++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

20 มค 2556


เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2556 10.00-14.00 น.ที่ห้องอาหารราชตฤณมัย .. มีโอกาสได้ไปร่วมเสวนาสังสรรค์กับองค์การพิทักษ์สยาม(อพส.) มีโอกาสได้พบปะตัวแทนผู้ประสานงาน อพส.ในแต่ละจังหวัดไปร่วมงานกันคับคั่ง ได้มีโอกาสได้ฟังท่าน ดร.สมปอง สุจริตกุล ให้ความรู้เกี่ยวกับการตัดอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่ประชาชนไทยสามารถทำได้ เพื่อจะรักษาดินแดนเขาพระวิหาร(ที่กำลังเป็นกรณีพิพาทไทย-เขมร อยู่ในปัจจุบัน) จนแม้กระทั่งเกิดความหวังในหมู่ผู้เข้าร่วมเสวนานี้ ในการเรียกร้องพื้นที่มณฑลบูรพา(พื้นที่เดิมของไทย ปัจจุบันอยู่ในกัมพูชา)กลับคืนมาเป็นของไทย, เกือบท้ายคลิปเลยได้มีโอกาสถามคำถาม ที่สงสัยมานานและได้รับคำตอบที่น่าพอใจ
.. และท้ายสุดได้รับฟังการเปิดใจจาก เสธฯ อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ถึงการลาออกจากการเป็นประธานองค์การพิทักษ์สยาม ซึ่งต้องขอกราบขอบพระคุณท่านยิ่ง ที่เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารมื้อสำคัญ และเกิดกิจกรรมดี ๆ ที่เป็นคุณูปการต่อประเทศชาติบ้านเมืองในวันนี้... http://youtu.be/SXFHC6eKFmc

จาก น้ำนวลดิน นาวาบุญนิยม

ดีท็อกซ์ร่างกาย ล้างพิษสมอง ชำระขยะใจ รับ ′สุขมหาศาล′ ทั้งปี 2556





ตลอดทั้งปี เชื่อว่าทุกคนคงจะพบเจอกับเรื่องราวมากมาย มีดีบ้าง แย่บ้าง จนบางครั้งทำให้สุขภาพอ่อนแอลง จิตใจไม่เบิกบาน รวมทั้งการเงินขาดสภาพคล่อง

เอาล่ะ....เริ่มต้นปีใหม่ครานี้ หากใครตั้งใจอยาก "ปรับเปลี่ยน" ตัวเองเสียใหม่ ทั้งร่างกาย จิตใจ และการเงิน ลองอ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ดู หากชอบก็ลองนำไปทำตามดู ไม่เสียหลาย เป็นการดีท็อกซ์ร่างกายให้สุขภาพดี ล้างพิษสมองจากความคิดแย่ๆ และชำระจิตใจจากอารมณ์ขุ่นเมา

ถ้าทำได้ ได้กับตัวเอง เพราะความสุขเป็นเรื่องที่หาซื้อไม่ได้ ถ้าอยากได้ก็ต้องลงมือทำเอง!!

′สุขภาพฟิตเปรี๊ยะ′

"ร่างกาย" นะ ไม่ใช่ "เครื่องจักร" ซึ่งเครื่องจักรเวลาเสีย ซ่อมแป๊บเดียวก็กลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ร่างกาย บางครั้งเสียแล้วเสียเลย ซ่อมไม่ได้!!

นพ.สุวินัย บุศราคัมวงศ์ แพทย์อายุรกรรมสมอง โรงพยาบาลกล้วยน้ำไทย บอกว่า ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพสักเท่าไหร่ มีคนป่วยมากขึ้น และโรคที่เป็นส่วนใหญ่เป็นโรคที่ป้องกันได้

"คนมักคิดว่า ไม่สบายรักษาด้วยการกินยาง่ายกว่า ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง"

ดังนั้น การป้องกัน "ดีกว่า" การรักษาแน่นอน!

"หัวใจสำคัญของสุขภาพที่ดี ต้องทำสม่ำเสมอ ทำให้เป็นนิสัย ถึงจะเห็นผล" นพ.สุวินัยกำชับ ก่อนแจกแจงวิธีการดูแลสุขภาพด้วยอาหารการกินที่ง่ายนิดเดียว

เริ่มจาก "อาหาร" รับประทานให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด มันจัด แนะนำให้รับประทาน "ปลา" ให้มากขึ้น โดยเฉพาะปลาทะเล เพราะมีสารโอเมก้า 3 ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง เลือดไหลเวียนดี ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น

พร้อมทั้งหมั่นรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วย "ไฟเบอร์ กากใยต่างๆ" โดยมีในผักผลไม้ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดี ลดการเกิดมะเร็งลำไส้

รับประทาน "เต้าหู้" โดยเฉพาะสตรี ซึ่งเต้าหู้มีสารคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะหญิงสูงอายุ จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ระบบไหลเวียนดี ช่วยให้เซลล์แข็งแรง ผิวพรรณดี

สำคัญที่สุด เน้นดื่มน้ำให้เยอะขึ้น อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพราะน้ำช่วยล้างสิ่งสกปรกสารพิษต่างๆ ออกไปจากร่างกาย และเป็นตัวช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานดีขึ้น

ดูแลเรื่องอาหารแล้ว "ออกกำลังกาย" ก็ขาดไม่ได้

นพ.สุวินัยแนะนำว่า ถ้าอยากให้ร่างกายแข็งแรง ต้องออกกำลังกายโดยเน้นให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง

"ปัจจุบันมีโรคหลายโรค ถ้าไม่ตรวจ ไม่รู้ว่าเป็น เพราะไม่มีอาการ การตรวจสุขภาพประจำปี ปีละครั้งเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะคนที่มีพ่อแม่เป็นโรคเรื้อรัง เพราะสามารถสืบทอดทางกรรมพันธุ์ได้ เช่น เบาหวาน ความดัน หรือคนที่สูบบุหรี่ กินเหล้า เป็นประจำก็ควรมาตรวจไว้ ปัจจุบันโลกวิ่งไปด้วยความเร็วสูง ถ้าเราจะวิ่งตามให้ทันต้องกลับมาดูแลตัวเอง ซึ่งวิธีที่แนะนำมาเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และไม่ต้องลงทุนอะไรเลย"

365 วัน รับทรัพย์อู้ฟู่

จะทำอย่างไรให้ "กระเป๋าตุง" รับทรัพย์แต่ต้นปี "อุมาพันธุ์ เจริญยิ่ง" ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนการเงินส่วนบุคคล สายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ ธนาคารกสิกรไทย ให้คำแนะนำดีๆ สำหรับการเริ่มต้นปีอย่าง "เศรษฐี" ว่า

"มนุษย์เงินเดือนทุกคน ต้องจำไว้ก่อนเลยว่า รายรับมีครั้งเดียว แต่รายจ่ายมีต่อเนื่อง ก่อนจะเริ่มเก็บเงินต้องรู้จักทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเสียก่อน เพื่อที่จะรู้ว่ารายจ่ายส่วนไหนที่เป็นรูรั่วของเรา ที่สำคัญคืออาจทำให้รู้ว่ารายจ่ายเล็กๆ แต่ทุกวัน อย่างค่ากาแฟ ช็อปปิ้ง หรือแฮงค์เอาต์ยามดึก อาจกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้เช่นกัน"

ส่วนจะทำอย่างไรให้ "อู้ฟู่" ตลอดปี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินแนะนำเคล็ด(ไม่)ลับ ดังต่อไปนี้

1.กันเงินไว้สำหรับเงินทุนสำรอง เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเมื่อใด ตกงาน น้ำท่วม ไฟไหม้ ถือเป็นเหตุไม่คาดฝันที่ต้องใช้เงินทั้งสิ้น จึงควรเตรียมเงินไว้เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

2.เก็บเงินจากรายได้อย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินสะสมเผื่อไว้ใช้ในการลงทุน หากมีสุขภาพการเงินที่ดีขึ้นแล้ว ก็ควรเพิ่มเป็นร้อยละ 30 ต่อปี แต่คนที่ไม่มีวินัยและใจไม่แข็งพอ อาจต้องฝากเงินกินดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ เพื่อให้มีเงินก้อน

3.จัดสรรเงินลงทุน เมื่อเราอยากรวย เราก็จำเป็นต้องนำเงินไปลงทุนให้งอกเงย ที่สำคัญคือไม่ควรนำเงินที่มีไปลงไว้ที่เดียว ควรจะกระจายความเสี่ยงออกไป เพื่อที่จะให้ได้ผลสำเร็จมากที่สุด ซึ่งในปีหน้าหุ้นไทยยังอยู่ในแนวบวก ทองคำ ตราสารหนี้ รวมถึงหุ้นในตลาดการเงินของจีน ก็มีทิศทางสดใสให้นักลงทุนทุกคน แต่ต้องรู้จักศึกษาความเสี่ยงก่อน การจะลงทุนระยะสั้นหรือยาว และอย่าจัดเต็ม เพราะการลงทุนยังมีความผันผวนอยู่เสมอ เนื่องจากโลกของเราได้เชื่อมเป็นแห่งเดียวกันแล้ว

ทิ้งขยะจิตใจ ชีวิตเปลี่ยน

จิตใจที่ไม่เบิกบาน หงุดหงิด โกรธ เกลียด เศร้า เบื่อ เหงา ซึม นอยด์ แซด ทุกข์ และอีกสารพัดจะ "รมณ์บ่จอย" ซึ่งอารมณ์ลบๆ แบบนี้ รู้ไหมว่าเป็น "ขยะ" ที่ไม่เป็นผลดีกับชีวิตเลย (ขอบอก)

"สิริลักษณ์ ตันศิริ" นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ โค้ชพัฒนาศักยภาพและความสำเร็จ เจ้าของหนังสือขายดี "เมื่อยักษ์ตื่น" และ "เร่งสปีดความสำเร็จ" ผู้ที่พูดสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนเปลี่ยนชีวิตไปในทางที่ดีขึ้นมาแล้วมากมาย เริ่มต้นด้วยการบอกว่า คนในสังคมเก็บขยะไว้ในใจเยอะมาก (ลากเสียงยาว)

"ขยะในใจคือ อารมณ์ลบๆ ทั้งหลาย ถ้าเรามีแต่อารมณ์ลบๆ ตลอดเวลา ใครทำอะไรให้ผิดหวัง ไม่ได้ดั่งใจ ก็เอามาเสียใจ เบื่อ เซ็ง หรือคิดว่า ฉันไม่เก่ง ฉันล้มเหลว ยิ่งเก็บอารมณ์แบบนี้มาไว้ในใจเรื่อยๆ มันก็ยิ่งตอกย้ำสิ่งไม่ดีกับตัวเอง เศร้าบ่อย ผิดหวังบ่อย สุดท้ายก็หมดพลังชีวิต"

"คนที่ชีวิตไม่มีความสุข อะไรที่คิดแล้วทำให้ใจขุ่นมัว นั่นแปลว่า กำลังวางความคิดไม่ถูกต้อง"

ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่อย่าง "เบื่อๆ" ไปวันๆ ไม่สุขแต่ก็ไม่ทุกข์ อยู่ไปวันๆ ซึ่งแบบนี้ใช่ว่าจะดี เพราะเป็นการมีชีวิตอยู่อย่างเรื่อยเปื่อย ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่เบิกบานใจ ทำงานก็ทำงานไปงั้นๆ พอตกเย็นก็กลับบ้านดูทีวีนอน ชีวิตมีอยู่แค่นี้

เมื่อเป็นเช่นนี้ โค้ชจึงอยากขอร้องว่า "เปลี่ยนจากเบื่อให้เป็นบุญ" จะดีกว่าไหม?

"ด้วยวิธีแสนง่าย ไม่ว่าจะทำอะไรให้ใส่ความรัก ความเอาใจใส่ลงไป เช่น ที่ผ่านมา อาจจะทำงานเหมือนหุ่นยนต์ ทำแบบเบื่อๆ ลองเปลี่ยนเบื่อให้เป็นบุญ มองให้เห็นคุณค่าในงาน ทุกครั้งที่ทำงานให้ใส่ใจ ใส่ความรักลงไปในงานทุกวัน"

ยกตัวอย่าง การทำงานของช่างก่อสร้างกำแพงวัด 3 คน

คนที่ 1 ทำงานด้วยความหงุดหงิด ความทุกข์ ได้เงินน้อย แดดก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย รำคาญในงาน

คนที่ 2 ทำงานได้ แลกกับค่าตอบแทน ทำไปงั้นๆ ดีกว่าไม่มีงานทำ

คนที่ 3 ทำงานด้วยความสุข เห็นคุณค่าในงานที่ทำ สร้างกำแพงวัดอย่างตั้งอกตั้งใจ เพราะงานที่ทำช่วยบำรุงพระศาสนา

"ทั้ง 3 คนทำงานเหมือนกัน แต่ทำด้วยใจที่ต่างกัน ทำด้วยทัศนคติแนวคิดที่แตกต่างกัน ถามว่าคนไหนจะมีผลงานออกมายอดเยี่ยมมากกว่ากัน ก็คนที่ 3 คนไหนที่มีโอกาสเติบโตก้าวหน้ามากกว่า ก็คนที่ 3 คนไหนมีความสุขในการทำงานมากกว่า ก็คนที่ 3 คนไหนได้บุญมากกว่า ก็คนที่ 3 เห็นไหม พอทำด้วยความตั้งใจ ด้วยความรัก ด้วยการเห็นคุณค่า ได้หมดทุกอย่าง"

แต่การเปลี่ยนโดยฉับพลันทันทีอาจจะทำยากสำหรับบางคน

"วิธีลดความเคยชินเดิมๆ ให้ลองทำสิ่งแปลกใหม่บ้าง เริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น เคยใส่แต่เสื้อผ้าแบบนี้ ก็เปลี่ยนมาใส่แบบใหม่ หรือเคยทำงานแบบเดิมๆ ก็ลองสร้างสรรค์งานในรูปแบบใหม่ๆ หรือ คนที่ไม่ค่อยยิ้ม ก็เปลี่ยนมายิ้มบ้าง แล้วเวลาทำอะไรก็ให้ทำอย่างกระฉับกระเฉง เวลาที่เราเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความรวดเร็ว และยิ้มแย้มแจ่มใส พลังงานด้านบวกจะเกิดขึ้น ยิ่งทำ สิ่งดีๆ ก็ยิ่งหลั่งไหลเข้ามา สมองจะแจ่มใส ศักยภาพด้านบวกจะเกิดจากการทำอะไรรวดเร็ว"

"เปรียบเหมือนเราตีกอล์ฟ แค่หันหน้าไม้กอล์ฟเอียงนิดเดียว ทิศทางก็เปลี่ยนแล้ว แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือ คนละเลย มองข้ามการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งสำคัญมาก"

สุดท้าย เคล็ดลับความสุขที่หลายคนรู้ แต่ไม่ค่อยเห็นคุณค่า นั่นคือ "คิดบวก พูดบวก ทำบวก ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น"

"ต่อตนเอง คิดบวก คือ คิดว่าเราเป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่หลงตัวเอง เป็นการคิดที่การเชียร์ให้พลังตัวเอง, พูดบวก คือ พูดแต่สิ่งที่ดี ฉันมีพลัง ฉันเชื่อมั่น ฉันทำได้ ฉันเป็นคนโชคดี, ทำบวก คือ ฝึกตัวเองให้ยิ้มแย้มแจ่มใส และกระตือรือร้นเสมอ"

"ส่วนต่อคนอื่น คิดบวก พูดบวก คือ การมองแต่ละคนในแง่ดี ชื่นชมในสิ่งดีๆ อย่าไปมองสิ่งที่ไม่ดี พูดชมเชยและพูดขอบคุณเยอะๆ ซึ่งเป็นคำพูดที่ทรงพลังสุดสุด"

"ลองดูในแต่ละวัน ชื่มชมแฟนที่ดูแลเรา ขอบคุณแม่ที่ทำอาหารให้เราทุกวัน ขอบคุณเจ้านายที่สอนงานเรา แล้วดูว่าจะได้ความรักจากคนรอบข้างขนาดไหน เขาจะรัก จะรู้สึกดีกับเรา แต่การชื่นชมก็ต้องออกมาจากใจด้วย คอยดูเถอะ สิ่งดีๆ จะหลั่งไหลเข้ามา"

"และทำบวกต่อผู้อื่น คือ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน ช่วยเหลือผู้อื่นและเป็นผู้ให้ เรายอมเหนื่อยกายเพิ่มนิดเดียว แต่สิ่งที่ได้กลับมามหาศาลมากๆ เวลาช่วยไม่ต้องหวังผล สิ่งดีๆ จะกลับมาเอง จะเร็วจะช้าก็แล้วแต่ ไม่ต้องนั่งคอย"

"ทั้งหมดนี้คือหลักการที่ทรงพลังมหาศาล"

"ซึ่งคนแทบทั้งนั้น อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังทำทุกอย่างเหมือนเดิม คิดแบบเดิม พูดแบบเดิม ทำแบบเดิม แล้วจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร เคล็ดลับความสุขง่ายๆ เพียงมองสิ่งต่างๆ ในแง่ดี บวกไว้ ชื่นชมสิ่งที่มี ขอบคุณสิ่งที่ได้รับมา ลดความคาดหวังให้น้อย ปล่อยวางให้เร็ว ไม่ยึดติด ไม่หมายมั่นกับสิ่งต่างๆ สร้างประโยชน์ สร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น เท่านี้ ทำได้ ก็ยิ้มเยอะ!!!" โค้ชสิริลักษณ์ทิ้งท้าย

ทำสิ!! สุขมหาศาลรออยู่...

ปีใหม่ หัวใจใหม่ คนใหม่

แบงค์รัฐกำลังล้มละลาย...!




เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าธนาคารของรัฐบาลกำลังอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการล้มละลายสุดๆ จะส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยนับแต่หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แบงค์รัฐ 4 แบงค์ที่กำลังจะล้มละลายจากปัญหนี้เน่าที่เกิดจากกลุ่มนักการเมืองปล้นชาติคือ
1. SME แบงค์ ซึ่งหนี้เน่าเกือบทั้งหมดเกิดจากกลุ่มเครือข่ายนักการเมืองกู้เงินไปแล้วไม่ใช้หนี้ หลักทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันล้วนแต่ด้อยคุณภาพเหมือนกรณีแบงค์ BBC ในอดีตโดยรัฐบาลนางยิ่งลักษณ์กำลังจะโอน SME แบงค์มาควบรวมกับแบงค์ออมสิน ซึ่งจะลากให้แบงค์ออมสินล้มละลายไปด้วย
2. ธนาคาร ธกส. ซึ่งหนี้เน่าเกือบทั้งหมดในเวลานี้เกิดจากนโยบายรับจำนำสินค้าเกษตรของรัฐบาลนางยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะเรื่องจำนำข้าว แบงค์ ธกส.ได้แจ้งมาที่รัฐบาลแล้วว่าขณะนี้เงินในแบงค์ไม่มีเลย อีกไม่กี่เดือนก็จะไม่สามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานแบงค์ได้แล้ว
3. อิสลามแบงค์ ซึ่งหนี้เน่าทั้งหมดเกิดจากการกู้ของกลุ่มการเมืองและเครือข่าย ปัจจุบันยังเกิดจากการบริหารงานผิดพลาดของ MD คนใหม่ที่ไม่ได้บริหารเพื่อให้ I bank เจริญก้าวหน้าแต่กลับบริหารงานสนองตอบผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองที่มีอำนาจ เงินกู้จะอนุมัติให้กับกลุ่มทุนที่มีการเมืองหนุนเท่านั้น ในอนาคตจะเกิดหนี้เน่ามหาศาลกับ I bank
4. ธนาคารออมสิน เกิดปัญหาการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อดึงเงินจากธนาคารออมสินไปใช้เพื่อสนองผลประโยชน์ทางการเมือง หรือไปใช้ในนโยบายประชานิยม ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนี้เน่า และยังใช้อำนาจการเมืองบีบให้แบงค์ออมสินปล่อยเงินกู้ให้กับโครงการของลูกสมุนนักการเมืองและปัจจุบันกลายเป็นหนี้เน่า อนาคตแบงค์ออมสินยังจะต้องอุ้มหนี้เน่าของ SME แบงค์ด้วย โอกาสที่แบงค์ออมสินจะล้มละลายจึงหนีไม่พ้น
-นอกจาก 4 แบงค์ของรัฐกำลังจะล้มละลาย รัฐบาลนางยิ่งลักษณ์ยังเตรียมกู้เงินอีก 2,200,000,000,000 บาท(สองล้านสองแสนล้านบาท)ซึ่งจะเกิดภาวะหนี้ท่วมประเทศไทยทันที ล้มละลายกันทั้งประเทศ
ประชาชนต้องเตรียมตัวรับมือกับวิกฤตใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

จากแฟนเพจ  ไทกร พลสุวรรณ

พุทธวิธีแก้จน






ความฝืดเคืองในภพชาติต่อไปจะหมดสิ้นไป
ด้วยมหาทานบารมีที่เราสั่งสมกันอย่างสม่ำเสมอ
แต่ถ้าหากใครทำไม่สม่ำเสมอ
สมบัติก็จะมาเป็นช่วง ๆ เป็นตอน ๆ

เราประกอบเหตุอย่างไร ผลก็เป็นอย่างนั้น

เพราะในชีวิตของสังสารวัฏมีแต่เรื่องเหตุกับผล
ประกอบเหตุอย่างนี้ ผลก็ต้องเป็นอย่างนั้น
ที่มีผลอย่างนี้เพราะประกอบเหตุจากสิ่งโน้น
มีแต่เรื่องเหตุเรื่องผลทั้งนั้น
ไม่ใช่เรื่องงมงายเลย




http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sitcom&month=09-2012&date=30&group=12&gblog=354

ทำบุญทำไมต้องอธิษฐาน โดย หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง




ทำบุญทำไมต้องอธิษฐาน โดย หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง


ทำบุญทำไมต้องอธิษฐาน

ถาม : "หลวงพ่อคะ การทำบุญทุกอย่าง แต่ไม่ได้ปรารถนาอะไรเลย จะได้ไหมคะ...?"

ตอบ : ได้โยม ทำไมจะไม่ได้ คือถ้าไม่ตั้งมโนปณิธานปรารถนา บุญมันก็ต้องเป็นบุญ แต่ว่าอานิสงส์เบื้องปลายมันไม่เหมือนกัน

ถาม : "เป็นไงคะ...?"

ตอบ : การปรารถนาจัดเป็นอธิษฐานบารมีนะ ตั้งใจว่าการทำบุญอย่างนี้เพื่อผลอะไร อย่างที่ไม่ปรารถนาพุทธภูมิ ไม่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ปรารถนาเป็นอัครสาวก แต่ปรารถนาเพื่อการหมดกิเลส ก็ชื่อว่ายังปรารถนาอยู่

ถาม : "ถ้าหากว่าทำเฉย ๆ เล่าคะ...?"

ตอบ : ถ้าหากว่าทำเฉย ๆ ไม่ปรารถนาอะไรเลย ตัวอย่างก็มีท่าน อาฬวีเศรษฐี

คือว่าท่านอาฬวีเศรษฐีพ่อท่านเป็นมหาเศรษฐี พอพ่อท่านตายลงท่านก็เป็นเศรษฐีแทน

เศรษฐีสมัยนั้นพระราชาต้องแต่งตั้ง แล้ว ต่อมาพวกขี้เมาก็ชวนกินเหล้าเมายา ในที่สุดทรัพย์สินก็หมดไป จนกระทั่งกลายเป็นขอทาน

วันหนึ่งพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์เสด็จไปที่เมืองอาฬวี เห็นอาฬวีเศรษฐีนั่งขอทานอยู่ข้างฝาเรือนชาวบ้าน พระพุทธเจ้าก็ทรงแย้มพระโอษฐ์

พระพุทธเจ้าตามปกติจะไม่แย้มพระโอษฐ์ ถ้ายิ้มแล้วต้องมีเรื่อง

พระอานนท์จึงทูลถามว่า

"พระองค์ยิ้มด้วยเรื่องอะไร พระพุทธเจ้าข้า...?"

พระพุทธเจ้าถามว่า

"อานนท์ เธอเห็นอาฬวีเศรษฐีไหม...?"

พระอานนท์มองไปมองมาไม่เห็น เห็นแต่ขอทาน พระพุทธเจ้าก็บอกว่า ขอทานนั่นแหล่ะคืออาฬวีเศรษฐี

แล้วพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า

ถ้าอาฬวีเศรษฐีสมัยเมื่อเป็นเศรษฐี ถ้าฟังเทศน์ของเราเพียงจบเดียวจะได้บรรลุพระอนาคามี

เมื่อเงินน้อยลงมาเป็นอนุเศรษฐี ถ้าฟังเทศน์จากเราเพียงจบเดียวจะได้เป็นพระสกิทาคามี

เมื่อมีฐานะเป็นคหบดี ถ้าฟังเทศน์จากเราเพียงจบเดียวจะได้เป็นพระโสดาบัน

แต่ว่านี่อาฬวีเศรษฐีเป็นขอทานเสียแล้ว เราเทสน์จึงไม่มีผล

ตอนนี้พระอานนท์ทูลถามว่า

"ตามธรรมดาคนจะบรรลุมรรคผล องค์สมเด็จพระทศพลเคยตรัสว่าจะตายก่อนก็ยังไม่ได้ ต้องบรรลุมรรคผลก่อนนี่ พระพุทธเจ้าข้า...?"

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

"นั่นเขามี อธิษฐานบารมี"

ตอบ : เป็นอันว่าอาฬวีเศรษฐี ไม่มีอธิษฐานบารมีใช่ไหมโยม

ถาม : "ใช่ค่ะ"

ตอบ : คนจะได้ดี เลยไม่ได้ดี ต่อไปอธิษฐานเสียนะ.

คำอุทิศส่วนกุศล

"อิทัง ปุญญะผะลัง" ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้บำเพ็ญแล้ว ณ โอกาสนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่เคยล่วงเกินมาแล้ว แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่วันนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน

บทอุทิศส่วนกุศลท่อนแรกนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร หลวงปู่โตท่านมาบอก และบทอุทิศส่วนกุศลอีก ๓ ท่อน ท่านพระยายมราชท่านมาบอก มีดังนี้

ท่อนที่สอง

และข้าพเจ้าทั้งหลายขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลายที่ปกปักรักษาข้าพเจ้า และเทพเจ้าทั้งหลายทั่วสากลพิภพ และพระยายมราช ขอเทพเจ้าทั้งหลายและพระยายมราชจงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงเป็นสักขีพยาน ในการบำเพ็ญกุศลของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด

ท่อนที่สาม

และขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่ท่านทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี เป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงโมทนาส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ ความสุข เช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด

ท่อนที่สี่

ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้บำเพ็ญมาแล้ว ณ โอกาสนี้ ขอผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เถิด.

เวลาอุทิศส่วนกุศล บอกให้พระยายมราชเป็นพยาน

เวลาอุทิศส่วนกุศล ขอบอกให้ผม(พระยายม)เป็นพยานด้วย….ถ้าทำทั้งบุญทั้งบาป บางทีกรรมมันปกปิด เวลาถามเรื่องบุญนี่มันนึกไม่ออก ถ้านึกไม่ออกก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องปล่อยให้ตกนรก หากว่าถาม 3 เที่ยว นึกไม่ออก…..

ถ้าเขาถามเรื่องบุญกุศลถ้าบังเอิญนึกไม่ออก ผมจะเป็นพยานอ้างเองว่าทำอย่างนั้นๆไว้ แล้วก็ไล่ไปสวรรค์เป็นอย่างต่ำ

….ตำแหน่งพระยายม ท่านเป็นพรหม แต่เขตที่ท่านตั้งอยู่ในเขตของจาตุมหาราช ไม่ใช่เขตนรก

ต้นไม้ใหญ่......[ธรรมภาษิต]




                         



                              ต้นไม้ใหญ่ สล้างด้วยกิ่ง ใบ และผล มีลำต้นแข็งแรง
                               มีรากมั่นคง สมบูรณ์ด้วยผล ย่อมเป็นที่พึ่งของนกทั้งหลาย
                               ฝูงนกย่อมอาศัยต้นไม้นั้น ซึ่งเป็นที่รื่นรมย์ใจ ให้เกิดสุข
                         

                               ผู้ต้องการความร่มเย็น ย่อมเข้าไปอาศัยร่มเงา ผู้ต้องการผล
                               ก็ย่อมบริโภคผลได้ ฉันใด

                               ท่านผู้ปราศจากราคะ ปราศจาก
                               โทสะ ปราศจากโมหะ ไม่มีอาสวะ เป็นบุญเขตในโลก
                               ย่อมคบหาบุคคลผู้มีศรัทธา ซึ่งสมบูรณ์ด้วยศีล ประพฤติ
                               ถ่อมตน ไม่กระด้าง สุภาพ อ่อนโยน มีใจมั่นคง ฉันนั้น
                               เหมือนกัน ท่านเหล่านั้น ย่อมแสดงธรรมเครื่องบรรเทาทุกข์
                               ทั้งปวงแก่เขา เขาเข้าใจทั่วถึงธรรมนั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้หมด
                               อาสวกิเลส ปรินิพพาน ฯ



เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  บรรทัดที่ ๙๓๐ - ๙๕๔.  หน้าที่  ๔๐ - ๔๑.

ขอบพระคุณภาพจาก @Single Mind for Peace

บุญ ที่ถูกต้อง คือ อย่าหลงบุญ








บุญ ที่ถูกต้อง คืออย่าหลงบุญ

ชาวพุทธเราส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องของ ...บุญ ...
...คิดว่าการทำบุญ ก็คือ
การตักบาตร, การถวายทรัพย์, ปัจจัย, การถวายสังฆทาน ฯลฯ
เพียงเท่านี้ เป็นต้น ยิ่งบางพุทธพาณิชย์ เน้นสอนให้บริจาคทรัพย์
หรือร่วมสร้างความยิ่งใหญ่อลังการเข้าวัดจนเกินตัว
มียอดบริจาคมากเท่าไหร่ถือว่ายิ่งได้บุญหนักศักดิ์ใหญ่ รวยล้นฟ้าไม่รู้เรื่อง ...


แท้จริงแล้ว ...บุญ ...หรือ ...ปุญญ ... แปลว่า ...ชำระ ...
หมายถึง การทำให้หมดจดจากมลทิน เครื่องเศร้าหมอง
อันได้แก่ โลภะ โทสะ และ โมหะ


ตามพระไตรปิฎก เราสามารถสร้าง ...บุญ ...ได้ ๓ อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา

๑. ทาน คือ การให้ เช่นที่กล่าวมาแล้ว
คือ การตักบาตร บริจาคทรัพย์ ถวายสังฆทาน เป็นต้น
ถือเป็น จาคะ หรือ การให้นับเป็น บุญอย่างหนึ่ง
แต่มีการให้บางประการที่ไม่นับเป็นบุญ
เช่น สุรา มหรสพ ให้สิ่งเพื่อกามคุณ เป็นต้น

๒. ศีล คือ ความประพฤติที่ไม่ละเมิด
หรือรักษาความสำรวมทางกาย วาจา
การรักษาศีลสำหรับฆราวาส ได้แก่ ศีล ๕ และอุโบสถศีล (มี ๘ ข้อ)

๓. ภาวนา คือ การอบรมจิตทางสมถะและทางวิปัสสนา
การนั่งสมาธิ เรียกว่า สมถะภาวนา
ส่วนการนั่งวิปัสสนา (สติรู้ถึงรูป ...นาม) เรียกว่า วิปัสสนาภาวนา


...บุญ ... ยังมีอีก ๗ อย่าง ตามอรรถกถา
หรือข้อปลีกย่อยนอกเหนือจากพระไตรปิฎก นับถัดไปเป็นลำดับที่ ๔ ดังนี้

๔. อปจายนะ ความเป็นผู้นอบน้อม ต่อผู้ที่ควรนอบน้อม

๕. เวยยาวัจจะ ความขวนขวายในกิจ หรืองานที่ควรกระทำ

๖. ปัตติทาน การให้บุญที่ตนถึงแล้วแก่คนอื่น
เช่น การอุทิศส่วนกุศล การกรวดน้ำ

๗. ปัตตานุโมทนา คือ การยินดีในบุญที่ผู้อื่นถึงพร้อมแล้ว
เช่น เห็นผู้อื่นทำบุญตักบาตร เมื่อเราพลอยปลื้มปิติยินดี
กล่าวอนุโมทนา เพียงเท่านี้ ก็ได้บุญแล้ว

๘. ธัมมัสสวนะ หรือการฟังธรรม
ไม่ว่าจะฟังธรรมโดยตรง หรือจากสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ

]๙. ธัมมเทศนา หรือการแสดงธรรมเมื่อได้ศึกษาธรรมะ
แล้วถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่น นับเป็นบุญประการหนึ่งด้วย

๑๐. ทิฏฐุชุกรรม คือ การกระทำความเห็นให้ตรง หรือ สัมมาทิฏฐิ นั่นเอง

บุญทั้ง ๑๐ ประการนี้ บางที่เรียกกันว่า ...บุญกิริยาวัตถุ ...
จะเห็นว่าบุญทำได้ถึง ๑๐ อย่าง
มีเพียงข้อแรกเท่านั้นที่ต้องใช้ทรัพย์ อีก ๙ ข้อล้วนไม่ต้องใช้ทรัพย์


ที่มา... http://www.mindcyber.com/?p=381

สวัสดิการ




ในยุคที่วีถีชีวิตของคนในสังคมถูกบีบคั้นด้วยการแข่งขัน และค่าครองชีพที่สูงเช่นทุกวันนี้ สวัสดิการ   จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมถวิลหา  ทั้งจากรัฐบาลหรือจากหน่วยงานที่ทำ เพราะสิ่งเหล่านั้นเปรียบเหมือนหลักค้ำประกันว่า การดำเนินชีวิตจะเป็นไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยในระดับหนึ่ง เช่น ผู้ที่ได้รับสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล ด้านที่พักอาศัย ฯลฯ  ก็จะหมดความกังวลในเรื่องเหล่านั้น ได้มากกว่าคนที่ทำงานในหน่วยงานหรืออยู่ในสังคมที่ไม่มีสวัสดิการใดๆเลย ดังนั้น สวัสดิการเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคม แต่เมื่อถามว่า สวัสดิการที่ได้รับจะทำให้ทุกคนมีชีวิตที่สมบูรณ์ด้วยความสุขจริงหรือ  คำตอบคือ ไม่แน่เสมอไป  แล้วอะไรเป็นเหตุปัจจัย แห่งความไม่แน่นอนนั้น  คงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป

ดังที่ได้กล่าวแล้วในเบื้องต้นว่า ผู้ที่มีโอกาสได้ทำงานในหน่วยงานหรืออยู่ในสังคมที่ให้สวัสดิการดีถือว่าเป็นผู้ที่โชคดีกว่าคนอื่น แต่ต้องไม่เผลอสติปล่อยให้สวัสดิการกลายเป็นกับดักหรือหลุมพราง ทำร้ายจนเกิดภัยพิบัติกับชีวิต ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ สวัสดิการต่างๆที่ได้รับโดยส่วนมากเป็น  วัตถุสวัสดิการ  คือผลตอบแทนทางด้านวัตถุ ซึ่งมีข้อดีคือทำให้ได้รับความสะดวกสบายทางด้านร่างกาย แต่มีข้อเสียตรงที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดความประมาท เพราะบางท่านกลายเป็นผู้ที่ขาดการวางแผนในการใช้ชีวิต ละทิ้งความคิดเรื่องความประหยัดอดออม ใช้เงินที่ได้จากเงินเดือนแสวงหาวัตถุมาปรนเปรอสร้างความสะดวกสบายจนเกินพอดี เมื่อเงินหมดก็ยังไปกู้จากแหล่งอื่นมาเพิ่ม จนหนี้สินล้นตัว มีไม่น้อยถึงกับต้องเอาเงินสวัสดิการที่จะเก็บไว้ใช้ในวันหน้ามาใช้ก่อน ถึงคราที่ชีวิตต้องเผชิญกับวิกฤตเข้าจริงๆ กลายเป็นผู้ที่ขาดที่พึ่งไร้ทิศทางเดินยิ่งกว่าคนไม่มีสวัสดิการแต่ไม่ประมาท รู้จักวางระบบในการดำเนินชีวิตเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งภัยพิบัติเหล่านี้ ล้วนมีสาเหตุหลักมาจากกับดักหรือหลุมพรางของความคิดที่ว่า “มีสวัสดิการดี ชีวีปลอดภัย”   นี้แหละคือ วัตถุสวัสดิการ  มีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์

ด้วยเหตุนี้เองการดำเนินชีวิตให้ปลอดภัย จึงต้องอาศัยสวัสดิการอีกอย่างหนึ่งคือ ธรรมสวัสดิการ อันหมายถึงผลตอบแทนที่ได้รับจากการปฏิบัติธรรมคอยประคับประคอง สวัสดิการประเภทนี้เป็นสิ่งที่เราต้องหยิบยื่นหรือสร้างให้กับตัวเองด้วยการนำธรรมะมาเป็นบาทวิถีในการดำเนินชีวิต ธรรมะที่ปฏิบัติจะให้สวัสดิการเป็นความปลอดภัย ความสุข และความสงบทั้งแก่ปัจเจกบุคคลและสังคมส่วนรวม ในส่วนปัจเจกบุคคลนั้น  ผู้ที่ดำรงตนอยู่ในศีลธรรม ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท มีความละอายชั่วกลัวบาป ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วยเมตตาจิต ไม่คิดเบียดเบียนหรือเอารัดเปรียบใคร คอยช่วยเหลือเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นตามกำลังความสามารถด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่หวังผลตอบแทน ย่อมทำให้เป็นที่รักที่เคารพของผู้คนรอบข้าง เมื่อคราวที่ต้องเผชิญกับวิกฤตชีวิตก็สามารถจะผ่านพ้นไปได้ทั้งด้วยสติปัญญาตนและจากการช่วยเหลือของผู้คนรอบข้าง ชีวิตย่อมเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นความสุขอันเกิดจากสวัสดิการแห่งธรรมคือการทำหน้าที่อย่างถูกต้องนั้นเอง

ในส่วนสังคมก็เช่นเดียวกัน  สังคมใด หากสมาชิกในสังคมไม่ทิ้งวิถีธรรม กล่าวคือใช้วิถีธรรมนำวิถีชีวิต ด้วยการดำรงตนอยู่ในกฏศีลธรรมและกฏหมายบ้านเมืองอย่างมั่นคง ไม่ล่วงละเมิดเพราะความเห็นแก่ตัว มีจิตเสียสละ เห็นประโยชน์ส่วนรวมสำคัญกว่าส่วนตน  สังคมนั้นก็จะบริบูรณ์ไปด้วยความสงบร่มเย็น ส่งผลให้ดำเนินชีวิตผู้คนในสังคมมีความปลอดภัยและสมบูรณ์พร้อมไปด้วยความสุขโดยถั้วนหน้า ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลแห่งความสุขที่ผลิบานมาจากพระธรรมในใจของทุกคน  ที่เรียกว่า  ธรรมสวัสดิการ อันหมายถึงผลประโยชน์ตอบแทนจากการปฏิบัติธรรม

พอถึงจุดนี้ย่อมทำให้เข้าใจถึงสาเหตุที่ มนุษย์ทั้งส่วนปัจเจกบุคคลและส่วนสังคม ไม่อาจเข้าถึงความสุขสมบูรณ์แห่งวิถีชีวิตได้ ก็เพราะมุ่งแสวงหาแต่วัตถุสวัสดิการ ละทิ้งธรรมสวัสดิการ โดยลืมคิดไปว่า ผลตอบแทนด้านวัตถุที่ขาดธรรมะคอยกำกับ สามารถดึงจิตให้เกิดความประมาท จนอาจสร้างภัยพิบัติแก่ชีวิตได้ และการที่คนไม่สนใจใฝ่หาธรรมสวัสดิการ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สนใจหรือไม่ให้ความสำคัญในการปฏิบัติธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมเป็นการยากที่ปัจเจกบุคคลจะพัฒนาตนจนเข้าถึงความสมบูรณ์แห่งชีวิต และการจะสร้างสังคมให้เป็นสังคมแห่งอุดมคติที่อุดมไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข ความสงบก็ไม่อาจเป็นไปได้เช่นกัน

สิ่งที่เราทุกคนต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจก็คือ โดยเนื้อแท้แล้ว วัตถุสวัสดิการ มิใช่สิ่งเลวร้าย เพราะสามารถอำนวยประโยชน์อย่างมากมายแก่ผู้ที่ได้รับ เพียงแต่ในการเข้าไปเกี่ยวข้อง ต้องมีสติและปัญญาคอยกำกับ เพื่อไม่ให้ความสะดวกสบายที่ได้รับดึงเราลงสู่กับดักหรือหลุมพรางคือความประมาท  เมื่อวัตถุสวัสดิการได้ถูกจัดสรรค์อย่างเหมาะสมด้วยธรรมะซึ่งมีสติและปัญญาเป็นตัวนำ  ประโยชน์อย่างสูงสุดย่อมเกิดขึ้น คือปัจเจกบุคคลก็เข้าถึงความสุขที่สมบูรณ์  สังคมก็สงบสุขเพราะอุดมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเอื้ออาทรอันเกิดจากรากฐานคือการปฏิบัติธรรมของผู้คนในสังคม ทั้งหมดหนี้ เป็นประโยชน์อันเกิดจากการประสานสัมพันธ์ ระหว่างวัตถุสวัสดิการและธรรมสวัสดิการ

“ธมฺโม  หเว  รกฺขติ  ธมฺมจารึ

ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม”

                        (พุทธวจนะ)

โดย..อคฺคธมฺโมภิกฺขุ

ธรรมวิถี  คือวิถีแห่งธรรม  อันผลิบานจากปรากฏการณ์แห่งวิถีชีวิตของชนในสังคม

"ถวายข้าวพระพุทธเวลาไหนได้บ้าง"




Kornchulee Sungkaew – นมัสการค่ะพระคุณเจ้า เราควรถวายข้าวพระพุทธเวลาไหนคะ? ที่บ้านไม่ค่อยทำอาหารตอนเช้าค่ะ เราจึงมักถวายข้าวพระพุทธก่อนมื้ออาหารเย็นของเราค่ะ ไม่ทราบว่าผิดหรือไม่ค่ะ เพราะถ้าเป็นพระสงฆ์จะไม่ฉันหลังเพล แต่กรณีพระพุทธไม่ทราบว่าเราจะผิดไหมค่ะ

พระไพศาล วิสาโล - จะถวายเวลาไหนก็ได้ เป็นเรื่องของความเชื่อซึ่งมีมาในระยะหลัง ปกตินิยมถวายตอนเช้าหรือเพล แต่ก็ควรเข้าใจว่า พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานไปนานแล้ว ไม่มีขันธ์ ๕ หลงเหลืออยู่ ดังนั้นอาหารที่ถวายนั้นย่อมไม่ถึงพระองค์ และพระองค์ก็ไม่ได้รับ พึงเข้าใจว่าการถวายอาหารเป็นเสมือนการแสดงความเคารพต่อพระองค์ เหมือนการถวายดอกไม้ธูปเทียนแก่พระองค์

จากแฟนเพจ พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo