หมา หรือที่เรียกกันในภาษาสุภาพว่า สุนัข โดยยืมภาษาบาลีมาใช้เป็นสัตว์เลี้ยงเคียงคู่มากับคนเป็นเวลาช้านาน จนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนกับคนไปแล้วก็ว่าได้ บางคนเลี้ยงหมาโดยให้ความรัก ความเอ็นดูเท่าๆ กับการเลี้ยงคนหรือมากกว่าคนบางคนด้วยซ้ำ และที่เป็นเช่นนี้น่าจะด้วยเหตุผลในเชิงตรรกะดังต่อไปนี้
1. โดยปกติวิสัยหรือโดยธรรมชาติ หมาเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความซื่อสัตย์ และจงรักภักดีต่อเจ้าของ แม้มิใช่เจ้าของแต่เป็นผู้ให้อาหารประทังชีวิตในยามที่มันหิวโหยอดโซ เฉกเช่นคนที่นำอาหารมาเลี้ยงสุนัขจรจัดเป็นประจำ หรือแม้กระทั่งเป็นครั้งคราว ทุกครั้งที่มันพบหน้าคนเลี้ยง ก็จะแสดงอาการดีใจด้วยการกระดิกหาง และวิ่งเข้าหาแม้จากไปนานก็ไม่ลืม
2. หมาเป็นยามเฝ้าบ้านได้เป็นอย่างดี ไม่เคยหลับจนลืมทำหน้าที่ แต่จะเห่าและไล่กัดคนแปลกหน้าที่บุกรุกเข้ามาเป็นการปกป้องทรัพย์สินได้ในระดับหนึ่ง
3. หมาที่มีสายพันธุ์ดี และได้รับการฝึกฝนจะช่วยคนทำหน้าที่ตรวจหายาเสพติด และอาวุธ หรือแม้กระทั่งทำหน้าที่ช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตจากอาคารถล่ม รวมไปถึงทำหน้าที่นำทางคนพิการทางสายตาได้ด้วย และหมาประเภทสวยงามยังเป็นสัตว์เลี้ยงแสดงสถานะทางสังคมของคนที่ร่ำรวยบางคน ในทำนองเดียวกับสิ่งมีค่าอย่างอื่น ก็มีให้เห็นอย่างดาษดื่นในสังคมวัตถุนิยม
ด้วยเหตุผล 3 ประการนี้ มนุษย์จึงมีความผูกพันกับหมาในฐานะเป็นสัตว์เลี้ยงประจำครอบครัวของคนที่รักสัตว์ในหลายๆ ประเทศ ยกเว้นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งมีข้อห้ามเกี่ยวกับสุนัข
ถึงแม้ว่าผู้คนในสังคมไทยจะนิยมเลี้ยงหมาด้วยมุมมองในแง่บวก 3 ประการดังกล่าวแล้ว แต่สังคมไทยก็มีมุมมองในแง่ลบเกี่ยวกับหมาเช่นกัน จะเห็นได้จากคำเปรียบเปรยคนที่พูดจาไม่สุภาพ และพูดพล่อยๆ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นว่าเป็นประเภทปากหมา คือเห่าไม่เลือก และคำพังเพยที่ว่า สุนัขกัดอย่ากัดตอบ ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยกับคนที่มีความเลวทรามต่ำช้า ไม่ควรที่จะต่อปากต่อคำด้วย และเกี่ยวกับคำพังเพยนี้ ผู้เขียนเคยเขียนบทกวีในรูปแบบของอรรถกวีออกเผยแพร่ทางวิทยุยานเกราะ 890 เมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว โดยใช้นามปากกา ส. วงศานุรักษ์ ว่า
สุวานวิ่งวนเวียน เพียรตามติด
กระชั้นชิดแล่นไล่ ไม่ห่างเหิน
ปากเห่าหอนโหยหวน ชวนกลัวเกิน
โปรดได้เมิน จงอย่ามอง จ้องดูมัน
ในขณะที่คนส่วนหนึ่งเลี้ยงหมา ด้วยเหตุผล 3 ประการดังกล่าวมาแล้ว ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งเลี้ยงหมาหรือลักขโมยหมาคนอื่น แล้วจับฆ่าเพื่อทำเป็นอาหาร เป็นเหตุให้มีขบวนการค้าหมาเกิดขึ้นดังที่ปรากฏเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมพาตำรวจไปสกัดจับรถบรรทุกหมา 4 คันจำนวน 2,000 ตัว และได้ผู้ต้องหา 3 ราย หนีรอดไป 2 ราย ดังที่ทราบกันไปแล้วจากข่าวหนังสือพิมพ์
อะไรคือสาเหตุให้มีการลักลอบขนสุนัขเพื่อนำไปฆ่า และมีทางแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร
เพื่อให้ท่านผู้อ่านมองเห็นประเด็นแห่งปัญหาและแนวทางแก้ไข ผู้เขียนใคร่ขอให้ท่านผู้อ่านลองย้อนไปดูที่ต้นเหตุ คือการนิยมบริโภคเนื้อสุนัข ก็จะพบว่าผู้ที่นิยมบริโภคเนื้อสุนัขจะอยู่ในกลุ่มคนเวียดนาม ทั้งที่อยู่ในประเทศไทย และในประเทศเวียดนาม คนกลุ่มนี้เองคือกลุ่มเป้าหมายที่ขบวนการค้าสุนัขสนองด้วยการจับสุนัขส่งขาย ถ้าไม่มีคนกลุ่มนี้ขบวนการค้าสุนัขคงไม่เกิดขึ้น หรือถึงแม้มีคนกลุ่มนี้ แต่ถ้าคนกลุ่มนี้แก้ปัญหาความต้องการสุนัขด้วยการจัดเลี้ยงสุนัขเพื่อการบริโภค ในทำนองเดียวกับการเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่เพื่อนำมาเป็นอาหาร ก็คงไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกสะเทือนใจขึ้นแก่คนรักสุนัขที่ต้องเห็นการจับสุนัขขังกรงแคบๆ ยัดเยียดจนทำให้สุนัขป่วยและตายไป
ถึงแม้ตัวที่อยู่รอดก็อยู่ในสภาพหิวโซเป็นที่สมเพชเวทนาของคนรักสุนัขที่ได้พบเห็นภาพเช่นนี้ และสภาพปัญหาที่ว่านี้ถือได้ว่าเกิดขึ้นเพราะว่ามีความต้องการบริโภคเนื้อสุนัข จึงทำให้มีการจับสุนัขขายเพื่อสนองความต้องการเกิดขึ้น
ดังนั้น ถ้าจะมิให้เกิดปัญหานี้ นอกจากจะออกกฎหมายห้ามค้าสุนัขแล้ว ยังต้องเปิดโอกาสให้คนเลี้ยงสุนัขเพื่อการบริโภคได้ ในทำนองเดียวกับเลี้ยงหมูหรือเป็ดไก่เพื่อการค้าแปรรูปเป็นอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มคนกินเนื้อสุนัข จะต้องเลี้ยงเองฆ่าเอง ไม่ควรปล่อยให้มีการรับซื้อหรือแลกเปลี่ยนสุนัขกับสิ่งของอย่างอื่น รวมถึงการจับสุนัขจรจัดหรือสุนัขมีเจ้าของไปขายดังที่เป็นอยู่ เพราะนั่นคือการทำร้ายน้ำใจคนรักหมา และอยากเห็นหมาเป็นสัตว์เลี้ยง เป็นเพื่อน เลี้ยงเป็นสัตว์สวยงามประดับบารมีของคนมีเงินมากกว่าที่จะเห็นพวกมันถูกจับไปฆ่าเพื่อเอาเนื้อมากิน
อีกประการหนึ่ง ประเทศไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และเนื้อต้องห้ามมิให้พระภิกษุฉัน 10 ประการก็มีเนื้อหมารวมอยู่ด้วย ดังนั้นก็ไม่ควรกินเนื้อหมาอันเป็นเนื้อต้องห้าม แต่จะถึงกับออกกฎหมายห้ามกินเนื้อหมาด้วยหรือไม่นั้น ในขั้นนี้ผู้เขียนเห็นว่ายังไม่จำเป็น เพราะนอกจากเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชนแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่แก้ไขปัญหานี้ได้อยู่ เป็นต้นว่า ประชาสัมพันธ์ให้เห็นคุณเห็นโทษ เห็นประโยชน์ของการกินเนื้อหมาว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าเนื้ออย่างอื่นซึ่งมีขายทั่วไปอยู่แล้ว ทั้งไม่ทำลายความรู้สึกคนที่รักสุนัขด้วย
อย่างไรก็ตาม เรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ไม่ควรจบลงแค่จับผู้กระทำผิดมาลงโทษทางกฎหมายเท่านั้น แต่ควรจะได้ทำการศึกษาหาวิธีแก้ไข และป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้อย่างเด็ดขาด ทั้งจะต้องคำนึงถึงว่าผู้ต้องการกินเนื้อหมามีโอกาสได้กินแต่จะต้องอยู่ภายใต้ข้อกฎหมายพิเศษ คือ อนุญาตให้ผู้ต้องการกินเนื้อหมาเลี้ยงหมาเพื่อการค้าภายในกลุ่มพวกเขาได้ โดยที่ไม่กระทบความรู้สึกในทางลบของคนนอกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรักสุนัข ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2554
สาวกชาเขียวทั้งหลายรู้หรือไม่ว่า
สาวกชาเขียวทั้งหลายรู้หรือไม่ว่า การดื่มชาเขียวนอกจากจะช่วยลดความอยากอาหาร ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้แล้ว ชาเขียวยังช่วยให้ผิวสดใสขึ้นด้วย
จาก SMS FarmerInfo by DTAC - 14 ส.ค.2554- 13.12 น.
จาก SMS FarmerInfo by DTAC - 14 ส.ค.2554- 13.12 น.
อาหารสดแช่แข็งก่อนให้ปลาสวยงามกิน
อาหารสดแช่แข็งก่อนให้ปลาสวยงามกินให้ละลายน้ำก่อนสักครึ่งชั่วโมง ถ้าให้ปลากินแบบเย็น จะทำให้ปลาเครียดหรือป่วยได้เพราะปรับตัวไม่ทัน
จาก SMS FarmerInfo by DTAC - 11 ส.ค.2554- 13.12 น.
จาก SMS FarmerInfo by DTAC - 11 ส.ค.2554- 13.12 น.
อาหารสดที่ให้ปลาสวยงามกินถ้าเหลือ
อาหารสดที่ให้ปลาสวยงามกินถ้าเหลือ ทำให้สะเด็ดน้ำแล้วใส่ถุงเก็บเข้าช่องแช่แข็งในตู้เย็น เป็นวิธีการถนอมอาหารที่ทำให้เก็บไว้ให้กินได้
จาก SMS FarmerInfo by DTAC - 13 ส.ค.2554- 13.12 น.
จาก SMS FarmerInfo by DTAC - 13 ส.ค.2554- 13.12 น.
วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ก่อนให้อาหารกบ
ก่อนให้อาหารกบควรเปลี่ยนถ่ายน้ำให้เสร็จก่อนป้องกันกบกระโดดจนจุกและตาย ช่วยให้กบสดชื่น กินอาหารในที่สะอาด ลดอาการของโรคท้องอืดได้ด้วย
จาก SMS FarmerInfo by DTAC - 16 ส.ค.2554 - 11.07 น.
จาก SMS FarmerInfo by DTAC - 16 ส.ค.2554 - 11.07 น.
ก่อนการลำเลียงขนย้ายลูกปลา
ก่อนการลำเลียงขนย้ายลูกปลาต้องงดอาหาร 24 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารในกระเพาะอาหารถูกใช้จนหมด ป้องกันลูกปลาขับถ่ายของเสียในขณะลำเลียง
จาก SMS FarmerInfo by DTAC - 18 ส.ค.2554 - 11.08 น.
จาก SMS FarmerInfo by DTAC - 18 ส.ค.2554 - 11.08 น.
การอาบน้ำสุนัขด้วยแชมพู
การอาบน้ำสุนัขด้วยแชมพู ควรอาบทุก 1-2 สัปดาห์ก็พอ ถ้าอาบน้ำบ่อยเกินไปมีผลทำให้ผิวและเส้นขนแห้ง ขาดความเงางาม
จาก SMS FarmerInfo by DTAC - 20 ส.ค.2554 - 13.05 น.
จาก SMS FarmerInfo by DTAC - 20 ส.ค.2554 - 13.05 น.
ถ้าคุณยังมี ตา อยู่
ถ้าคุณยังมี "ตา" อยู่....อย่าลังเลที่จะดูแล
1. ปรับช่องแอร์ในรถให้ต่ำลง อย่าให้ลมเย็นพ่นเข้าตาโดยตรง เพราะลมเย็นพวกนี้จะเป็นสาเหตุให้ตาแห้ง ถ้าปล่อยไว้นานๆ กระจกตาก็อาจจะถลอกจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังได้
2. บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ดีต่อสายตามากๆ และหาซื้อได้ไม่ยากเลย แค่ซื้อแยมบลูเบอร์รี่มาทาขนมปังทาน คุณก็จะได้รับสารอาหารแอนโธไซยาโนไซด์ ซึ่งช่วยบำรุงสายตาแล้ว
3. อย่ามองข้ามมันเทศ ของดีราคาย่อมเยาที่พ่อค้าเขาเดินขาย วิตามินในมันเทศจะช่วยปรับสายตาของคุณให้เห็นได้ชัดในที่มืด
4. เวลาทำกับข้าวอย่าลืมใส่หัวหอมแดงลงไปด้วย เพื่อให้สารต้านอนุมูลอิสระเคอร์ซิทินในหอมแดงจะช่วยป้องกันต้อหินให้คุณ
5. อย่าขี้เกียจเดิน เพราะผลการวิจัยบอกว่าเดินอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้งจะช่วยลดความดันในกระบอกตา ทำให้สายตาเป็นปกติ
6. กินปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดโอเมก้า-3 ที่จำเป็นสำหรับบำรุงสายตา
7. ลดขนมหวานๆ และอาหารมันจัด อาหารพวกนี้เกิดมาเพื่อเป็นศัตรูกับสุขภาพ รวมทั้งสายตาของคุณด้วย
8. ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมใส่แว่นกันแดดเสมอ เพื่อป้องกันทั้งลม แดด ฝุ่นละออง และเชื้อโรค ที่จะแท็คทีมกันมาทำร้ายสายตาที่รักของเรา
9. ตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำทุกเดือน ความดันที่ผิดปกติมีผลโดยตรงต่อสายตามาก จึงไม่ควรมองข้ามการวัดความดัน ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลจะได้รักษาได้ทันท่วงที
10. สวมหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดดอย่างเดียวอาจจะสู้กับแดดแรงมหาร้อนอย่างบ้านเราไม่ไหว หมวกปีกกว้างจึงเป็นอุปกรณ์เสริมอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ เพื่อป้องกันรังสียูวีที่อาจจะเล็ดลอดเข้ามาทางด้านบนของแว่นกันแดด
11. อย่าละเลยการทำความสะอาดดวงตาด้วยน้ำยาล้างเครื่องสำอางค์ทุกคืน เพื่อป้องกันไม่ให้มาสคาร่าที่อาจจะเหลือตกค้างอยู่เข้าไปหมักหมมอยู่ในดวงตาจนเกิดการติดเชื้อ
12. กินผักใบเขียวเป็นประจำทุกวัน ผักใบเขียวเป็นแหล่งรวมของสารลูเทอินและซีอาแซนธินที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจกและยิ่งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในกระบอกตาได้ด้วย (คนที่เกลียดผักคงต้องพยายามหน่อยน่ะ)
13. ผักบีตสดๆเป็นของขวัญชั้นดีที่จะมอบให้ดวงตาของตัวเองได้ ผักชนิดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยปกป้องหลอดเลือดในกระบอกตา ทำให้ตาคุณมีเลือดไปเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ ทำให้ตาคุณสวยและใส
14. เลิกทานอาหารที่เค็มจัด เพราะคนที่ติดรสเค็มจะมีโอกาสเป็นโรคต้อกระจกมากกว่าคนที่ชอบอาหารรสจืด
15. หมั่นซักผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัวบ่อยๆ เพื่อให้ผ้าส่วนตัวของคุณสะอาด ปราศจากเชื้อโรค ทีสำคัญไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับใคร เพราะในผ้าพวกนั้นอาจจะมีเชื้อโรคตาแดงซ่อนอยู่
16. น้ำหอมกลิ่นมะลิ วนิลา หรือเปปเปอร์มินต์ มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นระบบลิมบิกในสมอง ซึ่งจะไปกระตุ้นเซลล์รูปแท่งในจอตาอีกต่อหนึ่ง ทำให้คุณมองเห็นในที่มืดได้ชัดขึ้น แค่หยดน้ำหอมกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งไว้ที่แขนเสื้อ ก็จะมีสายตาดีขึ้นได้แล้ว ว้าว!! ง่ายจัง
17. อย่าเพ่งมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินไป แม้การอ่านหนังสือก็ควรถอนสายตามองออกไปที่ไกลๆทุกๆ 30 นาที เพื่อพักสายตาไม่ให้เพลียหรือล้าถาวร
18.กินผักโขมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผักชนิดนี้มีสารลูเทอิน ซึ่งจะช่วยป้องกันต้อกระจกและภาวะศูนย์กลางประสาท
19. เปลี่ยนมาสคาร่าขวดใหม่ทุกๆ 3 เดือน ทุกครั้งที่มาสคาร่าสัมผัสตาคุณ จะต้องมีความสกปรกเล็กๆน้อยๆ ติดมาด้วย เมื่อมาหมักหมมปนกันนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป มาสคาร่าขวดโปรดของคุณก็จะกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคไปโดยปริยาย
1. ปรับช่องแอร์ในรถให้ต่ำลง อย่าให้ลมเย็นพ่นเข้าตาโดยตรง เพราะลมเย็นพวกนี้จะเป็นสาเหตุให้ตาแห้ง ถ้าปล่อยไว้นานๆ กระจกตาก็อาจจะถลอกจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังได้
2. บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ดีต่อสายตามากๆ และหาซื้อได้ไม่ยากเลย แค่ซื้อแยมบลูเบอร์รี่มาทาขนมปังทาน คุณก็จะได้รับสารอาหารแอนโธไซยาโนไซด์ ซึ่งช่วยบำรุงสายตาแล้ว
3. อย่ามองข้ามมันเทศ ของดีราคาย่อมเยาที่พ่อค้าเขาเดินขาย วิตามินในมันเทศจะช่วยปรับสายตาของคุณให้เห็นได้ชัดในที่มืด
4. เวลาทำกับข้าวอย่าลืมใส่หัวหอมแดงลงไปด้วย เพื่อให้สารต้านอนุมูลอิสระเคอร์ซิทินในหอมแดงจะช่วยป้องกันต้อหินให้คุณ
5. อย่าขี้เกียจเดิน เพราะผลการวิจัยบอกว่าเดินอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้งจะช่วยลดความดันในกระบอกตา ทำให้สายตาเป็นปกติ
6. กินปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดโอเมก้า-3 ที่จำเป็นสำหรับบำรุงสายตา
7. ลดขนมหวานๆ และอาหารมันจัด อาหารพวกนี้เกิดมาเพื่อเป็นศัตรูกับสุขภาพ รวมทั้งสายตาของคุณด้วย
8. ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมใส่แว่นกันแดดเสมอ เพื่อป้องกันทั้งลม แดด ฝุ่นละออง และเชื้อโรค ที่จะแท็คทีมกันมาทำร้ายสายตาที่รักของเรา
9. ตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำทุกเดือน ความดันที่ผิดปกติมีผลโดยตรงต่อสายตามาก จึงไม่ควรมองข้ามการวัดความดัน ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลจะได้รักษาได้ทันท่วงที
10. สวมหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดดอย่างเดียวอาจจะสู้กับแดดแรงมหาร้อนอย่างบ้านเราไม่ไหว หมวกปีกกว้างจึงเป็นอุปกรณ์เสริมอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ เพื่อป้องกันรังสียูวีที่อาจจะเล็ดลอดเข้ามาทางด้านบนของแว่นกันแดด
11. อย่าละเลยการทำความสะอาดดวงตาด้วยน้ำยาล้างเครื่องสำอางค์ทุกคืน เพื่อป้องกันไม่ให้มาสคาร่าที่อาจจะเหลือตกค้างอยู่เข้าไปหมักหมมอยู่ในดวงตาจนเกิดการติดเชื้อ
12. กินผักใบเขียวเป็นประจำทุกวัน ผักใบเขียวเป็นแหล่งรวมของสารลูเทอินและซีอาแซนธินที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจกและยิ่งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในกระบอกตาได้ด้วย (คนที่เกลียดผักคงต้องพยายามหน่อยน่ะ)
13. ผักบีตสดๆเป็นของขวัญชั้นดีที่จะมอบให้ดวงตาของตัวเองได้ ผักชนิดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยปกป้องหลอดเลือดในกระบอกตา ทำให้ตาคุณมีเลือดไปเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ ทำให้ตาคุณสวยและใส
14. เลิกทานอาหารที่เค็มจัด เพราะคนที่ติดรสเค็มจะมีโอกาสเป็นโรคต้อกระจกมากกว่าคนที่ชอบอาหารรสจืด
15. หมั่นซักผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัวบ่อยๆ เพื่อให้ผ้าส่วนตัวของคุณสะอาด ปราศจากเชื้อโรค ทีสำคัญไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับใคร เพราะในผ้าพวกนั้นอาจจะมีเชื้อโรคตาแดงซ่อนอยู่
16. น้ำหอมกลิ่นมะลิ วนิลา หรือเปปเปอร์มินต์ มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นระบบลิมบิกในสมอง ซึ่งจะไปกระตุ้นเซลล์รูปแท่งในจอตาอีกต่อหนึ่ง ทำให้คุณมองเห็นในที่มืดได้ชัดขึ้น แค่หยดน้ำหอมกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งไว้ที่แขนเสื้อ ก็จะมีสายตาดีขึ้นได้แล้ว ว้าว!! ง่ายจัง
17. อย่าเพ่งมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินไป แม้การอ่านหนังสือก็ควรถอนสายตามองออกไปที่ไกลๆทุกๆ 30 นาที เพื่อพักสายตาไม่ให้เพลียหรือล้าถาวร
18.กินผักโขมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผักชนิดนี้มีสารลูเทอิน ซึ่งจะช่วยป้องกันต้อกระจกและภาวะศูนย์กลางประสาท
19. เปลี่ยนมาสคาร่าขวดใหม่ทุกๆ 3 เดือน ทุกครั้งที่มาสคาร่าสัมผัสตาคุณ จะต้องมีความสกปรกเล็กๆน้อยๆ ติดมาด้วย เมื่อมาหมักหมมปนกันนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป มาสคาร่าขวดโปรดของคุณก็จะกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคไปโดยปริยาย
เดินด้วยใจ โดย พระไพศาล วิสาโล
เดินด้วยใจ โดย พระไพศาล วิสาโล
เวลาเดินไปไหนมาไหนคนส่วนใหญ่มักคิดแต่เพียงเดินให้ถึงจุดหมาย
แต่การเดินมีประโยชน์มากกว่านั้น
หลายคนรู้ดีว่าการเดินช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
แต่น้อยคนที่จะตระหนักว่าการเดินนั้นมีผลดีต่อจิตใจด้วย
ไม่ใช่แค่ฝึกความอดทนเท่านั้น
หากยังช่วยให้ใจสงบ ผ่อนคลาย และตื่นรู้อยู่เสมอ
การเดินโดยมุ่งเพียงแค่ไปไห้ถึง
ทำให้เราเป็นทุกข์ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อจุดหมายปลายทางยังอยู่อีกไกล
ยิ่งคิดว่าเมื่อไรจะถึง ๆ ก็ยิ่งเครียดและหงุดหงิด
ทั้ง ๆที่กายยังไหว แต่ใจกลับเพลียเสียแล้ว
อันที่จริงเราไม่จำเป็นต้องทุกข์ขนาดนั้นเลยก็ได้
หากวางใจให้เป็น เช่น น้อมจิตมาอยู่กับทุกย่างก้าว
ให้มีความรู้สึกตัวกับการเดินแต่ละก้าว
บางครั้งใจเผลอไปที่อื่น ระลึกได้เมื่อไร ก็พาใจกลับมาอยู่กับการเดิน
ให้กายกับใจร่วมเดินไปด้วยกัน
อย่าปล่อยให้กายอยู่ตรงนี้ แต่ใจไปรออยู่ข้างหน้าแล้ว
ใจที่เฝ้าแต่จะถึงจุดหมายไวๆ มีแต่จะนำความทุกข์มาให้โดยไม่จำเป็น
เมื่อใจอยู่กับกายทุกย่างก้าวอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ตัวจะยังไม่ถึงจุดหมาย
แต่ใจกลับ “ถึง”ทุกขณะ นั่นคือเข้าถึงความสงบเย็นและผ่อนคลาย
เพราะเมื่อจิตไม่วอกแวก หรือชะเง้อมองจุดหมาย
ก็ย่อมไม่ถูกเผาลนด้วยความอยากจะไปให้ถึงไว ๆ
ขณะเดียวกันการหมั่นรู้ทันความนึกคิดปรุงแต่ง
(รวมทั้งความอยากจะถึงที่หมายไว ๆ)
ก็ช่วยฝึกสติหรือความระลึกได้ให้ทำงานได้รวดเร็วฉับไว
ทำให้จิตมีความรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง
ทุกวันนี้เราเดินด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมน้อยมาก
เพราะใจลอยเกือบตลอดเวลา หากไม่พะวงถึงจุดหมายปลายทาง
ก็มักนึกถึงเรื่องต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งวางแผนร้อยแปด
บางครั้งอากัปกิริยาจึงไม่ต่างจากคนเดินละเมอ
ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีสติอยู่กับการเดิน
คือใจรับรู้ความเคลื่อนไหวทุกย่างก้าว
เมื่อใดที่จิตเผลอออกไปนอกตัว พลัดไปอยู่กับเรื่องราวในอดีตหรืออนาคต
รู้ตัวเมื่อไร ก็พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันคือการเดิน
โดยไม่จำเป็นต้องเพ่งที่เท้า หรือบังคับจิตให้อยู่กับเท้า
ทำเช่นนี้บ่อย ๆ ความรู้สึกตัวจะเพิ่มขึ้น สติจะปราดเปรียวขึ้น
ทำให้เราไม่เผลอง่าย จะคิดหรือทำอะไร
ก็ทำด้วยใจที่เต็มร้อยและมีสมาธิมั่นคง
ไม่ว่าจะเดินไปปากซอย ขึ้นบันได หรือไปทำงาน
เป็นโอกาสดีสำหรับการบ่มเพาะสติ สร้างความรู้สึกตัว
ขอขอบคุณ คุณVeera เหลืองชมพูเหนือหัวชาวไทย จากเฟสบุ๊ค
เวลาเดินไปไหนมาไหนคนส่วนใหญ่มักคิดแต่เพียงเดินให้ถึงจุดหมาย
แต่การเดินมีประโยชน์มากกว่านั้น
หลายคนรู้ดีว่าการเดินช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
แต่น้อยคนที่จะตระหนักว่าการเดินนั้นมีผลดีต่อจิตใจด้วย
ไม่ใช่แค่ฝึกความอดทนเท่านั้น
หากยังช่วยให้ใจสงบ ผ่อนคลาย และตื่นรู้อยู่เสมอ
การเดินโดยมุ่งเพียงแค่ไปไห้ถึง
ทำให้เราเป็นทุกข์ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อจุดหมายปลายทางยังอยู่อีกไกล
ยิ่งคิดว่าเมื่อไรจะถึง ๆ ก็ยิ่งเครียดและหงุดหงิด
ทั้ง ๆที่กายยังไหว แต่ใจกลับเพลียเสียแล้ว
อันที่จริงเราไม่จำเป็นต้องทุกข์ขนาดนั้นเลยก็ได้
หากวางใจให้เป็น เช่น น้อมจิตมาอยู่กับทุกย่างก้าว
ให้มีความรู้สึกตัวกับการเดินแต่ละก้าว
บางครั้งใจเผลอไปที่อื่น ระลึกได้เมื่อไร ก็พาใจกลับมาอยู่กับการเดิน
ให้กายกับใจร่วมเดินไปด้วยกัน
อย่าปล่อยให้กายอยู่ตรงนี้ แต่ใจไปรออยู่ข้างหน้าแล้ว
ใจที่เฝ้าแต่จะถึงจุดหมายไวๆ มีแต่จะนำความทุกข์มาให้โดยไม่จำเป็น
เมื่อใจอยู่กับกายทุกย่างก้าวอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ตัวจะยังไม่ถึงจุดหมาย
แต่ใจกลับ “ถึง”ทุกขณะ นั่นคือเข้าถึงความสงบเย็นและผ่อนคลาย
เพราะเมื่อจิตไม่วอกแวก หรือชะเง้อมองจุดหมาย
ก็ย่อมไม่ถูกเผาลนด้วยความอยากจะไปให้ถึงไว ๆ
ขณะเดียวกันการหมั่นรู้ทันความนึกคิดปรุงแต่ง
(รวมทั้งความอยากจะถึงที่หมายไว ๆ)
ก็ช่วยฝึกสติหรือความระลึกได้ให้ทำงานได้รวดเร็วฉับไว
ทำให้จิตมีความรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง
ทุกวันนี้เราเดินด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมน้อยมาก
เพราะใจลอยเกือบตลอดเวลา หากไม่พะวงถึงจุดหมายปลายทาง
ก็มักนึกถึงเรื่องต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งวางแผนร้อยแปด
บางครั้งอากัปกิริยาจึงไม่ต่างจากคนเดินละเมอ
ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีสติอยู่กับการเดิน
คือใจรับรู้ความเคลื่อนไหวทุกย่างก้าว
เมื่อใดที่จิตเผลอออกไปนอกตัว พลัดไปอยู่กับเรื่องราวในอดีตหรืออนาคต
รู้ตัวเมื่อไร ก็พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันคือการเดิน
โดยไม่จำเป็นต้องเพ่งที่เท้า หรือบังคับจิตให้อยู่กับเท้า
ทำเช่นนี้บ่อย ๆ ความรู้สึกตัวจะเพิ่มขึ้น สติจะปราดเปรียวขึ้น
ทำให้เราไม่เผลอง่าย จะคิดหรือทำอะไร
ก็ทำด้วยใจที่เต็มร้อยและมีสมาธิมั่นคง
ไม่ว่าจะเดินไปปากซอย ขึ้นบันได หรือไปทำงาน
เป็นโอกาสดีสำหรับการบ่มเพาะสติ สร้างความรู้สึกตัว
ขอขอบคุณ คุณVeera เหลืองชมพูเหนือหัวชาวไทย จากเฟสบุ๊ค
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)