++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อัปยศจากกัมพูชา อดสูจาก MOU 2543 และไร้ความหวังจากรัฐบาล “ดื้อตาใส”..!!

“…นสพ.กัมพูชาใหม่ (กัมปุเจียทะเม็ย) ได้เผยแพร่ข่าวแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กรณีการตอบโต้ข้อเรียกร้องของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ที่ให้ปลดธงชาติกัมพูชาออกจากวัดแก้วสิขาคีรีสวาระ โดยรัฐบาลกัมพูชาได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเยื่อใย และยืนยันว่าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระเป็นดินแดนของกัมพูชา

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 54 กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา ขอยืนยันถึงจุดยืนของกัมพูชาต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2447 ฝรั่งเศสและสยาม ได้ลงนามในอนุสัญญาจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อกำหนดขันธสีมา เขตแดนระหว่างอินโดจีนและสยาม ในช่วงเวลาระหว่างปี 2448-2451 คณะกรรมาธิการร่วมฝรั่งเศส-สยาม ได้จัดทำแผนที่รวม 11 แผ่น ทั้งนี้ มีแผนที่กำหนดขันธสีมาเขตแดนในพื้นที่ 6 แห่ง ซึ่งมีพื้นที่ปราสาทพระวิหารรวมอยู่ด้วย

เมื่อปี 2497 ทหารไทยได้เข้ารุกรานดินแดนกัมพูชา และเข้าครอบครองปราสาทพระวิหาร วันที่ 6 ตุลาคม 2502 กัมพูชายื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลกกรณีรุกรานดินแดนกัมพูชา โดยยึดตามแผนที่ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการฝรั่งเศส-สยาม เป็นสำคัญ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้พิพากษา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ดังต่อไปนี้

“ปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ประเทศไทยมีภารกิจถอนกำลังทหาร ตำรวจ กองกำลังรักษาชายแดน หรือผู้ดูแลอื่นๆ ที่ทางการไทยได้ส่งมาประจำการในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร หรือในพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร ที่ตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา”

กระทรวงการต่างประเทศ ในนามรัฐบาลกัมพูชา ได้ยืนยันว่า มาตรา 1 (C) ในบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับรัฐบาลไทยว่าด้วยการวัดและกำหนดเขตแดนทางบก ซึ่งลงนามเมื่อ 14 มิถุนายน 2543 ได้ยอมรับซึ่งแผนที่ตามที่ได้นำเรียนในข้างต้นว่าเป็นมูลฐานกฎหมาย สำหรับภารกิจรังวัด และกำหนดเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย

อ้างตามแผนที่ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการฝรั่งเศส-สยาม วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่ประชาชนกัมพูชาได้สร้างขึ้นเมื่อปี 2541 มีที่ตั้งอยู่ในดินแดนกัมพูชาอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้การประดับธงชาติแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาภายในวัดนี้ ถือเป็นการชอบธรรมตามกฎหมาย

รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า แถลงการณ์เช่นนี้ เป็นของนายกรัฐมนตรีไทย และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการซ้อมรบของกองทัพไทยตามแนวชายแดนติดกับกัมพูชา ถือเป็นการยุยงสร้างสถานการณ์เพื่อกระทำการรุกรานต่อต้านกัมพูชาในอนาคตอย่างชัดเจน

“ประเทศกัมพูชาขอสงวนสิทธิ์อันชอบธรรมด้วยกฎหมาย เพื่อปกป้องซึ่งบูรณภาพแห่งดินแดน และอำนาจอธิปไตยของตัวเอง” ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2554 ที่เรียกร้องให้กัมพูชาปลดธงชาติออกจากวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระของกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ขอยืนยันว่า แถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีไทยนั้นไม่สามารถยอมรับได้ และราชอาณาจักรกัมพูชาขอปฏิเสธอย่างแข็งขัน ซึ่งข้อเรียกร้องอันดูถูกนี้....”

...............................

ครับ ผมลอกข่าวทั้งดุ้นมาจาก “ASTV ผู้จัดการรายวัน” ฉบับวันที่ 2 ก.พ.2554 เป็นแถลงการณ์ตอบโต้จากกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ลงวันที่ 1 ก.พ.2554 ภายหลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยออกแถลงการณ์ 4 ข้อ สั้นๆ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2554 เนื้อหาสรุปได้ว่า

1) ตาม MOU 2543 นั้นประเทศไทยไม่ยอมรับข้ออ้างของกัมพูชาว่าแผนที่ 1 ต่อ 200,000 เป็นเอกสารที่จะกำหนดเขตแดน 2) ศาลโลกเมื่อปี 2505 ไม่ได้ตัดสินรื่องเขตแดนแต่อย่างใด 3) “วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ” ตั้งอยู่ในเขตไทย ขอให้กัมพูชารื้อถอนวัดแก้วฯ และปลดธงกัมพูชาที่ประดับเหนือวัดออกไป และ 4) ไทยจะแก้ปัญหาตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศโดยสันติวิธี และข้อตกลงของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (JBC) ซึ่งการกำหนดเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารยังคงเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการเจรจา

ดูแถลงการณ์ของเราแล้วย้อนไปดูแถลงการณ์ของเขา แน่นอนล่ะว่ากัมพูชานั้นไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมหน้าเหลี่ยมหน้าหล่อใดๆ ทั้งสิ้น กูคิดของกูอย่างนี้กูจะเอาของกูอย่างนี้ แต่ครั้นมาดูฝ่ายเราบางทีก็อยากจะร้องไห้ ขนาดว่าเป็นครั้งแรกที่กระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลไทยประกาศกร้าวว่าวัดแก้วฯ อยู่ในเขตไทยแต่กัมพูชาก็ไม่ให้ราคาไม่สนใจ...

อ่านแถลงการณ์กัมพูชากี่เที่ยวก็จะพบว่า อาวุธหรือข้ออ้างสำคัญของกัมพูชาก็คือ MOU 2543 โดยเฉพาะข้อ 1 (ค) ที่เราไปยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 นั่นแหละ

พูดไปทำไมมี...สิ่งที่ภาคประชาชน,พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และภาคส่วนต่างๆ พูดถึงเรื่องนี้มาร่วม 2 ปีและล่าสุดต้องตั้งเวทีชุมนุมเรียกร้องกันในขณะนี้มันควรเพียงพอที่จะหยุดความ “ดื้อตาใส” และการ “รักษาหน้า” ให้กับพรรคและพวกของตัวเองได้แล้ว...

การอ้างเอ่ยว่าปัญหาไทย - กัมพูชาหมักหมมมีมาก่อนจะเกิด MOU 2543 แล้ว ไม่พึงจะเป็นวิสัยของผู้ที่จะแก้ปัญหาบ้านเมือง รัฐบาล-ผู้นำของประเทศควรที่จะหาหนทางผนึกกำลังจับมือกับภาคประชาชนภาคส่วนต่างๆ ที่รักบ้านรักเมืองด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและจิตวิญญาณที่จะแก้ปัญหาจริงๆ ต้องหลุดพ้นจากความคิดเรื่องกำไร -ขาดทุนทางการเมือง...

กรณี MOU 2543, กรณี 7 คนไทยถูกจับกุมและล่าสุดคุณวีระ สมความคิด คุณราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ 2 ใน 7 คนไทยถูกศาลกัมพูชาตัดสินจำคุก 8 ปีและ 6 ปี มันมากพอที่จะทำให้คนไทยจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่า..รัฐบาลหมดสภาพนักศึกษาไปแล้ว...

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งผมก็มองเห็นถึงความพยายามของหลายส่วนในกองทัพที่พยายามกอบกู้เกียรติภูมิ-ศักดิ์ศรีของประเทศกรณีปัญหาไทย - กัมพูชาอยู่บ้าง อาทิ การเชิญธงชาติไทยผืนใหญ่ขึ้นสู่เสาแถบแถวบริเวณรอบเขาพระวิหาร แต่ตราบใดที่ทิศทางจากรัฐบาลและผู้นำประเทศยังไม่ชัดเจนเต็มร้อยว่าจะเดินทางไหน กองทัพก็คงทำได้ในขีดจำกัด..

ยิ่งถูก MOU 2543 มัดมือมัดเท้าพันธนาการไว้อีกต่างหาก ก็ยากที่จะขยับเขยื้อนไปได้มากกว่าที่เห็นๆ

หาทางยกเลิกหรืออย่างน้อย “ทบทวน” MOU 2543 อาจจะยังไม่สาย...และอย่ามาอ้างว่าพันธมิตรฯ หรือภาคประชาชนทั้งที่กำลังชุมนุมและไม่ได้ออกมาชุมนุมคืออุปสรรคในการแก้ปัญหาโดยเด็ดขาด..

เพราะถ้าไม่ลืมกำพืดของตัวเอง...ก็รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่หรือที่เกิดจากการชุมนุมของประชาชน..

วันนี้อยู่ที่ว่า...รัฐบาลจะโน้มตัวยื่นมือมาจับกับประชาชน (รวมทั้งผู้ชุมนุม) หรือไม่..!!??

หรือว่าจะชิงยุบสภาแบกปัญหาเดิมไปแก้ไขหรือตายเอาดาบหน้า..!!??

ซึ่งผมเชื่อว่าคำว่า “ดาบหน้า” นั้นปัญหาและสถานการณ์จะหนักหนาสาหัสมากกว่าเก่า..!!??

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เรื่องของอิคคิว

ในสมัยอาชิคากะที่ประเทศญี่ปุ่น มีเด็กน้อยผู้หนึ่งชื่อว่าอิคคุยุ ชอบติดตามมารดาไปวัดอยู่
เสมอ หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็ชอบเรียกไปใช้สอยอย่างใกล้ชิด วันหนึ่งขณะที่กาลังปัดกวาดทาความ
สะอาดอยู่นั้น ก็บังเอิญไปปัดเอาถ้วยชาอย่างดีราคาแพงของหลวงพ่อตกแตก เด็กน้อยรู้สึกตกใจ
อย่างยิ่ง เพราะเป็นของหาไม่ได้อีกแล้ว เสียงหลวงพ่อก็กาลังเดินเข้ามาในห้อง หนูน้อยอิคคุยุไม่มี
เวลาคิดมากกระวีกระวาดลุกขึ้นยืน ทั้งสองมือถือถ้วยชาที่แตกซ่อนไว้ข้างหลัง ตาจ้องมองหลวงพ่อ
ที่นั่งลงบนอาสนะ อิคคุยุก็แน่ใจว่าหลวงพ่อคงยังไม่ได้ยืนเสียงถ้วยชาแตก จึงเกิดปฏิภาณ ขึ้นทันที
"หลวงพ่อครับ คนเรานี่ต้องตายทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้นเลยหรือครับ ?"
"ลูกเอ๋ย มันเป็นกฏธรรมชาติธรรมดา" หลวงพ่อชี้แจงโดยซื่อ และกล่าวต่อไปอืกว่า
"บรรดาทุกสิ่งในโลกไม่มียกเว้น เมื่อถึงคราวแล้วย่อมต้องตายอย่างแน่นอน"
อิคคุยุนั่งฟังหลวงพ่อเทศน์สอนจนจบ แล้วแบมือยื่นเศษถ้วยชาให้หลวงพ่อดู พร้อมกับทา
หน้าเศร้าๆ ว่า
"ถ้วยชาของหลวงพ่อก็เหมือนกันครับ มันถึงคราวตายเสียแล้ว"
สมัยแรกๆ นั้น ทุกคนทราบแต่เพียงแววไหวพริบ ปฏิภาณของเด็กน้อยอิคคุยุเท่านั้น ยังไม่มี
ใครคาดฝันเลยว่า เด็กน้อยผู้นี้ ต่อมาจะกลับกลายมาเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายเซ็นในสมัยที่ท่านโตและ
บวชเป็นพระ และตัวลูกศิษย์องค์นี้ กลับเป็นผู้บรรลุธรรมก่อนอาจารย์ผู้เฒ่าของท่านเสียอีก
คัดลอกจาก http://www.dharma-gateway.com/
ผู้คัดลอกและเรียบเรียง

เที่ยววัดจีนยลศิลปะแดนมังกร เสริมความเฮงรับตรุษจีน

พระประธานวัดเล่งเน่ยยี่
ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ สวัสดีปีใหม่ ชาวไทยเชื้อสายจีนในวันนี้วันตรุษจีน หากดูย้อนไปในอดีต คนไทยกับคนจีนมีการติดต่อค้าขายกันมาช้านานเหมือนเป็นพี่น้องกัน จึงทำให้คนไทยกับคนจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทั้งทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ทำให้ในเมืองไทยของเรามีทั้งคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

และเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน จึงขอรวมวัดจีนยอดฮิตซึ่งเป็นที่นิยมไหว้พระขอพรเสริมความเป็นสิริมงคลเพิ่ม ความเฮง เฮง เฮง ที่แรกคือ “วัดเล่งเน่ยยี่” หรือ “วัดมังกรกมลาวาส” ถนนเจริญกรุง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้เลือกชัยภูมิก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2414 และให้ชื่อว่า "วัดเล่งเน่ยยี่" อันมีความหมายคือ เล่ง แปลว่ามังกร เน่ย แปลว่าดอกบัว ยี่แปลว่าวัด ต่อมาภายหลังรัชกาลที่ 5 พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดมังกรกมลาวาส"

วัดเล่งเน่ยยี่
สถาปัตยกรรมของวัดแห่งนี้ก็โดดเด่นด้วยการวางผังแบบวังหลวงแต้จิ๋ว โบราณ คือ มีวิหารท้าวจตุโลกบาลเป็นวิหารแรก ตรงกลางเป็นพระอุโบสถ ข้างหลังพระอุโบสถเป็นวิหารเทพเจ้า ใช้ไม้และอิฐเป็นวัสดุสำคัญในการสร้าง โดยภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระประธาน 3 องค์ด้วยกัน คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าในปัจจุบันกาล (เจ้าชายสิทธัตถะ), พระอมิตาภพุทธเจ้า เชื่อว่าเป็นอดีตพระพุทธเจ้าอยู่ในดินแดนพุทธเกษตรที่เรียกว่าแดนสุขาวดี, พระไภษัชยคุรุไวฑูรย์พุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าในอดีตเช่นกัน เชื่อกันว่าท่านอยู่ในดินแดนพุทธเกษตรทางฝั่งทิศตะวันออก ตรงข้ามกับแดนสุขาวดี โดยพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์นี้ เปรียบเหมือนไตรรัตน์ของฝ่ายมหายานนั้นเอง

พูดถึงวัดเล่งเน่ยยี่แห่งแรกไปแล้ว ไป “วัดเล่งเน่ยยี่ 2” กันบ้าง โดยวัดแห่งนี้ได้รับพระราชานุญาติจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้สร้างวัดและพระราชทานนามในปี พ.ศ.2540 ว่า “วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ คณะสงฆ์จีนนิกายรังสรรค์” ตำบลโสนน้อย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี

วัดเล่งเน่ยยี่2
แต่เดิมพื้นที่นี้เคยเป็นโรงเจขนาดเล็ก ต่อมาคณะสงฆ์จีนนิกายมีปณิธานจะพัฒนาที่ส่วนนี้ให้เป็นวัดที่สมบูรณ์ เพื่อเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และแสดงความจงรักภักดี กตัญญูกตเวทิตาถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ที่คณะสงฆ์จีนนิกาย ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

ภายในพระอารามแห่งนี้ แบ่งเป็นสัดส่วนตามแบบวัดหลวง โดยลักษณะตัวอาคารมีทั้งหมด 4 ชั้น คือชั้นแรกเป็นหอฉันและกุฏิของสงฆ์ ชั้นที่ 2 ตรงกลางของชั้นนี้ มีวิหารจตุโลกบาลที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสุดอย่างโดดเด่นแลเห็นตั้งแต่หน้าประตู วัด ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานผู้ปกปักษ์รักษาพระพุทธสาสนา อันได้แก่ พระศรีอริยะเมตไตรยโพธิสัตว์ และธรรมบาลทั้งหลายคือ ท้าววิรุฬหกมหาราช ท้าวธตรัฐมหาราช ท้าวกุเวรมหาราช (เวชสุวรรณ) ท้าววิรูปักษ์มหาราช และเทพต่างๆอีก 8 องค์

พระพุทธเจ้า3พระองค์วัดเล่งเน่ยยี่2
ด้านข้างของวิหารจตุโลกบาล มีหอเล็กๆ 2 หลัง ขนาบทั้งทางด้านซ้ายคือ หอกลอง ภายในมีกลองใบใหญ่สีแดง ด้านข้างประดับด้วยลวดลายมังกร และทางด้านขวาของวิหารได้แก่ หอระฆัง ภายในมีระฆังสำริดขนาด 195 เซนติเมตร ถือเป็นระฆังใบใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งทั้งกลองและระฆังนี้นำมาจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน

ส่วนชั้นที่ 3 เป็นที่ตั้งของ พระอุโบสถ ภายในตรงกลางประดิษฐานพระประธานคือพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ด้วยกัน ได้แก่ พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า และด้านข้างทั้งสองพระองค์ได้แก่ พระอมิตาภพุทธเจ้า และ พระไภษัชยคุรุไวฑูรย์พุทธเจ้า ถัดจากพระอุโบสถไปยังด้านหลังเป็น วิหารอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ ภายในประดิษฐานพระอวโลกิเตศวรสหัสกรสหัสเนตรมหาโพธิสัตว์ หรือพระกวนอิมมหาโพธิสัตว์ปางพันมือพันตา แกะสลักจากไม้สักขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ส่วนชั้นที่ 4 มีวิหารสุขาวดีหมื่นพุทธ ที่ผนังรายล้อมด้วยพระพุทธรูปองค์เล็กๆ หนึ่งหมื่นพระองค์สีทองอร่าม

พระเปเปอร์มาเช่ วัดเล่งฮกยี่
วัดต่อไปคือ “วัดเล่งฮกยี่” วัดจีนเพียงแห่งเดียว ในจังหวัดฉะเชิงเทรา สำหรับแบบแปลนของวัดนี้จะเป็นแบบเดียวกับวัดเล่งเน่ยยี่ วัดเล่งฮกยี่ สร้างขึ้นราว พ.ศ.2449 ซึ่งคำว่า ฮก แปลว่าโชคลาภ วาสนา จึงมักมีคนเรียกวัดแห่งนี้ว่า วัดมังกรแห่งวาสนา ต่อมาเมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสมณฑลปราจีนบุรี เพื่อทรงเปิดทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ - ฉะเชิงเทรา ก็ได้พระราชดำเนินทรงเยี่ยมวัดเล่งฮกยี่แห่งนี้ และทรงมีจิตศรัทธาพระราชทานเงินเพื่อบำรุงวัด พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานชื่อให้ใหม่ว่า "วัดจีนประชาสโมสร"อันมีความหมายถึงว่า วัดแห่งนี้เป็นที่ชุมนุมของคนจีน

ระฆังใบยักษ์วัดเล่งฮกยี่
ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้อยู่ที่พระประธาน คือ พระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ เหมือนที่วัดเล่งเน่ยยี่ แต่พิเศษตรงที่พระประธานทั้ง 3 พระองค์นี้นำเข้ามาจากเมืองจีนและสร้างขึ้นจากกระดาษทั้งสิ้น หรือที่เรียกว่า "เปเปอร์มาเช่" แล้วปิดทอง ทำให้มีน้ำหนักเบา นอกจากนี้ยังมีรูปหล่อ 18 อรหันต์ ก็ยังทำด้วยกระดาษเช่นกัน และยังเก่าแก่ราว 200 ปีอีกด้วย

ภายในวัดยังมีรูปหล่อเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หรือ ไฉ่เซ่งเอี้ย องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้ที่มากราบไหว้ที่วัดเล่งฮกยี่แห่งนี้ยังนิยมขอโชคลาภ และยังต้องตีระฆังใบยักษ์หล่อจากแต่จิ๋วหนักกว่า 1 ตัน 3 ครั้ง ด้วย

พระเปเปอร์มาเช่วัดบำเพ็ญจีนพรต
อีกวัดที่มีพระเปเปอร์มาเช่คือ “วัดย่งฮกยี่” ตั้งอยู่ในตรอกวัดกันมาตุยาราม ถนนเยาวราช แต่เดิมนั้นเป็นเพียงวิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ร้าง กล่าวกันว่าสร้างโดยชาวจีนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และต่อมาพระอาจารย์สกเห็งจาริกมาจากประเทศจีน และได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ ท่านได้ปฏิสังขรณ์พร้อมกับเปลี่ยนชื่อวัดเป็นย่งฮกยี่ในปี พ.ศ.2430 และได้รับพระราชทานนามวัดจากรัชกาลที่ 5 ว่า "วัดบำเพ็ญจีนพรต"

พระอรหันต์วัดบำเพ็ญจีนพรต
ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธาน 3 องค์ เช่นกัน ซึ่งแต่ละองค์นั้นทำจากกระดาษ หรือที่เรียกว่าเปเปอร์มาเช่ แล้วลงรักปิดทองจนดูเหมือนเป็นพระพุทธรูปหล่อ นอกจากนั้นแล้ว หากลองมองทางด้านข้างทั้งสองข้างของพระประธาน ก็จะเห็นพระอรหันต์ 18 องค์ในอิริยาบถต่างๆ กัน ซึ่งก็ทำจากกระดาษเปเปอร์มาเช่ด้วยเช่นกัน

นอกจากจะไหว้พระและเทพเจ้าในพระอุโบสถแล้ว ที่ชั้นสามจะมีรูปปั้นขนาดเล็กของเทพเจ้าจีนต่างๆ ส่วนชั้นสี่ประดิษฐานพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ และป้ายวิญญาณของบูรพาจารย์อดีตเจ้าอาวาส ในชั้นห้าประดิษฐานพระอวโลกิเตศวร และพระพุทธรูปพระศากยมุนีพุทธเจ้า

วัดโพธิ์แมน อันซีนบางกอก
และวัดสุดท้ายมีดรีกรีเป็นถึงวัดอันซีนบางกอก นั้นก็คือ “วัดโพธิ์แมนคุณาราม“ ตั้งอยู่ ในซอยสาธุประดิษฐ์ 19 วัดแห่งนี้เป็นวัดจีนที่มีการผสมผสานของศิลปะแบบจีน-ไทย-ธิเบต ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในวัดอื่นๆ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 โดยพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตรฯ (โพธิ์แจ้งมหาเถระ) พร้อมด้วยประชาชนที่ศรัทธา

ภายในวิหารหน้าซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าอุโบสถ ด้านหน้าวิหารมีจารึกอักขระภาษาธิเบต ส่วนภายในเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอารยเมตไตรย์โพธิสัตว์ และพระเวทโพธิสัตว์ที่อยู่ด้านหลัง อีกทั้งยังมีท้าวจตุโลกบาลอยู่ประจำ 4 มุมของวิหาร ถัดไปเป็นพระอุโบสถที่ภายในประดิษฐานประธานองค์ใหญ่มีชื่อว่า "พระพุทธวัชรโพธิคุณ" ซึ่งเป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระพุทธรูปวัดโพธิ์แมน
ด้านบนหลังคาประดิษฐานหมู่พระพุทธรูป 1,000 องค์ ส่วนผนังด้านข้างของอุโบสถทั้งสองด้านยังประดับตกแต่งด้วยภาพโมเสกขนาดใหญ่ สีสันสดใสรูปพระอรหันต์ 500 รูป นอกจากนี้ด้านหลังโบสถ์ยังประดิษฐานพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ และพระกษิติครรภโพธิสัตว์ ทั้งยังมีศาลาที่เก็บสรีระของเจ้าคุณโพธิ์แจ้งมหาเถระ เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดโพธิ์แมนคุณาราม และผู้ออกแบบวัดให้สักการะด้วย

ในวาระขึ้นปีใหม่จีนนี้ขอให้ชาวไทยเชื้อสายจีนทุกท่านสมหวัง ร่ำรวย ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ

บีโอไอ:บทเรียนจากภาพยนตร์ “วอลล์สตรีท เงินอำมหิต”

โดย ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์ 30 มกราคม 2554 14:02 น.
ในช่วงปลายปีที่ผ่านมามีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เป็นข่าวเกรียวกราว คือ เรื่อง วอลล์สตรีทภาค 2 ที่ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “วอลล์สตรีท เงินอำมหิต” หรือมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Wall Street : Money Never Sleeps” โดยสุดยอดของผู้กำกับภาพยนตร์ คือ โอลิเวอร์ สโตน ซึ่งเป็นบุคคลที่คุ้นเคยกับเมืองไทยเป็นอย่างดี เนื่องจากเคยนำภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาถ่ายทำในประเทศไทยหลายเรื่อง

สำหรับตัวละครสำคัญที่นำแสดงในภาพยนตร์ คือ ไมเคิล ดักลาส ดาราเจ้าบทบาทชื่อดัง รับบทตัวละครนายกอร์ดอน เก็คโค เป็นสุดยอดนักเล่นหุ้นในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ทำทุกอย่างไม่ว่าจะถูกกฎหมาย หรือไม่ก็ตาม เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลภายใน (Inside Information) เพื่อใช้ในการแสวงหากำไรในตลาดหุ้น

สำหรับลูกสมุนคนสำคัญของนายเก็คโค คือ นายบัด ฟอกซ์ ซึ่งแสดงโดยนายชาลี ชีน ทำหน้าที่แสวงหาข่าวภายในจากบรรดาเพื่อนฝูง รวมถึงไปซื้อกิจการบริษัททำธุรกิจให้บริการทำความสะอาดสำนักงาน เพื่อให้ตนเองซึ่งปลอมตัวเป็นหัวหน้าพนักงานทำความสะอาด สามารถเข้าไปรื้อค้นเอกสารลับภายในบริษัทต่างๆ ที่เป็นลูกค้าใช้บริการทำความสะอาด โดยไม่มีใครสงสัย

ภาพยนตร์ในภาคแรกได้นำเสนอคำพูดของนายเก็คโคที่อมตะตลอดกาลสำหรับภาพ ยนตร์ฮอลลีวูด ที่ต่อมากลายเป็นคำพูดที่อ้างอิงกันแพร่หลายว่า “Greed is good” หรือ “ความโลภเป็นสิ่งที่ดี” ดังนี้

“ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ คำว่าความโลภ เนื่องจากไม่สามารถเสาะหาคำที่เหมาะสมกว่านี้ได้ เป็นสิ่งที่ดี ความโลภเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ความโลภทำให้การดำเนินการประสบผลสำเร็จ ความโลภช่วยสร้างความชัดเจนและทำให้เราเจาะเข้าถึงสาระของวิญญาณแห่ง วิวัฒนาการ”

สำหรับตอนจบในภาคที่แล้ว นายเก็คโคกำลังถูกทางการรวบรวมหลักฐานเพื่อจับกุมในข้อหาค้าหุ้นอย่างผิด กฎหมายโดยอาศัยข้อมูลภายใน (Insider Trading) ทั้งนี้ นายไมเคิล ดักลาส เล่นบทนี้ได้ยอดเยี่ยมมาก ทำให้เขาคว้ารางวัลออสการ์ในฐานะดาราแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมจากการแสดงในภาพ ยนตร์วอลล์สตรีทภาคแรกเมื่อปี 2530 ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์ที่ประสบผลสำเร็จมาก โดยได้รับทั้งรางวัลและรายได้ เป็นการลบล้างภาพลักษณ์ที่ว่าภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาในลักษณะคมเฉือนคมในทาง ธุรกิจจะไม่ทำเงิน

สำหรับในภาคที่ 2 เป็นการเล่าเรื่องเหตุการณ์ภายหลังจากที่นายเก็คโคติดคุกยาวนานถึง 8 ปี เมื่อพ้นคุกออกมาแทบจะไม่หลงเหลือความยิ่งใหญ่เลย ไม่มีใครมารอรับที่ประตูคุก ต้องเดินทางกลับบ้านเองในสภาพเดียวดาย แตกต่างจากนักโทษคนอื่นๆ ที่แม้ยากจน แต่ก็ยังมีญาติพี่น้องมารอรับ

สำหรับพระรองในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ เจค มัวร์ ซึ่งแสดงโดยนายไชอา ลาบัฟ เป็นวาณิชธนกรในบริษัทวาณิชธนกิจ Keller Zabel Investments และเป็นแฟนกับวินนีย์ (แครีย์ มัลลิแกน) ซึ่งเป็นลูกสาวของเก็คโค

สำหรับตัวโกงในภาคนี้ คือ นายเบร็ตตัน เจมส์ หุ้นส่วนคนหนึ่งในบริษัทวาณิชธนกิจ Churchill Schwartz ซึ่งแสดงโดยนายจอช โบรลิน โดยเป็นบุคคลสำคัญที่ในอดีตอยู่เบื้องหลังในการนำหลักฐานไปให้ทางการจนทำให้ นายเก็คโคต้องเข้าคุก โดยมีบุคลิกลักษณะสุขุมเยือกเย็น แต่ซ่อนไปด้วยความทะเยอทะยานสูง ต้องการทำกำไรมากที่สุดไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงก็ตาม โดยค้าหุ้นผ่านบัญชีลับของตนเองในนาม Locust Fund ทั้งนี้ ได้ใช้ข้อมูลภายในที่มองเห็นล่วงหน้าถึงวิกฤตเศรษฐกิจว่ากำลังจะเกิดขึ้น และเก็งกำไรอย่างถูกต้องว่าราคาหุ้นจะตกต่ำในอนาคต ทำให้มีกำไรมากมาย

ในที่สุดนายเก็คโคและนายมัวร์ได้ร่วมมือกันโค่นนายเบร็ตตันเพื่อชำระ แค้น โดยเปิดเผยความชั่วร้ายผ่านเว็บไซต์ Frozen Truth ของลูกสาว ว่าได้ค้าหุ้นอย่างลับๆ อย่างผิดกฎหมาย แม้เป็นเว็บไซต์ที่ไม่มีชื่อเสียง แต่ข่าวสารได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้นายเบร็ตตันถูกปลดออกจากบริษัท นอกจากนี้ ยังถูกทางการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีในข้อหาผิดกฎหมายหลายกระทงอีกด้วย ทั้งผิดกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในด้านการปั่นหุ้น และผิดกฎหมายในด้านหนีภาษี

สำหรับภาพยนตร์เรื่องวอลล์สตรีททั้ง 2 ภาค ได้สอนบทเรียนหลายประการ

ประการแรก การเปิดเผยความชั่วร้ายทางอินเทอร์เน็ต นั้น แม้ผ่านเว็บไซต์ขนาดเล็กที่ดูผิวเผินยังไม่มีชื่อเสียงติดตลาดก็ตาม แต่สามารถเผยแพร่ข้อมูลอย่างรวดเร็วจนเราคิดไม่ถึง

ประการที่สอง ผู้ฉลาดย่อมสามารถทำกำไรได้ไม่ว่าราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงก็ตาม ขณะที่บรรดาหมูก็จะถูกเชือดวันยังค่ำ หรือที่ตรงกับสุภาษิตไทยที่ว่า “คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด”

ประการที่สาม การเก็งกำไรในตลาดหุ้นนั้น ข้อมูลภายในนับเป็นปัจจัยสำคัญ โดยนายเก็คโคได้กล่าวว่า “สินค้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่ผมรู้จัก คือ ข้อมูลข่าวสาร”

ประการที่สี่ การซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายในก็ถือเป็นอาชญากรรมถึงขั้นติดคุกได้

ประการที่ห้า หากติดคุกแล้ว ก็ไม่แย่เสมอไป โดยนายเก็คโคกล่าวในภาพยนตร์ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขามีโอกาสเรียนรู้ จากภายในคุก ต้องขอขอบคุณคนที่ส่งเขาเข้าไป กล่าวคือ บางครั้งคุกอาจเป็นเพียงสถานที่แห่งเดียวเท่านั้นที่จะมีเวลาว่างให้นึกคิด ไตร่ตรองและก่อให้เกิดสติสัมปชัญญะขึ้น โดยเมื่อมองผ่านกรงขังออกไปภายนอกแล้ว จะตั้งคำถามตนเองว่า “คนอยู่ภายนอกคุกนั้น มันบ้าหรือเปล่า?”

ติดต่อขอข้อมูล ติชม และเสนอแนะความคิดเห็นได้ที่ศูนย์บริการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 0-2553-8111 หรือที่ head@boi.go.th

‘เล่นอิสระ’ (Free Play) อิฐก้อนแรกของความฉลาด ความผูกพัน และความสำเร็จ

โดย ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ 31 มกราคม 2554 16:14 น.
‘เล่น’ เป็นห้วงอิสระปราศจากพันธนาการร้อยรัด เป็นพรสวรรค์ที่เด็กเท่านั้นเข้าถึง ทั้งการเล่นใช่เรื่องเล่นๆ ไร้สาระอย่างผู้ใหญ่หลายคนมอง เพราะถ่องแท้แล้วการเล่นเป็นต้นธารพัฒนาการเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กปฐมวัย ที่ ‘สมอง’ ของเด็กช่วงวัยนี้จะทำงานสูงสุดขณะเล่น ด้วยเป็นสภาวะที่สมองพร้อมเรียนรู้ ไม่ตึงเครียด (Relax) มีภาวะตื่นตัว (Alert) มีแรงจูงใจ (Motivated) และรู้สึกดี (Positive)

อัตราเปลี่ยนแปลงในพัฒนาการด้านต่างๆ อันเป็นผลมาจากการพัฒนาของสมองที่พุ่งสูงสุดในช่วงเด็กปฐมวัยแรกเกิดถึง 6 ขวบจะเป็นดั่ง ‘อิฐก้อนแรก’ ที่แข็งแกร่งของผู้ใหญ่ในวันหน้า เนื่องเพราะสมองที่เจริญเติบโตต่อเนื่องและมีการสร้างเครือข่ายอย่างดีใน ช่วงวัยนี้จะส่งผลเชิงบวกต่อพัฒนาการในช่วงวัยต่อๆ มา เสมือนอิฐก้อนแรกที่วางรากฐานหนักแน่นมั่นคงก่อนก่อร่างสร้างบ้านที่แข็ง แรงอบอุ่น

ทั้งนี้การเล่นช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างและเพิ่มศักยภาพการทำงานของ สมองที่พร้อมจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ขณะเล่นกระตุ้นเซลล์สมองและสารสื่อนำประสาทต่างๆ ช่วยให้สมองเกิดความยืดหยุ่น เชื่อมร้อยสมองที่ทำหน้าที่แตกต่างกันเข้าด้วยกัน แรงจูงใจ อารมณ์ การรับรู้ ความคิดอ่าน

จากการรวบรวมผลการศึกษาวิจัยจำนวนมากของ นพ.จอม ชุมช่วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นโรงพยาบาลมนารมย์ ยืนยันว่าการเล่นสำคัญต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กปฐมวัย ตั้งแต่ด้านสมองที่การศึกษา Brain Scan โดย Dr.Kathlern Alfano ซึ่งเป็น Child and Play Psychologist พบว่าเด็กที่มีโอกาสเล่น มีการเชื่อมโยงของระบบประสาท (Neutral Pathway) สมบูรณ์กว่าเด็กด้อยโอกาส และมีโอกาสเล่นมากกว่าจะมีความสุขมากกว่า มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตโรงเรียนกว่าเด็กที่ขาดโอกาสเล่น

ด้านความสามารถ การศึกษาโดย Baylor College of Medicine in Houston, Texas พบว่าเด็กที่ได้เล่นของเล่นเหมาะสมจะมี IQ สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้เล่นของเล่น งานวิจัย Language Development Study 2007 ในเด็กอายุ 18-30 เดือน พบว่าเด็กที่เล่นจินตนาการกับบล็อกไม้เมื่อเทียบกับทำกิจกรรมอื่นจะมี พัฒนาการทางภาษาที่ดีกว่า อีกหนึ่งงานวิจัยยังพบว่าเด็กที่เล่นกับเด็กอื่นวัยเดียวกันจะมีโอกาสพัฒนา ภาษาที่ซับซ้อนกว่าเด็กที่ไม่ได้เล่นกับเด็กอื่น ทั้งยังปูพื้นฐานความเข้าใจคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ด้วย

ด้านพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ก็พบว่าเด็กที่เล่นอิสระต่อเนื่องจะ ยับยั้งชั่งใจ มีพัฒนาการทางสังคมดี และประสบความสำเร็จกว่า ดังผลวิจัยโดย High/ Scope Education Research Foundation in Ypsilanti, Minch ที่ศึกษาเด็กกลุ่มเศรษฐานะต่ำระหว่างโรงเรียนอนุบาลที่เน้นเรียนรู้ ผ่านกระบวนการเล่น และได้เล่นอิสระในโรงเรียน กับเด็กในโรงเรียนที่เน้นวิชาการ พบว่าเมื่อเด็กเหล่านี้อายุ 23 ปี เด็กจากโรงเรียนเน้นวิชาการมากกว่า 1 ใน 3 ถูกจับกุมจากการทำผิด และมากกว่าร้อยละ 10 ถูกไล่ออกจากงาน ขณะที่เด็กจากโรงเรียนเน้นการเล่นถูกจับกุมน้อยกว่า 1 ใน 10 และน้อยกว่าร้อยละ 7 ถูกไล่ออกจากงาน

การเล่นจึงไม่ใช่แค่วิธีเรียนรู้ดีที่สุด แต่เป็นเครื่องมือปรับตัวของเด็กด้านอารมณ์ พฤติกรรม และบุคลิกภาพด้วย แต่ทว่าต้องเป็น ‘การเล่นอย่างอิสระ’ (Free Play) ที่มีคุณสมบัติเด่น 7 ประการ ดังนี้

1) เล่นอย่างมีเป้าหมายที่จะเล่น ไม่ได้ตั้งใจเล่นเพื่อพ่อแม่ชื่นชมหรือได้ขนม 2) เล่นด้วยความเต็มใจไม่ใช่เพราะหน้าที่หรือถูกบังคับ 3) เล่นเพราะสนุก รู้สึกดี ตื่นเต้น คลายเหงา 4) เล่นแล้วไม่คำนึงถึงเวลา

5) เล่นแล้วไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์จะดีหรือแย่ โลกจินตนาการเด็กปราศจากตัวตน เป็นโน่นนี่ง่ายดาย 6) เกิดขึ้นทันที เด็กปรับเปลี่ยนลื่นไหลตามความคิดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ และ 7) ต้องการเล่นต่อเนื่อง หากเบื่อหรือมีอุปสรรคก็ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เงื่อนไขเองเพื่อให้ได้เล่นต่อ เนื่อง

เหตุนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ชุมชน และสังคมจึงต้องสนับสนุน ‘เด็กเล่นอย่างอิสระ’ โดยจัดเตรียมของเล่นจินตนาการปลายเปิดที่เหมาะสมกับวัย เช่น ไม้บล็อก ตัวต่อ หรือชุดของเล่นต่างๆ แม้เล่นลำพังได้ แต่เด็กก็ต้องการให้พ่อแม่เล่นด้วย ยิ่งอายุน้อยยิ่งต้องการ ทั้งควรเล่นตามเด็ก ไม่เช่นนั้นกฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นจะทำให้เด็กกลายเป็นผู้ดูพ่อแม่เล่นไปแทน หรือไม่ก็เอ่ยถามวิธีเล่นตลอด จึงควรให้ลูกเป็นผู้นำการเล่น อย่าสอน ตัดสิน หรือแก้ไข แต่ติดตามเรื่องราวในจินตนาการเพื่อพัฒนาความสามารถในการรู้จักคิดของลูก

นอกจากนั้นพ่อแม่ควรพากย์มากกว่าถาม เพราะการพากย์การเล่นของลูกจะไม่ขัดขวางกระแสความคิดของเด็ก รวมถึงชื่นชมทักษะความสร้างสรรค์ของลูกด้วยภาษาง่ายๆ เพื่อเด็กจะรู้สึกดีที่พ่อแม่สนใจ ไม่เท่านั้นระหว่างเล่นต้องกระตุ้นให้เด็กคิดคลี่คลายอุปสรรคปัญหาเองด้วย ช่วยบางส่วน ไม่ทั้งหมด ตลอดจนหลีกเลี่ยงการแข่งขัน เกมหรือกีฬาควรปรับเป้าหมายการเล่นมาอยู่ที่การได้สนุกสนานด้วยกัน

คุณลักษณะการเล่นอิสระที่ปรับเปลี่ยนตลอดสนับสนุนให้เด็กมีความ ยืดหยุ่นและปรับอารมณ์ได้ดี เด็กที่มีโอกาสเล่นมากทั้งกับคนอื่นและตามลำพังจึงมีอารมณ์และประสบการณ์ เมื่อเกิดเหตุรุนแรงกระทบชีวิตจึงไม่ตอบสนองรุนแรงเกินไป ในขณะเดียวกันก็สามารถจัดการความเครียดได้ดี ด้วยขณะที่เล่นสนุกมักเกิดปัญหา เด็กจึงมีโอกาสฝึกฝนคลี่คลายปัญหากระทั่งสามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงได้มั่นใจ ไม่เครียด

จินตนาการสร้างสรรค์ของเด็กมักเกิดท่ามกลางสถานการณ์ใหม่ที่ ไม่ถูกคุกคามหรือจริงจังจนเกินไป ในเวลาเดียวกันความสนุกขณะเล่นก็กระตุ้นให้เด็กเล่นต่อหรือต้องการออกสำรวจ โลกใหม่ได้มากเท่าๆ กับถักทอสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น (Strong Attachment) ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่และเด็กกับเด็กที่เล่นด้วยกันได้ ดังนั้น การเล่นอิสระ (Free Play) จึงเป็นอิฐก้อนแรกของพัฒนาการทางความฉลาด ความผูกพัน และความสำเร็จในชีวิตที่ต้องช่วยกันวางอย่างเหมาะสม

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) www.thainhf.org

รวยด้วยรัก...รวยด้วยหุ้น...

โดย มนตรี ศรไพศาล 31 มกราคม 2554 18:14 น.
ภาพยนตร์ดีๆ มีบทเรียน “คืนความสุขให้บ้านเรา” 3 เรื่อง An Unfinished Life

เดือนกุมภาพันธ์ เป็น “เดือนแห่งความรัก” มีวันที่ 14 กลางเดือนเป็น “วันแห่งความรัก” ผมมีภาพยนตร์ดีๆ ที่ให้บทเรียน “คืนความสุขให้บ้านเรา” อีกเรื่อง คือ เรื่อง An unfinished Life

เป็นเรื่องของคาวบอยวัยชรา (น่าจะเรียกว่า “คาวโอลด์แมน” แทน) ไอนาร์ (แสดงโดย โรเบิร์ต เรดฟอร์ด) เขามีชีวิตที่จมอยู่กับความหลังที่ขมขื่นกว่าสิบปี ที่ลูกชายของเขาต้องเสียชีวิตไปในอุบัติเหตุรถยนต์ เขารักลูกชายเขามาก ลูกชายของเขาเป็นคาวบอยคนเก่ง ไม่มีใครจะทดแทนลูกชายเขาได้เลย เขาโทษอยู่เสมอว่าเป็นความผิดของลูกสะใภ้ของเขา คือ จีน (แสดงโดย เจนนิเฟอร์ โลเปซ) ซึ่งเป็นคนขับรถในคืนนั้น

จีนทนกับความโกรธ และการไม่ยอมรับของพ่อสามีไม่ได้ เธอจึงได้จากมา เธอเองก็ต้องจมอยู่กับความคิดถึงสามีเช่นกัน นอกจากนั้น ยังอดโทษตัวเองไม่ได้ ที่อาจมีส่วนให้สามีที่รักของเธอต้องเสียชีวิตไป แต่เธอยังต้องอยู่ เพราะในขณะที่สามีเธอได้จากไปนั้น เขาได้ฝากทายาทไว้ในท้องของเธอ คือ กรีฟ

... เพื่อเขา และเพื่อลูกสาว เธอต้องสู้ชีวิต เธอต้องเลี้ยงดูลูกให้ดีที่สุด

จีนมีชีวิตที่ลำบาก เขามีแฟนใหม่ คือ แกรี่ เป็นคนเส็งเคร็ง รังแกผู้หญิงด้วยกำลัง ปากบอกว่ารัก แต่กลับมีชีวิตที่เมามาย คิดเห็นแก่ตัวเองฝ่ายเดียว รังแกผู้หญิง แต่เพราะจีนถูกดูถูกเหยียดหยามมาตลอด จนเธอเองก็เริ่มเชื่อเช่นนั้น ทำให้เธอไม่คิดว่า เธอจะเหมาะสมกับใครที่ดีกว่านั้น เธอจึงต้องทนอยู่กับแกรี่อยู่ยาวนาน จน กริฟ ลูกสาวต้องทวงสัญญาว่า หากแกรี่ทำร้ายแม่อีก แม่ควรจะจากเขาไปได้สักที อย่าได้ทนกับเขาต่อไปอีกเลย

จีนจึงพากริฟหนีจากแกรี่แฟนใหม่จอมเกเร แต่เธอไม่มีสตางค์พอเพียง เธอจึงพากริฟไปหาปู่ไอนาร์ ปู่ก็แทบจะไล่เธอออกไปทันที แต่ก็ต้องยั้งคิด เมื่อได้รับรู้ว่า หลานในสายเลือดของเขามาด้วย เขาจะทอดทิ้งสายเลือดของเขาไปได้อย่างไร จึงให้ลูกสะใภ้และหลานไปอยู่ในห้องเก็บของ

แล้วเขาต้องใช้เวลากันอยู่นาน กว่าจะสามารถเข้าใจกันได้ ผมได้รับบทเรียนหลายประการดังนี้ครับ

1. ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีสุข เมื่อครอบครัวอยู่ด้วย กัน เข้าใจกัน เมื่อนั้นก็มีความสุข แต่เมื่อไม่เข้าใจกัน จดจำความผิดกัน ตัดสินกัน ด้วยมาตรฐานมนุษย์ก็มักจะตัดสินว่า “ฉันถูก เขาผิด” เสมออยู่แล้ว แม้การจากไปของลูกชาย ก็ไม่ใช่เพราะ “การมีรัก ทำให้มีทุกข์” เมื่อเขาต้องจากไปด้วยเหตุสุดวิสัย หากยังรักเขาจริง ก็ควรรู้ว่า ลูกก็ไม่ได้อยากให้ไอนาร์ต้องมัวแต่ทุกข์ใจ และอยากให้รักดูแลจีนภรรยาของเขา และกริฟลูกสาวของเขาด้วยความรักแทนเขาต่อไป และอีกด้าน กริฟฟินก็คงอยากให้จีนดูแลพ่อของเขา และลูกสาวได้ดูแลปู่ต่อไปด้วย

2. ที่ใดขาดรัก ที่นั่นมีทุกข์ เมื่อไอนาร์ไม่เลือกที่จะเข้าใจ ให้ความรัก ให้อภัย เขาก็อยู่ในความทุกข์ ความอึดอัด ความกดดัน ความเจ็บแค้น เขาอารมณ์เสีย จนลูกสะใภ้ต้องจากไปพร้อมกับหลานของเขาในท้อง และในเวลาต่อมา ภรรยาของไอนาร์ก็รับเขาไม่ได้ด้วย จึงจากไปเช่นกัน ครอบครัวจากไปกันหมด เหลือแต่เขาเพียงคนเดียว และนั่นไม่ใช่เพราะ “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” แต่เป็นเพราะ “ที่ใดขาดรัก ที่นั่นมีทุกข์” นั่นเอง

3. มอบการตัดสินพิพากษาให้เป็นเรื่องของพระเจ้า ไอนาร์จมอยู่กับความเศร้า ในสิ่งที่แก้ไขกลับมาไม่ได้แล้ว คือการจากไปของลูกชาย ส่วนใหญ่ เขาโทษลูกสะใภ้เขา ทำให้เขาอารมณ์เสียกับเธอ และทำให้เขาต้องเสียทั้งลูกสะใภ้และหลานสาวไปอีกหลายครั้ง เขาก็โทษตัวเอง ที่ไม่ได้รั้งลูกชายไว้ หรือไม่ได้ทำอะไรที่จะช่วยให้ลูกไม่ต้องเสียชีวิต นั่นก็ทับถมตัวเองให้จมอยู่กับความทุกข์เศร้าและมีความรู้สึกผิดยิ่งขึ้น

ผลของการคิดว่าตัวเองอาจจะผิด หลายๆ ครั้งก็จะยิ่งพาลไปเพิ่มการ “ตัดสินความผิดของคนอื่น” มากขึ้น เพื่ออธิบายตัวเองว่าเราไม่ผิด เธอนั่นแหละผิด ยิ่งคิด ก็ยิ่งโกรธแค้น เกลียด ชัง และทำให้ความรักยิ่งหายไป ความสุขก็ยิ่งหายไป เรื่องถูกผิดจึงควรเป็นเรื่องของพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์และทรงเมตตาให้เป็น ผู้ตัดสิน ในบ้านเมือง ก็ขอให้เป็นเรื่องของภาครัฐ หรือศาลยุติธรรมตัดสิน ด้วยข้อมูลและหลักฐาน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่กลุ่มคนจะนำการตัดสินเรื่องต่างๆ ด้วยอารมณ์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

4. พระเจ้าทรงทอดพระเนตรมองคนที่จิตใจ ชีวิตของเรา จะดีหรือไม่ดี จะผ่านเข้าแผ่นดินสวรรค์ได้หรือไม่นั้น พระเจ้าทรงพิจารณาจากจิตใจ เรื่องบางเรื่อง เป็นเรื่องอุบัติเหตุ สุดวิสัย คืนนั้นดึก สามีภรรยาหนุ่มสาวอยู่ในวัยคะนอง ง่วงกันทั้งคู่ ต้องโยนเหรียญเลือกคนขับ จีนแพ้ จึงเป็นผู้ขับ กาแฟฤทธิ์ไม่พอเพียง ฝนตกหนัก ถนนลื่น รถพลิกคว่ำ 6 ตลบ แต่หากมองลึกถึงจิตใจ ไอนาร์ก็จะรู้ถึงความรักที่จีนมีต่อกริฟฟินสามีของเธอ ที่เธอเข้มแข็ง ต้องดำเนินชีวิตต่อ ก็ด้วยแรงแห่งรักที่มีต่อกริฟฟิน แม้ลูกกริฟจะกลายเป็นภาระในชีวิต จะหาสามีใหม่ก็ไม่ง่าย แต่เธอยังรักห่วงใยดูแลอย่างดี ก็ด้วยความรักที่เธอมีต่อกริฟฟินและลูกรักที่เธออุ้มท้องจนให้กำเนิดมา เลี้ยงลูกด้วยความรัก สอนให้เธอเป็นเด็กดี

5. เราจึงควร “เติมรัก” ให้แก่กัน ถึงจุดหนึ่ง แทนที่จะโทษกัน ไอนาร์น่าจะเข้าใจกันว่า คนที่ทั้งคู่รักที่สุด ได้จากไป หัวใจของพ่อและภรรยาก็คงเศร้าพอๆ กัน น่าจะ “เติมความรัก” ห่วงใยกัน เข้าใจกัน ให้อภัยกัน เป็นกำลังใจให้กัน ปลอบใจกันและกัน และเพื่อกริฟฟินที่จากไป ช่วยดูแลกันและกัน เพราะกันและกันก็คือคนที่ กริฟฟินรักและห่วงใยทั้งนั้น

สังคมเราก็อาจจะต้องสูญเสียบางคนที่เราไม่ควรสูญเสีย แต่สังคมเราก็ยังคงควรเดินหน้าด้วยความรักและความเข้าใจกันมากขึ้น “เติมความรัก” ให้แก่กัน มิใช่ “เติมความเกลียดชัง” เพราะหลายคนที่จากไป ก็ด้วยความรักชาติรักแผ่นดิน อยากเห็นชาติไทยเดินหน้าก้าวไกล รักใคร่กัน และรักษาชาติไทยเป็นหนึ่งเดียวตลอดไป

6. ชีวิตต้องเดินหน้า เพื่อกันและกัน เราทุกคนเป็นดังอวัยวะของกายเดียวกัน การมีกันและกัน ก็เพื่อกันและกัน คาวบอยชรายังเลี้ยงวัวดูแลครอบครัวได้ ลูกสะใภ้ดูแลความเป็นอยู่ทุกๆ คน และช่วยทำงานหาเงินได้ด้วย หลานสาวช่วยงานได้ทุกอย่าง และเป็นความสดชื่นและกำลังใจให้กับทุกๆ คน เพื่อนของไอนาร์ที่แม้ประสบอุบัติเหตุ ร่างกายไม่แข็งแรง ก็ยังปกป้องครอบครัวได้ในบางครั้ง เราทุกคนจึงควรเข้าใจบทบาทที่มีต่อกัน และดำเนินชีวิตเพื่อกันและกัน

7. ทุกสิ่งเกิดขึ้น “มีเหตุผล” ในตอนท้าย ไอนาร์ได้เริ่มเข้าใจว่า หากเรามองชีวิตในมุมสูงจากเบื้องบน เราจะรู้ว่าทุกอย่างมีเหตุผล คำว่า “Unfinished Life” ปักอยู่ที่หลุมศพของกริฟฟิน ราวกับเป็นความหมายที่พ่อเสียดายว่า ลูกไม่สามารถอยู่จนแก่และตายเมื่อถึงเวลาอันควร แต่จริงๆ แล้ว กลับให้แง่คิดว่า ชีวิตของพ่อไอนาร์นั่นแหละ เมื่อยังเลือกอยู่ในทางมืด อยู่ในความโกรธเกลียดชิงชัง ก็เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ จนเมื่อรู้จักให้ความรัก ให้อภัย เข้าใจคนรอบข้าง พยายามช่วยให้คนรอบข้างมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่สร้างความทุกข์ใจให้ ปรารถนาให้คนรอบข้างมีความสุข ก็เป็นชีวิตที่เติมเต็ม อยู่อย่างมีความหมาย และจะมีความสุขแท้ในที่สุดครับ

แล้วสังคมไทยเราจะเลือกใช้ชีวิตแบบ “Unfinished Life” ที่ไม่ยอมเข้าใจผู้อื่น ไม่ให้อภัยผู้อื่น ใช้ชีวิตนำความทุกข์ลำบากมาให้ผู้อื่น เพียงเพื่อตัวเอง หรือพรรคพวกตัวเอง หรือจะใช้ชีวิตที่เติมเต็ม เติมความรักให้แก่กัน รู้รักสามัคคีกัน เข้าใจกัน เป็นกำลังใจให้กัน ก็แล้วแต่เราจะเลือกครับ

montree4life@yahoo.com

กินทุก 15 นาทีเพื่อให้มีชีวิตรอด

(c)siamzone


Lizzie เป็นหญิงสาววัย 21 ปี จากรัฐเท็กซัส ประเทศอเมริกา เธอจำเป็นจะต้องทานทุกๆ 15-20 นาที หรือประมาณวันละ 60 มื้อ ต่อ วันเพื่อมีชีวิตรอด



วันๆหนึ่ง Lizzie จำเป็นจะต้องกินอาหารเพื่อให้ได้พลังงานอยู่ระหว่าง 5,000 ถึง 8,000 แคลอรี่ ต่อ วัน เธอจำเป็นจะต้องกินเนื้อชิ้นเล็กทุกๆ 15 นาที ถึงเธอจะกินมากมายขนาดนี้เธอก็มีน้ำหนักเฉลี่ยเพียงแค่ 25 กิโลกรัมเท่านั้น และเธอก็ไม่สามารถจะมีน้ำหนักเกิน กว่า 27 กิโลกรัม(ผู้ชายทำงานหนัก หรือ นักกีฬา ยังใช้พลังต่อวันประมาณ 2500 ถึง 3000 แคลอรี่เท่านั้นเอง) อาหารที่เธอทานแต่ละอย่าง ได้แก่ ขนมขบเคี้ยว ของหวานทั้งหลาย ช็อคโกแล็ต พิซซ่า ไก่ เค้ก โดนัท ไอศกรีม บะหมี่ pop tards(มันคือขนมไรหว่าแปลไม่ถูก) แต่ละอย่าง เป็นสาวๆหรือนางแบบทั่วไป คงวิ่งหนีกันป่าราบ



Lizzie คลอดก่อนกำหนดถึง 4 สัปดาห์ เธอเกิดมามีน้ำหนักน้อยกว่า 1.3 กิโลกรัม ให้ตอนเป็นทารกเธอต้องใส่เสื้อผ้าตุ๊กตาแทน เนื่องจากไม่มีเสื้อเด็กอ่อนที่ตัวเล็กขนาดนั้น



Lizzie เธอเสียตาข้างขวาตั้งแต่อายุได้ 4 ขวบ ส่วนอีกข้างก็มีปัญหาทางสายตา เธอมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ นั้นทำให้เพียงแค่เธอป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดา ก็อาจทำให้เธอล้มป่วยได้นานถึง 2 อาทิตย์ และเธอเองเกือบเอาชีวิตไม่รอดถึงสองครั้ง ตอนที่อายุ 16 และ 19ปี เนื่องมาจากตัวเธอเป็นโรคโลหิตจางขั้นรุนแรง



ว่ากันว่าในโลกนี้มีคนเพียง 3 คน(ที่ยังมีชีวิต) ในโลกที่ป่วยเป็นโรคนี้ ที่ทางการแพทย์กำลังศึกษาค้นคว้าเพื่อไขปริศนาทางพันธุ์กรรมของเธอ

นิทานเซ็น ผู้รับ ผู้ให้

โพสท์ในเวปบอร์ด กองทัพพลังจิต โดยคุณ Kamen rider เมื่อ 10-01-2005
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=3148
ผู้รับ ผู้ให้
อูเมชุ ซิบิ เป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่งแห่งเมืองเอโด ทราบว่าท่านอาจารย์เซอิเซตสุ มีความประสงค์จะ
ขยายศาลาโรงธรรม เพราะที่มีอยู่เดิมคับแคบไม่พอกับผู้ที่มาฟังธรรม อูเมชุ ซิบิ จึงตกลงใจที่จะเป็น
ผู้บริจาคปัจจัย เพื่อเป็นค่าก่อสร้างเสียเอง เป็นจานวนเงินถึง 500 เหรียญทอง ซึ่งในสมัยนั้นนับว่า
มากที่สุดแล้ว เพราะว่าเงินเพียง 3 เหรียญทอง ก็สามารถใช้สอยอยู่กินได้ตลอดปีแล้ว ท่านพ่อค้าได้
หิ้วถุงเงินเข้าไปหาท่านอาจารย์ แล้วน้อมถวายบอกความประสงค์ให้ทราบ ท่านอาจารย์ ก็กล่าวแต่
เพียงว่า
"ดีแล้ว อาตมาจะรับไว้" แล้วก็นั่งนิ่งเงียบ
อูเมชุ ซิบิ นั่งรอ ด้วยหวังว่าท่านอาจารย์คงจะกล่าวอนุโมทนาและอวยพรให้ตนโชคดีทามา
ค้าขึ้นต่อๆ ไป แต่เห็นท่านอาจารย์ก็ยังคงนั่งนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงนั่งกระสับกระส่ายฟุ้งซ่าน
ต่างๆ นานา แหมเงินตั้ง 500 เหรียญทองเชียวนะ ท่านอาจารย์ไม่เห็นกล่าวอนุโมทนาเลยสักนิด คิด
แล้วก็ทาใจกล้ากราบเรียนว่า
"หลวงพ่อครับ เงินในถุงใส่ไว้ครบ 500 เหรียญเลยครับ"
"เมื่อตะกี้ เธอบอกแล้วไม่ใช่เรอะ ?" หลวงพ่อตอบ
ท่านพ่อค้ายิ่งตีสีหน้าไม่ถูก นั่งนิ่งกันไปอีกพักใหญ่ ท่านพ่อค้าก็เลยตัดสินใจอีกครั้ง กล่าว
เลียบเคียงให้หลวงพ่อโมทนาให้พร
"หลวงพ่อครับ เงินจานวน 500 เหรียญทองนี่ แม้ผมจะค้าขายใหญ่โต ก็ยังรู้สึกว่ามันมากอยู่
นะครับ"
"เธออยากให้ฉันขอบใจเธอใช่หรือเปล่าล่ะ ?" หลวงพ่อเดาใจ
"ครับ นิดหนึ่งก็ยังดีครับ" พ่อค้าตอบอย่างดีใจ
"ทาไมต้องให้ฉันขอบใจด้วยล่ะ ผู้ใดเป็นผู้ให้ทาน ผู้นั้นต่างหากที่ควรจะขอบใจ"
ท่านอาจารย์เซอิเสตสุตอบ แล้วนิ่งเงียบอืก
ถ้ามองอย่างสามัญแล้ว เมื่อมีการให้ย่อมอยากได้รับการตอบสนองกลับบ้าง ความจริงการให้
หรือการทาบุญนั้น เป็นอุบายอย่างหนึ่งในการทาลายความยึดมั่นว่าตัวกูของกูลง แต่จะมองเห็นกัน
หรือไม่เท่านั้น
คัดลอกจาก http://www.dharma-gateway.com/
ผู้คัดลอกและเรียบเรียง hs6kjg

เพื่อผมสุขภาพดี ไม่ร่วงง่าย

เพื่อผมสุขภาพดี ไม่ร่วงง่าย ควรทานอาหารทะเล กระเทียม หอมใหญ่+แดง สัปปะรด แตงกวา กะหล่ำปลี ซึ่งเป็นแหล่งของสารอาหารทีผมต้องการค่ะ

จาก SMs FarmerInfo by DTAC - 22 มกราคม 2554 - 12.05 น.