++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549

การรับสารสนเทศด้านการป้องกันอุบัติเหตุของนักเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในจังหวัดอำนาจเจริญ


การรับสารสนเทศด้านการป้องกันอุบัติเหตุของนักเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในจังหวัดอำนาจเจริญ
วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2538.

ละมัย ร่มเย็น (2538 / 162-163) ศึกษาเรื่องการรับสารสนเทศด้านการป้องกันอุบัติเหตุของนักเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในจังหวัดอำนาจเจริญ ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาในการเผยแพร่สารสนเทศของสื่อแต่ละประเภทแตกต่างกันไป เช่น สื่อบุคคล มีปัญหาด้านการใช้ภาษาที่เข้าใจยาก อธิบายเนื้อหาไม่ชัดเจน สื่อมวลชนมีปัญหาในด้านไม่มีรายการเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุจราจร ให้รับชม รับฟัง สื่อเฉพาะกิจมีปัญหาในด้านการเผยแพร่สารสนเทศ กระทำไม่สม่ำเสมอ ไม่ต่อเนื่องกัน เวลาที่เผยแพร่ไม่ตรงเวลากับที่ผู้รับรับฟัง


การจัดอัตรากำลังบุคลากรพยาบาลโดยการวิเคราะห์ภาระงานหอผู้ป่วยใน ของโรงพยาบาลขอนแก่น


สุดาพร กุมพล, อรพิน นวพงศกร และสุพิพัฒน์ พระยาลอ. "การจัดอัตรากำลังบุคลากรพยาบาลโดยการวิเคราะห์ภาระงานหอผู้ป่วยใน ของโรงพยาบาลขอนแก่น", ขอนแก่นเวชสาร. ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 : 211-222 ; กันยายน - ธันวาคม, 2546.


สุดาพร กุมพล, อรพิน นวพงศกร และสุพิพัฒน์ พระยาลอ (2546 : 211) ได้ศึกษา
ภาระงานการพยาบาลในหอผู้ป่วยของพยาบาลวิชาชีพและพยาบาลเทคนิค เพื่อใช้เป็นข้อมูลใน
การจัดสรรกำลังคนที่เหมาะสมและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงานการพยาบาล เก็บข้อมูล
โดยใช้วิธีจับเวลาแบบ time - motion ของบุคลากรแต่ละรอบเวรตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 16 วัน ศึกษาในหอผู้ป่วยที่มีลักษณะงานแตกต่างกันของหอผู้ป่วยในจำนวน 12 หอผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพและพยาบาลเทคนิคจำนวน 160 คน โดยแยกปฏิบัติกิจกรรมที่ทุกหอผู้ป่วยปฏิบัติเหมือนกัน (common care) และกิจกรรมเฉพาะสาขา (special care) พยาบาลวิชาชีพและพยาบาลเทคนิค ผู้ปฏิบัติแต่ละกิจกรรมเป็นผู้จับเวลาและบันทึกกิจกรรมทันทีภายหลังปฏิบัติแต่ละกิจกรรมเสร็จ ผู้ศึกษาขึ้นสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ร่วมด้วย ผลการศึกษาพบว่าหอผู้ป่วยที่มีปริมาณงานมาก พยาบาลวิชาชีพใช้เวลาเฉลี่ยต่อผู้ป่วยหนึ่งราย เวรเช้า เท่ากับ 21 นาที เวรบ่าย 19 นาที เวรดึก 16 นาที พยาบาลเทคนิคใช้เวลาเฉลี่ย เวรเช้า 18 นาที เวรบ่าย 16 นาที เวรดึก 16 นาที ส่วนหอผู้ป่วยที่มีปริมาณงานปานกลาง ค่าเฉลี่ยปริมาณเวลาต่อผู้ป่วยหนึ่งรายต่อ 1 เวร พบว่าพยาบาลวิชาชีพใช้เวลาเฉลี่ยเวรเช้า เท่ากับ 18 นาที เวรบ่าย 13 นาที เวรดึก 12 นาที พยาบาลเทคนิคใช้เวลาเฉลี่ย เวรเช้า 15 นาที เวรบ่าย 11 นาที เวรดึก 11 นาทีและพบว่าอัตราส่วนภาระงานเวรเช้าร้อยละ 40 เวรบ่ายร้อยละ 32 และเวรดึกร้อยละ 28 จากผลการศึกษาดังกล่าวเพื่อให้การจัดสรรอัตรากำลังพยาบาลที่เหมาะสม โรงพยาบาลขอนแก่นต้องเพิ่มบุคลากรพยาบาลใน 12 หอผู้ป่วย รวมทั้งสิ้นจำนวน 50 คน โดยหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิงเพิ่มขึ้น 11 คน เด็กเล็ก และเด็กโต หอผู้ป่วยละ 10 คน อายุรกรรมชาย 2 9 คน ศัลยกรรมชาย 5 คน ศัลยกรรมอุบัติเหตุ 4 คน และนรีเวช เพิ่ม 1 คน และควรจัดอัตรากำลังในเวรเช้ามากที่สุด รองลงมา คือเวรบ่ายและเวรดึกตามลำดับ


การจัดอัตรากำลังบุคลากรพยาบาลโดยการวิเคราะห์ภาระงานหอผู้ป่วยใน ของโรงพยาบาลขอนแก่น


สุดาพร กุมพล, อรพิน นวพงศกร และสุพิพัฒน์ พระยาลอ. "การจัดอัตรากำลังบุคลากรพยาบาลโดยการวิเคราะห์ภาระงานหอผู้ป่วยใน ของโรงพยาบาลขอนแก่น", ขอนแก่นเวชสาร. ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 : 211-222 ; กันยายน - ธันวาคม, 2546.


สุดาพร กุมพล, อรพิน นวพงศกร และสุพิพัฒน์ พระยาลอ (2546 : 211) ได้ศึกษา
ภาระงานการพยาบาลในหอผู้ป่วยของพยาบาลวิชาชีพและพยาบาลเทคนิค เพื่อใช้เป็นข้อมูลใน
การจัดสรรกำลังคนที่เหมาะสมและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงานการพยาบาล เก็บข้อมูล
โดยใช้วิธีจับเวลาแบบ time - motion ของบุคลากรแต่ละรอบเวรตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 16 วัน ศึกษาในหอผู้ป่วยที่มีลักษณะงานแตกต่างกันของหอผู้ป่วยในจำนวน 12 หอผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพและพยาบาลเทคนิคจำนวน 160 คน โดยแยกปฏิบัติกิจกรรมที่ทุกหอผู้ป่วยปฏิบัติเหมือนกัน (common care) และกิจกรรมเฉพาะสาขา (special care) พยาบาลวิชาชีพและพยาบาลเทคนิค ผู้ปฏิบัติแต่ละกิจกรรมเป็นผู้จับเวลาและบันทึกกิจกรรมทันทีภายหลังปฏิบัติแต่ละกิจกรรมเสร็จ ผู้ศึกษาขึ้นสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ร่วมด้วย ผลการศึกษาพบว่าหอผู้ป่วยที่มีปริมาณงานมาก พยาบาลวิชาชีพใช้เวลาเฉลี่ยต่อผู้ป่วยหนึ่งราย เวรเช้า เท่ากับ 21 นาที เวรบ่าย 19 นาที เวรดึก 16 นาที พยาบาลเทคนิคใช้เวลาเฉลี่ย เวรเช้า 18 นาที เวรบ่าย 16 นาที เวรดึก 16 นาที ส่วนหอผู้ป่วยที่มีปริมาณงานปานกลาง ค่าเฉลี่ยปริมาณเวลาต่อผู้ป่วยหนึ่งรายต่อ 1 เวร พบว่าพยาบาลวิชาชีพใช้เวลาเฉลี่ยเวรเช้า เท่ากับ 18 นาที เวรบ่าย 13 นาที เวรดึก 12 นาที พยาบาลเทคนิคใช้เวลาเฉลี่ย เวรเช้า 15 นาที เวรบ่าย 11 นาที เวรดึก 11 นาทีและพบว่าอัตราส่วนภาระงานเวรเช้าร้อยละ 40 เวรบ่ายร้อยละ 32 และเวรดึกร้อยละ 28 จากผลการศึกษาดังกล่าวเพื่อให้การจัดสรรอัตรากำลังพยาบาลที่เหมาะสม โรงพยาบาลขอนแก่นต้องเพิ่มบุคลากรพยาบาลใน 12 หอผู้ป่วย รวมทั้งสิ้นจำนวน 50 คน โดยหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิงเพิ่มขึ้น 11 คน เด็กเล็ก และเด็กโต หอผู้ป่วยละ 10 คน อายุรกรรมชาย 2 9 คน ศัลยกรรมชาย 5 คน ศัลยกรรมอุบัติเหตุ 4 คน และนรีเวช เพิ่ม 1 คน และควรจัดอัตรากำลังในเวรเช้ามากที่สุด รองลงมา คือเวรบ่ายและเวรดึกตามลำดับ


การพัฒนาแผนกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมโครงงาน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวจุฑาพร บุญวรรณ กศ.ม. หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ.2548
อ.ที่ปรึกษา อ.สมพร จินากุล

บทคัดย่อ
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่มีความสำคัญในทุกประเทศ ทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อเป็นพื้นฐานในการติดต่อกับสังคมภายนอกให้เกิด ผลในระดับที่ผู้ใช้ต้องการ ปัจจุบันครูสอนภาษาอังกฤษรู้จักใช้เทคนิคกระบวนการเรียนการสอนภาษา รู้จักปัญหาและความต้องการของผู้เรียน การสอนเขียน คือ ทักษะในการใช้ภาษาเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาค้นคว้าครั้วนี้จึงมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนกิจกรรมการเรียนรู้ ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมโครงงาน ที่มีประสิทธิภาพ 70/70 และศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนกิจกรรมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมโครงงาน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหนองโสนวิทยา ตำบลขอนแตก อำเภอสังขะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ แผนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ แบบทดสอบก่อนหลังเรียน (Pre-Post Test) และแบทดสอบย่อยที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา My Family และ Myself สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของแผน คือ E1 และ E2 ส่วนสถิติที่ใช้ในการหาดัชนีประสิทธิผลของแผน คือ EI
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้
1. แผนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมโครงงาน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 75-79 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70
2. แผนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมโครงงานมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.72 ซึ่งแสดงว่าหลังจากนักเรียนเรียนด้วยแผนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ มีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 72
โดยสรุป แผนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมโครงงาน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทำให้นักเรียนมีทักษะเขียนที่ดีขึ้น สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาทักษะเขียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของ นักเรียนให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้


การพัฒนาแผนกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมโครงงาน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวจุฑาพร บุญวรรณ กศ.ม. หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ.2548
อ.ที่ปรึกษา อ.สมพร จินากุล

บทคัดย่อ
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่มีความสำคัญในทุกประเทศ ทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อเป็นพื้นฐานในการติดต่อกับสังคมภายนอกให้เกิด ผลในระดับที่ผู้ใช้ต้องการ ปัจจุบันครูสอนภาษาอังกฤษรู้จักใช้เทคนิคกระบวนการเรียนการสอนภาษา รู้จักปัญหาและความต้องการของผู้เรียน การสอนเขียน คือ ทักษะในการใช้ภาษาเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาค้นคว้าครั้วนี้จึงมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนกิจกรรมการเรียนรู้ ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมโครงงาน ที่มีประสิทธิภาพ 70/70 และศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนกิจกรรมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมโครงงาน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหนองโสนวิทยา ตำบลขอนแตก อำเภอสังขะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ แผนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ แบบทดสอบก่อนหลังเรียน (Pre-Post Test) และแบทดสอบย่อยที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา My Family และ Myself สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของแผน คือ E1 และ E2 ส่วนสถิติที่ใช้ในการหาดัชนีประสิทธิผลของแผน คือ EI
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้
1. แผนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมโครงงาน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 75-79 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70
2. แผนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมโครงงานมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.72 ซึ่งแสดงว่าหลังจากนักเรียนเรียนด้วยแผนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ มีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 72
โดยสรุป แผนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมโครงงาน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทำให้นักเรียนมีทักษะเขียนที่ดีขึ้น สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาทักษะเขียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของ นักเรียนให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้


การพัฒนาบุคลากรในการจัดการเรียนรู้ด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม ในโรงเรียนบ้านดอนงัว อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี


ผู้ศึกษาค้นคว้า นายสมบัติ เอื้อทาน กศ.ม. การบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ.2548
อ.ที่ปรึกษา ดร.วิสุทธิ์ ราตรี

บทคัดย่อ
โรงเรียนบ้านดอนงัวเป็นโรงเรียนหนึ่งที่จัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา ถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มี 12 ห้องเรียน อัตรากำลังครู 14 คน ด้วยความขาดแคลนอัตรากำลังครูโรงเรียนจึงได้รับจัดสรรสื่ออุปกรณ์รับสัญญาณ ดาวเทียม เพื่อมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งใหม่ ครูไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้มาก่อนจึงนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนไม่ดีเท่า ที่ควร โรงเรียนจึงต้องการทีจะพัฒนาบุคลากรเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมกรเรียนการสอน ด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม โดยมีความมุ่งหมายที่จะพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำไปปฏิบัติจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียมใน ห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดังกล่าวมี 5 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการ ขันหลังจากศึกษาบทเรียนทางโทรทัศน์ ขั้นสรุปผลการเรียนรู้ และขั้นวัดผลประเมินผล การพัฒนาบุคลากรดังกล่าวใช้กลยุทธ์การพัฒนา 2 กลยุทธ์ คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ การนิเทศภายใน วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้าใช้หลักการวิจัยปฏิบัติการที่ประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Refection) โดยดำเนินการเป็น 2 วงรอบ มีกลุ่มผู้ศึกษาค้นคว้า 6 คน ประกอบด้วยผู้ศึกษาค้นคว้า ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า เป็นครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 5 คน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 103 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยวิทยาการจำนวน 3 คน ข้าราชการครูภายในโรงเรียนบ้านดอนงัว 2 คน ข้าราชการครูโรงเรียนปทุมวิทยากร จำนวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบรายงานผลการศึกษาดูงาน แบบบันทึกการประชุม และแบบบันทึกการนิเทศ ภายในกรวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการศึกษาข้อมูลที่รวบรวมได้หลายๆรอบ เพื่อหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงของข้อมูลและแนวโน้มเพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ และแปรความหมาย แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ การวิเคราะห์ผลการพัฒนา ว่าหลังจากได้รับการพัฒนาแล้ว การวิเคราะห์ข้อมูลการพัฒนา ผู้ศึกษาค้นคว้าสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ อย่างมีคุณภาพ การวิเคราะห์การพัฒนาตาระเบียบของทางราชการหรือการตอบสนองนโยบายของทาง ราชการ ที่เก่ยวข้องที่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติอย่างถูกต้องและ สมบูรณ์
ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าจากที่ไม่เคยมีประสบการณ์ ไม่มีความรู้ในเรื่องการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยระบบทางไกลผ่านดาว เทียมมาก่อนจึงไม่สามรถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากได้รับการพัฒนาโดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการซึ่งประกอบด้วย กิจกรรมการพัฒนา คือ กิจกรรมการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรที่มีความรู้ทำให้ผู้ร่วม ศึกษามีความรู้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น กิจกรรมศึกษาดูงาน ทำให้ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าได้เห็นสภาพจริงของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทำ ให้มีความมั่นใจยิ่งขึ้นในการนำความรู้ที่ได้ ไปสู่การปฏิบัติจริงในห้องเรียน กลยุทธ์การนิเทศภายใน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมการพัฒนา คือ กิจกรรมการสังเกตการสอน ทำให้ผ็ร่วมศึกษาค้นคว้าได้สังเกตการสอนและได้เห็นการสอนที่แท้จริงในการ จัดการเรียนการสอนด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม กิจกรรมการเยี่ยมห้องเรียน ทำให้ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าได้เยี่ยมชมการสอนของเพื่อนครูในชั้นเรียน โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันในการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมการให้คำปรึกษาหารือ ทำให้ผู้ศึกษาค้นคว้าได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแนะนำซึ่งกันและกันใน การจัดการเรียนการสอน ทำให้ครูผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม และนำไปสู่การปฏิบัติในห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนา
โดยสรุป การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ทำให้ครูผู้สอนได้รับการพัฒนา ทำให้โรงเรียนบ้านดอนงัว สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ตามปกติ ถึงแม้ว่าโรงเรียนจะอยู่ในสภาวะขาดแคลนบุคลากร และวิธีการดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในโรงเรียน ขนาดเล็ก โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล เป็นการสร้างโอกาส สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับทุกคนในการเรียนรู้ด้วยระบบทางไกลผ่านดาว เทียมได้เป็นอย่างดี




การเปรียบเทียบผลการสอนตามรูปแบบวัฎจักรการเรียนรู้กับรูปแบบการสอนของ สสวท. ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2


ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวนุชจรี ศรีสวัสดิ์ กศ.ม. วิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. 2548
อ.ที่ปรึกษา รศ.ดร.ไพฑูรย์ สุขศรีงาม

บทคัดย่อ
วิทยาศาสตร์มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต ซึ่งทำให้มนุษย์ได้พัฒนาความคิดเชิงเหตุผลและทักษะในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในการพัฒนาประเทศชาตินั้นจะต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ ในการคิดตัดสินใจและรับเลือกการดำรงชีวิตที่เหมาะสมทันกับสภาพความเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น ทุกประเทศจึงจัดให้มีการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึง ระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ประชาชนมีความแตกฉานทางด้านวิทยาศาสตร์ การจัดการเรียนการสอนจึงเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้เทคนิคการสอนที่หลากหลาย เพื่อให้นักเรียนเป็นผู้ที่มีคุณลักษณะเป็นคนเก่ง คนดี และมีสุขได้ การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลการเรียนรู้การ สอนแบบวัฎจักร การเรียนรู้และการสอนแบบ สสวท. ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จังหวัดยโสธร ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้การจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ จำนวน 8 ด้าน 40 ข้อ และความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ จำนวน 5 ด้าน จำนวน 60 ข้อ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two-way ANOVA) และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบพหุคูณสองทาง (Two- way MANOVA)

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้

1. นักเรียนโดยส่วนรวมและจำแนกตามเพศ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน หลังเรียน โดยรวมและเป็นรายด้าน 6 ด้าน คือ ด้านการสังเกต ด้านการจัดประเภทสิ่งของ ด้านการวัด ด้านการใช้เลขจำนวนและการคำนวณ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับเวลา และด้านการจัดกระทำข้อมูลและสื่อความหมาย เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หลังเรียนโดยรวมและเป็นรายด้าน 5 ด้าน คือ ด้านการยอมรับข้อตกลงเบื้องต้น ด้านการตีความ ด้านการสรุปความ และด้านการประเมินข้อโต้แย้ง เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนของวัฏจักรการเรียนรู้ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน โดยรวมและเป็นรายด้าน 5 ด้าน คือ ด้านการสังเกต ด้านการจัดประเภทสิ่งของ ด้านการใช้เลขจำนวนและการคำนวณ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับเวลา และด้านการจัดกระทำข้อมูลและสื่อความหมาย และมีความคิดเชิงวิพากวิจารณ์ โดยรวมและเป็นรายด้านทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านการยอมรับข้อตกลงเบื้องต้น ด้านการตีความ ด้านการนิรมัย ด้านกาารสรุปความและด้านการประเมินข้อโต้แย้ง มากกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนของ สสวท. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. นักเรียนชายและนักเรียนหญิง มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน และความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยรวมและเป็นรายด้าน ไม่แตกต่างกัน

4. ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศและรูปแบบการสอนที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยา ศาสตร์ ขั้นพื้นฐานและความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งโดยรวมและเป็นรายด้าน
โดยสรุป นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนของวัฏจักรการเรียนรู้ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นและความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยรวมและเป็นรายด้านมากกว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนของ สสวท. ครูวิทยาศาสตร์ สามารถนำไปจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น พื้นฐานและความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ของนักเรียนในระดับชั้นต่างๆให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น


วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2549

สกัดน้ำขิงช่วยเร่งราก-ใบ ทดแทนฮอร์โมนนำเข้าราคาแพง

ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกนี้ ไทยถือเป็นประเทศ ที่มีความหลากหลาย ของพืชสมุนไพร ไม่แพ้ประเทศอื่นเลย ทว่าการนำมาใช้ประโยชน์นั้น ยังน้อยนิดเหลือเกิน ทั้งที่ความจริงแล้วพืช หรือสมุนไพรชนิดหนึ่งๆ นั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ได้มากกว่าการนำมาบริโภค หรือกินเพียงอย่างเดียว

อย่าง เช่น ขิง ที่ผู้คนส่วนใหญ่คุ้นกับการใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร เพิ่มรสชาติ หรือดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ฯลฯ ขณะที่ประเทศแถบตะวันตกนำขิงไปทำเบียร์ (Ginger beer) เนื่องจากขิงมีฤทธิ์ร้อน ช่วยขับเหงื่อ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยเจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว...

แ ต่สำหรับข้อมูลที่ คุณมณีรัตน์ ปัญญพงษ์ ประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ส่งมาให้ขอบอกว่าเป็นความรู้ใหม่ ที่ทำให้อีกหลายคนได้ทราบว่า จากนี้ไป ขิง จะไม่ได้เป็นเพียงแค่สมุนไพร เครื่องเทศที่ใช้ในการประกอบอาหาร ในครัวเท่านั้น หลังจากที่ นายกนก อุไรสกุล อาจารย์คณะวิชาพืชศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา หันตรา ได้ศึกษาวิจัยและค้นพบว่า ขิงสามารถนำไปช่วยกระตุ้น ให้พืชสร้างรากใหม่ได้เป็นอย่างดี

เ กี่ยวกับเรื่องนี้ อาจารย์กนก เล่าความเป็นมาให้ ฟังว่า ปกติพืชแต่ละชนิดจะมีสารกลุ่มเทอปีน (Terphene) เป็นกลุ่มฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติช่วยในการเจริญเติบโต สร้างเซลล์ แตกราก แตกใบใหม่อยู่แล้ว ซึ่งได้ทดลองสกัดฮอร์โมนจากพืชหลายชนิด ทั้งพริก แมงลักคา (กะเพราผี) สะเดา ตะไคร้หอม สาบเสือ หนาด ขิง ฯลฯ นำมาเปรียบเทียบกัน ปรากฏว่าน้ำสกัดจากขิงช่วยให้รากของกิ่งไม้ที่ใช้ในการทดลองออกรากเร็ว และปริมาณมากกว่าน้ำสกัดจากพืชชนิดอื่น

ในการท ดลองนักวิจัยได้ใช้สารสกัดจากขิงเปรียบเทียบกับฮอร์โมนเร่งราก ที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาดชนิดหนึ่ง โดยใช้กิ่งโกศลจุ่มสารสกัดขิงและฮอร์โมนที่ซื้อมา จากนั้นนำไปแช่ในขวดเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง ปรากฏว่ากิ่งโกศลทั้งสองออกรากจำนวนมากทั้งสองกิ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างน้ำสกัดขิงกับฮอร์โมนที่ซื้อมา นอกจากนี้ ยังได้นำไปทดลองฉีดพ่นรากของพืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งมักพบว่าพืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเหล่านี้เวลานำออกจากขวดแล้วจะไม่ค่อยโ ต แต่ เมื่อลองใช้น้ำสกัดขิงฉีดพ่นไปที่รากพืชเหล่านี้ พบว่าโตเร็วขึ้น 1-2 เท่าตัว แถมใบยังเขียวขึ้นด้วย

การทำก็เพียงแ ค่สกัดเอาส่วนที่เป็นน้ำใสๆจากขิงสด (ขิงแก่) ผสมกับน้ำในอัตราส่วน 5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร นำกิ่งพันธุ์จุ่มก่อนที่จะนำไปปักชำ หรือฉีดพ่นก็ได้ จะทำให้ อัตราการงอกของราก และการแตกใบอ่อนของพืชรวดเร็ว ไม่แพ้สารเคมีราคาแพงเลย ที่สำคัญ ขิงเป็นพืชที่เรารู้จักกันดี หาได้ง่ายในท้องถิ่น เกษตรกรสามารถทำไว้ใช้ในไร่สวนของตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี

เกษตรกรที่มีความสนใจเ กี่ยวกับโลกของขิง ที่มีคุณค่ามากกว่าการนำมาประกอบอาหาร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-1586-1573 หรือที่กองประชาสัมพันธ์ราชมงคล โทร.0-2282-9340-41

ผลิตยางแผ่นคุณภาพดีประหยัดด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร นำสื่อมวลชนสำนักต่างๆ หลายสิบชีวิตบินลัดฟ้าล่องใต้ สูดกลิ่นอายธรรมชาติ สัมผัสบรรยากาศ ในสวนยางพารา ที่ ศูนย์บริการวิชาการด้านพืช และปัจจัยการผลิตภูเก็ต หรือที่แต่ก่อนเรามักจะคุ้นหูกัน ในนาม สถานีทดลองยางภูเก็ต

นายไพโรจน์ สุวรรณจินดา เลขานุการกรมฯ บอกว่า ศูนย์ฯภูเก็ตเป็นอีกแห่งหนึ่ง ที่อยู่ในโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ด้านการเกษตรในพื้นที่ ภาคใต้ ซึ่งถือว่าเป็นอีกมิติหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสและทางเลือกมากขึ้น ทั้งในด้านการอนุรักษ์ รวมไปถึงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสุขภาพ โดยพื้นที่ของศูนย์ส่วนใหญ่จะเป็นแปลงปลูกยาง พาราและพืชชนิดต่างๆ

ดังนั้น กิจกรรมหลัก จะเน้นด้านการเกษตร โดยเฉพาะในเรื่องของยาง พาราควบคู่ไปกับ การศึกษาพันธุ์ไม้ท้องถิ่นร่วม 200 ชนิด ที่ปลูกแซมในสวนยางรวมถึง การปลูกผักพื้นบ้าน ไม้ดอกบางชนิด ที่สามารถทนสภาพร่มเงาได้ และกิจกรรมที่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ให้ความสนใจมาก ก็คือ การเปิดโอกาสให้ ทดลองกรีดยาง

และ...จุดหนึ่งที่นับว่ามีประโยชน์มากๆ ในช่วงเวลาที่รัฐประกาศขยายพื้นที่ปลูกยางพาราขณะนี้ก็คือ การสาธิตการทำยางแผ่นชั้นดี ซึ่งไม่ใช้ระบบการรมควัน แต่จะใช้วิธีการอบยางด้วย พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นโรงงานต้นแบบที่คิดค้นโดยนายชิต ทัศนกุล ข้าราชการเกษียณ ของสถาบันวิจัยยาง

...สำหรับโรงงานต้นแบบอเนกประสงค์ บริเวณชั้นล่าง จะใช้พื้นสำหรับทำยางแผ่น ชั้นบนใต้หลังคาสังกะสีซึ่งเป็นห้อง สำหรับอบยางให้สุก ซึ่งมีทั้งหมด 6 ห้อง อบยางได้ห้องละ 218 แผ่น โดยหลังคาด้านนอกทาสีดำ เพื่อดูดความร้อนจากแสงอาทิตย์ บริเวณชายคามีหลังคา 2 ชั้น เพื่อเป็นช่องระบายไอน้ำออก...

ในส่วนขั้นตอนการผลิต นายปิเชน บุญสอน พนักงานเกษตรของศูนย์ฯ อธิบายว่า เริ่มแรกกรองเศษขยะออก จากนั้นจะผสมน้ำยางเพื่อทำยางแผ่น อัตราส่วน น้ำยาง 3/น้ำ 2 ส่วน ใส่น้ำกรดฟลอมิค อัตราส่วน 300 ซีซี/น้ำยาง 5 ลิตร กวนให้เข้ากัน ตักฟองออก ทิ้งไว้ 15-20 นาที ยางจะเริ่มจับตัวเป็นวุ้น เทลงบนพื้น นวดด้วยเหล็กให้สม่ำเสมอ โดยสัดส่วนดังกล่าวจะได้ยาง 1 แผ่น

นำเข้าเครื่องรีดเรียบ 2 ครั้ง และเข้ารีดดอก 1 ครั้ง เพื่อให้น้ำระเหยออกให้มากที่สุด และความหนาของแผ่นยาง จะต้องอยู่ที่ขนาด 2.5-3 มิล ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐาน น้ำหนัก 1-1.2 กก./แผ่น จากนั้นนำไปแขวนไม้ ผึ่งลมทิ้งไว้ 1 วัน จึงลำเลียงขึ้นแขวนราว และดึงขึ้นอบในห้องชั้นบนใต้หลังคา หากแดดดีจะปล่อยทิ้งไว้ 3-4 วัน

การอบยางดังกล่าวจะได้ยางแผ่นชั้นดี ซึ่งราคารับซื้อจะสูงกว่ายางรมควันธรรมดา แถมยังไม่ ต้องเสียเวลานั่งเฝ้าและเสี่ยงต่อไฟไหม้ หลีกเลี่ยงความจนด้วยการประหยัดต้นทุน และขายให้ได้ราคาดีก็มีกำไร ต้นทุนต่ำขายราคาสูงมันก็ไม่จน ชาวสวนยางมือใหม่ที่สนใจอยาก ทำได้ ไม่จน ไปดูและสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.0-7631-1997, 0-7631-1049.

เพ็ญพิชญา เตียว