++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสวนาจานส้มตำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสวนาจานส้มตำ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

เสวนาจานส้มตำ ๒๕๕๕/๔ - สื่อต้นแบบการ์ตูนไทยสร้างสุข


 .... กลับมาพบกับ เสวนาจานส้มตำ บันทึกบนความแตกต่าง

คู่สนทนา 1 - มีข่าวเล็กๆ เกี๋ยวกับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนนะ เรื่องของ พรบ.กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่มีร่างของรัฐบาลและของภาคประชาชน ซึ่งเครือข่ายภาคประชาชนกำลังติดตามเรื่องนี้อยู่ เพื่อจะได้มีกองทุนที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วม สร้างสื่อที่ดีๆ

คู่สนทนา 2 - อ้าว ที่มีอยู่แล้วมันไม่ดีพอหรือ มีสื่อมากมายให้เลือกดูนี่นา

คู่สนทนา 1 - สื่อที่มีเนื้อหาที่ดีๆ มีน้อยไป ส่วนใหญ่เป็นสื่อบันเทิงที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์มากนัก เน้นความสนุกสนานเป็นหลัก

คู่สนทนา 2 - ก็ในเคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียมนั่นไง มีรายการดีๆมากมาย ช่องความรู้ ช่องสารคดีก็มี

คู่สนทนา 1 - แต่สื่อเหล่านั้น หลายคนไม่มีโอกาสเข้าถึง ไม่มีโอกาสที่จะได้ดูนะ เพราะรายได้ไม่มากพอที่จะซื้อสื่อเหล่านั้นได้

คู่สนทนา 2 - เห็นสื่อที่ผลิตออกมา ใช้งบสูงมากๆ แล้วการที่เราจะมีสื่อที่ดีๆ จะต้องใช้งบเท่าไหร่ถึงจะพอล่ะ มาหวังกับกองทุน มันจะพอหรือ ถ้าไม่ร่วมกับเอกชน

คู่สนทนา 1 - สื่อที่ว่า ไม่ใช่แค่สื่อทีวีเท่านั้นนะ ยังมีสื่ออีกหลายรูปแบบที่ทำได้ อย่างที่เอามาให้ดูนี่ คือ สื่อต้นแบบการ์ตูนไทยสร้างสุข

เสวนาจานส้มตำ

เสวนาจานส้มตำ

เสวนาจานส้มตำ

เสวนาจานส้มตำ



คู่สนทนา 2 - การ์ตูนเล่มละ 5 บาท เออ เข้าท่าดี ถูกกว่าการ์ตูนขายหัวเราะด้วย

คู่สนทนา 1 - นี่เป็นสื่อต้นแบบการ์ตูนไทยสร้างสุข (ฉบับ ฉลาดรู้อยู่กับสื่อ) มีคณะทำงานโครงการ อาทิ สถาบันสื่อเด็ก เยาวชน มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก, สมาคมการ์ตูนไทย, สถาบันการ์ตูนไทย มูลนิธิเด็ก, แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน และ แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

คู่สนทนา 2  -  เออ คอยได้ยินชื่อหลายองค์กรที่ว่ามาอยู่นะ ถ้าร่วมมือกันแบบนี้ น่าจะดีเหมือนกัน ราคาก็ถูก ให้ความรู้ที่อ่านง่าย มีหน้าสาระความรู้ในเล่ม เป็นสื่อที่เข้าถึงเด็ก เยาวชนในโรงเรียนได้ดีทีเดียวนะ นำเสนอด้วยมุมมองที่ต่างออกไป เออ ดูรายละเอียดในหลังปก ผลิตชุดนี้ออกมาได้ 10 เล่ม รวม 20 เรื่อง ดีเหมือนกันนะ

คู่สนทนา 1 - สื่อมีหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่สื่อทีวีเท่านั้นนะ สื่อหนังสือการ์ตูนแบบนี้ก็มี

คู่สนทนา 2 - น่าจะผลิตร่วมกับเอกชน เช่น บริษัทที่ทำการ์ตูนขายหัวเราะ แบบนั้นน่าจะกระจายในตลาดได้ เข้าถึงคนมากขึ้น ราคาก็ถูก ซื้อมาอ่านได้ง่าย

คู่สนทนา 1 - มันไม่ง่ายแบบนั้นสิ นี่เป็นการให้ความรู้กับผู้บริโภค ให้รู้เท่าทันสื่อต่างๆ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอางค์ มือถือ หรือเทคโนโลยีต่างๆ มันไปประทบกับผลประโยชน์กับบริษัทต่างๆด้วยสิ เลยต้องทำ หาช่องทางเองแบบนี้ ทำโครงการเองแบบนี้ล่ะ

คู่สนทนา 2 -  ถ้าเป็นธุรกิจ ก็คงต้องเอื้อกับบริษัทธุรกิจอื่นๆด้วย อือ แต่ดูรูปเล่ม เชยๆไปนิด ถ้าเป็นแบบหนังสือขายหัวเราะ คงน่าอ่านมากขึ้น

คู่สนทนา 1 - อันนั้น เค้าเป็นธุรกิจ มีทุนผลิตให้สินค้าออกมาดี แต่สื่อต้นแบบการ์ตูนนี้ เป็นโครงการที่พึ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของ พรบ.กองทุนสื่อ ที่ภาคประชาชน ต้องมีส่วนร่วมในกองทุนนี้ เพื่อจะได้ผลิตสื่อที่ดีๆ ดีขึ้น จากที่เห็นอยู่นี้

คู่สนทนา 2 -  ออ เป็นสื่อต้นแบบที่รอเวลาพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีกเหรอ เริ่มต้นก้าวแรกในตอนนี้ เพื่อก้าวต่อไปในอนาคตสินะ แม้ว่า ยุคนี้ คนไทยจะอ่านหนังสือน้อยลง หรือไม่อ่านเลย แต่เด็กนักเรียนที่ต้องเรียนหนังสือ ยังไงก็ต้องอ่าน ต้องเรียน หนังสือการ์ตูนต้นแบบ มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนเหมือนกัน ถ้าเอาไปวางขายบนแผงหนังสือ ก็ไม่รู้จะได้ผลมากน้อยแค่ไหนเนาะ แบบนั้นคงเสียค่าใช้จ่ายเยอะเหมือนกัน


++++++++++เพิ่มเติม ++++++++++++++

ย น.ส.เข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน(สสย.) บอกกับเราว่า สังคมปัจจุบันได้รับผลกระทบจากสื่อและเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะ โฆษณาทางอินเทอร์เนต โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ เคเบิลท้องถิ่น หรือรถเร่ที่เข้าไปตามหมู่บ้าน จากผลสำรวจพบว่าเด็กเห็นโฆษณา 23% ของรายการทั้งหมด และอยู่หน้าจอทั้งโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์นาน 7-8 ชั่วโมง จากตัวเลขนี้จะเห็นได้ว่า สื่อมีอิทธิพลอย่างมาก เมื่อเด็กดูโฆษณาแล้ว เด็กก็จะไปซื้อขนมกินสูงถึง 9,800 บาทต่อปี ต่างจากค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่ใช้เพียง 3,024 ต่อปี เด็กกินขนมกรุบกรอบและน้ำอัดลมมากกว่ากินผัก และมีแนวโน้มในการเป็นโรคต่างๆ มากยิ่งขึ้นและอายุต่ำลงเรื่อยๆ รวมถึงเสี่ยงที่จะเป็นทั้งโรคเบาหวาน อ้วน และโรคเรื้อรังต่างๆ ซึ่งในแต่ละปีพบว่าต้องเสียค่ารักษาโรคอ้วนแล้วกว่า 7 หมื่นล้านบาท
“แนวทางการรู้เท่าทันสื่อนั้น เราต้องตระหนักว่า เนื้อหาของสื่อล้วนถูกสร้างขึ้น มีวิธีการ แต่ละคนรับรู้เนื้อหาของสื่อต่างกัน เนื้อหาถูกซ่อนและปลูกฝังความคิด ค่านิยมบางอย่างไว้เสมอ เนื้อหาสื่อหวังประโยชน์บางอย่าง ซึ่งเราจะทำอย่างไรให้คนรับสื่อตระหนักตรงนี้ ทำอย่างไรให้คนรับสื่อกระตุกความคิดและแยกแยะก่อนเชื่อในสื่อทั้งหมด” น.ส.เข็มพรบอก
น.ส.เข็มพร บอกต่อว่า เมื่อการ์ตูนเป็นสื่อหนึ่งที่มีพลัง และสามารถเข้าถึงคนทุกวัยได้ จึงเป็นที่มาของการชวนนักเขียนการ์ตูนมาร่วมผลิตสื่อที่สร้างสรรค์ ใช้สื่อนี้สร้างความเข้าใจในสื่อที่ถูกต้อง โครงการนี้จึงเป็นโครงการต้นแบบ โดยการนำสื่อการ์ตูนเล่มละบาท ซึ่งเป็นสื่อดั้งเดิมของไทยมาประยุกต์ใหม่เพื่อสร้างสังคม โดยประเด็นที่จะใช้ในการสร้างผลงาน จะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น อาหาร อาหารเสริม เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง บริการสุขภาพ/ความงาม ยา/สมุนไพร แฟชั่น เครื่องมือสื่อสาร การเงิน/บัตรเครดิต ทั้งหมด 20 เรื่องด้วยกัน
“ในฐานะที่เป็นคนทำงานด้านสื่อเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว งานของเราคือความพยายามทำให้เด็ก เยาวชน ประชาชนทุกคนรู้เท่าทันสื่อ สามารถเข้าใจเนื้อหาที่สื่อเสนอ วิเคราะห์ แยกแยะ ประเมินค่า สามารถใช้ประโยชน์และพัฒนาสื่อในแบบฉบับของตนเองได้ เป็นกระบวนการพัฒนาศักยภาพทางความคิด และการเรียนรู้ จนกระทั่งเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้” น.ส.เข็มพรบอก
เมื่อการ์ตูนดีๆ เหล่านี้ได้รับการเผยแพร่ออกไปแล้วนั้นน.ส.เข็มพร บอกทิ้งท้ายไว้ว่า ตนคาดหวังไว้ว่าอย่างน้อยคนอ่านในระดับล่างที่ไม่มีเงินซื้อหนังสือดีๆ เล่มที่มีราคาแพง จะได้อ่านและเกิดกระบวนการพัฒนาทางความคิด ปรับเปลี่ยนความเชื่อผิดๆ รวมถึงกลุ่มคนอื่นๆด้วย และในอนาคตหากการ์ตูนได้รับความนิยม มันก็จะเกิดเป็นกระแส คึกคัก มีนักเขียนมากขึ้น มีความหลากหลายในเนื้อหา คนในสังคมก็จะได้พัฒนาความคิด สติปัญญาและรู้เท่าทันสื่อมากขึ้นไปเรื่อยๆ
นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้น เมื่อ “การ์ตูน” เป็นสื่อที่มีพลังและสามารถให้ความรู้ ความบันเทิงได้ในเวลาเดียวกัน ที่สำคัญสามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนทัศนะคติ ความเชื่อผู้คนในสังคมได้จาก “ภาพ” ที่สื่อออกมา ดังนั้นเราจึงควรหันมาร่วมมือกันสร้างสรรค์สื่อดีให้เกิดขึ้นในสังคมให้มาก เพื่อการเท่าทันสื่อ เท่าทันตนเอง และเท่าทันสถานการณ์ความเป็นไปรอบตัวนั่นเองนะคะ

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

เสวนาจานส้มตำ ๒๕๕๕/๓ - ทีนพลัสสุขภาพดีวิถีไทย 14,17 ก.ย.2555


กลับมาพบกับ เสวนาจานส้มตำ บันทึกบนความแตกต่าง

         รายการวิทยุที่ถูกนำมาพูดถึงในครั้งนี้ คือรายการ "ทีนพลัสสุขภาพดีวิถีไทย" ที่ออกอากาศทาง สวท ชลบุรี ทุกวัน 22.10-24.00 น. ซึ่งเป็นประเด็นที่คุยต่อเนื่องมาจาก
"เสวนาจานส้มตำ ๒๕๕๕/๑- แลมองโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตรายการวิทยุเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว จ.ชลบุรี ครอบครัวอุ่นรัก ปี3"  ผู้ร่วมสนทนาเกิดความสนใจอยากฟังรายการของทีมงานของโครงการที่กล่าวถึงในตอน ๒๕๕๕/๑

นายบอน- รายการทีนพลัส จัดตลอด 7 วัน ต่อเนื่องมาเป็นปีแล้ว มีผู้ฟังรายการติดตามรับฟังอย่างต่อเนื่อง มีแฟนคลับประจำรายการแล้วล่ะ

คู่สนทนา1- ฟังช่วงเปิดรายการแล้ว อือม รูปแบบ ไอเดียสร้างสรรค์ดี มีรูปแบบ ประเด็นในแต่ละวันอย่างชัดเจน มีความน่าสนใจ ทำให้อยากติดตามอย่างต่อเนื่อง และสิ่งนึงที่ได้เปรียบคือ การออกอากาศทางคลื่นของกรมประชาสัมพันธ์ เครื่องมือ และช่องทางการประชาสัมพันธ์ครบถ้วน การวางธีม 7 วัน 7 อ เป็นการสร้างพื้นที่ประจำวัน เผยแพร่ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนทำงานได้พัฒนาตนเอง และทีมงานได้ด้วย

คู่สนทนา2- รายการเพื่อสุขภาพหรือ น่าจะเป็นรายการข่าวสุขภาพ เกร็ดความรู้ในแบบวัยรุ่นมากกว่า ถ้าเป็นรายการสุขภาพ ที่เคยฟังมา เอาหมอ ผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุย ตอบคำถามสุขภาพ ให้คำแนะนำปรึกษาเรื่องโรคต่างๆ แต่แบบทีนพลัส เป็นรายการเล่าข่าวสุขภาพ ที่มีหน่วยงานด้านสุขภาพเป็นผู้สนับสนุนรายการมากกว่า ถ้าคนที่เจ็บป่วย โทรเข้ามาปรึกษาเรื่องการใช้ยา อาการเจ็บป่วย ทีนพลัสคงทำหน้าที่ตรงนั้นไม่ได้

คู่สนทนา1- ถ้าวิชาการมากเกิน ไปวัยรุ่นก็ไม่ฟัง คงไปดูละคร ดูกีฬากันหมด

คู่สนทนา2- ลองค้นข้อมูลฟังตอนเก่าๆ บางตอนก็ทำได้ดี ลงตัว ในการแทรกข่าวสาร สาระด้านสุขภาพเข้ากับเพลง และการพูดคุยทักทายแบบกันเอง แต่หลายตอน ก็ขัดหู ติดขัดอยู่บ้าง

คู่สนทนา1- ฟังไม่เข้าใจเนื้อหาหรือ

คู่สนทนา2-เนื้อหาที่อ่านตามสคริป กับความพยายามที่จะพูดคุย เล่าเนื้อหาในแบบที่เป็นธรรมชาติ แต่บางหัวข้อ เนื้อหายากไป ยาวไป บางครั้ง วิธีการแบบนี้ ทำให้เนื้อหาไม่น่าสนใจ แต่ถ้าย่อความ พูดแต่ประเด็นหลักๆ แล้วสองดีเจ พูดรับส่งกัน แบบนั้นจะเข้าใจง่ายกว่า อันนี้ขึ้นกับเนื้อหาด้วย แต่หลายประเด็น ก็อ่านไปตามเนื้อหา ฟังเข้าใจง่ายดี

คู่สนทนา1- ฟังข้อมูลเปิดรายการ ลักษณะการทำงานแบบเครือข่าย แบบนี้เป็นจุดแข็งนะ ทำให้มีพลัง มีความต่อเนื่อง รายการทีนพลัสจึงอยู่มาได้ยาวนานหลายเดือน

คู่สนทนา2- จุดนั้นดีอยู่แล้ว แต่การที่ได้จัดรายการบ่อยๆ การพูดสาระ ก็ให้มันได้สาระ คือ ต้องครบ ชัดเจน แม้ช่วงเวลาน้อย แต่หลายช่วง อ่านอย่างติดขัดๆ ไม่คล่องปาก ไม่รื่นไหล ฟังเพลิน ในเมื่ออ่านสดๆ ยังยาก แล้วคนฟังจะเข้าใจได้ง่ายหรือ ฟังดูขัดๆ ต่างกับช่วงพูดคุยทักทาย และเปิดเพลง ช่วงนี้ มีชีวิตชีวามาก ทั้งการพูดคุย ทักทาย และเข้าเพลง ถ้าพูดสาระได้ไหลลื่นเหมือนช่วงทักทาย ช่วงเปิดเพลง ตัวรายการนี้จะน่าสนใจมากขึ้น ถ้าพูดไม่เป็นธรรมชาติอย่างนี้ น่าจะให้ดีเจอีกคนมาอ่านข่าวสาระโดยเฉพาะ ให้อ่านออกมาให้ดี ได้สาระไปเลยดีกว่า ส่วนที่จะพูดคุยทักทาย ก็จัดในส่วนนั้นให้เต็มที่ไปเลย

คู่สนทนา1- เค้าก็คงพยายามฝึกตัวเองเหมือนกัน หลายครั้งรีบอ่านเกินไป อ่านผิดบ้าง แต่สาระก็ฟังผ่านๆ  สบายๆ รอฟังเพลงเป็นหลัก

คู่สนทนา2- อันนึงที่เป็นจุดที่ควรแก้ไข คือการออกเสียง ร.เรือ มากเกินไป บางคำ เขียนด้วย ล.ลิง แต่อ่านออกเสียง ร.เรือ ถ้าเป็นรายการในวิทยุชุมชนไม่ว่าหรอก แต่นี่วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ซะด้วย เมื่อคนจัดรายการออกเสียง ล.ลิง เป็น ร.เรือ  วัยรุ่นที่ฟังรายการ ฟังบ่อยๆ ก็จำไปผิดๆ ออกเสียง ร.เรือ ตามกันไป
....บางคำก็อ่านผิดบ่อยๆ คำว่า บทกวี.."บดกะวี" แต่ไปอ่านว่า บท "กระวี" ...

คู่สนทนา1- ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบที่สุดหรอก ยิ่งต้องจัดทุกวัน การพยายามรักษามาตรฐานที่วางไว้ นานไปก็ยากเหมือนกันนะ









คู่สนทนา2- การต้องเตรียมงานตลอด เพราะจัดรายการทุกวัน ก็ควรจะรู้ว่า แบบไหนเหมาะสมกับรายการ เหมาะสมกับผู้จัด  มีเทปรายการทีนพลัส 2 ตอน ถ้าดูที่ดีเจผู้จัดรายการ ส่วนนี้ผ่านอยู่แล้ว ความสามารถในการจัดรายการ ลงตัวอยู่แล้ว แต่ข้อสังเกตจากเนื้อหาสองตอน สคริปเนื้อหาวันที่ 14 อ่านได้ลื่นไหล แต่วันที่ 17 เนื้อหาขัดๆ ถ้าเนื้อหาอ่านยากไป ก็จะติดขัดบ้าง การเลือกเนื้อหาที่เหมาะสม ถ่ายทอดออกมาได้ง่าย จะทำให้ผู้จัดรายการพูดได้คล่อง เป็นธรรมชาติ ฟังแล้วลื่นไหล น่าฟัง ถ้าเนื้อหามันอ่านยาก ก็น่าจะปรับสคริปให้เหมาะสม หรือปรับคำในสคริปให้เหมาะสมมากขึ้น

คู่สนทนา1- ฟังละเอียดจริงๆ

คู่สนทนา2- ฟังดีๆ เนื้อหา อารมณ์มันโดดๆ ฟังแล้วไม่รื่นไหล ไม่ทำให้คนฟังจดจ่อในการฟัง นี่ขนาดให้คนฟัง 2-3 รอบ ยังขัดหูกับบทความที่เอามาอ่านวันที่ 17 กย เทียบกับช่วงอ่านข่าว ฟังแล้วโดดไปโดดมา คนอ่านน่ะรู้เรื่องอยู่แล้ว เพราะอ่านตามเนื้อหา ตามตัวหนังสือ ยังไงก็รู้เรื่อง แต่คนฟัง เหมือนจะรู้เรื่อง แต่มันขัดๆ ต่างกับช่วงอ่านข่าว

คู่สนทนา1- วิจารณ์แบบนี้ คนจัดรายการน้อยใจแย่สิ

คู่สนทนา2- อ้าว ถ้าจะไปทำโครงการปี 3ของครอบครัวอุ่นรัก เมื่อคุณจะเป็นเบ้าหลอม พัฒนาดีเจใหม่   ตัวของทีมงานที่ทำโครงการ น่าจะพัฒนาตัวเองไปด้วยเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีเช่นกัน ถ้าคิดดี ทำสิ่งที่ดี ก็จะเป็นเบ้าหลอมที่ดีไปเอง

เสวนาจานส้มตำ ๒๕๕๕/๒ - แนท-เกศริน ชัยเฉลิมพล กับบทบาทใหม่ตอบปัญหาทางแพทย์



รายการคนข่าวเช้า 18 ก.ย.2555 ช่วงตอมแมลงวัน ที่ช่องเนชั่น กับแขกรับเชิญ "แนท-เกศริน ชัยเฉลิมพล" อดีตนางแบบเซ็กซี่สตาร์ที่หลายคนยังนึกถึงภาพในอดีตของเธอ  แล้วปัจจุบันนี้ล่ะ....??

นายบอน - เมื่อเช้า ได้ดูน้องแนทรึเปล่า

คู่สนทนา1 - ไม่ได้ดู แต่ติดตามจากโซเชียลมีเดีย ที่พูดถึงน้องแนท เกศรินทร์ จากที่ติดภาพดาวยั่ว แต่คนเราต้องมีการพัฒนาตัวเอง เค้าก็คิดเป็น มีความคิดเหมือนกันนะ

คู่สนทนา2- ช่องเนชั่น พยายามเสาะหาประเด็นน่าสนใจมานำเสนอจริงๆ เริ่มเบื่อรายการเล่าข่าวบางรายการที่ดราม่าเหลือเกิน ดราม่าเอาแต่เรตติ้งอยู่นั่น

คู่สนทนา1- มีเรื่องราว คนที่น่าสนใจอีกมากมาย เอามานำเสนอได้ทั้งนั้น ชอบที่ช่องเนชั่น พยายามเผยแพร่ข้อมูลหลายช่องทาง ทั้งทีวีดาวเทียม ทางเวบไซต์ และโซเชียลมีเดียอีกด้วย แม้ไม่ได้ดูสดๆ แต่ตามมาอ่านเนื้อหาย้อนหลัง มาดูคลิปย้อนหลังได้ รู้ประเด็นสำคัญได้เหมือนกัน




คู่สนทนา2- ถึงจะเป็นสื่อธุรกิจ แต่ก็มีจุดเด่นในการนำเสนอ ใช้ไอเดียใส่ในตัวงานได้อย่างเต็มที่เหมือนกันนะ  ชื่นชมที่เค้าเอาคลิปลง youtube ให้คลิกดูย้อนหลังได้


(น้องแนท ตอบปัญหาทางแพทย์" รายการที่พร้อมสรรหาคำตอบของสุขภาพทุกด้าน เพื่อทุกเพศทุกวัย บทบาทใหม่ของ แนท-เกศริน ชัยเฉลิมพล อดีตนางเเบบเซ็กซี่สตาร์)

photo




นายบอน - สื่อต้องพัฒนาตัวเอง คิด ค้นหา พยายามนำเสนออยู่ตลอด ยิ่งสื่อมีเยอะ ก็ทำให้เห็นงานออกมาเยอะ เห็นความคิดดีๆ เยอะ อยู่ที่ว่า คนรับสื่อจะรับได้มาก น้อยแค่ไหน

คู่สนทนา2-  ถึงเป็นดาวยั่ว ก็คิดเป็น ฉลาดกว่าคนที่ยกตัวเองว่า ดีเลิศประเสริฐศรีนะ

คู่สนทนา1- ชีวิตน้องแนท ผ่านมุมมืดมาแล้ว ผ่านประสบการณ์ชีวิตหลายมุม คนทำรายการ ตอบปัญหาทางการแพทย์ ฉลาดที่หยิบเอาจุดนี้ของน้องแนทมานำเสนอ ถ้าไม่มีประสบการณ์ ก็ตอบคำถามไม่ได้ เอาคนที่รู้จริงมาตอบได้อะไรเยอะกว่า เอาคนที่นั่งจินตนาการ หรือ อ่านข้อมูล บทความ แล้วท่องจำมาตอบ แบบนั้น ใครก็ไปหาอ่านได้

photo

http://www.facebook.com/pages/น้องแนท-ตอบปัญหาทางแพทย์/192290257545769

คู่สนทนา2-  เอาน้องแนทมาออกรายการแบบนี้ มีเฟสบุคส์ของรายการด้วย แบบนี้ต้องลองดูรายการของน้องแนทบ้างแล้วล่ะ

นายบอน - อยากดู อย่างว่าหรือ

คู่สนทนา2-  ดูคลิปย้อนหลังที่น้องแนทมาออกรายการตอนเช้าแล้ว เออ ตอบได้แซบเว่อร์น่าสนใจดี หลายประเด็น น่าคิดจริงๆ อย่าง "ชีวิตคู่ เราต้องทำตัวเราให้แซ่บเว่อร์ตลอดเวลา อาจเปลี่ยนชุดนอนก็ได้"

คู่สนทนา1-  จริงนะ คู่รักหลายคู่ คาดหวังให้คู่รักของตัวเอง ปรับตัว ทำตัวให้ตนเองพอใจ แล้วตัวเองล่ะ ตั้งความคาดหวังไว้แบบนั้น แล้วไม่คิดว่า คู่รักของตัวเอง จะตั้งความคาดหวังไว้กับคุณบ้างเหรอ ถ้าต่างคนต่างปรับตัวเองให้ดีตลอดเวลา ก็คงไม่ทำให้ความรักจิดชืด รักษาความรัก ความเข้าใจ ไว้ได้ตลอดไป ไม่เผลอทำลายความรักของกันและกัน


นายบอน - น้องแนทบอกว่า "ตื่นเช้ามา แนทกินธัญพืช กินกล้วยน้ำว้า 4 ใบ อยู่ฟิตเนสวันละ 4 ชม. แนทไม่ค่อยทานข้าว แต่เน้นทานผลไม้กับผักเยอะ เช่น กล้วย เสาวรส ลูกพรุน สลัด" หลายคนบอกว่า คนปกติมันจะทำได้มั้ย  เอ้า ไม่พยายามทำ ก็ทำไม่ได้สิ ถ้าไม่ตั้งใจจริง  แล้วน้องแนท พิเศษกว่าใครตรงไหนล่ะ เป็นคนเหมือนกัน มีมือมีเท้าเหมือนทุกคน แต่อยู่ที่ใจว่า จะทำได้หรือไม่ ก็เท่านั้นล่ะ

คู่สนทนา1- คำพูดนี้ของน้องแนท  "กลับบ้านเราก็ปิดสวิทช์การทำงาน แล้วฟังธรรมะบ้าง ต้องแบ่งเวลาให้อย่างอื่นด้วย" อันนี้ จริงเลย ทุกคนไม่ควรจะเยอะเกินไป ให้รู้ตัวรู้ตนเองมั่ง

คู่สนทนา2-  "เราอย่าหมกมุ่นมากเกินไป ต้องหากิจกรรมอย่างอื่นทำบ้าง" อันนี้ก็จริง ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ช่าง อะไรที่มากเกินไป ก็ไม่ดี ไม่ว่าจะเรื่องกิเลส ตัณหา การทำงาน ฯลฯ คนไม่ใช่เครื่องจักร ขนาดเครื่องจักร ยังต้องหยุดเครื่องพัก ไม่งั้น เดินเครื่องตลอด เครื่องก็พังได้เหมือนกันนะ

คู่สนทนา1- ทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต ไม่ว่า ดีหรือไม่ดี ล้วนเป็นบทเรียนได้ทั้งนั้น ถ้าคิดดี ทำดี ทำตัวมีคุณค่า คนเราก็เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แต่บางคนคงยังคิดภาพดาวยั่วเหมือนเดิม แต่วันนี้ น้องแนทคิดได้กว่านั้นแล้ว คนที่ว่าดีๆ ภาพพจน์ดีๆหลายคน ยังคิดไม่เป็นอย่างน้องแนทเลย

คู่สนทนา2- มีหลายคน ที่มาจากติดลบ จากภาพพจน์ที่ไม่ดี พยายามเปลี่ยนชีวิตตนเองให้ดีขึ้น แบบนี้ น่าชื่นชมกว่าคนที่มีโอกาสดี แต่คิดไม่เป็น ทำให้ชีวิตตัวเองต่ำลงกว่าเดิม คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นคนดีได้

คู่สนทนา1- ใครจะเป็นยังไงก็ช่าง จะเคยเป็นคนที่ดีหรือไม่ดี  แต่เราเลือกเอาส่วนที่ดีของเค้ามาเติมเต็มใส่ชีวิตของเราได้


















วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

เสวนาจานส้มตำ ๒๕๕๕/๑- แลมองโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตรายการวิทยุเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว จ.ชลบุรี ครอบครัวอุ่นรัก ปี3

          ได้เวลาของเสวนาที่มีต้นทุนในการจัดที่ต่ำที่สุดในประเทศไทยอีกแล้วนะครับ กับบันทึกการเสวนาที่แตกต่างจากที่อื่นๆ

         เรื่องราวของสื่อวิทยุ ที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์ความคิด ความรู้สึกของผู้ฟังมากมาย ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีสื่อให้เลือกหลากหลาย และมีคนพูดถึงมากกว่าสื่อวิทยุ แต่ยังมีผู้คนฟังวิทยุอยู่เป็นจำนวนมาก มีสถานีวิทยุให้หมุนฟังมากมาย แต่ในจำนวนที่มากมาย ล้วนมีแต่รายการบันเทิง ขายสินค้า  รายการวิทยุที่มีเนื้อหาสาระดีๆ มีเฉพาะคลื่นหลักๆ เท่านั้น นี่คือ อีกหนึ่งโครงการที่ต้องการสร้างพื้นที่สื่อดีๆมีประโยชน์  ถ้ามาแลมองโครงการนี้ในมุมมองของเสวนาจานส้มตำดูบ้าง จะมีประโยชน์จริงหรือไม่!!

นายบอน  - มีเอกสารโครงการเกี่ยวกับวิทยุจากชลบุรี มาให้ดูครับ เผื่อจะเอาไปเป็นต้นแบบ ทำโครงการดีๆแบบนี้ออกมาที่ขอนแก่นมั่ง

คู่สนทนา1- โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตรายการวิทยุเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว .. เอาเด็กมาฝึกจัดรายการวิทยุหรือ ดีนะ เด็กจะได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์บ้าง

คู่สนทนา2- เด็กแค่ไหน ชั้นประถม มัธยม ล่ะ แต่เห็นหลักการที่เขียนแล้ว คงเป็นผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสมั้ง ถึงจะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องครอบครัว

นายบอน - คนหนุ่มสาวก็มี อายุ 30-40 นักจัดรายการที่ชลบุรีหลายคน อายุอยู่ในช่วงนี้

คู่สนทนา2- แล้วเค้ามีความเข้าใจเรื่องครอบครัวมากแค่ไหนล่ะ นักจัดรายการทุกคนมีครอบครัว มีลูกทุกคนแล้วสิ

คู่สนทนา1- ดูรายละเอียดก่อนสิ อย่าพึ่งพูด จะได้เข้าใจมากขึ้น

photo

photo


คู่สนทนา2- เออ โครงการปีที่ 3 แล้ว เนื้อหาเขียนดี แต่อยากรู้ว่า 2 ปีที่ผ่านมา ทำได้ตามเป้ามากแค่ไหน

คู่สนทนา1-  โครงการเค้ามีรูปแบบชัดเจนทุกขั้นตอน ตรวจสอบประเมินผล ลดจุดด้อย เสริมจุดเด่นจนเป็นโครงการปี 3 นี้ล่ะ

คู่สนทนา2- เขียนดี อ่านเพลิน แต่ดูเหมือนโครงการวิจัยที่ขึ้นหิ้งยังไงไม่รู้ อ่านเนื้อหาแล้ว ดูดี ใช้สำนวนภาษาน่าอ่าน แต่ดูเป็นวิชาการมากๆ

photo

photo


คู่สนทนา1- ดูวัตถุประสงค์ ที่เขียนออกมา วัดและประเมินผลได้ 2 ปีที่ผ่านมา คงได้แนวทางที่ชัดเจนอย่างที่ได้อ่านนี้

คู่สนทนา2- นี่คงเป็นความพยายามสร้างกลุ่มคนฟัง แย่งชิงพื้นที่ แย่งชิงคนฟังบนหน้าปัดวิทยุ เคยเห็นแต่คลื่นที่พยายามดึงคนให้มาฟังรายการของตัวเองให้มากๆ แต่นี่กลับสร้างคนจัดรายการ ให้เพิ่มขึ้น แล้วจะไม่มาแย่งชิงคนฟังบนหน้าปัดวิทยุ แย่งกันเองหรือ

คู่สนทนา1- แต่ละคลื่นมีรัศมีการรับฟังเฉพาะเขตพื้นที่เท่านั้น ดีเจชุมชน คนในชุมชนรู้จัก ก็คงพูดคุยกับคนในชุมชนได้อย่างสนิทสนมมากกว่าคนนอกชุมชน

คู่สนทนา2- ความตั้งใจดีนะ แต่จะดึงกลุ่มคนให้มาสนใจฟังจากสือทีวี อินเตอร์เนต ได้ยังไงล่ะ นอกจากกลุ่มเป้าหมาย ที่เขียนในเอกสาร คงทำตามระยะเวลาของโครงการเท่านั้น พอหมดช่วงก็เขียนสรุป ตามปฎิทินการทำงาน

คู่สนทนา1- คนที่อยากให้เกิดสิ่งที่ดีๆ มีความมุ่งมั่นสร้างสรรค์รายการดีๆก็มีไม่น้อยเหมือนกันนะ

คู่สนทนา2- โครงการทำมา 2 ปีแล้ว ความจริงต้องวัดกันที่ คนทำโครงการด้วยว่า มีการพัฒนาตัวเองให้เป็นตัวอย่างได้บ้างหรือเปล่า ก่อนที่จะไปสอนไปอบรมคนอื่น แล้วตัวเองพัฒนาขึ้นหรือยัง

คู่สนทนา1-  พูดแปลกๆ ทำโครงการมา 2 ปี ก็ต้องพัฒนาตัวเองขึ้นสิ พัฒนาแนวคิด แนวทาง แก้ไขข้อด้อย เสริมจุดเด่น ให้โครงการมันดีขึ้นเรื่อยๆ

คู่สนทนา2- มองโลกในแง่ดีเกินไปรึเปล่า แบบนี้ถึงไม่รู้เท่าทันสื่อ โดนสื่อ สร้างสื่อหลอกลวง ให้หลงเชื่อง่ายๆ ดูข้อมูลต้องคิดถึงความเป็นจริงด้วย อย่างโครงการนี้ก็เหมือนกัน ต้องมองให้ลึก มองให้รู้ด้วย จากข้อความที่ดูสละสลวยด้วยสำนวนที่น่าอ่าน แต่อาจจะซุกซ่อนความจริงหลายอย่างไว้ใต้พรม

นายบอน - นี่มองทะลุตัวหนังสือเลยหรือเนี่ย

photo

photo


คู่สนทนา2- เนื้อหาโครงการนี้ ที่บอกว่า "ครอบครัวอุ่นรัก" เค้าเขียนร่ายมา ยกข้อความต่างๆมา พูดถึงความสำคัญของสื่อวิทยุ ที่จะทำให้คนฟังเกิดความคิด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้บ้าง เปิดฟังหลายคลื่น พูดถึงการรณรงค์ลดเหล้าช่วงเข้าพรรษา ดีเจใช้ลีลาการพูด ฟังจนเคลิ้มตาม คงต้องลดเหล้าในช่วงนี้ แต่ดีเจที่พูด กลับไปนั่งกินเหล้าซะเอง กินเหมือนเดิม แถมบางวัน กินมากกว่าเดิมซะอีก แล้วแบบนี้เป็นตัวอย่างรึเปล่า พูดให้คนฟังลดเหล้า แต่ตัวเองทำไม่ได้ แล้วพวกนักจัดรายการที่ทำโครงการนี้ ลดเหล้าได้รึเปล่า หรือ ลดเฉพาะช่วงที่จัดรายการ แต่ยังไปเมาที่ร้านตามปกติ

คู่สนทนา1-   บางคนก็ไม่ดื่มเหล้านะ บางคนไม่ได้ตั้งใจลดเหล้า ไปจำกัดสิทธิ์คนอื่นไม่ได้นะ ต้องยอมรับ แบบประชาธิปไตย

คู่สนทนา2- อย่างเรื่อง "ครอบครัวอุ่นรัก" นักจัดรายการแต่ละคน เข้าใจเรื่องครอบครัวอุ่นรัก มากแค่ไหน พูดตามสคริปรึเปล่า แล้วในชีวิตจริง ดูแลเอาใจใส่คนในครอบครัวมากแค่ไหน ดีเจหลายคน พูดจาคารมคมคายดี แต่เจ้าชู้มากๆ มีพ่อยก แม่ยกให้การสนับสนุน บางคนมีเรื่องชู้สาวอีก มีกิ๊กอีก จัดรายการก็พูดทักทาย แซว ทำให้คนฟังคิดมาก มีความหวังอีก ถ้าเป็นตัวอย่างไม่ได้ อย่าหวังว่า จะไปสอนใครได้

คู่สนทนา1- นั่นเป็นดีเจทั่วไป ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการนี้มั้ง

คู่สนทนา2- งั้นที่ร่วมโครงการนี้ 2 ปีแล้ว เป็นคนดี ไม่มีเล็กมีน้อย ไม่มีกิ๊ก ไม่เป็นคนหลายใจงั้นหรือ  เมื่อกี้บอกว่า นักจัดรายการเป็นคนหนุ่มสาววัย 30-40 พวกนี้ยิ่งอ่อนไหวง่าย แล้วจะเป็นตัวอย่างที่ดีได้แค่ไหนล่ะ

คู่สนทนา1- คงเป็นพวกผู้ชายเจ้าชู้มากกว่า เดี๋ยวนี้ ดีเจผู้หญิง มีเยอะ

คู่สนทนา2- นั่นล่ะตัวดี เสียงอ่อนเสียงหวาน ออดอ้อนเก่งจริงๆ คนพูดเก่ง ใช่ว่าจะเป็นคนดีนะ พูดเก่ง ก็เอาตัวรอดเก่ง โกหกเก่ง

คู่สนทนา1- ทำโครงการมา 2 ปีแล้ว คงได้ประสบการณ์มากขึ้น คิดเป็น ทำเป็น ไม่งั้นจะไปอบรม ไปสอนคนอื่นไม่ได้หรอก

คู่สนทนา2- ถ้าทำโครงการแล้ว พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้จริง ก็ดีสิ แต่เดี๋ยวนี้ มีโครงการอบรมมากมาย ตอนอบรม ทำได้ตามเป้าหมายโครงการ แต่นานๆไปก็เหมือนเดิม แต่โครงการเขียนสรุปด้วยถ้อยคำที่สวยงาม แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นอย่างที่เขียน

คู่สนทนา1-  แหม โครงการเค้าวัดและประเมินผลที่กลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่ทีมงานจัดอบรม หรือ ทีมพี่เลี้ยงนะ แหกตาดูข้อมูลสิ

คู่สนทนา2- ถ้าคณผลิต "สื่อดี ผู้ใช้ดี ผู้บริโภคสื่อดี สังคมดี" อย่างแนวคิดที่ใส่มาในเอกสาร ถ้าคุณสอนให้คนที่มาอบรมดีขึ้นได้ คุณก็ต้องดีขึ้นด้วยสิ ถ้าคุณ ไม่ดี ก็คือ "สื่อไม่ดี" แม้คุณจะจัดรายการเนื้อหาดีแค่ไหน แต่คุณไม่เป็นตัวอย่างให้เห็น มันก็เหมือนสิ่งที่ไม่ได้ออกมาจากใจจริง บอกให้คนอื่นทำดี แต่ตัวเองทำตัวไม่ดี แล้วสังคมจะดีได้ยังไงล่ะ

คู่สนทนา1- อันนี้ ต้องดูรายละเอียดให้ดีๆ คนที่ทำไม่ดี จะรู้ว่า อะไรดีไม่ดี เมื่อรู้ตัวก็แก้ตัวใหม่ ทำดี มากกว่า ทำไม่ดี

คู่สนทนา2- อยากรู้จริงๆ 2 ปีที่ผ่านไป โครงการนี้ ทำให้สังคมเมืองชลบุรี ดีขึ้นหรือเปล่า ดูข่าว ค้นหาข่าวชลบุรี ทำไมมีข่าวร้ายๆเยอะจัง ปัญหาสังคมหลายอย่าง มีเยอะมาก
อยากรู้ว่า 2 ปีที่ทำโครงการ อยากรู้ว่า พื้นที่ดำเนินงานอยู่ตรงไหน ทำโครงการไปแล้ว พื้นที่ตรงนั้น มันดีขึ้นรึเปล่า มีปัญหาสังคมลดลงมั้ย เดี๋ยวนี้ข่าวค้นย้อนหลังได้ จะได้รู้ว่า ที่ทำโครงการมา 2 ปี มันได้ผลจริงแค่ไหน ไม่ใช่ไปวัดตามที่เขียนในเอกสาร แต่ต้องวัดของจริงไปเลย

คู่สนทนา1-  เวลาการทำงาน มีจำกัด ที่ว่ามา ต้องไปตรวจสอบข้อมูลกันเอง แต่คิดว่า มีรายการเนื้อหาดีๆ อย่างน้อย สังคมก็ต้องดีขึ้นบ้างล่ะ

คู่สนทนา2- อย่าจินตนาการเองตามข้อมูลวิชาการที่ได้อ่านในเอกสารสิ ที่บอกว่า เป็นรายการที่ดี แล้วมันดีแค่ไหน มันตรงกับที่คนต้องการฟังจริงหรือเปล่า ใช้ประโยชน์ได้จริงมั้ย หรือว่าทางทีมงานโครงการ กำหนดรูปแบบเนื้อหาว่าต้องเป็นอย่างนี้ แต่คนในชุมชนล่ะ เค้าอยากฟังเนื้อหาที่กำหนดมาหรือเปล่า ถึงจะทำรายการเนื้อหาดี แต่ไม่ใช่เรื่องที่คนฟังอยากรู้ เค้าก็ไม่ฟังหรอก  หลายเรื่องเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว พ่อแม่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง จะเข้าใจตัวปัญหาได้มากกว่า

คู่สนทนา1-  ก็ต้องเรียนรู้กันไป ไม่มีใครเก่ง รู้ทุกอย่างหรอก ไม่งั้นปัญหาสังคม ก็ไม่เกิดหรอก แล้วโครงการแบบนี้ ไม่ดีเลยเหรอ

คู่สนทนา2- ความคิดดี ตั้งใจดี แต่ความจริง รายการลักษณะนี้ ก็ยังดึงดูดความสนใจติดตามจากสื่ออื่นได้ยากเหมือนกัน โครงการเน้นที่รายการวิทยุ ในขณะที่สื่ออื่นๆ ก็ดึงดูดให้ติดตาม โครงการแบบนี้ ทำให้เกิดผลจริงๆ ยาก ทำได้แค่ตามรายละเอียดที่เขียนในโครงการเท่านั้น แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แม้จะได้ผลกับคนส่วนน้อยในสังคม แต่คนส่วนน้อยนี่ล่ะ ก็ลดปัญหาสังคมลงได้ มากทีเดียว ที่สำคัญ ตัวของทีมงานที่ทำโครงการ น่าจะพัฒนาตัวเองไปด้วยเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีเช่นกัน ถ้าคิดดี ทำสิ่งที่ดี ก็จะเป็นเบ้าหลอมที่ดีไปเอง แต่ถ้าเบ้าหลอมมันไม่ดี แต่ไปพูดย้ำๆๆ ให้คนอื่น ทำดี เมื่อเป้าหลอมไม่ดี มันก็ไม่ดีวันยังค่ำล่ะ



     นี่คือ เสวนาจานส้มตำ  จากมุมมองที่แตกต่างต่อโครงการ Happy Family ครอบครัวอุ่นรัก ปี 3