อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ
ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม
นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ
ปฏิสัมภิทา 4 นั้น โดยความหมายสูงสุดแล้ว เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์ประเภทสัมภิทัปปัตโตคือบรรลุปฏิสัมภิทา 4 แต่ถ้าโดยเนื้อหาแล้ว มีอยู่แก่คนในระดับที่ลดหลั่นลงมา
คำว่า อัตถปฏิสัมภิทา หมายถึง ความรอบรู้ ความแตกฉานในเนื้อหาของธรรมะย่อ ๆ โดยวิจิตรพิสดาร เข้าใจว่า ผู้มีราตรีเดียว เจริญของพระมหากัจจายนะเถระ ท่านอธิบายจากข้อความนี้เป็นสูตร หรือพระสารีบุตรได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิว่า " ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น พระมหาสมณะมีปกติอย่างนี้"
ท่านเข้าใจแตกฉานทะลุเป็นร้อยนัยพันนัย การที่บุคคลเข้าใจอรรถะคือเนื้อหาแห่งธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง และสามารถชี้แจงอธิบายขยายข้อนั้นออกไปโดยนัยพิสดาร เช่น ท่านแสดงว่า มารดาเป็นมิตรในเรือน ด้วยประโยคเพียงเท่านี้ บุคคลผู้เข้าใจเนื้อหาแห่งภาษิต สามารถอธิบายชี้แจงให้เห็นโดยนัยหลากหลายว่า มารดาเป็นมิตรในเรือนอย่างไร
อีกนัยหนึ่งคำว่าอรรถะนั้นหมายถึงผล คือ เมื่อบุคคลประกอบเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คาดหมายผลว่า ในอนาคตจะเกิดผลอย่างนั้น ๆ ขึ้นมา ในชั้นสูงสุด เช่น พระสังคีติกาจารย์ในทุติยสังคายนา คาดหมายว่าอีก 200 ปี ข้างหน้านั้น จะมีเดียรถีย์ปลอมมาบวชในพระพุทธศาสนา จำเป็นจะต้องสร้างคนขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในพระศาสนา แต่มนุษย์โลกในสมัยนั้น ถ้าปล่อยตามปกติก็ไม่มีคนที่มีขีดความสามารถเช่นนั้น พระอรหันต์ทั้งหลายจึงไปอัญเชิญติสสเทพบุตรให้จุติลงมาเกิดในครรภ์ของพระนางโมคคัลีพราหมณี เพื่อเตรีอมตัวแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนาร่วมกับพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกัน การทำงานอะไรต่าง ๆ ของคนทั่วไป ที่เราใช้คำว่าประเมิน สรุปผล คือเมื่อบุคคลศึกษาหาข้อมูลได้ ประเมินได้ และสรุปผลได้ การสรุปผลนั้นเป็นการสรุปผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่อาศัยการศึกษาจากข้อมูลอันเป็นเหตุในปัจจุบัน บุคคลเหล่านั้นก็สรุปผลลงไปได้ แต่จะเป็นไดมากน้อยแค่ไหนเพียงไรนั้น เป็นเรื่องของอนาคตอาจจะถูกต้องเต็มที่ก็ได้ ไม่เป็นไปตามที่ประเมินไว้ก็ได้ เพราเหตุการณ์ข้างหน้านั้นไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเป็นการรู้ด้วยหลักของอนาคตังสญาณจริง ๆ ก็เป็นความรู้ที่ลงตัวเช่นของพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังกล่าวมาตอนต้น
ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม..... บุคคลเข้าใจถือเอาใจความแห่งอรรถาอธิบายนั้น ๆ ตั้งขึ้นเป็นกระทู้ได้ แล้วก็ชี้แจงอธิบายขยายความในเนื้อหาของธรรมะเหล่านั้นได้ หรือเราจะศึกษาธรรมะเป็นสูตร ๆ แล้วสรุปไปด้วยถ้อยคำที่ง่าย ๆ เช่น สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงศึกษาเมตตานิสังสสูตรทั้งพระสูตร แล้วสรุปเป็นข้อความสั้น ๆ ว่า โลโกปัตถัมภิกา เมตตา เมตตาเป็นธรรมค้ำจุนโลก อีกความหมายหนึ่งธัมมปฏิสัมภิทา หมายถึงเหตุ เช่น เมื่อบุคคลประสบผลอย่างใดอย่างหนึ่งในปัจจุบัน เนื่องจากผลเหล่านั้นโยงเข้าไปหาเหตุ แต่ความรู้ที่สมบูรณ์นั้นต้องอาศัย อตีตังสญาณ คือญาณอันเป็นส่วนอดีต เช่นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตในพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้าก็ดี เกิดขึ้นในสมัยนั้น ๆ ก็ดี บางเรื่องมีความเกี่ยวโยงกับอดีตหรือผลที่เกิดจากเหตุในอดีตที่ไกล ๆ ข้ามภพข้ามชาติไป พระพุทธเจ้าก็ทรงอาศัยอตีตังสญาณนำเรื่องเหล่านั้นมาแสดงว่า เรื่องเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทรงจัดคำสอนแนวนี้ไว้ในหมวดหนึ่งที่เรียกว่า ชาดก คือ เรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
นิรุตตปฏิสัมภิทา การเข้าใจภาษาความหมายของภาษา แตกฉานในภาษานั้น ๆ และรู้จักใช้ถ้อยคำให้คนเข้าใจตลอดถึงรอบรู้ในภาษาของประเทศต่าง ๆ ก็อาจให้คนยอมรับนับถือโดยการใช้โวหารในการพูดเพื่อให้เขาเกิดความเห็นคล้อยตามและสอดคล้องกับพื้นเพจริตอัธยาศัยของเขา แต่นิรุตตปฏิสัมภิทาในระดับนี้เป็นผลแห่งญาณของท่านผู้บรรลุธรรมอย่างสูงในพระพุทธศาสนา เป็นที่น่าสังเกตว่า น่าจะหมายถึงความแตกฉานในภาษาต่าง ๆ ทุกแง่ทุกมุมจะเป็นของใครก็ตาม เพราะภาษาในประเทศอินเดียในสมัยปัจจุบันก็ดีในสมัยก่อนก็ดี มีมากเหลือเกิน แต่จากหลักฐานในพระไตรปิฎก ปรากฏว่าใครมาเฝ้าพระพุทธเจ้าจากเหนือสุดใต้ จากตะวันออก หรือตะวันตกของอินเดียก็ตาม พระพุทธเจ้าไม่ทรงมีล่าม แต่ก็ทรงโต้ตอบชี้แจง อธิบายธรรมะให้เหล่านั้นเข้าใจได้ทันที ดังนั้น นิรุตตปฏิสัมภิทา ระดับญาณจึงจะน่าเป็นผลที่เกิดขึ้นมาจากพระญาณด้วย ในขณะเดียวกันก็อาจจะเกิดขึ้นจากที่พระองค์เคยศึกษาในสมัยเป็นพระราชกุมารด้วย
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา คำว่า ปฏิภาณ ได้แก่ไหวพริบ ฉลาดเฉลียว เข้าใจทำอะไรได้เหมาะสมทันทีทันควัน เมื่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้นและสามารถที่จะแก้ไขเหตุการณ์เหล่านั้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว เรียกว่าแก้ปัญหาเฉพาะได้ข้อนี้ในชั้นเบื้องสูงก็จะเห็นว่า คนอย่างภารชพราหมณ์โกรธพระพุทธเจ้า มาด่าพระพุทธเจ้าด้วยถ้อยคำหยาบคายรุนแรง พระพุทธเจ้าตรัสรับสั่งว่า เมื่อแขกมาที่บ้านของท่าน ท่านมีของต้อนรับแขก ถ้าแขกไม่ยอมรับประทานอาหารเหล่านั้น ของรับแขกเหล่านั้นจะเป็นของใคร พราหมณ์บอกว่าก็เป็นของแกต่อไป พระพุทธเจ้าก็รับสั่งเป็นทำนองว่า คำด่าทั้งหมดก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน คือ พระองค์ไม่รับ ก็เป็นการแก้ปัญหาที่มีอยู่ภายในใจของท่านให้หายไป หรือ ทีฆนขอัคคิเวสสนะ เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลว่า
"ข้าแต่พระสมณโคดม ข้าพเจ้าเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ชอบใจทั้งหมด" พระพุทธเจ้าทรงความคิดของท่านผู้นี้ว่าแกไม่พอใจพระองค์ที่ให้ลุงของแกคือพระสารีบุตรออกบวช พระพุทธเจ้าก็รับสั่งว่า
" ทีฆนขะ ถ้าอย่างนั้น ความเห็นของเธอก็ไม่ควรกับเธอด้วย และเธอก็ไม่ชอบใจความเห็นของเธอด้วย"
ทั้งนี้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะทีฑขนะ แกใช้คำคำว่าทั้งปวงทั้งหมด ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างก็รวมอยู่ในคำว่าทั้งปวงทั้งหมดด้วย แม้ความเห็นของแกและแม้ของตัวเอง ทีฆขนะก็ยอมจำนนไปซึ่งไหวพริบปฏิภาณเหล่านี้ก็มีอยู่ได้ทุกระดับ ดังนั้นปฏิสัมภิทาทั้ง 4 ประการนี้ในชั้นหนึ่งคนสามัญโดยทั่วไป ที่มีพื้นฐานในเรื่องเหล่านี้ก็สามารถที่จะได้รับประโยชน์จากปฏิสัมภิทาของตน ตามคุณลักษณะของปฏิสัมภิทาของตนระดับใดระดับหนึ่ง
คุณสมบัติเหล่านี้ ความเป็นรู้จักเหตุ รู้จักผล แตกฉานในภาษาและใช้ภาษาเป็นประกอบกับมีไหวพริบปฏิภาณดี ใครจะมีในระดับใดก็ตาม ย่อมช่วยให้การทำงานของคนนั้น ๆ ในทุกด้าน ประสบความเจริญก้าวหน้าได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งอาจสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เผชิญหน้าตนอยู่ ให้ลดความรุนแรงลง ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ทำเรื่องเล็กให้หายไปได้ พึงดูตัวอย่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในท่ามกลางข้าศึก ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในสงครามยุทธหัตถี สมบูรณ์ด้วยเหตุ ผล ภาษา และปฏิภาณ จนทำเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดี เป็นต้น
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554
พบสมุนไพรแห่งแผ่นดินที่งาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ”
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จัดงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่8” ขึ้น ในวันที่ 31 ส.ค. - 4 ก.ย. 54 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 7-8 โดยภายในงานจะมีงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมทางสมุนไพรไทย งานประชุมวิชาการการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกนานาชาติ
จอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น นิทรรศการยาไทยในบัญชียาหลักแห่งชาติ การฝึกอบรมระยะสั้น การแสดง วัฒนธรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่น ด้านสุขภาพ ชมสวนสมุนไพร ไม้หายาก และไม้ที่ควรปลูกประจำบ้าน ประกาศผล Herbs of the Year การสาธิต ยาสำหรับเด็ก ยาบำรุงสุขภาพ ยาสำหรับสตรี หมอพื้นบ้าน 4 ภาค ร้านยาโบราณ และตำรับยากลางบ้าน
สัมผัสนวด 4 ภาค 4 สไตล์ ตรวจสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์ แผนไทย จีน การแพทย์ทางเลือก ชิม ข้าว พืชผักพื้นบ้านของไทย ชมสวนผักคนเมือง ปลูกเองกินเอง ทำได้เลย แนะนำนวัตกรรมสมุนไพร และผลิตภัณฑ์สมุนไพรใหม่ๆ นอกจากนี้ผู้เข้าชมงานยังสามารถรับฟรี สมุนไพร 300 ต้น/วัน หนังสือสมุนไพรบันทึกของแผ่นดิน 200 เล่ม/วัน อีกด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โทร: 082-290-2208, 02-591-8567
จอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น นิทรรศการยาไทยในบัญชียาหลักแห่งชาติ การฝึกอบรมระยะสั้น การแสดง วัฒนธรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่น ด้านสุขภาพ ชมสวนสมุนไพร ไม้หายาก และไม้ที่ควรปลูกประจำบ้าน ประกาศผล Herbs of the Year การสาธิต ยาสำหรับเด็ก ยาบำรุงสุขภาพ ยาสำหรับสตรี หมอพื้นบ้าน 4 ภาค ร้านยาโบราณ และตำรับยากลางบ้าน
สัมผัสนวด 4 ภาค 4 สไตล์ ตรวจสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์ แผนไทย จีน การแพทย์ทางเลือก ชิม ข้าว พืชผักพื้นบ้านของไทย ชมสวนผักคนเมือง ปลูกเองกินเอง ทำได้เลย แนะนำนวัตกรรมสมุนไพร และผลิตภัณฑ์สมุนไพรใหม่ๆ นอกจากนี้ผู้เข้าชมงานยังสามารถรับฟรี สมุนไพร 300 ต้น/วัน หนังสือสมุนไพรบันทึกของแผ่นดิน 200 เล่ม/วัน อีกด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โทร: 082-290-2208, 02-591-8567
"วันส้มโอมณฑลนครชัยศรี" : 2-10 ก.ย. 54 ณ บริเวณวัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม
"วันส้มโอมณฑลนครชัยศรี" : 2-10 ก.ย. 54 ณ บริเวณวัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม ภายในงานมีส้มโอ ให้เลือกชิมเลือกซื้อ การประกวดส้มโอ เลือกซื้อไม้ดอกไม้ประดับ ผลไม้รสดีจากชาวสวน เลือกซื้อพันธุ์ไม้ กล้วยไม้นานาชนิด สินค้าพื้นเมืองของฝากของที่ระลึก รวมถึงการแสดงวงดนตรีลูกทุ่ง ภาพยนตร์และการแสดงรถยนต์ สอบถามได้ที่หอการค้าจังหวัดนครปฐม โทร. 0-3425-4647, 0-3425-4231 หรือ ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม โทร. 0-3475-2847-8
"งานของดีศรีสัชนาลัย" : 1-30 ก.ย. 54 ณ หน้าที่ทำการปกครองอำเภอศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย
"งานของดีศรีสัชนาลัย" : 1-30 ก.ย. 54 ณ หน้าที่ทำการปกครองอำเภอศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย กิจกรรมในงาน อาทิ เดินขบวนของดีแต่ละตำบล การประกวดสินค้าทางการเกษตร การประกวดนักร้องและแดนซ์เซอร์ การแข่งขันตระกร้อ การจำหน่ายสินค้า OTOP การจำหน่ายอาหารจากร้านค้าต่างๆในจังหวัดสุโขทัย การออกร้านของส่วนราชการและท้องถิ่นต่างๆ สอบถามได้ที่ททท.สำนักงานสุโขทัย โทร: 0-5561-6228 - 9
“เทศกาลกินขนม...ชมแม่น้ำเมืองวิเศษชัยชาญ” : วันนี้ -25 ก.ย. 54 ณ ตลาดศาลเจ้าโรงทอง จ.อ่างทอง
“เทศกาลกินขนม...ชมแม่น้ำเมืองวิเศษชัยชาญ” : 27 ส.ค. -25 ก.ย. 54 เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ณ ตลาดศาลเจ้าโรงทอง ตลาดจีน-ไทย สายใยร้อยปี วิถีวัฒนธรรม อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง กิจกรรมในงาน ลิ้มรสของขนมไทยสูตรดั้งเดิม ชมการสาธิตการทำขนมของดีเมืองวิเศษชัยชาญ ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง การแข่งขันกีฬาเปตอง ชิงถ้วยและเงินรางวัล การแข่งขันเรือยาวพื้นบ้าน นั่งเรือสัมผัสวิถีชีวิตริมสองฝั่งแม่น้ำน้อยด้วยเรือท่องเที่ยววิเศษไชยชาญ สอบถามได้ที่เทศบาลตำบลวิเศษไชยชาญ โทร. 0-4563-1405, 0-3563-1413
"งานประเพณีแข่งโพน ลากพระ จ.พัทลุง" : 1-30 ก.ย. 54 ณ หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองพัทลุง จ.พัทลุง
"งานประเพณีแข่งโพน ลากพระ จ.พัทลุง" : 1-30 ก.ย. 54 ณ หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองพัทลุง จ.พัทลุง ภายในงานมีกิจกรรมประเพณีลากพระหรือชักพระทั้งทางบกและทางน้ำ การตีโพนลากพระ การแข่งขันตีโพนชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ พิธีตักบาตรเทโว การแสดงพื้นบ้าน ขบวนแห่เรือพระ การประกวดธิดาโพน สอบถามได้ที่เทศบาลเมืองพัทลุงโทร. 0-7461-3291, ททท.สำนักงานหาดใหญ่โทร.0-7423-1055, 0-7423-8518
สสส. ให้ทุนสนับสนุนการทำสวนผักสำหรับคนเมือง
วันนี้ – 15 กันยายน 2554 มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดให้กลุ่มบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ เสนอโครงการเพื่อขอรับทุนสนับสนุนในวงเงินไม่เกิน 35,000 บาท ในการพัฒนาพื้นที่ที่ตนมีอยู่ให้กลายเป็นสวนผักกินได้ไร้สารพิษ เกิดเป็นรูปธรรมและร่วมสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้านต่างๆของคนเมืองให้ดียิ่งขึ้น ในนาม “สวนผักคนเมือง”
ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าโครงการที่ส่งเข้ามาจะต้องมีสมาชิกร่วมดำเนินงานอย่างน้อย 5 คน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และชุมชนเมืองจังหวัดลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง และมีการปลูกผักอย่างน้อย 10 ชนิดขึ้นไป และเป็นการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีใดๆ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียด ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเสนอโครงการ และส่งโครงการได้ที่ มูลนิธิ เกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) โทร 0 2591 1195-6, 0 2952 7871 หรืออีเมล cityfarm2010@hotmail.com และเว็บไซต์ www.sathai.org
ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าโครงการที่ส่งเข้ามาจะต้องมีสมาชิกร่วมดำเนินงานอย่างน้อย 5 คน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และชุมชนเมืองจังหวัดลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง และมีการปลูกผักอย่างน้อย 10 ชนิดขึ้นไป และเป็นการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีใดๆ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียด ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเสนอโครงการ และส่งโครงการได้ที่ มูลนิธิ เกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) โทร 0 2591 1195-6, 0 2952 7871 หรืออีเมล cityfarm2010@hotmail.com และเว็บไซต์ www.sathai.org
เตรียมเปิด“หอพระราชพระบิดา"เผยเกียรติภูมิ-กระตุ้นแรงใจชาวมหิดล
ม.มหิดล เตรียมเปิดตัว “หอพระราชประวัติสมเด็จพระบรมราชชนก หอเกียรติยศแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล และห้องจดหมายเหตุแผนที่และผังแม่บท” เพื่อเผยแพร่เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย อันมีคุณค่า ทั้งยังช่วยส่งเสริมบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในหมู่ชาวมหิดล คนรุ่นใหม่ และบุคคลทั่วไป เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 1 ก.ย.นี้
รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี รองอธิการบดีฝ่ายระบบกายภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล (ม.มหิดล) กล่าวว่า “หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหิดล” มีการบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนงานด้านจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ให้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นศูนย์กลางการประสานข้อมูลระหว่างเครือข่ายและสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อเผยแพร่เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย อันมีคุณค่า ทั้งยังช่วยส่งเสริมบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในหมู่ชาวมหิดล คนรุ่นใหม่ และบุคคลทั่วไป โดยสถานที่หลักในการดำเนินกิจกรรม คือ หอพระราชประวัติสมเด็จพระบรมราชชนก หอเกียรติยศแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล และห้องจดหมายเหตุแผนที่และผังแม่บท ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จฯ เปิดอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2554 นี้
“วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง “หอเกียรติยศแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล” อันเนื่องมาจากประวัติอันยาวนานกว่า 120 ปี ทำให้มหาวิทยาลัยมหิดลเต็มเปี่ยมไปด้วยเกียรติประวัติและความทรงจำอันทรงคุณค่า ซึ่งปรากฏในรูปของเอกสาร ภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ และสิ่งของจากการปฏิบัติงาน ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว มหาวิทยาลัยมหิดล จึงจัดตั้ง “หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหิดล” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมด็จพระบรมราชชนก และเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติพัฒนาการของมหาวิทยาลัยมหิดลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งเป็นแหล่งอ้างอิงและศึกษาค้นคว้าด้านแผนที่ แผนผังอาคาร และพัฒนาการด้านกายภาพของมหาวิทยาลัย”
สำหรับแนวคิดหลักในการออกแบบ ประกอบด้วย 3 ห้อง คือ หอพระราชประวัติสมเด็จพระบรมราชชนก หอเกียรติยศและประวัติมหาวิทยาลัยมหิดล และห้องจดหมายเหตุแผนที่และผังแม่บท มีแนวคิดหลักในการออกแบบร่วมกัน คือ “ฟ้า - รุ้ง - ดิน - ธาตุ” เพื่อสื่อความหมายของห้องต่างๆ และสร้างความต่อเนื่องของเรื่องราว
หอพระราชประวัติสมเด็จพระบรมราชชนก แบ่งเนื้อหาการจัดแสดงออกเป็น 7 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ที่ 1ปัญญาของแผ่นดิน นำเสนอการเป็นต้นแบบปัญญาของแผ่นดินของสมเด็จพระบรมราชชนก โดยสะท้อนจากพระราชดำรัสของพระองค์ รวมทั้งพระราชกรณียกิจที่มุ่งสร้างประโยชน์เพื่อมนุษยชาติ
พื้นที่ 2 เจ้าฟ้าของแผ่นดิน แสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระบรมราชชนกโดยสังเขป ตั้งแต่ประสูติจนถึงสิ้นพระชนม์ รวมทั้งแสดงบริบททางสังคมไทยและสังคมโลกในช่วงพ.ศ. 2435-2472ทั้งการรับความเจริญจากตะวันตก ยุคล่าอาณานิคม และแนวคิดมนุษยนิยม ซึ่งส่งผลต่อ “ตัวตน” ของพระองค์
พื้นที่ 3 เจ้าฟ้านักเดินทางแสดงการเสด็จฯ ไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศของสมเด็จพระบรมราชชนก ทำให้ทอดพระเนตรเห็นสภาพบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของผู้คน และทรงถ่ายทอดพระประสบการณ์ของพระองค์ผ่านงานศิลปะ รวมทั้งพระราโชวาทที่พระราชทานแก่นักเรียนไทย
พื้นที่ 4 ประทีปแห่งปัญญาแสดงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนกด้านการศึกษาที่ทรงมุ่งมั่นในการสร้างคน ทรงสนับสนุนด้านการเรียนการสอนและพระราชทานทุนการศึกษา
พื้นที่ 5 รักษ์คนไข้ด้วยความรักแสดงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนกด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งการรักษาคนไข้แบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทรงมุ่งเน้นการรักษาด้านจิตใจควบคู่ไปกับร่างกาย อีกทั้งการที่มิได้ถือพระองค์ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ทำให้ทรงเป็นที่รักของประชาชน
พื้นที่ 6 กันภัยมหิดลแสดงผลจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนกที่ทรงสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่สังคมไทยในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์และสาธารณสุข การศึกษา และวิทยาการต่างๆ
พื้นที่ 7 หยั่งรากในแผ่นดินแสดงการสืบสานงานที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงริเริ่มไว้
ส่วน หอเกียรติยศแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล แบ่งเนื้อหาการจัดแสดงออกเป็น 3พื้นที่
พื้นที่ 1“มหิดลวันนี้” แสดงภาพปัจจุบันของมหาวิทยาลัยที่เป็นเลิศทั้งการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการ รวมทั้งคุณภาพชีวิตของนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรทุกส่วนงาน
พื้นที่ 2 เมื่อแรกสถาปนาในชื่อ “มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์” แสดงประวัติความเป็นมาและพัฒนาการในยุคแรกของมหาวิทยาลัย นับตั้งแต่การก่อตั้งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ การขยายขอบเขตการเรียนการสอน ชีวิตนักศึกษาและการเรียนการสอนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งจุดตั้งต้นของมหาวิทยาลัย ที่สืบเนื่องมาจากการก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราช
พื้นที่ 3 “มหิดล” มุ่งสู่ความเป็นเลิศแสดงพัฒนาการของมหาวิทยาลัยที่ครอบคลุมทุกสาขาวิชา ตั้งแต่การขอพระราชทานนาม “มหิดล” เป็นชื่อมหาวิทยาลัย การจัดหาที่ดินและสร้างวิทยาเขตศาลายา และบทบาททางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และ6 ต.ค. 2519 รวมถึงการพัฒนาด้านวิชาการซึ่งมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศ ในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” พร้อมทั้งแสดงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบัน และวิสัยทัศน์ในอนาคตของมหาวิทยาลัย
ปิดท้ายที่ ห้องจดหมายเหตุแผนที่และผังแม่บทแบ่งเนื้อหาการจัดแสดงออกเป็น 5พื้นที่
พื้นที่ 1 พัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่งแสดงภาพรวมของการขยายตัวทางกายภาพที่ไม่หยุดนิ่งของมหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขตต่างๆ พื้นที่ 2 สองวิทยาเขตรุ่นบุกเบิกมหิดล แสดงประวัติพัฒนาการทางกายภาพของมหาวิทยาลัยมหิดล 2 วิทยาเขต ได้แก่ วิทยาเขตบางกอกน้อย และวิทยาเขตพญาไท ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
พื้นที่ 3 “วิทยาเขตศาลายา” ศูนย์รวมประชาคมมหิดล แสดงประวัติพัฒนาการทางกายภาพของวิทยาเขตศาลายา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสถาบันและเป็นศูนย์รวมของชาวมหิดลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
พื้นที่ 4 มุ่งขยายการศึกษาสู่ภูมิภาคแสดงประวัติพัฒนาการทางกายภาพของวิทยาเขตในส่วนภูมิภาค 3 แห่ง ได้แก่ วิทยาเขตกาญจนบุรี วิทยาเขตนครสวรรค์ และวิทยาเขตอำนาจเจริญ
พื้นที่ 5 ความสัมพันธ์ของวิทยาเขตต่างๆ กับสภาพแวดล้อมและชุมชนโดยรอบแสดงความสัมพันธ์ทางกายภาพระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลกับชุมชนโดยรอบ ทั้งการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบด้านกายภาพที่มีต่อพื้นที่โดยรอบของวิทยาเขตต่างๆ
สำหรับแนวคิด เรื่อง “ฟ้า” สื่อถึง “เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช” หอเกียรติยศและประวัติมหาวิทยาลัยมหิดลว่า ใช้แนวคิดเรื่อง “รุ้ง” ซึ่งมี 7 สีสื่อถึงวัฒนธรรมองค์กรในมหาวิทยาลัย “รุ้ง 7 สีประกอบด้วยที่ประกอบด้วย 7 ตัวอักษร ( M-A-H-I-D-O-L) และ “ดิน” สื่อถึงเกียรติประวัติของสถาบันที่สั่งสมมาและเป็นแหล่งกำเนิดพืชพันธุ์ซึ่งก็คือคนรุ่นใหม่ และห้องจดหมายเหตุแผนที่และผังแม่บทใช้แนวคิดเรื่อง “ธาตุ” สื่อถึงองค์ประกอบหลักที่จะทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ซึ่งก็คือหลักฐานของความเป็นมาในการเกิดขึ้นทางกายเตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1ก.ย.นี้ ได้ที่มหาวิทยาลัยมหิดล
รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี รองอธิการบดีฝ่ายระบบกายภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล (ม.มหิดล) กล่าวว่า “หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหิดล” มีการบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนงานด้านจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ให้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นศูนย์กลางการประสานข้อมูลระหว่างเครือข่ายและสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อเผยแพร่เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย อันมีคุณค่า ทั้งยังช่วยส่งเสริมบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในหมู่ชาวมหิดล คนรุ่นใหม่ และบุคคลทั่วไป โดยสถานที่หลักในการดำเนินกิจกรรม คือ หอพระราชประวัติสมเด็จพระบรมราชชนก หอเกียรติยศแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล และห้องจดหมายเหตุแผนที่และผังแม่บท ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จฯ เปิดอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2554 นี้
“วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง “หอเกียรติยศแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล” อันเนื่องมาจากประวัติอันยาวนานกว่า 120 ปี ทำให้มหาวิทยาลัยมหิดลเต็มเปี่ยมไปด้วยเกียรติประวัติและความทรงจำอันทรงคุณค่า ซึ่งปรากฏในรูปของเอกสาร ภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ และสิ่งของจากการปฏิบัติงาน ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว มหาวิทยาลัยมหิดล จึงจัดตั้ง “หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหิดล” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมด็จพระบรมราชชนก และเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติพัฒนาการของมหาวิทยาลัยมหิดลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งเป็นแหล่งอ้างอิงและศึกษาค้นคว้าด้านแผนที่ แผนผังอาคาร และพัฒนาการด้านกายภาพของมหาวิทยาลัย”
สำหรับแนวคิดหลักในการออกแบบ ประกอบด้วย 3 ห้อง คือ หอพระราชประวัติสมเด็จพระบรมราชชนก หอเกียรติยศและประวัติมหาวิทยาลัยมหิดล และห้องจดหมายเหตุแผนที่และผังแม่บท มีแนวคิดหลักในการออกแบบร่วมกัน คือ “ฟ้า - รุ้ง - ดิน - ธาตุ” เพื่อสื่อความหมายของห้องต่างๆ และสร้างความต่อเนื่องของเรื่องราว
หอพระราชประวัติสมเด็จพระบรมราชชนก แบ่งเนื้อหาการจัดแสดงออกเป็น 7 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ที่ 1ปัญญาของแผ่นดิน นำเสนอการเป็นต้นแบบปัญญาของแผ่นดินของสมเด็จพระบรมราชชนก โดยสะท้อนจากพระราชดำรัสของพระองค์ รวมทั้งพระราชกรณียกิจที่มุ่งสร้างประโยชน์เพื่อมนุษยชาติ
พื้นที่ 2 เจ้าฟ้าของแผ่นดิน แสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระบรมราชชนกโดยสังเขป ตั้งแต่ประสูติจนถึงสิ้นพระชนม์ รวมทั้งแสดงบริบททางสังคมไทยและสังคมโลกในช่วงพ.ศ. 2435-2472ทั้งการรับความเจริญจากตะวันตก ยุคล่าอาณานิคม และแนวคิดมนุษยนิยม ซึ่งส่งผลต่อ “ตัวตน” ของพระองค์
พื้นที่ 3 เจ้าฟ้านักเดินทางแสดงการเสด็จฯ ไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศของสมเด็จพระบรมราชชนก ทำให้ทอดพระเนตรเห็นสภาพบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของผู้คน และทรงถ่ายทอดพระประสบการณ์ของพระองค์ผ่านงานศิลปะ รวมทั้งพระราโชวาทที่พระราชทานแก่นักเรียนไทย
พื้นที่ 4 ประทีปแห่งปัญญาแสดงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนกด้านการศึกษาที่ทรงมุ่งมั่นในการสร้างคน ทรงสนับสนุนด้านการเรียนการสอนและพระราชทานทุนการศึกษา
พื้นที่ 5 รักษ์คนไข้ด้วยความรักแสดงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนกด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งการรักษาคนไข้แบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทรงมุ่งเน้นการรักษาด้านจิตใจควบคู่ไปกับร่างกาย อีกทั้งการที่มิได้ถือพระองค์ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ทำให้ทรงเป็นที่รักของประชาชน
พื้นที่ 6 กันภัยมหิดลแสดงผลจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนกที่ทรงสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่สังคมไทยในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์และสาธารณสุข การศึกษา และวิทยาการต่างๆ
พื้นที่ 7 หยั่งรากในแผ่นดินแสดงการสืบสานงานที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงริเริ่มไว้
ส่วน หอเกียรติยศแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล แบ่งเนื้อหาการจัดแสดงออกเป็น 3พื้นที่
พื้นที่ 1“มหิดลวันนี้” แสดงภาพปัจจุบันของมหาวิทยาลัยที่เป็นเลิศทั้งการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการ รวมทั้งคุณภาพชีวิตของนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรทุกส่วนงาน
พื้นที่ 2 เมื่อแรกสถาปนาในชื่อ “มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์” แสดงประวัติความเป็นมาและพัฒนาการในยุคแรกของมหาวิทยาลัย นับตั้งแต่การก่อตั้งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ การขยายขอบเขตการเรียนการสอน ชีวิตนักศึกษาและการเรียนการสอนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งจุดตั้งต้นของมหาวิทยาลัย ที่สืบเนื่องมาจากการก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราช
พื้นที่ 3 “มหิดล” มุ่งสู่ความเป็นเลิศแสดงพัฒนาการของมหาวิทยาลัยที่ครอบคลุมทุกสาขาวิชา ตั้งแต่การขอพระราชทานนาม “มหิดล” เป็นชื่อมหาวิทยาลัย การจัดหาที่ดินและสร้างวิทยาเขตศาลายา และบทบาททางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และ6 ต.ค. 2519 รวมถึงการพัฒนาด้านวิชาการซึ่งมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศ ในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” พร้อมทั้งแสดงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบัน และวิสัยทัศน์ในอนาคตของมหาวิทยาลัย
ปิดท้ายที่ ห้องจดหมายเหตุแผนที่และผังแม่บทแบ่งเนื้อหาการจัดแสดงออกเป็น 5พื้นที่
พื้นที่ 1 พัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่งแสดงภาพรวมของการขยายตัวทางกายภาพที่ไม่หยุดนิ่งของมหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขตต่างๆ พื้นที่ 2 สองวิทยาเขตรุ่นบุกเบิกมหิดล แสดงประวัติพัฒนาการทางกายภาพของมหาวิทยาลัยมหิดล 2 วิทยาเขต ได้แก่ วิทยาเขตบางกอกน้อย และวิทยาเขตพญาไท ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
พื้นที่ 3 “วิทยาเขตศาลายา” ศูนย์รวมประชาคมมหิดล แสดงประวัติพัฒนาการทางกายภาพของวิทยาเขตศาลายา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสถาบันและเป็นศูนย์รวมของชาวมหิดลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
พื้นที่ 4 มุ่งขยายการศึกษาสู่ภูมิภาคแสดงประวัติพัฒนาการทางกายภาพของวิทยาเขตในส่วนภูมิภาค 3 แห่ง ได้แก่ วิทยาเขตกาญจนบุรี วิทยาเขตนครสวรรค์ และวิทยาเขตอำนาจเจริญ
พื้นที่ 5 ความสัมพันธ์ของวิทยาเขตต่างๆ กับสภาพแวดล้อมและชุมชนโดยรอบแสดงความสัมพันธ์ทางกายภาพระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลกับชุมชนโดยรอบ ทั้งการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบด้านกายภาพที่มีต่อพื้นที่โดยรอบของวิทยาเขตต่างๆ
สำหรับแนวคิด เรื่อง “ฟ้า” สื่อถึง “เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช” หอเกียรติยศและประวัติมหาวิทยาลัยมหิดลว่า ใช้แนวคิดเรื่อง “รุ้ง” ซึ่งมี 7 สีสื่อถึงวัฒนธรรมองค์กรในมหาวิทยาลัย “รุ้ง 7 สีประกอบด้วยที่ประกอบด้วย 7 ตัวอักษร ( M-A-H-I-D-O-L) และ “ดิน” สื่อถึงเกียรติประวัติของสถาบันที่สั่งสมมาและเป็นแหล่งกำเนิดพืชพันธุ์ซึ่งก็คือคนรุ่นใหม่ และห้องจดหมายเหตุแผนที่และผังแม่บทใช้แนวคิดเรื่อง “ธาตุ” สื่อถึงองค์ประกอบหลักที่จะทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ซึ่งก็คือหลักฐานของความเป็นมาในการเกิดขึ้นทางกายเตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1ก.ย.นี้ ได้ที่มหาวิทยาลัยมหิดล
มศว ปิ๊งไอเดียให้นิสิตชมภาพยนตร์ สร้างแรงบันดาลใจตลอดเทอม
มศว ปิ๊งไอเดียให้นิสิตชมภาพยนตร์ สร้างแรงบันดาลใจ ชม 20 เรื่องตลอดทั้งเทอม หวังเข้าถึงใจนิสิตคนรุ่นใหม่ อยากเห็นการเปลี่ยนตัวเอง รักเพื่อนมนุษย์ สิ่งแวดล้อม เข้าใจตัวเอง-คนอื่น
ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า มศว เชื่อว่าการสร้างแรงบันดาลใจด้านต่างๆ ให้นิสิต ซึ่งอยู่ในวัยเยาวชนเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง “การสร้างแรงบันดาลใจทำได้หลายวิธีและวิธีที่ตนคิดว่าเหมาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างนิสิต น่าจะเป็นเรื่องที่เขาสนใจและเป็นเรื่องบันเทิง หากแต่ความบันเทิงต้องมีสาระแฝงไว้ด้วย จึงได้ทำโครงการดูภาพยนตร์ดีๆ เพื่อสร้างแรงบันดานใจขึ้น ผมได้คัดเลือกหนังดีๆ ทั้ง สิ้น 20 เรื่องและจะให้นิสิตได้มาดูตลอดทั้งเทอม โดยจะเน้นนิสิตทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่ควรจะดูก็คือกลุ่มที่ทำงานด้านองค์การนิสิต สโมสรนิสิตและนิสิตทั่วๆ ไปก็ควรจะดู นิสิตที่ดูภาพยนตร์จบลงจะต้องคิดได้ในเรื่องหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อสังคม ความรักระหว่างเพื่อน ครู และเพื่อนมนุษย์ ความสุขที่ได้รับจากธรรมชาติ คนที่เรียนเก่งระดับได้รับรางวัลโนเบล
สำหรับหนังเรื่องแรกที่เริ่มฉายให้นิสิตดูในวันอังคารที่ 16 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา ณ ชั้น 4 อาคารนวัตกรรมศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มีชื่อว่า “Homeบ้านของเราโลกของเรา” หนังสวยและมีสาระจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนิสิตตลอดถึงอาจารย์และเจ้าหน้าที่ มศว ที่ได้ชมหนังเรื่องนี้ซึ่งจะเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ การดูภาพยนตร์ในโครงการนี้ ทางโครงการจะแจกข้าวโพดคั่วให้นิสิตทุกคน เพื่อให้สนุกกับการดูหนังและดูหนังแล้วได้สาระความคิดและแรงบันดาลใจดีๆ กลับไปเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนผู้คนรอบข้าง เปลี่ยนสังคม เปลี่ยนประเทศและเปลี่ยนโลก” กล่าวปิดท้าย
ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า มศว เชื่อว่าการสร้างแรงบันดาลใจด้านต่างๆ ให้นิสิต ซึ่งอยู่ในวัยเยาวชนเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง “การสร้างแรงบันดาลใจทำได้หลายวิธีและวิธีที่ตนคิดว่าเหมาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างนิสิต น่าจะเป็นเรื่องที่เขาสนใจและเป็นเรื่องบันเทิง หากแต่ความบันเทิงต้องมีสาระแฝงไว้ด้วย จึงได้ทำโครงการดูภาพยนตร์ดีๆ เพื่อสร้างแรงบันดานใจขึ้น ผมได้คัดเลือกหนังดีๆ ทั้ง สิ้น 20 เรื่องและจะให้นิสิตได้มาดูตลอดทั้งเทอม โดยจะเน้นนิสิตทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่ควรจะดูก็คือกลุ่มที่ทำงานด้านองค์การนิสิต สโมสรนิสิตและนิสิตทั่วๆ ไปก็ควรจะดู นิสิตที่ดูภาพยนตร์จบลงจะต้องคิดได้ในเรื่องหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อสังคม ความรักระหว่างเพื่อน ครู และเพื่อนมนุษย์ ความสุขที่ได้รับจากธรรมชาติ คนที่เรียนเก่งระดับได้รับรางวัลโนเบล
สำหรับหนังเรื่องแรกที่เริ่มฉายให้นิสิตดูในวันอังคารที่ 16 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา ณ ชั้น 4 อาคารนวัตกรรมศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มีชื่อว่า “Homeบ้านของเราโลกของเรา” หนังสวยและมีสาระจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนิสิตตลอดถึงอาจารย์และเจ้าหน้าที่ มศว ที่ได้ชมหนังเรื่องนี้ซึ่งจะเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ การดูภาพยนตร์ในโครงการนี้ ทางโครงการจะแจกข้าวโพดคั่วให้นิสิตทุกคน เพื่อให้สนุกกับการดูหนังและดูหนังแล้วได้สาระความคิดและแรงบันดาลใจดีๆ กลับไปเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนผู้คนรอบข้าง เปลี่ยนสังคม เปลี่ยนประเทศและเปลี่ยนโลก” กล่าวปิดท้าย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)