โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
พิษณุโลก – พันธมิตรฯพิจิตร ระดมทุนจัดซื้อเสาวิทยุมาตรฐาน สานต่อแนวคิด “สนธิ ลิ้มทองกุล”ที่เตรียมจัดส่งเครื่องส่ง FM พร้อมบันทึกรายนามผู้บริจาคก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนพันธมิตรฯแห่งแรกของเมือง ชาละวันให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ ขณะที่ “เจ๊ศรี” เปิดหน้าร้านทองขายข้าว ASTV หาเงินสมทบทุนตั้งวิทยุช่วยอีกทาง
นางชนกวรรณ บุญรักษา (เจ๊ศรี) แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพิจิตร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนของจังหวัดพิจิตร ว่า ล่าสุดได้จัดหาพื้นที่เรียบร้อยแล้วอยู่ใจกลางเมืองพิจิตรบริเวณพื้นที่ว่าง ร้านอิ่มเอม และกำลังรอเครื่องส่งระบบ FM กำลังส่งรอบทิศทาง 30 กิโลเมตร มูลค่า 120,000 บาทจากASTVไปติดตั้ง
พร้อมกันนี้ได้ระดมทุนจากบรรดาพันธมิตรฯในจังหวัดพิจิตรได้แล้ว จาก ณ วันนี้มียอดเงินบริจาคอยู่ในบัญชีที่ ธนาคาร ออมสินจำนวน 73,000 บาท เพื่อซื้อเสามาตรฐานของวิทยุ ความสูง 30-45 เมตรไว้รองรับคลื่น FM แรงสูง 700 วัตต์ แต่ก็ยังต้องการระดมทุนเพิ่มเติมอยู่อีกจำนวนหนึ่ง
รายนามผู้บริจาคล้วนเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัด พิจิตร จะถูกบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์คนรุ่นหลังว่า เป็นผู้ก่อตั้ง สร้างสถานีวิทยุชุมชน ASTV ของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” แม้ว่าจะช่วยบริจาคสนับสนุนเพียงไม่กี่บาทก็ตาม โดยสามารถโอนผ่านบัญชี “เครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดพิจิตร” ธนาคารออมสิน สาขาราชรถ 04-3105-20-033059-2 เข้าบัญชี นพ.สุเทพ สินกิติยานนท์-อ.สมบัติ กาจรักพงษ์-นางนรดา พัชรจตุรพร ซึ่งบุคคลทั้ง 3 เป็นผู้มีสิทธิ์เบิกจ่ายเงินในการบริหารสถานีวิทยุชุมชนในอนาคต และเป็นพันธมิตรฯตัวจริง
“อยากให้คนพันธมิตรฯพิจิตร สามัคคีกันและอยากให้สถานีวิทยุชุมชนแห่งใหม่นี้ เป็นของคนพิจิตรทุกคน ด้วยการบริจาคเงินเล็กๆน้อยๆ เพื่อซื้อเสาวิทยุมาตรฐาน สืบต่อปณิธานของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่อุตส่าห์จัดหาเครื่องวิทยุตัวละแสนกว่าบาทมาให้ อย่าให้ความตั้งใจของASTVต้องจางหาย พันธมิตรฯพิจิตรจะต้องช่วยกันขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชน เท่ากับเชื่อมต่อแนวคิดของคุณสนธิ ต่อไป”
เจ๊ศรี ยังฝากบอกอีกว่า เชิญชวนบรรดาเหล่าพันธมิตรฯพิจิตรสามารถซื้อหาข้าวตรามือของ ASTV ได้แล้วที่ห้างเพชรทองพรส่งศรี เพื่อเป็นทุนสนับสนุนการก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนของจังหวัดพิจิตร
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048776
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
พันธมิตรฯปลื้มทอดผ้าป่าสร้างศูนย์พัฒนาเด็กที่อ.ภูกระดึง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
ศูนย์ข่าวขอนแก่น-พี่น้องพันธมิตรฯ สุดปลื้ม หลังร่วมกิจกรรมทอดผ้าป่าการกุศล สร้างศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ที่อ.ภูกระดึง จ.เลย ระบุได้ปัจจัยกว่า 70,000 บาท เดินหน้าปรับปรุงพื้นที่แล้ว ชี้เกิดประโยชน์มหาศาล เบื้องต้นเด็กก่อนวัยเรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขณะที่ชาวบ้านที่เคยหลงลมปากนักการเมืองน้ำเน่า มองพันธมิตรฯในแง่ดีและเป็นมิตร
เมื่อเร็วๆนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากหลายจังหวัดประกอบด้วย พันธมิตรฯ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น พันธมิตรฯจ.ชลบุรี พันธมิตรฯกรุงเทพฯ พันธมิตรฯ จ.ขอนแก่น และพันธมิตร จ.เลย ร่วมกันจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ จัดทอดผ้าป่าการกุศล เพื่อซ่อมแซมและพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ที่วัดเวฬุวัน ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย โดยมีพี่น้องพันธมิตรฯจากหลายจังหวัดเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง
นาย ชัยวัฒน์ ฟังธรรมมงคล ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าการกุศล เพื่อซ่อมแซมและพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาโก ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดเวฬุวัน บ้านนาโก ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย ให้มีสภาพเหมาะสมต่อการจัดการเรียนการสอนกับเด็กก่อนวัยเรียนในหมู่บ้านนาโก และบ้านน้ำพอง ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึงนั้น ปรากฎว่าได้รับการตอบรับพี่น้องพันธมิตรฯที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมกัน อย่างคับคั่ง
บรรยากาศโดยทั่วไปภายในกิจกรรมดังกล่าว ค่อนข้างอบอุ่น เพราะมีพี่น้องพันธมิตรฯ จากจังหวัดขอนแก่น ชลบุรี กรุงเทพฯ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น และพี่น้องพันธมิตรจากจังหวัดเลย นำต้นผ้าป่าจากพี่น้องพันธมิตรแต่ละแห่งมาทอดผ้าป่า ทั้งพันธมิตรฯบางจังหวัดนำขนม สมุด ดินสอ อุปกรณ์การเรียน มาแจกฟรีให้กับเด็กๆภายในชุมชน สร้างความยินดีให้กับเด็กและผู้ปกครอง ขณะที่ชุมชนได้จัดอาหาร เครื่องดื่มต้อนรับพี่น้องพันธมิตรฯเช่นกัน
ทั้งนี้สภาพศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนบ้านนาโก ตั้งอยู่ภายในวัดเวฬุวัน มีสภาพที่แออัด ตั้งอยู่ภายในวัดเวฬุวัน โดยอาศัยพื้นที่ใต้กุฎีพระ 4 หลัง เป็นสถานที่เลี้ยงดูเด็กก่อนวัยเรียน ทั้งมีสภาพที่คับแคบ ไม่มีฝาผนัง เมื่อฝนตก เด็กๆจะถูกน้ำฝนสาด ที่สำคัญจำนวนเด็กก่อนวัยเรียนที่ผู้ปกครองจากบ้านนาโก และบ้านน้ำพอง ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง นำมาฝากไว้ที่ศูนย์มีมากกว่า 50-60 คน สภาพจึงแออัด จำเป็นต้องพัฒนาให้มีสภาพที่เหมาะสม ถูกสุขอนามัย ต่อการเลี้ยงดูเด็กก่อนวัยเรียน
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ผล การจัดทอดผ้าป่าดังกล่าว ได้ปัจจัยรวมแล้วกว่า 70,000 บาท แม้ว่าจะไม่เพียงพอ ซึ่งต้องใช้งบประมาณรวมกว่า 133,200 บาท โดยจะมีการประสานกับองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านศรีฐาน ในฐานะหน่วยงานรัฐในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ช่วยจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในการปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนดัง กล่าว
ส่วนการปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน วัดเวฬุวัน จะพัฒนาให้มีสภาพที่เหมาะสม โดยยกระดับกุฎีให้สูงขึ้น และสร้างกำแพงล้อมรอบ มีทางระบายน้ำ พร้อมห้องสุขา สะดวกต่อการจัดการดูแลความปลอดภัยให้กับเด็กภายในศูนย์ โดยจะเริ่มพัฒนาได้ทันที และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง จะมีการติดตามงานปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ผล จากการจัดกิจกรรมดังกล่าว ถือเป็นกิจกรรมร่วมของพี่น้องพันธมิตรหลายจังหวัด และเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม สร้างปัญญาให้เยาวชนบ้านนาโก บ้านน้ำพอง ได้ปูพื้นฐานการศึกษาก่อนเข้าสู่การศึกษาในระบบ มีคุณภาพชีวิตทัดเทียมกับเยาวชนในเขตเมือง สร้างประชากรให้มีคุณภาพเป็นกำลังสำคัญพัฒนาประเทศในอนาคต
ที่สำคัญอ.ภูกระดึง เป็นพื้นที่เลือกตั้งของกลุ่มนักการเมืองที่ยึดมั่นกับการเมืองเก่า ประชาชนส่วนใหญ่มีทัศนคติไม่ดีกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ แต่การจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าครั้งนี้ ได้ทำให้ประชาชนในเขต อ.ภูกระดึง เข้าใจถึงเจตนาดีของพี่น้องพันธมิตรฯทั้งประเทศ มองพันธมิตรในแง่ดี ไม่ใช่เป็นกลุ่มที่สร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048605
ศูนย์ข่าวขอนแก่น-พี่น้องพันธมิตรฯ สุดปลื้ม หลังร่วมกิจกรรมทอดผ้าป่าการกุศล สร้างศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ที่อ.ภูกระดึง จ.เลย ระบุได้ปัจจัยกว่า 70,000 บาท เดินหน้าปรับปรุงพื้นที่แล้ว ชี้เกิดประโยชน์มหาศาล เบื้องต้นเด็กก่อนวัยเรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขณะที่ชาวบ้านที่เคยหลงลมปากนักการเมืองน้ำเน่า มองพันธมิตรฯในแง่ดีและเป็นมิตร
เมื่อเร็วๆนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากหลายจังหวัดประกอบด้วย พันธมิตรฯ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น พันธมิตรฯจ.ชลบุรี พันธมิตรฯกรุงเทพฯ พันธมิตรฯ จ.ขอนแก่น และพันธมิตร จ.เลย ร่วมกันจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ จัดทอดผ้าป่าการกุศล เพื่อซ่อมแซมและพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ที่วัดเวฬุวัน ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย โดยมีพี่น้องพันธมิตรฯจากหลายจังหวัดเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง
นาย ชัยวัฒน์ ฟังธรรมมงคล ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าการกุศล เพื่อซ่อมแซมและพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาโก ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดเวฬุวัน บ้านนาโก ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย ให้มีสภาพเหมาะสมต่อการจัดการเรียนการสอนกับเด็กก่อนวัยเรียนในหมู่บ้านนาโก และบ้านน้ำพอง ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึงนั้น ปรากฎว่าได้รับการตอบรับพี่น้องพันธมิตรฯที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมกัน อย่างคับคั่ง
บรรยากาศโดยทั่วไปภายในกิจกรรมดังกล่าว ค่อนข้างอบอุ่น เพราะมีพี่น้องพันธมิตรฯ จากจังหวัดขอนแก่น ชลบุรี กรุงเทพฯ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น และพี่น้องพันธมิตรจากจังหวัดเลย นำต้นผ้าป่าจากพี่น้องพันธมิตรแต่ละแห่งมาทอดผ้าป่า ทั้งพันธมิตรฯบางจังหวัดนำขนม สมุด ดินสอ อุปกรณ์การเรียน มาแจกฟรีให้กับเด็กๆภายในชุมชน สร้างความยินดีให้กับเด็กและผู้ปกครอง ขณะที่ชุมชนได้จัดอาหาร เครื่องดื่มต้อนรับพี่น้องพันธมิตรฯเช่นกัน
ทั้งนี้สภาพศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนบ้านนาโก ตั้งอยู่ภายในวัดเวฬุวัน มีสภาพที่แออัด ตั้งอยู่ภายในวัดเวฬุวัน โดยอาศัยพื้นที่ใต้กุฎีพระ 4 หลัง เป็นสถานที่เลี้ยงดูเด็กก่อนวัยเรียน ทั้งมีสภาพที่คับแคบ ไม่มีฝาผนัง เมื่อฝนตก เด็กๆจะถูกน้ำฝนสาด ที่สำคัญจำนวนเด็กก่อนวัยเรียนที่ผู้ปกครองจากบ้านนาโก และบ้านน้ำพอง ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง นำมาฝากไว้ที่ศูนย์มีมากกว่า 50-60 คน สภาพจึงแออัด จำเป็นต้องพัฒนาให้มีสภาพที่เหมาะสม ถูกสุขอนามัย ต่อการเลี้ยงดูเด็กก่อนวัยเรียน
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ผล การจัดทอดผ้าป่าดังกล่าว ได้ปัจจัยรวมแล้วกว่า 70,000 บาท แม้ว่าจะไม่เพียงพอ ซึ่งต้องใช้งบประมาณรวมกว่า 133,200 บาท โดยจะมีการประสานกับองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านศรีฐาน ในฐานะหน่วยงานรัฐในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ช่วยจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในการปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนดัง กล่าว
ส่วนการปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน วัดเวฬุวัน จะพัฒนาให้มีสภาพที่เหมาะสม โดยยกระดับกุฎีให้สูงขึ้น และสร้างกำแพงล้อมรอบ มีทางระบายน้ำ พร้อมห้องสุขา สะดวกต่อการจัดการดูแลความปลอดภัยให้กับเด็กภายในศูนย์ โดยจะเริ่มพัฒนาได้ทันที และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง จะมีการติดตามงานปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ผล จากการจัดกิจกรรมดังกล่าว ถือเป็นกิจกรรมร่วมของพี่น้องพันธมิตรหลายจังหวัด และเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม สร้างปัญญาให้เยาวชนบ้านนาโก บ้านน้ำพอง ได้ปูพื้นฐานการศึกษาก่อนเข้าสู่การศึกษาในระบบ มีคุณภาพชีวิตทัดเทียมกับเยาวชนในเขตเมือง สร้างประชากรให้มีคุณภาพเป็นกำลังสำคัญพัฒนาประเทศในอนาคต
ที่สำคัญอ.ภูกระดึง เป็นพื้นที่เลือกตั้งของกลุ่มนักการเมืองที่ยึดมั่นกับการเมืองเก่า ประชาชนส่วนใหญ่มีทัศนคติไม่ดีกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ แต่การจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าครั้งนี้ ได้ทำให้ประชาชนในเขต อ.ภูกระดึง เข้าใจถึงเจตนาดีของพี่น้องพันธมิตรฯทั้งประเทศ มองพันธมิตรในแง่ดี ไม่ใช่เป็นกลุ่มที่สร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048605
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
“เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
“เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค”
ททท. จัดงาน “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค” ชูเอกลักษณ์โดดเด่นแต่ละพื้นที่ กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ โดยจะจัดกิจกรรมหมุนเวียนกันไปในเมืองหลักๆใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ
(การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)ททท. จัดกิจกรรมในโครงการ “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค” (5 Region Thai Travel FestX โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับตลาดในประเทศ (Event Marketing) ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย และกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภูมิภาคในพื้นที่จัดงานและเกิดการหมุน เวียนทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวม ถึงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว ในรูปแบบการจัดกิจกรรมพิเศษขนาดใหญ่ที่มีจุดขายที่น่าสนใจ และสามารถนำไปสู่การเสนอขายแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญยังเป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาลในการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นตลาด การท่องเที่ยวในประเทศ ปี 2552 ให้เพิ่มมากขึ้น ตามแคมเปญ “เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก”
สำหรับกำหนดการจัดงานเทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค จะจัดหมุนเวียนกันไปใน 5 ภูมิภาคของประเทศไทย เริ่มจาก
ภาคตะวันออก งาน “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันตะวันออก” ในระหว่างวันที่ 1-3 พฤษภาคม 2552 ณ ชายหาดเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันแดนอีสาน” วันที่ 17-19 กรกฎาคม 2552 บริเวณทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
ภาค เหนือ “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันเมืองเหนือ” วันที่ 31 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม 2552 ณ บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก
ภาคใต้ “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันเมืองใต้” วันที่ 21 - 23 สิงหาคม 2552 ณ บริเวณทุ่งท่าลาด จังหวัดนครศรีธรรมราช
และภาคกลาง “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันสวรรค์ภาคกลาง” วันที่ 18 - 20 กันยายน 2552 ณ บริเวณศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ภายในงานที่จะจัดขึ้นในแต่ละพื้นที่จะนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ที่โดด เด่นทางด้านวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต แหล่งท่องเที่ยว การสาธิตและจำหน่ายอาหารพื้นบ้าน สินค้าของที่ระลึกหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) สินค้าหัตถกรรมที่คงความเป็นเอกลักษณ์ทั้ง 76 จังหวัด การสาธิตและการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่น่าสนใจ การส่งเสริมการขาย(Consumer Fair) จากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเสนอขาย Package Tour ที่พักทั้ง 5 ภาค ในราคาพิเศษ ฯลฯ
ทั้งนี้ททท.คาดว่าการจัดงานครั้งนี้ จะช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมงานได้ร่วมสัมผัส และเลือกจับจ่ายสินค้าทางการท่องเที่ยวทั้งในภูมิภาคเดียวกันและภูมิภาคอื่น ๆ อันจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเชื่อมโยง ระหว่างกลุ่มจังหวัดและระหว่างภูมิภาค อันจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้และมีเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือในการจัดกิจกรรมร่วมกับหน่วย งานภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว สื่อมวลชน ผู้สนับสนุนการจัดงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
สำหรับพิธีเปิดงาน “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันตะวันออก” จะจัดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายชุมพล ศิลปอาชา) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ บริเวณชายหาดเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท. เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย โทร. 1672 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.tourismthailand.org
“เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค”
ททท. จัดงาน “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค” ชูเอกลักษณ์โดดเด่นแต่ละพื้นที่ กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ โดยจะจัดกิจกรรมหมุนเวียนกันไปในเมืองหลักๆใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ
(การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)ททท. จัดกิจกรรมในโครงการ “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค” (5 Region Thai Travel FestX โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับตลาดในประเทศ (Event Marketing) ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย และกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภูมิภาคในพื้นที่จัดงานและเกิดการหมุน เวียนทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวม ถึงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว ในรูปแบบการจัดกิจกรรมพิเศษขนาดใหญ่ที่มีจุดขายที่น่าสนใจ และสามารถนำไปสู่การเสนอขายแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญยังเป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาลในการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นตลาด การท่องเที่ยวในประเทศ ปี 2552 ให้เพิ่มมากขึ้น ตามแคมเปญ “เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก”
สำหรับกำหนดการจัดงานเทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค จะจัดหมุนเวียนกันไปใน 5 ภูมิภาคของประเทศไทย เริ่มจาก
ภาคตะวันออก งาน “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันตะวันออก” ในระหว่างวันที่ 1-3 พฤษภาคม 2552 ณ ชายหาดเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันแดนอีสาน” วันที่ 17-19 กรกฎาคม 2552 บริเวณทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
ภาค เหนือ “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันเมืองเหนือ” วันที่ 31 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม 2552 ณ บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก
ภาคใต้ “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันเมืองใต้” วันที่ 21 - 23 สิงหาคม 2552 ณ บริเวณทุ่งท่าลาด จังหวัดนครศรีธรรมราช
และภาคกลาง “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันสวรรค์ภาคกลาง” วันที่ 18 - 20 กันยายน 2552 ณ บริเวณศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ภายในงานที่จะจัดขึ้นในแต่ละพื้นที่จะนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ที่โดด เด่นทางด้านวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต แหล่งท่องเที่ยว การสาธิตและจำหน่ายอาหารพื้นบ้าน สินค้าของที่ระลึกหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) สินค้าหัตถกรรมที่คงความเป็นเอกลักษณ์ทั้ง 76 จังหวัด การสาธิตและการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่น่าสนใจ การส่งเสริมการขาย(Consumer Fair) จากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเสนอขาย Package Tour ที่พักทั้ง 5 ภาค ในราคาพิเศษ ฯลฯ
ทั้งนี้ททท.คาดว่าการจัดงานครั้งนี้ จะช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมงานได้ร่วมสัมผัส และเลือกจับจ่ายสินค้าทางการท่องเที่ยวทั้งในภูมิภาคเดียวกันและภูมิภาคอื่น ๆ อันจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเชื่อมโยง ระหว่างกลุ่มจังหวัดและระหว่างภูมิภาค อันจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้และมีเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือในการจัดกิจกรรมร่วมกับหน่วย งานภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว สื่อมวลชน ผู้สนับสนุนการจัดงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
สำหรับพิธีเปิดงาน “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันตะวันออก” จะจัดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายชุมพล ศิลปอาชา) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ บริเวณชายหาดเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท. เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย โทร. 1672 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.tourismthailand.org
"ประเพณี บุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธร" 6-10 พ.ค. 52
วันที่ 6 - 10 พฤษภาคม 2552 "ประเพณี บุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธร" ณ สวนสาธารณพญาแถน และ เขตเทศบาลเมืองยโสธร
ประเพณีบุญบั้งไฟตามตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าถือชาติกำเนิดเป็นพญาคางคก ได้อาศัยอยู่ใต้ร่มโพธิ์ใหญ่ในเมืองพันทุมวดี ด้วยเหตุใดไม่แจ้ง พญาแถนเทพเจ้าแห่งฝนโกรธเคืองโลกมนุษย์มาก จึงแกล้งไม่ให้ฝนตกนานถึง ๗ เดือน ทำให้เกิดความลำบากยากแค้นอย่างแสนสาหัสแก่มวลมนุษย์ สัตว์และพืช จนกระทั่งพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก
พวกที่แข็งแรงก็รอดตายและได้พากันมารวมกลุ่มใต้ต้นโพธิ์ใหญ่กับพญา คางคก สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงได้หารือกันเพื่อจะหาวิธีการปราบพญาแถน ที่ประชุมได้ตกลงกันให้พญานาคียกทัพไปรบกับพญาแถน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ จากนั้นจึงให้พญาต่อแตนยกทัพไปปราบ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้อีกเช่นกัน ทำให้พวกสรรพสัตว์ทั้งหลายเกิดความท้อถอย หมดกำลังใจและสิ้นหวัง ได้แต่รอวันตาย
ในที่สุด พญาคางคกจึงขออาสาที่จะไปรบกับพญาแถน จึงได้วางแผนในการรบโดยปลวกทั้งหลายก่อจอมปลวกขึ้นไปจนถึงเมืองพญาแถน เพื่อเป็นเส้นทางให้บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายได้เดินทางไปสู่เมืองพญาแถน ซึ่งมีมอด แมลงป่อง ตะขาบ สำหรับมอดได้รับหน้าที่ให้ทำการกัดเจาะด้ามอาวุธที่ทำด้วยไม้ทุกชนิด ส่วนแมลงป่องและตะขาบให้ซ่อนตัวอยู่ตามกองฟืนที่ใช้หุงต้มอาหาร และอยู่ตามเสื้อผ้าของไพร่พลพญาแถนทำหน้าที่กัดต่อย
หลังจากวางแผนเรียบร้อย กองทัพพญาคางคกก็เดินทางเพื่อปฏิบัติหน้าที่การรบ มอดทำหน้าที่กัดเจาะด้ามอาวุธ แมลงป่องและตะขาบกัดต่อยไพร่พลของพญาแถนจนเจ็บปวด ร้องระงมจนกองทัพระส่ำระสาย ในที่สุดพญาแถนจึงได้ยอมแพ้และตกลงทำสัญญาสงบศึกกับพญาคางคก ดังนี้
1. ถ้ามวลมนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใด ให้พญาแถนสั่งให้ฝนตกในโลกมนุษย์
2. ถ้าได้ยินเสียงกบ เขียดร้อง ให้รับรู้ว่าฝนได้ตกลงมาแล้ว
3. ถ้าได้ยินเสียงสนู (เสียงธนูหวายของว่าว) หรือเสียงโหวด ให้ฝนหยุดตกเพราะจะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว หลังจากที่ได้สัญญากันแล้ว พญาแถนจึงได้ถูกปล่อยตัวไปและได้ปฏิบัติตามสัญญามาจนบัดนี้
จนมาถึงปัจจุบันงานบุญบั้งไฟ ก็ยังคงมีขึ้นในวันเสาร์ - อาทิตย์ ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมของทุกปี ณ สวนสาธารณะพญาแถน โดยมีความเชื่อว่าเมื่อจัดงานนี้แล้วเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะดล บันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์
กำหนดการจัดงาน
วันที่ 6 - 10 พฤษภาคม 2552
เวลา 09.00 - 24.00 น. - มหกรรมอาหาร และมหกรรมจำหน่ายสินค้า OTOP
วันที่ 8 พฤษภาคม 2552
เวลา 14.00 น. - ประกวดกาพย์เซิ้งบั้งไฟ ณ กองอำนวยการ หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร
เวลา 16.00 น. - ประกวดและโชว์บั้งไฟสวยงามตามแนวถนนแจ้งสนิท
จาหน้าศาลจังหวัดยโสธร ถึงตรงข้ามหน้าธนาคารออมสิน
เวลา 19.30 - 22.00 น. - ประกวดธิดาบั้งไฟโก้ ประจำปี 2552 ณ กองอำนวยการ
วันที่ 9 พฤษภาคม 2552
เวลา 07.00 น. - รถบั้งไฟสวยงามเตรียมพร้อมตามจุดที่กำหนดก่อนเริ่มขบวนแห่
เวลา 08.00 น. - ขบวนแห่อันเชิญถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
สยามกุฏราชกุมาร จากสำนักงานเทศบาลเมืองยโสธร ไปยัง
กองอำนวยการจัดงาน ถนนแจ้งสนิท หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร
เวลา 09.00 น. - พิธีเปิดงาน
- ขบวนแห่มเหศักดิ์ ขบวนศูนย์วัฒนธรรมจังหวัด ขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม
ขบวนแห่บั้งไฟโบราณ และขบวนอื่นๆ เคลื่อนขบวนผ่านหน้ากองอำนวยการ
เวลา 18.00 น. - ประกวดกองเชียร์บั้งไฟ ตามแนวถนนแจ้งสนิท
เวลา 19.00 - 22.00 น. - กิจกรรมงานพาแลง แลกเปลี่ยนศิลปะ วัฒนธรรม
ระหว่างไทย ญี่ปุ่น เวียดนาม และลาว
- ร่วมรับประทานอาหาร และชมการแสดง
วันที่ 10 พฤษภาคม 2552
เวลา 06.00 น. - คณะบั้งไฟประเภทต่างๆ รายงานตัวต่อคณะกรรมการ
เวลา 08.00 น. - ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นายกเทศมนตรีเมืองยโสธร
จุดบั้งไฟเสี่ยงทาย และบั้งไฟปฐมฤกษ์
- เริ่มแข่งขันบั้งไฟแฟนซี และบั้งไฟขึ้นสูงตามสูจิบัตร
เวลา 15.30 - 16.30 น. - พิธีมอบรางวัลการประกวดบั้งไฟ และขบวนแห่บั้งไฟ
สอบถามรายละเอียด TAT Call Center 1672 หรือที่ ททท. สำนักงานอุบลราชธานี โทร. 0 4524 3770, 0 4525 0714
ประเพณีบุญบั้งไฟตามตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าถือชาติกำเนิดเป็นพญาคางคก ได้อาศัยอยู่ใต้ร่มโพธิ์ใหญ่ในเมืองพันทุมวดี ด้วยเหตุใดไม่แจ้ง พญาแถนเทพเจ้าแห่งฝนโกรธเคืองโลกมนุษย์มาก จึงแกล้งไม่ให้ฝนตกนานถึง ๗ เดือน ทำให้เกิดความลำบากยากแค้นอย่างแสนสาหัสแก่มวลมนุษย์ สัตว์และพืช จนกระทั่งพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก
พวกที่แข็งแรงก็รอดตายและได้พากันมารวมกลุ่มใต้ต้นโพธิ์ใหญ่กับพญา คางคก สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงได้หารือกันเพื่อจะหาวิธีการปราบพญาแถน ที่ประชุมได้ตกลงกันให้พญานาคียกทัพไปรบกับพญาแถน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ จากนั้นจึงให้พญาต่อแตนยกทัพไปปราบ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้อีกเช่นกัน ทำให้พวกสรรพสัตว์ทั้งหลายเกิดความท้อถอย หมดกำลังใจและสิ้นหวัง ได้แต่รอวันตาย
ในที่สุด พญาคางคกจึงขออาสาที่จะไปรบกับพญาแถน จึงได้วางแผนในการรบโดยปลวกทั้งหลายก่อจอมปลวกขึ้นไปจนถึงเมืองพญาแถน เพื่อเป็นเส้นทางให้บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายได้เดินทางไปสู่เมืองพญาแถน ซึ่งมีมอด แมลงป่อง ตะขาบ สำหรับมอดได้รับหน้าที่ให้ทำการกัดเจาะด้ามอาวุธที่ทำด้วยไม้ทุกชนิด ส่วนแมลงป่องและตะขาบให้ซ่อนตัวอยู่ตามกองฟืนที่ใช้หุงต้มอาหาร และอยู่ตามเสื้อผ้าของไพร่พลพญาแถนทำหน้าที่กัดต่อย
หลังจากวางแผนเรียบร้อย กองทัพพญาคางคกก็เดินทางเพื่อปฏิบัติหน้าที่การรบ มอดทำหน้าที่กัดเจาะด้ามอาวุธ แมลงป่องและตะขาบกัดต่อยไพร่พลของพญาแถนจนเจ็บปวด ร้องระงมจนกองทัพระส่ำระสาย ในที่สุดพญาแถนจึงได้ยอมแพ้และตกลงทำสัญญาสงบศึกกับพญาคางคก ดังนี้
1. ถ้ามวลมนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใด ให้พญาแถนสั่งให้ฝนตกในโลกมนุษย์
2. ถ้าได้ยินเสียงกบ เขียดร้อง ให้รับรู้ว่าฝนได้ตกลงมาแล้ว
3. ถ้าได้ยินเสียงสนู (เสียงธนูหวายของว่าว) หรือเสียงโหวด ให้ฝนหยุดตกเพราะจะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว หลังจากที่ได้สัญญากันแล้ว พญาแถนจึงได้ถูกปล่อยตัวไปและได้ปฏิบัติตามสัญญามาจนบัดนี้
จนมาถึงปัจจุบันงานบุญบั้งไฟ ก็ยังคงมีขึ้นในวันเสาร์ - อาทิตย์ ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมของทุกปี ณ สวนสาธารณะพญาแถน โดยมีความเชื่อว่าเมื่อจัดงานนี้แล้วเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะดล บันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์
กำหนดการจัดงาน
วันที่ 6 - 10 พฤษภาคม 2552
เวลา 09.00 - 24.00 น. - มหกรรมอาหาร และมหกรรมจำหน่ายสินค้า OTOP
วันที่ 8 พฤษภาคม 2552
เวลา 14.00 น. - ประกวดกาพย์เซิ้งบั้งไฟ ณ กองอำนวยการ หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร
เวลา 16.00 น. - ประกวดและโชว์บั้งไฟสวยงามตามแนวถนนแจ้งสนิท
จาหน้าศาลจังหวัดยโสธร ถึงตรงข้ามหน้าธนาคารออมสิน
เวลา 19.30 - 22.00 น. - ประกวดธิดาบั้งไฟโก้ ประจำปี 2552 ณ กองอำนวยการ
วันที่ 9 พฤษภาคม 2552
เวลา 07.00 น. - รถบั้งไฟสวยงามเตรียมพร้อมตามจุดที่กำหนดก่อนเริ่มขบวนแห่
เวลา 08.00 น. - ขบวนแห่อันเชิญถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
สยามกุฏราชกุมาร จากสำนักงานเทศบาลเมืองยโสธร ไปยัง
กองอำนวยการจัดงาน ถนนแจ้งสนิท หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร
เวลา 09.00 น. - พิธีเปิดงาน
- ขบวนแห่มเหศักดิ์ ขบวนศูนย์วัฒนธรรมจังหวัด ขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม
ขบวนแห่บั้งไฟโบราณ และขบวนอื่นๆ เคลื่อนขบวนผ่านหน้ากองอำนวยการ
เวลา 18.00 น. - ประกวดกองเชียร์บั้งไฟ ตามแนวถนนแจ้งสนิท
เวลา 19.00 - 22.00 น. - กิจกรรมงานพาแลง แลกเปลี่ยนศิลปะ วัฒนธรรม
ระหว่างไทย ญี่ปุ่น เวียดนาม และลาว
- ร่วมรับประทานอาหาร และชมการแสดง
วันที่ 10 พฤษภาคม 2552
เวลา 06.00 น. - คณะบั้งไฟประเภทต่างๆ รายงานตัวต่อคณะกรรมการ
เวลา 08.00 น. - ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นายกเทศมนตรีเมืองยโสธร
จุดบั้งไฟเสี่ยงทาย และบั้งไฟปฐมฤกษ์
- เริ่มแข่งขันบั้งไฟแฟนซี และบั้งไฟขึ้นสูงตามสูจิบัตร
เวลา 15.30 - 16.30 น. - พิธีมอบรางวัลการประกวดบั้งไฟ และขบวนแห่บั้งไฟ
สอบถามรายละเอียด TAT Call Center 1672 หรือที่ ททท. สำนักงานอุบลราชธานี โทร. 0 4524 3770, 0 4525 0714
www.kids-d.org กำเนิดใหม่ห้องสมุดดิจิทัล
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
การ ศึกษาหาความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งกับเด็กทุกเพศทุกวัย แต่บางพื้นที่นักเรียนไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าที่ควร ดังนั้น จึงมีการพัฒนาห้องสมุดในรูปแบบใหม่โดยให้นักเรียนสามารถค้นคว้าผ่านระบบ “อินเทอร์เน็ต” ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม
ห้องสมุดแห่งนี้ www.kids-d.org มีชื่อว่า “ห้องสมุดดิจิทัลคิดดี” จัดทำโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร (กศน.) ผ่านเว็บไซต์ http://www.kids-d.org โดยเนื้อหาในห้องสมุดแห่งนี้ประกอบไปด้วยสาขาวิชาต่างๆ อาทิ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคม วิทยาศาสตร์ รวมไปถึงความรู้ทั่วไปที่ทุกคนสามารถเข้ามาศึกษาได้
ศ.วิลาศ วูวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และอาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และการ จัดการสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ให้ข้อมูลว่า โครงการห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่ว่าปัจจุบันการศึกษา ในประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาที่อยู่ในขั้นวิกฤต คือ เด็กนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลขาดแคลนทั้งครูและแหล่งการค้นคว้าหา ความรู้จึงทำให้คุณภาพของการเรียนการสอนไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แล้วเด็กยังขาดโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ในวิธีการเรียน การสอนรวมไปถึงเนื้อหาของครูต้นแบบที่ยังไม่ดีเท่าที่ควร
ดังนั้น จึงได้มีการจัดทำห้องสมุดดิจิทัลคิดดีขึ้น เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาที่จะสร้างเครือข่ายในการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนการเรียนของนักเรียน การสอนของครู รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนการเสริมสร้างความรู้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังเป็นแหล่งในการรวบรวม จัดเก็บและค้นหาทรัพยากรสารสนเทศทางด้านการเรียนการสอน ความรู้ทั่วไปในสาขาวิชาต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้นักเรียนสามารถแสวงหาความรู้และเรียนรู้บทเรียนได้ด้วยตนเอง ขณะที่ทางโรงเรียนเองก็สามารถนำระบบไปประยุกต์ใช้ตามความต้องการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ นอกจากความร่วมมือกับ กศน.แล้ว เอไอทียังได้รับงบประมาณจากรัฐบาล 1.4 ล้านบาทในการช่วยเหลือการสร้างห้องสมุด เพื่อทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยในแถบภูมิภาคแม่น้ำโขง ในการจัดสร้างห้องสมุดอีกด้วย
สำหรับหลักการทำงานของห้องสมุดนั้น ศ.วิลาศ อธิบายว่า จะคล้ายกับห้องสมุดธรรมดาทั่วๆไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบการสืบค้นข้อมูลจำพวก บทความ หนังสือ และสื่อมัลติมีเดียอื่นๆ แต่จะมีข้อแตกต่างตรงที่ว่า ระบบห้องสมุดแนวใหม่นั้นจะมีการถาม-ตอบ การแสดงความคิดเห็นในเรื่องของรายวิชาต่างๆ ที่นักเรียนเรียนในห้องเรียนแล้วไม่เข้าใจก็สามารถที่จะนำข้อสงสัยมาโพสต์ ไว้และช่วยกันตอบได้ เพราะบางครั้งนักเรียนให้ครูประจำวิชาอธิบายถึงข้อสงสัย แต่ด้วยความรู้ที่แตกต่างกันจึงทำให้ให้ไม่เด็กเข้าใจได้
นอกจากนี้แล้ว ห้องสมุดดังกล่าวยังสามารถระบุได้ว่าตำรำเล่มไหนดีเหมาะสมในการเรียนรู้ และยังมีแบบทดสอบพร้อมกับคำเฉลย พร้อมกับคำอธิบายที่ดีๆให้เด็กได้ฝึกทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
ศ.วิลาศ วูวงศ์
ศ.วิลาศ ให้ข้อมูลถึงการทำงานของระบบห้องสมุด ว่า จะมีด้วยกัน 2 ระบบ คือ ระบบห้องสมุดดิจิทัล และระบบห้องสมุดธรรมดา โดยการทำงานของระบบจะเป็นในลักษณะห้องสมุดเครือข่ายครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ซึ่งจะสามารถติดต่อกับห้องสมุดในต่างประเทศได้ด้วย สำหรับการนำระบบทั้ง 2 ระบบมารวมเข้าด้วยกัน ก็เพราะว่านักเรียนคนใดที่สนใจในการเรียนรู้ในระดับที่สูงกว่าที่เรียนอยู่ นั้นก็สามารถที่จะเข้ามาเรียนรู้ได้เช่นกัน
ยก ตัวอย่างเช่น นักเรียนที่เรียนอยู่ในมัธยมศึกษาปีที่ 4 แต่อยากจะทราบว่าเนื้อหาในระดับปริญญาตรีเป็นอย่างไรก็สามารถที่จะเข้าเรียน รู้ได้ หรือมีหนังสือเล่มใดที่น่าสนใจ แต่หนังสือนั้นเล่มนั้นอยู่ต่างจังหวัดก็สามารถที่จะสั่งจองและมีบริการจัด ส่งทางไปรษณีย์มาให้อ่านได้ถึงที่ แต่ในการยืมนั้นนั้นจะต้องมีการทำข้อตกลงว่า ยืมได้กี่วัน หากหนังสือชำรุดจะต้องเสียค่าปรับเท่าไร
ดังนั้น โรงเรียนใดที่มีตำราในการเรียนที่ดี หรือนักเรียนคนไหนสามารถที่จะเขียนบทความที่เกี่ยวกับการเรียนได้ ก็สามารถที่จะนำมาใส่ในห้องสมุดดิจิทัล ในลักษณะหนังสืออิเลกทรอนิกส์ (E-BOOK) หรือ Facebook เพื่อให้ครู อาจารย์และนักเรียนโรงเรียนอื่นๆ เข้ามาดูและเรียนรู้ได้ เพราะความรู้เป็นสิ่งที่ควรจะแบ่งกันเรียนรู้ แต่ทั้งนี้ ต้องมีการทำข้อตกลงเพื่อให้ระบบการสืบค้นและการจัดเก็บข้อมูลเป็นมาตราเดียว กัน โดยจะกำหนดชื่อผู้แต่งวันเดือนปีที่เขียน เลขรหัสหนังสือไว้ เพราะถ้าหากไม่มีการทำให้เป็นมาตราฐานเดียวกันจะไม่สามารถติดต่อสื่อสารกัน ได้ ซึ่งห้องสมุดในรูปแบบใหม่นี้เปรียบเสมือนกับห้องเรียนรวมอีกแห่งหนึ่งที่นัก เรียนทั่วประเทศสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้
นอกจากนี้แล้ว ประชาชนที่สนใจยังสามารถที่จะเข้าไปเรียนรู้ได้เนื่องจากโปรแกรมที่ใช้งาน เป็นโปรแกรมที่เป็นอิสระ รวมทั้งยังใช้งานในรูปแบบภาษาไทยได้ด้วย ในขณะเดียวกันโรงเรียนใด หรือมหาวิทยาลัยที่สนใจก็สามารถที่จะนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้ได้เช่นกัน
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000035040
การ ศึกษาหาความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งกับเด็กทุกเพศทุกวัย แต่บางพื้นที่นักเรียนไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าที่ควร ดังนั้น จึงมีการพัฒนาห้องสมุดในรูปแบบใหม่โดยให้นักเรียนสามารถค้นคว้าผ่านระบบ “อินเทอร์เน็ต” ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม
ห้องสมุดแห่งนี้ www.kids-d.org มีชื่อว่า “ห้องสมุดดิจิทัลคิดดี” จัดทำโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร (กศน.) ผ่านเว็บไซต์ http://www.kids-d.org โดยเนื้อหาในห้องสมุดแห่งนี้ประกอบไปด้วยสาขาวิชาต่างๆ อาทิ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคม วิทยาศาสตร์ รวมไปถึงความรู้ทั่วไปที่ทุกคนสามารถเข้ามาศึกษาได้
ศ.วิลาศ วูวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และอาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และการ จัดการสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ให้ข้อมูลว่า โครงการห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่ว่าปัจจุบันการศึกษา ในประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาที่อยู่ในขั้นวิกฤต คือ เด็กนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลขาดแคลนทั้งครูและแหล่งการค้นคว้าหา ความรู้จึงทำให้คุณภาพของการเรียนการสอนไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แล้วเด็กยังขาดโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ในวิธีการเรียน การสอนรวมไปถึงเนื้อหาของครูต้นแบบที่ยังไม่ดีเท่าที่ควร
ดังนั้น จึงได้มีการจัดทำห้องสมุดดิจิทัลคิดดีขึ้น เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาที่จะสร้างเครือข่ายในการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนการเรียนของนักเรียน การสอนของครู รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนการเสริมสร้างความรู้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังเป็นแหล่งในการรวบรวม จัดเก็บและค้นหาทรัพยากรสารสนเทศทางด้านการเรียนการสอน ความรู้ทั่วไปในสาขาวิชาต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้นักเรียนสามารถแสวงหาความรู้และเรียนรู้บทเรียนได้ด้วยตนเอง ขณะที่ทางโรงเรียนเองก็สามารถนำระบบไปประยุกต์ใช้ตามความต้องการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ นอกจากความร่วมมือกับ กศน.แล้ว เอไอทียังได้รับงบประมาณจากรัฐบาล 1.4 ล้านบาทในการช่วยเหลือการสร้างห้องสมุด เพื่อทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยในแถบภูมิภาคแม่น้ำโขง ในการจัดสร้างห้องสมุดอีกด้วย
สำหรับหลักการทำงานของห้องสมุดนั้น ศ.วิลาศ อธิบายว่า จะคล้ายกับห้องสมุดธรรมดาทั่วๆไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบการสืบค้นข้อมูลจำพวก บทความ หนังสือ และสื่อมัลติมีเดียอื่นๆ แต่จะมีข้อแตกต่างตรงที่ว่า ระบบห้องสมุดแนวใหม่นั้นจะมีการถาม-ตอบ การแสดงความคิดเห็นในเรื่องของรายวิชาต่างๆ ที่นักเรียนเรียนในห้องเรียนแล้วไม่เข้าใจก็สามารถที่จะนำข้อสงสัยมาโพสต์ ไว้และช่วยกันตอบได้ เพราะบางครั้งนักเรียนให้ครูประจำวิชาอธิบายถึงข้อสงสัย แต่ด้วยความรู้ที่แตกต่างกันจึงทำให้ให้ไม่เด็กเข้าใจได้
นอกจากนี้แล้ว ห้องสมุดดังกล่าวยังสามารถระบุได้ว่าตำรำเล่มไหนดีเหมาะสมในการเรียนรู้ และยังมีแบบทดสอบพร้อมกับคำเฉลย พร้อมกับคำอธิบายที่ดีๆให้เด็กได้ฝึกทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
ศ.วิลาศ วูวงศ์
ศ.วิลาศ ให้ข้อมูลถึงการทำงานของระบบห้องสมุด ว่า จะมีด้วยกัน 2 ระบบ คือ ระบบห้องสมุดดิจิทัล และระบบห้องสมุดธรรมดา โดยการทำงานของระบบจะเป็นในลักษณะห้องสมุดเครือข่ายครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ซึ่งจะสามารถติดต่อกับห้องสมุดในต่างประเทศได้ด้วย สำหรับการนำระบบทั้ง 2 ระบบมารวมเข้าด้วยกัน ก็เพราะว่านักเรียนคนใดที่สนใจในการเรียนรู้ในระดับที่สูงกว่าที่เรียนอยู่ นั้นก็สามารถที่จะเข้ามาเรียนรู้ได้เช่นกัน
ยก ตัวอย่างเช่น นักเรียนที่เรียนอยู่ในมัธยมศึกษาปีที่ 4 แต่อยากจะทราบว่าเนื้อหาในระดับปริญญาตรีเป็นอย่างไรก็สามารถที่จะเข้าเรียน รู้ได้ หรือมีหนังสือเล่มใดที่น่าสนใจ แต่หนังสือนั้นเล่มนั้นอยู่ต่างจังหวัดก็สามารถที่จะสั่งจองและมีบริการจัด ส่งทางไปรษณีย์มาให้อ่านได้ถึงที่ แต่ในการยืมนั้นนั้นจะต้องมีการทำข้อตกลงว่า ยืมได้กี่วัน หากหนังสือชำรุดจะต้องเสียค่าปรับเท่าไร
ดังนั้น โรงเรียนใดที่มีตำราในการเรียนที่ดี หรือนักเรียนคนไหนสามารถที่จะเขียนบทความที่เกี่ยวกับการเรียนได้ ก็สามารถที่จะนำมาใส่ในห้องสมุดดิจิทัล ในลักษณะหนังสืออิเลกทรอนิกส์ (E-BOOK) หรือ Facebook เพื่อให้ครู อาจารย์และนักเรียนโรงเรียนอื่นๆ เข้ามาดูและเรียนรู้ได้ เพราะความรู้เป็นสิ่งที่ควรจะแบ่งกันเรียนรู้ แต่ทั้งนี้ ต้องมีการทำข้อตกลงเพื่อให้ระบบการสืบค้นและการจัดเก็บข้อมูลเป็นมาตราเดียว กัน โดยจะกำหนดชื่อผู้แต่งวันเดือนปีที่เขียน เลขรหัสหนังสือไว้ เพราะถ้าหากไม่มีการทำให้เป็นมาตราฐานเดียวกันจะไม่สามารถติดต่อสื่อสารกัน ได้ ซึ่งห้องสมุดในรูปแบบใหม่นี้เปรียบเสมือนกับห้องเรียนรวมอีกแห่งหนึ่งที่นัก เรียนทั่วประเทศสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้
นอกจากนี้แล้ว ประชาชนที่สนใจยังสามารถที่จะเข้าไปเรียนรู้ได้เนื่องจากโปรแกรมที่ใช้งาน เป็นโปรแกรมที่เป็นอิสระ รวมทั้งยังใช้งานในรูปแบบภาษาไทยได้ด้วย ในขณะเดียวกันโรงเรียนใด หรือมหาวิทยาลัยที่สนใจก็สามารถที่จะนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้ได้เช่นกัน
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000035040
กูเกิลจุดพลุเสิร์ชอัจฉริยะ ไม่อิงตามอักษรแต่อิงตามคำที่สัมพันธ์กัน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
กูเกิล (Google) ยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอนจิ้นเริ่มให้บริการค้นหาข้อมูลอัจฉริยะหรือ Semantic Search แล้ว ปรับให้เอนจิ้นของกูเกิลเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคำได้ แถมเพิ่มจำนวนบรรทัดแสดงตัวอย่างบทความในลิงก์ที่พบ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ทราบรายละเอียดในแต่ละลิงก์ให้มากขึ้นก่อนตัดสินใจคลิก
ผลของการปรับปรุงครั้งนี้ คือผู้ใช้กูเกิลจะสามารถพบข้อมูลอื่นที่เป็นเรื่องเดียวกับคีย์เวิร์ดแม้จะ เป็นคำคนละคำกัน เช่น หากสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ด "principles of physics (หลักการฟิสิกซ์)" กูเกิลจะโชว์ลิงก์ที่มีคำว่า "BigBang (การระเบิดครั้งใหญ่)" หรือ "Special Relativity (ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ)" ให้ด้วยเพราะเชื่อว่าลิงก์ที่มีคำเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สืบค้น ต่างจากอดีตที่จะแสดงลิงก์เพจที่มีคำตรงกับคีย์เวิร์ดเท่านั้น
Semantic Search เป็นคำที่ชาวไอทีใช้เรียกความสามารถในการสืบค้นตามแนวคิดหรือความสัมพันธ์ ไม่ใช่การสืบค้นเพื่อหาเว็บเพจที่มีตัวอักษรตรงกับคีย์เวิร์ดเช่นในอดีต แต่เป็นการสืบค้นเว็บเพจที่มีคำซึ่งสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ด แน่นอนว่าบริษัทเสิร์ชเอนจิ้นทั่วโลกมีเป้าหมายพัฒนาให้เอนจิ้นของตัวเอง สามารถทำ Semantic Search ได้ และกูเกิลเป็นรายล่าสุดที่เริ่มนำมาให้บริการจริงแล้วในขณะนี้
ตามบทความที่หัวหน้าทีมเทคนิคเพื่อพัฒนาคุณภาพการสืบค้นของกูเกิลนาม Ori Allon เขียนในเว็บล็อกกูเกิลเกี่ยวกับการปรับปรุงครั้งนี้ ไม่มีการใช้คำว่า Semantic Search แต่ระบุว่าเป็นการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อให้ระบบของกูเกิลเข้าใจความต้อง การและแนวคิดที่ผู้ใช้ต้องการสืบค้นได้ดีขึ้น
นอก จาก Semantic Search กูเกิลยังเพิ่มบรรทัดแสดงคำอธิบายลิงก์ผลการเสิร์ชเป็น 4 บรรทัด จากเดิมที่เคยแสดงเป็น 2 บรรทัด โดยจำนวนบรรทัดที่เพิ่มขึ้นช่วยให้ผู้ใช้ทราบรายละเอียดในแต่ละลิงก์ได้มาก ขึ้นก่อนตัดสินใจคลิก และยังทำให้ผู้ใช้สามารถใส่คีย์เวิร์ดสำหรับสืบค้นได้มากเท่าที่ต้องการ
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนภาพความน่าสนใจใน semantic search ที่ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น โดยกูเกิลให้บริการ Semantic Search รองรับ 37 ภาษา (ไม่มีภาษาไทย) ได้แก่ภาษารัสเซีย ภาษาอิตาลี ภาษาอังกฤษ เป็นต้น
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของกูเกิลถือว่าช้ากว่ารายอื่น โดยเสิร์ชเอนจิ้นอย่าง Ask.com นั้นเริ่มเปิดให้บริการ semantic search ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ขณะที่คู่แข่งอย่างไมโครซอฟท์ออกมายืนยันว่ากำลังทดสอบ Kumo.com ที่เป็นเอนจิ้น semantic search ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถได้รับความนิยมจากตลาดได้มากกว่า Live Search ที่ไมโครซอฟท์ให้บริการอยู่ในขณะนี้
http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9520000034171
กูเกิล (Google) ยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอนจิ้นเริ่มให้บริการค้นหาข้อมูลอัจฉริยะหรือ Semantic Search แล้ว ปรับให้เอนจิ้นของกูเกิลเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคำได้ แถมเพิ่มจำนวนบรรทัดแสดงตัวอย่างบทความในลิงก์ที่พบ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ทราบรายละเอียดในแต่ละลิงก์ให้มากขึ้นก่อนตัดสินใจคลิก
ผลของการปรับปรุงครั้งนี้ คือผู้ใช้กูเกิลจะสามารถพบข้อมูลอื่นที่เป็นเรื่องเดียวกับคีย์เวิร์ดแม้จะ เป็นคำคนละคำกัน เช่น หากสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ด "principles of physics (หลักการฟิสิกซ์)" กูเกิลจะโชว์ลิงก์ที่มีคำว่า "BigBang (การระเบิดครั้งใหญ่)" หรือ "Special Relativity (ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ)" ให้ด้วยเพราะเชื่อว่าลิงก์ที่มีคำเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สืบค้น ต่างจากอดีตที่จะแสดงลิงก์เพจที่มีคำตรงกับคีย์เวิร์ดเท่านั้น
Semantic Search เป็นคำที่ชาวไอทีใช้เรียกความสามารถในการสืบค้นตามแนวคิดหรือความสัมพันธ์ ไม่ใช่การสืบค้นเพื่อหาเว็บเพจที่มีตัวอักษรตรงกับคีย์เวิร์ดเช่นในอดีต แต่เป็นการสืบค้นเว็บเพจที่มีคำซึ่งสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ด แน่นอนว่าบริษัทเสิร์ชเอนจิ้นทั่วโลกมีเป้าหมายพัฒนาให้เอนจิ้นของตัวเอง สามารถทำ Semantic Search ได้ และกูเกิลเป็นรายล่าสุดที่เริ่มนำมาให้บริการจริงแล้วในขณะนี้
ตามบทความที่หัวหน้าทีมเทคนิคเพื่อพัฒนาคุณภาพการสืบค้นของกูเกิลนาม Ori Allon เขียนในเว็บล็อกกูเกิลเกี่ยวกับการปรับปรุงครั้งนี้ ไม่มีการใช้คำว่า Semantic Search แต่ระบุว่าเป็นการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อให้ระบบของกูเกิลเข้าใจความต้อง การและแนวคิดที่ผู้ใช้ต้องการสืบค้นได้ดีขึ้น
นอก จาก Semantic Search กูเกิลยังเพิ่มบรรทัดแสดงคำอธิบายลิงก์ผลการเสิร์ชเป็น 4 บรรทัด จากเดิมที่เคยแสดงเป็น 2 บรรทัด โดยจำนวนบรรทัดที่เพิ่มขึ้นช่วยให้ผู้ใช้ทราบรายละเอียดในแต่ละลิงก์ได้มาก ขึ้นก่อนตัดสินใจคลิก และยังทำให้ผู้ใช้สามารถใส่คีย์เวิร์ดสำหรับสืบค้นได้มากเท่าที่ต้องการ
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนภาพความน่าสนใจใน semantic search ที่ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น โดยกูเกิลให้บริการ Semantic Search รองรับ 37 ภาษา (ไม่มีภาษาไทย) ได้แก่ภาษารัสเซีย ภาษาอิตาลี ภาษาอังกฤษ เป็นต้น
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของกูเกิลถือว่าช้ากว่ารายอื่น โดยเสิร์ชเอนจิ้นอย่าง Ask.com นั้นเริ่มเปิดให้บริการ semantic search ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ขณะที่คู่แข่งอย่างไมโครซอฟท์ออกมายืนยันว่ากำลังทดสอบ Kumo.com ที่เป็นเอนจิ้น semantic search ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถได้รับความนิยมจากตลาดได้มากกว่า Live Search ที่ไมโครซอฟท์ให้บริการอยู่ในขณะนี้
http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9520000034171
How to lock your car
Subject: How to lock your car
How to Lock Your Car and Why
I locked my car --- as I walked away I heard my car door unlock I went back and locked my car again three times. I looked around and there were two guys sitting in a car in the fire lane next to the store. When I looked straight at them they did not unlock my car again.
How to lock your car safely -
While traveling, my son stopped at a roadside park. He came out to his car less than 4-5 minutes later and found someone had gotten into his car, and stolen his cell phone, laptop computer, GPS navigator briefcase.....you name it...?
He called the police and since there were no signs of his car being broken into - the police told him that there is a device that robbers are using now to clone your security code when you lock your doors on your car using your key-chain locking device..
They sit a distance away and watch for their next victim. They know you are going inside of the store, restaurant, or bathroom and have a few minutes to steal and run. The police officer said to manually lock your car door-by hitting the lock button inside the car, that way if there is someone sitting in a parking lot watching for their next victim it will not be you.?
When you hit the lock button on your car upon exiting...it does not send the security code, but if you walk away and use the door lock on your key chain - it sends the code through the airwaves where it can be stolen. Something totally new to us...and real.
Be aware of this and please pass this note on...look how many times we all lock our doors with our remote...just to be sure we remembered to lock them....and bingo someone has our code...and whatever was in the car...can be stolen.?
Snopes Approved. Please share with everyone you know...
Good information!!!
How to Lock Your Car and Why
I locked my car --- as I walked away I heard my car door unlock I went back and locked my car again three times. I looked around and there were two guys sitting in a car in the fire lane next to the store. When I looked straight at them they did not unlock my car again.
How to lock your car safely -
While traveling, my son stopped at a roadside park. He came out to his car less than 4-5 minutes later and found someone had gotten into his car, and stolen his cell phone, laptop computer, GPS navigator briefcase.....you name it...?
He called the police and since there were no signs of his car being broken into - the police told him that there is a device that robbers are using now to clone your security code when you lock your doors on your car using your key-chain locking device..
They sit a distance away and watch for their next victim. They know you are going inside of the store, restaurant, or bathroom and have a few minutes to steal and run. The police officer said to manually lock your car door-by hitting the lock button inside the car, that way if there is someone sitting in a parking lot watching for their next victim it will not be you.?
When you hit the lock button on your car upon exiting...it does not send the security code, but if you walk away and use the door lock on your key chain - it sends the code through the airwaves where it can be stolen. Something totally new to us...and real.
Be aware of this and please pass this note on...look how many times we all lock our doors with our remote...just to be sure we remembered to lock them....and bingo someone has our code...and whatever was in the car...can be stolen.?
Snopes Approved. Please share with everyone you know...
Good information!!!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)