือหรือเปล่า ถ้าสากมือ ดูแล้วมีผิวขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ มีจุดเล็กๆ แบบตามดเต็มไปหมดหรือเปล่า...เจอจานชามลักษณะนี้ ใครจะชอบใจดูว่าคลาสสิก จะซื้อหาไปใช้งานก็ไม่ ว่ากัน แต่ขอบอกให้ รู้...ซื้อไปใช้งานใส่ อาหารไปแล้ว เศษอาหารเข้าไปอุดอยู่ในรูเล็กๆ มีคำถามตามมาว่าคุณสามารถ ล้างจานชามใบนั้นให้ สะอาดได้แค่ไหน ถ้าพิจารณาดูแล้วว่าตัวเองหมดปัญญา ที่จะเอาปลายเข็มไปงัดเขี่ยเศษอาหาร ออกมาได้... ก็อย่าซื้อมาใช้เป็นอันขาด ซื้อมาทำไมให้เป็นที่สะสมเชื้อโรค จริงมั้ยคะ ก็เพราะอย่างนี้ ดร.ชุติมา ถึงไม่แนะนำให้ซื้อจานชามเซรามิกดินเผาสีอิฐ "เอิร์ธแวร์" มาใช้ใส่อาหาร ก็เซรามิกเอิร์ธแวร์อันสุดเท่เก๋คลาสสิก ที่คนไทยบางกลุ่มกำลังคลั่งไคล้ เอิร์ธแวร์เป็นภาชนะที่มีรูพรุนเล็กๆ ให้เศษอาหารไปจับเกาะอยู่มากมาย ใช้ไปแล้วล้างยังไงก็ไม่สะอาด ถึงเดี๋ยวนี้ผู้ผลิตบางรายจะแก้ปัญหาด้วยการเอาแล็กเกอร์มาทาเคลือบ ให้ดูเรียบลื่นขึ้นมาก็เถอะ เจอน้ำเจออาหารไป แล็กเกอร์จะล่อนหลุดได้หรือเปล่า เชิญพิจารณาเองค่ะ แต่ถ้ารักจะเอาเซรามิกเอิร์ธแวร์มาใส่ อาหารแล้วล่ะก็ ขอแนะนำให้ทำตัวแบบเศรษฐี รับประทานเสร็จแล้วให้ทิ้งเลย...ไม่ต้องเก็บมาล้างเพื่อสะสมเชื้อโรคหรอกค่ะ.