++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จังหวัดมหาสารคาม แจงนโยบายขับเคลื่อนอำเภอควบคุมโรคเข้มแข็งแบบยั่งยืน



by สำนักสารนิเทศ
จังหวัดมหาสารคาม แจงนโยบายขับเคลื่อนอำเภอควบคุมโรคเข้มแข็งแบบยั่งยืน สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามจัดประชุมชี้แจงนโยบายการขับเคลื่อนอำเภอควบคุมโรคเข้มแข็งแบบยั่งยืน และลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ปี 2555 กับ หัวหน้าหน่วยงาน กรมการปกครอง ภาคท้องถิ่น ภาคสาธารณสุข และภาคประชาชน วันที่ 19 กรกฎาคม 2555 ณ ห้องแกรนด์บอลลูม โรงแรมวสุ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม โดยมีนายสุทธินันท์ บุญมี เป็นประธานเปิดงาน และนายแพทย์ สุริยา รัตนปริญญา นายแพทย์สาธารณะสุขจังหวัดมหาสารคามร่วมกับท้องถิ่นจังหวัดมหาสารคามร่วมแถลงข่าว ซึ่งนโยบายการขับเคลื่อนอำเภอควบคุมโรคเข้มแข็งแบบยั่งยืน และลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ปี 2555 ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิตด้านสาธารณสุขว่าด้วยการสนับสนุนการดำเนินการตามแนวทางของกฎหมายสุขภาพแห่งชาติ โดยเร่งดำเนินมาตรการสร้างเสริมสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพและการเจ็บป่วยเรื้อรังโดยประสานความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากภาคีพัฒนาในสาขาต่างๆ ตลอดจนภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และอาสาสมัครร่วมสร้างความรู้ความเข้าใจ สร้างแรงจูงใจ รณรงค์ให้เกิดการพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอนามัย ทางจังหวัดมหาสารคาม จึงส่งเสริมและสนับสนุนให้นายอำเภอ นำนโยบายสู่การปฏิบัติและขับเคลื่อนให้อำเภอมีการพัฒนาเป็น “อำเภอควบคุมโรคเข้มแข็งแบบยั่งยืน” สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามนำนโยบายระดับจังหวัดสู่การปฏิบัติ ในหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับในระดับอำเภอ คือโรงพยาบาลและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และระดับตำบล คือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพในพื้นที่ รับผิดชอบ รวมถึงกลุ่มงานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม พัฒนาศักยภาพของทีมเฝ้าระวัง สอบสวน เคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ให้สามารถเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค รวมถึงภาวะเสี่ยงและภัยสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการวิเคราะห์แนวทางดำเนินงาน การติดตามประเมินผลการดำเนินงานของทีมระดับจังหวัด และแผนการดำเนินงานในหน่วยที่เกี่ยวข้องทุกรดับ จะเสนอเพื่อการพัฒนาต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนอำเภอควบคุมโรคเข้มแข็งแบบยั่งยืน เพื่อเป้าหมายของการมีสุขภาวะของประชาชน และความอยู่ดีมีสุขของพี่น้องประชาชนจังหวัดมหาสารคาม อย่างเข้มเข็ง ต่อไป ในส่วนของท้องถิ่นจังหวัดมหาสารคาม มีหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ของข้าราชการสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันภายในหน่วยงาน สนับสนุนการจัดตั้งเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคประชาชนเพื่อการพัฒนา สนับสนุนการพัฒนารายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการพัฒนาความรู้ของภาคประชาชนในพื้นที่

สาธารณสุขสงขลา ย้ำโรคมือเท้าปากส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง ผู้ปกครองต้องร่วมเฝ้าระวังการแพร่กระจายของเชื้อโรค หากพบเด็กเล็กมีไข้สูงซึม หรือ อาเจียน ให้รีบพาไปพบแพทย์


สาธารณสุขสงขลา ย้ำโรคมือเท้าปากส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง ผู้ปกครองต้องร่วมเฝ้าระวังการแพร่กระจายของเชื้อโรค หากพบเด็กเล็กมีไข้สูงซึม หรือ อาเจียน ให้รีบพาไปพบแพทย์
by ฝ่ายสุขศึกษาประชาสัมพันธ์และประสานเครือข่ายพันธมิตรสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหว
สถานการณ์โรคมือ เท้า ปาก ปัจจุบันยังไม่มีการแพร่ระบาดที่รุนแรง หากพบเด็กเล็กที่มีอาการป่วยในโรงเรียนอนุบาลหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต้องให้หยุดเรียน พร้อมทั้ง ร่วมกันทำความสะอาดสิ่งของอุปกรณ์เครื่องใช้ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค นายแพทย์ศิริชัย ลีวรรณนภาใส นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา ได้กล่าวว่า โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้ป่วยเริ่มมีอาการป่วยภายใน 3 – 5 วันหลังจากรับเชื้อ โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรง อาการของโรคที่สำคัญคือ เด็กจะมีอาการไข้ เจ็บปาก น้ำลายไหล กินอาหาร ได้น้อย เนื่องจากมีแผลที่กระพุ้งแก้มและเพดานปาก มีผื่นเป็นจุดแดงหรือตุ่มน้ำใสที่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รอบก้นและอวัยวะเพศ อาจมีผื่นตามลำตัว แขนและขา อาการดังกล่าวมักมีเกิดขึ้นประมาณ 2-3 วันและ ดีขึ้นจนหายได้ใน 1 สัปดาห์ โดยทั่วไปมักมีอาการไม่รุนแรงสามารถหายป่วยได้เอง มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรง ทำให้เกิดอาการสมองอักเสบร่วมกับระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว และเสียชีวิตได้ เด็กที่มีอาการรุนแรงมักมีไข้สูง ซึมอ่อนแรง มือสั่น เดินเซ อาเจียนมาก หายใจหอบ และชัก ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพาพบแพทย์โดยด่วน ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ และยังไม่มียารักษาจำเพาะ แพทย์ให้การรักษาตามอาการ สำหรับเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคมือเท้าปาก จะเข้าสู่ร่างกายทางปากโดยตรง โดยเชื้อติดมากับมือ ภาชนะที่ใช้ร่วมกัน เช่น ช้อน แก้วน้ำ หรือของเล่นที่ปนเปื้อน น้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง แผลในปาก หรืออุจจาระของผู้ป่วย ทั้งนี้ เชื้ออาจจะอยู่ในอุจจาระผู้ป่วยได้เป็นเดือน ทำให้ผู้ป่วยยังคงสามารถแพร่กระจายเชื้อโรคได้ ดังนั้น สถานที่ที่มักมีโอกาสเกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ง่าย จะเป็นแหล่งรวมของเด็กอายุ ต่ำกว่า 5 ปี เช่น ในโรงเรียนอนุบาล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และ สถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นต้น ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปาก ประชาชน ควรปฏิบัติดังนี้ • พ่อแม่ผู้ปกครองควรแนะนำสุขอนามัยส่วนบุคคลแก่ลูกหลาน โดยเฉพาะการล้างมือให้สะอาด ก่อนกินอาหาร และหลังขับถ่าย การใช้ช้อนกลาง รวมทั้งไม่ใช้แก้วน้ำ หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับคนอื่น ผู้ปรุงอาหารต้องล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังการเตรียมอาหารทุกครั้ง • ไม่ควรพาเด็กเล็กไปในที่แออัดที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมากๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ ควรอยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้ดี • ควรทำความสะอาดของเล่น อุปกรณ์เครื่องใช้ และสภาพแวดล้อมภายในบ้าน โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทุกวัน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค • ผู้ปกครองหมั่นสังเกตอาการป่วยที่สงสัยเป็นโรคมือเท้าปากในเด็กเล็ก หากพบว่า มีตุ่มในปากโดยที่ยังไม่มีอาการอื่น ให้หยุดเรียนและอยู่บ้านไว้ก่อน ให้เด็กถ่ายอุจจาระลงในที่รองรับแล้วนำไปกำจัดให้ถูกสุขลักษณะในส้วม หากเด็กมีอาการป่วยที่รุนแรงขึ้น เช่น ไม่ยอมทานอาหาร ไม่ยอมดื่มน้ำ ต้องรีบพาไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที นายแพทย์ศิริชัย ลีวรรณนภาใส ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.– 9 ก.ค. 2555 พบผู้ป่วย 12,581 ราย อัตราป่วย 19.80 ต่อประชากรแสนคน ไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิต พบมากที่สุดในอายุ 1 ปี ร้อยละ 28.19 รองลงมา อายุ 2 ปี ร้อยละ 25.94 และ3 ปี ร้อยละ 17.45 ส่วนจังหวัดสงขลา จากข้อมูลของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 18 ก.ค. 2555 พบผู้ป่วย 309 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 0-4 ปี (ร้อยละ 90) อำเภอที่พบผู้ป่วยสูง ได้แก่ อำเภอเมือง เทพา และสทิงพระ อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนไม่ต้องตระหนกต่อสถานการณ์ของโรคมือเท้าปากในขณะนี้ แต่ขอให้มีการร่วมมือเฝ้าระวังป้องกันตามมาตรการข้างต้น รวมทั้งมีการป้องกันโรคมือเท้าปากอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปฏิบัติตามมาตรการ “ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ” คือ กินอาหารสุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม ดื่มน้ำสะอาด ใช้ช้อนกลางในการกินอาหาร ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น และล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนกินอาหารและหลังขับถ่ายทุกครั้ง รวมทั้ง ร่วมทำความสิ่งของ อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ใช้ร่วมกันเช่น โต๊ะ เก้าอี้ในบ้าน โรงเรียน และ ศูนย์เด็กเล็ก ก็จะช่วยป้องกันโรคมือเท้าปากได้ *****นายทีปวัฑฒ์ มีแสง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ /รายงาน 20 ก.ค.2555

พัทลุง ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ฯ พอ.สว. ให้บริการตรวจสุขภาพประชาชน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันเสด็จสวรรคต สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี


by สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง
วานนี้ (๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๕) เวลา ๐๙.๓๐ น. ณ จุดปฏิบัติงานสำนักสงฆ์ป่าสนเขาคราม หมู่ที่ ๑๐ ตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง นายแพทย์ชัยศิลป์ ดำด้วง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัทลุง ได้นำสมาชิกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว.ประจำจังหวัดพัทลุง พร้อมนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง นายสมหวัง เรืองเพ็ง นายอำเภอศรีนครินทร์ นายธวัชชัย วีระกิติกุล สาธารณสุขอำเภอศรีนครินทร์ คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดพัทลุง และคณะอาจารย์ นิสิตจากมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ร่วมออกให้บริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อตรวจสุขภาพแก่พี่น้องประชาชน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันเสด็จสวรรคต สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นายแพทย์ชัยศิลป์ ดำด้วง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัทลุง ได้เป็นประธานในพิธีเปิดกรวย นำกล่าวสดุดีเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันเสด็จสวรรคต ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๕ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อประชาชนชาวไทย อีกทั้งเปิดการให้บริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว.ครั้งที่ ๑๑ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ทั้งนี้ จังหวัดพัทลุง โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง ในฐานะเลขานุการหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจังหวัดพัทลุง (พอ.สว.) ได้นำคณะแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัครหน่วยแพทย์ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (หน่วยแพทย์ พอ.สว.) ออกให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดาร เนื่องในวันคล้ายวันเสด็จสวรรคต สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ จุดปฏิบัติงานสำนักสงฆ์ป่าสนเขาคราม หมู่ที่ ๑๐ ตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง การให้บริการในครั้งนี้ มีประชาชนมารับบริการ ดังนี้ การให้บริการรักษาพยาบาลรักษาโรคทั่วไป จำนวน ๕๐ ราย ส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก และโรคทางเดินหายใจ พร้อมให้บริการทางด้านทันตกรรม จำนวน ๓๑ ราย พร้อมด้วยการทดสอบสมรรถนะทางร่างกาย จากมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จำนวน ๖๐ ราย นอกจากนี้ สมาชิกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ฯ พอ.สว.และเหล่ากาชาดจังหวัดพัทลุง ได้ออกเยี่ยมบ้านและมอบสิ่งของแก่ผู้ป่วยและผู้สูงอายุ จำนวน ๕ ราย ที่ไม่สามารถเดินทางออกไปรับบริการ ณ จุดให้บริการด้วย

ชาวพุทธเชียงรายร่วมหล่อเทียนพรรษา-เทิดพระเกียรติในหลวง





เชียงราย - พุทธศาสนิกชนเมืองพ่อขุนฯ พร้อมใจร่วมพิธีหล่อเทียนพรรษา เทิดพระเกียรติองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
     
       วันนี้ (20 ก.ค.) ที่ลานเบื้องพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ศาลาจังหวัดหลังเก่า ถนนสิงหไคล อ.เมือง จ.เชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ได้จัดให้มีพิธีหล่อเทียนพรรษาขึ้นเพื่อทำบุญเนื่องในวันเข้าพรรษาที่กำลังจะมาถึงนี้ พร้อมเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 85 พรรษา ด้วยการหล่อต้นเทียน 85 ต้น โดยมีพระเทพสิทธินายก เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย นำคณะสงฆ์ประกอบพิธี และนายธานินทร์ สุภาแสน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานดำเนินการ
     
       โดยนายธานินทร์ได้ประกอบพิธีถวายพานพุ่มเบื้องพระบรมฉายาลักษณ์ ประกอบพิธีทางศาสนา และนำพุทธศาสนิกชน ซึ่งประกอบไปด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน เยาวชน นักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมการหล่อเทียนในแม่พิมพ์ที่ทาง อบจ.เชียงรายได้จัดเตรียมเอาไว้จำนวน 85 ต้นเทียน ซึ่งเทียนพรรษาทั้งหมดจะถูกนำไปถวายตามวัดต่างๆ ใน จ.เชียงรายต่อไป
     
       สำหรับวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา โดยมีธรรมเนียมของสงฆ์อยู่ว่าพระสงฆ์ทุกรูปทั้งบวชใหม่และบวชมานานมีพรรษามาก เมื่อถึงวันนี้แล้วจะต้องทำพิธีอธิษฐานพรรษา กล่าวคือ อธิษฐานเพื่ออยู่ประจำในวัดใดวัดหนึ่งที่ตนทำพิธีอธิษฐานนั้นตลอด 3 เดือนในฤดูฝน คือตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 8 จนถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เมื่อถึงวันเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องเพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้บำเพ็ญบุญ บำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษ
     
       เช่น การถวายผ้าอาบน้ำฝน การถวายจตุปัจจัยไทยธรรม และการถวายเทียนพรรษา ตามที่พุทธศาสนิกชนได้ถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่พุทธกาลจนถึงปัจจุบันในปี 2555 มีเดือนแปดสองหน วันเข้าพรรษาจึงตรงกับแรม 1 ค่ำ เดือน 88 (เดือน 8 หลัง) ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ 3 ส.ค. 55 นี้

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

รวิวัลย์ จันทร์สุทธิ พูดถึงในหลวงเมื่อ 16 ก.ค.2555 ในรายการเล่าข่าวยามเช้า


พระองค์ท่านทรงทำงานมากจนร่างกายทรุดโทรมเร็วกว่า
ถ้าจะเปรียบเทียบกับคนอายุขนาดนี้ ที่ยังดูแข็งแรงดี ยังดูสุขภาพดี
ก็คือ  ไม่ค่อยทำงานหนักไม่ค่อยได้ลุยงานอะไร คือ อยู่แบบสบาย แต่พระองค์ท่าน พระเจ้าอยู่หัวของเราน่ะ ทำงานหนักมากเกินไป
ลุยงานหนักเกินตัว ร่างกายของพระองค์ท่านถึงได้ทรุดโทรมเร็ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยพระบารมีและด้วยทั้งจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ที่จุดศูนย์รวมพุ่งไปที่พระองค์ท่าน  ก็มีทั้งคำถวายพระพร
จิตใจจิตที่มุ่งมั่น ที่จะให้พระองค์ท่านมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง  ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้พระองค์ท่านยังมีสุขภาพที่ดีอยู่ ถึงจะมีอาการเจ็บป่วยบ้างบางครั้งนะคะ  แต่ก็หายเร็ว ก็ฟื้นตัวเร็ว เพราะว่า มีจิตใจของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศที่ จุด ก็คือ มุ่งไป จิตนี่สำคัญมากเลยนะ

คนเรานี่ ถ้าฝึกดีๆ สามาาถสะกดจิตคนได้นะ ถ้าฝึกสมาธิดีๆนะ และจิตของเรา ถ้าตั้งมั่น มุ่งมั่นไปเรื่องไหนนะ   สามารถที่จะ สะกดได้  อันนี้ เรื่องจริงไม่ใช่พูดส่งเดชนะ  เพราะคนไทยทั้งประเทศ  ตั้งมั่นตั้งจิต มุ่งไปที่พระองค์ท่าน  พระองค์ท่านถึงได้มี  สุขภาพร่างกายที่ยังโอเคอยู่ แต่ถ้าดูจากการที่ท่านทำงานมาเนี่ย  ท่านทำงานหนักเกินไป อันนี้ในความรู้สึกของปลาปากจู๋นะ  เพราะว่าเป็นเด็กบ้านนอกนะ และก็เห็นคนอายุเท่านี้ อายุเท่ากันบางคนโทรมมากเลยน่ะ แต่บางคนก็ยัง ปึ้งปั๊งอย่เพราะอะไร เพราะอีกคนสบาย ไม่ต้องทำอะไรนะ เออ อยู่สบาย กินของดีๆ ถึงเวลาก็นอน แต่อีกคนนึงทำงานหนัก  นอนก็ไม่ค่อยได้นอน นอนก็ไม่พอ  เออ เวลาคนอื่นนอน นี่ก็นั่งทำงาน  เพราะจริงๆร่างกายของคนเราน่ะ  ตับเนี่ย ตับจะได้พักผ่อนหรือว่าทำงาน หรือ การทำงานของตับจะได้พักผ่อนจริงๆ ก็คงรจะต้องนอนก่อนที่จะ เนี่ย เที่ยงคืนไปแล้วต้องนอนแล้วนะ  แต่คิดดูนะ ช่วงที่สมเด็จย่าเราป่วยนะ
พระองค์ท่านต้องไปเยี่ยม ตอน ตี...ไปแล้วน่ะ  ตีไหน เที่ยงคืนไปแล้ว  พระองค์ท่านบอกว่า ถ้าไปกลางวัน รถติดน่ะ  ท่านก็หลีกเลี่ยงไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน  ก็ไปตอนเที่ยงคืนไปแล้ว ตี 1 ตี 2 ตี 3 ซึ่งเป็นเวลาที่จะต้องพักผ่อนร่างกาย
เพราะว่า เครื่องในของเราเนี่ย เพราะเครื่องในของเราบางส่วนจะต้องพักผ่อนเวลาเนี้ย   แต่พระองค์ท่านจะต้องมาทำงานเวลาเนี้ย เวลาที่เครื่องในจะต้องพักผ่อนนะ แล้วคิดดู ร่างกายพระองค์ท่านจะทรุดโทรมเร็วแค่ไหน อันนี้ ปลาปากจู๋พูดแบบชาวบ้านเลยนะ แต่พระองค์ท่านก็หายไว ฟื้นไว เพราะว่าอะไร เพราะว่าจิตของประชาชนทุกหมู่เหล่าในประเทศไทย ส่งตรงไปที่พระองค์ท่าน ถึงพระองค์ท่านจะป่วยบ้าง ก็ฟื้นเร็ว เพราะจิตของคน และความดีงามที่พระองค์ท่านได้สร้างมาตลอด  และภาพยนตร์พระราชกรณียกิจเหล่านี้ จะต้องฉายทุกวัน ฉายไปเรื่อยๆให้ประชาชนรุ่นหลังๆเนี่ย ได้ซึมซับเข้าไปในสมอง ได้รู้ได้เห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ ทำอะไรบ้าง แล้วโครงการของพระองค์ท่านมีกี่โครงการ แล้วถ้าเกิดรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยจะน้อมนำแนวพระราชดำริ ของพระองค์ท่านนำมาสืบสานต่อเนี่ย อู้หูย ไม่ต้องไปอาศัยพวกต่างประเทศ ฝรั่งตาน้ำข้าวหัวขาวหัวแดงหรอกนะ แค่น้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ มาสืบต่อ มาต่อยอดไปอีกเนี่ย สุดยอดเลยนะคะ พระองค์ท่านทำไว้หมด วางไว้หมดแล้ว เพราะพระองค์ท่านรู้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เป็นประเทศที่อู่ข้าว  อู่น้ำน่ะ พระองค์ท่านก็วางแผนเรื่องของน้ำ  พระองค์ท่านวางแผนให้หมดแล้ว พระองค์ท่านมองยาวไปถึงอนาคตว่า น้ำจะต้อง แร้นแค้น มีการแย่งชิงอาหาร พระองค์ท่านวางโครงการไว้หมดแล้ว เพียงแต่น้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านไปใช้ แค่นี้ก็สุดยอดแล้วนะคะ....





การฆ่าตัวตาย : ปัญหาที่สังคมไม่ควรมองข้าม โดย สามารถ มังสัง



  การตายคือจุดจบ หรือจุดสุดท้ายของทุกชีวิตที่เริ่มต้นด้วยการเกิด ไม่ว่าจะเกิดจากไข่หรือเกิดจากครรภ์
     
        อีกประการหนึ่ง การตายเป็นจุดหนึ่งที่แสดงถึงความเสมอภาคของทุกชีวิต ในทำนองเดียวกับการเกิดอันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต กล่าวคือ เสมอภาคในแง่ที่ว่าเกิดมาโดยที่ไม่มีสมบัติอันใดติดตัวมา และตายไปโดยเอาสมบัติอันใดซึ่งตนเองได้ทำขึ้น และสะสมไว้ในระหว่างเกิดกับตายไปไม่ได้ ยกเว้นผลแห่งกรรมทั้งดีและชั่วที่ตนเองได้กระทำติดตัวไปเป็นปัจจัยเกื้อหนุน และตัดรอนแก่การเกิดในภาพต่อไป นี่คือคติความเชื่อเกี่ยวกับความตายในแง่ของคำสอนทางพระพุทธศาสนา
     
        ถึงแม้ว่าทุกชีวิตที่เกิดมาสักวันหนึ่งจะต้องตาย ส่วนจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับผลของกรรม แต่ในความเป็นจริงที่ปรากฏให้เห็นทุกชีวิตรักตัวกลัวตาย จะเห็นได้จากการหนีเมื่อมีภัยมาถึงตน และเมื่อหนีไม่ทันหรือจวนตัวก็จะสู้เพื่อป้องกัน และรักษาชีวิตไว้ และด้วยเหตุที่สิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนและสัตว์ นี่เอง พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามฆ่าสัตว์ และถือว่าการกระทำเยี่ยงนี้เป็นบาป โดยบัญญัติองค์ประกอบแห่งการฆ่าสัตว์ รวมทั้งมนุษย์ด้วย ดังนี้
     
        1. ปาโณ หมายถึงว่าในขณะที่ทำการฆ่าสัตว์นั้นยังมีลมหายใจเข้าออก หรือที่เรียกว่า ปาโณ ในภาษาบาลี และเรียกว่า ปราณ ในภาษาสันสกฤต
     
        2. ปาณสัญญิตา ผู้ฆ่ารู้อยู่ว่าสิ่งที่ตนฆ่ายังมีชีวิตหรือมีลมหายใจเข้าออกอยู่
     
        3. วธกัง จิตตัง มีจิตคิดจะฆ่า
     
        4. อุปักกโม มีความพยายามจะฆ่า
     
        5. เตน มรณัง สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น
     
        ถ้าการฆ่าประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ประการนี้ จึงถือเป็นการฆ่าและเป็นบาปตามหลักศาสนาพุทธ
     
        การตายอันเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตโดยปกติทั่วๆ ไปจะมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ
     
        1. ตายเอง เมื่อถึงวัยอันควรแก่การตาย หรือที่พูดเป็นภาษาชาวบ้านว่า แก่ตาย หรือพูดเป็นทางการหน่อยก็บอกว่า ตายด้วยโรคชรา
     
        2. ตายด้วยเหตุอื่นทำให้ตาย เช่น เกิดอุบัติเหตุตาย หรือเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย และตายก่อนวัยอันควร และการที่คนอื่นหรือสิ่งอื่นมาทำให้ตาย เช่น คนฆ่า หรือสัตว์กัดตาย เป็นต้น ก็จัดอยู่ในประเภทถูกทำให้ตาย
     
        3. ฆ่าตัวตายเอง หรือที่เรียกว่า อัตตวินิบาต ซึ่งมีเหตุหลากหลายมากมาย และจะได้พูดถึงต่อไปโดยละเอียด และการตายเช่นนี้ถือว่าเป็นบาป
     
        อย่างไรก็ตาม เวลานี้สังคมไทยกำลังมีปัญหาการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น จะเห็นได้ว่าเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการฆ่าตัวตายหลายราย เริ่มด้วยนายอำเภอผูกคอตาย เศรษฐียิงตัวตายที่ลาดพร้าว นักศึกษาไปทำศัลยกรรมแล้วได้ผลไม่เป็นไปตามที่คาดหวังฆ่าตัวตาย และสุดท้ายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แพทย์ รพ.ศิริราชกระโดดตึกตายด้วยวัยแค่ 29 ปี
     
        ทำไมผู้คนในสังคมไทยมีแนวโน้มฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ และคำสอนในพระพุทธศาสนาถือว่าการฆ่าตัวตายเป็นบาป
     
        ดังได้บอกแล้วตอนต้นว่าโดยปกติทุกชีวิตรักตัวกลัวตาย ดังนั้น การที่มีใครสักคนอยากตายจึงถือได้ว่าคนคนนั้นไม่อยู่ในภาวะของปกติชนแน่นอน แต่มีปัญหาว่าอะไรทำให้เขาสูญเสียความเป็นปกติชน และไม่รักตัวแต่ยอมตายด้วยการทำลายตนเอง
     
        เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้านำเหตุที่ทำให้คนฆ่าตัวตายมารวบรวมและวิเคราะห์หาสาเหตุก็น่าจะอนุมานโดยสังเขปได้ดังนี้
     
        1. ผิดหวังในชีวิต และหาทางออกไม่ได้ฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา เช่น หนุ่มสาวหรือแม้พ้นวัยแห่งความเป็นหนุ่มสาวแต่ยึดติดเรื่องความรัก ผิดหวังจากคนรักตีจากไปมีคนอื่นตามง้อขอคืนดี แต่เขาไม่ดีด้วยจึงฆ่าตัวตาย หรือในบางรายฆ่าคนรักแล้วฆ่าตัวตายตาม เป็นต้น
     
        2. ถูกโรคร้ายเบียดเบียนรักษาไม่หาย ทนทุกข์ทรมานไม่ไหวฆ่าตัวตายเพื่อหนีความเจ็บป่วย เช่น คนที่ชอบเที่ยวสำส่อนและติดเอดส์จากหญิงหรือชายขายบริการ รักษาไม่หายจึงจบลงด้วยการฆ่าตัวตายชดใช้ความสำส่อนของตนเอง เป็นต้น
     
        3. เป็นหนี้สิน และถูกเจ้าหนี้เร่งรัดขู่เข็ญบังคับจะจับไปทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบหรือหนี้การพนันที่เจ้าหนี้เลี้ยงนักเลงไว้ทวงหนี้ เป็นต้น
     
        การฆ่าตัวตายทั้ง 3 ประการดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันเกิดขึ้นบ่อยๆ และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
     
        1. ในปัจจุบันผู้คนในสังคมไทยตกอยู่ภายใต้ลัทธิบริโภคนิยม ใช้เงินเกินตัว และต้องเป็นลูกหนี้เงินนอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยแพง และมีการทวงหนี้ด้วยมาตรการที่รุนแรง และบีบคั้นจนทำให้ลูกหนี้หลายรายต้องฆ่าตัวตาย
     
        2. สังคมไทยในยุคปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกในเรื่องเสรีภาพทางเพศเพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้จากที่เด็กวัยรุ่นใจแตกคบหาเพื่อนต่างเพศ ปล่อยตัวปล่อยใจจนมีบุตรก่อนวัยอันควรต้องทำแท้งเถื่อน และเมื่อพบกับความผิดหวังก็หันไปพึ่งเพื่อน พึ่งยาเสพติดทำให้ปัญหาหนักขึ้น เมื่อหาทางออกไม่พบก็ฆ่าตัวตาย
     
        ส่วนแนวทางแก้ไขในเรื่องนี้ เท่าที่มองจากเหตุมาหาผลแล้วยากแก่การแก้ไขด้วยการนำเด็กเข้าวัดและสอนให้ทำดี เพราะจะต้องไม่ลืมว่าการที่เด็กมีพฤติกรรมเหลวแหลกในทางเพศก็แสดงให้เห็นชัดแล้วว่าหันหลังให้วัดและปฏิเสธความเชื่อในเรื่องกรรมอยู่ในที ดังนั้น ทางที่ดีแทนที่จะจับเด็กไปอบรมศีลธรรม ก็ควรอย่างยิ่งที่จะเริ่มต้นด้วยการนำพ่อแม่และผู้ปกครองเด็กมาร่วมกันหาแนวทางป้องกัน โดยมีครูและพระสงฆ์แนะแนวทางปกครองเด็กให้พ่อแม่รับรู้ และช่วยเป็นหูเป็นตาในการป้องปรามก่อนปัญหาเกิด ก็จะช่วยสกัดกั้นมิให้เด็กหรือแม้กระทั่งผู้ที่อายุแก่เกินที่จะเรียกว่าเด็ก แต่ยังมีความคิดแย่กว่าเด็ก มิให้เดินเข้าสู่ห้วงแห่งปัญหาไว้ล่วงหน้า ก็จะช่วยลดจำนวนการฆ่าตัวตายลงได้อย่างน้อยก็ระดับหนึ่ง แต่จะให้หมดไปคงจะยาก เพราะคนอยากตายคงหาโอกาสตายจนได้ เว้นแต่คิดได้เอง และเลิกคิดฆ่าตัวตายเองเท่านั้นจะเป็นการป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์

จดหมายข่าว GotoKnow ประจำเดือนกรกฎาคม 2555 ฉบับที่ 2


จดหมายข่าว GotoKnow ประจำเดือนกรกฎาคม 2555 ฉบับที่ 2

___ รางวัล "สรอ. ขอความรู้" ครั้งที่ 4 เปิดประเด็น ปัญหาเทคโนโลยีการศึกษาของไทย ___

ร่วมบันทึกลงบล็อกเรื่อง "ปัญหาเทคโนโลยีการศึกษาของไทยและแนวทางแก้ไข"  รับรางวัลเงินสดมูลค่า 2,500 บาท 2 รางวัล จากการสุ่มจับรางวัล หมดเขต 31 กค. 55 ค่ะ (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/495087)

___ รางวัลสุดคะนึง (GotoKnow Writer of the Month) ___

ผู้ได้รับรางวัลสุดคะนึง มิย. 55 ได้แก่ คุณชลัญธร ตรียมณีรัตน์  พยาบาลจากโรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/494660)

GotoKnow ขอมอบใบประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานรัฐบาลอิเล็คทรอนิกส์ (สรอ.) พร้อมรางวัลเงินสด 10,000 บาททุกเดือน เชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเขียนถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานเพื่อการจัดการความรู้ของคนทำงานภาครัฐและภาคสังคมไทยค่ะ

___ แนะนำ ClassStart.org ___

ขอเชิญครูอาจารย์ใช้ http://ClassStart.org ระบบจัดการชั้นเรียนออนไลน์ (Classroom Management System) สามารถจัดการเอกสารการสอน สร้างแบบฝึกหัด ให้คะแนน สนทนาผ่านเว็บบอร์ด ประกาศข่าว และดาวน์โหลดไฟล์คะแนนรวม บริการฟรีแก่ทุกสถานศึกษา ไม่ต้องติดตั้งระบบเอง ไม่ต้องดูแลเครื่องแม่ข่ายเอง ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาค่ะ

___ แนะนำศูนย์สร้างสุข สสส. ___

* ศูนย์สร้างสุข แหล่งเรียนรู้สุขภาวะครบวงจร สสส.  ซอยงามดูพลี สาทร พร้อมเปิดให้บริการปลายปี 2555 (http://www.gotoknow.org/classified/ads/2961)
* สสส. จัดงานประชุมนานาชาติด้านการสร้างเสริมสุขภาพครั้งที่ 21 25-29 ส.ค. 2556 (http://www.gotoknow.org/classified/ads/3055)

ขอบคุณค่ะ

GotoKnow - คนทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้

สันโดษ


สันโดษ

ความหมายของสันโดษ
    เป็นมงคลข้อที่ 24 มงคลเป็นเหตุแห่งความสุข ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต ซึ่งพระพุทธเข้าได้แสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนนำไปปฏิบัติเราเพียงแต่เปิดใจให้กว้างยอมรับความจริงตามกฎธรรมชาติ ด้วยจิตใจที่เป็นธรรมแล้วยินดีพอใจในสิ่งที่มี ที่เป็นที่หามาได้ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตรู้จักคิดดี คิดถูก เท่านั้นแหละ

ประเภทของสันโดษ
    1. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ คือได้สิ่งใดมาก็พอใจอย่างนั้น ไม่เสียใจถ้าได้ไม่เท่าที่ต้องการ
    2. ยถาพลสันโดษ ยินดีสิ่งที่ควารแก่สมรรถภาพคือคนเรามีความสามารถไม่เท่ากัน ทั้งกำลังกาย กำลังความคิด กำลังใจ กำลังความดี ก็ต้องรู้ว่า กำลังของตนเองมีแค่ไหน
    3. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีสิ่งที่สมควรแก่ฐานะ คือให้พิจารณาว่าเรามีฐานะเป็นอะไร นักบวช ชาวบ้าน ครู นักเรียน อธิบดี เสมียน

วิธีฝึกให้มีสันโดษ
    1. ให้หมั่นพิจารณาถึงความแก่ ความเจ็บ ความตาย อยู่ตลอดเวลา
    2. ให้รู้จักปริมาณในการบริโภคอาหารกินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน
    3. ให้หมั่นให้ทานอยู่เสมอ ๆ เป็นการฆ่าความตระหนี่ ความโลภในตัวไปทีละน้อย ๆ
    4. ให้หมั่นรักษาศีล
    5. ให้หมั่นทำสมาธิเป็นประจำ

การเลี้ยงชีพด้วยสันโดษ
    ในการดำรงชีพ พระพุทธศาสนามุ่งให้ทุกคนมุ่งหาปัจจัย 4 หล่อเลี้ยงร่างกาย พอเพียงเพื่อให้สังขารนี้สามารถดำรงอยู่ได้ตามอัตภาพ จากนั้นก็ใช้ร่างกายนี้สร้างความดีต่าง ๆ ให้เต็มที่ทุกรูปแบบทุกโอกาส มิได้มุ่งหมายให้คนเราดิ้นรนไขว่คว้าทะเยอทะยานจนเกิดเหตุเพื่อให้มีวัตถุต่าง ๆ พรั่งพร้อมบริบูรณ์ไว้บำรุงบำเรอตน

อานิสงค์ของการฝึกสันโดษ
    1. ทำให้ตัดกังวลต่าง ๆ เสียได้
    2. ทำให้ออกห่างจากอกุศลกรรม
    3. ทำให้มีความสบายกายสบายใจ
    4. ทำให้พ้นจากความผิด พบแต่สิ่งถูกต้อง
    5. ทำศีลธรรมเกิดขึ้นในใจได้ง่าย
    6. ทำให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง
    7. ทำให้มีกำลังใจสูง เมื่อรู้ว่าสิ่งใดไม่ดีก็มาฝ่าฝืนทำ
    8. นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่ตน
    9. ทำให้มีโอกาสกระทำแต่สิ่งดี ๆ ยิ่ง ๆขึ้น
    10. ได้ชื่อว่านำพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง



Credit : http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=39

ตามรอยบุญ สักการะ 9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ “สุโขทัย-กำแพงเพชร”




ททท.สุโขทัย จัดเส้นทางท่องเที่ยวพิเศษ “9 มงคลเมืองปฐมราชธานีสุโขทัย” และ “ตามรอยบุญ 9 มหามงคล นครชากังราว” นำสักการะ 9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญในเมืองมรดกโลกสุโขทัย - กำแพงเพชร ในรูปแบบแพกเกจทัวร์ 1 วัน 299 บาท เพียง 2 วัน คือ 11 ส.ค. และ 14 ก.ย. 55
     
       การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานสุโขทัย จัดเส้นทางท่องเที่ยวพิเศษ “9 มงคลเมืองปฐมราชธานีสุโขทัย” และ “ตามรอยบุญ 9 มหามงคล นครชากังราว” นำสักการะ 9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญในจังหวัดสุโขทัย และกำแพงเพชร ด้วยรถไฟฟ้าท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยกิจกรรมเวียนเทียนปิดท้าย โดยมีการนำชมบางส่วนของสถานที่ถ่ายทำละครเรื่อง“ขุนเดช” ซึ่งปีนี้กำหนดจัดเพียง 2 วันเท่านั้น คือในวันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2555 และวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2555
     
       สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง ได้แก่
     
       เส้นทางที่ 1 พาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 9 ในจังหวัดสุโขทัย
       1.ศาลพระแม่ย่า 2.หลวงพ่อเป่า วัดราชธานี 3.หลวงพ่อโต 4.หลวงพ่องาม วัดไทยชุมพล 5.หลวงพ่อขาว วัดตระพังทอง 6.หอพระพุทธสิริมารวิชัย 7.พระอจนะ วัดศรีชุม 8.พระราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง 9.ร่วมกิจกรรมเวียนเทียน+ปล่อยโคมลอย ณ วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย


9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในเส้นทาง ตามรอยบุญ 9 มหามงคล นครชากังราว

       เส้นทางที่ 2 พาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 9 ในจังหวัดกำแพงเพชร
       1.รอยพระพุทธบาท วัดเสด็จ 2.หลวงพ่อเพชร วัดบาง 3.หลวงพ่อโม้ วัดเทพโมฬี 4.หลวงพ่อโต วัดคูยาง 5.ศาลหลักเมือง 6.วัดพระแก้ว อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร 7.หลวงพ่ออุโมงค์ วัดสว่างอารมณ์ 8.พระบรมสารีริกธาตุ วัดพระบรมธาตุนครชุม 9.ร่วมกิจกรรมเวียนเทียน ณ วัดพระสี่อิริยาบถ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
     
       ทั้งนี้ทางททท. ได้จัดโปรแกรมนำเที่ยวในเส้นทางสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง ในรูปแบบแพกเกจทัวร์ 1 วัน ราคา 299 บาท(ราคานี้เป็นโปรแกรมเดินทาง พร้อม มัคคุเทศก์+ค่ารถไฟฟ้านำชม โปรแกรมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 9 มงคลในกำแพงเพชร และค่ากิจกรรมเวียนเทียนแบบทักษิณาวรรต) ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานสุโขทัย โทร.0-5561-6228 หรือ ที่ 0-5561-3075-6 หรือถ้าสนใจเป็นแพกเกจเดินทางจากกรุงเทพ 3 วัน 2 คืน คิดราคา 4,399 บาท ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2642-4426-8, 08-1458-6386