++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพัฒนาตนเอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพัฒนาตนเอง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เจ็ดสิ่งที่ควรหยุดทำทันทีใน Facebook

บทความนี้เรียบเรียงจาก 7 Things to Stop Doing Now on Facebook
by Consumer Reports Magazine Wednesday, May 12, 2010

1. ใช้รหัสผ่านแบบง่าย ๆ
หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อธรรมดา หรือคำทั่วไปที่สามารถหาพบได้ในพจนานุกรม
หรือแม้แต่ตัวเลขที่ลงท้ายรหัสผ่านดังกล่าว ควรใช้การผสมระหว่าง
ด้านหน้า ด้านหลังตัวอักษร ด้วยตัวเลข หรือสัญลักษณ์
รหัสผ่านควรมีแปดตัวอักษรอย่างน้อย เทคนิคที่ดีอย่างหนึ่งคือ
การเพิ่มตัวเลขหรือสัญญลักษณ์ระหว่างกลางคำผ่าน
เช่นตัวอย่างคำผ่าน houses เป็น hO27usEs!
มีบทความส่วนหนึ่งที่ผมได้เขียนไว้เรื่อง รหัสผ่านคาดเดายาก
http://www.pantip.com/tech/techblog/article.php?articleID=BA2882742

2. ระบุวันเดือนปีเกิดในข้อมูลสาธารณะ
โจรภัยทางข้อมูลแบบเบื้องต้น
ผู้ไม่หวังดีมักจะใช้ในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวคุณ
เพราะมันจะมีประโยชน์อย่างมากในการเข้าถึงข้อมูลธนาคารหรือบัตรเครดิต
ถ้าคุณได้ระบุวันเกิด ให้กลับไปที่ข้อมูลส่วนตัว เข้าไปแก้ไขข้อมูลส่วนตัว
ระบุข้อมูลพื้นฐานคือ ไม่แสดงวันเกิดในข้อมูลส่วนตัว หรือ
แสดงเฉพาะวันและเดือนเกิดในหน้าข้อมูลส่วนตัว

(การติดต่อสอบถามเกี่ยวกับบัตรเครดิต มักจะต้องตอบข้อมูลเรื่องนี้ด้วย)

3. ตรวจสอบการใช้งานของข้อมูลส่วนตัว
ข้อมูลทั้งหมดใน Facebook คุณควรกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงของเพื่อน
หรือเพื่อนของเพี่อน หรือตัวคุณเอง
เช่น การเข้าชมรูปภาพ วันเกิด ศาสนา และข้อมูลของครอบครัว
หรือสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวคุณเอง เช่น ข้อมูลในการติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ สถานที่อยู่
ควรจำกัดสิทธิ์เฉพาะบุคคลหรือกลุ่มที่สามารถจะเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว
หรือจัดการบล็อก(ห้าม)บุคคลบางคน
หรือไม่ให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

4. ระบุชื่อบุตรหลาน โดยมีข้อความที่อธิบายหรือตำบรรยายใต้ภาพประกอบ
ใม่ควรระบุชื่อบุตรหลานหรือป้ายกำกับ(tags)
หรือ มีคำอธิบาย/บรรยายรายละเอียดใต้ภาพ
และถ้าได้มีคนอื่นหรือเพื่อนคุณทำเช่นว่านั้น
ก็ขอให้ช่วยแก้ไขหรือลบออกพร้อมกับป้ายกำกับด้วย

แต่ถ้าชื่อบุตรหลานของคุณไม่ได้อยู่ใน Facebook
แต่ได้มีบางคนได้ระบุข้อมูลดังกล่าวไว้ใน
ป้ายกำกับ(tags) หรือ หรือมีคำอธิบายหรือบรรยายรายละเอียดใต้ภาพ
ก็ขอให้เจ้าของข้อมูลดังกล่าวแก้ไข/ลบออกด้วย

(เป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีใช้ข้อมูลดังกล่าว
ในการก่ออาชญากรรมบางเรื่องได้ง่าย
เพราะรู้ว่าเป็นลูกหลานของใครมีฐานะการเงินเป็นเช่นไร)

5. การบอกว่า กำลังออกจากบ้าน
เป็นนัยที่สื่อความหมายว่า ไม่มีใครอยู่ในบ้าน
หรือคล้ายเป็นการปิดป้ายว่า “ไม่อยู่” ไว้ที่หน้าบ้านเช่นกัน
ให้รอจนคุณกลับถึงบ้านแล้วค่อยบอกถึงการผจญภัยหรือความสนุกสนาน
ในการเดินทางหรือการใช้วันหยุดพักผ่อน โดยอาจจะไม่ต้องระบุ
วันเดือนปีที่เดินทางก็ได้ หรือระบุวันเดือนปีที่เดินทางให้คลุมเครือไม่ชัดเจน

6. การปล่อยให้ Facebook ค้นหา พบคุณ
เพื่อป้องกันคนแปลกหน้าเข้าถึงหน้าข้อมูลของคุณ
ให้ไปที่การค้นหาของ Facebook ข้อมูลส่วนตัว
และเลือกเฉพาะเพื่อนเท่านั้นของ Facebook ที่จะค้นพบข้อมูลดังกล่าว
และให้มั่นใจว่ากล่องข้อมูลสาธารณะไม่ได้ระบุให้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้

7. อย่าให้เด็กใช้ Facebook โดยไม่ตรวจสอบควบคุม
แม้ว่า Facebook จะไม่อนุญาตให้เด็ก
อายุต่ำกว่าสิบสามขวบหรือยังไม่ถึงเกณฑ์ใช้งาน
แต่หลายคนก็ทำการปลอมอายุเข้าไปใช้ได้
ถ้าคุณมีเด็กหรือวัยรุ่นในความปกครองใช้ Facebook
วิธีการที่ดีที่สุดในการตรวจสอบและควบคุม คือ
การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มเพี่อนของเขา
หรือให้ใช้ email ของคุณแทนในการติดต่อระหว่างบัญชีของเขา
เพื่อที่คุณจะได้รับข้อความหรือตรวจสอบการใช้งานของเขา

“เพราะสิ่งที่พวกเขาคิดว่าไม่เป็นไร ไม่มีอะไร
กลับกลายเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างง่ายดาย”
เป็นคำกล่าวของ Charles Pavelites, ผู้ชำนาญการพิเศษของหน่วยงาน
ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์จากอาชญากรรมทางอินเตอร์เนต

ยกตัวอย่างเช่น มีเด็กคนหนึ่งมักจะบอกว่า
"แม่กำลังจะกลับบ้านแล้ว ฉันต้องไปล้างจาน"
มักจะบอกทุก ๆ วัน ในเวลาเดิมเสมอ
มันเป็นการบอกเวลาที่ชัดเจนมาก
เกี่ยวกับการเดินทางไปกลับของพ่อแม่

(บอกช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ที่บ้าน
คนร้ายอาจกะระยะเวลาก่อกรรมทำชั่วได้ง่ายขึ้น)

วิธีทำงานให้สนุก

คนเราส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันมักจะไม่ได้ทำงานในสิ่งที่ตนอยากจะทำจริง ๆ

แต่กลับต้องทำงานที่ใจไม่รัก ไม่ชอบ ที่ต้องจำใจทำก็เพราะไม่มีทางเลือก ด้วยเหตุจำเป็นที่จะต้องหารายได้มาเลี้ยงชีวิตและครอบครัว เพราะขืนมัวแต่เลือกงานเดี๋ยวได้อดตายกันพอดี ก็เลยต้องทนทำงานกันต่อไป

การงานบางอย่างต้องทำซ้ำๆซากๆ จำเจน่าเบื่อหน่าย

การงานบางอย่างก็ช่างดูน่าต่ำต้อย เฮ้อ..จะไม่ทำก็ไม่ได้เดี๋ยวไม่มีเงินใช้ จะทำอย่างไรดีหนอ..

หากท่านพบกับปัญหาทำนองนี้ขอเชิญอ่านเคล็ดลับวิธีทำงานให้สนุก 4 วิธี

ที่ท่านอาจจะสามารถนำไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของท่านได้ ดังต่อไปนี้

1. มองให้เห็นคุณค่าของงาน

การงานทุกอย่างถ้าไม่ใช่อาชีพทุจริต ล้วนแต่มีคุณค่าแฝงอยู่ในการงานทั้งนั้น ดังนั้นขอเพียงแต่คุณรู้จักมองให้เห็นคุณค่าของมัน

แล้วสร้างความประทับใจในงานที่คุณทำอย่างสุดซึ้ง

ความรักความประทับใจในการงานของคุณนี้เอง ที่จะเป็นพลังใจทำให้คุณสามารถต่อสู้งานที่ยากลำบาก หรือ น่าเบื่อหน่ายต่อไปได้

ย้ำอีกคร้งว่า

ขอให้คุณสร้างความภูมิใจในสิ่งที่คุณทำ คือ มีความมั่นใจในงานที่คุณทำว่าเป็นงานที่มีคุณค่า ความรักความมั่นใจในสิ่งที่คุณทำนั่นแหละครับ ที่จะเป็นพลังใจสำคัญทำให้คุณทำงานของคุณอย่างมีความสุข

สรุปอีกทีคือ มองให้เห็นคุณค่าในงานที่คุณทำอยู่ว่า

ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อใคร ทำประโยชน์ให้แก่ใครได้บ้าง คิดให้ได้อย่างนี้แล้วสร้างความภูมิใจ ความมั่นใจในการงานของตนเอง

ชีวิตการทำงานของคุณก็จะมีความสุขมากขึ้นเป็นกองเลยทีเดียวครับ

2. กระตือรือร้นอยู่เสมอ

สร้างอริยาบถของคุณให้มีกระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวา ทำให้ติดจนเป็นนิสัย คุณก็จะพลอยมีความกระตือรือร้นในการทำงานไปด้วย

ความรู้สึกกระตือรือร้นนี้เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ครับ เวลาที่คุณอยู่คนเดียวในห้อง ให้คุณลองทำดูเล่น ๆ ก็ได้

คือ คุณลองทำโน่นทำนี่อย่างเนือย ๆ เฉื่อยแฉะสัก 5 นาที

จากนั้นให้เปลี่ยนบุคลิกใหม่คราวนี้ลองทำอะไรต่ออะไรด้วยท่าทีกระฉับเฉงว่องไวดูสัก 5 นาที ลองเปรียบเทียบดูสิครับ คุณจะพบว่าความรู้สึกมันต่างกันลิบลับเลยเดียว

คนที่มีความรู้สึกกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา

ทำอะไรมันก็ดูน่าสนุกไปหมด ดังนั้นในแต่ละวัน หากคุณลองทำตัวให้เป็นคนที่กระตือรือร้นขึ้นมาสักวันละครึ่งชั่วโมงกับการงานอะไรก็ได้

ให้คุณลองตั้งกติกากับตัวเอง ว่า คุณจะเป็นคนActive วันละครึ่งชั่วโมง

ดูสิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ในที่สุดคุณจะพบด้วยตัวของคุณเองว่า ทุก ๆ วันที่คุณฝึกทำงานอย่างว่องไวตื่นตัวอยู่เสมอ ความกระตือรือร้นของคุณมันจะค่อย ๆ ขยายตัวออกไป สู่กิจกรรมอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

จนในที่สุด

มันก็จะกลายเป็นบุคลิกใหม่ของคุณอย่างถาวร คือเป็นคนทำงานอย่าง สนุกสนานมีชีวิตชีวาด้วยความกระตือรือร้นนั่นเอง

3.ฝึกสมาธิกับการงาน

การงานบางอย่างมันก็ดูน่าเบื่อน่าเซ็ง จริงๆเสียด้วย มันจะไม่น่าเบื่อได้อย่างไร ก็ต้องทำซ้ำ ทำซาก หาความหมายอะไรไม่ได้เลย

ทำไปเบื่อไปเมื่อใดจะเลิกงานเสียที

ถ้าใครคิดอย่างนี้นาน ๆ จะพาลเป็น โรคประสาท เพราะจิตใจไม่มีความสุขกับการทำงาน ต้องฝืนใจทำไปวัน ๆ

ใครพบกับสถานการณ์เช่นนี้ ก็ให้ใช้วิธีนี้สิครับ

คือฉวยโอกาสฝึกสมาธิกับงานเสียเลยเป็นอย่างไร คือได้ทั้งความสงบใจ และได้ทั้งผลของงาน การทำสมาธิกับการทำงานอาจจะใช้วิธีง่าย ๆ

ด้วยการกำหนดรู้อริยาบถ คือแต่ละขั้นตอนของการเคลื่อนไหวร่างกาย ให้มีสติติดตามทันไปในทุกอริยาบถ

โดยก่อนที่เราจะเริ่มทำงาน

ให้มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าเราจะไม่คิดอะไรนอกเรื่องนอกราวในขณะทำงาน แต่จะใช้ความคิดมากำหนดการเคลื่อนไหวทุกอริยาบถ

เพื่อให้จิตเกิดเป็นสมาธิ มันจะได้เกิดความปีติสุขในขณะทำงาน วิธีทำก็ไม่ยาก ลองดูสิครับ

สรุปง่าย ๆว่า

ถ้าคุณรู้จักทำสมาธิในขณะทำงาน ก็เหมือนกับว่าคุณได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นในขณะทำงานเลยทีเดียวครับ

สนุกกับการทดลองปรับปรุงคุณภาพของงาน

การงานทุกอย่างมีเรื่องท้าทายอยู่ในตัวของมันเองเสมอว่า คุณจะสามารถปรับปรุงให้มันมีคุณภาพดีขึ้นได้หรือไม่ ดังนั้นในแต่ละวันที่คุณมาทำงาน

คุณอาจสนุกกับการเฟ้นหาปัญหาในที่ทำงานนำมาลองฝึกคิดแก้ไขดู

คิดเสียว่าเป็นการท้าทายสติปัญญาของคุณว่า

คุณสามารถจะทำได้หรือไม่ อาทิเช่น ทำอย่างไรถึงจะประหยัดทรัพยากร ประหยัดเวลา หรือ ทำอย่างไรผลผลิตจึงจะเพิ่มมากขึ้น

หรือ ทำอย่างไรจึงจะวางแผนงานให้เป็นลำดับไม่ลัดขั้นตอน ฯลฯ

ลองทำเรื่องเหล่านี้ให้มันดูน่าสนุก

เหมือนกับเล่นเกมประเภทฝึกสมองลองปัญญาอะไรทำนองนั้น

สรุปอีกครั้ง

คือให้หาเรื่องมาท้าทายสมอง มองหาปัญหาให้เจอแล้วคิดแก้ไขปรับปรุง ถ้าทำได้อย่างนี้ทุกวัน การงานมันก็จะไม่น่าเบื่ออย่างแน่นอนครับ แถมยังฉลาดขึ้นทุกวันอีกต่างหาก

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ความประทับใจที่เขียนออกมาอย่างไม่เต็มที่ ของแฟนพันธุ์แท้วิทยากร เชียงกูล


คุณนิดได้มีโอกาสได้พบกับวิทยากร เชียงกูล และเขียนบันทึกความประทับใจของเธอ หลังจากเวลาผ่านไปแล้ว กว่า 1 สัปดาห์ ทำให้เธอสามารถที่จะเขียนความรู้สึกประทับใจได้ในระดับหนึ่ง

ทั้งๆที่เธอมีความประทับใจจากการที่ได้พบกับ วิทยากร เชียงกูลเป็นครั้งแรกในชีวิตอย่างมากมาย
แต่เมื่อกลับมาถึงที่ทำงาน พบกับงานมากมายที่รออยู่ จนเวลาล่วงเลยมาหลายวัน
จึงมีโอกาสที่จะได้เขียนบันทึกที่อยากจะเขียน

"ฉันจึงมาหาความหมาย" กับคำตอบที่รอคอย...
http://gotoknow.org/blog/Myself/100422


ในตอนที่เธอได้พบกับวิทยากร เชียงกูล เธอทั้งพูดคุย ซักถามหลายอย่าง แต่เธอก็ยอมรับว่า ยังคุยได้ไม่เต็มที่อย่างที่หัวใจอยากจะคุยด้วย

เพราะความตื่นเต้นที่ได้พบกับสุดยอดนักเขียนในดวงใจเป็นครั้งแรก และเกิดความรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
ก่อนหน้าที่จะได้พบตัวจริงของนักเขียนในดวงใจ คุณนิดยังทำตัวไม่ค่อยจะถูก ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไร
จะพูด จะคุยอย่างไรดี

แต่เมื่อได้ตัวจริงของวิทยากร เชียงกูล ทุกอย่างดำเนินไปอย่างอัตโนมัติ เวลา 90 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากลาจาก อ.วิทยากรในบ่ายวันนั้น เธอรู้สึกประทับใจหลายอย่าง
อยากมีโอกาสได้พบกับท่านอีกครั้ง ซึงจะเตรียมตัวให้ดี และพูดคุย แลกเปลี่ยนกับท่านให้สมใจอยาก

แม้ว่า บันทึกที่เขียนออกมา อาจจะถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น
ในช่วงที่เธอได้คุยกับ อ.วิทยากร เชียงกูล เธอยอมรับว่า เธอเขียนไม่ค่อยเก่ง อ.วิทยากรจึงให้คำแนะนำว่า ต้องหัดเขียนบ่อยๆ แล้วคุณจะเขียนได้เก่ง เขียนได้คล่องเอง







เมื่อคุณนิด อยากจะเขียนบันทึกความประทับใจ เมื่อได้เขียนจริงๆแล้ว เขียนออกมาได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น
แม้แต่การพูดคุย ก็ยังพูดคุยได้ยังไม่เต็มที่อย่างที่อยากจะคุย

แบบนี้ย่อมที่จะต้องฝึกฝนตนเอง ในการเขียนถ่ายทอดสิ่งที่คิดให้ออกมาได้อย่างที่ใจอยากจะถ่ายทอด
เหมือนอย่างสุดยอดนักเขียนในดวงใจ "วิทยากร เชียงกูล" แล้วล่ะครับ






วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

เราจำเป็นต้องรู้จักตัวเราเองมากกว่านี้


หากกาลิเลโอ นิวตัน ลาวัวซิเออร์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดา แห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ได้มีโอกาสสนใจและประยุกต์
ปรัชญาหยิน-หยางของคัมภีร์อี-ชิงมาใช้กับแนวความคิด ของวิทยาการตะวันตกสักเล็กน้อย โลกของเราปัจจุบันคงจะน่าอยู่ และสมดุลเป็นธรรมชาติมากกว่านี้

สภาพสังคมปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ได้พัฒนาถึงจุดเสื่อม เกือบทุกระดับ ทุกสถาบัน
ตั้งแต่ระดับครอบครัวสู่ชุมชน สู่สถาบัน สู่สังคม สู่ประเทศ
ศาสตร์วิชาต่างๆ ที่เป็นรากฐานของแนวความคิดของเรา ความรู้เรื่องตัวของมนุษย์เรายังไม่เพียงพอ ไร้จุดหมาย
และใกล้สู่ทางตัน ทั้งนี้เพราะสิ่งประดิษฐ์ที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ค้นคิดประดิษฐ์ขึ้นมานั้น
ไม่เพียงแต่มองข้ามธรรมชาติของมนุษย์เอง แล้วยังทำลายตนเองและสิ่งแวดล้อมในที่สุด

แนวความคิดที่เริ่มต้นของนักประดิษฐ์มักหวังผลเพียงเพื่อการตลาดและการทำกำไร โดยใช้อุบายทางการโฆษณาชวนเชื่อ และการอำนวยความสะดวก เพื่อสร้างความสุขชั่วครู่เท่านั้น สิ่งประดิษฐ์ที่ปรากฏในท้องตลาดมักสร้างภาพลวงตาจากจินตนาการ
ที่คิดไปเองและทฤษฎีที่ไร้ขอบเขตและเหนือ กฎเกณฑ์ธรรมชาติทั้งสิ้น
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างคน ต่างคิด ต่างคนต่างมีหลักทฤษฎี ต่างสถาบัน ต่างอาจารย์ สิ่งที่นำเสนอแก่มวลชนมิก
เป็นเพียงขั้นทดลองและเกิดขึ้น ในห้องทดลองอันเป็นเพียงสภาวะจำลองขาดปัจจัยธรรม
ชาติครบองค์ประกอบ เหมือนคนแต่งเพลงรู้แต่เนื้อเพลง แต่ไม่รู้ตัวโน้ต ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประดิษฐกรรมสมัยใหม่ทำลายภูมิคุ้มกันของคนทำให้คนอ่อนแอกว่าเดิม
ทั้งที่เรามีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน แต่ไฉนความเป็นมนุษย์กลับด้อยลงไป
การพัฒนาของยุคอุตสาหกรรมที่ต้องการสร้างผลผลิตที่สูงสุดโดยทำกำไร มากที่สุด เพื่อชักชวนคนให้หันมาใช้มากที่สุด
โดยไม่คำนึงถึงธาตุแท้ของมนุษย์ นี่คือยุคมืดของความถดถอยของภูมิปัญญามนุษย์

สิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนต้องเริ่มต้นทำก็คือ การปฏิบัติตนเองใหม่โดยหันกลับมาสร้างความเข้าใจ
กับสิ่งรอบๆ ตัว เพื่อค้นหาคำตอบที่แท้จริงให้กับชีวิต
โดยคุณ : วิทยาการ