++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

ดนตรีแสงตะวัน

กลุ่มศาลาริมน้ำอยู่ริมโน้น
ล้อแสงโยนหยอกน้ำยะย้ำผิว
ผลิ ประกายลายพรมในลมพริ้ว
ทอดระนาบทาบทิวในริ้วทอ

ทอทับทิมริมเมฆเสกเสียงเสนาะ
จังหวัเคาะเคาะผ่าน สะพานหอ
หอดนตรีคลี่ เสียงก็เคียงคลอ
จังหวะเคาะ-เพราะพอ จะผลิแพลง

นักเต้นรำในสายธารจึงสานถ้อย
กระเพื่อนริ้วน้อยน้อยพอพร้อมเร่ง
ชวนไม้ดอก บอกลมพรมบรรเลง
ใบมะขามคร่ำเคร่ง มาครึกครื้น

ฟ้าถอนหายใจให้ยามบ่าย
จึงเหลือความเรียบง่ายให้เย็นรื่น
ให้สะพานสีเก่าได้ เศร้ากลืน
ใช้ขอบชานขานชื่น ชะโลมวัน

ให้ยายผู้ชราผ่าน สะพานมุ่ง
ลงเด็ดยอดผักบุ้ง ริมน้ำนั่น
ให้ศาลาเรียบง่ายมิร่ายงัน
ต้อนรับหนุ่มนักฝัน- มาผันกวี

ว่า-ทับทิม ริมเมฆเสกเสียงได้
จังหวะเพราะเคาะไหวในวิถี
คือความง่ายอันงาม แต่ตามมี
คือสันสี คือ ลีลาแห่งผ้าเย็น

ฟ้าถอนหายใจเป็นปุยเมฆ
เป็นภาพอันวิเวกให้คนเห็น
เป็นดนตรีกังสดาลกังวานเป็น
เป็นเรื่องราวลับเร้น ให้รับรู้

นักเต้นรำแห่งสายน้ำมิเหนื่อยอ่อน
ตราบสายลมสะท้อน-ยังเต้นอยู่
ชวนดอกไม้หลายดอกออกมาดู
กิ่งมะขามเอนลู่-ระบำลม

ข้าม สะพาน-ข้ามมาหาฝั่งนี้
ฝั่งหัวใจใฝ่ดี มีฝันผสม
ฝั่งดนตรีแสงตะวันสวรรค์อารมณ์
ฝั่งมนุษย์ทรุดก้ม ชมนาฏกรรม

กลุ่มศาลาริมน้ำอยู่ ริมโน้น
ล้อแสงโยนหยอกธาร มานานฉนำ
จังหวะเคาะ เลาะพรมในลมพรำ
ต้อนรับคำบางคำ ของคนจร

พจนารถ พจนาพิทักษ์

รถไฟกำลังมา..

ที่สถานีรถไฟ
ฉันเดินพล่านเหมือนคนบ้า
ในมือถือตั๋วใบ หนึ่ง
ไม่ระบุจุดหมาย และเวลา
ไกลออกไปคือทางรถไฟ
ทอดตัวยาวไกล
ไกล ไกล ไกล
ไกลสุดสายตา
ไกลในความ รู้สึก

หรือว่า.. ข้างหน้าไม่มีสถานี
หรือที่นี่.. คือสถานีสุดท้ายของชีวิตผู้คน
แล้วผู้คนจะไปไหน..
ไปทำไม..
.. ในเมื่อข้างหน้า ไม่มีสถานีอีกแล้ว..

โอ มาตุภูมิ..
ฉันและผู้คนร่วมชะตากรรมกำลังจะจากไป
ไปพร้อมกับรถไฟเที่ยวนี้
ไปในที่ๆ ไม่มีสถานี
โน่น รถไฟกำลังมา..
ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

เด่นชัย น้อยนาง

นิมมลา...ดอกไม้ของคนยาก

1. อรุณฉายพรายฉ่ำน้ำค้างหยาด
บริสุทธิ์ผุดผาดกว่าวาด ฝัน
หมอกห่มพรมทุ่งในรุ่งวัน
อาบมาลีสีสันตามคันนา

แม้คำรักของหนุ่มนาที่ว่าหวาน
ก็มิปานน้ำค้างพร่างพฤกษา
งามกว่างาม, กว่าสิ่งใดในสายตา
งามกว่าเสน่หามายาใจ

ข้ายังคงคิดถึงรำพึงหา
เจ้าดอกนิมมลาเอยอยู่ไหน
นานนักแล้วที่เจ้ามาจากไป
ธาตุ แท้ใจ เจ้าดำไม่อำลา

พอเข้าใจบางอย่างได้บ้างแล้ว
เมื่อไม่มีวี่แววคืนมาหา
ข้าก็รู้จักเจ้าเท่าสายตา
แต่ใจเจ้านั้นลึกกว่าเมือง บาดาล

ลืมเลือนทุกอย่างแล้วใช่ใหม
ลืมว่าใครเปลี่ยวเหงาเฝ้ากู่ขาน
น้ำตาข้ารินไหลเป็นสายธาร
เจ็บปวดรวดร้าวรานเพียง ลำพัง

แผ่วเพลงตอนอ้างว้างตอนกลางดึก
ข้านอนนึกถึงเรื่องราวในความหลัง
ถ้าเจ้าอยู่ข้าจะร้องให้เจ้าฟัง
เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาใน เมื่อวาน

2. เธอคือดอกไม้ในห้องอับ
กลีบประดับด้วยขาวชมพูหวาน
เปิดหน้าต่างรับแสงฉายระบายบาน
มิทันนานก็ร่วงรายปลิวหาย ไป

ด้วยหลงไหลในเล่ห์เสน่หา
ของผีเสื้อมายาจนอ่อนไหว
แล้วในเช้าแดดอุ่นละมุนไอ
เธอก็ไป ทิ้งไปโดยไม่รู้

ในทุ่งแสงตะวัน อันอบอุ่น
หรือในทุ่งม่านฝุ่นที่เธออยู่
หรือรื่นเริงอยู่กับม่านกาลฤดู
หรือพรั่งพรูด้วยน้ำค้างต่างน้ำตา

3. ถามถึงเธอดอกไม้ของคน ยาก
ลมเอยข้าขอฝากความห่วงหา
ไปบอกเจ้าดอกนิมมลา
ว่าหัวใจของข้าไม่มีใคร

บอกว่าข้าคิดถึงอยู่เสมอ
และถามเธอว่า คิดถึงข้าบ้างไหม
ให้ข้ารู้ให้ข้าได้เข้าใจ
ถึงเหตุผลว่าทำไมถึงทิ้งกัน

อรุณฉายพรายฉ่ำน้ำค้างหยด
ทุกหยดได้รดราดความใฝ่ฝัน
รักเอย..เคยพันผูกทุกคืนวัน
ไม่หลงเหลือคำมั่นที่สัญญา..

สถาปัตย์ เทวาลัย

อยากมีใครสักคนอย่างคิดฝัน

ฉันเหน็ดเหนื่อยท้อแท้และอ่อนล้า
อยู่กับ การเสาะหาซึ่งจุดหมาย
บนทางเดินเปล่าเปลี่ยวอย่างเดียวดาย
ทั้งรอบกายภัยร้ายคอยคุกคาม

จนหมดเรี่ยวหมดแรงจะ ต่อสู้
แม้ศัตรูยิ้มเยาะและเหยียดหยาม
ชีวิตที่คิดว่าจะงดงาม
บัดนี้ตามความจริงกลับยิ่งจม

อยากมีใครสักคนอย่างคิด ฝัน
ปลอบโยนฉันให้คลายความขื่นขม
จุดไฟฝันอีกคราฝ่าทุกข์ตรม
เลิกจ่อมจม ทุกข์ท้อทรมาน

อิสระกาล

ช่างฟ้อน


ช่างฟ้อน ฟ้อนรำ ทำท่า


ลีลา ท่าททาง ช่างงามสม


ผิวเนื้อ อ่อนนวล ชวนชม


นิยม นิยาม งามนาง



รูปร่างสมส่วนสตรี


ดุจหงส์ผู้มีศักดิ์สูงส่ง


รำร่าย กรายเชิง


ชวนให้ใครต่อใครลุ่มหลง ตะลึงชม



ช่างฟ้อน ฟ้อนรำ ทำท่า


หน้าตาท่าทาง ช่างขื่นขม


ถูกกะถูกเกณฑ์มาให้คนชม


เหน็ดเหนื่อยระทมระทวยกาย



เมธี

เพราะเธอเป็นคนสำคัญ

&nbs p; เพราะเธอเป็นคนสำคัญ
เป็นคนที่ฉันแคร์มากให้รู้ ไว้
เป็นคนแรกที่ได้รับของขวัญจากใจ
จากผู้หญิงใจใสๆที่มีให้แต่ เธอ

& nbsp; ฉันรู้คนอย่างฉันคงไม่ใช่คน แรก
แต่ไม่แปลกถ้าฉันจะขอเป็นคนสุดท้ายได้ ไหม
เป็นคนที่เธอให้ความรักความห่วงใยอย่างมาก มาย
เป็นคนสุดท้ายที่มีความหมายในใจเธอ


"TON"

กวี

ตัวอักษรนอนหลับ
นักกวีหมดปัญญา
ถ้อยพรรณนา..
เป็นได้แค่ โพรงของมดปลวก

รื่นไหลของสายธาร
ลึกล้ำแห่งขุนเขา
ณ ผิวเปลือกไม้เก่าๆ
บทกวีร้อนเร่าสถิตสงบอยู่ตรงนี้ เอง..

ด.ญ.จันทร

ความฝันกับความเศร้า

อยากจะหลับตลอดไปไม่ต้อง ตื่น
อยากสดชื่นเพราะมีเธออยู่ในฝัน
อยากจะให้เราสองครองรักกัน
อยากจะอยู่ในฝัน ตลอดไป


ผิดเองที่ปล่อยหัวใจไปรักเขา
โดยที่ไม่มองตัวเราเป็นไฉน
แต่เมื่อรู้เธอมี ใครอยู่ในใจ
ก็สายเกินจะตัดใจไปจากเธอ

คงเป็นได้เพียงแค่ในความฝัน
ที่จะมีเธอนั้นอยู่ เสมอ
ทั้งที่รู้เราไม่อยู่ในใจเธอ
แต่ก็เผลอเพราะหัวใจมันไม่เจียม

อยากจะฝันต่อไปไม่ ยอมตื่น
ไม่อยากฝืนหัวใจที่โหยหา
อยากเคียงข้างกับเธอทุกเวลา
ถึงแม้ว่าแค่ฝันก้อยัง ดี

๏ แด่เธอหนึ่งในใจฉัน ๏
ไม่อยากฝัน อีกต่อไป ฉันขอตื่น
ไม่ต้องฝืน ดวงใจ ให้โห่ยหา
โลกความจริง เคียงเธอ ทุกเวลา
ไม่ใช่ฝัน ที่มัวพร่า เพราะมีเธอ ๛

เก็บ ความเหงาเอาไว้ให้ห่างห่าง
เก็บความรักเคยร้างให้จางหาย
เก็บวันคืนที่เคยเจ็บอย่ากล้ำ กลาย
เก็บความหมายเหลือไว้แต่สิ่งดี

ความบอบช้ำอาจกลับแกร่งเป็นแรงกล้า
ความ เหนื่อยหล้าอาจผงาดเช่นหัตถี
ความทุกข์ท้ออาจรุมเร้าเข้าโจมตี
ขอให้มี..แรงสู้…อยู่ต่อไป…

PPN/ หมามองดวงดาว /Gentle Man/ศรัทธา

หักมุมมัดยิ้ม 5

อยากตะโกนขึ้นไปบนท้องฟ้า
บิกเธอว่าเรารักอย่างท่วมท้น
แต่เกรง ใจดาราอยู่ข้างบน
กลัวตกใจแล้วหล่นลงทับเธอ

ไผ่ไร้กอ

ปวดใจจังเห็นเธอนั่งอยู่กับเขา
เป็นเพราะเราไม่มีที่เธอหา
เธอชอบกินก๋วยเตี๋ยวลุกชิ้นปลา
ช้ำอุราเพราะเราขายข้าว แกง

ราดหน้าหมู

ตู้ใบนี้ถึงจะเก่าแต่ใช้ได้
ก็ไม่เล็กไม่ใหญ่ตู้ใบนี้
พี่จะ หลบและซ่อนตัวหลายนาที
จนกว่าผัวของคนดีจะออกไป

เมียพี่มีชู้

ทำไมดาวเรียงกันไม่เกิน สาม
ตั้งนิยามคำถามนี้ที่สงสัย
ชายหนึ่งมาบอกใมห้เราดีใจ
นี่คุกไงและตัวฉันคือร้อยเวร

กู้ด