โดย ธงไท เทิดอุดม 6 กันยายน 2552 18:05 น.
ยุคก่อนพูดถึงแดนสนธยา ในจินตภาพขององค์กรที่ลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน
มีพฤติกรรมเกาะเกี่ยวเหนียวแน่นเฉพาะกลุ่มพวกตน
จนมีลักษณะเป็นอาณาจักรลี้ลับ ที่มืดมัว มองจากภายนอกเห็นได้ไม่ชัดนัก
ว่าคนในองค์กรนั้นทำอะไรอยู่ข้างใน
ไม่เป็นที่ประจักษ์เสมือนหนึ่งแดนสนธยา ก็คือ อสมท นั้น
ในยุคปัจจุบันมีหน่วยงาน กลไก
องค์กรอีกหลายแห่งที่บริหารงานภายหลังม่านหนา บาง
ที่ขวางกั้นระหว่างการดำเนินกิจกรรมภายในหน่วยงานหรือองค์กรนั้น กับ
การจับตาเฝ้ามองของประชาชน พลเมืองที่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสาธารณะ
สสส. หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ก็คือหนึ่งในจำนวนนั้น
จะด้วยลักษณะการจัดตั้งองค์กรที่มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนใคร
และไม่มีใครเหมือน คือ
มีลักษณะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544
อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี
มีรายได้จากภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุรา
ในขณะเดียวกันก็มีพันธกิจในทางตรงข้ามกับแหล่งที่มาของรายได้ คือ
มีการณรงค์ให้คนลด ละ เลิก เหล้า บุหรี่
ภายใต้วิสัยทัศน์ที่คัดง้างแนวทางการบริหารจัดการด้านสุขภาพอนามัย
เดิม ที่เน้นความหมายของการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน
ในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ คืออาการทางกายภาพเป็นหลัก แต่
สสส.มีวิสัยทัศน์ในทิศทางแนวทางใหม่
ที่ขยายบริบทการดูแลทางกายภาพมาเป็นการสร้างวาทกรรมใหม่คือ "สุขภาวะ"
ในความหมายของภาวะองค์รวมของสุขภาพกาย ใจ จิต วิญญาณหรือปัญญา
และชุมชนหรือสังคมล้วนนำสู่ "คนไทยมีสุขภาวะอย่างยั่งยืน"
ด้วยความพิเศษขององค์กรที่มีที่มาลักษณะแนวคิดที่สลับซับซ้อนเช่นนี้
จึงอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนที่เข้ามารับผิดชอบองค์กรนี้ในระดับบริหาร
เกือบทุกลำดับชั้นนั้น ก็คือ คุณหมอทั้งหลายนั่นเอง
คุณหมอที่ถือได้ว่าเป็นบุคลากรสำคัญชั้นหัวกะทิของสังคมไทย
ที่มีความเก่ง เป็นเลิศมาทั้งชีวิต
เมื่อมารวมกันในองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
จึงยิ่งมีความเชื่อมั่นในตนเองว่าตนเองรอบรู้และเชี่ยวชาญในทุกเรื่อง
เพราะ สสส.มีขอบเขตการดำเนินงานที่กว้างขวาง มีหน่วยงานภายในถึง 9 สำนัก
กับ 13 แผนงานยุทธศาสตร์สำคัญ
ซึ่งต้องการผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่การบริหาร
การตัดสินใจเฉพาะเรื่องเฉพาะทาง เช่น ด้านการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
การสื่อสารสาธารณะ การจัดการเรียนรู้ เป็นต้น
การนำองค์กรที่มีลักษณะพิเศษด้วยคนกลุ่มพิเศษ ในภารกิจพิเศษ
โดยขาดสติยั้งคิดในการเปิดเผยอย่างโปร่งใส จึงทำให้ สสส.หลุดเข้าไปอยู่ใน
"แดนสนธยา" อย่างไม่รู้ตัวแปลกแยกจากสังคมสาธารณะไปเรื่อยๆ
สสส. ที่ถูกทำให้เป็นโลกส่วนตัวของคุณหมอทั้งหลาย
เสมือนเกาะที่ไร้รากยึดเหนี่ยวจึงไหลเรื่อยไปตามกระแสน้ำเชี่ยวของการพัฒนา
ตามนโยบายรัฐที่ครอบงำโดย
กลุ่มทุนการเมืองและกระแสโลกาภิวัตน์อย่างมิอาจเกิดประโยชน์สูงสุดแก่
ประชาชนได้อย่างที่ควรจะเป็น
การเปลี่ยนแปลงใดๆ ภายในองค์กรของ
สสส.ในร่มเงามืดครึ้มของความเป็นดินแดนสนธยา จึงนำมาซึ่งความไม่โปร่งใส
และขัดกับหลักธรรมาภิบาล
โดยเฉพาะกระบวนการคัดสรรผู้บริหารหมายเลข 1
ขององค์กรที่มีอายุสมัยละ 4 ปีในตำแหน่ง ซึ่งหากย้อนหลังไป 4 ปีที่แล้ว
ผู้บริหารเบอร์ 1
สมัยแรกมุดน้ำดำดินเข้าสู่เก้าอี้เดิมในสมัยที่สองอย่างชนิดที่ทุกคนไม่ทัน
กะพริบตา แม้ผู้สมัครแข่งขันท่านหนึ่งต้องมึนงงอย่างยิ่งที่ตัวเขาในฐานะผู้สมัครเข้า
รับการคัดสรร ไม่มีโอกาสแม้การเรียกไปสัมภาษณ์หรือแสดงวิสัยทัศน์ใดๆ
ทั้งสิ้น
และความแปลกพิสดารของการคัดสรรครั้งใหม่ก็หวนกลับมาอีกครั้งในเดือน
ที่ผ่านมา มีประกาศเล็กๆ
เพียงสองสามบรรทัดบนหน้าแรกของเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ
สสส.เหมือนจงใจไม่ให้เป็นที่สังเกตเห็นของผู้คน
ไม่มีรายละเอียดกระบวนการสรรหา ไม่มีรายชื่อกรรมการสรรหา ไม่มีกำหนดเวลา
ไม่มีรายชื่อผู้สมัคร ไม่มีการเปิดเผยอย่างโปร่งใส
ทำให้ผู้เฝ้าจับตาดูด้วยใจระทึก
อดนึกไม่ได้ว่ากระบวนการคัดสรรที่แสนจะลึกลับนี้ทำเสมือนหนึ่งว่ามีการ
"วางตัว" คนในหมู่หมอๆ ของ สสส.ไว้แล้ว
มิหนำซ้ำยังมีกระบวนการพิสดารที่สำนักงานจะต้อนผู้สมัครทั้งหมดไป
เก็บตัวที่สามพรานในวันที่ 11-12 กันยายนนี้ เพื่อปฐมนิเทศผู้สมัคร
ซึ่งเป็นผู้สมัครในตำแหน่งสูงสุดคือหมายเลข 1
ขององค์กรซึ่งต้องเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักงาน
ต้องมาเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่สำนักงานที่จะอบรมผู้สมัครนี้ เป็นงูกินหาง
แต่อีกนัยหนึ่งมองได้ว่าองค์กรปิดจากแดนสนธยานี้
มีความพยายามจะเข้าครอบงำผู้ที่จะมาเป็นผู้บริหารคนใหม่
โดยเริ่มกระทำการตั้งแต่ยังเป็นผู้สมัคร
ทำไม สสส.ในฐานะองค์กรสำคัญเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ
และบริหารจัดการองค์กรด้วยบุคลากรระดับมันสมองที่มีคุณภาพ
จึงกระทำการในแง่มุมที่ส่อเสี่ยงหมิ่นเหม่ต่อคุณธรรม
และธรรมาภิบาลของการบริหารองค์กรสาธารณประโยชน์เช่นนี้
ทำไม สสส.จึงฝังตนเองไว้ในม่านหมอกควันแห่งแดนสนธยาที่มัวซัวเช่นนี้
ไม่สร้างความโปร่งใสในกระบวนการบริหารจัดการให้เป็นที่ประจักษ์
ทำไม? ทำไม? และทำไม?
ต้องติดตามตอนต่อไป เมื่อผ่าอาณาจักรของหมอๆ
ก็พบเดิมพันงบประมาณกว่าปีละสองพันล้านที่ต้องผ่าทางเดินของงบประมาณเหล่า
นี้ว่าจะนำไปสนองตอบต่อใคร? ในภารกิจใด?
โปรดติดตามตอนต่อไป (เพราะยังไม่จบข่าว!)
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000103041
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น