++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

ยังหาเชื้อซาร์สไม่เจอะ แต่หาวิธีบรรเทาโรคพอได้

ว่าจะจบเรื่องซาร์สตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แต่ก็ยังอดเป็นห่วงมากๆ
ไม่ได้ว่า ซาร์สยังไม่สงบตัวจริงๆ และตอนนี้
อาจจะระบาดมาบ้านเราแล้วก็ได้ รายงานล่าสุดจาก WHO (14 พ.ค.) รายงานว่า
ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อ 7,632 ราย และตายไปแล้ว 588 ราย ทั้งหมดนี้
ผู้ติดเชื้อในจีน และฮ่องกงมาเป็น อันดับหนึ่ง คือ ติดเชื้อ 6,822 ราย
และตายไปแล้ว 489 ราย นอกนั้นก็มีในไต้หวัน สิงคโปร์ และแคนาดา
ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ป่วยซึ่งติดเชื้อและเสียชีวิตไปแล้ว
จะเป็นชนเชื้อชาติจีนแทบทั้งหมด จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์
ส่วนแคนาดานั้นน่าประหลาดใจว่าติดหางแถวไปได้อย่างไร
แต่คนจีนที่อพยพไปอยู่ในแคนาดาก็เป็นชุมชนใหญ่อยู่เหมือนกัน
ตามข่าวไม่ได้ระบุว่า ผู้ป่ วยซาร์สในแคนาดาเป็นชนชาติอะไร
แต่ก็น่าสนใจและติดตามดูว่าผู้ติดเชื้อในแคนาดาถึง 145 รายนั้น
มีชนเชื้อชาติจีนรวมอยู่ด้วยหรือเปล่า ที่ผมเป็นห่วงมากก็คือ
จนป่านนี้ก็ยังยืนยันกันไม่ได้แน่นอนว่าเชื้อโรคซาร์สนั้นคือเชื้ออะไรแน่
มีก็แต่ที่เนเธอร์แลนด์ที่คาดคะเนว่าคงจะเป็นเชื้อโคโรนาไวรัสอยู่เช่นเดิม
และก็ยังไม่มีการยืนยันการค้นพบ คงเป็นแต่การคาดคะเนเท่านั้น
ส่วนข่าวคืบหน้าในการหายารักษาก็รู้สึกยังมืดมนอยู่ตามเดิม
ข่าวจากฮ่องกงที่ว่าสกัดเซรุ่ม จากเลือดของผู้หายป่วยจากโรคซาร์สได้
และนำไปรักษาผู้ป่วยด้วยโรคซาร์สอื่นๆ นั้น ยังเชื่อไม่ได้นัก
เพราะจีนและฮ่องกงเคยปล่อยโคมลอยเรื่องเชื้อโรคซาร์สมาตั้งแต่ต้น
อย่างเช่น ประกาศว่าค้นพบเชื้อโรคซาร์สแล้วว่ามาจากเชื้อพารามิกโซไวรัส
เป็นต้น ที่น่าสนใจอีกมุมหนึ่งคือ
ทางเยอรมันประกาศว่าน่าจะเอายาซึ่งกำลังค้นพบในการใช้ แก้หวัดธรรมดา
นำมาดัดแปลงเพื่อรักษาโรคซาร์สนั้น ก็เป็นการ "น่าจะ"
หรือคาดคะเนอีกเช่นกัน
ถ้าหากว่าการเอายารักษาหวัดมาทดลองกับโรคซาร์สได้ผลกว่า
จะผลิตยาจำนวนมากได้
ก็ยังต้องการเวลาอีกนานกว่าจะค้นคว้าทดลองผลิตตัวยาออกมาใช้ได้
และพิสูจน์ได้ว่าไม่มีอันตรายด้วยนั้นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี
สรุปก็คือ จนบัดนี้ยังไม่หวังว่าจะค้นพบเชื้อโรคซาร์สและจะคิดยาปราบซาร์สขึ้นมาได้
นี่แหละคือสิ่งที่ผมเป็นห่วงว่าถ้าซาร์สเกิดบุกเมืองไทยได้
แล้วเราจะทำอย่างไร ผมได้เคยเสนอไปว่า
ทางไทยเราน่าจะศึกษาเรื่องวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยที่รอดตายซึ่ง
อยู่ในประเทศจีน
และฮ่องกงว่าเขาใช้วิธีรักษาและแก้อาการต่างๆซึ่งเกี่ยวข้องกับซาร์สอย่างไร
ผมมีรายงานละเอียดจากการป่วยของเหงียน ทิ เมิน พยาบาลชาวเวียดนาม
ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยละเอียดว่า
ขั้นตอนการป่วยซาร์สของเธอแต่ละขั้นนั้น เป็นอย่างไร
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจในด้านการแพทย์ ทำให้เราได้ทราบว่า
การป่วยโรคซาร์สนั้น จะมีอาการต่างๆ เกี่ยวกับระบบใดๆ ของร่างกายบ้าง
น่าจะนำมาศึกษากันโดยละเอียด เธอเล่าว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม
เธอและนายแพทย์ เดอรอสเซีย กี และเพื่อนพยาบาลอีก 2 คน ลวง และ เอียน
เข้าเวรที่โรงพยาบาล มีคนไข้สัญชาติจีนอเมริกัน มาจากฮ่องกงเข้ารับ
การรักษาที่โรงพยาบาล ขั้นแรกแพทย์วินิจฉัยว่า คนไข้ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่
ไม่มีใครสงสัยเลยว่าจะป่วยด้วยโรคร้ายอย่างอื่น
จึงไม่มีหมอและพยาบาลใส่หน้ากากป้องกัน ลวง และ เอียน
รับหน้าที่ดูแลคนไข้คนนั้น ตัวเมินเองอยู่ประจำแผนกเด็ก แต่เมื่อเธอว่าง
เธอก็จะเข้าไปช่วยเพื่อนของเธอ คือ ลวง และ เอียน
ตลอดเวลาคนไข้จะบ่นว่าเหนื่อยเพลีย ไม่มีแรง
แม้จะอึดอัดในอกอยากจะไอก็ไม่มีแรงไอ พยาบาลต้องช่วยให้ยาและช่วยตบหลัง
เพื่อให้ไอและให้เสมหะออกได้ 2-3 วันต่อมา คนไข้อาการหนัก
ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ อยู่มาวันที่ 2 มีนาคม ลวง ป่วยมีไข้สูง เธอและ
เอียน ยังสบายอยู่ จึงไปทำงานตามปกติ วันต่อมาเธอมีอาการปวดหัวรุนแรง
แต่ไม่มีไข้ วันที่ 5
เธอมีอาการท้องเดินและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ทางโรงพยาบาลเกรงว่า เธอจะเป็นคนแพร่กระจายโรค
จึงแยกห้องและกักตัวไว้ร่วมกับ เอียน เธอมีอาการปวดหัวและไข้สูง
ปรากฏว่าเมื่อไข้ขึ้นสูง มันจะเป็นอย่างนั้นตลอดคืน เอียน
เพื่อนร่วมห้องของเธอเสียชีวิตไปแล้ว พยาบาลอีกคนหนึ่ง เฟือง
ก็เสียชีวิตไปด้วย ลวง เพื่อนของเธอก็เสียชีวิต และนายแพทย์ เดอรอสเซีย
ก็เสียชีวิตเช่นกัน ตกลงแพทย์และพยาบาลได้เสียชีวิตไปก่อนหน้าเธอแล้วถึง
4 คน เมื่อเริ่มป่วยต้นเดือนมีนาคม เธอสิ้นสติไปสองอาทิตย์และได้ทราบว่า
นายแพทย์และพยาบาล 4 คนที่ตายด้วยโรคซาร์สนั้น ตายอย่างรวดเร็วภายใน 2
อาทิตย์เท่านั้น เมื่อเธอฟื้นคืนสติขึ้นมา
ปรากฏว่าเธอจำอะไรไม่ได้อยู่พักหนึ่ง เธอไม่รู้ว่าตัวเธอเป็นอะไรและ
อยู่ที่ไหน อาการปวดเนื้อปวดตัว ปวดท้องมีอยู่ตลอดเวลา
และที่มีอาการมากที่สุดก็คือ อ่อนเพลียหมดแรง
แม้แต่จะพลิกตัวเองก็พลิกไม่ได้ ร่างกายด้านซ้ายของเธอเป็นอัมพาต
เคลื่อนไหวไม่ได้ และทั้งตัวบวมไปหมด
ถ้าสรุปจากอาการของเธอรวมทั้งอาการหมดแรงอ่อนเพลียด้วยแล้ว
ก็พอจะกล่าวได้ว่า ซาร์สเป็นโรคร้ายแรง ใครที่ติดเชื้อซาร์สเข้า
จะมีอาการหนัก เพราะระบบต่างๆ ไม่ทำงาน
เริ่มต้นนอกจากไข้สูงแล้วจะมีอาการเกี่ยวกับระบบประสาทก่อน
สมองถูกโจมตีและ คิดอะไรไม่ออก ระบบกล้ามเนื้อก็ถูกทำลาย
จึงทำให้ปวดไปหมดทั้งตัว ระบบย่อยก็เสียหาย
เกิดอาการท้องเสียและปวดท้องรุนแรง

สรุปแล้ว ซาร์สโจมตีทุกระบบของร่างกาย ไม่เพียงแต่ป่วยมีไข้สูง
และก่อนจะเสียชีวิต ก็จะเพ้อและเจ็บปวดไปหมดทั้งร่างกาย
การศึกษาและดูอาการของคนไข้เหล่านี้
แล้วนำมารวบรวมแยกแยะออกเป็นแต่ละระบบ
และเตรียมการแก้ไขแต่ละระบบไว้ล่วงหน้า คงจะช่วยผู้ป่วยได้มากขึ้น
ถ้าหากซาร์สเกิดระบาดเข้ามาเมืองไทย.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น