++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

ต้องเตรียมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจรอบสอง!

โดย สิริอัญญา 25 กันยายน 2552 18:24 น.
เมืองไทยของเรากำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง
แต่ขณะนี้คนไทยยังตีกันเองไม่เลิก
หลายหน่วยงานยังทะเลาะเบาะแว้งและขัดแย้งกัน
จนแทบจะบริหารบ้านเมืองไปไม่ได้

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบอกกล่าวเตือนภัยให้คนไทยทั้งหลายได้เตรียมตัวเตรียมใจเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่

จะ ต้องหยุดทะเลาะ หยุดขัดแย้ง หยุดแตกแยกกันไว้สักพักหนึ่ง
แม้นักการเมืองก็ต้องหยุดโกง หยุดบ้าบอคอแตก
และหยุดแก้รัฐธรรมนูญเอาไว้ก่อน
หาไม่แล้ววิกฤตคราวนี้จะทำเอาบ้านเมืองและทุกภาคส่วนของสังคมยับเยินป่นปี้
จนยากที่จะแก้ไขให้ฟื้นคืนดีได้อีก

วิกฤตทางเศรษฐกิจรอบที่แล้วที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2551
เป็นวิกฤตที่ไม่ได้เกิดจากประเทศไทย
เพราะเกิดขึ้นและเริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกา
ที่ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจแตกระเบิดเถิดเทิงแล้วส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก
รวมทั้งประเทศไทยด้วย

ต้องใช้เงินและทรัพยากรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
เพื่อบรรเทาเบาบางวิกฤตนั้น
แม้ในบ้านเมืองของเราที่ได้รับผลกระทบชั้นปลายแถว
แต่ความหนักหน่วงของวิกฤตก็รุนแรงไม่แตกต่างอันใดกับเมื่อครั้งวิกฤตปี
2540

มันเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลปัจจุบันเพิ่งตั้งไข่ใหม่ๆ
และยังผสมโรงด้วยการป่วนบ้านป่วนเมืองเพื่อไม่เปิดโอกาสให้รัฐบาลได้แก้ไข
ปัญหาของประเทศชาติ
แต่ถึงกระนั้นก็ต้องยอมรับกันว่ารัฐบาลได้รับมือกับวิกฤตรอบนั้นให้ผ่านพ้น
ไปด้วยดี

แต่แลกมาด้วยการทุ่มเทเงินทองและทรัพยากรครั้งใหญ่ที่สุดและมากกว่า
เมื่อครั้งวิกฤตปี 2540 เสียอีก
แม้กระทั่งการเอาเงินไปแจกแก่ประชาชนก็ต้องฝืนใจและจำใจทำ
ท่ามกลางเสียงติฉินนินทาของผู้ที่ไม่เข้าใจ
และในวันนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามาตรการทั้งหลายที่รัฐบาลได้ใช้ไป
นั้นได้ผล และสามารถหยุดยั้งวิกฤตไม่ให้ลุกลามบานปลายจนกระทั่งเศรษฐกิจไทยเริ่มตั้ง
ตัวได้

แม้ ว่าตั้งตัวได้ แต่ยังคงเปราะบางยิ่งนัก
หากประมาทพลาดพลั้งและเผชิญหน้ากับคลื่นลมแรงทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง
โชคก็อาจไม่ดีเหมือนรอบที่ผ่านมา

วันนี้ไม่ต้องเถียงกันหรอกว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะเป็นไปในรูปตัว
L หรือตัว V หรือตัว W หรือตัว M
เพราะนักเศรษฐศาสตร์นั้นย่อมมีข้อโต้เถียงกันได้ไม่มีวันจบสิ้น ก็เหมือนๆ
กับนักกฎหมายนั่นแหละ
ลงไม่ได้โต้ไม่ได้เถียงกันแล้วก็ดูเหมือนว่าจะไร้คุณค่าหมดราคาไปเสียเลย

เพราะไม่ว่าจะเถียงกันไปในทางไหน ความจริงมันก็เห็นกันอยู่ชัดๆ
ว่ารัฐบาลนี้ได้หยุดยั้งวิกฤตทางเศรษฐกิจเอาไว้
แต่สภาวการณ์ยังคงเปราะบางยิ่งนัก
หากจะเผชิญหน้ากับวิกฤตรอบใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
จึงเป็นปัญหาที่บรรดาผู้ทรงปัญญาวิชาคุณทั้งหลายจะต้องร่วมจิตร่วมใจกันคิด
อ่านป้องกันแก้ไข ไม่ใช่เอาแต่โต้เถียงกันเพื่อความเพลิดเพลินบันเทิงใจ

วิกฤต ทางเศรษฐกิจรอบใหม่ที่ก่อเค้าและใกล้ระเบิดแล้วนี้ก็เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา
อีกนั่นแหละ และจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเช่นเดิม
แต่อาจจะหนักหนาสาหัสกว่าเดิมหลายเท่า

เหตุที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ในสหรัฐฯ
ก็เป็นวิบากกรรมของสหรัฐฯ เอง
ที่ทั้งรัฐบาลและประชาชนต่างกระตุ้นเศรษฐกิจกันตามวงจรชีวิตแห่งโลกทุนนิยม
หรือลัทธิบริโภคนิยม จนเกิดหนี้สินล้นพ้นตัว

หากเปรียบเทียบเป็นคนธรรมดาหรือนิติบุคคลธรรมดาแล้วก็กล่าวได้ว่า
สหรัฐอเมริกาทั้งประเทศและชาวอเมริกันทั้งประเทศขณะนี้ตกอยู่ในภาวะล้มละลาย
แล้ว เป็นหนี้สินล้นพ้นตัวจนไม่มีทางที่จะชำระหนี้สินได้อีกเลย

และได้รับผลกระทบจากการทุ่มเทเงินทองและทรัพยากรจำนวนมหาศาลไปในการ
แก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจรอบที่แล้ว
จึงซ้ำเติมให้ระบบเศรษฐกิจย่ำแย่หนักลงไปกว่าเก่า จนเจ้าหนี้รายใหญ่ๆ
ไม่ไว้ใจ ถึงกับต้องเรียกหนี้คืนด้วยวิธีการขายคืนพันธบัตรและตราสารต่างๆ
อย่างไม่หยุดยั้ง

ในกลางปีนี้
จีนก็ได้ถอนเงินฝากในรูปของการขายพันธบัตรคืนเป็นเงินกว่า 800,000
ล้านบาท และลูกหนี้ไม่มีเงินจ่าย
ต้องไปอ้อนให้อังกฤษและญี่ปุ่นเข้าไปรับซื้อหนี้แทน
แล้วภาวะอย่างนี้ก็ได้ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐต่อไปด้วย
ทำให้จำนวนหนี้ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นและค่าใช้จ่ายทั้งหลายก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตาม
ไปด้วย

มาตรการ แก้ไขวิกฤตทางเศรษฐกิจแบบโลกทุนนิยมนั้นไม่มีอะไรมาก
คือเร่งใช้จ่าย เพิ่มหนี้ และกระตุ้นการบริโภคกัน จนท้องแตกไปตามๆ กัน
เพราะฉะนั้นบรรดาหนี้เสียหนี้สูญจึงเพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

ขณะนี้สถาบันการเงินตามรัฐต่างๆ ทั่วประเทศร่วม 400
แห่งกำลังใกล้เจ๊งเต็มทีแล้ว สถาบันการเงินเหล่านี้มีทรัพย์สินรวมกันกว่า
400,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดหนี้ที่จีนเป็นเจ้าหนี้ของสหรัฐฯ
อยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งมีจำนวนถึง 748,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

คนฝากเงินก็พากันไปถอนเงิน
ในขณะที่สถาบันการเงินเหล่านั้นไม่มีปัญญาจ่ายคืนให้แก่ผู้ฝากเงิน
สภาพเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นโดยทั่วไป
แต่มันเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลกลางได้ใช้จ่ายเงินไปแทบสิ้นประดาตัวแล้ว
และจะก่อหนี้ใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะหนี้เก่าที่มีอยู่เจ้าหนี้เขาก็ไม่ไว้วางใจ
กำลังทวงถามไถ่ถอนกันจ้าละหวั่น

ดัง นั้นจึงเป็นที่คาดหมายกันได้แล้วว่า 400
สถาบันการเงินจะเจ๊งเป็นเงินถึง 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
และจะกลายเป็นระเบิดลูกโซ่ที่ระเบิดตูมตามไม่หยุดไม่หย่อน
จนพังพินาศไปทั้งระบบ

เพราะสถาบันการเงินทั้ง 400 แห่งนี้
ด้านหนึ่งก็มีผู้ฝากเงินที่จะต้องได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากการถอน
เงินฝากไม่ได้ แล้วจะเกิดภาวะขาดสภาพคล่อง
และความไม่สามารถชำระหนี้หรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้ตามมาอีกต่อหนึ่ง

ในอีกด้านหนึ่ง สถาบันการเงินทั้ง 400
แห่งนี้ก็มีลูกหนี้ที่ได้รับสินเชื่อไปในการประกอบธุรกิจและในกิจการต่างๆ
แม้กระทั่งเงินกู้ส่วนบุคคล
ที่เมื่อสถาบันการเงินขาดสภาพคล่องแล้วก็จะไม่มีวงเงินใช้สอยอีกต่อไป
หรือไม่ก็ถูกเร่งรัดเรียกหนี้สินคืน
และทำให้กระแสของเงินที่หมุนเวียนต้องหยุดชะงักตามไปด้วย

เป็นสภาพเดียวกันกับการปิด 56
สถาบันการเงินเมื่อครั้งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ในประเทศไทย
ซึ่งเกิดผลกระทบทั้งด้านผู้ฝากเงินและกระทบทั้งด้านผู้ประกอบการและผู้ใช้
สินเชื่อที่ต้องได้รับผลกระเทือน กระทั่งล้มละลายไปตามๆ กัน

แต่ เหตุการณ์ปิดสถาบันการเงิน 56 แห่ง
ในครั้งนั้นจะเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยแค่หยิบมือเดียวเมื่อเทียบกับการล่มสลายของ
400 สถาบันการเงินของสหรัฐฯ
แรงระเบิดและผลกระทบที่ต่อเนื่องนั้นเทียบกันไม่ได้

มันจะส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนและทุกมลรัฐในสหรัฐอเมริกา
ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกลางก็จะรู้ตัวดี
ดังนั้นจึงต้องจำใจทำในสิ่งที่สหรัฐฯ
ไม่เคยทำมาก่อนนับตั้งแต่สถาปนาสหรัฐอเมริกา

นั่นคือการเลิกโครงการเกราะป้องกันการโจมตีจากอวกาศที่จะดำเนินการใน
ยุโรป การลดค่าใช้จ่ายทางการทหาร
ที่ถึงกับต้องชะลอการตัดสินใจทางการทหารในหลายภูมิภาคของโลก
แม้กระทั่งในภาคแปซิฟิก
ฝ่ายทหารของสหรัฐอเมริกาก็วิตกกังวลว่าจะไม่สามารถพัฒนาได้ทันกับความเติบ
ใหญ่ทางแสนยานุภาพทางนาวีของจีน
ซึ่งจะคุกคามต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในภาคแปซิฟิกในอนาคต

ก็ ในธนบัตรสหรัฐฯ นั้น แม้ไม่มีเงินสำรองหนุนหลัง
แต่ก็มีของหนุนหลังอยู่อย่างหนึ่งนั่นคือแสนยานุภาพทางการทหาร
ดังที่พิมพ์ไว้ในธนบัตรนั้นเองว่า In God We Trust
โดยความหมายที่แท้จริงก็คือ In Gun We Trust

ดังนั้นเมื่อจำเป็นและจำใจที่จะต้องหยุดโครงการและปฏิบัติการมากหลาย
ทางการทหาร เพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งใหม่ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อภาคการ
เงินและคุณค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย
ซึ่งตรงจุดนี้จะเป็นสิ่งที่แก้ไขให้ฟื้นคืนดีได้ยากที่สุด

ประเทศไทยของเราแม้อยู่ปลายลมทอร์นาโดทางเศรษฐกิจลูกนี้
แต่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบย่อมไม่พ้น
ดังนั้นในภาวะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเปราะบางนัก
จึงเป็นเรื่องที่จะต้องเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วน
โดยรัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการเตือนภัยและเตรียมการระวังภัยในครั้งนี้

สำหรับรัฐบาลเอง
จำเป็นที่จะต้องทบทวนแผนการใช้เงินตามงบประมาณและโครงการเงินกู้ต่างๆ
โดยต้องชำเลืองมองเค้าเมฆใหญ่แห่งวิกฤตที่กำลังคืบคลานใกล้เข้ามาทุกทีด้วย

เพราะ ถ้าหากมัวแต่กระตุ้นเศรษฐกิจ มัวแต่ทุ่มงบประมาณ
และใช้จ่ายเงินเกินตัว แถมยังกระตุ้นให้ประชาชนเพิ่มการบริโภคให้มากขึ้น
ก่อหนี้สินให้มากขึ้นแล้ว
เมื่อวิกฤตนั้นมาถึงก็จะสิ้นไร้เรี่ยวแรงในการรับมือ
และเมื่อนั้นความล่มสลายทางเศรษฐกิจของทั้งประเทศและภาคธุรกิจตลอดจนประชาชน
ก็จะมาถึง.

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000112829

1 ความคิดเห็น:

  1. เศรษฐกิจปั่นป่วน ที่ว่ามาทั้งหมดต้นเหตุมาจาก CDS ใช่หรือไม่ ที่มีมูลค่าซื้อขายทั้งโลกมหาศาลทีเดียว ที่รอบแรก กบข โดนไป ๗ หมื่นกว่าล้าน รอบต่อไปใครจะโดนเข้าอีก เจ้าเอกสารทำกำไรกันชนิดนี้ ถูกปลดออกจากการควบคุมของเฟ็ด ในสมัยของ ปธน. คลินตัน บริษัทเล็กบริษัทน้อย ออกตั๋วชนิดนี้กันเพลิน

    ทีนี้ประเทศไทย ถ้าเราช่วยกันส่งเสริมเกษตรกรรมให้เกษตรกรอยู่ได้ และช่วยเขาปลดหนี้ไปด้วย ทุกคนก็ยังมีกินมีใช้ ส่วนคนไหนที่โลภมากๆก็คงต้องเดือดร้อนแน่ๆ

    ผู้ที่มีใจจะเข้ามาช่วยปลดหนี้เกษตรกร มีรายละเอียดให้ศึกษาที่ http://www.ainews1.com

    ตอบลบ