++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2547

แข็งนอก- อ่อนใน







อะไรเอ่ย ... แข็ง เป็นแท่งตรง แต่พอเข้าปากไม่นานก็จะอ่อนยวบยาบเต็มไปด้วยน้ำลาย

ตอบ หมากฝรั่ง


พฤศจิกายน พ.ศ. 2534

เสน่ห์สาวใช้

เถ้าแก่กิมเจ็ง ได้สาวใช้คนใหม่มาช่วยงานบ้าน ความสวยงามของเธอทำให้กิมทง ลูกโทนคนเดียวของเถ้าแก่หลับไม่เป็นสุข วันๆ กิมทงจะพยายามป้วนเปี้ยนใกล้ชิดกับสาวใช้คนงาม เอาอกเอาใจ ซื้อของกำนัลให้บ้าง พูดจาหยอกล้อแบบหมาหยอกไก่บ้าง กิมทงหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องพิชิสวาทสาวใช้คนสวยให้ได้

หนึ่งเดือนผ่านไป

วันเวลาที่กิมทงรอคอยก็มาถึง เขานัดกับหล่อนว่าจะไปหาที่ห้อง และเป็นครั้งแรกที่เด็กสาวไม่ปฏิเสธ คืนนั้นกิมทงจึงย่องเข้าไปตามนัด

ที่ห้องเธอ กิมทงเต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น สาวใช้คนใหม่ผู้แสนสวยนอนคอยเขาอยู่แล้ว แต่กิมทงตื่นเต้นเสียจนเจ้าตุ๊ดตู่หัวหด ไม่ตื่นตัวอย่างที่เขาต้องการ แม้เขาจะพยายามปลุกให้มันตื่นแต่ก็ไม่เป็นผลทำให้กิมทงอึดอัดขัดใจยิ่งนัก

"ช่างมันเถอะค่ะ" สาวใช้คนสวยปลอบใจ "คุณอย่าเสียใจไปเลย เตี่ยของคุณท่านก็เป็นแบบนี้เหมือนกันแหละ"


พฤศจิกายน พ.ศ. 2534

วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2547

เผยเคล็ดลับสอดแทรกความรู้ผ่านกิจกรรม

สืบเนื่องมากจากระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้โรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ จัดการเรียนการสอนโดยเน้นให้นักเรียนทำกิจกรรมมากขึ้นขณะเดียวกันก็ลดการ เรียนการสอนในลักษณะท่องจำตำราเรียนด้วย โดยกิจกรรมนั้นต้องสอดแทรกสาระความรู้ตลอดจจนความบันเทิงให้แก่นักเรียนด้วย ซึ่งตรงนี้นับว่าเป็นโจทย์ให้ผู้บริหารโรงเรียนตลอดจนผู้สอนต้องกลับไปคิด
ดร. จรวยพร ธรณินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน(สช.) กล่าวว่า ปัจจุบันนี้โรงเรียนสังกัดเอกชนหลายแห่งเริ่มนำกิจกรรมแปลกใหม่เข้ามาแทน การเรียนการสอนแบบท่องจำสูงขึ้น หากเป็นสมัยก่อนผู้สอนจะใช้วิธีการเลกเซอร์ประมาณ 90% ส่วนที่เหลือจะเป็นการเรียนการสอนในลักษณะต่างๆ
อย่างไรก็ดี หลังจากผู้สอนสนองนโยบายดังกล่าว จะสังเกตได้ว่านักเรียนรู้สึกสนุกสนานกับการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้สอนหรือโรงเรียนจัดขึ้น เช่น นักเรียนได้ออกไปศึกษานอกสถาน มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ และประการสำคัญนักเรียนยังมีส่วนร่วมวางแผนการเรียนการสอนร่วมกับครูอีกด้วย
“การให้นักเรียนร่วมวางแผน รวมทั้งแสดงความคิดเห็น ถือว่าเป็นการปลูกฝังให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักทำงานร่วมกับเพื่อนๆ เพื่อที่นักเรียนรู้ว่าบางครั้งการทำงานให้ประสบผลสำเร็จต้องอาศัยความ สามัคคีของเพื่อนในกลุ่มเดียวกันด้วย อย่างไรก็ตามวิธีทำงานเป็นกลุ่มจะช่วยให้เมื่อเติบโตขึ้นสามารถทำงานร่วม กับคนอื่นได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด”
ด้าน นางสาวสุปรียา ประสงค์ ครูโรงเรียนมีนประสาทวิทยา กล่าวในฐานะครูสอนชั้นอนุบาล 1ถึง 3 ว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมาทางผู้บริหารสถานศึกษาได้วางคอนเซ็ปว่าต้องการให้ นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนมากที่สุด ดังนั้น จึงเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมวางแผนว่าสนใจเรียนเรื่องอะไรบ้าง เพื่อที่จะให้ผู้สอนไปหากิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนและประการสำคัญกิจกรรมเหล่านี้ ได้สอดแทรกความรู้ไว้อีกด้วย
ยกตัวอย่างวิชาคณิตศาสตร์ อาจให้นักเรียนเขียนชื่อผลไม้มาคนละ 1 ชนิด แล้วให้จับกลุ่มผลไม้ชนิดเดียวกัน จากนั้นนับว่ามีจำนวนเท่าไหร่เพื่อให้เขียนเป็นตัวเลข นอกจากนี้ยังสอนให้นักเรียนรู้จักบวกเลขได้อีกด้วย โดยตั้งโจทย์ผล 2 ชนิดว่ารวมกันแล้วจะได้จำนวนเท่าไหร่ หากต้องการสอนวิธีลบอาจใช้วิธีการสอนคล้ายกัน โดยบอกว่าหากกินผลไม้ไปจำนวนหนึ่งแล้วจะเหลือกี่ผล เป็นต้น
สำหรับ กิจกรรมต่างๆ คิดขึ้นมาเพื่อให้ดึงดูดให้นักเรียนรู้สึกตื่นตัวพร้อมกับรับรู้เนื้อหา ตลอดเวลา โดยบางครั้งนักเรียนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่า รู้เรื่องอะไรบ้าง แต่ลองสอบถามนักเรียนส่วนใหญ่จะตอบได้ถูกต้อง
จากนั้น ครูสุปรียา เล่าว่า โรงเรียนมีนประสาทวิทยา ได้การเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาลแตกต่างจากโรงเรียนแห่งอื่น โดยจัดให้นักเรียนชั้นอนุบาล 1-3 เรียนห้องเดียวกัน ทำกิจกรรมเหมือนกันทุกประการ แต่นักเรียนที่จะได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเรียนชั้น ป. 1 ได้นั้นจะดูจากอายุครบตามเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
“การให้เด็ก อนุบาลเรียนร่วมกันมีข้อดีหลายประการ เช่น เด็กโตจะช่วยดูแลเด็กเล็กที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ไม่มากนัก อย่างพี่สอนให้น้องติดกระดุมเสื้อ ผูกรองเท้า ซึ่งวิธีดังกล่าวนี้สอนให้เด็กๆ รู้จักเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมเดียวกันอย่างมีความสุข อย่างไรก็ตามพี่ดูแลน้อง อย่างบางครั้งน้องไม่อยากมาโรงเรียนแต่เมื่อรู้ว่าได้เรียนห้องเดียวกันพี่ ก็อยากมาโรงเรียน ดังนั้นพ่อแม่จึงไม่ต้องกังวลว่าลูกจะร้องไห้งอแงอยากกลับบ้าน เพราะเด็กๆ รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ให้ความอบอุ่นได้ใกล้เคียงกับบ้าน”
หากถามถึง ความรู้ความสามารถของเด็กอนุบาล ครูสุปรียา กล่าวว่า จากการคลุกคลีกับเด็ก ทำให้รู้ว่าการที่รุ่นพี่ช่วยเหลือรุ่นน้องนั้นช่วยให้รุ่นน้องมีพัฒนา เรียนรู้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบความรู้ของเด็กอนุบาล 1-3 ตรงนี้ก็ต้องบอกว่าเด็กโตย่อมมีความรู้มากกว่าน้องอย่างแน่นอน
“ที่ จริงแล้วการพัฒนาความรู้ของเด็กต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง เช่นเด็กคนเดียวกันระหว่างที่อยู่อนุบาล 1-2 ยังผสมคำไม่ได้ แต่เมื่ออยู่อนุบาล 3 สามารถผสมคำง่ายๆ ได้ อย่างไรก็ดี ช่วงอนุบาลทางโรงเรียนจะเน้นเตรียมความพร้อมของเด็กเท่านั้นจะไม่วัดความ รู้ว่าเด็กคนนั้นเก่ง คนนี้อ่อน ซึ่งต้องการให้เด็กแข่งกับตัวเองมากกว่า”ครูสุปรียา กล่าวทิ้งท้าย

เป็นชายแท้จริงแสนลําบาก

จิตแพทย์ผู้มีชื่อเสียง แห่งประเทศออสเตรเลีย เปรียบเปรยว่า ผู้ชายทั่วโลก กำลังตกอยู่ในยุคแห่งความปรวนแปร และไม่เที่ยงแท้ มีหัวอกอันเดียว กับประชากรของชาติยากไร้ ยิ่งกว่านั้น ผู้ชายยังมีอายุขัยสั้นกว่าผู้หญิง ทั้งยังชอบฆ่าตัวตาย มากกว่ากันถึงสามเท่า ซ้ำ ยังชอบประพฤติ อันเป็นเหตุให้ต้องกลายเป็นนักโทษอยู่ตามคุก ที่ต่างๆ ถึง 90 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย
จิดร. สตีฟ บิดดัลพ์ จิตแพทย์ผู้นั้น ยังได้ กล่าวว่า ผู้ชายมักเห็น แก่งานเป็นใหญ่ จนลืมครอบครัวเสีย ทำให้ลูกเต้าล้มเหลว ไปด้วย ลูกเต้าต้องเติบโตขึ้นมา เหมือนกับลูกกำพร้า ปล่อยให้แม่ ต้องเลี้ยงลูกโดยลำพังเองอย่างขมขื่น ผู้ชายทั้งโลก กำลังสำนึกว่า ความหมายของการเป็นผู้ชาย กำลังเปลี่ยนไป และอนาคตก็ดูมืดมัวด้วย

เตือนชายชอบของหวาน เสี่ยงเป็น"พิษสุราเรื้อรัง"

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา ในสหรัฐ ได้เผยแพร่รายงานผลการศึกษาวิจัยฉบับหนึ่งซึ่งระบุว่า นักวิจัยได้นำฝาแฝดชาย 19 คู่ มาทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานของหวานกับการดื่มสุรา โดยที่ฝาแฝดเหล่านี้ไม่มีใครเคยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังมาก่อน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่บอกว่าดื่มสุราเพิ่มขึ้นในบางครั้ง และมีปัญหาจากการดื่มสุรานั้น มักจะมีปัญหาเรื่องการควบคุมการรับประทานของหวานและคนที่ชอบรับประทานของ หวานก็มักจะมีปัญหาเรื่องการควบคุมการดื่มสุราด้วย โดยเฉพาะเมื่อตกอยู่ในภาวะเศร้า หดหู่ หรือเป็นกังวลใจก็จะรับประทานของหวาน เพราะเชื่อว่าทำให้รู้สึกดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิจัยระบุว่าคนที่ชอบรับประทานของหวานอาจไม่ได้กลายเป็นคนติดเหล้าทุก รายไป แต่ผู้ชายที่ชอบรับประทานของหวานก็จะยิ่งมีแนวโน้มจะชอบดื่มสุราด้วย
โดยคุณ : วิทยาการ

ตารางเวลาสุขภาพ

ตารางเวลาสุขภาพ


เวลา 05-07 นาฬิกา เวลาตื่นนอน ในช่วงเวลาที่ร่างกายจะตื่นนอน
ระบบการทำงานของ อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายจะค่อย ๆ
ขับเคลื่อนการทำงานขึ้นทีละน้อย หลอดเลือดหดตัวแคบลง หัวใจเต้นเร็วขึ้น
ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นฮอร์โมนหลายชนิดทั่วร่างกายจะหลั่งออกมา
ซึ่งหนึ่งในนั้นมีฮอร์โมนที่กระตุ้นให้ร่างกายมีอารมณ์ทางเพศรวมอยู่ด้วย
ใครที่ยังมัวแต่นอนขี้เกียจอยู่กับที่นอนในตอนนี้
เท่ากับทำให้ระบบของร่างกายที่ปกติจะดำเนินไปตามเวลา
ทำงานผิดพลาดตั้งแต่จุดเริ่มต้นของวันใหม่
และสูญเสียความตื่นตัวไปตลอดทั้งวัน
เวลา 07 - 10 นาฬิกา เวลาอาหารเช้า
ระบบของอวัยวะทั่วทุกส่วนเริ่มตื่นสู่การทำงาน

ร่างกายต้องการอาหารเช้าที่ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการโดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตที่ร
่างกายได้รับเข้าไปจะถูกเผาผลาญให้กลายเป็นพลังงานอย่างรวดเร็ว
หากรับประทานยาแก้ปวดในช่วงหลังอาหารเช้า ยาก็จะออกฤทธิ์ระงับปวดได้ดี

คุณผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งที่มดลูกหากได้รับประทานยารักษาโรคดังกล่าวในช่วง
เวลานี้ โอกาสที่จะช่วยระงับยับยั้งโรคก็จะเพิ่มสูงขึ้น หลอดเลือดหดแคบลง
ดังนั้นเวลาออกกำลังกายตอนเช้า ๆ ก็อย่าหักโหมมากนัก
เพราะอาจทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไม่ทันจนถึงขั้นหัวใจวายได้
แต่สำหรับบางคนก็อาจไม่เกิดอาการเช่นนั้นก็เป็นได้
ต้องคอยสังเกตตัวเองส่วนคนที่สูบบุหรี่
หากงดสูบมวนแรกของวันนี้เสียได้ก็จะดีมาก
เวลา 10 - 12 นาฬิกา

พละกำลังเต็มเปี่ยมในช่วงเวลานี้ของแต่ละวันประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายและ
จิตใจจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลา 11
โมงเช้าจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดของระบบการทำงานของหัวใจและไหลเวียนของโลหิต

ความสามาถในการเรียนรู้ทางด้านการคิดและการพูดจะมีความคล่องแคล่วว่องไวอย่างล
้นเหลือ เราจะรู้สึกมีสมาธิและมีความคิดสร้างสรรค์มากเป็นพิเศษ

ส่วนใครที่มีงานสำคัญหรือการสอบที่ต้องทำในช่วงเวลานี้ผลลัพธ์ที่ได้ก็มักจะออ
กมาดี
เวลา 12 - 14 นาฬิกา

เวลาพักกลางวันหลังจากช่วงเวลาแห่งจุดสูงสุดผ่านพ้นไปก็ได้เวลาที่ประสิทธิภาพ
การทำงานของร่างกายจะค่อย ๆ ลดลง
ซึ่งก็พอดีกับเวลาที่เราจะต้องรับประทานอาหารกลางวัน

เพื่อเติมพลังงานให้แก่ตัวเองอีกครั้งและในช่วงที่ร่างกายกำลังย่อยอาหารให้กล
ายเป็นพลังงานอยู่นี้ หากได้งีบหลับสัก 15 นาที

หรือออกไปเดินเล่นสักพักในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่งก็จะช่วยให้การไหลเวียนของโล
หิตดีขึ้น

หากใครไม่มีโอกาสได้พักหลังอาหารมื้อเที่ยงด้วยกิจกรรมดังกล่าวนั้นเลยช่วงบ่า
ยของเขาก็อาจจะเข้าถึงสมาธิได้ยาก
เวลา 14 - 17 นาฬิกา

ช่วงอึดต่อความเจ็บในช่วงเวลานี้ประสิทธิภาพของร่างกายจะกลับฟื้นคืนขึ้นมาใหม
่ เมื่อเวลาผ่านไปได้สักประมาณตอนบ่ายสามโมง

ผิวพรรณของเราจะมีเลือดมาหล่อเลี้ยงเพิ่มมากขึ้นและมีเหงื่อออกง่ายกว่าช่วงเว
ลาอื่น ๆ หากมีนัดกับหมอเพื่อทำฟันในช่วงเวลานี้จะดี
เพราะว่าจะรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ
เนื่องจากเป็นเวลาที่ฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินหลั่งออกมามาก
จึงสามารถช่วยกดความรู้สึกเจ็บปวดเอาไว้ได้ นอกจากนั้น

ช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้
อ ทั้งยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการบำบัดทางกายภาพอีกด้วย
เวลา 17 - 20 นาฬิกา ช่วงเวลาสบายๆ
ความกระตือรือร้นของระบบทำงานภายในร่างกายจะค่อยๆ ถดถอยลง
อีกทั้งอุณหภูมิความร้อนภายในกายก็จะลดลงด้วย ประมาณเวลา 17 นาฬิกา
ประสาทรับรู้กลิ่นและรสชาติของอาหารจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสุงสุด
ปฎิกิริยาต่อความเครียดจะไม่ค่อยมี และ
สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป โรคปวดข้อหรือโรคภูมิแพ้
เวลา 19

นาฬิกาจะเป็นเวลาซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการรับประทานยาเพื่อบำบัดรักษาอาการข
องโรคดังกล่าว
เวลา 20 - 22 นาฬิกา

เวลาแห่งความรู้สึกในช่วงเวลานี้ปฏิกิริยาของร่างกายอาจมีความไวต่อสิ่งเร้าอี
กทั้งประสาทสัมผัสยังเปิดรับรสสัมผัสที่อ่อนโยน
เสียงเพลงที่แว่วหวานและกลิ่นหอมอ่อน ๆ
ที่มาปลุกเร้าอารมณ์ได้ดียิ่งกว่าในช่วงเวลาอื่น ๆ

นอกจากนั้นการได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงนี้ก็จะช่วยก่อให้เกิดคว
ามรู้สึกผ่อนคลาย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ควรดื่มเกินกว่า 1
แก้วแค่พอหอมปากหอมคอเพื่อให้คืนนี้สามารถหลับได้อย่างมีความสุข
เวลา 22 - 01 นาฬิกา

ได้เวลาเข้านอนนับเป็นช่วงเวลาที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะเรียกน้ำย่อยในกร
ะเพาะให้หลั่งออกมาอีกด้วยการรับประทานอาหารใด ๆ
ทั้งนี้เพราะการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ

ทั่วร่างกายกำลังจะเข้าสู่ความสงบนิ่งหลังจากที่ได้ทำงานจนอ่อนล้ามาตลอดทั้งว
ันแล้ว ฉะนั้นช่วงเวลานี้จึงเป็นเวลาดีที่จะเข้านอน
อย่างไรก็ตามระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะยังไม่เข้านอนตามไปด้วย
แต่จะทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งต่อไป ด้วยเหตุนี้เชื้อโรค
ของเสียและสารพิษจะถูกจัดการลำเลียงไปทำลายทิ้งที่ตับ และทุก ๆ
ค่ำคืนเซลล์เนื้อเยื่อและเซลล์ผิวต่างๆ
ก็จะถูกซ่อมแซมให้กลับฟื้นตัวแข็งแรงขึ้นหรืออาจมีการสร้างเสริมขึ้นใหม่
เวลา 01 - 05 นาฬิกา

ช่วงนิทราสนิทหนึ่งชั่วโมงหลังเที่ยงคืนเป็นช่วงเวลาแห่งการหลับลึกที่แสนสุข


ของผู้ที่สามารถทำตามตารางแห่งสุขภาพที่สาธยายมานี้ได้สำเร็จและในช่วงนี้นี่เ
องเป็นเวลาที่มนุษย์เราจะฝันซึ่งคืนหนึ่ง ๆ อาจฝันได้ถึงสองสามครั้ง
แต่ไม่เสมอไปที่เราจะสามารถจดจำความฝันได้ในทุกครั้งหรือทุกเรื่อง
นอกจากนั้นการทำหน้าที่ของตับในการขจัดสารพิษอย่างเช่น แอลกอฮอล์
ก็จะมาถึงจุดสูงสุด และสำหรับใครบางคนที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด
ช่วงเวลานี้ก็จะมีอันตรายสูงสุดเช่นกันเพราะ 80%
ของผู้ป่วยอาการจะกำเริบในช่วงนี้
ฉะนั้นจะต้องตระเตรียมสเปรย์หรือยาฉีดขยายหลอดลมเอาไว้ใกล้ ๆ ตัว

จะได้หยิบฉวยทันท่วงทีพอใกล้รุ่งเช้าเส้นเลือดใต้ผิวก็เริ่มจะหดตัวลงอีกครั้ง
อุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น และแล้วกลไกการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
ทั่วร่างกายจะค่อย ๆ
ตื่นขึ้นมาทำงานต้อนรับ เช้าวันใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นาน
โดยคุณ : 4uweb

ชุมชนเข้มแข็ง : คำตอบอยู่ที่ชุมชน

กระแสของการพัฒนาที่ต้องการพัฒนาให้ชุม ชนเข้มแข็ง ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่อยู่ในระดับต้น ๆ นอกเหนือจากการพัฒนาที่ยั่งยืน ประชาสังคม เศรษฐกิจพอเพียง หรือชุมชนแห่งการเรียนรู้ และเมื่อกล่าวถึงชุมชนเข้มแข็ง หลายคนคงนึกถึง กลุ่มฮักเมืองน่าน
กลุ่มสมุนไพรครบวงจร เพื่อเศรษฐกิจชุมชนบางกะพุ่ม ชมรมอุ้มชูไทอีสาน ศูนย์อินแปง กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ (พระสุบิน มณีโต) เครือข่ายวนเกษตร (ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเสริม) ชุมชนสาคลี ประชาคมคนรักแม่กลอง เครือข่ายอาสาสมัครต่อต้านยาเสพย์ติดชุมชนแออัดคลองเตย กลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เลี้ยง กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านอำเภอสิเกา กลุ่มออมทรัพย์ตำบลคลองเปียะ และกลุ่มอื่น ๆ อีกมากมาย

กลุ่ม หรือชุมชนดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ภาคเหนือ อีสาน กลาง กรุงเทพฯ ลงไปถึงภาคใต้ โดยมีผลการสำรวจพบว่าชุมชนหรือองค์กรที่มีกิจกรรมร่วมมือกันพัฒนาชุมชนมี อยู่ถึง 40,186 กลุ่ม ซึ่งในจำนวนนี้มีกลุ่มที่เข้มแข็งอยู่ประมาณ 13% ดังนั้นคำถามจึงมีว่า ทำไมชุมชนเหล่านั้นจึงเกิดขึ้นและมีความเข้มแข็ง
มีการเรียนรู้
และพึ่งตนเองอยู่ได้ ซึ่งหากจะพิจารณาภาพรวมของการเกิดขึ้น และพัฒนาการของชุมชนเหล่านั้นมีประเด็นที่สมควรพิจารณา ได้แก่ 1. ความตระหนักในปัญหาหรือความต้องการของชุมชน ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่เป็นเรื่องวิกฤติของชุมชน
มีผู้นำของชุมชนลุกขึ้นมานำและเริ่มรวมตัวกลุ่มคน
เพื่อหาทางแก้ปัญหาวิกฤตินั้น ด้วยภูมิปัญญาของตนเองก่อน 2. ความเป็นเครือญาติ หรือความเป็นมิตรต่อกัน ทำให้คนในชุมชนที่มีวิถีชีวิตสัมพันธ์กัน มีความใกล้ชิด มีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ในชุมชนมีการรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมการพัฒนาร่วมกัน เช่น การออมทรัพย์ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การรักษาป่า หรือการประกอบอาชีพ 3. มีผู้นำชุมชนที่สามารถประสานกลุ่มได้ มีความเสียสละ มีประสบการณ์ในการทำงาน รักและห่วงใยชุมชน มองโลกในแง่ดี มีเครือข่ายแกนนำในการดำเนินงาน เปิดโอกาส
และให้ความเสมอภาคแก่คนในชุมชนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สนทนากัน และมีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายภายนอกชุมชน และ 4. มีกระบวนการในการแสวงหาความรู้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งการสนทนากลุ่มเล็ก ๆ การประชุมร่วมกันในชุมชน การศึกษาดูงานต่างชุมชน การเข้ารับการฝึกอบรม การได้รับการถ่ายทอดความรู้จากผู้รู้ หรือเครือข่ายชุมชนอื่น จนทำให้ความรู้ใหม่ ๆ กลายเป็นพลังในการวางแผน ตัดสินใจ การลงมือปฏิบัติงาน ตลอดจนการทบทวนและติดตามการดำเนินงาน

การเชื่อมโยงความคิด ความรู้
และประสบการณ์ของคนในชุมชนจนเกิดความเข้มแข็ง จะมีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้มุ่งผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก แต่เป็นผลที่มุ่งให้เกิดขึ้นกับชุมชนและไม่ไปกระทบกระเทือนสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งอมรวิชช์ นาครทรรพ เคยสรุปไว้ว่า "ความพยายามที่จะเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะพัฒนาไปสู่การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเรียนรู้ ของคนในชุมชน ซึ่งต้องอาศัยความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลอย่างเข้มแข็ง มีหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจร่วมกัน เป็นพลังจิตวิญญาณในการทำงานร่วมกัน เสริมด้วยผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ที่จะกระตุ้นชุมชนให้มีพลังในการเรียนรู้ และปรับตัวในยุคโลกาภิวัตน์"

กระบวน การความเข้มแข็งของชุมชนนี้จะก่อตั้งและเกิดขึ้นในกิจกรรมการพัฒนาต่าง ๆ เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ (พระสุบิน มณีโต จังหวัดตราด) หรือกลุ่มออมทรัพย์ตำบลคลองเปียะ ที่มีลุงอัมพร ด้วงปาน เป็นประธานกลุ่ม ซึ่งเกิดจากเงินออมเพียง 2,850 บาท ในปี 2523 และเป็น 50 กว่าล้านบาทในปัจจุบัน หรือกลุ่มฮักเมืองน่าน ที่มีพระครูพิทักษ์นันทคุณ เป็นผู้นำในการใช้วิถีทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการพัฒนา จนเกิดการพัฒนาในหลายด้าน ทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ป่า อนุรักษ์แหล่งน้ำ ตลอดจนประกอบอาชีพ ส่วนกิจกรรมการแก้ไขปัญหายาเสพย์ติด เช่น
เครือข่ายอาสาสมัครต่อต้านยาเสพย์ติด
ชุมชนแออัดคลองเตย ที่มีป้านะ หรือป้าอามีนะ บีดีล
เป็นผู้นำคนในชุมชนคลองเตย
มาร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพย์ติด จนอยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้

องค์ ประกอบสำคัญที่เชื่อมั่นว่าความเข้มแข็งของชุมชนที่เกิดขึ้น จะมีกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กันเสมอเกิดจากการเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ปฏิบัติการ ปรับปรุง แก้ไข และประเมินผล จนสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไปได้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า "การระเบิดจากข้างใน" เพราะผู้นำชุมชนและแกนนำจะร่วมกันคิด และตระหนักในปัญหาของชุมชน และเริ่มกระบวนการเรียนรู้มาจากชุมชนก่อน
อย่างไรก็ตาม
การดำเนินงาน ไม่ใช่จะสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์โดยง่าย ซึ่งหลายชุมชนก็ดำเนินงานไป ล้มเหลวไป แต่ได้ลุกขึ้นมาร่วมคิด ร่วมแก้ไขปัญหากันต่อไป บางเรื่องก็สำเร็จ บางเรื่องก็ล้มเหลวอีก แต่ก็พยายามต่อสู้จนสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับต่าง ๆ ซึ่งความล้มเหลวแต่ละครั้งนั้น ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนด้วย ซึ่งตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน ทรงเรียกว่า "ขาดทุนคือกำไร" เพราะความล้มเหลว การขาดทุนนั้น ทำให้ชุมชนได้เรียนรู้ถึงบทเรียนราคาแพง และจะได้พยายามแก้ไขจุดบกพร่อง ไม่เดินไปตามแนวทางเดิมอีก และในที่สุดจะสามารถพลิกฟื้นกลับกลายมาเป็นกำไรได้

ปัจจัยความ สำเร็จของชุมชนที่เข้มแข็ง อาจสรุปได้ด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ ปัจจัยภายใน ได้แก่ ความตระหนัก และการทำความเข้าใจในปัญหาของชุมชน
การมีผู้นำในชุมชนทั้งผู้นำที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ขึ้นในชุมชน รวมทั้งความสามารถในการประสาน และเชื่อมโยงกับองค์กรหรือชุมชนภายนอก ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความร่วมมือ และการสนับสนุนจากองค์กรภายนอก การช่วยเหลือด้านการเงินหากเกิดความจำเป็น การให้ความสำคัญ และความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง จากหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนนี้ งานการศึกษานอกโรงเรียนจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ
ในการพัฒนาศักยภาพ และเสริมการเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) สามารถมีส่วนส่งเสริม สนับสนุน ในเรื่องการจัดการศึกษานอกโรงเรียนให้กับชุมชนได้อย่างมาก ส่วนหน่วยงาน หรือองค์กรอื่น ๆ ก็มีบทบาทในงานการศึกษานอกโรงเรียนได้เช่นกัน ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยภายนอก ที่จะเป็นกลไกผลักดันการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเกิดความเข้มแข็งของชุมชนนั้น ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลสำเร็จคงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
ดังนั้นการนำสูตรการปฏิบัติงานจากชุมชนหนึ่ง ไปใช้ในอีกชุมชนหนึ่งจึงอาจได้ผลไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละชุมชนจะมีสถานการณ์ และเงื่อนไขที่หลากหลายแตกต่างกันมาก ดังนั้นแนวทางที่เป็นไปได้ก็คือสิ่งที่ ดร.ทองอยู่ แก้วไทรฮะ อธิบดี กศน. เคยเสนอไว้ว่า "ผู้นำชุมชน และชุมชน ควรเป็นนักวิจัย คือรู้จักนำกระบวนการคิด การวิเคราะห์มาใช้หาทางแก้ปัญหาที่เหมาะสม" ซึ่งคำกล่าวนี้สามารถใช้เป็นแนวทางของการเรียนรู้ เป็นกระบวนการที่ชุมชนหรือองค์กรสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาชุมชน ให้เข้มแข็งได้ จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วคำตอบในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนก็อยู่ที่ ชุมชนนั่นเอง.

ดร.ปาน กิมปี กรมการศึกษานอกโรงเรียน โดยคุณ : ดร.ปาน กิมปี

ควานสมองหาจุดหรรษา

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ โรงเรียนแพทย์ โรเชสเตอร์ของสหรัฐฯ เผยว่า สมองส่วนน้อยทางด้านหน้า เป็นส่วนที่รับรู้ เรื่องตลก และเชื่อว่าอารมณ์ขันของคนเรา เท่ากับเป็นตุ้มถ่วงอารมณ์ อันไม่พึงปรารถนาต่างๆ อย่างเช่น ความกลัว เป็นต้น
เขา และคณะได้ทดสอบกับอาสาสมัคร โดยใช้ เครื่องคลื่นแม่เหล็ก ตรวจค้นหาสมองส่วนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ขัน ที่ผ่านมา ยังไม่ค่อยมีการศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์ขันนัก การเข้าใจพื้นฐานของอารมณ์ดี อาจจะช่วยให้เข้าใจในอารมณ์เสียด้วย ทำให้รู้ว่า เหตุใดอัมพาต ของสมองส่วนหน้า ถึงทำให้บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปได้ อย่างเช่นการหมดอารมณ์ขัน สมองส่วนเดียวกัน ยังเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางสังคม และอารมณ์ กับการคิดอ่านล่วงหน้าด้วย

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547

ปากเป็นนาย จิตใจให้เศร้าหรือสุขก็ได้

ปากซึ่งถูกยกย่องให้เป็นเอก ยังมีความสำคัญกับสุขภาพจิตอีกอย่างหนึ่งด้วย ถึงขนาดที่จะให้จิตใจสดชื่นรื่นเริง หรือจะห่อเหี่ยวได้
องค์การ สุขภาพจิต ประเทศอังกฤษ ได้ประกาศเผยแพร่รายงานอาหาร ซึ่งมีอิทธิพลกับอารมณ์และจิตใจ เพื่อยืนยันความสำคัญของอาหารกับอารมณ์และจิตใจ ผลการศึกษาพบว่า มีคนถึง 1 ใน 4 ที่ยอมรับว่า กินช็อกโกแลตแล้วทำให้รู้สึกจิตใจคึกคัก รื่นเริง แม้หลายคนจะท้วงว่า เป็นเพียงชั่วครู่ก็ตาม ขณะที่มีคนหนึ่งในห้าที่รู้สึกว่า การกินของหวานๆ เช่น ช็อกโกแลต กาแฟ ไข่ นมเนย ส้ม น้ำตาล และอาหารที่ทำจากแป้งสาลี ทำให้รู้สึกเศร้า ส่วนอาหารที่ทำให้อารมณ์และจิตใจดีได้แก่ ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกรดไขมันเช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ฟักทอง และวอลนัท
รายงานยังแจ้งว่า อาหารหลายชนิดอาจแสลงกับโรคต่างๆ อย่างเช่น โรคซึมเศร้า กระวนกระวาย อาการตื่นตระหนก และโรคจิตเสื่อมวัยรุ่นได้

แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า "เคยเห็นมาหลายคนแล้วที่มีอาการกระวนกระวาย และตื่น ตระหนก เมื่อเปลี่ยนอาหาร ภาวะจิตใจก็กลับดีขึ้นมาก ที่จริงแล้วก็มีสาเหตุที่มีผลกับสุขภาพจิตหลายอย่างด้วยกัน แต่อาหารก็พิสูจน์ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่ง"