โดย สิริอัญญา 6 กันยายน 2552 14:09 น.
ในบรรดานายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่เคยมีมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง
มาจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนโชคดีและโชคร้ายพร้อมๆ
กันเหมือนกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเลย
โชคดีก็เพราะว่าอายุอานาม 40 เศษๆ
และไม่เคยเข้าร่วมขบวนการต่อสู้ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายใดๆ
และโดยไม่นึกฝัน ก็ถูกเทพอสูรอุ้มสมให้ขึ้นนั่งตำแหน่งประมุขฝ่ายบริหาร
ทั้งๆ ที่นักการเมืองบางคนทุ่มเทเงินทองนับพันนับหมื่นล้าน
ก็ได้แค่เป็นสุนัขมองเครื่องบินเท่านั้น
โชค ร้ายก็เพราะว่าพอเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว
กลับถูกครอบงำแทรกแซงบงการให้ทำนั่นทำนี่ประหนึ่งเป็นเจว็ด จนคล้ายๆ
จะเป็นหองจูเหียบที่นั่งบัลลังก์มังกร ภายใต้อุ้งตีนของตั๋งโต๊ะกระนั้น
หลายเดือนที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าจะพูดจาแก้ตัวกันประการใด แต่ใครๆ
ก็รู้ว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหารถึง 3
ครั้ง 3 หน และตกเป็นเป้าหมายถูกฆาตกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งถึงทุก
วันนี้
ที่ว่าเป็นเป้าหมายถูกฆาตกรรมทางการเมืองนั้นก็คือการทำให้ตายทางการ
เมืองที่ไม่มีวันผุดวันเกิดอีกต่อไป โดยวิธีการทำให้เป็นเจว็ด
ทำให้เป็นเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หรือเป็นทารกอมมือ
ที่สนุกสนานอยู่กับการเล่นตุ๊กตา
คน ระดับรัฐมนตรีขี้เท่อก็สามารถงัดข้อกับนายกรัฐมนตรีได้อย่างหน้าตาเฉย
แสดงอำนาจบาตรใหญ่ว่าถ้าโครงการใดหรือข้าราชการคนใดข้าผลักดันแล้ว
ใครไหนก็ไม่กล้าขัดขวาง และต้องสำเร็จ
คนระดับอธิบดีที่ละฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปเป็น
ลิ่วล้อนักการเมืองก็สามารถตอกหน้านายกรัฐมนตรีได้ถึงกลางที่ประชุมคณะ
รัฐมนตรีโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คนระดับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็สามารถทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ
ความประสงค์ของนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จนเกิดสภาพนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยแค่คิดจะตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
สักคนหนึ่งก็ยังทำไม่สำเร็จ แล้วจะไปบริหารบ้านเมืองได้อย่างไร
หนักเข้าผู้มีตำแหน่งต้องทำงานรับใช้ใกล้ชิดแท้ๆ กลับแปรพักตร์
และทำการสวนทางกับนายกรัฐมนตรีทั้งต่อหน้าและลับหลัง
จนเป็นข่าวดังไปทั้งบ้านทั้งเมือง
และเป็นเรื่องอันตรายต่อสถาบันสำคัญของชาติก็ยังปล่อยให้ทำกันไปเหมือนไม่มี
อะไรเกิดขึ้น
ปรากฏการณ์
ดังกล่าวและเรื่องราวมากหลายทำให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นความจริงที่เด่นชัด
ว่า การบริหารราชการแผ่นดินในวันนี้มีกองบัญชาการใหญ่อยู่ถึง 2 กอง
มีศูนย์อำนาจใหญ่อยู่ถึง 2 ศูนย์
กองบัญชาการหนึ่งอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า
แต่จะทำการสิ่งใดก็ไม่ได้ นอกจากจะได้รับความยินยอมพร้อมใจจากคนอื่น
กองบัญชาการนี้กำลังกลายเป็นเจว็ดที่ไม่มีคนนับถือศรัทธาอีกต่อไป
กองบัญชาการหนึ่งอยู่ที่ซอยรางน้ำ มีคน 2 คนจับมือกันเป็นหัวหน้า
มีบทบาทครอบงำและเป็นศูนย์อำนาจที่แท้จริง
ที่สามารถทำการทุกสิ่งอย่างได้ดังใจปรารถนา
จนกระทั่งคนเขานินทากันว่ากองบัญชาการที่ทำเนียบรัฐบาลนั้นโดยแท้
จริงแล้วเป็นแค่ที่ทำการโฆษกของผู้มีอำนาจแท้จริงในรัฐบาลชุดนี้เท่านั้น
ความ เป็นไปอย่างนี้ไม่เพียงแค่คนไทยรู้เห็นกันทั้งบ้านทั้งเมืองเท่านั้น
แต่นานาชาติเขาก็รู้เห็นเป็นอย่างเดียวกัน
ดังนั้นความเชื่อถือเชื่อมั่นในการที่จะเจรจาประสาความเมืองกับรัฐบาลไทย
จึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และทำให้ความร่วมมือกับประเทศต่างๆ
ต้องชะงักงัน และชะลอลงอย่างเห็นได้ชัดและผิดปกติยิ่ง
สภาพเหล่านี้จึงเป็นความเสียหายใหญ่หลวงแก่ชาติบ้านเมืองและอาณาประชาราษฎรทั้งปวง
ในด้านความมั่นคงปลอดภัยและเอกราชอธิปไตยของประเทศก็ถูกคุกคามอย่าง
หนัก ทั้งพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่ชายแดนด้านอีสาน
ด้านตะวันออก เรื่อยลึกลงไปในอ่าวไทย แม้กระทั่งชายแดนด้านตะวันตก
ในด้านการปกครองก็ระส่ำระสาย เพราะประเทศนี้มีศูนย์อำนาจ 2 ศูนย์
มีกองบัญชาการ 2 กอง การบริหารราชการแผ่นดินก็วิปริตผันแปรไปสิ้น
การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงจึงฮึกเหิมลำพอง
และโกงกันสนั่นลั่นบ้านลั่นเมืองโดยไม่มีใครจัดการแก้ไข
ในด้านความปลอดภัยของประชาชนก็ตกอยู่ในภาวะวิกฤต ใครคิดจะมีระเบิด
ปืนผาหน้าไม้ ใครคิดจะทำร้ายทำลายใครก็ทำไปตามใจชอบ
ในด้านความมั่นคงของสถาบันสำคัญของชาติก็ถูกบ่อนทำลายอยู่ทุกวี่วัน
จนทั่วทั้งประเทศไม่มีวันเป็นสุข
แม้ในด้านของรัฐบาลก็ถูกขู่เช้าขู่เย็นว่าวันนี้จะชุมนุม
วันนั้นจะชุมนุม จนไม่เป็นอันทำการงาน
สภาพ เช่นนี้เป็นสภาพที่สุดแสนจะทนทาน
และบ้านเมืองไม่อาจทนแบกรับต่อไปได้อีกแล้ว
หากไม่แก้ไขด้วยจิตใจที่กล้าหาญเสียสละ
ในที่สุดก็จะถูกคนอื่นมาแก้ไขในไม่ช้านี้
ซึ่งย่อมเป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ
เมื่อสิ่งหนึ่งเสื่อมทรุดจนพังพินาศสลายลง
สิ่งใหม่ก็ย่อมอุบัติขึ้นทดแทนเป็นธรรมดา
เหตุที่เป็นไปได้ถึงปานนี้มิใช่ใครอื่นทำให้เป็นไป
แต่เกิดขึ้นและเป็นไปในศูนย์กลางของรัฐบาลนั่นเอง
ข้อแรก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังขาดความกล้าหาญชาญชัย
ขาดจิตใจเสียสละและมุ่งมั่นในความมั่นคงดำรงอยู่ของชาติ ศาสน์ กษัตริย์
และความปลอดภัยของประชาชน จนกระทั่งไม่เป็นตัวของตัวเอง
จึงต้องสร้างสิ่งนี้ขึ้นในจิตใจก่อนเพื่อน จึงจะทำการอย่างอื่นต่อไปได้
ข้อสอง ภายในพรรคประชาธิปัตย์ขาดความเป็นเอกภาพ
บรรดาคนดีมีฝีมือระดับมังกรการเมืองหรือเจี้ยงเล่าของพรรคซึ่งมีอยู่มากมาย
ถูกกีดกันทอดทิ้งให้นอนบ้านเฝ้าพรรค
โดยไม่มีภารกิจสำคัญในรัฐบาลมอบหมายให้ไปทำ
สภาพ กีดกันไม่ให้พระสงฆ์ทรงศีลทรงวินัยลงอุโบสถ
แต่กลับไปเอาพระใหม่เณรหนุ่ม รวมทั้งชีปะขาว เข้าไปสวดพระปาติโมกข์
จึงมีแต่ต้องวิบัติสถานเดียวเท่านั้น
ข้อสาม การจัดสรรหน้าที่และตำแหน่งงานในรัฐบาลหากไม่มีวาระซ่อนเร้นที่เห็นประโยชน์
ตนเป็นใหญ่ ก็เป็นไปอย่างไร้เดียงสาที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศนี้
หน่วยงานที่เป็นพื้นฐานอำนาจรัฐ ไม่ว่าทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง
ยกให้กับคนอื่นไปหมด
หน่วยงานด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาชาติ ก็ยกให้คนอื่นเขาไปหมด
แม้จะได้กระทรวงการคลังมาครอง แต่มีอำนาจแค่ดูแลหน่วยงานกู้เงินและนโยบาย
ในขณะที่หน่วยงานรายได้
ตลอดจนธนาคารและสถาบันการเงินของรัฐกลับยกให้คนอื่นไปเสียอีก
ก็ เป็นดังที่เผลอพูดออกมาว่า "ถ้าไม่มีเขา
เราก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล" และที่ว่า
"แม้ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เดียวก็ยอม"
แต่ความจริงกลับแย่กว่าเพราะคนที่ไปทำหน้าที่สำคัญๆ
กลับไม่มีใจร่วมกับนายกรัฐมนตรี หันไปร่วมมือเสพเสวนากับคนอื่น
จนกระทั่งไม่คำนึงถึงความสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน สิ้นกษัตริย์
และเป็นที่มาของคำนินทาว่ามีการยุบสภาเมื่อใดก็จะเว้นวรรคการเมือง
ปล่อยให้พวกพ้องในประชาธิปัตย์นาวาต้องเคว้งคว้างอยู่กลางพระสมุทร
เมื่อต้นเหตุเภทภัยที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเป็นดังนี้
การจะแก้ไขปัญหานำพาชาติบ้านเมืองกลับสู่ความเป็นปกติสุขจึงต้องแก้ที่ต้น
เหตุเหล่านี้ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก มิฉะนั้นคงทำกันไปนานแล้ว
ไม่ปล่อยยักแย่แช่ยันอยู่ถึงวันนี้
ทุกข้อที่ว่ามานั้น ข้อสำคัญอยู่ที่ข้อแรกคือตัวคุณอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ เอง ว่าจะเป็นและทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีให้สมศักดิ์ศรีที่ได้รับโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งหรือว่าจะยอมตัวเป็นแค่เจว็ดให้เขาชักเขาเชิด
เพียงหวังแค่ได้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแบบเรื่อยเปื่อย
ท่ามกลางความพินาศฉิบหายของบ้านเมือง
พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า อำนาจเป็นใหญ่ในโลก
เมื่อใดที่อำนาจได้ใช้โดยธรรมด้วยความเสียสละกล้าหาญเพื่อส่วนรวมแล้ว
เมื่อนั้นก็จะไม่มีอะไรมาต้านทานได้
คุณ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
จะเป็นวีรชนที่กอบกู้บ้านเมืองให้กลับคืนสู่ความเป็นปกติสุขและรุ่งเรือง
ไพบูลย์ หรือว่าจะเป็นทรชนที่หวังแต่จะนั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แต่ยอมให้บ้านเมืองถึงกาลสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน สิ้นกษัตริย์
ก็อยู่ที่การตัดสินใจว่าจะเป็นไทแก่ตัวเอง
เสริมสร้างความเสียสละกล้าหาญและทำการทุกสิ่งอย่างโดยถือเอาประเทศชาติ
ศาสน์ กษัตริย์ เป็นที่ตั้งหรือไม่เท่านั้น?
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000102831
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น