โครงการจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์
ทุนชีวิตของอริยชน...ที่พ่อแม่ให้ลูกได้
* วัตถุประสงค์
๑. เพื่อส่งเสริมให้พ่อแม่ได้ศึกษา ปฏิบัติ และแบ่งปันประสบการณ์ การใช้พุทธวิธีในการครองชีวิตครอบครัวและให้กำเนิดชีวิตของลูกอย่างมีจิต ประภัสสร
๒. เพื่อสร้างวงศาคณาญาติให้พ่อแม่มีที่ปรึกษาระยะยาว ในการครองชีวิตครอบครัวและการให้กำเนิดชีวิตของลูกอย่างมีจิตประภัสสร
* กลุ่มเป้าหมาย
๑. พ่อแม่ที่เตรียมตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์ ไม่จำกัดอายุครรภ์ และตั้งใจมั่นที่จะลงทุนสร้างจิตประภัสสรให้ลูกในครรภ์ ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดทุกข์ แก่ตนเองและครอบครัว
๒. วงศาคณาญาติและผู้ทำงานเกี่ยวข้อง ที่ต้องการเรียนรู้เพื่อนำไปร่วมสร้างสังคม ที่ส่งเสริม การให้กำเนิดชีวิตด้วยจิตประภัสสร
........ .......... ...........
โครงการจิตประภัสสรฯ เป็นการนำธรรมะมารับใช้สังคม
โดยการส่งเสริมให้พ่อแม่และผู้ที่เกี่ยวข้องมีสัมมาทิษฐิหรือความคิดเห็นที่ ถูกต้องโดยธรรมในการครองชีวิตครอบครัวและการให้กำเนิดชีวิต
ด้วยการใช้ ๙ เดือนของการตั้งครรภ์เป็นการลงทุนสร้าง‘อริยทรัพย์’ คือจิตประภัสสร
เป็นทุนของชีวิตให้เด็กที่จะเกิดมา ได้เริ่มต้นอยู่บนหนทางของ‘อริยบุคคล’
ขณะที่ลูกอยู่ในครรภ์‘ครรภ์ของแม่ คือ โลกของลูก’
ลูกเรียนรู้โลกผ่านฮอร์โมนที่บ่งบอกอารมณ์ของแม่ในแต่ละวัน
‘แม่รู้สึกอย่างไร ลูกรู้สึกอย่างนั้น’
ดังนั้นการรักษาใจของแม่จึงเป็นการพัฒนาจิตทั้งแม่และลูกไปพร้อมกันตลอด ๙ เดือนที่ใช้ลมหายใจเดียวกัน
โดยมีพ่อและวงศาคณาญาติเป็นผู้เกื้อกูล ให้แม่สามารถรักษาภาวะของจิตประภัสสรได้อย่างต่อเนื่อง
พ่อแม่กำลังเป็นผู้สร้างโลกให้มีอริยะด้วยการสร้างลูก
เพราะเด็กที่มีพื้นจิตที่ดีจะมีโอกาสพัฒนาศักยภาพได้สูงสุดทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคมและปัญญา
ประกอบกับการที่พ่อแม่ได้เรียนรู้การจัดการอารมณ์และการสื่อสารในครอบครัวระหว่างตั้งครรภ์
จะทำให้พ่อแม่มีทักษะในการครองชีวิตครอบครัว และการเลี้ยงลูกอย่างมีสติและปัญญาตั้งแต่แรกเกิด
การเตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรม
มีวินัยในการเข้าร่วมดังนี้
๑) สมัครสมาชิกล่วงหน้า ส่งใบสมัครแล้วสามารถมาเข้าร่วมได้เลย และในการเข้าร่วมในครั้งต่อไป กรุณาแจ้งล่วงหน้าทางโทรศัพท์หรืออีเมล์อย่างน้อย ๕ วัน
๒) ไม่จำเป็นต้องมาทุกเดือนหรือมีคุณพ่อมาด้วย แต่ยิ่งมายิ่งดี และสามารถพาเด็ก ๆ เพื่อน หรือสมาชิกในครอบครัวมาด้วยได้
๓) เมื่อคลอดกรุณาแจ้งเพื่อนัดวันรับขวัญ
๔) แต่งกายลำลองแต่สุภาพ เหมาะสมกับกาละเทศะในสถานปฏิบัติธรรม หากนุ่งกางเกงจะสะดวกในการนั่งพื้น
………………………..
* วิถีชีวิตในวันจิตประภัสสร
๐๘.๐๐-๐๙.๐๐ น.ลงทะเบียน
๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น.วิเคราะห์ข่าวเด่นให้เป็นปัญญากับวิทยุสาวิกา 'คิดเป็น...ไม่เป็นทุกข์'
๑๐.๐๐-๑๐.๓๐ น. ภาวนากับบทเพลงแห่งสติ สนทนากับครอบครัวจิตประภัสสร
๑๐.๓๐-๑๑.๓๐ น. สนทนาธรรม’ปฎิจจสมุปบาท : การจัดการอารมณ์และการสื่อสารเพื่อสร้างครอบครัวจิตประภัสสร’
๑๑.๓๐-๑๓.๐๐ น. รับประทานอาหาร
๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น.นอนภาวนากับเสียงคริสตัลโบลว์ ,เดินเล่นอย่างมีสติ
๑๕.๐๐-๑๖.๐๐ น.สนทนาประสาวงศาคณาญาติด้วยพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต โดย วิทยากร
๑๖.๐๐-๑๖.๓๐ น.อาหารว่างสุขภาพ
๑๖.๓๐-๑๗.๐๐ น.ร่วมพิธีรับขวัญเด็กเกิดใหม่ ณ หอพระบรมสารีริกธาตุ
๑๗.๐๐-๑๘.๐๐ น.ฟังกันด้วยหัวใจในครอบครัวจิตประภัสสร (ให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม) ,สวดมนต์ อธิษฐานจิต ตามประทีป
๑๘.๐๐-๑๘.๓๐ น.ให้คำปรึกษาส่วนตัว (เฉพาะกรณีนัดหมายล่วงหน้า)
แนะนำกิจกรรม”จิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ ”
ณ เสถียรธรรมสถาน ทุกวันอาทิตย์ที่หนึ่งของเดือน
ครั้งต่อปีของปีนี้(๒๕๕๔) คือ ๗ ส.ค. ,๔ ก.ย. ,๒ ต.ค. ,๖ พ.ย. , ๔ ธ.ค.
http://www.sdsweb.org/sdsweb/
สอบถามรายละเอียดได้ทางเฟสบุ๊คของเสถียรธรรมสถาน
http://www.facebook.com/sdsface
เสถียรธรรมสถาน เลขที่ ๒๔/๕ หมู่ ๘ ซอยวัชรพล ถนนรามอินทรา
แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๓๐
โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697
โทรสาร 02-519-4633, 02-945-5935
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
Top 10 วิธี ทำให้สมองแจ่ม
อันดับที่ 10 นอนหลับอย่างเพียงพอ
ทำไม ละ? การอดหลับอดนอน มันมีผลต่อระบบต่างๆในร่างกายของเฮา โดยเฉพาะในส่วนของการรับรู้ ดังเช่น ความทรงจำ และ สมาธิ นอนไม่พอยังทำให้เกิดปรากฎการณ์ ที่เรียกว่า snowball effect แถมจะมีผลเรื้อรังอีกด้วยนะ!! ทำไง? เข้านอนให้ตรงเวลา ก่อนนอนก็อย่าแจ้นไปกินข้าว เล่นเกมส์ หรือ หาโน่นหานี่มาทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูหนาว พยายามเข้านอนแต่หัวค่ำ จะได้ตื่นขึ้นมารับรุ่งอรุณ ได้อย่างแจ่มใส เข้านอนแต่หัวค่ำจะช่วยให้คุณอารมณ์ดีและ กระปรี้กระเปร่าด้วยนะ เจ๋งไหมละ!!
อันดับที่ 9 ผ่อนคลาย ทำไมละ? ก็เพราะว่าความเครียดมีผลต่อด้านจิตใจ และลดประสิทธิภาพด้านความคิด ทำไง? พยายามทำอะไรที่เป็นการ relax เช่นการนั่งสมาธิ
อันดับที่ 8 ออกกำลังกาย ทำไม ละ? ออกกำลังกายที่เน้นการทำงานของหัวใจ จะทำให้่ช่วยให้ ระบบเผาผลาญพลังงานดีขึ้น และทำให้หัวใจไม่เสื่อมเร็วด้วย ทำไง? ไปออกกำลังกายไง เน้นการออกกำลังกายที่เน้นการทำงานของหัวใจ และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
อันดับที่ 7 กินเยอะๆ พวกผักสีเขียว ทำไม ละ? ผักสีเขียวหนะมีวิตามินสูง ทั้งยังมีแอนตี้ออกซิเด้นที่จะช่วยป้องกัน ความจำเสื่อม เช่น vitamin E,C,B มีอยู่เยอะในผักสีเขียว ดังนั้นกินเข้าไปโลด ดีทั้งนั้น ทำไง? กินผักผลไม้ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ ลองทำอาหารบำรุงสมองเช่นสลัดดูก็ได้
อันดับที่ 6 เข้าเรียน!!
ทำไม ละ? ก็ความรู้คือพลังไงละ เคยได้ยินบ่? ทำไงดี? พยายามหาความรู้เข้าสมองให้เยอะๆ มีเรียนก็เข้าเรียน หุๆ แค่เพียงการ เทคคอร์สสักคอร์ส เพียงคอร์สเดียว ก็จะช่วยให้คุณได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นแล้วแหล่ะ รู้มาก เก่งมาก ไม่ยาก ใช่ไหม....
อันดับที่ 5 เล่นเกมส์พัฒนาสมอง ทำไม? เกมส์ด้านตรรกะ จะช่วยให้คุณได้ใช้งานสมอง ด้านซ้าย ช่วยพัฒนากระบวนการคิดอย่างมีเหตุมีผล และทำให้กระบวนการคิดด้านตรรกะดีขึ้น ทำไง? เดี๋ยวนี้มีเกมส์แนวนี้เยอะแยะ เช่นเกมส์อักษรไขว้ โซดูกุ หาซื้อสักเล่มก็ได้ หรือจะเล่นวีดีโอเกมส์ หรือเกมส์คอมฯ ที่มันเอาไว้ "พัฒนาสมอง" หรือไม่ก็หาเล่นเกมส์แนวนี้ออนไลน์ ก็ได้
อันดับที่ 4 อ่านมากเก่งมาก ทำไม? คงไม่มีใครจะปฎิเสธนะครับว่าการอ่านมีประโยชน์แค่ไหน เดี๋ยวนี้นิยายหลายเรื่อง ก็มีในรูปแบบดิจิตอล หรือหาอ่าน แบบออนไลน์ก็ได้ ทำไง? เลือกหนังสือมาสักเล่ม แล้วเริ่มอ่าน อ่านปกมันดูก่อนก็ได้ แล้วลองหาดูว่า เล่มไหนที่เราอยากอ่าน หาเจอแล้วก็อ่านมันเสีย
อันดับที่ 3 หางานอดิเรกที่สร้างสรรค์ทำ ทำไม? งานด้าน Creative จะพัฒนาสมองด้านขวา ในขณะที่ สมองด้านซ้ายจะเกี่ยวกับด้านความคิด ตรรกะต่างๆ พยายามใช้สมองทั้งสองด้าน แล้วสมองของคุณจะแจ่ม!! ทำไง? ใช้เวลาสักชั่วโมง เพื่อทำงานอดิเรกที่ creative เช่น วาดรูป แกะสลัก ถ่ายภาพ หรือแม้แต่ทำอาหาร ถ้าคุณไม่รู้จะทำไรดี ก็ลองหาไรทำเป็นกลุ่มดูสิ
อันดับที่ 2 เลิกบุหรี่!
ทำไม? นอกจากการสูบบุหรี่จะทำร้ายคนอื่นแล้ว ควันบุหรี่นี่แหละทีเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณ ดูแก่ขึ้น และลดความสามารถในการจดจำ ทำไง? การเลิกบุหรี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก แต่มันก็ ทำได้นะครับ มีวิธีแนะนำหลายๆอย่างเลยเกี่ยวกับ การเลิกบุหรี่ ลด ละ เลิก ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ได้ผลดีทีเดียว
อันดับที่ 1 เล่นเกมส์แนววางแผน
ทำไม? การเล่นเกมส์ที่เกี่ยวกับการวางแผนจะช่วยให้คุณเพิ่ม ทักษะการคิดด้านการวางแผนและทำให้คุณรู้จัก วิธีแก้ปัญหาที่คล้ายๆกันได้ หากเจอปัญหาในชีวิตจริง ทำไง? เกมส์แนวนี้มีเยอะ ทั้งเกมส์กระดาน เช่น หมากรุก หรือวีดีโอเกมส์ ก็มีแนวนี้เยอะจะตาย เลือกสักเกมส์ที่คุณอยากเล่นดู หวังว่าบทความเหล่านี้จะช่วยให้คุณได้รู้วิธีทำ
ทำไม ละ? การอดหลับอดนอน มันมีผลต่อระบบต่างๆในร่างกายของเฮา โดยเฉพาะในส่วนของการรับรู้ ดังเช่น ความทรงจำ และ สมาธิ นอนไม่พอยังทำให้เกิดปรากฎการณ์ ที่เรียกว่า snowball effect แถมจะมีผลเรื้อรังอีกด้วยนะ!! ทำไง? เข้านอนให้ตรงเวลา ก่อนนอนก็อย่าแจ้นไปกินข้าว เล่นเกมส์ หรือ หาโน่นหานี่มาทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูหนาว พยายามเข้านอนแต่หัวค่ำ จะได้ตื่นขึ้นมารับรุ่งอรุณ ได้อย่างแจ่มใส เข้านอนแต่หัวค่ำจะช่วยให้คุณอารมณ์ดีและ กระปรี้กระเปร่าด้วยนะ เจ๋งไหมละ!!
อันดับที่ 9 ผ่อนคลาย ทำไมละ? ก็เพราะว่าความเครียดมีผลต่อด้านจิตใจ และลดประสิทธิภาพด้านความคิด ทำไง? พยายามทำอะไรที่เป็นการ relax เช่นการนั่งสมาธิ
อันดับที่ 8 ออกกำลังกาย ทำไม ละ? ออกกำลังกายที่เน้นการทำงานของหัวใจ จะทำให้่ช่วยให้ ระบบเผาผลาญพลังงานดีขึ้น และทำให้หัวใจไม่เสื่อมเร็วด้วย ทำไง? ไปออกกำลังกายไง เน้นการออกกำลังกายที่เน้นการทำงานของหัวใจ และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
อันดับที่ 7 กินเยอะๆ พวกผักสีเขียว ทำไม ละ? ผักสีเขียวหนะมีวิตามินสูง ทั้งยังมีแอนตี้ออกซิเด้นที่จะช่วยป้องกัน ความจำเสื่อม เช่น vitamin E,C,B มีอยู่เยอะในผักสีเขียว ดังนั้นกินเข้าไปโลด ดีทั้งนั้น ทำไง? กินผักผลไม้ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ ลองทำอาหารบำรุงสมองเช่นสลัดดูก็ได้
อันดับที่ 6 เข้าเรียน!!
ทำไม ละ? ก็ความรู้คือพลังไงละ เคยได้ยินบ่? ทำไงดี? พยายามหาความรู้เข้าสมองให้เยอะๆ มีเรียนก็เข้าเรียน หุๆ แค่เพียงการ เทคคอร์สสักคอร์ส เพียงคอร์สเดียว ก็จะช่วยให้คุณได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นแล้วแหล่ะ รู้มาก เก่งมาก ไม่ยาก ใช่ไหม....
อันดับที่ 5 เล่นเกมส์พัฒนาสมอง ทำไม? เกมส์ด้านตรรกะ จะช่วยให้คุณได้ใช้งานสมอง ด้านซ้าย ช่วยพัฒนากระบวนการคิดอย่างมีเหตุมีผล และทำให้กระบวนการคิดด้านตรรกะดีขึ้น ทำไง? เดี๋ยวนี้มีเกมส์แนวนี้เยอะแยะ เช่นเกมส์อักษรไขว้ โซดูกุ หาซื้อสักเล่มก็ได้ หรือจะเล่นวีดีโอเกมส์ หรือเกมส์คอมฯ ที่มันเอาไว้ "พัฒนาสมอง" หรือไม่ก็หาเล่นเกมส์แนวนี้ออนไลน์ ก็ได้
อันดับที่ 4 อ่านมากเก่งมาก ทำไม? คงไม่มีใครจะปฎิเสธนะครับว่าการอ่านมีประโยชน์แค่ไหน เดี๋ยวนี้นิยายหลายเรื่อง ก็มีในรูปแบบดิจิตอล หรือหาอ่าน แบบออนไลน์ก็ได้ ทำไง? เลือกหนังสือมาสักเล่ม แล้วเริ่มอ่าน อ่านปกมันดูก่อนก็ได้ แล้วลองหาดูว่า เล่มไหนที่เราอยากอ่าน หาเจอแล้วก็อ่านมันเสีย
อันดับที่ 3 หางานอดิเรกที่สร้างสรรค์ทำ ทำไม? งานด้าน Creative จะพัฒนาสมองด้านขวา ในขณะที่ สมองด้านซ้ายจะเกี่ยวกับด้านความคิด ตรรกะต่างๆ พยายามใช้สมองทั้งสองด้าน แล้วสมองของคุณจะแจ่ม!! ทำไง? ใช้เวลาสักชั่วโมง เพื่อทำงานอดิเรกที่ creative เช่น วาดรูป แกะสลัก ถ่ายภาพ หรือแม้แต่ทำอาหาร ถ้าคุณไม่รู้จะทำไรดี ก็ลองหาไรทำเป็นกลุ่มดูสิ
อันดับที่ 2 เลิกบุหรี่!
ทำไม? นอกจากการสูบบุหรี่จะทำร้ายคนอื่นแล้ว ควันบุหรี่นี่แหละทีเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณ ดูแก่ขึ้น และลดความสามารถในการจดจำ ทำไง? การเลิกบุหรี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก แต่มันก็ ทำได้นะครับ มีวิธีแนะนำหลายๆอย่างเลยเกี่ยวกับ การเลิกบุหรี่ ลด ละ เลิก ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ได้ผลดีทีเดียว
อันดับที่ 1 เล่นเกมส์แนววางแผน
ทำไม? การเล่นเกมส์ที่เกี่ยวกับการวางแผนจะช่วยให้คุณเพิ่ม ทักษะการคิดด้านการวางแผนและทำให้คุณรู้จัก วิธีแก้ปัญหาที่คล้ายๆกันได้ หากเจอปัญหาในชีวิตจริง ทำไง? เกมส์แนวนี้มีเยอะ ทั้งเกมส์กระดาน เช่น หมากรุก หรือวีดีโอเกมส์ ก็มีแนวนี้เยอะจะตาย เลือกสักเกมส์ที่คุณอยากเล่นดู หวังว่าบทความเหล่านี้จะช่วยให้คุณได้รู้วิธีทำ
ฆ่าความโกรธ"
การเป็นเทพการช่วยเหลือของพระอินทร์นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องช่วยเหลือทุกเรื่องเสมอไป เช่น ในคราวที่สุวีวรเทวบุตรขอพรกับพระอินทร์ ว่าขอให้ตนได้เป็น "ผู้ที่เกียจคร้าน ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่ทำกิจที่ควรทำ แต่ก็ได้รับความสำเร็จทุกอย่างตามที่ปรารถนา"
พระ อินทร์ทรงตรัสเพื่อให้คิดว่า "คนเกียจคร้านบรรลุถึงความสุขอย่างยิ่งในที่ใด ก็ให้ท่านจงไปในที่นั้นเอง และช่วยบอกให้ข้าพเจ้าได้ไปในที่นั้นด้วย"
แต่กระนั้น สุวีรเทวบุตรก็ยังขอพรว่า "ขอพระองค์ได้โปรด ประทานพรความสุขชนิดที่ไม่มีทุกข์โศก โดยไม่ต้องทำอะไรเลย"
พระอินทร์จึงตรัสว่า "ถ้าจะมีใครดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ต้อง ทำอะไรในทิศทางไหน นั่นเป็นทางนิพพานแน่ ให้ท่านจงไปและช่วยบอกข้าพเจ้าให้ไปด้วย"
นอกจาก นี้พระองค์ยังเป็นเทพแห่งขันติธรรมอีกด้วย เพราะเมื่อครั้งในสงครามคราวหนึ่งฝ่ายเทวดาชนะอสูร ท้าวเวปจิตติอสุรินทร์ถูกจับได้และถูกพันธนาการมายังสุธัมมสภา ขณะที่เข้าและออกจากสภา ก็ได้บริภาษด่าพระอินทร์ด้วยถ้อยคำหยาบช้าต่างๆ แต่พระอินทร์ก็ไม่ได้โกรธแม้แต่น้อย
พระมาตลีเทพสารถีจึงทูลถามพระอินทร์ว่า "ทรงอดกลั้น ได้เพราะกลัว หรือว่าเพราะอ่อนแอ" พระอินทร์ตรัสตอบว่า "เราทนได้ไม่ใช่เพราะกลัว ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่วิญญูชนเช่นเรา จะตอบโต้กับพาลได้อย่างไร" พระมาตลีแย้งว่า "พาลจะกำเริบถ้าไม่กำหราบเสีย เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาพึงกำหราบเสียด้วย อาชญาอย่างแรง"
พระอินทร์ "เมื่อรู้ว่าเขาโกรธแล้วมีสติสงบลงได้ นี่แหละเป็นวิธีกำหราบพาล พระมาตลีก็ยังแย้งว่า "ความอดกลั้นดังนั้นมีโทษ พาลจะเข้าใจว่าผู้นี้อดกลั้นเพราะกลัว ก็จะยิ่งข่ม เหมือนโคยิ่งหนีก็ยิ่งไล่"
"พาลจะคิดอย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของตนสำคัญยิ่ง และไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่าขันติ ผู้ที่มีกำลัง อดกลั้นต่อผู้ที่อ่อนแอ เรียกว่าขันติอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่อ่อนแอ ต้องอดทนอยู่เองเสมอไป ผู้ที่มีกำลังและใช้กำลังอย่างพาล ไม่เรียกว่า มีกำลัง ส่วนผู้ที่มีกำลังและมีธรรมะคุ้มครอง ย่อมไม่โกรธตอบ
“ผู้โกรธตอบผู้โกรธ หยาบมากกว่าผู้โกรธทีแรก ส่วนผู้ที่ไม่โกรธตอบ ผู้โกรธชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ผู้ที่รู้ว่าเขาโกรธ แต่มีสติสงบได้ ชื่อว่าประพฤติประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น แต่ผู้ที่ไม่ฉลาด ไม่รู้ธรรมก็ย่อมจะเห็นผู้ที่รักษาประโยชน์ตน และผู้อื่นทั้งสองฝ่ายดังกล่าว ว่าเป็นคนโง่เสีย"คำอธิบายของพระอินทร์ ที่ทำให้มาตลีต้องยอมรับ
ธรรมมะคำ สอนของพระอินทร์ที่ทรงสั่งสอนและอบรมเทวดาบนสรวงสวรรค์นั้น เป็นเพราะพระอินทร์ ได้รับคำแนะจากพระพุทธเจ้า เพราะตามความเชื่อทางพุทธศาสนานั้น พระอินทร์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอยู่หลายเรื่อง
โดยครั้ง หนึ่งพระอินทร์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า "ฆ่าอะไรได้อยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรได้ไม่โศก" พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า "ฆ่าความโกรธ" ซึ่งหลังจากที่สนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้า ผ่านไประยะหนึ่งได้มียักษ์ตนหนึ่งผิวพรรณเศร้าหมอง รูปร่างน่าเกลียด ขึ้นไปนั่งบนอาสนะของพระอินทร์ พวกเทพชั้นดาวดึงส์ จึงพากันโพนทนาติเตียน แต่ยิ่งโพนทนาติเตียน ยักษ์นั้นก็ยิ่งงามยิ่งผ่องใส จนพวกเทพพากันประหลาดใจว่า น่าจะเป็นยักษ์กินโกรธ
ปาฎิหารย์มหาเทพ ปริศนาธรรม พระอินทร์ที่วัป่าห้วยลาด
หน้าที่
เมื่อพระอินทร์ทรงทราบความนั้นแล้วจึงได้เสด็จเข้าไป ทำผ้าเฉวียงพระอังสะข้างซ้าย คุกเข่าขวาลง และประคองอัญชลีเหนือพระเศียร ประกาศพระนามของพระองค์ขึ้น 3 ครั้งว่า พระองค์คือ ท้าวสักกะจอมเทพ ยักษ์นั้นกลับมีผิวพรรณเศร้าหมอง รูปร่างน่าเกลียดยิ่งขึ้นจนหายไปในที่นั้น จากนั้นพระองค์ขึ้นประทับบนอาสนะของพระองค์ แล้วตรัสอบรมพวกเทพ และตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงโกรธมาช้านาน ความโกรธไม่ตั้งติดในพระองค์ แม้จะโกรธชั่ววูบเดียวก็ไม่กล่าวผรุสวาจา ทรงข่มตนได้
คราวหนึ่งพระองค์ทรงอบรมเทพทั้งหลายว่า อย่าปล่อยให้มีอำนาจเหนือความโกรธ อย่าจืดจางในมิตร อย่าตำหนิผู้ไม่ควรตำหนิ อย่ากล่าวส่อเสียด อย่าให้ความโกรธเข้าครอบงำ อย่าโกรธตอบผู้โกรธ ความไม่โกรธและความไม่เบียดเบียนมีอยู่ในพระอริยะทั้งหลายทุกเมื่อ ความโกรธทับบดคนบาปเหมือนภูเขา
พระ อินทร์ทรงตรัสเพื่อให้คิดว่า "คนเกียจคร้านบรรลุถึงความสุขอย่างยิ่งในที่ใด ก็ให้ท่านจงไปในที่นั้นเอง และช่วยบอกให้ข้าพเจ้าได้ไปในที่นั้นด้วย"
แต่กระนั้น สุวีรเทวบุตรก็ยังขอพรว่า "ขอพระองค์ได้โปรด ประทานพรความสุขชนิดที่ไม่มีทุกข์โศก โดยไม่ต้องทำอะไรเลย"
พระอินทร์จึงตรัสว่า "ถ้าจะมีใครดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ต้อง ทำอะไรในทิศทางไหน นั่นเป็นทางนิพพานแน่ ให้ท่านจงไปและช่วยบอกข้าพเจ้าให้ไปด้วย"
นอกจาก นี้พระองค์ยังเป็นเทพแห่งขันติธรรมอีกด้วย เพราะเมื่อครั้งในสงครามคราวหนึ่งฝ่ายเทวดาชนะอสูร ท้าวเวปจิตติอสุรินทร์ถูกจับได้และถูกพันธนาการมายังสุธัมมสภา ขณะที่เข้าและออกจากสภา ก็ได้บริภาษด่าพระอินทร์ด้วยถ้อยคำหยาบช้าต่างๆ แต่พระอินทร์ก็ไม่ได้โกรธแม้แต่น้อย
พระมาตลีเทพสารถีจึงทูลถามพระอินทร์ว่า "ทรงอดกลั้น ได้เพราะกลัว หรือว่าเพราะอ่อนแอ" พระอินทร์ตรัสตอบว่า "เราทนได้ไม่ใช่เพราะกลัว ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่วิญญูชนเช่นเรา จะตอบโต้กับพาลได้อย่างไร" พระมาตลีแย้งว่า "พาลจะกำเริบถ้าไม่กำหราบเสีย เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาพึงกำหราบเสียด้วย อาชญาอย่างแรง"
พระอินทร์ "เมื่อรู้ว่าเขาโกรธแล้วมีสติสงบลงได้ นี่แหละเป็นวิธีกำหราบพาล พระมาตลีก็ยังแย้งว่า "ความอดกลั้นดังนั้นมีโทษ พาลจะเข้าใจว่าผู้นี้อดกลั้นเพราะกลัว ก็จะยิ่งข่ม เหมือนโคยิ่งหนีก็ยิ่งไล่"
"พาลจะคิดอย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของตนสำคัญยิ่ง และไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่าขันติ ผู้ที่มีกำลัง อดกลั้นต่อผู้ที่อ่อนแอ เรียกว่าขันติอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่อ่อนแอ ต้องอดทนอยู่เองเสมอไป ผู้ที่มีกำลังและใช้กำลังอย่างพาล ไม่เรียกว่า มีกำลัง ส่วนผู้ที่มีกำลังและมีธรรมะคุ้มครอง ย่อมไม่โกรธตอบ
“ผู้โกรธตอบผู้โกรธ หยาบมากกว่าผู้โกรธทีแรก ส่วนผู้ที่ไม่โกรธตอบ ผู้โกรธชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ผู้ที่รู้ว่าเขาโกรธ แต่มีสติสงบได้ ชื่อว่าประพฤติประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น แต่ผู้ที่ไม่ฉลาด ไม่รู้ธรรมก็ย่อมจะเห็นผู้ที่รักษาประโยชน์ตน และผู้อื่นทั้งสองฝ่ายดังกล่าว ว่าเป็นคนโง่เสีย"คำอธิบายของพระอินทร์ ที่ทำให้มาตลีต้องยอมรับ
ธรรมมะคำ สอนของพระอินทร์ที่ทรงสั่งสอนและอบรมเทวดาบนสรวงสวรรค์นั้น เป็นเพราะพระอินทร์ ได้รับคำแนะจากพระพุทธเจ้า เพราะตามความเชื่อทางพุทธศาสนานั้น พระอินทร์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอยู่หลายเรื่อง
โดยครั้ง หนึ่งพระอินทร์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า "ฆ่าอะไรได้อยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรได้ไม่โศก" พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า "ฆ่าความโกรธ" ซึ่งหลังจากที่สนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้า ผ่านไประยะหนึ่งได้มียักษ์ตนหนึ่งผิวพรรณเศร้าหมอง รูปร่างน่าเกลียด ขึ้นไปนั่งบนอาสนะของพระอินทร์ พวกเทพชั้นดาวดึงส์ จึงพากันโพนทนาติเตียน แต่ยิ่งโพนทนาติเตียน ยักษ์นั้นก็ยิ่งงามยิ่งผ่องใส จนพวกเทพพากันประหลาดใจว่า น่าจะเป็นยักษ์กินโกรธ
ปาฎิหารย์มหาเทพ ปริศนาธรรม พระอินทร์ที่วัป่าห้วยลาด
หน้าที่
เมื่อพระอินทร์ทรงทราบความนั้นแล้วจึงได้เสด็จเข้าไป ทำผ้าเฉวียงพระอังสะข้างซ้าย คุกเข่าขวาลง และประคองอัญชลีเหนือพระเศียร ประกาศพระนามของพระองค์ขึ้น 3 ครั้งว่า พระองค์คือ ท้าวสักกะจอมเทพ ยักษ์นั้นกลับมีผิวพรรณเศร้าหมอง รูปร่างน่าเกลียดยิ่งขึ้นจนหายไปในที่นั้น จากนั้นพระองค์ขึ้นประทับบนอาสนะของพระองค์ แล้วตรัสอบรมพวกเทพ และตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงโกรธมาช้านาน ความโกรธไม่ตั้งติดในพระองค์ แม้จะโกรธชั่ววูบเดียวก็ไม่กล่าวผรุสวาจา ทรงข่มตนได้
คราวหนึ่งพระองค์ทรงอบรมเทพทั้งหลายว่า อย่าปล่อยให้มีอำนาจเหนือความโกรธ อย่าจืดจางในมิตร อย่าตำหนิผู้ไม่ควรตำหนิ อย่ากล่าวส่อเสียด อย่าให้ความโกรธเข้าครอบงำ อย่าโกรธตอบผู้โกรธ ความไม่โกรธและความไม่เบียดเบียนมีอยู่ในพระอริยะทั้งหลายทุกเมื่อ ความโกรธทับบดคนบาปเหมือนภูเขา
โอวาทของพระอรหันต์จี้กง
โอวาทของพระอรหันต์จี้กง
ประวัติ
นามเดิมของท่าน คือ ซิวอ้วง แซ่ลี้ เป็นชาวเมืองเทียนไถ เกิดในสมัยราชวงศ์ซ้อง ท่าน
ได้บวชอยู่ที่วัดเล่งอุ้ง ตาบลไซโอ้ว เมืองหางโจว ประเทศจีน และ ใช้นามทางศาสนาว่า เต้าจี้
ท่านโปรดสัตว์โลกโดยวิธีพิสดาร จนชาวบ้านขนานพระนามว่า "พระสติเฟื่อง" (จี้เตียง)
ท่านเป็นองค์อวตารของพระอรหันต์ ได้บรรลุธรรมสามประการ ที่สาคัญได้แก่ "สรรพสิ่ง
เกิดจากจิต" ท่านยึดมั่นแต่ พุทธจิต ไม่คานึงถึงสิ่งภายนอก ดั่งคากล่าวว่า "รักษาศีลทางจิต
ไม่ถือศีลทางปาก ปฏิบัติตนตามสบาย"
(หมายความว่า พระภิกษุในประเทศจีน ต้องฉันเจ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ท่านไม่เคร่งครัดกับ
การฉันอาหาร สุดแท้แต่โอกาส)
ที่ท่านประพฤติเช่นนี้ เพราะว่าพระภิกษุในสมัยนั้นได้แต่ถือศีลปาก คือ ฉันเจ แต่ไม่
รักษาศีลทางใจ เพื่อเป็นการสอนธรรมะ โดยใช้วิธีรุนแรง เหมือนเอาไม้กระบองตีให้เจ็บจนรู้สึก
ท่านพยายามทาให้ภิกษุสมัยนั้น ให้ตื่นจากผู้ติดอยู่ในพิธีกรรม ให้มาพิจารณาทางวิปัสสนาธุระ
Page 2
2
ท่านมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง โปรดช่วยมวลมนุษย์มากมาย โดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ เพื่อ
ช่วยให้ชาวบ้านพ้นทุกข์พ้นภัย และยังช่วยสั่งสอนพวกที่ดูภายนอกเหมือนผู้มีบุญแต่ใจบาป
กลั่นแกล้งจนคนเหล่านั้นรู้สึกสานึกตัว
ต่อกับผู้ที่โหดร้ายทารุณ จะถูกตอบโต้จนไม่สามารถจะอยู่ต่อไปได้ทาให้ประชาชนอยู่
อย่างสงบสุข ดังนั้น ประชาชนทุกผู้ทุกนาม จึงสรรเสริญว่าเป็น พระศักดิ์สิทธิ์ เหมือนพระพุทธ
ที่ยังมีชีวิต ซึ่งไม่ใช่สิ่งธรรมดาสามัญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ
พระอรหันต์จี้กง เคยอยู่วัด "เจ็งชื้อ" ต่อมาวัดนี้ถูกไฟไหม้จาเป็นต้องได้รับการปลูก
สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งต้องการได้ไม้จากเขา "เงี้ยมเล้ง" ท่านแสดงอิทธปาฏิหาริย์ โดยใช้จีวรกาง
ออกไป ฉับพลันนั้น จีวรก็ปกคลุมเขาเงี้ยมเล้งทั้งหมด ไม้จากภูเขาถูกถอนขึ้นมาหมด แล้วถูกนา
ลงแม่น้า ล่องมาสู่เมืองหางโจว
เสร็จแล้วท่านก็มาบอกชาวบ้านว่า ไม้ที่จะใช้ก่อสร้างนั้น บัดนี้อยู่ในบ่อธูป (บ่อธูปนี้ เป็น
บ่อที่ขุดขึ้น ใช้สาหรับเทขี้ธูปและก้านธูป) ทั้งพระและชาวบ้าน ต่างไปดูที่บ่อธูป ก็ปรากฏว่าเป็น
เช่นนั้นจริง สิ่งที่เล่าต่อ ๆ กันมานี้ ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่อีกมากมาย
พระอรหันต์จี้กงได้ละสังขารขณะเจริญภาวนาในท่านั่งสมาธิ ในรัชสมัยพระจักรพรรดิ์
"เกียเตีย" อัฐิของท่านถูกบรรจุไว้ในเจดีย์ "เสือผ่าน" ก่อนที่ท่านจะละสังขาร ท่านได้ให้ปริศนา
ธรรมไว้ว่า "หกสิบปีที่ผ่าน กาแพงตะวันออกล้มตีกาแพงตะวันตก รวบรวมจนบัดนี้ ยังคงเฉก
เช่นเดิม ท้องน้ายังจดขอบฟ้าเช่นเคย"
หลังจากท่านละสังขารแล้วไม่นาน ก็มีพระภิกขุรูปหนึ่งได้พบ พระอรหันต์ จี้กง นั่งอยู่ใต้
เจดีย์ ชื่อ "หลักฮั้ว" และยังให้หนังสือ ซึ่งมีบทกวีบทหนึ่งว่า "หวนราลึกอดีต ศรยิงมาเบื้องหน้า
ถึงบัดนี้ หนาวเหน็บกระดูกเยือกเย็นทุกขุมขน ไร้ผู้คนรู้จัก วิ่งเล่นบนราวฟ้าหนึ่งครา" ซึ่งบอก
เป็นนัยว่าท่านจะลงมาสู่แดนมนุษย์อีกครั้ง เป็นพระประสงค์ของมหาโพธิสัตว์
ตลอดชีวิตของท่านได้ช่วยเหลืออบรมสั่งสอนประชาชน โดยวิธีการเสแสร้งและปริศนา
ธรรมต่าง ๆ กันไป กายท่านเป็นพระภิกษุ และ มีจิตที่เป็นมหาโพธิสัตว์ ท่านมีแต่จีวรขาด ๆ
รองเท้าขาด ๆ คู่หนึ่ง โดยไม่สนใจว่า มันจะเปื้อนโคลนหรือไม่
มือถือพัดเล่มหนึ่ง ไม่กลัวทั้งที่ต่าและที่สูง แม้ศีรษะจะโล้นเลี่ยน ไม่ครั่นลม ไม่คร้ามฝน
ร้อนหนาวไม่รู้สึก ไม่ต้องมีย่าม ไม่ต้องบิณฑบาตเพราะไม่หิวไม่กระหาย ไม่ต้องแต่งกายเพราะ
ศีรษะไร้ผม พบใครเอาแต่ยิ้มเพื่อจะได้แผ่บุญ ไม่หนีสังคมค้นหาเสี่ยงทุกข์เพื่อจะได้ช่วยเหลือ
ชาวบ้านนับถือทุกครัวเรือนมีแต่พระอรหันต์ หลักการของท่าน พระภิกษุทั่วไปไม่ชอบ
เนื่องจากความไม่สารวมของท่าน ทาให้พระภิกษุที่มีความรู้รู้สึกเสียหน้าไม่สบายใจ ดังนั้น
พระภิกษุผู้ใหญ๋ จึงไม่กล่าวขานถึง ไม่พูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน
สืบเนื่องจาก พระอรหันต์จี้กง มีเมตตาจิตไม่ถือสา การปรากฏตนของท่าน เอาแน่นอน
ไม่ได้กิริยาวาจาล้วนเป็นปริศนาธรรม ซึ่งทาให้ธรรมะของท่าน เป็นที่กล่าวขาน จนได้รับการยก
ย่องว่า เป็นอาจารย์ทางพระกัมมัฏฐาน แม้ว่าท่านละสังขารจากโลกไปแล้วก็ตาม แต่ธรรมะของ
ท่าน ยังมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์เสมอมา ดังนั้น จึงได้สมัญญาว่า เป็นพระพุทธที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็
เนื่องด้วยเหตุฉะนี้
ชาวโลกนับว่าโชคดี ดั่งอาบน้าฝนอันศักดิ์สิทธิ์ ออกจากทางมารโดยตลอด สาธุ
บทสรรเสริญพระอรหันต์จี้กง
เริ่มแรกต้องตีหัว เพื่อปลุกตัวตื่นจากหลง
ยิ้มยื่นดอกไม้ดง ยังคงเป็นปริศนาธรรม
ชีวิตคือละคร สะท้อนได้เหมือนจริงจัง
สรรพสิ่งสู่จิตตัง ท่องสวรรค์แลยมบาล
*******
Page 3
3
โอวาทของพระอรหันต์จี้กง
อ่านแล้วเก็บรักษา บุญรักษาเนืองนอง
รู้แล้วบอกกันทั่ว บุญกุศลเรืองรอง
1. ชีวิตย่อมเป็นไปตามวิถีแห่งกรรมที่ลิขิต (ละชั่วทาดี) วอนขออะไร
2. วันนี้ไม่รู้เหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้
กลุ้มเรื่องอะไร
3.ไม่เคารพพ่อแม่แต่เคารพพระพุทธองค์
เคารพท าไม
4. พี่น้องคือผู้ที่เกิดตามกันมา
ทะเลาะกันท าไม
5. ลูกหลานทุกคนล้วนมีบุญตามลิขิต
ห่วงใยทาไม
6. ชีวิตย่อมมีโอกาสประสบความสาเร็จได้
ร้อนใจท าไม
7. ชีวิตใช่จะพบเห็นรอยยิ้มกันได้ง่าย
ทุกข์ใจทาไม
8. ผ้าขาดปะแล้วกันหนาวได้
อวดโก้ท าไม
9. อาหารผ่านลิ้นแล้วกลายเป็นอะไร
อร่อยไปใย
10. ตายแล้วบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้
ขี้เหนียวทาไม
11. ที่ดินคือสิ่งที่สืบทอดแก่คนรุ่นหลัง
โกงกันท าไม
12. โอกาสจะได้กลายเป็นเสีย
โลภมากท าไม
13. สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือศีรษะเพียง 3 ฟุต
ข่มเหงกันท าไม
14. ลาภยศเหมือนดอกไม้ที่บานอยู่ไม่นาน
หยิ่งผยองท าไม
15. ทุกคนย่อมมีลาภยศตามวาสนาที่ลิขิต
อิจฉากันท าไม
16. ชีวิตลาเค็ญเพราะชาติก่อนไม่บาเพ็ญ
แค้นใจท าไม (บ าเพ็ญไวๆ)
17. นักเล่นการพนันล้วนตกต่ า
เล่นการพนันทาไม
18. ครองเรือนด้วยการประหยัดดีกว่าไปพึ่งผู้อื่น
สุรุ่ยสุร่ายทาไม
19. จองเวรจองกรรมเมื่อไหร่จะจบสิ้น
อาฆาตท าไม
20. ชีวิตเหมือนเกมหมากรุก
คิดลึกท าไม
21. ฉลาดมากเกินจึงเสียรู้
รู้มากทาไม
22. พูดเท็จทอนบุญจนบุญหมด
โกหกทาไม
23. ดีชั่วย่อมรู้กันในที่สุด
โต้เถียงท าไม
24. ใครจะป้องกันมิให้เกิดเรื่องได้ตลอด
หัวเราะเยาะกันท าไม
25. ฮวงซุ้ยดีอยู่ในจิตไม่ใช่อยู่ที่ภูเขา
แสวงหาท าไม
26. ข่มเหงผู้อื่นคือทุกข์ รู้ให้อภัยคือบุญ
ถามโหรเรื่องอะไร
27. ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย
วุ่นวายทาไม
ประวัติ
นามเดิมของท่าน คือ ซิวอ้วง แซ่ลี้ เป็นชาวเมืองเทียนไถ เกิดในสมัยราชวงศ์ซ้อง ท่าน
ได้บวชอยู่ที่วัดเล่งอุ้ง ตาบลไซโอ้ว เมืองหางโจว ประเทศจีน และ ใช้นามทางศาสนาว่า เต้าจี้
ท่านโปรดสัตว์โลกโดยวิธีพิสดาร จนชาวบ้านขนานพระนามว่า "พระสติเฟื่อง" (จี้เตียง)
ท่านเป็นองค์อวตารของพระอรหันต์ ได้บรรลุธรรมสามประการ ที่สาคัญได้แก่ "สรรพสิ่ง
เกิดจากจิต" ท่านยึดมั่นแต่ พุทธจิต ไม่คานึงถึงสิ่งภายนอก ดั่งคากล่าวว่า "รักษาศีลทางจิต
ไม่ถือศีลทางปาก ปฏิบัติตนตามสบาย"
(หมายความว่า พระภิกษุในประเทศจีน ต้องฉันเจ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ท่านไม่เคร่งครัดกับ
การฉันอาหาร สุดแท้แต่โอกาส)
ที่ท่านประพฤติเช่นนี้ เพราะว่าพระภิกษุในสมัยนั้นได้แต่ถือศีลปาก คือ ฉันเจ แต่ไม่
รักษาศีลทางใจ เพื่อเป็นการสอนธรรมะ โดยใช้วิธีรุนแรง เหมือนเอาไม้กระบองตีให้เจ็บจนรู้สึก
ท่านพยายามทาให้ภิกษุสมัยนั้น ให้ตื่นจากผู้ติดอยู่ในพิธีกรรม ให้มาพิจารณาทางวิปัสสนาธุระ
Page 2
2
ท่านมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง โปรดช่วยมวลมนุษย์มากมาย โดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ เพื่อ
ช่วยให้ชาวบ้านพ้นทุกข์พ้นภัย และยังช่วยสั่งสอนพวกที่ดูภายนอกเหมือนผู้มีบุญแต่ใจบาป
กลั่นแกล้งจนคนเหล่านั้นรู้สึกสานึกตัว
ต่อกับผู้ที่โหดร้ายทารุณ จะถูกตอบโต้จนไม่สามารถจะอยู่ต่อไปได้ทาให้ประชาชนอยู่
อย่างสงบสุข ดังนั้น ประชาชนทุกผู้ทุกนาม จึงสรรเสริญว่าเป็น พระศักดิ์สิทธิ์ เหมือนพระพุทธ
ที่ยังมีชีวิต ซึ่งไม่ใช่สิ่งธรรมดาสามัญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ
พระอรหันต์จี้กง เคยอยู่วัด "เจ็งชื้อ" ต่อมาวัดนี้ถูกไฟไหม้จาเป็นต้องได้รับการปลูก
สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งต้องการได้ไม้จากเขา "เงี้ยมเล้ง" ท่านแสดงอิทธปาฏิหาริย์ โดยใช้จีวรกาง
ออกไป ฉับพลันนั้น จีวรก็ปกคลุมเขาเงี้ยมเล้งทั้งหมด ไม้จากภูเขาถูกถอนขึ้นมาหมด แล้วถูกนา
ลงแม่น้า ล่องมาสู่เมืองหางโจว
เสร็จแล้วท่านก็มาบอกชาวบ้านว่า ไม้ที่จะใช้ก่อสร้างนั้น บัดนี้อยู่ในบ่อธูป (บ่อธูปนี้ เป็น
บ่อที่ขุดขึ้น ใช้สาหรับเทขี้ธูปและก้านธูป) ทั้งพระและชาวบ้าน ต่างไปดูที่บ่อธูป ก็ปรากฏว่าเป็น
เช่นนั้นจริง สิ่งที่เล่าต่อ ๆ กันมานี้ ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่อีกมากมาย
พระอรหันต์จี้กงได้ละสังขารขณะเจริญภาวนาในท่านั่งสมาธิ ในรัชสมัยพระจักรพรรดิ์
"เกียเตีย" อัฐิของท่านถูกบรรจุไว้ในเจดีย์ "เสือผ่าน" ก่อนที่ท่านจะละสังขาร ท่านได้ให้ปริศนา
ธรรมไว้ว่า "หกสิบปีที่ผ่าน กาแพงตะวันออกล้มตีกาแพงตะวันตก รวบรวมจนบัดนี้ ยังคงเฉก
เช่นเดิม ท้องน้ายังจดขอบฟ้าเช่นเคย"
หลังจากท่านละสังขารแล้วไม่นาน ก็มีพระภิกขุรูปหนึ่งได้พบ พระอรหันต์ จี้กง นั่งอยู่ใต้
เจดีย์ ชื่อ "หลักฮั้ว" และยังให้หนังสือ ซึ่งมีบทกวีบทหนึ่งว่า "หวนราลึกอดีต ศรยิงมาเบื้องหน้า
ถึงบัดนี้ หนาวเหน็บกระดูกเยือกเย็นทุกขุมขน ไร้ผู้คนรู้จัก วิ่งเล่นบนราวฟ้าหนึ่งครา" ซึ่งบอก
เป็นนัยว่าท่านจะลงมาสู่แดนมนุษย์อีกครั้ง เป็นพระประสงค์ของมหาโพธิสัตว์
ตลอดชีวิตของท่านได้ช่วยเหลืออบรมสั่งสอนประชาชน โดยวิธีการเสแสร้งและปริศนา
ธรรมต่าง ๆ กันไป กายท่านเป็นพระภิกษุ และ มีจิตที่เป็นมหาโพธิสัตว์ ท่านมีแต่จีวรขาด ๆ
รองเท้าขาด ๆ คู่หนึ่ง โดยไม่สนใจว่า มันจะเปื้อนโคลนหรือไม่
มือถือพัดเล่มหนึ่ง ไม่กลัวทั้งที่ต่าและที่สูง แม้ศีรษะจะโล้นเลี่ยน ไม่ครั่นลม ไม่คร้ามฝน
ร้อนหนาวไม่รู้สึก ไม่ต้องมีย่าม ไม่ต้องบิณฑบาตเพราะไม่หิวไม่กระหาย ไม่ต้องแต่งกายเพราะ
ศีรษะไร้ผม พบใครเอาแต่ยิ้มเพื่อจะได้แผ่บุญ ไม่หนีสังคมค้นหาเสี่ยงทุกข์เพื่อจะได้ช่วยเหลือ
ชาวบ้านนับถือทุกครัวเรือนมีแต่พระอรหันต์ หลักการของท่าน พระภิกษุทั่วไปไม่ชอบ
เนื่องจากความไม่สารวมของท่าน ทาให้พระภิกษุที่มีความรู้รู้สึกเสียหน้าไม่สบายใจ ดังนั้น
พระภิกษุผู้ใหญ๋ จึงไม่กล่าวขานถึง ไม่พูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน
สืบเนื่องจาก พระอรหันต์จี้กง มีเมตตาจิตไม่ถือสา การปรากฏตนของท่าน เอาแน่นอน
ไม่ได้กิริยาวาจาล้วนเป็นปริศนาธรรม ซึ่งทาให้ธรรมะของท่าน เป็นที่กล่าวขาน จนได้รับการยก
ย่องว่า เป็นอาจารย์ทางพระกัมมัฏฐาน แม้ว่าท่านละสังขารจากโลกไปแล้วก็ตาม แต่ธรรมะของ
ท่าน ยังมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์เสมอมา ดังนั้น จึงได้สมัญญาว่า เป็นพระพุทธที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็
เนื่องด้วยเหตุฉะนี้
ชาวโลกนับว่าโชคดี ดั่งอาบน้าฝนอันศักดิ์สิทธิ์ ออกจากทางมารโดยตลอด สาธุ
บทสรรเสริญพระอรหันต์จี้กง
เริ่มแรกต้องตีหัว เพื่อปลุกตัวตื่นจากหลง
ยิ้มยื่นดอกไม้ดง ยังคงเป็นปริศนาธรรม
ชีวิตคือละคร สะท้อนได้เหมือนจริงจัง
สรรพสิ่งสู่จิตตัง ท่องสวรรค์แลยมบาล
*******
Page 3
3
โอวาทของพระอรหันต์จี้กง
อ่านแล้วเก็บรักษา บุญรักษาเนืองนอง
รู้แล้วบอกกันทั่ว บุญกุศลเรืองรอง
1. ชีวิตย่อมเป็นไปตามวิถีแห่งกรรมที่ลิขิต (ละชั่วทาดี) วอนขออะไร
2. วันนี้ไม่รู้เหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้
กลุ้มเรื่องอะไร
3.ไม่เคารพพ่อแม่แต่เคารพพระพุทธองค์
เคารพท าไม
4. พี่น้องคือผู้ที่เกิดตามกันมา
ทะเลาะกันท าไม
5. ลูกหลานทุกคนล้วนมีบุญตามลิขิต
ห่วงใยทาไม
6. ชีวิตย่อมมีโอกาสประสบความสาเร็จได้
ร้อนใจท าไม
7. ชีวิตใช่จะพบเห็นรอยยิ้มกันได้ง่าย
ทุกข์ใจทาไม
8. ผ้าขาดปะแล้วกันหนาวได้
อวดโก้ท าไม
9. อาหารผ่านลิ้นแล้วกลายเป็นอะไร
อร่อยไปใย
10. ตายแล้วบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้
ขี้เหนียวทาไม
11. ที่ดินคือสิ่งที่สืบทอดแก่คนรุ่นหลัง
โกงกันท าไม
12. โอกาสจะได้กลายเป็นเสีย
โลภมากท าไม
13. สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือศีรษะเพียง 3 ฟุต
ข่มเหงกันท าไม
14. ลาภยศเหมือนดอกไม้ที่บานอยู่ไม่นาน
หยิ่งผยองท าไม
15. ทุกคนย่อมมีลาภยศตามวาสนาที่ลิขิต
อิจฉากันท าไม
16. ชีวิตลาเค็ญเพราะชาติก่อนไม่บาเพ็ญ
แค้นใจท าไม (บ าเพ็ญไวๆ)
17. นักเล่นการพนันล้วนตกต่ า
เล่นการพนันทาไม
18. ครองเรือนด้วยการประหยัดดีกว่าไปพึ่งผู้อื่น
สุรุ่ยสุร่ายทาไม
19. จองเวรจองกรรมเมื่อไหร่จะจบสิ้น
อาฆาตท าไม
20. ชีวิตเหมือนเกมหมากรุก
คิดลึกท าไม
21. ฉลาดมากเกินจึงเสียรู้
รู้มากทาไม
22. พูดเท็จทอนบุญจนบุญหมด
โกหกทาไม
23. ดีชั่วย่อมรู้กันในที่สุด
โต้เถียงท าไม
24. ใครจะป้องกันมิให้เกิดเรื่องได้ตลอด
หัวเราะเยาะกันท าไม
25. ฮวงซุ้ยดีอยู่ในจิตไม่ใช่อยู่ที่ภูเขา
แสวงหาท าไม
26. ข่มเหงผู้อื่นคือทุกข์ รู้ให้อภัยคือบุญ
ถามโหรเรื่องอะไร
27. ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย
วุ่นวายทาไม
ชีวิตนี้มีแตสุข - เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน
เฉลิมชัย
เฉลิมชัย
โฆษิตพิพัฒน
โฆษิตพิพัฒน
“
ชีวิตนี้มีแตสุข
ชีวิตนี้มีแตสุข”
ในยุคนี้นอยคนนักที่จะไมรูจักเฉลิมชัย โฆษิต
พิพัฒน ศิลปนผูยิ่งใหญ เจาของตํานานพูดไปดาไป
อันลือลั่น การที่คนคนหนึ่งซึ่งดูดุดัน กาวราว จะ
สามารถบรรจงสรางงานศิลปะที่ออนชอย งดงามราว
เนรมิตไดนั้น มีความพิเศษที่ไมเหมือนใคร เรามารูจัก
ตัวตนของเขาใหลึกซึ้งกวาที่เคยกันดีกวา
ขอเริ่มดวยความสําเร็จของอาจารยในวันนี้วามีที่มา
อยางไร
มีธรรมะและสติเปนธงชัยนําชีวิต รูตลอดเวลาวาเรา
กําลังทําอะไร ไมหวังจะกอบโกย รักในสิ่งที่ทํา มุงมั่นตั้งใจ
จริง ธรรมะสอนใหมีเปาหมาย ทําใหเราสามารถดํารงชีวิต
Page 2
รวมกับผูอื่นในโลกนี้อยางปราศจากทุกข เมื่อปราศจากทุกข
แลว เราจะมีความเมตตาตอเพื่อนมนุษย รูจักใหเกียรติผูอื่น
ทําใหเจริญกาวหนา ทําอะไรก็สําเร็จ
ทราบมาวาที่วัดนี้มีพนักงานเปนรอย แตไมมีปญหาใน
การทํางาน อาจารยมีหลักในการบริหารจัดการ
อยางไร
งาย! ใจตองเปนธรรมะมากที่สุด ใจตองไมมุงหวังให
เปนของกู ไมเอาเปรียบผูอื่น วัดนี้ไมเคยมีปญหา ไมมีใคร
ยายไปทํางานที่อื่น ไมมีใครทอดทิ้งเรา ทุกคนอยูกันดี ทุก
คนตองอิ่ม ครอบครัวเขาตองมีความสุข สวัสดิการเขาตองดี
ชีวิตครอบครัวเขาตองดี ใจที่เปนเมตตานั่นคือการบริหารที่ดี
ที่สุด
สวัสดิการมีอะไรบาง
ใหทุกอยาง ใหโบนัสเหมือนที่อื่น มีเงินใหยืมฟรีใน
กรณีฉุกเฉิน ที่นี่เราประชุมกันทุกเดือน หลังจากประชุมเสร็จ
ก็จะถามถึงปญหาครอบครัว ใครมีปญหาบอกมา ลูกเรียน
หนังสือฟรี รักษาพยาบาลฟรี อยูดีกินดี ไมตองเสียคาน้ําคา
ไฟ รักษาโรคทุกอยาง ตายเผาให ที่นี่เลี้ยงจนตายไมมี
เกษียณอายุ แกลงก็กวาดใบไมไป นี่ตายมา 3 คนแลว เราก็
เผาให ไมใชแคลูกศิษยเรา ชาวบานเราก็ทําให ฟรีหมด รถ
ขนศพ อาสนะ ไมตองเสียเงินสักบาท ไมวาใครตาย ไมวา
ยากดีมีจน เราจายให ศพละประมาณสองพันบาท อีกหนอย
เมรุเสร็จ คนงานก็เผาที่นี่เลย เผาฟรี
อาจารยกําหนดเงินเดือน เงินโบนัสอยางไร
พนักงานเขากําหนดของเขาเอง ประชุมกันเอง เรา
สอนเขาในเรื่องคุณธรรม ไมเห็นแกได ไมเห็นแกตัว สอน
มัชฌิมาปฏิปทา สอนธรรมะทุกอาทิตย สอนมาเปนสิบๆ ป
Page 3
ตั้งแตมันเปนคนชั่ว กระทั่งเปนคนดี ขี้เหลาเมายา สําสอน
เลว กลายเปนคนดีหมด เปนคนชอบเลี้ยงคนเลวใหเปนคนดี
ที่นี่พนักงานจะมีอํานาจในการตัดสินใจ ไมวาจะเปน
การขึ้นเงินเดือนหรืออะไร หัวหนาฝายรวม 13 ฝาย เราสอน
เขาเรื่องประชาธิปไตย การบริหารวัด สอนหมด ผูจัดการ
ควรทําอะไร ผูชวยผูจัดการทําอะไร เลขาฯทําอะไร หัวหนา
ฝายทําอะไร คนลางหองสวม คนสวน สอนเองหมด แลวทํา
ใหดูดวย ฝายประชาสัมพันธนี่สอนตั้งแตพูดไมโครโฟน เริ่ม
จากจดใหแลวบอก “มึงมานั่งขางกู กูพูดใหมึงฟง แลวมึง
พูดตาม สอนๆๆ จนเดี๋ยวนี้มันเกงชิ_หาย ทุกอยางสอนตัว
ตอตัว จบป.6-ป.4 ก็พอ ไมตองเรียนจบสถาบันไหน มึงมา
เรียนกับกู”
วิธีสอนตองสอนดวยความเมตตา สอนดวยการทําเปน
ตัวอยาง ไมไดสั่งอยางเดียว เราทําทุกอยางในวัดนี้ เช็ดถู
พื้น กวาดขยะ กวาดใบไม ทําจนพวกมันเกรงใจ เมื่อกอน
ตองใสหมวกเดินแทงขยะทั่ววัด ไมพูดสักคํา แทงขยะ แทง
ใบไมคนเดียว จนเดี๋ยวนี้ลูกศิษยเห็นใบไมหลนอยูใบเดียวก็
เก็บ เห็นเราจับไมกวาดมันวิ่งมาแยง ไมเคยตองถือไมกวาด
เลยตอนนี้หาอะไรเก็บไมไดเลย
เลิกงานแลวพายุมา มันวิ่งกันมาหมดเลย มาจากบาน
มาเก็บเต็นท เก็บของ กวาดใบไมที่ปลิว ถาฝนตกกลางคืน
ตีหามาดูเลย ออกมายี่สิบสามสิบคน มากวาดใบไมหมด
ภายในพริบตา นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญที่สุดในการบริหารจัดการ
คน บริหารจนความรูสึกในใจเขาเหมือนเรา มีความรักวัด
เหมือนกัน มีความรับผิดชอบเหมือนกัน มีความปรารถนาให
ความงดงามแกประชาชนเหมือนกัน
สอนมันวา “บุญของมึงอยูใกลกวาคนอื่น มึงเก็บใบไม
ใบหนึ่ง มึงเก็บขยะชิ้นหนึ่ง มึงดูแลวัดดวยความเปนหวงเปน
ใยก็เปนบุญของมึง มึงบริการประชาชนที่มาก็บุญของมึง
มนุษยคนอื่นสูมึงไมไดเพราะตองแสวงหาบุญ แตบุญของ
พวกมึงอยูใกลมึงตลอดเวลา”
Page 4
เงินเดือนคือสัมภาระของชีวิต แตบุญคือสัมภาระของ
จิตวิญญาณ ตองแสวงหาเอง
แลวภายในครอบครัวของอาจารยมีหลักในการจัดสรร
เงินอยางไร
สิ่งที่สําคัญที่สุดคืออยาเปนหนี้ หาไดเทาไรก็ใชแบบ
พอเพียง รูจักแบงสันปนสวน จะตองมีเงินเหลือติดกระเปา
ทุกครั้ง อยาใชจนหมดตูด เวลายากจนเนี่ย หาเงินไมได
จริงๆ ก็อด ไมกิน บางครั้ง ก็กินขาวกับน้ําปลา พอมีเงินตอง
มีเก็บและตองไมเปนหนี้ เมื่อกอน ประกวดผลงานไดเงิน
รางวัลมาหมื่นหา แทนที่จะเอามาเลี้ยงกัน นี่ไมเอา ไมเลี้ยง
ใคร เลี้ยงเพื่อนสนิทจริงๆ สองสามคน อยางเกง เลี้ยงขาว
สองสามรอยบาท ประเภทเลี้ยงเหลาเมาหัวราน้ําหมดไปหา
พัน อยาฝน ไมทํา เพราะวันขางหนาไมรูวาจะมีหรือเปลา
ตอนยากจน โคตรระวังในการใชเงิน จะใชเงินแบบวัน
ขางหนาอาจจะอด พอรวยแลวก็ยังเปนอยางนั้น จนกระทั่งรู
วาวันขางหนาไมอดแลว ไมจําเปนตองระวังแลว ก็สุรุยสุราย
ขึ้นมาบาง แตก็ยังเก็บเงิน ตอใหเที่ยวสําสอนขนาดไหนก็มี
เงินเก็บ ถาเราตาย เมียจะดูแลทุกอยางหมด ไมเคยเก็บเงิน
ใชสวนตัวแมแตบาทเดียว มีชีวิตที่เรียบงายที่สุด กินขาววัด
กินพรอมลูกศิษย มันเคาะระฆังก็ไปกินกับมัน ไมใชเงิน
ดูแลครอบครัวกอน จากนั้นทําบุญสรางวัดหมดเลย
อาจารยมีวิธีสอนลูกอยางไร
กับลูกสอนประจําวา “จงมีความสุข” ไมมีคําสอนอะไร
ที่มากกวานี้ ทุกอยางเปนไปตามกรรม ใหเขาทําทุกอยางที่
เขามีความสุข แตไมตองเบียดเบียนใคร
ทุกวันนี้สังคมไทยชอบพอกพูนกิเลสใหแกลูก เด็กถูก
พอแม ถูกสังคมยัดกิเลสใหไมรูจักพอ อยากได อยากดี
อยากเดน อยากทุกอยาง แตเราหยิบยื่นความสุขใหแกลูก
บอกเขาวาไมตองเครงเครียดในการเรียนมาก ไมเคี่ยวเข็ญ
Page 5
ลูก ไมจําเปนตองไดที่หนึ่ง แตจงเรียนอยางมีความสุข ให
ผาน ใหรอดพอ ขางหนาจะเปนยังไงลูกไมตองใฝฝน ไม
ตองอยากเปนหมอ ไมตองอยากเปนอะไรที่คนอื่นเขาอยาก
เปน ลูกจงถามใจของตัวเองวาลูกปรารถนาอะไรที่เปน
ความสุข แลวจงทําสิ่งนั้น ลูกไมตองไปสนใจวาอาชีพอะไร
ที่ทําใหลูกร่ํารวย อยานึกถึงความร่ํารวย จงนึกถึงความสุข
ในใจของตัวเอง แลวจงทํามัน ไดเงินนอยไมเปนไร แต
ความสุขมีคามากกวา
จงแสวงหาเงินเพื่อเลี้ยงชีวิตใหมีความสุข แต
ไมใชแสวงหาความร่ํารวยแลวทุกข
เสียชาติเกิด
แลวสอนใหเขารูจักความทุกขดวยหรือเปลา
แนนอน เมื่อเขามีความสุขแลวเราก็จะพูดถึงความทุกข
ทันที จะบอกเขาวา ขณะนี้ลูกมีความสุข แตลูกจะตองมี
ความทุกขตามมา เปนตนวา ทุกขเมื่อเสียของรัก ถูกเพื่อน
ขโมยของ หรือโตขึ้นมามีแฟนแลวแฟนทิ้ง เมื่อลูกมี
ความสุข จะพูดถึงความทุกขใหฟงดวย ไปงานศพตองพูด
ใครตายตองพูด เพื่อใหเห็นการพลัดพราก ยิ่งเพื่อนตายยิ่ง
ดีเลย เขาจะไดรูจักวา ดีเลว สุขทุกข คูกันเสมอ
แลวตัวอาจารยเอง สมัยวัยรุนเปนอยางไร
เราก็บาบอคอแตกของเราไป กินเหลาเมายา เที่ยวสํา
สอน แตโชคดีที่มีธรรมะมาตั้งแตเกิด เพียงแตมนุษยตอง
เปนไปตามวัย แตวาเรารูตัวตลอด เราบอกตัวเองวา
ตองการรูถึงความเลวเพื่อปลอยวางในอนาคต
Page 6
อาจารยเคยลองเสพยาไหม
ลองทุกอยาง กัญชา ยากลอมประสาท อยากรูวามัน
เปนยังไง แตไมติด เพราะตองการศึกษา ตองการเรียนรู
ไมไดหลงใหลไปกับมัน แตเด็กที่ออนแอ ไมมีธรรมะนั้น
อยาแตะตองสิ่งเหลานี้ เพราะมันไมมีเปาหมายอยางเรา วา
วันหนึ่งขางหนากูตองเปนคนดีคนที่ออนแอ พอเสพก็ติด
หลงใหลไปเลย แตเรารูจักเบรก มีสติ
รูสึกวาตัวเองมีธรรมะตั้งแตเมื่อไร
ตอนแรกไมรูหรอกวาเรามีธรรมะ แตวามันถูกสติเบรก
ตลอดเวลา เชนเมื่อวันที่เมาที่สุด กลับมาบานตอนตีสามตีสี่
นาจะมีความสุขกับสิ่งที่เสพมาทั้งหมด กินเหลา มีผูหญิง
สวยๆ คิดดูสิ มันนาจะมีความสุขใชไหม กลับมาบานแฮง
เมาชิ_หาย นอนเอนหลังอยูบนเตียง จิตมันถามเลยวา “
ไอ
เหลิม มึงสุขเหรอ มึงสุขจริงเหรอวะ
” เมื่อมีคําถาม เราถึงมี
ความรูสึกวา “
กูไมไดสุข กูเปนทุกข หนึ่ง กูปวดหัว สอง
พรุงนี้กูตองมีปญหากับผูหญิงแน ตองมีเรื่องวุนวายกับสิ่งที่
กูกระทําเมื่อคืนนี้ กูไมไดสุขเลย กูหลอกลวงตัวกูเอง
” การ
ตอบตัวเองนําไปสูการเรียนธรรมะ เริ่มจากการอานงานเขียน
ของอาจารยพุทธทาส “
คูมือมนุษย
”
หลังจากเหตุการณนั้นเลยรูวา เฮย! ในใจกูมีธรรมะนี่
หวา
ทําไมถึงเลือกศึกษาธรรมะของทานพุทธทาส
เพราะเราไมเชื่อเรื่องไรสาระ เราเชื่อเรื่องเหตุและผล
บังเอิญมีหนังสือ
คูมือมนุษย
อยูแลวที่บาน แตไมเคยอาน มี
หนังสือธรรมะอยูเต็มบาน เมื่อป 2525 ศึกษามาหมดนะ
ศึกษามโนมยิทธิ ศึกษาพระธรรมกาย ศึกษายุบหนอพอง
หนอ ศึกษาทุกสาย เพื่อมุงหวังไปสูไสยศาสตร เดิมทีสนใจ
เรื่องพวกนี้ แตปรากฏวาไมประสบความสําเร็จ ก็ละวางหมด
Page 7
อาจารยเชื่อเรื่องชาติภพไหม
เชื่อมาก และเชื่อวาธรรมะปฏิบัติในภพชาตินี้จําเปน
อยางยิ่งที่จะนําไปสูภพชาติที่เราปรารถนา ตอนนั้นศึกษา
ธรรมะของอาจารยพุทธทาสจนเขาใจ เมื่อเขาใจก็เริ่มดวย
การฆากิเลสในใจตัวเอง คือ กาวขามกระโดดไปสูการฆา
กิเลสในใจตัวเอง ฝกละกิเลส ตั้งแตความโลภ ความอิจฉา
ริษยา ความหลง ยึดมั่นถือมั่น ทุกอยาง
มีขั้นตอนไหมวาตองเริ่มละกิเลสตัวไหนกอน
เริ่มจากตัวที่งายที่สุดกอนเพื่อเปนกําลังใจ สําหรับ
ตัวเองที่งายที่สุดคือ ฆาเรื่องวัตถุ บาบอคอแตก ความบา
เพชร บาพลอย ฆาวัตถุ นําไปสูการฆาความหลง ความยึด
มั่นถือมั่น เหลานี้ฆากอน เพราะมันเปนตัวออนที่สุดของตัว
เรา แตบางทีมันเปนตัวแข็งที่สุดของคนอื่น
ฝกตัวเองใหกินเหลานอยลง กินอยางมีสติ เจอผูหญิง
สวย ชอบ แตหยุดยั้งตัวเอง ไมลามปามไปสูการเอาเปรียบ
ผูอื่น บางคนสวยมาก ทนไมได พาไปกินขาว กินขาวแลว
ไมเอา ถึงแมผูหญิงจะใหโอกาสก็ไมทํา สติเบรกตลอดเวลา
ไมทําอะไรที่ลวงเกินกาวขามไปสูสิ่งที่ผิดศีลธรรม
ตอนหลังถอดเครื่องเพชร ถอดนาฬิกาแพงๆ ทิ้ง ไมซื้อ
อีก ไมปรารถนา ใสเสื้อมอฮอม ในขณะที่เมื่อกอนไปออก
งานที่ไหนไมใสเครื่องเพชรไมได ทุกคนยังไมเชื่อ หาวา
ตอแหล เดี๋ยวมันก็กลับมาใสอีก
สําหรับอาจารย กิเลสตัวไหนฆายากที่สุด
ความโกรธ ความโกรธนี่ยากที่สุด อันนี้ฝกฆามาตลอด
จนเดี๋ยวนี้ ตั้งแตอยูวัดมา
สี่ปแรกก็ยังมีความโกรธ มีความไมพอใจ สติหยุดความ
โกรธไดชา แตไมเหมือนสมัยหนุมนะ สมัยหนุมเนี่ย
โหดเหี้ยมมาก ตัวนี้ยากที่สุด เหลืออยูตัวเดียว ทุกวันนี้ก็
Page 8
พยายามแก แตเดี๋ยวนี้ดีขึ้นมาก สามปหลังนี้ดีมาก ไมเคย
โกรธ หรือถาโกรธขึ้นมาก็หยุดยั้งไดเร็วกวาแตกอน
กับคนที่เรารักนี่โกรธไหม
โกรธหมด รักเริกอะไร โกรธหมด ไมพอใจกูโกรธหมด
ตัวนี้ฆามันทุกวัน ฆามันทั้งภายนอกภายใน เมื่อภายนอกเกิด
ความโกรธ สติตองกําหนดวา มึงโกรธแลว หยุดความโกรธ
คําสั่งจะออก แตเมื่อกอนนี้คําสั่งออก ทําเลย ไมสน กะซวก
ทันทีเลย
ตอนหลังนั่งสมาธิ ยอนรอบ ชอบนั่งสมาธิตอนตีสองตี
สาม มันจะยอนใหเราเห็น ภาพอยางละเอียด ทําไมกูยั้งไม
อยู จิตกูทําไมพายแพกับมัน จะเห็นภาพชัดมาก เอาละ รอบ
หนา เราจะยั้งดวยวิธีอะไร อยางนี้เขาเรียกวาแกภายนอก
แลวแกภายใน แตถาไมแกภายใน ภายนอกยังไงก็แกไมได
เคยอานหนังสือเลมหนึ่งบอกวา กอนตายถาจิต
สุดทายคิดถึงสิ่งดีๆ ที่เคยทํามา แมจะเคยทําชั่วมา
บาง แตถาจิตสุดทายกระหวัดไปถึงบุญกุศล ก็จะทํา
ใหไมตองไปเกิดในอบายภูมิ อาจารยเชื่ออยางนั้น
หรือเปลา
การฝกวิปสสนาฆากิเลสของตัวเองก็เพื่อมุงไปจิต
สุดทายนี่แหละ เราจะไดไมตองไปกระซิบขางหูคนที่กําลัง
จะตายใหคิดถึงวัด คิดถึงบุญกุศล เพราะเอาเขาจริงมันคิด
ไมไดหรอก ตัวกิเลสมันมีอํานาจมากกวา ความหวงผัว หวง
ทรัพยสมบัติ
ความกลัวตายมันมากกวา กูจะตายจริงเหรอ
โอย! กูไมอยากตาย กูไมอยากตาย หลานกูยังเล็กอยู ผัวกู
มันตองไปมีเมียนอยแน สมบัติที่ซอนไวยังไมไดบอกใคร
อยากจะพูด อยากจะบอกสารพัด คิดเหรอวาความคิดที่เพิ่ง
ไปทําบุญมาสามรอยหาสิบบาทมันจะแวบขึ้นมา ไมมีทาง
ดังนั้นตองฝกเพื่อที่วากอนตายจะไดคิดเรื่องดีๆ
หรือไมคิดเลย ซึ่งสุดยอด ตองฝกใหไปสูจุดนั้น
Page 9
พูดถึงสุขภาพอาจารยบาง เปนอยางไร ตรวจเช็คบาง
หรือเปลา
ไมตองเช็ค คนที่มีธรรมะแลวเขาไมอยากอยูในโลกนี้
หรอก สําหรับตัวเองเมื่อปวย บอกคนใกลชิดไวแลววาอยา
เปนกังวล จงปลอยใหตายอยาเอาหนากากมายัด อยาเอา
สายระโยงระยางมายัด จะทําอาการสํารวมสงบแลวตาย จะ
เขาสมาธิใหอยูในความวางแลวตาย ถารางกายไมดีเมื่อไหร
จะเขาสมาธิ พักผอน ไมกินยา ก็หายทุกที ยกเวนโรคอยาง
มะเร็ง อัมพาต หรืออะไรที่สูงๆ นี่เปนกรรม ตองยอมรับดวย
ความเบิกบาน ถือเปนการชดใชกันไป เมื่อปวยก็จะเปนสุข
ไดยินวาอาจารยเคยมีปญหาสุขภาพถึงขนาดจะสราง
วัดไมสําเร็จจนตองตั้งจิตอธิษฐาน
เปนกระดูกทับเสนประสาท เดี้ยง ชาทั้งตัว ปวด
ทํางานไมได ตอนนั้นสรางวัดมาได สักสามป เดี้ยงหมดเลย
นอนเจ็บทรมาน ไปหาหมอ หมอก็บอกตองผาคอ ชาไปขาง
หนึ่งแลวเจ็บปวดทั้งตัว ปวดแขนราวลงมา คอก็ยกไมขึ้น
นอนไดทาเดียวตลอด ตองใสปลอกคอ
แตวาเราเปนคนที่เชื่อเรื่องกรรม เชื่อวา เฮย! เปนเรื่อง
สวนตัวของกู ถามีกรรมทําใหไมสามารถสรางวัดได จงเปน
แลวตายไป หรือเปนอัมพาตเดี้ยงไปเลย แตถาบุญกูยังมีอยู
กูตองชนะ กูตองรอด เลือกเลย ยินดีทั้งสองทาง ยินดีใน
บุญ ยินดีในกรรม ยินดีในทุกขที่เกิดขึ้น ยินดีในสุขที่เกิดขึ้น
ยินดีทั้งสองอยางเทาเทียมกัน เสร็จแลวกลับมาวัด
เขาสมาธิ อดทนตอสูกับความเจ็บปวดของตัวเองอยูสาม
เดือน เอาชนะความเจ็บปวดทุกอยางดวยตัวเราเอง
จนกระทั่งหายเปนปลิดทิ้ง
Page 10
ไมไปหาหมอ
ไปหาหมอ หมอจะผา หมอจะจัดการทุกอยางตาม
ระบบของแพทย แตเราก็หลอกหมอวา ขอกลับบานมาคิด
ดูกอน
เชื่อวามันเปนสภาวะของกรรมซึ่งเขามาทดสอบใจเรา
รูเลยวานี่เปนเรื่องระหวางกูกับกรรมเกา ไมเกี่ยวกับหมอ ไม
เกี่ยวกับใคร
ตอนนั้นกลัวไหมวาจะสรางวัดไมเสร็จ
ไม สรางได เรื่องทุกอยางมันอยูที่ใจ
ถาเราเชื่อในตัว
เรา เชื่อวาธรรมะเปนสิ่งที่ดีที่สุดแลว เปนหนทางที่ถูกตอง
ที่สุดแลว ชีวิตเราจะมีแตความสุข โคตรความสุข
เราจะ
มองวาสรรพสิ่งสรรพสัตวในโลกลวนกระจอกงอกงอย ไร
สาระ ไมมีอะไรเปนแกนสาร โลกมนุษยนี้กูเดินทางมาแค
แวบเดียว เพื่อมาดูมันแลวกูก็จะไป มันไมมีคาอะไรเลยสัก
อยาง ปวยก็ไมอยากใหใครมายุงเกี่ยว
เปนอัมพาตอัม
พฤกษกูก็ยินดี กูจะนั่งรถเข็นดวยใจที่เบิกบาน บอกเมีย
เตรียมรถเข็นไวเลย ไมตองหวง ถาเดี้ยงก็จะบอกลูกศิษย
ลูกหาใหเข็นมาดูวัด แลวกูสั่งการมึง กูนั่งรถเข็น กูเดี้ยงขาง
หนึ่ง ถึงปากกูเบี้ยวหนากูยังยิ้ม
(ทําทาประกอบสมจริงมาก)
กูก็ยังมีความสุข แลวกูก็ปวยไปเรื่อยๆ แลวกูก็ตาย
จบที่สุด
ของวิบากกรรม ไมเห็นเปนไรเลย วัดนี่สรางไดอยูดี
แลวอาจารยหายไดอยางไร
นั่งสมาธิอยางเดียว นั่งมากที่สุด เปนความวางอยาง
เดียว ดับสมอง ดับทุกอยาง แลวก็จี้ไปตรงความเจ็บปวด
จนกระทั่งไรความเจ็บปวด เวลาออกสมาธิกลับมาปวดอยาง
เดิม ก็ไมเปนไร ไมสน ไมไปจองที่ความเจ็บปวด ไมไปคิด
วา “ทําไมกูถึงมีกรรมขนาดนี้” ทนรับกรรมดวยความเบิก
บาน ไมหดหูใจ ไมเศราหมอง ไมเสียใจ ไมรูสึกรําคาญ ไม
Page 11
อยากฆาตัวตาย พอเรายินดีเบิกบานในความเจ็บปวด ความ
เจ็บปวดนั้นก็เบาลง
จําไววา คนที่สุขจริงคือสุขไดแมกายเปนทุกข สองสิ่ง
นี้คูกันเสมอ ฉะนั้น จงยินดีรับทุกขที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง
เทากับยินดีในสุขที่เกิดขึ้น
ในการสรางวัดรองขุน คนพูดกันวามีปาฏิหาริยหรือมี
เทวดามาชวย อาจารยรูสึกแบบนั้นหรือเปลา
อยาไปสนใจ ไรสาระ บุญถึงมันก็สรางได บุญคืออะไร
คือธรรมะในใจของตัวเราเอง คือมีความเมตตา นําไปสู
ความสําเร็จทุกอยาง ประหนึ่งเทวดามาดูแลปกปกรักษา มา
คุมครองคุมภัย มนุษยถาสรางบุญมาก ทําอะไรก็สําเร็จ
งายดาย
จุดประสงคที่อาจารยสรางวัดรองขุน แทจริงแลวคือ
อะไร
ภายนอกเปนเรื่องของรูปธรรม วาสรางเพื่อค้ําจุน
ศาสนา เพื่อที่จะมอบใหแกชาติบานเมือง และเพื่อถวาย
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ใหเปนศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9
ที่ไม ลอกเลียนใคร เปนความกตัญูในบานเกิด ตองการ
ใหเกิดประโยชนในแงของเศรษฐกิจ ใหเปนแหลงทองเที่ยว
ที่ใหญระดับโลก
สวนภายในเปนเรื่องนามธรรม เพื่อเปนสัมภาระในการ
เดินทางของจิตวิญญาณไปสูสภาวะแหงการไมกลับมาเกิด
สมมุติถาเกิดอะไรขึ้นกับวัด อาจารยทําใจไดหรือ
ศึกษาธรรมะมาขนาดนี้ จะไปยึดมั่นอะไรเลา สรางก็
สรางไป ตายก็ตายไป ก็บอกแลววาความตายก็ไมสนใจ จะ
สนใจวัตถุพวกนี้ไดไง มันไมมีคาอะไร คาเหลานี้มันเปนคา
จากการปรุงแตงของมนุษยตัวอื่น ไมใชสัตวอยางกู ชวย
เขียนไปดวย มนุษยตัวอื่นมันยินดี มันยึดติดถือมั่น แตคน
Page 12
อยางเราไมใช เราสรางเพื่อปลอยวาง สรางเพื่อฆากิเลส
ของตัวเอง สรางเพื่อเปนสารประโยชนแกมวลมนุษยชาติที่
มันยังยึดติดและหลงใหลในสิ่งนี้อยู
จากจุดนี้แลวอาจารยตั้งใจจะทําอะไรตอคะ
สรางความเมตตาใหแกกลา หยิบยื่นทุกอยางใหแก
ประชาชน ประเทศชาติ และศาสนา จะทําประโยชนใหแก
มนุษยคนอื่นจนลมหายใจสุดทาย เมตตาคือสิ่งที่สูงที่สุด
ของบุญบารมี นี่คือการสรางบุญบารมีในรอบสุดทายของ
ตัวเอง
วาไปแลวก็เปนการทําเพื่อหลุดพนของตัวเอง แปลวา
ยังมีตัณหาใชหรือไม
ใชสิ ตองเขาใจวาตัณหาของมนุษยมีทั้งฝายดีแหละ
ฝายเลว ฝายดีตองมีความทะเยอทะยาน มุงไปสูความหลุด
พน ถาไมมีตัณหา จะพยายามเหรอ ทุกอยางมันตองมี
ตัณหาหมด เขาเรียกวาตัณหาฝายดี กอนหลุดพนตองมี
ตัณหาทั้งนั้น ตัณหาในที่นี้คือมีความอยากที่จะหลุดพน คน
ไมมีความมุงมั่น ไมอยาก มันจะเปนอะไรได ไมงั้นจะมี
ศาสดามาไดไง จะมีผูหลุดพนมาไดไง
การเปนมนุษยมันดีตรงนี้ สัตวมันไมมีความมุงมั่น ไมมี
แรงทะเยอทะยาน การเกิดเปนมนุษยจึงเปนการพัฒนา
ธรรมะของตัวเอง พัฒนาภพชาติของตัวเอง การไดเกิดเปน
มนุษยนั้นโชคดีที่สุด เพราะมนุษยมีความทะเยอทะยาน มี
เปาหมาย
บั้นปลายชีวิตอาจารยคิดจะบวชไหม
ไมตองการบวช เพราะเชื่อวาไมตองบวชก็สามารถละ
ภพชาติได เราบวชภายใน ไมตองบวชภายนอก เราอยู
รวมกับผูอื่นอยางมีความสุข ชวยเหลือ เมตตา ไม
Page 13
เบียดเบียนผูอื่น ไมเอารัดเอาเปรียบใคร ทําหนาที่ของเรา
ใหดีที่สุดอยางมีคุณธรรม
คําถามสุดทาย อาจารยคิดวาตัวเองเปนอัจฉริยะหรือ
เปลา
ไมเลย อัจฉริยะเปนเพียงคําจํากัดความของคนที่
เหนือกวาผูอื่น เราไมไดเหนือกวาผูอื่น เรามองคาของใจ
มากกวาวัตถุ ไมมองวัตถุเหนือใจ คนอาจมองวาเรา
เหนือกวาคนอื่นในเรื่องวัตถุ แตเรากลับเห็นวาตัวเอง
กระจอก ไมมีคาเลย ใจของเราที่ตอสูมา ที่ฝกฝนมานั้น
สําคัญกวา
วัตถุเดี๋ยวนี้ผุพังไปตามกาลเวลา มันไมคนทน
ไมไดงดงามอยางนี้ไปตลอด สุดทายมันเปนอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา เปนของไมเที่ยง แตสิ่งสําคัญคือใจเรา
ดังนั้นใครจะ
บอกเปนอัจฉริยะอะไร ไมสนใจ ไมเคยเยอหยิ่งทรนงวา
พิเศษเหนือกวาคนอื่น
สิ่งเดียวที่พิเศษกวาคือ “กูไมมีทุกข”
เฉลิมชัย
โฆษิตพิพัฒน
โฆษิตพิพัฒน
“
ชีวิตนี้มีแตสุข
ชีวิตนี้มีแตสุข”
ในยุคนี้นอยคนนักที่จะไมรูจักเฉลิมชัย โฆษิต
พิพัฒน ศิลปนผูยิ่งใหญ เจาของตํานานพูดไปดาไป
อันลือลั่น การที่คนคนหนึ่งซึ่งดูดุดัน กาวราว จะ
สามารถบรรจงสรางงานศิลปะที่ออนชอย งดงามราว
เนรมิตไดนั้น มีความพิเศษที่ไมเหมือนใคร เรามารูจัก
ตัวตนของเขาใหลึกซึ้งกวาที่เคยกันดีกวา
ขอเริ่มดวยความสําเร็จของอาจารยในวันนี้วามีที่มา
อยางไร
มีธรรมะและสติเปนธงชัยนําชีวิต รูตลอดเวลาวาเรา
กําลังทําอะไร ไมหวังจะกอบโกย รักในสิ่งที่ทํา มุงมั่นตั้งใจ
จริง ธรรมะสอนใหมีเปาหมาย ทําใหเราสามารถดํารงชีวิต
Page 2
รวมกับผูอื่นในโลกนี้อยางปราศจากทุกข เมื่อปราศจากทุกข
แลว เราจะมีความเมตตาตอเพื่อนมนุษย รูจักใหเกียรติผูอื่น
ทําใหเจริญกาวหนา ทําอะไรก็สําเร็จ
ทราบมาวาที่วัดนี้มีพนักงานเปนรอย แตไมมีปญหาใน
การทํางาน อาจารยมีหลักในการบริหารจัดการ
อยางไร
งาย! ใจตองเปนธรรมะมากที่สุด ใจตองไมมุงหวังให
เปนของกู ไมเอาเปรียบผูอื่น วัดนี้ไมเคยมีปญหา ไมมีใคร
ยายไปทํางานที่อื่น ไมมีใครทอดทิ้งเรา ทุกคนอยูกันดี ทุก
คนตองอิ่ม ครอบครัวเขาตองมีความสุข สวัสดิการเขาตองดี
ชีวิตครอบครัวเขาตองดี ใจที่เปนเมตตานั่นคือการบริหารที่ดี
ที่สุด
สวัสดิการมีอะไรบาง
ใหทุกอยาง ใหโบนัสเหมือนที่อื่น มีเงินใหยืมฟรีใน
กรณีฉุกเฉิน ที่นี่เราประชุมกันทุกเดือน หลังจากประชุมเสร็จ
ก็จะถามถึงปญหาครอบครัว ใครมีปญหาบอกมา ลูกเรียน
หนังสือฟรี รักษาพยาบาลฟรี อยูดีกินดี ไมตองเสียคาน้ําคา
ไฟ รักษาโรคทุกอยาง ตายเผาให ที่นี่เลี้ยงจนตายไมมี
เกษียณอายุ แกลงก็กวาดใบไมไป นี่ตายมา 3 คนแลว เราก็
เผาให ไมใชแคลูกศิษยเรา ชาวบานเราก็ทําให ฟรีหมด รถ
ขนศพ อาสนะ ไมตองเสียเงินสักบาท ไมวาใครตาย ไมวา
ยากดีมีจน เราจายให ศพละประมาณสองพันบาท อีกหนอย
เมรุเสร็จ คนงานก็เผาที่นี่เลย เผาฟรี
อาจารยกําหนดเงินเดือน เงินโบนัสอยางไร
พนักงานเขากําหนดของเขาเอง ประชุมกันเอง เรา
สอนเขาในเรื่องคุณธรรม ไมเห็นแกได ไมเห็นแกตัว สอน
มัชฌิมาปฏิปทา สอนธรรมะทุกอาทิตย สอนมาเปนสิบๆ ป
Page 3
ตั้งแตมันเปนคนชั่ว กระทั่งเปนคนดี ขี้เหลาเมายา สําสอน
เลว กลายเปนคนดีหมด เปนคนชอบเลี้ยงคนเลวใหเปนคนดี
ที่นี่พนักงานจะมีอํานาจในการตัดสินใจ ไมวาจะเปน
การขึ้นเงินเดือนหรืออะไร หัวหนาฝายรวม 13 ฝาย เราสอน
เขาเรื่องประชาธิปไตย การบริหารวัด สอนหมด ผูจัดการ
ควรทําอะไร ผูชวยผูจัดการทําอะไร เลขาฯทําอะไร หัวหนา
ฝายทําอะไร คนลางหองสวม คนสวน สอนเองหมด แลวทํา
ใหดูดวย ฝายประชาสัมพันธนี่สอนตั้งแตพูดไมโครโฟน เริ่ม
จากจดใหแลวบอก “มึงมานั่งขางกู กูพูดใหมึงฟง แลวมึง
พูดตาม สอนๆๆ จนเดี๋ยวนี้มันเกงชิ_หาย ทุกอยางสอนตัว
ตอตัว จบป.6-ป.4 ก็พอ ไมตองเรียนจบสถาบันไหน มึงมา
เรียนกับกู”
วิธีสอนตองสอนดวยความเมตตา สอนดวยการทําเปน
ตัวอยาง ไมไดสั่งอยางเดียว เราทําทุกอยางในวัดนี้ เช็ดถู
พื้น กวาดขยะ กวาดใบไม ทําจนพวกมันเกรงใจ เมื่อกอน
ตองใสหมวกเดินแทงขยะทั่ววัด ไมพูดสักคํา แทงขยะ แทง
ใบไมคนเดียว จนเดี๋ยวนี้ลูกศิษยเห็นใบไมหลนอยูใบเดียวก็
เก็บ เห็นเราจับไมกวาดมันวิ่งมาแยง ไมเคยตองถือไมกวาด
เลยตอนนี้หาอะไรเก็บไมไดเลย
เลิกงานแลวพายุมา มันวิ่งกันมาหมดเลย มาจากบาน
มาเก็บเต็นท เก็บของ กวาดใบไมที่ปลิว ถาฝนตกกลางคืน
ตีหามาดูเลย ออกมายี่สิบสามสิบคน มากวาดใบไมหมด
ภายในพริบตา นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญที่สุดในการบริหารจัดการ
คน บริหารจนความรูสึกในใจเขาเหมือนเรา มีความรักวัด
เหมือนกัน มีความรับผิดชอบเหมือนกัน มีความปรารถนาให
ความงดงามแกประชาชนเหมือนกัน
สอนมันวา “บุญของมึงอยูใกลกวาคนอื่น มึงเก็บใบไม
ใบหนึ่ง มึงเก็บขยะชิ้นหนึ่ง มึงดูแลวัดดวยความเปนหวงเปน
ใยก็เปนบุญของมึง มึงบริการประชาชนที่มาก็บุญของมึง
มนุษยคนอื่นสูมึงไมไดเพราะตองแสวงหาบุญ แตบุญของ
พวกมึงอยูใกลมึงตลอดเวลา”
Page 4
เงินเดือนคือสัมภาระของชีวิต แตบุญคือสัมภาระของ
จิตวิญญาณ ตองแสวงหาเอง
แลวภายในครอบครัวของอาจารยมีหลักในการจัดสรร
เงินอยางไร
สิ่งที่สําคัญที่สุดคืออยาเปนหนี้ หาไดเทาไรก็ใชแบบ
พอเพียง รูจักแบงสันปนสวน จะตองมีเงินเหลือติดกระเปา
ทุกครั้ง อยาใชจนหมดตูด เวลายากจนเนี่ย หาเงินไมได
จริงๆ ก็อด ไมกิน บางครั้ง ก็กินขาวกับน้ําปลา พอมีเงินตอง
มีเก็บและตองไมเปนหนี้ เมื่อกอน ประกวดผลงานไดเงิน
รางวัลมาหมื่นหา แทนที่จะเอามาเลี้ยงกัน นี่ไมเอา ไมเลี้ยง
ใคร เลี้ยงเพื่อนสนิทจริงๆ สองสามคน อยางเกง เลี้ยงขาว
สองสามรอยบาท ประเภทเลี้ยงเหลาเมาหัวราน้ําหมดไปหา
พัน อยาฝน ไมทํา เพราะวันขางหนาไมรูวาจะมีหรือเปลา
ตอนยากจน โคตรระวังในการใชเงิน จะใชเงินแบบวัน
ขางหนาอาจจะอด พอรวยแลวก็ยังเปนอยางนั้น จนกระทั่งรู
วาวันขางหนาไมอดแลว ไมจําเปนตองระวังแลว ก็สุรุยสุราย
ขึ้นมาบาง แตก็ยังเก็บเงิน ตอใหเที่ยวสําสอนขนาดไหนก็มี
เงินเก็บ ถาเราตาย เมียจะดูแลทุกอยางหมด ไมเคยเก็บเงิน
ใชสวนตัวแมแตบาทเดียว มีชีวิตที่เรียบงายที่สุด กินขาววัด
กินพรอมลูกศิษย มันเคาะระฆังก็ไปกินกับมัน ไมใชเงิน
ดูแลครอบครัวกอน จากนั้นทําบุญสรางวัดหมดเลย
อาจารยมีวิธีสอนลูกอยางไร
กับลูกสอนประจําวา “จงมีความสุข” ไมมีคําสอนอะไร
ที่มากกวานี้ ทุกอยางเปนไปตามกรรม ใหเขาทําทุกอยางที่
เขามีความสุข แตไมตองเบียดเบียนใคร
ทุกวันนี้สังคมไทยชอบพอกพูนกิเลสใหแกลูก เด็กถูก
พอแม ถูกสังคมยัดกิเลสใหไมรูจักพอ อยากได อยากดี
อยากเดน อยากทุกอยาง แตเราหยิบยื่นความสุขใหแกลูก
บอกเขาวาไมตองเครงเครียดในการเรียนมาก ไมเคี่ยวเข็ญ
Page 5
ลูก ไมจําเปนตองไดที่หนึ่ง แตจงเรียนอยางมีความสุข ให
ผาน ใหรอดพอ ขางหนาจะเปนยังไงลูกไมตองใฝฝน ไม
ตองอยากเปนหมอ ไมตองอยากเปนอะไรที่คนอื่นเขาอยาก
เปน ลูกจงถามใจของตัวเองวาลูกปรารถนาอะไรที่เปน
ความสุข แลวจงทําสิ่งนั้น ลูกไมตองไปสนใจวาอาชีพอะไร
ที่ทําใหลูกร่ํารวย อยานึกถึงความร่ํารวย จงนึกถึงความสุข
ในใจของตัวเอง แลวจงทํามัน ไดเงินนอยไมเปนไร แต
ความสุขมีคามากกวา
จงแสวงหาเงินเพื่อเลี้ยงชีวิตใหมีความสุข แต
ไมใชแสวงหาความร่ํารวยแลวทุกข
เสียชาติเกิด
แลวสอนใหเขารูจักความทุกขดวยหรือเปลา
แนนอน เมื่อเขามีความสุขแลวเราก็จะพูดถึงความทุกข
ทันที จะบอกเขาวา ขณะนี้ลูกมีความสุข แตลูกจะตองมี
ความทุกขตามมา เปนตนวา ทุกขเมื่อเสียของรัก ถูกเพื่อน
ขโมยของ หรือโตขึ้นมามีแฟนแลวแฟนทิ้ง เมื่อลูกมี
ความสุข จะพูดถึงความทุกขใหฟงดวย ไปงานศพตองพูด
ใครตายตองพูด เพื่อใหเห็นการพลัดพราก ยิ่งเพื่อนตายยิ่ง
ดีเลย เขาจะไดรูจักวา ดีเลว สุขทุกข คูกันเสมอ
แลวตัวอาจารยเอง สมัยวัยรุนเปนอยางไร
เราก็บาบอคอแตกของเราไป กินเหลาเมายา เที่ยวสํา
สอน แตโชคดีที่มีธรรมะมาตั้งแตเกิด เพียงแตมนุษยตอง
เปนไปตามวัย แตวาเรารูตัวตลอด เราบอกตัวเองวา
ตองการรูถึงความเลวเพื่อปลอยวางในอนาคต
Page 6
อาจารยเคยลองเสพยาไหม
ลองทุกอยาง กัญชา ยากลอมประสาท อยากรูวามัน
เปนยังไง แตไมติด เพราะตองการศึกษา ตองการเรียนรู
ไมไดหลงใหลไปกับมัน แตเด็กที่ออนแอ ไมมีธรรมะนั้น
อยาแตะตองสิ่งเหลานี้ เพราะมันไมมีเปาหมายอยางเรา วา
วันหนึ่งขางหนากูตองเปนคนดีคนที่ออนแอ พอเสพก็ติด
หลงใหลไปเลย แตเรารูจักเบรก มีสติ
รูสึกวาตัวเองมีธรรมะตั้งแตเมื่อไร
ตอนแรกไมรูหรอกวาเรามีธรรมะ แตวามันถูกสติเบรก
ตลอดเวลา เชนเมื่อวันที่เมาที่สุด กลับมาบานตอนตีสามตีสี่
นาจะมีความสุขกับสิ่งที่เสพมาทั้งหมด กินเหลา มีผูหญิง
สวยๆ คิดดูสิ มันนาจะมีความสุขใชไหม กลับมาบานแฮง
เมาชิ_หาย นอนเอนหลังอยูบนเตียง จิตมันถามเลยวา “
ไอ
เหลิม มึงสุขเหรอ มึงสุขจริงเหรอวะ
” เมื่อมีคําถาม เราถึงมี
ความรูสึกวา “
กูไมไดสุข กูเปนทุกข หนึ่ง กูปวดหัว สอง
พรุงนี้กูตองมีปญหากับผูหญิงแน ตองมีเรื่องวุนวายกับสิ่งที่
กูกระทําเมื่อคืนนี้ กูไมไดสุขเลย กูหลอกลวงตัวกูเอง
” การ
ตอบตัวเองนําไปสูการเรียนธรรมะ เริ่มจากการอานงานเขียน
ของอาจารยพุทธทาส “
คูมือมนุษย
”
หลังจากเหตุการณนั้นเลยรูวา เฮย! ในใจกูมีธรรมะนี่
หวา
ทําไมถึงเลือกศึกษาธรรมะของทานพุทธทาส
เพราะเราไมเชื่อเรื่องไรสาระ เราเชื่อเรื่องเหตุและผล
บังเอิญมีหนังสือ
คูมือมนุษย
อยูแลวที่บาน แตไมเคยอาน มี
หนังสือธรรมะอยูเต็มบาน เมื่อป 2525 ศึกษามาหมดนะ
ศึกษามโนมยิทธิ ศึกษาพระธรรมกาย ศึกษายุบหนอพอง
หนอ ศึกษาทุกสาย เพื่อมุงหวังไปสูไสยศาสตร เดิมทีสนใจ
เรื่องพวกนี้ แตปรากฏวาไมประสบความสําเร็จ ก็ละวางหมด
Page 7
อาจารยเชื่อเรื่องชาติภพไหม
เชื่อมาก และเชื่อวาธรรมะปฏิบัติในภพชาตินี้จําเปน
อยางยิ่งที่จะนําไปสูภพชาติที่เราปรารถนา ตอนนั้นศึกษา
ธรรมะของอาจารยพุทธทาสจนเขาใจ เมื่อเขาใจก็เริ่มดวย
การฆากิเลสในใจตัวเอง คือ กาวขามกระโดดไปสูการฆา
กิเลสในใจตัวเอง ฝกละกิเลส ตั้งแตความโลภ ความอิจฉา
ริษยา ความหลง ยึดมั่นถือมั่น ทุกอยาง
มีขั้นตอนไหมวาตองเริ่มละกิเลสตัวไหนกอน
เริ่มจากตัวที่งายที่สุดกอนเพื่อเปนกําลังใจ สําหรับ
ตัวเองที่งายที่สุดคือ ฆาเรื่องวัตถุ บาบอคอแตก ความบา
เพชร บาพลอย ฆาวัตถุ นําไปสูการฆาความหลง ความยึด
มั่นถือมั่น เหลานี้ฆากอน เพราะมันเปนตัวออนที่สุดของตัว
เรา แตบางทีมันเปนตัวแข็งที่สุดของคนอื่น
ฝกตัวเองใหกินเหลานอยลง กินอยางมีสติ เจอผูหญิง
สวย ชอบ แตหยุดยั้งตัวเอง ไมลามปามไปสูการเอาเปรียบ
ผูอื่น บางคนสวยมาก ทนไมได พาไปกินขาว กินขาวแลว
ไมเอา ถึงแมผูหญิงจะใหโอกาสก็ไมทํา สติเบรกตลอดเวลา
ไมทําอะไรที่ลวงเกินกาวขามไปสูสิ่งที่ผิดศีลธรรม
ตอนหลังถอดเครื่องเพชร ถอดนาฬิกาแพงๆ ทิ้ง ไมซื้อ
อีก ไมปรารถนา ใสเสื้อมอฮอม ในขณะที่เมื่อกอนไปออก
งานที่ไหนไมใสเครื่องเพชรไมได ทุกคนยังไมเชื่อ หาวา
ตอแหล เดี๋ยวมันก็กลับมาใสอีก
สําหรับอาจารย กิเลสตัวไหนฆายากที่สุด
ความโกรธ ความโกรธนี่ยากที่สุด อันนี้ฝกฆามาตลอด
จนเดี๋ยวนี้ ตั้งแตอยูวัดมา
สี่ปแรกก็ยังมีความโกรธ มีความไมพอใจ สติหยุดความ
โกรธไดชา แตไมเหมือนสมัยหนุมนะ สมัยหนุมเนี่ย
โหดเหี้ยมมาก ตัวนี้ยากที่สุด เหลืออยูตัวเดียว ทุกวันนี้ก็
Page 8
พยายามแก แตเดี๋ยวนี้ดีขึ้นมาก สามปหลังนี้ดีมาก ไมเคย
โกรธ หรือถาโกรธขึ้นมาก็หยุดยั้งไดเร็วกวาแตกอน
กับคนที่เรารักนี่โกรธไหม
โกรธหมด รักเริกอะไร โกรธหมด ไมพอใจกูโกรธหมด
ตัวนี้ฆามันทุกวัน ฆามันทั้งภายนอกภายใน เมื่อภายนอกเกิด
ความโกรธ สติตองกําหนดวา มึงโกรธแลว หยุดความโกรธ
คําสั่งจะออก แตเมื่อกอนนี้คําสั่งออก ทําเลย ไมสน กะซวก
ทันทีเลย
ตอนหลังนั่งสมาธิ ยอนรอบ ชอบนั่งสมาธิตอนตีสองตี
สาม มันจะยอนใหเราเห็น ภาพอยางละเอียด ทําไมกูยั้งไม
อยู จิตกูทําไมพายแพกับมัน จะเห็นภาพชัดมาก เอาละ รอบ
หนา เราจะยั้งดวยวิธีอะไร อยางนี้เขาเรียกวาแกภายนอก
แลวแกภายใน แตถาไมแกภายใน ภายนอกยังไงก็แกไมได
เคยอานหนังสือเลมหนึ่งบอกวา กอนตายถาจิต
สุดทายคิดถึงสิ่งดีๆ ที่เคยทํามา แมจะเคยทําชั่วมา
บาง แตถาจิตสุดทายกระหวัดไปถึงบุญกุศล ก็จะทํา
ใหไมตองไปเกิดในอบายภูมิ อาจารยเชื่ออยางนั้น
หรือเปลา
การฝกวิปสสนาฆากิเลสของตัวเองก็เพื่อมุงไปจิต
สุดทายนี่แหละ เราจะไดไมตองไปกระซิบขางหูคนที่กําลัง
จะตายใหคิดถึงวัด คิดถึงบุญกุศล เพราะเอาเขาจริงมันคิด
ไมไดหรอก ตัวกิเลสมันมีอํานาจมากกวา ความหวงผัว หวง
ทรัพยสมบัติ
ความกลัวตายมันมากกวา กูจะตายจริงเหรอ
โอย! กูไมอยากตาย กูไมอยากตาย หลานกูยังเล็กอยู ผัวกู
มันตองไปมีเมียนอยแน สมบัติที่ซอนไวยังไมไดบอกใคร
อยากจะพูด อยากจะบอกสารพัด คิดเหรอวาความคิดที่เพิ่ง
ไปทําบุญมาสามรอยหาสิบบาทมันจะแวบขึ้นมา ไมมีทาง
ดังนั้นตองฝกเพื่อที่วากอนตายจะไดคิดเรื่องดีๆ
หรือไมคิดเลย ซึ่งสุดยอด ตองฝกใหไปสูจุดนั้น
Page 9
พูดถึงสุขภาพอาจารยบาง เปนอยางไร ตรวจเช็คบาง
หรือเปลา
ไมตองเช็ค คนที่มีธรรมะแลวเขาไมอยากอยูในโลกนี้
หรอก สําหรับตัวเองเมื่อปวย บอกคนใกลชิดไวแลววาอยา
เปนกังวล จงปลอยใหตายอยาเอาหนากากมายัด อยาเอา
สายระโยงระยางมายัด จะทําอาการสํารวมสงบแลวตาย จะ
เขาสมาธิใหอยูในความวางแลวตาย ถารางกายไมดีเมื่อไหร
จะเขาสมาธิ พักผอน ไมกินยา ก็หายทุกที ยกเวนโรคอยาง
มะเร็ง อัมพาต หรืออะไรที่สูงๆ นี่เปนกรรม ตองยอมรับดวย
ความเบิกบาน ถือเปนการชดใชกันไป เมื่อปวยก็จะเปนสุข
ไดยินวาอาจารยเคยมีปญหาสุขภาพถึงขนาดจะสราง
วัดไมสําเร็จจนตองตั้งจิตอธิษฐาน
เปนกระดูกทับเสนประสาท เดี้ยง ชาทั้งตัว ปวด
ทํางานไมได ตอนนั้นสรางวัดมาได สักสามป เดี้ยงหมดเลย
นอนเจ็บทรมาน ไปหาหมอ หมอก็บอกตองผาคอ ชาไปขาง
หนึ่งแลวเจ็บปวดทั้งตัว ปวดแขนราวลงมา คอก็ยกไมขึ้น
นอนไดทาเดียวตลอด ตองใสปลอกคอ
แตวาเราเปนคนที่เชื่อเรื่องกรรม เชื่อวา เฮย! เปนเรื่อง
สวนตัวของกู ถามีกรรมทําใหไมสามารถสรางวัดได จงเปน
แลวตายไป หรือเปนอัมพาตเดี้ยงไปเลย แตถาบุญกูยังมีอยู
กูตองชนะ กูตองรอด เลือกเลย ยินดีทั้งสองทาง ยินดีใน
บุญ ยินดีในกรรม ยินดีในทุกขที่เกิดขึ้น ยินดีในสุขที่เกิดขึ้น
ยินดีทั้งสองอยางเทาเทียมกัน เสร็จแลวกลับมาวัด
เขาสมาธิ อดทนตอสูกับความเจ็บปวดของตัวเองอยูสาม
เดือน เอาชนะความเจ็บปวดทุกอยางดวยตัวเราเอง
จนกระทั่งหายเปนปลิดทิ้ง
Page 10
ไมไปหาหมอ
ไปหาหมอ หมอจะผา หมอจะจัดการทุกอยางตาม
ระบบของแพทย แตเราก็หลอกหมอวา ขอกลับบานมาคิด
ดูกอน
เชื่อวามันเปนสภาวะของกรรมซึ่งเขามาทดสอบใจเรา
รูเลยวานี่เปนเรื่องระหวางกูกับกรรมเกา ไมเกี่ยวกับหมอ ไม
เกี่ยวกับใคร
ตอนนั้นกลัวไหมวาจะสรางวัดไมเสร็จ
ไม สรางได เรื่องทุกอยางมันอยูที่ใจ
ถาเราเชื่อในตัว
เรา เชื่อวาธรรมะเปนสิ่งที่ดีที่สุดแลว เปนหนทางที่ถูกตอง
ที่สุดแลว ชีวิตเราจะมีแตความสุข โคตรความสุข
เราจะ
มองวาสรรพสิ่งสรรพสัตวในโลกลวนกระจอกงอกงอย ไร
สาระ ไมมีอะไรเปนแกนสาร โลกมนุษยนี้กูเดินทางมาแค
แวบเดียว เพื่อมาดูมันแลวกูก็จะไป มันไมมีคาอะไรเลยสัก
อยาง ปวยก็ไมอยากใหใครมายุงเกี่ยว
เปนอัมพาตอัม
พฤกษกูก็ยินดี กูจะนั่งรถเข็นดวยใจที่เบิกบาน บอกเมีย
เตรียมรถเข็นไวเลย ไมตองหวง ถาเดี้ยงก็จะบอกลูกศิษย
ลูกหาใหเข็นมาดูวัด แลวกูสั่งการมึง กูนั่งรถเข็น กูเดี้ยงขาง
หนึ่ง ถึงปากกูเบี้ยวหนากูยังยิ้ม
(ทําทาประกอบสมจริงมาก)
กูก็ยังมีความสุข แลวกูก็ปวยไปเรื่อยๆ แลวกูก็ตาย
จบที่สุด
ของวิบากกรรม ไมเห็นเปนไรเลย วัดนี่สรางไดอยูดี
แลวอาจารยหายไดอยางไร
นั่งสมาธิอยางเดียว นั่งมากที่สุด เปนความวางอยาง
เดียว ดับสมอง ดับทุกอยาง แลวก็จี้ไปตรงความเจ็บปวด
จนกระทั่งไรความเจ็บปวด เวลาออกสมาธิกลับมาปวดอยาง
เดิม ก็ไมเปนไร ไมสน ไมไปจองที่ความเจ็บปวด ไมไปคิด
วา “ทําไมกูถึงมีกรรมขนาดนี้” ทนรับกรรมดวยความเบิก
บาน ไมหดหูใจ ไมเศราหมอง ไมเสียใจ ไมรูสึกรําคาญ ไม
Page 11
อยากฆาตัวตาย พอเรายินดีเบิกบานในความเจ็บปวด ความ
เจ็บปวดนั้นก็เบาลง
จําไววา คนที่สุขจริงคือสุขไดแมกายเปนทุกข สองสิ่ง
นี้คูกันเสมอ ฉะนั้น จงยินดีรับทุกขที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง
เทากับยินดีในสุขที่เกิดขึ้น
ในการสรางวัดรองขุน คนพูดกันวามีปาฏิหาริยหรือมี
เทวดามาชวย อาจารยรูสึกแบบนั้นหรือเปลา
อยาไปสนใจ ไรสาระ บุญถึงมันก็สรางได บุญคืออะไร
คือธรรมะในใจของตัวเราเอง คือมีความเมตตา นําไปสู
ความสําเร็จทุกอยาง ประหนึ่งเทวดามาดูแลปกปกรักษา มา
คุมครองคุมภัย มนุษยถาสรางบุญมาก ทําอะไรก็สําเร็จ
งายดาย
จุดประสงคที่อาจารยสรางวัดรองขุน แทจริงแลวคือ
อะไร
ภายนอกเปนเรื่องของรูปธรรม วาสรางเพื่อค้ําจุน
ศาสนา เพื่อที่จะมอบใหแกชาติบานเมือง และเพื่อถวาย
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ใหเปนศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9
ที่ไม ลอกเลียนใคร เปนความกตัญูในบานเกิด ตองการ
ใหเกิดประโยชนในแงของเศรษฐกิจ ใหเปนแหลงทองเที่ยว
ที่ใหญระดับโลก
สวนภายในเปนเรื่องนามธรรม เพื่อเปนสัมภาระในการ
เดินทางของจิตวิญญาณไปสูสภาวะแหงการไมกลับมาเกิด
สมมุติถาเกิดอะไรขึ้นกับวัด อาจารยทําใจไดหรือ
ศึกษาธรรมะมาขนาดนี้ จะไปยึดมั่นอะไรเลา สรางก็
สรางไป ตายก็ตายไป ก็บอกแลววาความตายก็ไมสนใจ จะ
สนใจวัตถุพวกนี้ไดไง มันไมมีคาอะไร คาเหลานี้มันเปนคา
จากการปรุงแตงของมนุษยตัวอื่น ไมใชสัตวอยางกู ชวย
เขียนไปดวย มนุษยตัวอื่นมันยินดี มันยึดติดถือมั่น แตคน
Page 12
อยางเราไมใช เราสรางเพื่อปลอยวาง สรางเพื่อฆากิเลส
ของตัวเอง สรางเพื่อเปนสารประโยชนแกมวลมนุษยชาติที่
มันยังยึดติดและหลงใหลในสิ่งนี้อยู
จากจุดนี้แลวอาจารยตั้งใจจะทําอะไรตอคะ
สรางความเมตตาใหแกกลา หยิบยื่นทุกอยางใหแก
ประชาชน ประเทศชาติ และศาสนา จะทําประโยชนใหแก
มนุษยคนอื่นจนลมหายใจสุดทาย เมตตาคือสิ่งที่สูงที่สุด
ของบุญบารมี นี่คือการสรางบุญบารมีในรอบสุดทายของ
ตัวเอง
วาไปแลวก็เปนการทําเพื่อหลุดพนของตัวเอง แปลวา
ยังมีตัณหาใชหรือไม
ใชสิ ตองเขาใจวาตัณหาของมนุษยมีทั้งฝายดีแหละ
ฝายเลว ฝายดีตองมีความทะเยอทะยาน มุงไปสูความหลุด
พน ถาไมมีตัณหา จะพยายามเหรอ ทุกอยางมันตองมี
ตัณหาหมด เขาเรียกวาตัณหาฝายดี กอนหลุดพนตองมี
ตัณหาทั้งนั้น ตัณหาในที่นี้คือมีความอยากที่จะหลุดพน คน
ไมมีความมุงมั่น ไมอยาก มันจะเปนอะไรได ไมงั้นจะมี
ศาสดามาไดไง จะมีผูหลุดพนมาไดไง
การเปนมนุษยมันดีตรงนี้ สัตวมันไมมีความมุงมั่น ไมมี
แรงทะเยอทะยาน การเกิดเปนมนุษยจึงเปนการพัฒนา
ธรรมะของตัวเอง พัฒนาภพชาติของตัวเอง การไดเกิดเปน
มนุษยนั้นโชคดีที่สุด เพราะมนุษยมีความทะเยอทะยาน มี
เปาหมาย
บั้นปลายชีวิตอาจารยคิดจะบวชไหม
ไมตองการบวช เพราะเชื่อวาไมตองบวชก็สามารถละ
ภพชาติได เราบวชภายใน ไมตองบวชภายนอก เราอยู
รวมกับผูอื่นอยางมีความสุข ชวยเหลือ เมตตา ไม
Page 13
เบียดเบียนผูอื่น ไมเอารัดเอาเปรียบใคร ทําหนาที่ของเรา
ใหดีที่สุดอยางมีคุณธรรม
คําถามสุดทาย อาจารยคิดวาตัวเองเปนอัจฉริยะหรือ
เปลา
ไมเลย อัจฉริยะเปนเพียงคําจํากัดความของคนที่
เหนือกวาผูอื่น เราไมไดเหนือกวาผูอื่น เรามองคาของใจ
มากกวาวัตถุ ไมมองวัตถุเหนือใจ คนอาจมองวาเรา
เหนือกวาคนอื่นในเรื่องวัตถุ แตเรากลับเห็นวาตัวเอง
กระจอก ไมมีคาเลย ใจของเราที่ตอสูมา ที่ฝกฝนมานั้น
สําคัญกวา
วัตถุเดี๋ยวนี้ผุพังไปตามกาลเวลา มันไมคนทน
ไมไดงดงามอยางนี้ไปตลอด สุดทายมันเปนอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา เปนของไมเที่ยง แตสิ่งสําคัญคือใจเรา
ดังนั้นใครจะ
บอกเปนอัจฉริยะอะไร ไมสนใจ ไมเคยเยอหยิ่งทรนงวา
พิเศษเหนือกวาคนอื่น
สิ่งเดียวที่พิเศษกวาคือ “กูไมมีทุกข”
วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
โรคอัลไซเมอร์กับการใช้น้ำมันมะพร้าว
โรคอัลไซเมอร์เป็นอาการสมองเสื่อมเกิดจากการตายของเซลล์สมอง และเป็นโรคที่รักษาไม่หาย หลังมีอาการและไม่ได้รับการรักษาความจำเสื่อมจะรุนแรงและเสียชีวิตลงภายใน 8 ปี หากได้รับการรักษาอาจอยู่ได้ถึง 20 ปี
อาการระยะแรกๆ จะขี้หลงขี้ลืมเล็กๆน้อยๆ มีพฤติกรรมและบุคลิกเปลี่ยนไป เช่นลืมของที่ใช้เป็นประจำ นึกคำพูดไม่ออก สับสนเรื่องเวลา สถานที่ จำคนในบ้านไม่ได้ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน จนไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรตามปกติได้
ปัจจัยเสี่ยง
1. อายุ 80ปี มีโอกาสเป็นมากกว่าอายุ 65-69 ปีถึง 10 เท่าแต่ปัจจุบันเริ่มมีอาการตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเป็นได้ทั้งชาย/หญิง
2. กรรมพันธุ์
3. สุขภาพไม่ดี หรือสาเหตุของโรคจากการอักเสบ เช่น
- โรคอ้วน
- โรคเบาหวาน (ดื้ออินซูลิน) มีโอกาสเสี่ยงถึง 65%
- กรดยูริคสูง
- ต่อมไทรอยด์พิการ
- ระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์บกพร่อง
- โรคหัวใจ
4. การขาดสารอาหาร
- ขาดโอเมก้า 3 (น้ำมันปลา มี DHA และ EPA สูง)
- มีระดับโฮโมซีสเตอินสูง เพราะขาดวิตามิน B6,B12 และโฟเลต
- ขาดวิตามินเค
5. ได้รับสารพิษจากสภาพแวดล้อม
- มีธาตุอลูมิเนียม (หม้อหุงต้ม) ในระดับเป็นพิษ
6. ระดับของสารอะเซติลโคลีนลดลง โคลีนเป็นสารสื่อประสาทช่วยให้มีความทรงจำ (มีมากในไข่ไก่)
7. ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง สตรีที่หมดประจำเดือน
8. ไขมันทรานส์ (รายละเอียดในหนังสือ)
9. สมองขาดอาหาร นักวิจัยเพิ่งเข้าใจกลไกว่า สมองสามารถสร้างอินซูลินได้ด้วยตัวของมันเอง โดยเปลี่ยนน้ำตาลในกระแสเลือดให้เป็นอาหารสมอง เพื่อการดำรงชีวิตของเซลล์สมอง
ในปัจจุบันวงการแพทย์ ยังเชื่อว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ยิ่งไปกว่านั้นอาการจะกำเริบขึ้นตามอายุ และเสียชีวิต (เหมือนกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โรนัลด์ เรแกน) แต่มีงานวิจัยหลายงานที่ใช้สารอาหารและน้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีกรดไขมันสายกลางสูงถึง 63% ในการรักษาช่วยทำให้ดีขึ้น และยังมีบทวิจัยที่ได้ศึกษาทั่วโลกว่าประเทศอินเดีย มีประชากรเป็นโรคอัลไซเมอร์น้อยที่สุดในโลก เพราะอาหารที่ชาวอินเดียทาน คือ แกงกระหรี่ ในแกงกระหรี่ประกอบด้วย ขมิ้นชันกับกะทิ ได้มีการศึกษาถึงขมิ้นชัน สามารถ ซึมผ่านหลอดเลือดฝอย ในสมองและช่วยต้านทานอนุมูลอิสระซึ่งทำให้เซลล์สมองไม่ถูกทำลาย ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าสารสกัดจากเม็ดองุ่นถึง 50-60 เท่า
งานวิจัยที่สนับสนุน
การค้นพบของ Dr.Mary Newport เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของ Neonatal Intensive Care Unit, Spring Hill Regional Hospital , Florida ได้รักษาสามีอายุ 59 ปี เป็นโรคอัลไซเมอร์ ที่เริ่มมีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเข้าร่วมการทดลองทางการแพทย์ โดยใช้ตัวยาใหม่สำหรับโรคสมองเสื่อม (Dementia) แต่พบปัญหาคือผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้ป่วยต้องมีส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ได้อยู่บ้าง ในกรณีของผู้ป่วยรายนี้ ความพิการของสมองได้เลยจุดนั้นแล้ว
ทาง Dr.Mary จึงได้หาทางรักษาใหม่โดยใช้น้ำมันมะพร้าวในการรักษา การรักษาได้ให้น้ำมันมะพร้าว 7 ช้อนชา ลงไปในอาหารทุกมื้อ มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น ในระยะเวลา 2 เดือน ผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พูดมากขึ้น มีอารมณ์ดีขึ้น ความตั้งใจอยู่กับงานดีขึ้น จำชื่อญาติๆได้ ทั้งที่ก่อนนี้ 1 ปี จำใครไม่ได้เลย
หลังจากใช้น้ำมันมะพร้าวผ่านไป 1 ปีครึ่ง อาการที่ก้าวเดินไม่ได้เมื่อก่อน ดีขึ้นจนสามารถ วิ่งได้ อ่านหนังสือเข้าใจ ความทรงจำระยะสั้นดีขึ้น แทบจะรู้สึกว่ากลับคืนสู่ปกติแล้ว
Dr.Mary ให้เหตุผลของการฟื้นจากอัลไซเมอร์ว่าเป็นผลของน้ำมันมะพร้าวที่มีกรดไขมันสายกลางสูงต่างจากกรดไขมันสายยาวที่มีอยู่ทั่วไปในน้ำมันพืชทุกชนิด เพราะมันมีขนาดโมเลกุลที่สั้นกว่า จึงถูกดูดซึมและถูกใช้เปลี่ยนให้เป็นพลังงานในตับและแทนที่จะเก็บไว้ในรูปไขมัน กลับเปลี่ยนเป็นคีโตน(Ketone)ที่เป็นแหล่งของพลังงานทดแทนของร่างกาย
คีโตน เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงานและแหล่งของคีโตนก็คือ กรดไขมันสายกลาง(MCT)ที่มีอยู่ในน้ำมันมะพร้าวคีโตนช่วยฟื้นเซลล์สมองกลับคืนมา ป้องกันการตายของเซลล์สมอง และ ยังใช้รักษาโรค เช่น
- โรคพาร์คินสัน (Parkinson’s Disease)
- โรค Multiple Sclerosis (ALS)
- โรค Lou Gehrig’s Disease
- โรคลมชักที่ดื้อยา
- โรคเบาหวานชนิดที่1 และชนิดที่2 (ดื้ออินซูลิน)
- ช่วยฟื้นฟูอาการโรคหัวใจหลังจากอาการหัวใจวายอย่างรุนแรง
- ข่วยฟื้นฟูสมองจากการขาดออกซิเจน
- ทำให้เนื้องอกที่เป็นมะเร็งหดตัว
- โรคในกลุ่มอาการดาวน์ (Down's Syndrome) ออติสติก
ในกรณีของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ เซลล์ประสาทในสมองบางส่วนไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าไปได้ เพราะเกิดการดื้ออินซูลินและเซลล์ค่อยๆตายไป เป็นขบวนการที่เกิดขึ้นใช้เวลานับเป็นสิบๆปี
ความทุกข์ทรมานของผู้ต้องดูแล คนในครอบครัวต้องเป็นภาระหนักอย่างยิ่ง ก่อนที่อาการจะปรากฏ ถ้าเราดูแลโดยเข้าใจทำให้เซลล์สมองมีคีโตน สมองจะยังมีชีวิตอยู่ได้และคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ
วิธีการดูแลและป้องกัน
อาหารที่ควรทาน/เพิ่ม
1. ใส่น้ำมันมะพร้าว 7 ช้อนชาลงในอาหารทุกมื้อ อาจมีอาการระบายท้อง ควรเริ่มทานจากน้อยๆแล้วค่อยๆเพิ่ม
2. น้ำมันปลา (โอเมก้า-3) มี DHA EPA บำรุงสมอง
3. ขมิ้นชัน
4. ทานไข่แดง วันละ 1-2 ฟอง (เป็นยางมะตูม)
5. ทานวิตามิน B6 , B12 และโฟเลต
6. ผัก/ผลไม้ปลอดสารพิษ
*ข้อแนะนำ น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ร้อน ควรทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดร้อน เช่นพืชตระกูลแตง เก็กฮวย จับเลี้ยง น้ำใบบัวบก ย่านาง ถั่วเขียวต้ม ฯลฯ
อาหารที่ควรลด/เลิก
- แป้งขาว/น้ำตาลทรายขาว/น้ำตาลเทียม (แอสปาร์เทมทำลายเซลล์สมอง)
- ไขมันผ่านกรรมวิธีและไขมันทรานส์
- แอลกอฮอล์และคาเฟอีน
- ภาชนะที่เป็นอลูมิเนียม
- ยาต่อต้านอะเซติลโคลีน เช่น ยาลดปวด ยาแก้แพ้ ยานอนหลับ ยาระงับความเครียด
อาการระยะแรกๆ จะขี้หลงขี้ลืมเล็กๆน้อยๆ มีพฤติกรรมและบุคลิกเปลี่ยนไป เช่นลืมของที่ใช้เป็นประจำ นึกคำพูดไม่ออก สับสนเรื่องเวลา สถานที่ จำคนในบ้านไม่ได้ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน จนไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรตามปกติได้
ปัจจัยเสี่ยง
1. อายุ 80ปี มีโอกาสเป็นมากกว่าอายุ 65-69 ปีถึง 10 เท่าแต่ปัจจุบันเริ่มมีอาการตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเป็นได้ทั้งชาย/หญิง
2. กรรมพันธุ์
3. สุขภาพไม่ดี หรือสาเหตุของโรคจากการอักเสบ เช่น
- โรคอ้วน
- โรคเบาหวาน (ดื้ออินซูลิน) มีโอกาสเสี่ยงถึง 65%
- กรดยูริคสูง
- ต่อมไทรอยด์พิการ
- ระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์บกพร่อง
- โรคหัวใจ
4. การขาดสารอาหาร
- ขาดโอเมก้า 3 (น้ำมันปลา มี DHA และ EPA สูง)
- มีระดับโฮโมซีสเตอินสูง เพราะขาดวิตามิน B6,B12 และโฟเลต
- ขาดวิตามินเค
5. ได้รับสารพิษจากสภาพแวดล้อม
- มีธาตุอลูมิเนียม (หม้อหุงต้ม) ในระดับเป็นพิษ
6. ระดับของสารอะเซติลโคลีนลดลง โคลีนเป็นสารสื่อประสาทช่วยให้มีความทรงจำ (มีมากในไข่ไก่)
7. ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง สตรีที่หมดประจำเดือน
8. ไขมันทรานส์ (รายละเอียดในหนังสือ)
9. สมองขาดอาหาร นักวิจัยเพิ่งเข้าใจกลไกว่า สมองสามารถสร้างอินซูลินได้ด้วยตัวของมันเอง โดยเปลี่ยนน้ำตาลในกระแสเลือดให้เป็นอาหารสมอง เพื่อการดำรงชีวิตของเซลล์สมอง
ในปัจจุบันวงการแพทย์ ยังเชื่อว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ยิ่งไปกว่านั้นอาการจะกำเริบขึ้นตามอายุ และเสียชีวิต (เหมือนกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โรนัลด์ เรแกน) แต่มีงานวิจัยหลายงานที่ใช้สารอาหารและน้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีกรดไขมันสายกลางสูงถึง 63% ในการรักษาช่วยทำให้ดีขึ้น และยังมีบทวิจัยที่ได้ศึกษาทั่วโลกว่าประเทศอินเดีย มีประชากรเป็นโรคอัลไซเมอร์น้อยที่สุดในโลก เพราะอาหารที่ชาวอินเดียทาน คือ แกงกระหรี่ ในแกงกระหรี่ประกอบด้วย ขมิ้นชันกับกะทิ ได้มีการศึกษาถึงขมิ้นชัน สามารถ ซึมผ่านหลอดเลือดฝอย ในสมองและช่วยต้านทานอนุมูลอิสระซึ่งทำให้เซลล์สมองไม่ถูกทำลาย ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าสารสกัดจากเม็ดองุ่นถึง 50-60 เท่า
งานวิจัยที่สนับสนุน
การค้นพบของ Dr.Mary Newport เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของ Neonatal Intensive Care Unit, Spring Hill Regional Hospital , Florida ได้รักษาสามีอายุ 59 ปี เป็นโรคอัลไซเมอร์ ที่เริ่มมีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเข้าร่วมการทดลองทางการแพทย์ โดยใช้ตัวยาใหม่สำหรับโรคสมองเสื่อม (Dementia) แต่พบปัญหาคือผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้ป่วยต้องมีส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ได้อยู่บ้าง ในกรณีของผู้ป่วยรายนี้ ความพิการของสมองได้เลยจุดนั้นแล้ว
ทาง Dr.Mary จึงได้หาทางรักษาใหม่โดยใช้น้ำมันมะพร้าวในการรักษา การรักษาได้ให้น้ำมันมะพร้าว 7 ช้อนชา ลงไปในอาหารทุกมื้อ มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น ในระยะเวลา 2 เดือน ผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พูดมากขึ้น มีอารมณ์ดีขึ้น ความตั้งใจอยู่กับงานดีขึ้น จำชื่อญาติๆได้ ทั้งที่ก่อนนี้ 1 ปี จำใครไม่ได้เลย
หลังจากใช้น้ำมันมะพร้าวผ่านไป 1 ปีครึ่ง อาการที่ก้าวเดินไม่ได้เมื่อก่อน ดีขึ้นจนสามารถ วิ่งได้ อ่านหนังสือเข้าใจ ความทรงจำระยะสั้นดีขึ้น แทบจะรู้สึกว่ากลับคืนสู่ปกติแล้ว
Dr.Mary ให้เหตุผลของการฟื้นจากอัลไซเมอร์ว่าเป็นผลของน้ำมันมะพร้าวที่มีกรดไขมันสายกลางสูงต่างจากกรดไขมันสายยาวที่มีอยู่ทั่วไปในน้ำมันพืชทุกชนิด เพราะมันมีขนาดโมเลกุลที่สั้นกว่า จึงถูกดูดซึมและถูกใช้เปลี่ยนให้เป็นพลังงานในตับและแทนที่จะเก็บไว้ในรูปไขมัน กลับเปลี่ยนเป็นคีโตน(Ketone)ที่เป็นแหล่งของพลังงานทดแทนของร่างกาย
คีโตน เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงานและแหล่งของคีโตนก็คือ กรดไขมันสายกลาง(MCT)ที่มีอยู่ในน้ำมันมะพร้าวคีโตนช่วยฟื้นเซลล์สมองกลับคืนมา ป้องกันการตายของเซลล์สมอง และ ยังใช้รักษาโรค เช่น
- โรคพาร์คินสัน (Parkinson’s Disease)
- โรค Multiple Sclerosis (ALS)
- โรค Lou Gehrig’s Disease
- โรคลมชักที่ดื้อยา
- โรคเบาหวานชนิดที่1 และชนิดที่2 (ดื้ออินซูลิน)
- ช่วยฟื้นฟูอาการโรคหัวใจหลังจากอาการหัวใจวายอย่างรุนแรง
- ข่วยฟื้นฟูสมองจากการขาดออกซิเจน
- ทำให้เนื้องอกที่เป็นมะเร็งหดตัว
- โรคในกลุ่มอาการดาวน์ (Down's Syndrome) ออติสติก
ในกรณีของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ เซลล์ประสาทในสมองบางส่วนไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าไปได้ เพราะเกิดการดื้ออินซูลินและเซลล์ค่อยๆตายไป เป็นขบวนการที่เกิดขึ้นใช้เวลานับเป็นสิบๆปี
ความทุกข์ทรมานของผู้ต้องดูแล คนในครอบครัวต้องเป็นภาระหนักอย่างยิ่ง ก่อนที่อาการจะปรากฏ ถ้าเราดูแลโดยเข้าใจทำให้เซลล์สมองมีคีโตน สมองจะยังมีชีวิตอยู่ได้และคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ
วิธีการดูแลและป้องกัน
อาหารที่ควรทาน/เพิ่ม
1. ใส่น้ำมันมะพร้าว 7 ช้อนชาลงในอาหารทุกมื้อ อาจมีอาการระบายท้อง ควรเริ่มทานจากน้อยๆแล้วค่อยๆเพิ่ม
2. น้ำมันปลา (โอเมก้า-3) มี DHA EPA บำรุงสมอง
3. ขมิ้นชัน
4. ทานไข่แดง วันละ 1-2 ฟอง (เป็นยางมะตูม)
5. ทานวิตามิน B6 , B12 และโฟเลต
6. ผัก/ผลไม้ปลอดสารพิษ
*ข้อแนะนำ น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ร้อน ควรทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดร้อน เช่นพืชตระกูลแตง เก็กฮวย จับเลี้ยง น้ำใบบัวบก ย่านาง ถั่วเขียวต้ม ฯลฯ
อาหารที่ควรลด/เลิก
- แป้งขาว/น้ำตาลทรายขาว/น้ำตาลเทียม (แอสปาร์เทมทำลายเซลล์สมอง)
- ไขมันผ่านกรรมวิธีและไขมันทรานส์
- แอลกอฮอล์และคาเฟอีน
- ภาชนะที่เป็นอลูมิเนียม
- ยาต่อต้านอะเซติลโคลีน เช่น ยาลดปวด ยาแก้แพ้ ยานอนหลับ ยาระงับความเครียด
สูตรอาหารและธรรมชาติบําบัด
สูตรอาหารและธรรมชาติบําบัด
สูตรอาหาร:
ล้างระบบดูดซึม
1.
นมสดโยเกร์ตนํ้าผึ้งมะนาว: ใช้โยเกิร์ตชนิดจืดครึ่งถ้วยผสมนมสดชนิดจืด
1
กล่องเติมนํ้าผึ้ง
2
ช้อนชา
และบีบมะนาว
2
ลูก คนให้เข้ากันทิ้งไว้
5-10
นาทีแล้วค่อยดื่ม
คุณสมบัติ: ให้วิตามิน
B
บํารุงสมองวิตามิน
C
เพิ่มภูมิต้านทาน
,
จุลินทรีย์ตัวดีช่วยย่อย
,
นมสดให้แคลเซียม
2.
บอระเพ็ดยาว
1
เกียก(กางนิ้วชี้ให้ห่างจากหัวแม่โป้งที่สุดแล้ววัดความยาวระหว่างปลายนิ้วชี้กับปลาย
นิ้วโป้ง) ต้มนํ้าดื่มแต่นํ้าบอระเพ็ดล้างไขมันบํารุงถุงนํ้าดี
3.
ดีบัวต้มนํ้าดื่มแต่นํ้า
4.
ชามะละกอ: มะละกอดิบที่ใช้ตําส้มตํานํามาหั่นเป็นชิ้นเหมือนชิ้นฟัก ประมาณ
6-8
ชิ้นต่อนํ้า
2
ลิตรจะ
ขาดจะเกินไม่ผิด(ถ้าใส่มากเกินไปจะทําให้บูดง่ายมะละกอดิบที่เหลือใส่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้ในครั้งต่อไป) และ
ใบเตยหรือเก๊กฮวยอย่างใดอย่างนึงกะเอง ต้มในนํ้าจนเดือด พอเดือดได้ประมาณ
1
นาทีปิดไฟทันทีอย่าต้ม
ต่อ ให้เอามะละกอกับใบเตยทิ้ง(อย่าปล่อยให้มะละกอเดือดจนเละ) แล้วใส่ใบชาลงไปแช่ประมาณ
4
นาที
ห้ามแช่นานกว่า
4
นาทีเพราะสารแทนนินจะออกมาทําให้ท้องผูก แล้วตักใบชาทิ้ง จะได้นํ้าชามะละกอ ดื่ม
ร้อนหรือเย็นได้ นํ้าชาที่เหลือให้แช่ตู้เย็นเก็บไว้ได้ประมาณ
2
วัน เกินกว่านั้นจะบูด (ยางมะละกอล้างไขมัน
,
ใบเตยให้ความสดชื่น
,
ชาดับกลิ่นมะละกอ)
5.
ไวทาไลท์สมุนไพรสกัดสูตรจีน: รากหญ้าคาเก๋ากี๊(บํารุงตับ) เก๊กฮวย(บํารุงหัวใจ) ดอกคามิลเลีย
1 pack
มี
10
ซอง
1
ซองชงกับนํ้า
1-2
ลิตรแล้วเก็บไว้ในตู้เย็นใช้ดื่มวันละ
4-6
แก้ว
◌ุ◌ุ◌ุ
6.
ข้าวต้มยางมะละกอ: มะละกอดิบหั่นเป็นชิ้นๆชิ้นละประมาณ
1
ข้อของนิ้วมือไม่ต้องปอกเปลือกครึ่ง
ลูกต่อนํ้าประมาณ
2
ลิตรต้มในหม้อเมื่อเดือดแล้วเคี่ยวต่อจนมะละกอเละเมื่อเละแล้วให้ช้อนมะละกอทิ้ง
เหลือนํ้าไว้ นํ้านั้นคือนํ้ายางมะละกอนํานํ้ายางมะละกอมาหุงกับข้าวกล้องควรจะใส่ใบเตยหุงไปด้วยเพื่อความ
สดชื่นจะใช้นํ้าเท่าไหร่ให้กะเอากับจํานวนข้าวกล้องกะให้หุงมาเป็นข้าวต้มไม่ใช่แห้งเป็นข้าวสวยนํ้ายาง
มะละกอที่เหลือแช่ตู้เย็นเก็บไว้ก่อนห้ามใช้ข้าวขาวเพราะข้าวกล้องจะมีสารไปลดพิษจากยางมะละกอหุง
กับข้าวกล้องให้กลายเป็นข้าวต้มเมื่อได้ข้าวต้มยางมะละกอแล้วทานติดกัน
10-14
วันทุกมื้อแทนข้าว ทานกับ
กับข้าวปกติช่วยล้างระบบดูดซึมล้างไขมันและนํ้าตาลในเลือดลดกรดยูริค
กําจัดไวรัส
1.
เม็ดมะรุมตากแห้งแกะเปลือกแล้วทานเม็ดข้างในวันละ
5-30
เม็ดเป็นเวลา
7-40
วันแล้วแต่คําแนะนําของ
นักประเมินสุขภาพ
2.
ข้าวต้มแครอทป้องกันไวรัส(ไม่ได้กําจัด) ทานช่วงฤดูหนาวนําแครอทหั่นเป็นชิ้นเล็กต้มกับข้าวทานเป็น
ข้าวต้มป้องกันไวรัส
แก้คัดจมูกภูมิแพ้
Page 2
1.
ใบยอเผาปิ้งยําหรือใส่ในห่อหมกแก้ไอคัดจมูก
2.
เนยใส(
Ghee)
ชุบสําลีแยงจมูกให้ลึกที่สุดแก้คัดจมูกและภูมิแพ้ฆ่าเชื้อในโพรงจมูก
3.
ชามะละกอล้างไขมันในลําไส้แก้ภูมิแพ้
4.
ไวทาไลท์ดื่มวันละ
1
ซองรักษาภูมิแพ้เจ็บคอร้อนใน
ล้างเชื้อรา
1.
กินผักเมือกๆเช่นผักบุ้งแดง
,
กระเจี๊ยบเขียว
,
ผักปรัง
,
บวบ
,
นํ้าเต้า
,
เม็ดแมงลัก
,
ใบมะรุมเป็นต้นเมือก(เพ
คติน)จะไปล้างเชื้อราในระบบดูดซึมออกมา
2.
ใบย่าน่างคั้นนํ้าทานนํ้า
3.
อัลฟ่า
20
ซีสมุนไพรสกัดแบบเม็ดสร้างเม็ดเลือดขาวล้างเขื้อรา
*
ผู้ที่มีเชื้อราต้องงดอาหารหวานและผลไม้
,
โปรตีนจากเนื้อสัตว์
,
ถั่วแห้งเช่นถั่วลิสง
,
งา
ถ่ายพยาธิ
1.
เม็ดมะรุมวันละ
7
เม็ดขึ้นไป
,
นํ้ามันมะรุมทานไล่พยาธิ
2.
กระเจียบเขียว
7
กํามือของผู้ป่วยทานให้หมดภายใน
3
วันไล่พยาธิตัวจี๊ดและอื่นๆ
3.
ยาถ่ายพยาธิทั่วไปปรึกษาเภสัชกรประจําร้าน
4.
เนื้อลูกยอช่วยขับพยาธิ
5. Sun Smile
สมุนไพรสกัดจากแป้งข้าวโพดนํ้ามันมะพร้าวหยดในนํ้าดื่ม
ล้างอุจจาระตกค้าง
1.
เม็ดแมงลัก
2
ช้อนชาผสมนํ้า
1
แก้วทิ้งไว้
30
นาทีดื่มก่อนนอนเม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา
ทานเป็นปกติได้ทุกวันหรือ
3-4
วันต่อสัปดาห์แล้วแต่สมควร
2.
นมสด
2
กล่อง(รวมจะได้ประมาณ
500
มิลลิตร) และกล้วยนํ้าว้า
2
ลูกทานก่อน
6
โมงเช้า
3.
ทานผักบุ้งแดง
2
กํามือผัดหรือต้มทําอาหารตามใจชอบผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา
4.
กระเจี๊ยบเขียวทานวิธีใดก็ได้
4-7
ฝักต่อวัน
5.
โซดา
1
ขวดผสมนมข้มหวาน
6
ช้อนโต๊ะ
รักษานิ่วในไต
1.
เหล้าขาวหรือ
Vodka 1
ก๊ง(
2
ช้อนโต๊ะ) ผมมนํ้ามะนาว
1
ลูกทานก่อนนอนทุกวันเป็นเวลา
10
วัน
2.
แกนสับปะรด
3
ลูกกินเฉพาะแกนหรือเอาแกนไปต้มนํ้าพอประมาณทานเป็นเวลา
5-10
วัน
Page 3
บํารุงไต
1.
ของสีดําตามธรรมชาติทุกชนิดเช่นถั่วดํา
,
ข้าวเหนียวดํา
,
เห็นหูหนูดํา
,
เฉาก๊วย
,
งาดําเป็นต้น
2.
หน่อไม้ดอง
3.
เม็ดบัว
4.
ไขเยี่ยวม้า
5.
นํ้าฟักทอง
6.
เห็ดหูหนูดําต้มกับหญ้าหวานใส่นํ้าตาลกรวดช่วยบํารุงกําลังบํารุงสมองดีต่อปอดไตม้าม
แต่อย่ากินตอนเย็นเพราะจะเย็นเกินไป
บํารุงปอด
1.
พืชผักธัญพืชที่มีสีขาวโดยธรรมชาติบํารุงปอดเช่นถั่วขาว
,
เห็ดหูหนูขาวเป็นต้น
2.
นํ้าสํารองทานก่อนตีห้าบํารุงปอด
3.
หัวต้นหอมดีกับปอดหางกินแล้วเย็น
4.
ข้าวเหนียว
2
ส่วนต้มกับลําไยแห้ง
1
ส่วนใส่นํ้ามากๆกินบํารุงปอดหัวใจตับ
บํารุงตับ
1.
ขมิ้นชันทานก่อนนอน
2.
ถั่วเขียวบํารุงตับ
3.
ชาแคลลี่ดื่มก่อนนอนช่วยตับขับสารพิษ
4.
ลูกเดือยต้มกับถั่วขาวถั่วขาว
1
ส่วนลูกเดือย
2
ส่วนต้มนํ้า
20
เท่ากินแต่นํ้าบํารุงตับ
บํารุงกล้ามเนื้อหัวใจ
1.
ผักสดผลไม้สดทุกชนิด(กล้วยส้มขนุนมีโปตัสเซียมมาก) และเนื้อหมู
2.
งดถั่วข้าวเหนียวของดองเต้าหู้เพราะมีโซเดียมเยอะจะไปทําร้ายกล้ามเนื้อหัวใจ
3.
ใบเตยต้มนํ้าทานแต่นํ้า
4.
ถั่วแดงบํารุงหัวใจ
บํารุงเยื่อหุ้มหัวใจ
1.
ถั่วข้าวเหนียวของดองเต้าหู้ไข่เยี่ยวม้ามีโซเดียมสูงบํารุงเยื้อหุ้มหัวใจ
2.
งดผลไม้สดและผักสดเนื้อหมูซึ่งมีโปตัสเซียมสูงจะไปทําร้ายเยื่อหุ้มหัวใจ
Page 4
ละลายลิ่มเลือดแก้ชํ้าใน
1.
เหล้าขาวหรือ
Vodka 2
ช้อนโต๊ะผสมนํ้าตาลทราย
2
ช้อนโต๊ะวันละครั้งดื่ม
3-7
วันแล้วแต่อาการ
2.
นมสด
1
แก้ว ชมิ้นชัน
1
ช้อนโต๊ะเนยใส
1
ช้อนโต๊ะ(หรือนํ้ามันมะรุม
1
ช้อนโต๊ะแทนเนยใส หรือ
นํ้ามันงา
1
ช้อนโต๊ะหรือนํ้ามันขิง
1
ช้อนโต๊ะแทนเนยใส)คนให้เข้ากันทานติดกัน
5-10
วันแล้วแต่อาการ
ล้างสารพิษตกค้าง
,
ไทรอยด์เป็นพิษ
,
เนื้องอก
1.
เห็ด
3
อย่างใช้เห็ดที่ทานได้(ไม่มีพิษ) ชนิดใดก็ได้ต้มรวมกันไม่น้อยกว่า
3
ชนิดแล้วทานนํ้าจะช่วยบํารัง
ตับและขจัดสารพิษสลายพังผืดในมดลูกลดอนุมูลอิสระลด
cell
มะเร็ง เพิ่มโลหิตขาวลดไขมันในเลือดแก้
ภูมิแพ้
2.
ชาแคลลี่สมุนไพรสกัดล้างสารพิษตกค้าง
3.
เนื้อลูกยอทานในฤดูหนาวล้างพิษ
4.
นํ้าต้มใบรางจืดกับใบเตยกะสัดส่วนเองทานล้างสารเคมีตกค้างจากยาฝรั่ง ล้างกรดยูริก
ริดสีดวงทวาร
สูตรแผนจีนกล้วยหอมทั้งเปลือกฝานลงต้มกับนํ้าตาลทรายแดงทานทั้งนํ้าทั้งเนื้อ
ลดไขมันในเลือด
1.
กระเจี๊ยบแดง+พุทราจีนอย่างละเท่ากัน ต้ม ใส่นํ้าเท่าไหร่ให้กะเอง ใส่นํ้าตาลทรายแดงนิดหน่อย ต้มแล้ว
เก็บไว้ในตู้เย็นดื่มทุกวันดื่มมากน้อยเท่าไหร่แล้วแต่พอใจ ไม่มีอันตราย สูตรนี้ยังช่วยลดหินปูนในเลือดลด
หินปูนในสมอง บํารุงเยื่อหุ้มหัวใจแต่ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจ
*
นํ้ากระเจี๊ยบแดงอย่างเดียวที่ไม่ใส่พุทราจีนทานมากจะมีผลต่อไตไตจะเสื่อม ต้องใส่พุทราจีนด้วยจึงครบสูตร
ทานได้ทุกวัน
2.
มะละกอปลอกเปลือกต้มในนํ้าแกงหรือแกงส้มทานได้ทั้งนํ้าและเนื้อลดไขมันในเลือด
3.
มะเขือทุกชนิดมะเขือเทศมะเขือเปราะมะเขือพวงมะเขือยาวเป็นต้น
4.
กะทิและไข่แดงมี
HDL Cholesterol
ซึ่งเป็นไขมันตัวดีมีประโยชน์ช่วบลด
LDL Cholesterol
(
ไขมันตัวร้าย) ฉะนั้นควรทานกะทิและไข่แดงเป็นประจํา
5.
สะเดาลวกสุกทานล้างไขมันไม่ควรทานทุกวันเพราะจะทําให้ปวดเมื่อยเนื้อตัว
ลดความอ้วนลดไขมันสะสม
1.
ทานมันเทศสีเหลืองหรือบุกหรือฮ่วยซัวระหว่าง
0900-1100
น. ช่วยอุ้มไขมันไปทิ้ง
Page 5
2.
เม็ดแมงลัก
2
ช้อนชาผสมนํ้า
1
แก้วทานก่อนนอนหรือทานนํ้าสํารองเป็นประจํา
3.
ไวทาไลท์
1
ซองผสมนํ้า
1
ลิตรดื่มให้หมดภายใน
1
วันดื่มติดกันจนกว่าจะได้นํ้าหนักที่พอใจ
4.
แกงบอนช่วยลดความชื้นในร่างกายปอดชื้นไตชื้นม้ามชื้นลดความอ้วน
ขยายหลอดเลือด
1.
หน่อไม้ต้มกับใบย่านาง(หรือซุปหน่อไม้) ใบย่านางจะล้างพิษของหน่อไม้สูตรนี้ช่วยขยายหลอดเลือด
2.
กุ๊ยช่ายลดความดันฟอกเลือด
ลดนํ้าตาลในเลือดรักษาเบาหวาน
1.
นํ้าต้มใบมะยมหรือหญ้าหวานหรืออบเชยหรือรากเตย
2.
ซันนี่ดิวสมุนไพรสกัดจากหญ้าหวาน
3.
สูตรอ.จัสตินรากเตยหอมผสมกับอบเชยต้มนํ้าดื่มดื่มตอน
9
นาฬิกาวันละ
1
แก้ว
4.
ว่านรางจืดช่วยล้างพิษจากนํ้าตาลในเลือด
5.
ใบมะรุม
โรคปอดหรือหอบหืด
ขิงเท่าหัวแม่มือของผู้ป่วยหอมแดงเท่าขิงกระเทียมเท่าขิงปั่นหรือตําเติมนํ้า
1
แก้วกรองเอาแต่นํ้าใส่นํ้าผึ้ง
1
ช้อนโต๊ะบีบมะนาว
3-4
ลูกไม่เกิน
1
เดือน
กระเพาะอาหาร
,
กรดในกระเพาะ
1.
ขมิ้นชัน
5-7
เม็ดทานระหว่าง
0700-0900
เช้าบํารุงกระเพาะอาหาร
2. Assimilaid
สมุนไพรสกัดบํารุงกระเพาะ
3.
กระเจี๊ยบเขียว
3-5
ฝักเมือกเพคตินสมานแผลในกระเพาะ
บํารุงม้าม
1.
ถั่วเหลืองหรือมันเทศสีเหลืองหรือขมิ้นชันทานเวลา
0900-1100
น.บํารุงม้าม
2.
อัลฟ่า
20
ซีสมุนไพรสกัดทานเวลา
0900-1100
น. บํารุงม้ามให้ผลิตเม็ดเลือดขาวสร้างภูมิคุ้มกันแก้
นํ้าเหลืองเสียป้องกันงูสวัด
3.
ดอกอัญชัญต้มนํ้าทานนํ้าบํารุงม้ามช่วยให้นํ้าเหลืองดี
Page 6
แก้ปวดข้อ
1.
ลูกเดือยต้มทานเนิ้อแทนข้าว
7
วันรวม
21
มื้อแต่ละมื้อต้องมีลูกเดือยในสัดส่วนมากกว่า
70%
ของมื้อนั้น
2.
ใบยอนึ่งคั้นนํ้าหรือปั่นกินแก้ปวดข้อไม่ควรกินสดเพราะมีสารพิษ
3.
กากกระชายที่ได้จากการปั่นใช้ผสมเหล้ากับนํ้าตาลทรายพอกเข่าแก้ปวดได้
4.
นํ้าต้มใบรางจืดกับใบเตยกะสัดส่วนเองทานล้างสารเคมีตกค้างจากยาฝรั่ง ล้างกรดยูริก
ปรับความดันให้สมดุลย์
1.
นํ้ากระชายปั่น: กระชายล้างไม่ต้องปอกเปลือก
1
ขีดนํ้าผึ้ง
2
ช้อนโต๊ะมะนาว
2
ลูก
ล้างกระชายให้สะอาดปั่นให้ละเอียดเติมนํ้าสะอาดลงไป
2
แก้วกรองเอาแต่นํ้าใส่นํ้าผึ้งและนํ้ามะนาวลงไป
ผสมปรุงรสตามใจชอบได้
-
บํารุงกระดูก(เพราะมีแคลเซียมสูง)
-
บํารุงสมองเพราะทําให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น
-
ปรับสมดุลของฮอร์โมน
-
ปรับสมดุลของความดันโลหิต( ความดันโลหิตสูงจะลดลง ความดันโลหิตตํ่าจะสูงขึ้น
-
แก้โรคไตทําให้ไตทํางานดีขึ้น
-
ป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ
-
บํารุงมดลูก
-
แก้ปัญหาผมหงอกผมร่วง
-
อาการกระเพาะปัสสาวะเกร็ง(กรณีนี้อาจใช้เม็ดบัวต้มกิน)
-
ควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต
-
แก้ปัญหาไส้เลื่อน
*
กระชายมีฤทธิ์ร้อนหากรู้สึกร้อนในให้ลดจํานวนลง
เพิ่มเม็ดเลือด
1.
สัปปะรดกับใบโหระพา-ปั่นสดกรองทานแต่นํ้า
,
ผักชีปั่นกับสับปะรดทานนํ้า
,
ใบยอปั่นกับสับปะรดเพิ่ม
เม็ด
2.
ใบเตยต้มกับใบมะนาว
,
ใบเตยต้มกับแก่นขนุน
3.
ใบขี้เหล็กกินสุกเช่นแกงขี้เหล็กห้ามกินดิบเพราะมีสารพิษ
4.
สมาธิบําบัดโดยกสิณสีแดง
เพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน(
Estrogen)
1.
นํ้ามะม่วงสุก / มะม่วงกวนต้มกับนํ้ามะขาม/ นํ้ามะพร้าวอ่อน(ห้ามทานเนื้อ) /นํ้ามะเฟือง/ ผักกุ๊ยช่าย/
หอยแมงภู่แห้ง/ ปลิงทะเล/ ว่านชักมดลูก(ชายสูงอายุต้องกินจะช่วยให้ไม่เป็นไส้เลื่อนและไม่เป็นต่อมลูกหมาก
โต)
,
Page 7
2.
มุกสกัด
3.
ลูกยอสุกเอาเม็ดออก ผสมยาสระผมสมุนไพรแก้เหาแก้คันจากไรฝุ่นใช้ขับประจําเดือนอย่างแรง(ระวังอาจ
แท้งได้) ลูกยอมีฮอร์โมนเอสโตรเจนและตัวเบื่อเมาใช้สับปะรดใส่ช่วยดับกลิ่นลูกยอได้
4.
แครอทปั่นกับแอปเปิ้ลเขียวหรือฝรั่งหรือตะลิงปริง
,
บํารุงระบบเพศ
1.
เนื้อลูกบัวต้ม
2.
นํ้ากระชายปั่น
สูตรอาหารอื่นๆ
ใบกระเพราตากแห้ง- ใช้ต้มดื่มนํ้าช่วยขับปัสสาวะขับลม
ใบมะยม
,
รากเตย
,
ใบหญ้าหวาน- ใช้ต้มดื่มนํ้าช่วยบํารุงหัวใจด้านเบาหวานฟื้นฟูตับอ่อนให้แข็งแรง
ใบโหระพา- กินวันละ
7
ยอดเป็นยาอายุวัฒนะช่วยดูแลปอด
,
ตับ
,
ม้าม
,
ไต
,
หัวใจให้แข็งแรง
ใบโหระพาปั่นกับสับประรด- ช่วยสร้างเม็ดเลือด
ใบเตย+ใบมะนาว/ ใบเตย+แก่นขนุน/ ใบเตย+แก่นฝาง- ต้มรวมกันดื่มนํ้าช่วยสร้างเม็ดเลือด
ใบเตย+แฮ่ม- ลดนํ้าตาลในเลือดแก้ไมเกรน
ใบยอ- นําเอาใบมาย่างไฟแล้วยํากินช่วยบํารุงเลือดได้ดี
ใบหูเสือ- กินช่วยขับพยาธิได้
ใบขี้เหล็ก-ช่วยขับถ่ายและช่วยให้นอนหลับดีขึ้น
มันเทศ- ลดความอ้วนอุ้มไขมันไปทิ้งลดความชื้นของม้ามซุปมันเทศลดอาการตัวบวม
แกงบอน
,
ขมิ้นชัน
,
มันเทศ- เป็นอาหารลดความชื้นของม้ามและปอ
แกงสับปะรดใส่หอยแมงภู่แห้ง- แก้ปัสสาวะขัดต่อมลูกหมากโต
เนื้อสับปะรด- ต้านการอักเสบ
ตาแย่ตาป่วยตาเจ็บตาแสบ - ต้องล้างระบบดูดซึมและดื่มนํ้ากระชายและส่งอาหารที่มีวิตามิน
A
และวิตามิน
E
เข้าไปมากๆคือขมิ้น
,
แกงผักบุ้งเทโพ
,
ผักบุ้งไฟแดง
,
ผลไม้ตากแห้งเช่นกล้วยตากลูกเกด
ลูกเกด:- แก้ตาแพ้แสง
,
บํารุงผิวพรรณ
,
รักษาไมเกรนช่วยให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนหน้าได้ดี
,
แก้ถุงนํ้าดีข้น
,
ลดความบ้าโรคจิตขี้กลัวลดเครียด
,
ลดคลอเรสเตอรอลสรรพคุณคล้ายกระเจี๊ยบพุทราแห้ง
พริกหวานสีแดงป้องกันโรคปวดตามข้อได้ทําให้กระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวาสนุกสนาน
พริกหวานสีเหลืองกระตุ้นความอยากอาหารช่วยย่อย
พริกหวานสีเขียวคลอโรฟิลจะไปสร้างเม็ดเลือด
Page 8
www.pendulumthai.com/foodx.html
สูตรอาหาร:
ล้างระบบดูดซึม
1.
นมสดโยเกร์ตนํ้าผึ้งมะนาว: ใช้โยเกิร์ตชนิดจืดครึ่งถ้วยผสมนมสดชนิดจืด
1
กล่องเติมนํ้าผึ้ง
2
ช้อนชา
และบีบมะนาว
2
ลูก คนให้เข้ากันทิ้งไว้
5-10
นาทีแล้วค่อยดื่ม
คุณสมบัติ: ให้วิตามิน
B
บํารุงสมองวิตามิน
C
เพิ่มภูมิต้านทาน
,
จุลินทรีย์ตัวดีช่วยย่อย
,
นมสดให้แคลเซียม
2.
บอระเพ็ดยาว
1
เกียก(กางนิ้วชี้ให้ห่างจากหัวแม่โป้งที่สุดแล้ววัดความยาวระหว่างปลายนิ้วชี้กับปลาย
นิ้วโป้ง) ต้มนํ้าดื่มแต่นํ้าบอระเพ็ดล้างไขมันบํารุงถุงนํ้าดี
3.
ดีบัวต้มนํ้าดื่มแต่นํ้า
4.
ชามะละกอ: มะละกอดิบที่ใช้ตําส้มตํานํามาหั่นเป็นชิ้นเหมือนชิ้นฟัก ประมาณ
6-8
ชิ้นต่อนํ้า
2
ลิตรจะ
ขาดจะเกินไม่ผิด(ถ้าใส่มากเกินไปจะทําให้บูดง่ายมะละกอดิบที่เหลือใส่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้ในครั้งต่อไป) และ
ใบเตยหรือเก๊กฮวยอย่างใดอย่างนึงกะเอง ต้มในนํ้าจนเดือด พอเดือดได้ประมาณ
1
นาทีปิดไฟทันทีอย่าต้ม
ต่อ ให้เอามะละกอกับใบเตยทิ้ง(อย่าปล่อยให้มะละกอเดือดจนเละ) แล้วใส่ใบชาลงไปแช่ประมาณ
4
นาที
ห้ามแช่นานกว่า
4
นาทีเพราะสารแทนนินจะออกมาทําให้ท้องผูก แล้วตักใบชาทิ้ง จะได้นํ้าชามะละกอ ดื่ม
ร้อนหรือเย็นได้ นํ้าชาที่เหลือให้แช่ตู้เย็นเก็บไว้ได้ประมาณ
2
วัน เกินกว่านั้นจะบูด (ยางมะละกอล้างไขมัน
,
ใบเตยให้ความสดชื่น
,
ชาดับกลิ่นมะละกอ)
5.
ไวทาไลท์สมุนไพรสกัดสูตรจีน: รากหญ้าคาเก๋ากี๊(บํารุงตับ) เก๊กฮวย(บํารุงหัวใจ) ดอกคามิลเลีย
1 pack
มี
10
ซอง
1
ซองชงกับนํ้า
1-2
ลิตรแล้วเก็บไว้ในตู้เย็นใช้ดื่มวันละ
4-6
แก้ว
◌ุ◌ุ◌ุ
6.
ข้าวต้มยางมะละกอ: มะละกอดิบหั่นเป็นชิ้นๆชิ้นละประมาณ
1
ข้อของนิ้วมือไม่ต้องปอกเปลือกครึ่ง
ลูกต่อนํ้าประมาณ
2
ลิตรต้มในหม้อเมื่อเดือดแล้วเคี่ยวต่อจนมะละกอเละเมื่อเละแล้วให้ช้อนมะละกอทิ้ง
เหลือนํ้าไว้ นํ้านั้นคือนํ้ายางมะละกอนํานํ้ายางมะละกอมาหุงกับข้าวกล้องควรจะใส่ใบเตยหุงไปด้วยเพื่อความ
สดชื่นจะใช้นํ้าเท่าไหร่ให้กะเอากับจํานวนข้าวกล้องกะให้หุงมาเป็นข้าวต้มไม่ใช่แห้งเป็นข้าวสวยนํ้ายาง
มะละกอที่เหลือแช่ตู้เย็นเก็บไว้ก่อนห้ามใช้ข้าวขาวเพราะข้าวกล้องจะมีสารไปลดพิษจากยางมะละกอหุง
กับข้าวกล้องให้กลายเป็นข้าวต้มเมื่อได้ข้าวต้มยางมะละกอแล้วทานติดกัน
10-14
วันทุกมื้อแทนข้าว ทานกับ
กับข้าวปกติช่วยล้างระบบดูดซึมล้างไขมันและนํ้าตาลในเลือดลดกรดยูริค
กําจัดไวรัส
1.
เม็ดมะรุมตากแห้งแกะเปลือกแล้วทานเม็ดข้างในวันละ
5-30
เม็ดเป็นเวลา
7-40
วันแล้วแต่คําแนะนําของ
นักประเมินสุขภาพ
2.
ข้าวต้มแครอทป้องกันไวรัส(ไม่ได้กําจัด) ทานช่วงฤดูหนาวนําแครอทหั่นเป็นชิ้นเล็กต้มกับข้าวทานเป็น
ข้าวต้มป้องกันไวรัส
แก้คัดจมูกภูมิแพ้
Page 2
1.
ใบยอเผาปิ้งยําหรือใส่ในห่อหมกแก้ไอคัดจมูก
2.
เนยใส(
Ghee)
ชุบสําลีแยงจมูกให้ลึกที่สุดแก้คัดจมูกและภูมิแพ้ฆ่าเชื้อในโพรงจมูก
3.
ชามะละกอล้างไขมันในลําไส้แก้ภูมิแพ้
4.
ไวทาไลท์ดื่มวันละ
1
ซองรักษาภูมิแพ้เจ็บคอร้อนใน
ล้างเชื้อรา
1.
กินผักเมือกๆเช่นผักบุ้งแดง
,
กระเจี๊ยบเขียว
,
ผักปรัง
,
บวบ
,
นํ้าเต้า
,
เม็ดแมงลัก
,
ใบมะรุมเป็นต้นเมือก(เพ
คติน)จะไปล้างเชื้อราในระบบดูดซึมออกมา
2.
ใบย่าน่างคั้นนํ้าทานนํ้า
3.
อัลฟ่า
20
ซีสมุนไพรสกัดแบบเม็ดสร้างเม็ดเลือดขาวล้างเขื้อรา
*
ผู้ที่มีเชื้อราต้องงดอาหารหวานและผลไม้
,
โปรตีนจากเนื้อสัตว์
,
ถั่วแห้งเช่นถั่วลิสง
,
งา
ถ่ายพยาธิ
1.
เม็ดมะรุมวันละ
7
เม็ดขึ้นไป
,
นํ้ามันมะรุมทานไล่พยาธิ
2.
กระเจียบเขียว
7
กํามือของผู้ป่วยทานให้หมดภายใน
3
วันไล่พยาธิตัวจี๊ดและอื่นๆ
3.
ยาถ่ายพยาธิทั่วไปปรึกษาเภสัชกรประจําร้าน
4.
เนื้อลูกยอช่วยขับพยาธิ
5. Sun Smile
สมุนไพรสกัดจากแป้งข้าวโพดนํ้ามันมะพร้าวหยดในนํ้าดื่ม
ล้างอุจจาระตกค้าง
1.
เม็ดแมงลัก
2
ช้อนชาผสมนํ้า
1
แก้วทิ้งไว้
30
นาทีดื่มก่อนนอนเม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา
ทานเป็นปกติได้ทุกวันหรือ
3-4
วันต่อสัปดาห์แล้วแต่สมควร
2.
นมสด
2
กล่อง(รวมจะได้ประมาณ
500
มิลลิตร) และกล้วยนํ้าว้า
2
ลูกทานก่อน
6
โมงเช้า
3.
ทานผักบุ้งแดง
2
กํามือผัดหรือต้มทําอาหารตามใจชอบผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา
4.
กระเจี๊ยบเขียวทานวิธีใดก็ได้
4-7
ฝักต่อวัน
5.
โซดา
1
ขวดผสมนมข้มหวาน
6
ช้อนโต๊ะ
รักษานิ่วในไต
1.
เหล้าขาวหรือ
Vodka 1
ก๊ง(
2
ช้อนโต๊ะ) ผมมนํ้ามะนาว
1
ลูกทานก่อนนอนทุกวันเป็นเวลา
10
วัน
2.
แกนสับปะรด
3
ลูกกินเฉพาะแกนหรือเอาแกนไปต้มนํ้าพอประมาณทานเป็นเวลา
5-10
วัน
Page 3
บํารุงไต
1.
ของสีดําตามธรรมชาติทุกชนิดเช่นถั่วดํา
,
ข้าวเหนียวดํา
,
เห็นหูหนูดํา
,
เฉาก๊วย
,
งาดําเป็นต้น
2.
หน่อไม้ดอง
3.
เม็ดบัว
4.
ไขเยี่ยวม้า
5.
นํ้าฟักทอง
6.
เห็ดหูหนูดําต้มกับหญ้าหวานใส่นํ้าตาลกรวดช่วยบํารุงกําลังบํารุงสมองดีต่อปอดไตม้าม
แต่อย่ากินตอนเย็นเพราะจะเย็นเกินไป
บํารุงปอด
1.
พืชผักธัญพืชที่มีสีขาวโดยธรรมชาติบํารุงปอดเช่นถั่วขาว
,
เห็ดหูหนูขาวเป็นต้น
2.
นํ้าสํารองทานก่อนตีห้าบํารุงปอด
3.
หัวต้นหอมดีกับปอดหางกินแล้วเย็น
4.
ข้าวเหนียว
2
ส่วนต้มกับลําไยแห้ง
1
ส่วนใส่นํ้ามากๆกินบํารุงปอดหัวใจตับ
บํารุงตับ
1.
ขมิ้นชันทานก่อนนอน
2.
ถั่วเขียวบํารุงตับ
3.
ชาแคลลี่ดื่มก่อนนอนช่วยตับขับสารพิษ
4.
ลูกเดือยต้มกับถั่วขาวถั่วขาว
1
ส่วนลูกเดือย
2
ส่วนต้มนํ้า
20
เท่ากินแต่นํ้าบํารุงตับ
บํารุงกล้ามเนื้อหัวใจ
1.
ผักสดผลไม้สดทุกชนิด(กล้วยส้มขนุนมีโปตัสเซียมมาก) และเนื้อหมู
2.
งดถั่วข้าวเหนียวของดองเต้าหู้เพราะมีโซเดียมเยอะจะไปทําร้ายกล้ามเนื้อหัวใจ
3.
ใบเตยต้มนํ้าทานแต่นํ้า
4.
ถั่วแดงบํารุงหัวใจ
บํารุงเยื่อหุ้มหัวใจ
1.
ถั่วข้าวเหนียวของดองเต้าหู้ไข่เยี่ยวม้ามีโซเดียมสูงบํารุงเยื้อหุ้มหัวใจ
2.
งดผลไม้สดและผักสดเนื้อหมูซึ่งมีโปตัสเซียมสูงจะไปทําร้ายเยื่อหุ้มหัวใจ
Page 4
ละลายลิ่มเลือดแก้ชํ้าใน
1.
เหล้าขาวหรือ
Vodka 2
ช้อนโต๊ะผสมนํ้าตาลทราย
2
ช้อนโต๊ะวันละครั้งดื่ม
3-7
วันแล้วแต่อาการ
2.
นมสด
1
แก้ว ชมิ้นชัน
1
ช้อนโต๊ะเนยใส
1
ช้อนโต๊ะ(หรือนํ้ามันมะรุม
1
ช้อนโต๊ะแทนเนยใส หรือ
นํ้ามันงา
1
ช้อนโต๊ะหรือนํ้ามันขิง
1
ช้อนโต๊ะแทนเนยใส)คนให้เข้ากันทานติดกัน
5-10
วันแล้วแต่อาการ
ล้างสารพิษตกค้าง
,
ไทรอยด์เป็นพิษ
,
เนื้องอก
1.
เห็ด
3
อย่างใช้เห็ดที่ทานได้(ไม่มีพิษ) ชนิดใดก็ได้ต้มรวมกันไม่น้อยกว่า
3
ชนิดแล้วทานนํ้าจะช่วยบํารัง
ตับและขจัดสารพิษสลายพังผืดในมดลูกลดอนุมูลอิสระลด
cell
มะเร็ง เพิ่มโลหิตขาวลดไขมันในเลือดแก้
ภูมิแพ้
2.
ชาแคลลี่สมุนไพรสกัดล้างสารพิษตกค้าง
3.
เนื้อลูกยอทานในฤดูหนาวล้างพิษ
4.
นํ้าต้มใบรางจืดกับใบเตยกะสัดส่วนเองทานล้างสารเคมีตกค้างจากยาฝรั่ง ล้างกรดยูริก
ริดสีดวงทวาร
สูตรแผนจีนกล้วยหอมทั้งเปลือกฝานลงต้มกับนํ้าตาลทรายแดงทานทั้งนํ้าทั้งเนื้อ
ลดไขมันในเลือด
1.
กระเจี๊ยบแดง+พุทราจีนอย่างละเท่ากัน ต้ม ใส่นํ้าเท่าไหร่ให้กะเอง ใส่นํ้าตาลทรายแดงนิดหน่อย ต้มแล้ว
เก็บไว้ในตู้เย็นดื่มทุกวันดื่มมากน้อยเท่าไหร่แล้วแต่พอใจ ไม่มีอันตราย สูตรนี้ยังช่วยลดหินปูนในเลือดลด
หินปูนในสมอง บํารุงเยื่อหุ้มหัวใจแต่ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจ
*
นํ้ากระเจี๊ยบแดงอย่างเดียวที่ไม่ใส่พุทราจีนทานมากจะมีผลต่อไตไตจะเสื่อม ต้องใส่พุทราจีนด้วยจึงครบสูตร
ทานได้ทุกวัน
2.
มะละกอปลอกเปลือกต้มในนํ้าแกงหรือแกงส้มทานได้ทั้งนํ้าและเนื้อลดไขมันในเลือด
3.
มะเขือทุกชนิดมะเขือเทศมะเขือเปราะมะเขือพวงมะเขือยาวเป็นต้น
4.
กะทิและไข่แดงมี
HDL Cholesterol
ซึ่งเป็นไขมันตัวดีมีประโยชน์ช่วบลด
LDL Cholesterol
(
ไขมันตัวร้าย) ฉะนั้นควรทานกะทิและไข่แดงเป็นประจํา
5.
สะเดาลวกสุกทานล้างไขมันไม่ควรทานทุกวันเพราะจะทําให้ปวดเมื่อยเนื้อตัว
ลดความอ้วนลดไขมันสะสม
1.
ทานมันเทศสีเหลืองหรือบุกหรือฮ่วยซัวระหว่าง
0900-1100
น. ช่วยอุ้มไขมันไปทิ้ง
Page 5
2.
เม็ดแมงลัก
2
ช้อนชาผสมนํ้า
1
แก้วทานก่อนนอนหรือทานนํ้าสํารองเป็นประจํา
3.
ไวทาไลท์
1
ซองผสมนํ้า
1
ลิตรดื่มให้หมดภายใน
1
วันดื่มติดกันจนกว่าจะได้นํ้าหนักที่พอใจ
4.
แกงบอนช่วยลดความชื้นในร่างกายปอดชื้นไตชื้นม้ามชื้นลดความอ้วน
ขยายหลอดเลือด
1.
หน่อไม้ต้มกับใบย่านาง(หรือซุปหน่อไม้) ใบย่านางจะล้างพิษของหน่อไม้สูตรนี้ช่วยขยายหลอดเลือด
2.
กุ๊ยช่ายลดความดันฟอกเลือด
ลดนํ้าตาลในเลือดรักษาเบาหวาน
1.
นํ้าต้มใบมะยมหรือหญ้าหวานหรืออบเชยหรือรากเตย
2.
ซันนี่ดิวสมุนไพรสกัดจากหญ้าหวาน
3.
สูตรอ.จัสตินรากเตยหอมผสมกับอบเชยต้มนํ้าดื่มดื่มตอน
9
นาฬิกาวันละ
1
แก้ว
4.
ว่านรางจืดช่วยล้างพิษจากนํ้าตาลในเลือด
5.
ใบมะรุม
โรคปอดหรือหอบหืด
ขิงเท่าหัวแม่มือของผู้ป่วยหอมแดงเท่าขิงกระเทียมเท่าขิงปั่นหรือตําเติมนํ้า
1
แก้วกรองเอาแต่นํ้าใส่นํ้าผึ้ง
1
ช้อนโต๊ะบีบมะนาว
3-4
ลูกไม่เกิน
1
เดือน
กระเพาะอาหาร
,
กรดในกระเพาะ
1.
ขมิ้นชัน
5-7
เม็ดทานระหว่าง
0700-0900
เช้าบํารุงกระเพาะอาหาร
2. Assimilaid
สมุนไพรสกัดบํารุงกระเพาะ
3.
กระเจี๊ยบเขียว
3-5
ฝักเมือกเพคตินสมานแผลในกระเพาะ
บํารุงม้าม
1.
ถั่วเหลืองหรือมันเทศสีเหลืองหรือขมิ้นชันทานเวลา
0900-1100
น.บํารุงม้าม
2.
อัลฟ่า
20
ซีสมุนไพรสกัดทานเวลา
0900-1100
น. บํารุงม้ามให้ผลิตเม็ดเลือดขาวสร้างภูมิคุ้มกันแก้
นํ้าเหลืองเสียป้องกันงูสวัด
3.
ดอกอัญชัญต้มนํ้าทานนํ้าบํารุงม้ามช่วยให้นํ้าเหลืองดี
Page 6
แก้ปวดข้อ
1.
ลูกเดือยต้มทานเนิ้อแทนข้าว
7
วันรวม
21
มื้อแต่ละมื้อต้องมีลูกเดือยในสัดส่วนมากกว่า
70%
ของมื้อนั้น
2.
ใบยอนึ่งคั้นนํ้าหรือปั่นกินแก้ปวดข้อไม่ควรกินสดเพราะมีสารพิษ
3.
กากกระชายที่ได้จากการปั่นใช้ผสมเหล้ากับนํ้าตาลทรายพอกเข่าแก้ปวดได้
4.
นํ้าต้มใบรางจืดกับใบเตยกะสัดส่วนเองทานล้างสารเคมีตกค้างจากยาฝรั่ง ล้างกรดยูริก
ปรับความดันให้สมดุลย์
1.
นํ้ากระชายปั่น: กระชายล้างไม่ต้องปอกเปลือก
1
ขีดนํ้าผึ้ง
2
ช้อนโต๊ะมะนาว
2
ลูก
ล้างกระชายให้สะอาดปั่นให้ละเอียดเติมนํ้าสะอาดลงไป
2
แก้วกรองเอาแต่นํ้าใส่นํ้าผึ้งและนํ้ามะนาวลงไป
ผสมปรุงรสตามใจชอบได้
-
บํารุงกระดูก(เพราะมีแคลเซียมสูง)
-
บํารุงสมองเพราะทําให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น
-
ปรับสมดุลของฮอร์โมน
-
ปรับสมดุลของความดันโลหิต( ความดันโลหิตสูงจะลดลง ความดันโลหิตตํ่าจะสูงขึ้น
-
แก้โรคไตทําให้ไตทํางานดีขึ้น
-
ป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ
-
บํารุงมดลูก
-
แก้ปัญหาผมหงอกผมร่วง
-
อาการกระเพาะปัสสาวะเกร็ง(กรณีนี้อาจใช้เม็ดบัวต้มกิน)
-
ควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต
-
แก้ปัญหาไส้เลื่อน
*
กระชายมีฤทธิ์ร้อนหากรู้สึกร้อนในให้ลดจํานวนลง
เพิ่มเม็ดเลือด
1.
สัปปะรดกับใบโหระพา-ปั่นสดกรองทานแต่นํ้า
,
ผักชีปั่นกับสับปะรดทานนํ้า
,
ใบยอปั่นกับสับปะรดเพิ่ม
เม็ด
2.
ใบเตยต้มกับใบมะนาว
,
ใบเตยต้มกับแก่นขนุน
3.
ใบขี้เหล็กกินสุกเช่นแกงขี้เหล็กห้ามกินดิบเพราะมีสารพิษ
4.
สมาธิบําบัดโดยกสิณสีแดง
เพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน(
Estrogen)
1.
นํ้ามะม่วงสุก / มะม่วงกวนต้มกับนํ้ามะขาม/ นํ้ามะพร้าวอ่อน(ห้ามทานเนื้อ) /นํ้ามะเฟือง/ ผักกุ๊ยช่าย/
หอยแมงภู่แห้ง/ ปลิงทะเล/ ว่านชักมดลูก(ชายสูงอายุต้องกินจะช่วยให้ไม่เป็นไส้เลื่อนและไม่เป็นต่อมลูกหมาก
โต)
,
Page 7
2.
มุกสกัด
3.
ลูกยอสุกเอาเม็ดออก ผสมยาสระผมสมุนไพรแก้เหาแก้คันจากไรฝุ่นใช้ขับประจําเดือนอย่างแรง(ระวังอาจ
แท้งได้) ลูกยอมีฮอร์โมนเอสโตรเจนและตัวเบื่อเมาใช้สับปะรดใส่ช่วยดับกลิ่นลูกยอได้
4.
แครอทปั่นกับแอปเปิ้ลเขียวหรือฝรั่งหรือตะลิงปริง
,
บํารุงระบบเพศ
1.
เนื้อลูกบัวต้ม
2.
นํ้ากระชายปั่น
สูตรอาหารอื่นๆ
ใบกระเพราตากแห้ง- ใช้ต้มดื่มนํ้าช่วยขับปัสสาวะขับลม
ใบมะยม
,
รากเตย
,
ใบหญ้าหวาน- ใช้ต้มดื่มนํ้าช่วยบํารุงหัวใจด้านเบาหวานฟื้นฟูตับอ่อนให้แข็งแรง
ใบโหระพา- กินวันละ
7
ยอดเป็นยาอายุวัฒนะช่วยดูแลปอด
,
ตับ
,
ม้าม
,
ไต
,
หัวใจให้แข็งแรง
ใบโหระพาปั่นกับสับประรด- ช่วยสร้างเม็ดเลือด
ใบเตย+ใบมะนาว/ ใบเตย+แก่นขนุน/ ใบเตย+แก่นฝาง- ต้มรวมกันดื่มนํ้าช่วยสร้างเม็ดเลือด
ใบเตย+แฮ่ม- ลดนํ้าตาลในเลือดแก้ไมเกรน
ใบยอ- นําเอาใบมาย่างไฟแล้วยํากินช่วยบํารุงเลือดได้ดี
ใบหูเสือ- กินช่วยขับพยาธิได้
ใบขี้เหล็ก-ช่วยขับถ่ายและช่วยให้นอนหลับดีขึ้น
มันเทศ- ลดความอ้วนอุ้มไขมันไปทิ้งลดความชื้นของม้ามซุปมันเทศลดอาการตัวบวม
แกงบอน
,
ขมิ้นชัน
,
มันเทศ- เป็นอาหารลดความชื้นของม้ามและปอ
แกงสับปะรดใส่หอยแมงภู่แห้ง- แก้ปัสสาวะขัดต่อมลูกหมากโต
เนื้อสับปะรด- ต้านการอักเสบ
ตาแย่ตาป่วยตาเจ็บตาแสบ - ต้องล้างระบบดูดซึมและดื่มนํ้ากระชายและส่งอาหารที่มีวิตามิน
A
และวิตามิน
E
เข้าไปมากๆคือขมิ้น
,
แกงผักบุ้งเทโพ
,
ผักบุ้งไฟแดง
,
ผลไม้ตากแห้งเช่นกล้วยตากลูกเกด
ลูกเกด:- แก้ตาแพ้แสง
,
บํารุงผิวพรรณ
,
รักษาไมเกรนช่วยให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนหน้าได้ดี
,
แก้ถุงนํ้าดีข้น
,
ลดความบ้าโรคจิตขี้กลัวลดเครียด
,
ลดคลอเรสเตอรอลสรรพคุณคล้ายกระเจี๊ยบพุทราแห้ง
พริกหวานสีแดงป้องกันโรคปวดตามข้อได้ทําให้กระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวาสนุกสนาน
พริกหวานสีเหลืองกระตุ้นความอยากอาหารช่วยย่อย
พริกหวานสีเขียวคลอโรฟิลจะไปสร้างเม็ดเลือด
Page 8
www.pendulumthai.com/foodx.html
ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
บทความของ อ.มงคล กริชติทายาวุธ
เรื่องที่ 829...ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
หนา 1 จาก 4
มงคล กริชติทายาวุธ
ปญหาเรื่องการอุจจาระ เปนเรื่องที่มีความสําคัญ ที่ทุกทานไมควรละเลย ปกติ
หากคนเราเคี้ยวอาหารไมละเอียด กินอาหารที่มีกากใยนอย มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ระบบ
การดูดซึมเสีย ไมถายอุจจาระ ในเวลา 05.00-07.00 น. เชา หรือ หากถายอุจจาระ หลัง
เวลา 7 โมงเชา ลําไสจะบีบ ใหอุจจาระขึ้นไปขางบน เวลาถาย จะถายไมหมด อุจจาระที่
คาง ก็จะเกาะที่ผนังลําไส พอมีอุจจาระใหมที่เหลวกวา มันก็แซงหนาไปกอน แตมันไม
สามารถดันพวกที่คางแข็งใหออกไปได พวกที่ คางแข็งไว ก็เกาะติดแนนไปเรื่อย ๆ
อุจจาระตกคางจะไปทับเสนเลือดตาง ๆ ในกระเพาะ และ กดทับกระดูกหลัง ทําใหเกิด
อาการมากมาย เชน ทองอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกลามเนื้อที่ไหล และ สะบัก
เวียนหัว ออนเพลีย นอนไมหลับ เปนฝา ไมเกรน และ อื่น ๆ อีกหลายเรื่อง
เพื่อใหผูอานหายของใจ นพ. กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตรอายุร
วัฒนนานาชาติ จะมาไขขอของใจใหทุกทานไดรับทราบ
นพ. กฤษดาฯ อธิบายวา เรื่องอุจจาระตกคาง หรือ อึคางเปนเรื่องจริง แตไม
ทุกคน เราอาจตรวจสัญญาณ อึคางในลําไสใหญไดเองงาย ๆ โดยการนอนหงาย แลวเอา
มือคลําทองดานซายลาง เลยสะดือไปทางซายหนอย แลวเอานิ้วทั้ง 5 ลองกดดูจนลึก
เต็มที่ เลื่อนไปมา ถามีอึคางอยู จะคลําไดเปนลํา คลายแทงยาว ๆ อยูตามรูปลักษณ
ของลําไส โดยลําไสใหญนี้จะยิ่งคลําไดชัด ในคนที่ผอม สําหรับคนเจาเนื้อ อาจตองใช
เทคนิคนอนแลวแขมวพุงชวย แลวคอยคลํา จะชัดขึ้น ที่จริงเรื่องการอึ ที่ดูเหมือนเปน
กิจวัตรธรรมดา ไมมีอะไรนั้น มันตองมีการฝกเขาสวมกันใหติดเปนนิสัย
กลุมคนที่มักมีปญหาเรื่องอึคาง ไดแก
1.เด็กเล็กที่ใหกินนมแลวนอนเลย
ไมพาอุมพาดบาลูบหลัง หรือ ไมพา
ขยับตัวกลิ้งไปมาสักนิดหนอย ใหไสไดบีบตัวบาง และ ในเด็กที่อึแข็งมาก อึนี่อาจแข็ง
ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
Page 2
บทความของ อ.มงคล กริชติทายาวุธ
เรื่องที่ 829...ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
หนา 2 จาก 4
มงคล กริชติทายาวุธ
ถึงกับบาดรูกนได เปนแผล แลวครั้งตอไป เด็กจะไมอยากอึออกมา เพราะกลัวเจ็บ
แผลแยก เลยยิ่งกลั้นพอยิ่งกลั้น อึก็ยิ่งแข็งคางไปเรื่อย
2.คนที่ผาตัดบอย
จะมีพังผืด ไปรัดลําไสขางในนุงนัง ทําใหบีบตัวไมดี อาจ
มีอึคางอยู ตามซอกโนนซอกนี้ในลําไส จนบางทาน กลายเปนลําไสอุดตันไปไดก็มี
3.ผูสูงอายุ และ คนไขนอนโรงพยาบาล
ที่ไมคอยไดขยับตัวลุกเดิน
4.คนที่ไมคอยไดออกกําลังกาย แถมกลั้นอึบอย
โดยเฉพาะทานที่ทํางาน
ออฟฟศ ตองนั่งแปะอยูกับที่นานๆ หรือ งานเขาบอย ตองขอผลัดเขาหองน้ํา ไปเรื่อย ๆ
ก็ไมดีครับ
5.ทานที่มีลําไสยาว
คือยิ่งยาว ก็ยิ่งเปนไซโล เก็บอึไวไดนานขึ้น บางทาน
จะสังเกตวา ผักก็กินเยอะ แตอึแคสัปดาหละหนเทานั้น
สําหรับเทคนิค “อึใหดี ไมมีตกคาง” มีดังนี้
1.อยาอั้นอึตอนเชา
เพราะถาเลยเชาไปแลว กวารางกาย จะสง
สัญญาณใหปวดอีก อาจจะนานจนผิดเวลา
2..อึใหตรงกับเวลาเดิม
เหมือนเปนการชวย
“
โปรแกรม
ลําไส
”
ใหคอยบีบไลอึ ออกมาสม่ําเสมอ ก็จะไมมีอึตกคาง
3.รอจังหวะขณะอึ
ถาขณะนั่งหองน้ํา ถายหนักอยู ถาไมปวดอยาเบง
ครับ ใหลองสังเกตวามันจะ“ปวดเปนชวง ๆ” แลวก็คลายไป แลวประเดี๋ยวก็ปวดบีบ
ขึ้นมาอีก นั่นเปนเพราะ ลําไสทานบีบตัวเปนลูกคลื่นเหมือนงูเลื้อย ถามันเลื้อยมาถึงตรงอึ
พอดี มันจึงปวดขึ้นมา ถาเบงตอนไมปวด จะเหมือนเปนการ“แกลงลําไส” ใหเกิด
แรงดันขึ้นมา โดยใชเหตุ เกิดลําไสตอนปลายโปงพองขึ้นมา กลายเปน “ริดสีดวงทวาร” ไป
4.นวดลําไส
ถาในเด็ก ใหนวดรอบสะดือ ในผูใหญใหนวดตรงทอง
ดานลางซาย เลยสะดือไป นวดเบา ๆ นวดไปมา แลวทิ้งไวสักพัก จะรูสึกปวดถายขึ้นมาได
Page 3
บทความของ อ.มงคล กริชติทายาวุธ
เรื่องที่ 829...ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
หนา 3 จาก 4
มงคล กริชติทายาวุธ
5.เอามือกดทองดานซายลางขณะถาย หรือ จะลุกขึ้น
นั่งยองเอาหนาขา เปนตัวกดไลอึออกมา
เพราะที่จริงแลว การอึที่ดี
ตามธรรมชาติของคนคือ “นั่งยอง” เพราะจะได มีแรงกดจากหนาขาดวย การที่ฝรั่งเอา
สวมแบบนั่งโถ มาใหเราใช เปนการผิดธรรมชาติมนุษย ที่จะไมมีแรงเบงอึมากในทานั่ง
หอยขา ทําใหคนเอเชีย กลายเปนทั้งริดสีดวง และ ทองผูกมากเหมือนฝรั่งดวย
6.ลุกขึ้นเดินไปมา
จะทําใหไสบีบตัวดี สักพักไสจะบีบรีดเอา “อึทาย
ขบวน” ที่เหลือออกมา แลวเราจะรูสึกปวดเบงอีกที
7.หมุนเอวเปนเลขแปดนอน หรือ รูปอินฟนิตี้
ในสวนนี้ ดร.
วัลลภ ปยะมโนธรรม ทานเลาวาพี่นองทาน 11 คน เปนมะเร็งลําไสหมด โดยทุกทานนั้น
ปรากฏวามีปญหาในการขับถายทุกคน มีทานคนเดียว ที่ไมเปนมะเร็งลําไส เพราะทานไม
เคยมีปญหาในการขับถาย ทานขับถายไดเปนปกติทุกวัน โดยทานใหคําแนะนําวา เราตอง
กระตุนใหลําไสของเราเคลื่อนไหว ทํางานในการขับเคลื่อนของเสียออกทางทวารหนักของ
เรา ทานใชวิธีการ ดังนี้
เมื่อตื่นนอนแลว หากตองยืนทําอะไรก็ตาม เชน การยืนลางหนา หรือ ยืน
แปรงฟน หรือ ยืนดูทีวี ทานจะไมยืนนิ่งๆ แตทานจะยืนบริหารลําไส ดวยการหมุนเอว
ของทานในรูปอินฟนิตี้ หรือ รูปเลขแปดผรั่งในแนวนอน การยืนบริหารลําไสเชนวา
ทานทํามาในสมัยเปนหนุม จนปจจุบันอายุ 66 ปแลว ไมเคยมีปญหาในการขับถาย และ
ไปตรวจหามะเร็งลําไส ก็ไมปรากฏ ทั้งๆ พี่นอง11 คน เปนมะเร็งลําไสหมดทุกคน ก็ขอ
นํามาเลาเสริมในสวนนี้ดวยครับ ทดลองทําดูแลว ก็ไดผล ทําใหขับถายไดวันละ 2 เวลา
ครับ - มงคลฯ
ปกติ ไมวาใครก็ตามถาความถี่ในการอึนอยกวา3 ครั้งตอสัปดาหถือวา “ทองผูก”
แลว นอกจากการออกกําลังกายแลว อาจใชอาหารลางลําไสชวยได เชน
1.
น้ํามะขามเปยก
Page 4
บทความของ อ.มงคล กริชติทายาวุธ
เรื่องที่ 829...ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
หนา 4 จาก 4
มงคล กริชติทายาวุธ
2.
ลูกพรุนแหง
รับประทานทั้งผล เพราะจะไดกากดวย ไมตองแยกกิน
แต น้ํา ยกเวน ถาเปนเด็ก
3.
แอปเปลเขียว
กินทั้งผล หรือ ปนทั้งกากก็ได
4.
ถั่วดํา
จัดเปนอาหารลางพิษไดดวย
5.
สับปะรด และ มะละกอ
ซึ่งมีน้ํายอยชวยกัดกากคราบโปรตีน
เกา ๆ ที่ถูกยอยไมหมด และ จะมีสภาพติดเปนอุจจาระยางเหนียวสีดําคลายกับ“จาระบี”
ออก
6.ใหเลี่ยงการ ดื่มน้ําเย็น ในตอนเชา โดย
ใหดื่มน้ําสะอาด หรือ น้ําอุนตอนเชาสัก
4
แกว
หลังตื่นมาทองวาง จะชวยใหลําไสบีบรัดตัวไดดี
ชวนใหปวดอึ
ขึ้นมามากขึ้นครับ
เพื่อสุขภาพที่ดี ทราบแลวตองปฏิบัติ อยาไดละเลย และ ชวนบุคคลที่ทานรัก
และ ปรารถนาดีใหรวมกันปฏิบัติตามดวยครับ
ดวยความปรารถนาดี จาก อ.มงคล กริชติทายาวุธ
เรื่องที่ 829...ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
หนา 1 จาก 4
มงคล กริชติทายาวุธ
ปญหาเรื่องการอุจจาระ เปนเรื่องที่มีความสําคัญ ที่ทุกทานไมควรละเลย ปกติ
หากคนเราเคี้ยวอาหารไมละเอียด กินอาหารที่มีกากใยนอย มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ระบบ
การดูดซึมเสีย ไมถายอุจจาระ ในเวลา 05.00-07.00 น. เชา หรือ หากถายอุจจาระ หลัง
เวลา 7 โมงเชา ลําไสจะบีบ ใหอุจจาระขึ้นไปขางบน เวลาถาย จะถายไมหมด อุจจาระที่
คาง ก็จะเกาะที่ผนังลําไส พอมีอุจจาระใหมที่เหลวกวา มันก็แซงหนาไปกอน แตมันไม
สามารถดันพวกที่คางแข็งใหออกไปได พวกที่ คางแข็งไว ก็เกาะติดแนนไปเรื่อย ๆ
อุจจาระตกคางจะไปทับเสนเลือดตาง ๆ ในกระเพาะ และ กดทับกระดูกหลัง ทําใหเกิด
อาการมากมาย เชน ทองอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกลามเนื้อที่ไหล และ สะบัก
เวียนหัว ออนเพลีย นอนไมหลับ เปนฝา ไมเกรน และ อื่น ๆ อีกหลายเรื่อง
เพื่อใหผูอานหายของใจ นพ. กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตรอายุร
วัฒนนานาชาติ จะมาไขขอของใจใหทุกทานไดรับทราบ
นพ. กฤษดาฯ อธิบายวา เรื่องอุจจาระตกคาง หรือ อึคางเปนเรื่องจริง แตไม
ทุกคน เราอาจตรวจสัญญาณ อึคางในลําไสใหญไดเองงาย ๆ โดยการนอนหงาย แลวเอา
มือคลําทองดานซายลาง เลยสะดือไปทางซายหนอย แลวเอานิ้วทั้ง 5 ลองกดดูจนลึก
เต็มที่ เลื่อนไปมา ถามีอึคางอยู จะคลําไดเปนลํา คลายแทงยาว ๆ อยูตามรูปลักษณ
ของลําไส โดยลําไสใหญนี้จะยิ่งคลําไดชัด ในคนที่ผอม สําหรับคนเจาเนื้อ อาจตองใช
เทคนิคนอนแลวแขมวพุงชวย แลวคอยคลํา จะชัดขึ้น ที่จริงเรื่องการอึ ที่ดูเหมือนเปน
กิจวัตรธรรมดา ไมมีอะไรนั้น มันตองมีการฝกเขาสวมกันใหติดเปนนิสัย
กลุมคนที่มักมีปญหาเรื่องอึคาง ไดแก
1.เด็กเล็กที่ใหกินนมแลวนอนเลย
ไมพาอุมพาดบาลูบหลัง หรือ ไมพา
ขยับตัวกลิ้งไปมาสักนิดหนอย ใหไสไดบีบตัวบาง และ ในเด็กที่อึแข็งมาก อึนี่อาจแข็ง
ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
Page 2
บทความของ อ.มงคล กริชติทายาวุธ
เรื่องที่ 829...ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
หนา 2 จาก 4
มงคล กริชติทายาวุธ
ถึงกับบาดรูกนได เปนแผล แลวครั้งตอไป เด็กจะไมอยากอึออกมา เพราะกลัวเจ็บ
แผลแยก เลยยิ่งกลั้นพอยิ่งกลั้น อึก็ยิ่งแข็งคางไปเรื่อย
2.คนที่ผาตัดบอย
จะมีพังผืด ไปรัดลําไสขางในนุงนัง ทําใหบีบตัวไมดี อาจ
มีอึคางอยู ตามซอกโนนซอกนี้ในลําไส จนบางทาน กลายเปนลําไสอุดตันไปไดก็มี
3.ผูสูงอายุ และ คนไขนอนโรงพยาบาล
ที่ไมคอยไดขยับตัวลุกเดิน
4.คนที่ไมคอยไดออกกําลังกาย แถมกลั้นอึบอย
โดยเฉพาะทานที่ทํางาน
ออฟฟศ ตองนั่งแปะอยูกับที่นานๆ หรือ งานเขาบอย ตองขอผลัดเขาหองน้ํา ไปเรื่อย ๆ
ก็ไมดีครับ
5.ทานที่มีลําไสยาว
คือยิ่งยาว ก็ยิ่งเปนไซโล เก็บอึไวไดนานขึ้น บางทาน
จะสังเกตวา ผักก็กินเยอะ แตอึแคสัปดาหละหนเทานั้น
สําหรับเทคนิค “อึใหดี ไมมีตกคาง” มีดังนี้
1.อยาอั้นอึตอนเชา
เพราะถาเลยเชาไปแลว กวารางกาย จะสง
สัญญาณใหปวดอีก อาจจะนานจนผิดเวลา
2..อึใหตรงกับเวลาเดิม
เหมือนเปนการชวย
“
โปรแกรม
ลําไส
”
ใหคอยบีบไลอึ ออกมาสม่ําเสมอ ก็จะไมมีอึตกคาง
3.รอจังหวะขณะอึ
ถาขณะนั่งหองน้ํา ถายหนักอยู ถาไมปวดอยาเบง
ครับ ใหลองสังเกตวามันจะ“ปวดเปนชวง ๆ” แลวก็คลายไป แลวประเดี๋ยวก็ปวดบีบ
ขึ้นมาอีก นั่นเปนเพราะ ลําไสทานบีบตัวเปนลูกคลื่นเหมือนงูเลื้อย ถามันเลื้อยมาถึงตรงอึ
พอดี มันจึงปวดขึ้นมา ถาเบงตอนไมปวด จะเหมือนเปนการ“แกลงลําไส” ใหเกิด
แรงดันขึ้นมา โดยใชเหตุ เกิดลําไสตอนปลายโปงพองขึ้นมา กลายเปน “ริดสีดวงทวาร” ไป
4.นวดลําไส
ถาในเด็ก ใหนวดรอบสะดือ ในผูใหญใหนวดตรงทอง
ดานลางซาย เลยสะดือไป นวดเบา ๆ นวดไปมา แลวทิ้งไวสักพัก จะรูสึกปวดถายขึ้นมาได
Page 3
บทความของ อ.มงคล กริชติทายาวุธ
เรื่องที่ 829...ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
หนา 3 จาก 4
มงคล กริชติทายาวุธ
5.เอามือกดทองดานซายลางขณะถาย หรือ จะลุกขึ้น
นั่งยองเอาหนาขา เปนตัวกดไลอึออกมา
เพราะที่จริงแลว การอึที่ดี
ตามธรรมชาติของคนคือ “นั่งยอง” เพราะจะได มีแรงกดจากหนาขาดวย การที่ฝรั่งเอา
สวมแบบนั่งโถ มาใหเราใช เปนการผิดธรรมชาติมนุษย ที่จะไมมีแรงเบงอึมากในทานั่ง
หอยขา ทําใหคนเอเชีย กลายเปนทั้งริดสีดวง และ ทองผูกมากเหมือนฝรั่งดวย
6.ลุกขึ้นเดินไปมา
จะทําใหไสบีบตัวดี สักพักไสจะบีบรีดเอา “อึทาย
ขบวน” ที่เหลือออกมา แลวเราจะรูสึกปวดเบงอีกที
7.หมุนเอวเปนเลขแปดนอน หรือ รูปอินฟนิตี้
ในสวนนี้ ดร.
วัลลภ ปยะมโนธรรม ทานเลาวาพี่นองทาน 11 คน เปนมะเร็งลําไสหมด โดยทุกทานนั้น
ปรากฏวามีปญหาในการขับถายทุกคน มีทานคนเดียว ที่ไมเปนมะเร็งลําไส เพราะทานไม
เคยมีปญหาในการขับถาย ทานขับถายไดเปนปกติทุกวัน โดยทานใหคําแนะนําวา เราตอง
กระตุนใหลําไสของเราเคลื่อนไหว ทํางานในการขับเคลื่อนของเสียออกทางทวารหนักของ
เรา ทานใชวิธีการ ดังนี้
เมื่อตื่นนอนแลว หากตองยืนทําอะไรก็ตาม เชน การยืนลางหนา หรือ ยืน
แปรงฟน หรือ ยืนดูทีวี ทานจะไมยืนนิ่งๆ แตทานจะยืนบริหารลําไส ดวยการหมุนเอว
ของทานในรูปอินฟนิตี้ หรือ รูปเลขแปดผรั่งในแนวนอน การยืนบริหารลําไสเชนวา
ทานทํามาในสมัยเปนหนุม จนปจจุบันอายุ 66 ปแลว ไมเคยมีปญหาในการขับถาย และ
ไปตรวจหามะเร็งลําไส ก็ไมปรากฏ ทั้งๆ พี่นอง11 คน เปนมะเร็งลําไสหมดทุกคน ก็ขอ
นํามาเลาเสริมในสวนนี้ดวยครับ ทดลองทําดูแลว ก็ไดผล ทําใหขับถายไดวันละ 2 เวลา
ครับ - มงคลฯ
ปกติ ไมวาใครก็ตามถาความถี่ในการอึนอยกวา3 ครั้งตอสัปดาหถือวา “ทองผูก”
แลว นอกจากการออกกําลังกายแลว อาจใชอาหารลางลําไสชวยได เชน
1.
น้ํามะขามเปยก
Page 4
บทความของ อ.มงคล กริชติทายาวุธ
เรื่องที่ 829...ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
หนา 4 จาก 4
มงคล กริชติทายาวุธ
2.
ลูกพรุนแหง
รับประทานทั้งผล เพราะจะไดกากดวย ไมตองแยกกิน
แต น้ํา ยกเวน ถาเปนเด็ก
3.
แอปเปลเขียว
กินทั้งผล หรือ ปนทั้งกากก็ได
4.
ถั่วดํา
จัดเปนอาหารลางพิษไดดวย
5.
สับปะรด และ มะละกอ
ซึ่งมีน้ํายอยชวยกัดกากคราบโปรตีน
เกา ๆ ที่ถูกยอยไมหมด และ จะมีสภาพติดเปนอุจจาระยางเหนียวสีดําคลายกับ“จาระบี”
ออก
6.ใหเลี่ยงการ ดื่มน้ําเย็น ในตอนเชา โดย
ใหดื่มน้ําสะอาด หรือ น้ําอุนตอนเชาสัก
4
แกว
หลังตื่นมาทองวาง จะชวยใหลําไสบีบรัดตัวไดดี
ชวนใหปวดอึ
ขึ้นมามากขึ้นครับ
เพื่อสุขภาพที่ดี ทราบแลวตองปฏิบัติ อยาไดละเลย และ ชวนบุคคลที่ทานรัก
และ ปรารถนาดีใหรวมกันปฏิบัติตามดวยครับ
ดวยความปรารถนาดี จาก อ.มงคล กริชติทายาวุธ
หลักสูตร " ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ "
หลักสูตร " ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ "
ระยะเวลา 8 ชั่วโมง
ระหว่าง 09.00-17.00 น. ในวันเสาร์ต้นเดือน
ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคนทางานออฟฟิศ หรือมนุษย์เงินเดือน 20 คน ซึ่งถูกกาหนดเงื่อนไขให้
ได้เรียนรู้แบบแสบๆคันๆหัวเราะไม่ออก ขอทุกคนโปรดงดอาหารเช้า แล้วมาพบกันที่หน้าห้าง
ใหญ่ ย่านสยามสแควร์
เงินทอง บัตรเอทีเอ็ม มือถือ ที่พกมาโปรดฝากไว้ที่อาจารย์
ตอนเย็นจะคืนให้
แต่ทุกคนต้องหาวิธีไปถึงจุดนัดพบ ที่หน้าห้างใหญ่ตรงแยกลาดพร้าวในเวลา 17.00 น.
ทุกคนปฏิบัติการด้วยท้องที่หิว ต่างนาพาตัวเองสู่จุดนัดหมาย ด้วยประสบการณ์เฉพาะตนที่ยาก
จะลืมเลือน
แดง เล่าว่าเธอพยายามรวบรวมความกล้าไปขอเงินค่ารถเมล์ แต่ใจไม่กล้าพอ เพราะรูปร่าง
หน้าตาแบบเธอนี่
ใครเขาจะเชื่อว่าไม่มีเงินเลยสักบาท แต่ด้วยความมุ่งมั่น แดงเดินจากสยามไปถึงแยกลาดพร้าว
โดยไม่มีอาหารและน้า ตกถึงท้อง
แดง สรุปวีรกรรมของเธอว่าเป็นเรื่อง " ศักดิ์ศรี " ล้วนๆ เพื่อนๆจึงแถมด้วยว่า " ไม่ฉลาด "
เพราะไม่รู้จักขึ้นรถเมล์ฟรีสาหรับประชาชน
ต้อย แก้โจทย์แรกทาอย่างไรจึงหายหิว ต้อยเล็งแม่ค้าหมูปิ้งท่าทางมีเมตตา ต้อยเริ่มบรรยาย
ว่าเธอไม่ได้กินข้าวเช้า
กาลังจะเป็นลมแล้ว แม่ค้าสงสารยื่นหมูปิ้งให้สองไม้แถมข้าวเหนียวอีกห่อ
ณ นาทีนั้น ต้อยสัญญากับตัวเองว่า ทันทีที่ภารกิจเสร็จ ได้กระเป๋าสตางค์ของตนคืน จะมาเหมา
หมูปิ้งหมดเลย
แต่พอถึงตอนเดินไปขอใช้โทรศัพท์มือถือ จากผู้ที่เดินผ่านไปมา สายตาที่มองต้อยหัวจรดเท้า
หรือท่าทีธุระไม่ใช่ของคนเหล่านี้
ต้อยสรุปว่า น้าใจแห้งแล้งกว่าแม่ค้าหมูปิ้งยิ่งนัก ต้อยบากหน้าขอยืมมือถือกว่าสิบราย
แต่สุดท้ายมีหญิงวัยกลางคนให้เธอยืมมือถือมาโทรฯ ได้สาเร็จ
ต้อยสัญญากับตัวเองเป็นคารบสองว่าต่อจากนี้ไป ใครมาขอยืมใช้โทรศัพท์มือถือ เธอจะเต็มใจ
ให้ใช้ โดยไม่เกี่ยงงอนใดๆเลย
นี่คือ คาสัญญาจากต้อย
Page 2
2
เอก พยายามทดสอบน้าใจผู้คน แต่ไม่มีใครเชื่อว่าชายครบสามสิบสอง ไม่พิกลพิการจะมีหน้า
มาแบมือขอเงิน เอกต้องทนหิว
ถึงบ่ายแก่ๆ ไปขอเงินจากนักศึกษาสาวที่มองเอกอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินจากไป
ราวสิบนาทีต่อมา เธอยื่นถุงจากร้านสะดวกซื้อให้เอกโดยไม่พูดสักคา เอกรับมาเปิดดู มี
เครื่องดื่มเย็นๆสองขวด
แซนวิช และธนบัตรหนึ่งร้อยบาทในถุงนั้น
เอกเล่าว่าอยากจะวิ่งไปขอบคุณนักศึกษาสาวผู้นั้น แต่เธอเดินลับหายไปในฝูงชน บุญคุณครั้ง
นี้เอกจะไม่ลืม
เงินร้อยบาทที่ได้มาเป็นเงินที่มีค่ากว่าเงินเดือนหลายหมื่นที่ฝ่ายการเงิน โอนเข้าบัญชีของเอก
ทุกเดือนซะอีก
เอกกาลังคิดว่า ตนจะตอบแทนสังคมที่มีผู้มีน้าใจได้อย่างไร
วิทยา เป็นวิทยากรกระบวนการหลักสูตรนี้ แต่ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีเงินและมือถือเช่นเดียวกัน
กับคนอื่น
วิทยาปล่อยวางและเล่น "เกม" นี้อย่างไม่กดดันตัวเอง แต่พยายามเข้าใจปฏิกิริยาของคนที่เขา
ไปขอเงิน
และพยายามเชื่อมโยงเหตุผลที่ทาให้บางคน " มีน้าใจ " กว่าคนอื่น
วิทยาได้รับความช่วยเหลือจากคนที่ใส่ใจรับฟัง หรือจ้องมองดวงตาของวิทยา
แต่ผู้คนที่เร่งรีบไม่มีเวลาแม้แต่หยุดฟัง มักเชิดหน้าผ่านไปพร้อมส่งสัญญาณอามหิต
แปลความได้ว่า...ชีวิตใคร ชีวิตมัน อย่ามายุ่งกับข้า…
ผู้เข้าร่วมทั้ง 20 คนมาถึงจุดนัดหมายด้วย " ตัวช่วย " ต่างกันแต่ทุกคนสรุปตรงกันว่า ต่อไปตน
จะทาหน้าที่เป็นผู้ให้อย่างเต็มใจเมื่อมีผู้ร้องขอ
เพราะถ้าเราไม่ให้ ไม่ช่วยคนในสังคมแล้ว สังคมที่เราอยู่ร่วมกันนี้ก็คงไม่มีการให้มีแต่ความ
เป็นตัวใคร ตัวมัน
หลักสูตรครึ่งวันนี้ได้ชี้ทางว่า เราควรใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร ?
(จาก หนังสือ สานพลัง สานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คอลัมน์ เล็กไปใหญ่ โดย
นายแพทย์ ชาตรี เจริญศิริ)
ระยะเวลา 8 ชั่วโมง
ระหว่าง 09.00-17.00 น. ในวันเสาร์ต้นเดือน
ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคนทางานออฟฟิศ หรือมนุษย์เงินเดือน 20 คน ซึ่งถูกกาหนดเงื่อนไขให้
ได้เรียนรู้แบบแสบๆคันๆหัวเราะไม่ออก ขอทุกคนโปรดงดอาหารเช้า แล้วมาพบกันที่หน้าห้าง
ใหญ่ ย่านสยามสแควร์
เงินทอง บัตรเอทีเอ็ม มือถือ ที่พกมาโปรดฝากไว้ที่อาจารย์
ตอนเย็นจะคืนให้
แต่ทุกคนต้องหาวิธีไปถึงจุดนัดพบ ที่หน้าห้างใหญ่ตรงแยกลาดพร้าวในเวลา 17.00 น.
ทุกคนปฏิบัติการด้วยท้องที่หิว ต่างนาพาตัวเองสู่จุดนัดหมาย ด้วยประสบการณ์เฉพาะตนที่ยาก
จะลืมเลือน
แดง เล่าว่าเธอพยายามรวบรวมความกล้าไปขอเงินค่ารถเมล์ แต่ใจไม่กล้าพอ เพราะรูปร่าง
หน้าตาแบบเธอนี่
ใครเขาจะเชื่อว่าไม่มีเงินเลยสักบาท แต่ด้วยความมุ่งมั่น แดงเดินจากสยามไปถึงแยกลาดพร้าว
โดยไม่มีอาหารและน้า ตกถึงท้อง
แดง สรุปวีรกรรมของเธอว่าเป็นเรื่อง " ศักดิ์ศรี " ล้วนๆ เพื่อนๆจึงแถมด้วยว่า " ไม่ฉลาด "
เพราะไม่รู้จักขึ้นรถเมล์ฟรีสาหรับประชาชน
ต้อย แก้โจทย์แรกทาอย่างไรจึงหายหิว ต้อยเล็งแม่ค้าหมูปิ้งท่าทางมีเมตตา ต้อยเริ่มบรรยาย
ว่าเธอไม่ได้กินข้าวเช้า
กาลังจะเป็นลมแล้ว แม่ค้าสงสารยื่นหมูปิ้งให้สองไม้แถมข้าวเหนียวอีกห่อ
ณ นาทีนั้น ต้อยสัญญากับตัวเองว่า ทันทีที่ภารกิจเสร็จ ได้กระเป๋าสตางค์ของตนคืน จะมาเหมา
หมูปิ้งหมดเลย
แต่พอถึงตอนเดินไปขอใช้โทรศัพท์มือถือ จากผู้ที่เดินผ่านไปมา สายตาที่มองต้อยหัวจรดเท้า
หรือท่าทีธุระไม่ใช่ของคนเหล่านี้
ต้อยสรุปว่า น้าใจแห้งแล้งกว่าแม่ค้าหมูปิ้งยิ่งนัก ต้อยบากหน้าขอยืมมือถือกว่าสิบราย
แต่สุดท้ายมีหญิงวัยกลางคนให้เธอยืมมือถือมาโทรฯ ได้สาเร็จ
ต้อยสัญญากับตัวเองเป็นคารบสองว่าต่อจากนี้ไป ใครมาขอยืมใช้โทรศัพท์มือถือ เธอจะเต็มใจ
ให้ใช้ โดยไม่เกี่ยงงอนใดๆเลย
นี่คือ คาสัญญาจากต้อย
Page 2
2
เอก พยายามทดสอบน้าใจผู้คน แต่ไม่มีใครเชื่อว่าชายครบสามสิบสอง ไม่พิกลพิการจะมีหน้า
มาแบมือขอเงิน เอกต้องทนหิว
ถึงบ่ายแก่ๆ ไปขอเงินจากนักศึกษาสาวที่มองเอกอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินจากไป
ราวสิบนาทีต่อมา เธอยื่นถุงจากร้านสะดวกซื้อให้เอกโดยไม่พูดสักคา เอกรับมาเปิดดู มี
เครื่องดื่มเย็นๆสองขวด
แซนวิช และธนบัตรหนึ่งร้อยบาทในถุงนั้น
เอกเล่าว่าอยากจะวิ่งไปขอบคุณนักศึกษาสาวผู้นั้น แต่เธอเดินลับหายไปในฝูงชน บุญคุณครั้ง
นี้เอกจะไม่ลืม
เงินร้อยบาทที่ได้มาเป็นเงินที่มีค่ากว่าเงินเดือนหลายหมื่นที่ฝ่ายการเงิน โอนเข้าบัญชีของเอก
ทุกเดือนซะอีก
เอกกาลังคิดว่า ตนจะตอบแทนสังคมที่มีผู้มีน้าใจได้อย่างไร
วิทยา เป็นวิทยากรกระบวนการหลักสูตรนี้ แต่ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีเงินและมือถือเช่นเดียวกัน
กับคนอื่น
วิทยาปล่อยวางและเล่น "เกม" นี้อย่างไม่กดดันตัวเอง แต่พยายามเข้าใจปฏิกิริยาของคนที่เขา
ไปขอเงิน
และพยายามเชื่อมโยงเหตุผลที่ทาให้บางคน " มีน้าใจ " กว่าคนอื่น
วิทยาได้รับความช่วยเหลือจากคนที่ใส่ใจรับฟัง หรือจ้องมองดวงตาของวิทยา
แต่ผู้คนที่เร่งรีบไม่มีเวลาแม้แต่หยุดฟัง มักเชิดหน้าผ่านไปพร้อมส่งสัญญาณอามหิต
แปลความได้ว่า...ชีวิตใคร ชีวิตมัน อย่ามายุ่งกับข้า…
ผู้เข้าร่วมทั้ง 20 คนมาถึงจุดนัดหมายด้วย " ตัวช่วย " ต่างกันแต่ทุกคนสรุปตรงกันว่า ต่อไปตน
จะทาหน้าที่เป็นผู้ให้อย่างเต็มใจเมื่อมีผู้ร้องขอ
เพราะถ้าเราไม่ให้ ไม่ช่วยคนในสังคมแล้ว สังคมที่เราอยู่ร่วมกันนี้ก็คงไม่มีการให้มีแต่ความ
เป็นตัวใคร ตัวมัน
หลักสูตรครึ่งวันนี้ได้ชี้ทางว่า เราควรใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร ?
(จาก หนังสือ สานพลัง สานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คอลัมน์ เล็กไปใหญ่ โดย
นายแพทย์ ชาตรี เจริญศิริ)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)