++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2548

Using mass media to prevent cigarette smoking among adolescent girls.


งานวิจัยนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาแนวทางการรณรงค์ป้องกันการสูบบุหรี่จากสื่อ โดยทำการศึกษากลุ่มวัยรุ่นหญิงที่มีอัตราเสี่ยงต่อการสูบบุหรี่สูง

ผลการวิจัย พบว่า
- การรณรงค์เกี่ยวกับบุหรี่ทางสื่อมวลชนโดยเจาะจงกลุ่มเป้าหมายสามารถลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ในกลุ่มเป้าหมายนั้นได้



ผู้วิจัย - Worden Jk และคณะ (2539)


การเผยแพร่สารสนเทศด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ในจังหวัดสกลนคร


วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2538


วนิดา บิดร ( 2538/ 128-133) ศึกษาเรื่องการเผยแพร่สารสนเทศด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ใน จังหวัดสกลนคร ผลการศึกษาพบว่าแหล่งสารสนเทศเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่พระสงฆ์ กลุ่มตัวอย่างได้รับได้จากโทรทัศน์มากที่สุด ได้จากการพูดคุยและการสังเกตน้อยที่สุด ระดับการเผยแพร่เนื้อหาสารสนเทศของพระสงฆ์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ระดับการปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการเผยแพร่สารสนเทศของพระสงฆ์ โดยส่วนรวมอยู่ในระดับน้อย ซึ่งวิธีการเผยแพร่สารสนเทศที่ปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง คือ การพูดคุยในโอกาสต่างๆ การแสดงปาฐกถาและการบรรยายการเทศนาสั่งสอน และวิธีการเผยแพร่สารสนเทศที่ปฏิบัติในระดับน้อยที่สุด คือการใช้ภาพโฆษณา การฉายภาพสไลด์ ระดับการใช้สื่อเพื่อการเผยแพร่สารสนเทศของพระสงฆ์ โดยส่วนรวมอยู่ในระดับน้อย คือ วิทยุหรือหอกระจายข่าว ป้ายประกาศ นิทรรศการ เทปโทรทัศน์ และสื่อที่ใช้เผยแพร่สารสนเทศในระดับน้อยที่สุด คือ สไลด์ ปัญหาในการเผยแพร่สารสนเทศด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ในจังหวัด สกลนครที่พบมากที่สุด คือ ปัญหาพระสงฆ์ขาดหนังสือ เอกสาร คู่มือ ที่มีเนื้อหาด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคิดเป็นร้อยละ 77.80 และปัญหาที่พบน้อยที่สุด คือ ปัญหาพระสงฆ์ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คิดเป็นร้อยละ 35.40


การพัฒนาชุดฝึกอบรมครู การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน กลุ่มสาระกาเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2


ผู้ศึกษาค้นคว้า นายวีรศักดิ์ ศิลาวรรณ กศ.ม. หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ.2548
อ.ที่ปรึกษา ดร.นิราศ จันทรวิจิตร

บทคัดย่อ
โครงงานเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิธีหนึ่งที่ยึดผู้เรียน เป็นสำคัญ ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จะต้องมีความรู้และความเข้าใจในขั้นตอนการเรียนรู้และกระบวนการของโครงงาน เพื่อจัดประสบการณ์ให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามความสนใจ ความถนัดและพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาชุดฝึกอบรมครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบโครงการกลุ่มสาระการเรียน รู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการใช้ชุดฝึกอบรมครู การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้คือ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 จากศูนย์เครือข่ายดงแดงน้ำใส อำเภอจตุรพักตรพิมาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 จำนวน 6 คนที่มีความสมัครใจเข้ารับการอบรมจาก โรงเรียนบ้านน้ำใสเที่ยมแข้ โรงเรียนบ้านบางเครือ โรงเรียนรัฐทวิคาม โรงเรียนพรหยานุสรณ์ โรงเรียนบ้านกอกวิทยาคาร และโรงเรียนบ้านงูเหลือม เครื่องมือที่ใช้ คือ (1) ชุดฝึกอบรมครู การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 (2) แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจของครู ในการจัดกิจกรรมกาารเรียนรู้แบบโครงงาน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 30 ข้อ โดยมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.26 ถึง 0.67 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 (3) แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน (4) แบบประเมินแผนกรจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน (5) แบบประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน (6) แบบสอบถามความพึงพอใจของครูต่อชุดฝึกอบรมครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏดังนี้
1. ชุดฝึกอบรมครู การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 มีประสิทธิภาพ 84.46/89.03 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80 / 80 ที่ตั้งไว้
2. ครูมีความพึงพอใจต่อชุดฝึกอบรมครูในระดับมากที่สุด
โดยสรุป ผลการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ในด้านการพัฒนากระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานใน ช่วงชั้นอื่นๆ และเป็นแนวทางสำหรับครูหรือผู้สนใจที่จะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้ เรียนเป็นสำคัญ นอกจากนั้นยังเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ครูมีการพัฒนาตนเองและสอดคล้องกับแนวทาง การปฏิรูปการศึกษา


การเปรียบเทียบผลการสอนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้กับรูปแบบ สสวท. ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวแพรพรรณ สุวัน กศ.ม วิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. 2548
อ.ที่ปรึกษา รศ.ดร.ไพฑูรย์ สุขศรีงาม

บทคัดย่อ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาประเทศโดยต้องเริ่มที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติวิทยาศาสตร์ ในการคิดตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล และเลือกรับเทคโนโลยีมาใช้ในการดำรงชีวิตที่เหมาะสมทันกับสภาพการเปลี่ยน แปลงตลอดเวลาควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านวัตถุหรือเทคโนโลยี ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบันและอนาคต จึงจะทำให้มนุษย์ได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ และมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคมและปัญญา และมีทักษะในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน การสอนวิทยาศาสตร์ความเน้นที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้เทคนิคการสอนที่หลากหลาย และสามารถทำให้นักเรียนเป็นผู้ที่มีคุณลักษณะเป็นคนเก่ง คนดี และมีสุขได้ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลการสอนโดยใช้รูป แบบของวัฎจักรการเรียนรู้และรูปแบบของ สสวท. ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 86 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม แล้วแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บศึกษารวบรวมข้อมูลเป็นแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 8 ด้าน 40 ข้อ และเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ จำนวน 8 ด้าน จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และสถิติที่ทดสอบสมมุติฐานใช้ t-test และ F-test (Two-way ANCOVA) และ (Two-way ANCOMANOVA)
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้
1. นักเรียนโดยส่วนรวมและจำแนกตามเพศ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน หลังเรียนโดยรวมและเป็นรายด้าน 6 ด้าน คือ ด้านการสังเกต ด้านการจัดประเภทสิ่งของ ด้านการวัด ด้านการใช้จำนวนตัวเลขและการคำนวณ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับเวลาและด้านการจัดกระทำข้อมูล เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ โดยรวมและเป็นรายด้าน 5 ด้าน คือ ความอยากรู้อยากเห็น ด้านมีใจกว้าง ด้านคิดเชิงวิพากษ์ ด้านความเป็นปรนัย และด้านการยอมรับข้อจำกัด เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนของวัฎจักรการเรียนรู้ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐานโดยรวมและเป็นรายด้าน 6 ด้าน (ยกเว้นด้านการพยากรณ์และด้านการลงข้อวินิจฉัย) และมีเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ โดยรวมและเป็นรายด้าน 5 ด้าน (ยกเว้นด้านความมีเหตุผล ด้านมีความรอบคอบ และความซื่อสัตย์) มากกว่านักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนของ สสวท. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนชายและนักเรียนหญิง มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐานและเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ โดยรวมและเป็นรายด้าน ไม่แตกต่างกัน
4. ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศและรูปแบบการสอน ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐานและเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ ทั้งโดยรวมและเป็นรายด้าน
โดยสรุป นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนของวัฏจักรการเรียนรู้ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและมีเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนของ สสวท. ดังนั้น ครูวิทยาศาสตร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียน


การเปรียบเทียบผลการสอนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้กับรูปแบบ สสวท. ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวแพรพรรณ สุวัน กศ.ม วิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. 2548
อ.ที่ปรึกษา รศ.ดร.ไพฑูรย์ สุขศรีงาม

บทคัดย่อ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาประเทศโดยต้องเริ่มที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติวิทยาศาสตร์ ในการคิดตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล และเลือกรับเทคโนโลยีมาใช้ในการดำรงชีวิตที่เหมาะสมทันกับสภาพการเปลี่ยน แปลงตลอดเวลาควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านวัตถุหรือเทคโนโลยี ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบันและอนาคต จึงจะทำให้มนุษย์ได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ และมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคมและปัญญา และมีทักษะในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน การสอนวิทยาศาสตร์ความเน้นที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้เทคนิคการสอนที่หลากหลาย และสามารถทำให้นักเรียนเป็นผู้ที่มีคุณลักษณะเป็นคนเก่ง คนดี และมีสุขได้ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลการสอนโดยใช้รูป แบบของวัฎจักรการเรียนรู้และรูปแบบของ สสวท. ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 86 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม แล้วแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บศึกษารวบรวมข้อมูลเป็นแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 8 ด้าน 40 ข้อ และเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ จำนวน 8 ด้าน จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และสถิติที่ทดสอบสมมุติฐานใช้ t-test และ F-test (Two-way ANCOVA) และ (Two-way ANCOMANOVA)
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้
1. นักเรียนโดยส่วนรวมและจำแนกตามเพศ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน หลังเรียนโดยรวมและเป็นรายด้าน 6 ด้าน คือ ด้านการสังเกต ด้านการจัดประเภทสิ่งของ ด้านการวัด ด้านการใช้จำนวนตัวเลขและการคำนวณ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับเวลาและด้านการจัดกระทำข้อมูล เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ โดยรวมและเป็นรายด้าน 5 ด้าน คือ ความอยากรู้อยากเห็น ด้านมีใจกว้าง ด้านคิดเชิงวิพากษ์ ด้านความเป็นปรนัย และด้านการยอมรับข้อจำกัด เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนของวัฎจักรการเรียนรู้ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐานโดยรวมและเป็นรายด้าน 6 ด้าน (ยกเว้นด้านการพยากรณ์และด้านการลงข้อวินิจฉัย) และมีเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ โดยรวมและเป็นรายด้าน 5 ด้าน (ยกเว้นด้านความมีเหตุผล ด้านมีความรอบคอบ และความซื่อสัตย์) มากกว่านักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนของ สสวท. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนชายและนักเรียนหญิง มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐานและเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ โดยรวมและเป็นรายด้าน ไม่แตกต่างกัน
4. ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศและรูปแบบการสอน ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐานและเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ ทั้งโดยรวมและเป็นรายด้าน
โดยสรุป นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนของวัฏจักรการเรียนรู้ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและมีเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนของ สสวท. ดังนั้น ครูวิทยาศาสตร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียน


.เทวดาท่าจะยุ่ง


มาจะกล่าวบทไป
ถึงเทพไท้สิงสู่อยู่สวรรค์
ให้เดือดร้อนอ่อนจิตคิด ไปพลัน
มนุษย์นั้นปั้นเรื่องให้เปลืองใจ
เข้าหักร้างถางพงดงป่าหาย
จนวอดวายหายสาปราบไฉน
เทวดาอารักษ์ปกปักษ์ ไพร
ก็ต้องไร้ที่อยู่สู่วิมาน

เป็นปัญหาคาอกหมกสวรรค์
ซึ่งนับวันพลันเพิ่มเติมผสาน
เหล่าอารักษ์เคยปกป่ามาตก งาน
เหาะเพ่นพ่านงานไม่มีที่ประจำ
เห็นข่าวลือจะถือป้ายหมายประท้วง
ถึงกระทรวงห้วงวิมานท่านให้หนำ
เหตุไฉนไร ปล่อยให้ไร้งานทำ
โอ้เวรกรรมทำองค์อินทร์แทบสิ้นลม
คำยุทธ ศรีพละธรรม

เสียเหล้า


เสียเหล้าดั่งร้าวมณีรุ้ง
อ้วกลมพลันพุ่งเจียวหนา
เย็นย่ำลงแดงเวลา
ท้องไส้ถูกพร่าดีกรี
ของเคยหยิบจุบจีบจุบจับ
มารานหนีลับไปนี่
อยู่ไหนโปรดคืนมาที
บรั่นดีวิสกี้ โซดา

จะจดจำไปจนปรโลก
ฟ้องนิยายโศกละหวา
ยมบาลแอลกอฮอลิเดย์มา
ยับยั้งภริยาผู้ห้าม กิน
เมื่อน้ำทองแดงขายไม่ออก
ขอบอกให้ท่านถวิล
นรกอับเฉาอาจิณ
อาจตกงานเมื่อสิ้นปีศาจสุรา
บุญเพรียง บ้านพลับ

เสียเหล้า


พลิกล๊อค..


ผมและเธอร่วมงานกันนานอยู่
นับเป็นผู้ใกล้ชิดสนิทสนม
ต่างอยู่ เดียวเปลี่ยวใจไร้คู่ชม
หัวใจผมวุ่นว้าทุกครามอง

ความเป็นเพื่อนเลือนลามเป็นความรัก
แต่ปากหนักเก็บไว้จน ใจหมอง
มิกล้าเอ่ยเผยความตามทำนอง
ได้แต่ปองใจฝันทุกวันมา


เธองามเพียบเรียบร้อยชดช้อยยิ่ง
เป็นยอดหญิงวงค์ยูงที่สูงค่า
ผมคนจนด้อยนักเพียงศักดิ์กา
เอาน้ำยาที่ไหนไปบอกรัก

เธอขับเก๋งมาทำงานปาน ดอกฟ้า
ผมโหนมากับสองแถวใจแป้วหนัก
เธอมีบ้านโอ่อ่าสง่านัก
ผมยังพักห้องแบ่งเช่าน่าเศร้าใจ


เงิน เดือนผมไม่ชนเดือนเหมือนฟ้าแกล้ง
โชคลาภแล้งวิปริตผิดไฉน
แต่กระนั้นพบหน้าเธอคราใด
เธอยิ้มให้โอภาเอื้อ อารี

แล้ววันนี้..ตัดสินใจเข้าใกล้ชิด
ระงับจิตจะเอ่ยปากยยากเหลือที่
เธอสบตายิ้มให้ด้วยไมตรี
ผมได้ที สุดปลื้มขอยืมตังค์

" แอ๊ด อัจฉริยะ"