++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โครงการจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ ทุนชีวิตของอริยชน...ที่พ่อแม่ให้ลูกได้

โครงการจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์
ทุนชีวิตของอริยชน...ที่พ่อแม่ให้ลูกได้
* วัตถุประสงค์
๑. เพื่อส่งเสริมให้พ่อแม่ได้ศึกษา ปฏิบัติ และแบ่งปันประสบการณ์ การใช้พุทธวิธีในการครองชีวิตครอบครัวและให้กำเนิดชีวิตของลูกอย่างมีจิต ประภัสสร
๒. เพื่อสร้างวงศาคณาญาติให้พ่อแม่มีที่ปรึกษาระยะยาว ในการครองชีวิตครอบครัวและการให้กำเนิดชีวิตของลูกอย่างมีจิตประภัสสร

* กลุ่มเป้าหมาย
๑. พ่อแม่ที่เตรียมตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์ ไม่จำกัดอายุครรภ์ และตั้งใจมั่นที่จะลงทุนสร้างจิตประภัสสรให้ลูกในครรภ์ ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดทุกข์ แก่ตนเองและครอบครัว
๒. วงศาคณาญาติและผู้ทำงานเกี่ยวข้อง ที่ต้องการเรียนรู้เพื่อนำไปร่วมสร้างสังคม ที่ส่งเสริม การให้กำเนิดชีวิตด้วยจิตประภัสสร
........ .......... ...........
โครงการจิตประภัสสรฯ เป็นการนำธรรมะมารับใช้สังคม
โดยการส่งเสริมให้พ่อแม่และผู้ที่เกี่ยวข้องมีสัมมาทิษฐิหรือความคิดเห็นที่ ถูกต้องโดยธรรมในการครองชีวิตครอบครัวและการให้กำเนิดชีวิต
ด้วยการใช้ ๙ เดือนของการตั้งครรภ์เป็นการลงทุนสร้าง‘อริยทรัพย์’ คือจิตประภัสสร
เป็นทุนของชีวิตให้เด็กที่จะเกิดมา ได้เริ่มต้นอยู่บนหนทางของ‘อริยบุคคล’
ขณะที่ลูกอยู่ในครรภ์‘ครรภ์ของแม่ คือ โลกของลูก’
ลูกเรียนรู้โลกผ่านฮอร์โมนที่บ่งบอกอารมณ์ของแม่ในแต่ละวัน
‘แม่รู้สึกอย่างไร ลูกรู้สึกอย่างนั้น’
ดังนั้นการรักษาใจของแม่จึงเป็นการพัฒนาจิตทั้งแม่และลูกไปพร้อมกันตลอด ๙ เดือนที่ใช้ลมหายใจเดียวกัน
โดยมีพ่อและวงศาคณาญาติเป็นผู้เกื้อกูล ให้แม่สามารถรักษาภาวะของจิตประภัสสรได้อย่างต่อเนื่อง
พ่อแม่กำลังเป็นผู้สร้างโลกให้มีอริยะด้วยการสร้างลูก
เพราะเด็กที่มีพื้นจิตที่ดีจะมีโอกาสพัฒนาศักยภาพได้สูงสุดทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคมและปัญญา
ประกอบกับการที่พ่อแม่ได้เรียนรู้การจัดการอารมณ์และการสื่อสารในครอบครัวระหว่างตั้งครรภ์
จะทำให้พ่อแม่มีทักษะในการครองชีวิตครอบครัว และการเลี้ยงลูกอย่างมีสติและปัญญาตั้งแต่แรกเกิด
การเตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรม
มีวินัยในการเข้าร่วมดังนี้
๑) สมัครสมาชิกล่วงหน้า ส่งใบสมัครแล้วสามารถมาเข้าร่วมได้เลย และในการเข้าร่วมในครั้งต่อไป กรุณาแจ้งล่วงหน้าทางโทรศัพท์หรืออีเมล์อย่างน้อย ๕ วัน
๒) ไม่จำเป็นต้องมาทุกเดือนหรือมีคุณพ่อมาด้วย แต่ยิ่งมายิ่งดี และสามารถพาเด็ก ๆ เพื่อน หรือสมาชิกในครอบครัวมาด้วยได้
๓) เมื่อคลอดกรุณาแจ้งเพื่อนัดวันรับขวัญ
๔) แต่งกายลำลองแต่สุภาพ เหมาะสมกับกาละเทศะในสถานปฏิบัติธรรม หากนุ่งกางเกงจะสะดวกในการนั่งพื้น


………………………..

* วิถีชีวิตในวันจิตประภัสสร
๐๘.๐๐-๐๙.๐๐ น.ลงทะเบียน
๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น.วิเคราะห์ข่าวเด่นให้เป็นปัญญากับวิทยุสาวิกา 'คิดเป็น...ไม่เป็นทุกข์'
๑๐.๐๐-๑๐.๓๐ น. ภาวนากับบทเพลงแห่งสติ สนทนากับครอบครัวจิตประภัสสร
๑๐.๓๐-๑๑.๓๐ น. สนทนาธรรม’ปฎิจจสมุปบาท : การจัดการอารมณ์และการสื่อสารเพื่อสร้างครอบครัวจิตประภัสสร’
๑๑.๓๐-๑๓.๐๐ น. รับประทานอาหาร
๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น.นอนภาวนากับเสียงคริสตัลโบลว์ ,เดินเล่นอย่างมีสติ
๑๕.๐๐-๑๖.๐๐ น.สนทนาประสาวงศาคณาญาติด้วยพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต โดย วิทยากร
๑๖.๐๐-๑๖.๓๐ น.อาหารว่างสุขภาพ
๑๖.๓๐-๑๗.๐๐ น.ร่วมพิธีรับขวัญเด็กเกิดใหม่ ณ หอพระบรมสารีริกธาตุ
๑๗.๐๐-๑๘.๐๐ น.ฟังกันด้วยหัวใจในครอบครัวจิตประภัสสร (ให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม) ,สวดมนต์ อธิษฐานจิต ตามประทีป
๑๘.๐๐-๑๘.๓๐ น.ให้คำปรึกษาส่วนตัว (เฉพาะกรณีนัดหมายล่วงหน้า)

แนะนำกิจกรรม”จิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ ”
ณ เสถียรธรรมสถาน ทุกวันอาทิตย์ที่หนึ่งของเดือน
ครั้งต่อปีของปีนี้(๒๕๕๔) คือ ๗ ส.ค. ,๔ ก.ย. ,๒ ต.ค. ,๖ พ.ย. , ๔ ธ.ค.

http://www.sdsweb.org/sdsweb/

สอบถามรายละเอียดได้ทางเฟสบุ๊คของเสถียรธรรมสถาน
http://www.facebook.com/sdsface

เสถียรธรรมสถาน เลขที่ ๒๔/๕ หมู่ ๘ ซอยวัชรพล ถนนรามอินทรา
แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๓๐
โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697
โทรสาร 02-519-4633, 02-945-5935

Top 10 วิธี ทำให้สมองแจ่ม

อันดับที่ 10 นอนหลับอย่างเพียงพอ


ทำไม ละ? การอดหลับอดนอน มันมีผลต่อระบบต่างๆในร่างกายของเฮา โดยเฉพาะในส่วนของการรับรู้ ดังเช่น ความทรงจำ และ สมาธิ นอนไม่พอยังทำให้เกิดปรากฎการณ์ ที่เรียกว่า snowball effect แถมจะมีผลเรื้อรังอีกด้วยนะ!! ทำไง? เข้านอนให้ตรงเวลา ก่อนนอนก็อย่าแจ้นไปกินข้าว เล่นเกมส์ หรือ หาโน่นหานี่มาทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูหนาว พยายามเข้านอนแต่หัวค่ำ จะได้ตื่นขึ้นมารับรุ่งอรุณ ได้อย่างแจ่มใส เข้านอนแต่หัวค่ำจะช่วยให้คุณอารมณ์ดีและ กระปรี้กระเปร่าด้วยนะ เจ๋งไหมละ!!







อันดับที่ 9 ผ่อนคลาย ทำไมละ? ก็เพราะว่าความเครียดมีผลต่อด้านจิตใจ และลดประสิทธิภาพด้านความคิด ทำไง? พยายามทำอะไรที่เป็นการ relax เช่นการนั่งสมาธิ







อันดับที่ 8 ออกกำลังกาย ทำไม ละ? ออกกำลังกายที่เน้นการทำงานของหัวใจ จะทำให้่ช่วยให้ ระบบเผาผลาญพลังงานดีขึ้น และทำให้หัวใจไม่เสื่อมเร็วด้วย ทำไง? ไปออกกำลังกายไง เน้นการออกกำลังกายที่เน้นการทำงานของหัวใจ และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ







อันดับที่ 7 กินเยอะๆ พวกผักสีเขียว ทำไม ละ? ผักสีเขียวหนะมีวิตามินสูง ทั้งยังมีแอนตี้ออกซิเด้นที่จะช่วยป้องกัน ความจำเสื่อม เช่น vitamin E,C,B มีอยู่เยอะในผักสีเขียว ดังนั้นกินเข้าไปโลด ดีทั้งนั้น ทำไง? กินผักผลไม้ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ ลองทำอาหารบำรุงสมองเช่นสลัดดูก็ได้








อันดับที่ 6 เข้าเรียน!!
ทำไม ละ? ก็ความรู้คือพลังไงละ เคยได้ยินบ่? ทำไงดี? พยายามหาความรู้เข้าสมองให้เยอะๆ มีเรียนก็เข้าเรียน หุๆ แค่เพียงการ เทคคอร์สสักคอร์ส เพียงคอร์สเดียว ก็จะช่วยให้คุณได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นแล้วแหล่ะ รู้มาก เก่งมาก ไม่ยาก ใช่ไหม....



อันดับที่ 5 เล่นเกมส์พัฒนาสมอง ทำไม? เกมส์ด้านตรรกะ จะช่วยให้คุณได้ใช้งานสมอง ด้านซ้าย ช่วยพัฒนากระบวนการคิดอย่างมีเหตุมีผล และทำให้กระบวนการคิดด้านตรรกะดีขึ้น ทำไง? เดี๋ยวนี้มีเกมส์แนวนี้เยอะแยะ เช่นเกมส์อักษรไขว้ โซดูกุ หาซื้อสักเล่มก็ได้ หรือจะเล่นวีดีโอเกมส์ หรือเกมส์คอมฯ ที่มันเอาไว้ "พัฒนาสมอง" หรือไม่ก็หาเล่นเกมส์แนวนี้ออนไลน์ ก็ได้







อันดับที่ 4 อ่านมากเก่งมาก ทำไม? คงไม่มีใครจะปฎิเสธนะครับว่าการอ่านมีประโยชน์แค่ไหน เดี๋ยวนี้นิยายหลายเรื่อง ก็มีในรูปแบบดิจิตอล หรือหาอ่าน แบบออนไลน์ก็ได้ ทำไง? เลือกหนังสือมาสักเล่ม แล้วเริ่มอ่าน อ่านปกมันดูก่อนก็ได้ แล้วลองหาดูว่า เล่มไหนที่เราอยากอ่าน หาเจอแล้วก็อ่านมันเสีย







อันดับที่ 3 หางานอดิเรกที่สร้างสรรค์ทำ ทำไม? งานด้าน Creative จะพัฒนาสมองด้านขวา ในขณะที่ สมองด้านซ้ายจะเกี่ยวกับด้านความคิด ตรรกะต่างๆ พยายามใช้สมองทั้งสองด้าน แล้วสมองของคุณจะแจ่ม!! ทำไง? ใช้เวลาสักชั่วโมง เพื่อทำงานอดิเรกที่ creative เช่น วาดรูป แกะสลัก ถ่ายภาพ หรือแม้แต่ทำอาหาร ถ้าคุณไม่รู้จะทำไรดี ก็ลองหาไรทำเป็นกลุ่มดูสิ








อันดับที่ 2 เลิกบุหรี่!
ทำไม? นอกจากการสูบบุหรี่จะทำร้ายคนอื่นแล้ว ควันบุหรี่นี่แหละทีเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณ ดูแก่ขึ้น และลดความสามารถในการจดจำ ทำไง? การเลิกบุหรี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก แต่มันก็ ทำได้นะครับ มีวิธีแนะนำหลายๆอย่างเลยเกี่ยวกับ การเลิกบุหรี่ ลด ละ เลิก ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ได้ผลดีทีเดียว



อันดับที่ 1 เล่นเกมส์แนววางแผน
ทำไม? การเล่นเกมส์ที่เกี่ยวกับการวางแผนจะช่วยให้คุณเพิ่ม ทักษะการคิดด้านการวางแผนและทำให้คุณรู้จัก วิธีแก้ปัญหาที่คล้ายๆกันได้ หากเจอปัญหาในชีวิตจริง ทำไง? เกมส์แนวนี้มีเยอะ ทั้งเกมส์กระดาน เช่น หมากรุก หรือวีดีโอเกมส์ ก็มีแนวนี้เยอะจะตาย เลือกสักเกมส์ที่คุณอยากเล่นดู หวังว่าบทความเหล่านี้จะช่วยให้คุณได้รู้วิธีทำ

ฆ่าความโกรธ"

การเป็นเทพการช่วยเหลือของพระอินทร์นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องช่วยเหลือทุกเรื่องเสมอไป เช่น ในคราวที่สุวีวรเทวบุตรขอพรกับพระอินทร์ ว่าขอให้ตนได้เป็น "ผู้ที่เกียจคร้าน ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่ทำกิจที่ควรทำ แต่ก็ได้รับความสำเร็จทุกอย่างตามที่ปรารถนา"
พระ อินทร์ทรงตรัสเพื่อให้คิดว่า "คนเกียจคร้านบรรลุถึงความสุขอย่างยิ่งในที่ใด ก็ให้ท่านจงไปในที่นั้นเอง และช่วยบอกให้ข้าพเจ้าได้ไปในที่นั้นด้วย"
แต่กระนั้น สุวีรเทวบุตรก็ยังขอพรว่า "ขอพระองค์ได้โปรด ประทานพรความสุขชนิดที่ไม่มีทุกข์โศก โดยไม่ต้องทำอะไรเลย"
พระอินทร์จึงตรัสว่า "ถ้าจะมีใครดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ต้อง ทำอะไรในทิศทางไหน นั่นเป็นทางนิพพานแน่ ให้ท่านจงไปและช่วยบอกข้าพเจ้าให้ไปด้วย"
นอกจาก นี้พระองค์ยังเป็นเทพแห่งขันติธรรมอีกด้วย เพราะเมื่อครั้งในสงครามคราวหนึ่งฝ่ายเทวดาชนะอสูร ท้าวเวปจิตติอสุรินทร์ถูกจับได้และถูกพันธนาการมายังสุธัมมสภา ขณะที่เข้าและออกจากสภา ก็ได้บริภาษด่าพระอินทร์ด้วยถ้อยคำหยาบช้าต่างๆ แต่พระอินทร์ก็ไม่ได้โกรธแม้แต่น้อย

พระมาตลีเทพสารถีจึงทูลถามพระอินทร์ว่า "ทรงอดกลั้น ได้เพราะกลัว หรือว่าเพราะอ่อนแอ" พระอินทร์ตรัสตอบว่า "เราทนได้ไม่ใช่เพราะกลัว ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่วิญญูชนเช่นเรา จะตอบโต้กับพาลได้อย่างไร" พระมาตลีแย้งว่า "พาลจะกำเริบถ้าไม่กำหราบเสีย เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาพึงกำหราบเสียด้วย อาชญาอย่างแรง"
พระอินทร์ "เมื่อรู้ว่าเขาโกรธแล้วมีสติสงบลงได้ นี่แหละเป็นวิธีกำหราบพาล พระมาตลีก็ยังแย้งว่า "ความอดกลั้นดังนั้นมีโทษ พาลจะเข้าใจว่าผู้นี้อดกลั้นเพราะกลัว ก็จะยิ่งข่ม เหมือนโคยิ่งหนีก็ยิ่งไล่"
"พาลจะคิดอย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของตนสำคัญยิ่ง และไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่าขันติ ผู้ที่มีกำลัง อดกลั้นต่อผู้ที่อ่อนแอ เรียกว่าขันติอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่อ่อนแอ ต้องอดทนอยู่เองเสมอไป ผู้ที่มีกำลังและใช้กำลังอย่างพาล ไม่เรียกว่า มีกำลัง ส่วนผู้ที่มีกำลังและมีธรรมะคุ้มครอง ย่อมไม่โกรธตอบ
“ผู้โกรธตอบผู้โกรธ หยาบมากกว่าผู้โกรธทีแรก ส่วนผู้ที่ไม่โกรธตอบ ผู้โกรธชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ผู้ที่รู้ว่าเขาโกรธ แต่มีสติสงบได้ ชื่อว่าประพฤติประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น แต่ผู้ที่ไม่ฉลาด ไม่รู้ธรรมก็ย่อมจะเห็นผู้ที่รักษาประโยชน์ตน และผู้อื่นทั้งสองฝ่ายดังกล่าว ว่าเป็นคนโง่เสีย"คำอธิบายของพระอินทร์ ที่ทำให้มาตลีต้องยอมรับ
ธรรมมะคำ สอนของพระอินทร์ที่ทรงสั่งสอนและอบรมเทวดาบนสรวงสวรรค์นั้น เป็นเพราะพระอินทร์ ได้รับคำแนะจากพระพุทธเจ้า เพราะตามความเชื่อทางพุทธศาสนานั้น พระอินทร์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอยู่หลายเรื่อง
โดยครั้ง หนึ่งพระอินทร์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า "ฆ่าอะไรได้อยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรได้ไม่โศก" พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า "ฆ่าความโกรธ" ซึ่งหลังจากที่สนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้า ผ่านไประยะหนึ่งได้มียักษ์ตนหนึ่งผิวพรรณเศร้าหมอง รูปร่างน่าเกลียด ขึ้นไปนั่งบนอาสนะของพระอินทร์ พวกเทพชั้นดาวดึงส์ จึงพากันโพนทนาติเตียน แต่ยิ่งโพนทนาติเตียน ยักษ์นั้นก็ยิ่งงามยิ่งผ่องใส จนพวกเทพพากันประหลาดใจว่า น่าจะเป็นยักษ์กินโกรธ
ปาฎิหารย์มหาเทพ ปริศนาธรรม พระอินทร์ที่วัป่าห้วยลาด
หน้าที่

เมื่อพระอินทร์ทรงทราบความนั้นแล้วจึงได้เสด็จเข้าไป ทำผ้าเฉวียงพระอังสะข้างซ้าย คุกเข่าขวาลง และประคองอัญชลีเหนือพระเศียร ประกาศพระนามของพระองค์ขึ้น 3 ครั้งว่า พระองค์คือ ท้าวสักกะจอมเทพ ยักษ์นั้นกลับมีผิวพรรณเศร้าหมอง รูปร่างน่าเกลียดยิ่งขึ้นจนหายไปในที่นั้น จากนั้นพระองค์ขึ้นประทับบนอาสนะของพระองค์ แล้วตรัสอบรมพวกเทพ และตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงโกรธมาช้านาน ความโกรธไม่ตั้งติดในพระองค์ แม้จะโกรธชั่ววูบเดียวก็ไม่กล่าวผรุสวาจา ทรงข่มตนได้

คราวหนึ่งพระองค์ทรงอบรมเทพทั้งหลายว่า อย่าปล่อยให้มีอำนาจเหนือความโกรธ อย่าจืดจางในมิตร อย่าตำหนิผู้ไม่ควรตำหนิ อย่ากล่าวส่อเสียด อย่าให้ความโกรธเข้าครอบงำ อย่าโกรธตอบผู้โกรธ ความไม่โกรธและความไม่เบียดเบียนมีอยู่ในพระอริยะทั้งหลายทุกเมื่อ ความโกรธทับบดคนบาปเหมือนภูเขา

โอวาทของพระอรหันต์จี้กง

โอวาทของพระอรหันต์จี้กง
ประวัติ
นามเดิมของท่าน คือ ซิวอ้วง แซ่ลี้ เป็นชาวเมืองเทียนไถ เกิดในสมัยราชวงศ์ซ้อง ท่าน
ได้บวชอยู่ที่วัดเล่งอุ้ง ตาบลไซโอ้ว เมืองหางโจว ประเทศจีน และ ใช้นามทางศาสนาว่า เต้าจี้
ท่านโปรดสัตว์โลกโดยวิธีพิสดาร จนชาวบ้านขนานพระนามว่า "พระสติเฟื่อง" (จี้เตียง)
ท่านเป็นองค์อวตารของพระอรหันต์ ได้บรรลุธรรมสามประการ ที่สาคัญได้แก่ "สรรพสิ่ง
เกิดจากจิต" ท่านยึดมั่นแต่ พุทธจิต ไม่คานึงถึงสิ่งภายนอก ดั่งคากล่าวว่า "รักษาศีลทางจิต
ไม่ถือศีลทางปาก ปฏิบัติตนตามสบาย"
(หมายความว่า พระภิกษุในประเทศจีน ต้องฉันเจ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ท่านไม่เคร่งครัดกับ
การฉันอาหาร สุดแท้แต่โอกาส)
ที่ท่านประพฤติเช่นนี้ เพราะว่าพระภิกษุในสมัยนั้นได้แต่ถือศีลปาก คือ ฉันเจ แต่ไม่
รักษาศีลทางใจ เพื่อเป็นการสอนธรรมะ โดยใช้วิธีรุนแรง เหมือนเอาไม้กระบองตีให้เจ็บจนรู้สึก
ท่านพยายามทาให้ภิกษุสมัยนั้น ให้ตื่นจากผู้ติดอยู่ในพิธีกรรม ให้มาพิจารณาทางวิปัสสนาธุระ
Page 2
2
ท่านมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง โปรดช่วยมวลมนุษย์มากมาย โดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ เพื่อ
ช่วยให้ชาวบ้านพ้นทุกข์พ้นภัย และยังช่วยสั่งสอนพวกที่ดูภายนอกเหมือนผู้มีบุญแต่ใจบาป
กลั่นแกล้งจนคนเหล่านั้นรู้สึกสานึกตัว
ต่อกับผู้ที่โหดร้ายทารุณ จะถูกตอบโต้จนไม่สามารถจะอยู่ต่อไปได้ทาให้ประชาชนอยู่
อย่างสงบสุข ดังนั้น ประชาชนทุกผู้ทุกนาม จึงสรรเสริญว่าเป็น พระศักดิ์สิทธิ์ เหมือนพระพุทธ
ที่ยังมีชีวิต ซึ่งไม่ใช่สิ่งธรรมดาสามัญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ
พระอรหันต์จี้กง เคยอยู่วัด "เจ็งชื้อ" ต่อมาวัดนี้ถูกไฟไหม้จาเป็นต้องได้รับการปลูก
สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งต้องการได้ไม้จากเขา "เงี้ยมเล้ง" ท่านแสดงอิทธปาฏิหาริย์ โดยใช้จีวรกาง
ออกไป ฉับพลันนั้น จีวรก็ปกคลุมเขาเงี้ยมเล้งทั้งหมด ไม้จากภูเขาถูกถอนขึ้นมาหมด แล้วถูกนา
ลงแม่น้า ล่องมาสู่เมืองหางโจว
เสร็จแล้วท่านก็มาบอกชาวบ้านว่า ไม้ที่จะใช้ก่อสร้างนั้น บัดนี้อยู่ในบ่อธูป (บ่อธูปนี้ เป็น
บ่อที่ขุดขึ้น ใช้สาหรับเทขี้ธูปและก้านธูป) ทั้งพระและชาวบ้าน ต่างไปดูที่บ่อธูป ก็ปรากฏว่าเป็น
เช่นนั้นจริง สิ่งที่เล่าต่อ ๆ กันมานี้ ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่อีกมากมาย
พระอรหันต์จี้กงได้ละสังขารขณะเจริญภาวนาในท่านั่งสมาธิ ในรัชสมัยพระจักรพรรดิ์
"เกียเตีย" อัฐิของท่านถูกบรรจุไว้ในเจดีย์ "เสือผ่าน" ก่อนที่ท่านจะละสังขาร ท่านได้ให้ปริศนา
ธรรมไว้ว่า "หกสิบปีที่ผ่าน กาแพงตะวันออกล้มตีกาแพงตะวันตก รวบรวมจนบัดนี้ ยังคงเฉก
เช่นเดิม ท้องน้ายังจดขอบฟ้าเช่นเคย"
หลังจากท่านละสังขารแล้วไม่นาน ก็มีพระภิกขุรูปหนึ่งได้พบ พระอรหันต์ จี้กง นั่งอยู่ใต้
เจดีย์ ชื่อ "หลักฮั้ว" และยังให้หนังสือ ซึ่งมีบทกวีบทหนึ่งว่า "หวนราลึกอดีต ศรยิงมาเบื้องหน้า
ถึงบัดนี้ หนาวเหน็บกระดูกเยือกเย็นทุกขุมขน ไร้ผู้คนรู้จัก วิ่งเล่นบนราวฟ้าหนึ่งครา" ซึ่งบอก
เป็นนัยว่าท่านจะลงมาสู่แดนมนุษย์อีกครั้ง เป็นพระประสงค์ของมหาโพธิสัตว์
ตลอดชีวิตของท่านได้ช่วยเหลืออบรมสั่งสอนประชาชน โดยวิธีการเสแสร้งและปริศนา
ธรรมต่าง ๆ กันไป กายท่านเป็นพระภิกษุ และ มีจิตที่เป็นมหาโพธิสัตว์ ท่านมีแต่จีวรขาด ๆ
รองเท้าขาด ๆ คู่หนึ่ง โดยไม่สนใจว่า มันจะเปื้อนโคลนหรือไม่
มือถือพัดเล่มหนึ่ง ไม่กลัวทั้งที่ต่าและที่สูง แม้ศีรษะจะโล้นเลี่ยน ไม่ครั่นลม ไม่คร้ามฝน
ร้อนหนาวไม่รู้สึก ไม่ต้องมีย่าม ไม่ต้องบิณฑบาตเพราะไม่หิวไม่กระหาย ไม่ต้องแต่งกายเพราะ
ศีรษะไร้ผม พบใครเอาแต่ยิ้มเพื่อจะได้แผ่บุญ ไม่หนีสังคมค้นหาเสี่ยงทุกข์เพื่อจะได้ช่วยเหลือ
ชาวบ้านนับถือทุกครัวเรือนมีแต่พระอรหันต์ หลักการของท่าน พระภิกษุทั่วไปไม่ชอบ
เนื่องจากความไม่สารวมของท่าน ทาให้พระภิกษุที่มีความรู้รู้สึกเสียหน้าไม่สบายใจ ดังนั้น
พระภิกษุผู้ใหญ๋ จึงไม่กล่าวขานถึง ไม่พูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน
สืบเนื่องจาก พระอรหันต์จี้กง มีเมตตาจิตไม่ถือสา การปรากฏตนของท่าน เอาแน่นอน
ไม่ได้กิริยาวาจาล้วนเป็นปริศนาธรรม ซึ่งทาให้ธรรมะของท่าน เป็นที่กล่าวขาน จนได้รับการยก
ย่องว่า เป็นอาจารย์ทางพระกัมมัฏฐาน แม้ว่าท่านละสังขารจากโลกไปแล้วก็ตาม แต่ธรรมะของ
ท่าน ยังมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์เสมอมา ดังนั้น จึงได้สมัญญาว่า เป็นพระพุทธที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็
เนื่องด้วยเหตุฉะนี้
ชาวโลกนับว่าโชคดี ดั่งอาบน้าฝนอันศักดิ์สิทธิ์ ออกจากทางมารโดยตลอด สาธุ
บทสรรเสริญพระอรหันต์จี้กง
เริ่มแรกต้องตีหัว เพื่อปลุกตัวตื่นจากหลง
ยิ้มยื่นดอกไม้ดง ยังคงเป็นปริศนาธรรม
ชีวิตคือละคร สะท้อนได้เหมือนจริงจัง
สรรพสิ่งสู่จิตตัง ท่องสวรรค์แลยมบาล
*******
Page 3
3
โอวาทของพระอรหันต์จี้กง
อ่านแล้วเก็บรักษา บุญรักษาเนืองนอง
รู้แล้วบอกกันทั่ว บุญกุศลเรืองรอง
1. ชีวิตย่อมเป็นไปตามวิถีแห่งกรรมที่ลิขิต (ละชั่วทาดี) วอนขออะไร
2. วันนี้ไม่รู้เหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้
กลุ้มเรื่องอะไร
3.ไม่เคารพพ่อแม่แต่เคารพพระพุทธองค์
เคารพท าไม
4. พี่น้องคือผู้ที่เกิดตามกันมา
ทะเลาะกันท าไม
5. ลูกหลานทุกคนล้วนมีบุญตามลิขิต
ห่วงใยทาไม
6. ชีวิตย่อมมีโอกาสประสบความสาเร็จได้
ร้อนใจท าไม
7. ชีวิตใช่จะพบเห็นรอยยิ้มกันได้ง่าย
ทุกข์ใจทาไม
8. ผ้าขาดปะแล้วกันหนาวได้
อวดโก้ท าไม
9. อาหารผ่านลิ้นแล้วกลายเป็นอะไร
อร่อยไปใย
10. ตายแล้วบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้
ขี้เหนียวทาไม
11. ที่ดินคือสิ่งที่สืบทอดแก่คนรุ่นหลัง
โกงกันท าไม
12. โอกาสจะได้กลายเป็นเสีย
โลภมากท าไม
13. สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือศีรษะเพียง 3 ฟุต
ข่มเหงกันท าไม
14. ลาภยศเหมือนดอกไม้ที่บานอยู่ไม่นาน
หยิ่งผยองท าไม
15. ทุกคนย่อมมีลาภยศตามวาสนาที่ลิขิต
อิจฉากันท าไม
16. ชีวิตลาเค็ญเพราะชาติก่อนไม่บาเพ็ญ
แค้นใจท าไม (บ าเพ็ญไวๆ)
17. นักเล่นการพนันล้วนตกต่ า
เล่นการพนันทาไม
18. ครองเรือนด้วยการประหยัดดีกว่าไปพึ่งผู้อื่น
สุรุ่ยสุร่ายทาไม
19. จองเวรจองกรรมเมื่อไหร่จะจบสิ้น
อาฆาตท าไม
20. ชีวิตเหมือนเกมหมากรุก
คิดลึกท าไม
21. ฉลาดมากเกินจึงเสียรู้
รู้มากทาไม
22. พูดเท็จทอนบุญจนบุญหมด
โกหกทาไม
23. ดีชั่วย่อมรู้กันในที่สุด
โต้เถียงท าไม
24. ใครจะป้องกันมิให้เกิดเรื่องได้ตลอด
หัวเราะเยาะกันท าไม
25. ฮวงซุ้ยดีอยู่ในจิตไม่ใช่อยู่ที่ภูเขา
แสวงหาท าไม
26. ข่มเหงผู้อื่นคือทุกข์ รู้ให้อภัยคือบุญ
ถามโหรเรื่องอะไร
27. ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย
วุ่นวายทาไม

ชีวิตนี้มีแตสุข - เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน

เฉลิมชัย
เฉลิมชัย
โฆษิตพิพัฒน
โฆษิตพิพัฒน
“
ชีวิตนี้มีแตสุข
ชีวิตนี้มีแตสุข”
ในยุคนี้นอยคนนักที่จะไมรูจักเฉลิมชัย โฆษิต
พิพัฒน ศิลปนผูยิ่งใหญ เจาของตํานานพูดไปดาไป
อันลือลั่น การที่คนคนหนึ่งซึ่งดูดุดัน กาวราว จะ
สามารถบรรจงสรางงานศิลปะที่ออนชอย งดงามราว
เนรมิตไดนั้น มีความพิเศษที่ไมเหมือนใคร เรามารูจัก
ตัวตนของเขาใหลึกซึ้งกวาที่เคยกันดีกวา
ขอเริ่มดวยความสําเร็จของอาจารยในวันนี้วามีที่มา
อยางไร
มีธรรมะและสติเปนธงชัยนําชีวิต รูตลอดเวลาวาเรา
กําลังทําอะไร ไมหวังจะกอบโกย รักในสิ่งที่ทํา มุงมั่นตั้งใจ
จริง ธรรมะสอนใหมีเปาหมาย ทําใหเราสามารถดํารงชีวิต
Page 2
รวมกับผูอื่นในโลกนี้อยางปราศจากทุกข เมื่อปราศจากทุกข
แลว เราจะมีความเมตตาตอเพื่อนมนุษย รูจักใหเกียรติผูอื่น
ทําใหเจริญกาวหนา ทําอะไรก็สําเร็จ
ทราบมาวาที่วัดนี้มีพนักงานเปนรอย แตไมมีปญหาใน
การทํางาน อาจารยมีหลักในการบริหารจัดการ
อยางไร
งาย! ใจตองเปนธรรมะมากที่สุด ใจตองไมมุงหวังให
เปนของกู ไมเอาเปรียบผูอื่น วัดนี้ไมเคยมีปญหา ไมมีใคร
ยายไปทํางานที่อื่น ไมมีใครทอดทิ้งเรา ทุกคนอยูกันดี ทุก
คนตองอิ่ม ครอบครัวเขาตองมีความสุข สวัสดิการเขาตองดี
ชีวิตครอบครัวเขาตองดี ใจที่เปนเมตตานั่นคือการบริหารที่ดี
ที่สุด
สวัสดิการมีอะไรบาง
ใหทุกอยาง ใหโบนัสเหมือนที่อื่น มีเงินใหยืมฟรีใน
กรณีฉุกเฉิน ที่นี่เราประชุมกันทุกเดือน หลังจากประชุมเสร็จ
ก็จะถามถึงปญหาครอบครัว ใครมีปญหาบอกมา ลูกเรียน
หนังสือฟรี รักษาพยาบาลฟรี อยูดีกินดี ไมตองเสียคาน้ําคา
ไฟ รักษาโรคทุกอยาง ตายเผาให ที่นี่เลี้ยงจนตายไมมี
เกษียณอายุ แกลงก็กวาดใบไมไป นี่ตายมา 3 คนแลว เราก็
เผาให ไมใชแคลูกศิษยเรา ชาวบานเราก็ทําให ฟรีหมด รถ
ขนศพ อาสนะ ไมตองเสียเงินสักบาท ไมวาใครตาย ไมวา
ยากดีมีจน เราจายให ศพละประมาณสองพันบาท อีกหนอย
เมรุเสร็จ คนงานก็เผาที่นี่เลย เผาฟรี
อาจารยกําหนดเงินเดือน เงินโบนัสอยางไร
พนักงานเขากําหนดของเขาเอง ประชุมกันเอง เรา
สอนเขาในเรื่องคุณธรรม ไมเห็นแกได ไมเห็นแกตัว สอน
มัชฌิมาปฏิปทา สอนธรรมะทุกอาทิตย สอนมาเปนสิบๆ ป
Page 3
ตั้งแตมันเปนคนชั่ว กระทั่งเปนคนดี ขี้เหลาเมายา สําสอน
เลว กลายเปนคนดีหมด เปนคนชอบเลี้ยงคนเลวใหเปนคนดี
ที่นี่พนักงานจะมีอํานาจในการตัดสินใจ ไมวาจะเปน
การขึ้นเงินเดือนหรืออะไร หัวหนาฝายรวม 13 ฝาย เราสอน
เขาเรื่องประชาธิปไตย การบริหารวัด สอนหมด ผูจัดการ
ควรทําอะไร ผูชวยผูจัดการทําอะไร เลขาฯทําอะไร หัวหนา
ฝายทําอะไร คนลางหองสวม คนสวน สอนเองหมด แลวทํา
ใหดูดวย ฝายประชาสัมพันธนี่สอนตั้งแตพูดไมโครโฟน เริ่ม
จากจดใหแลวบอก “มึงมานั่งขางกู กูพูดใหมึงฟง แลวมึง
พูดตาม สอนๆๆ จนเดี๋ยวนี้มันเกงชิ_หาย ทุกอยางสอนตัว
ตอตัว จบป.6-ป.4 ก็พอ ไมตองเรียนจบสถาบันไหน มึงมา
เรียนกับกู”
วิธีสอนตองสอนดวยความเมตตา สอนดวยการทําเปน
ตัวอยาง ไมไดสั่งอยางเดียว เราทําทุกอยางในวัดนี้ เช็ดถู
พื้น กวาดขยะ กวาดใบไม ทําจนพวกมันเกรงใจ เมื่อกอน
ตองใสหมวกเดินแทงขยะทั่ววัด ไมพูดสักคํา แทงขยะ แทง
ใบไมคนเดียว จนเดี๋ยวนี้ลูกศิษยเห็นใบไมหลนอยูใบเดียวก็
เก็บ เห็นเราจับไมกวาดมันวิ่งมาแยง ไมเคยตองถือไมกวาด
เลยตอนนี้หาอะไรเก็บไมไดเลย
เลิกงานแลวพายุมา มันวิ่งกันมาหมดเลย มาจากบาน
มาเก็บเต็นท เก็บของ กวาดใบไมที่ปลิว ถาฝนตกกลางคืน
ตีหามาดูเลย ออกมายี่สิบสามสิบคน มากวาดใบไมหมด
ภายในพริบตา นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญที่สุดในการบริหารจัดการ
คน บริหารจนความรูสึกในใจเขาเหมือนเรา มีความรักวัด
เหมือนกัน มีความรับผิดชอบเหมือนกัน มีความปรารถนาให
ความงดงามแกประชาชนเหมือนกัน
สอนมันวา “บุญของมึงอยูใกลกวาคนอื่น มึงเก็บใบไม
ใบหนึ่ง มึงเก็บขยะชิ้นหนึ่ง มึงดูแลวัดดวยความเปนหวงเปน
ใยก็เปนบุญของมึง มึงบริการประชาชนที่มาก็บุญของมึง
มนุษยคนอื่นสูมึงไมไดเพราะตองแสวงหาบุญ แตบุญของ
พวกมึงอยูใกลมึงตลอดเวลา”
Page 4
เงินเดือนคือสัมภาระของชีวิต แตบุญคือสัมภาระของ
จิตวิญญาณ ตองแสวงหาเอง
แลวภายในครอบครัวของอาจารยมีหลักในการจัดสรร
เงินอยางไร
สิ่งที่สําคัญที่สุดคืออยาเปนหนี้ หาไดเทาไรก็ใชแบบ
พอเพียง รูจักแบงสันปนสวน จะตองมีเงินเหลือติดกระเปา
ทุกครั้ง อยาใชจนหมดตูด เวลายากจนเนี่ย หาเงินไมได
จริงๆ ก็อด ไมกิน บางครั้ง ก็กินขาวกับน้ําปลา พอมีเงินตอง
มีเก็บและตองไมเปนหนี้ เมื่อกอน ประกวดผลงานไดเงิน
รางวัลมาหมื่นหา แทนที่จะเอามาเลี้ยงกัน นี่ไมเอา ไมเลี้ยง
ใคร เลี้ยงเพื่อนสนิทจริงๆ สองสามคน อยางเกง เลี้ยงขาว
สองสามรอยบาท ประเภทเลี้ยงเหลาเมาหัวราน้ําหมดไปหา
พัน อยาฝน ไมทํา เพราะวันขางหนาไมรูวาจะมีหรือเปลา
ตอนยากจน โคตรระวังในการใชเงิน จะใชเงินแบบวัน
ขางหนาอาจจะอด พอรวยแลวก็ยังเปนอยางนั้น จนกระทั่งรู
วาวันขางหนาไมอดแลว ไมจําเปนตองระวังแลว ก็สุรุยสุราย
ขึ้นมาบาง แตก็ยังเก็บเงิน ตอใหเที่ยวสําสอนขนาดไหนก็มี
เงินเก็บ ถาเราตาย เมียจะดูแลทุกอยางหมด ไมเคยเก็บเงิน
ใชสวนตัวแมแตบาทเดียว มีชีวิตที่เรียบงายที่สุด กินขาววัด
กินพรอมลูกศิษย มันเคาะระฆังก็ไปกินกับมัน ไมใชเงิน
ดูแลครอบครัวกอน จากนั้นทําบุญสรางวัดหมดเลย
อาจารยมีวิธีสอนลูกอยางไร
กับลูกสอนประจําวา “จงมีความสุข” ไมมีคําสอนอะไร
ที่มากกวานี้ ทุกอยางเปนไปตามกรรม ใหเขาทําทุกอยางที่
เขามีความสุข แตไมตองเบียดเบียนใคร
ทุกวันนี้สังคมไทยชอบพอกพูนกิเลสใหแกลูก เด็กถูก
พอแม ถูกสังคมยัดกิเลสใหไมรูจักพอ อยากได อยากดี
อยากเดน อยากทุกอยาง แตเราหยิบยื่นความสุขใหแกลูก
บอกเขาวาไมตองเครงเครียดในการเรียนมาก ไมเคี่ยวเข็ญ
Page 5
ลูก ไมจําเปนตองไดที่หนึ่ง แตจงเรียนอยางมีความสุข ให
ผาน ใหรอดพอ ขางหนาจะเปนยังไงลูกไมตองใฝฝน ไม
ตองอยากเปนหมอ ไมตองอยากเปนอะไรที่คนอื่นเขาอยาก
เปน ลูกจงถามใจของตัวเองวาลูกปรารถนาอะไรที่เปน
ความสุข แลวจงทําสิ่งนั้น ลูกไมตองไปสนใจวาอาชีพอะไร
ที่ทําใหลูกร่ํารวย อยานึกถึงความร่ํารวย จงนึกถึงความสุข
ในใจของตัวเอง แลวจงทํามัน ไดเงินนอยไมเปนไร แต
ความสุขมีคามากกวา
จงแสวงหาเงินเพื่อเลี้ยงชีวิตใหมีความสุข แต
ไมใชแสวงหาความร่ํารวยแลวทุกข
เสียชาติเกิด
แลวสอนใหเขารูจักความทุกขดวยหรือเปลา
แนนอน เมื่อเขามีความสุขแลวเราก็จะพูดถึงความทุกข
ทันที จะบอกเขาวา ขณะนี้ลูกมีความสุข แตลูกจะตองมี
ความทุกขตามมา เปนตนวา ทุกขเมื่อเสียของรัก ถูกเพื่อน
ขโมยของ หรือโตขึ้นมามีแฟนแลวแฟนทิ้ง เมื่อลูกมี
ความสุข จะพูดถึงความทุกขใหฟงดวย ไปงานศพตองพูด
ใครตายตองพูด เพื่อใหเห็นการพลัดพราก ยิ่งเพื่อนตายยิ่ง
ดีเลย เขาจะไดรูจักวา ดีเลว สุขทุกข คูกันเสมอ
แลวตัวอาจารยเอง สมัยวัยรุนเปนอยางไร
เราก็บาบอคอแตกของเราไป กินเหลาเมายา เที่ยวสํา
สอน แตโชคดีที่มีธรรมะมาตั้งแตเกิด เพียงแตมนุษยตอง
เปนไปตามวัย แตวาเรารูตัวตลอด เราบอกตัวเองวา
ตองการรูถึงความเลวเพื่อปลอยวางในอนาคต
Page 6
อาจารยเคยลองเสพยาไหม
ลองทุกอยาง กัญชา ยากลอมประสาท อยากรูวามัน
เปนยังไง แตไมติด เพราะตองการศึกษา ตองการเรียนรู
ไมไดหลงใหลไปกับมัน แตเด็กที่ออนแอ ไมมีธรรมะนั้น
อยาแตะตองสิ่งเหลานี้ เพราะมันไมมีเปาหมายอยางเรา วา
วันหนึ่งขางหนากูตองเปนคนดีคนที่ออนแอ พอเสพก็ติด
หลงใหลไปเลย แตเรารูจักเบรก มีสติ
รูสึกวาตัวเองมีธรรมะตั้งแตเมื่อไร
ตอนแรกไมรูหรอกวาเรามีธรรมะ แตวามันถูกสติเบรก
ตลอดเวลา เชนเมื่อวันที่เมาที่สุด กลับมาบานตอนตีสามตีสี่
นาจะมีความสุขกับสิ่งที่เสพมาทั้งหมด กินเหลา มีผูหญิง
สวยๆ คิดดูสิ มันนาจะมีความสุขใชไหม กลับมาบานแฮง
เมาชิ_หาย นอนเอนหลังอยูบนเตียง จิตมันถามเลยวา “
ไอ
เหลิม มึงสุขเหรอ มึงสุขจริงเหรอวะ
” เมื่อมีคําถาม เราถึงมี
ความรูสึกวา “
กูไมไดสุข กูเปนทุกข หนึ่ง กูปวดหัว สอง
พรุงนี้กูตองมีปญหากับผูหญิงแน ตองมีเรื่องวุนวายกับสิ่งที่
กูกระทําเมื่อคืนนี้ กูไมไดสุขเลย กูหลอกลวงตัวกูเอง
” การ
ตอบตัวเองนําไปสูการเรียนธรรมะ เริ่มจากการอานงานเขียน
ของอาจารยพุทธทาส “
คูมือมนุษย
”
หลังจากเหตุการณนั้นเลยรูวา เฮย! ในใจกูมีธรรมะนี่
หวา
ทําไมถึงเลือกศึกษาธรรมะของทานพุทธทาส
เพราะเราไมเชื่อเรื่องไรสาระ เราเชื่อเรื่องเหตุและผล
บังเอิญมีหนังสือ
คูมือมนุษย
อยูแลวที่บาน แตไมเคยอาน มี
หนังสือธรรมะอยูเต็มบาน เมื่อป 2525 ศึกษามาหมดนะ
ศึกษามโนมยิทธิ ศึกษาพระธรรมกาย ศึกษายุบหนอพอง
หนอ ศึกษาทุกสาย เพื่อมุงหวังไปสูไสยศาสตร เดิมทีสนใจ
เรื่องพวกนี้ แตปรากฏวาไมประสบความสําเร็จ ก็ละวางหมด
Page 7
อาจารยเชื่อเรื่องชาติภพไหม
เชื่อมาก และเชื่อวาธรรมะปฏิบัติในภพชาตินี้จําเปน
อยางยิ่งที่จะนําไปสูภพชาติที่เราปรารถนา ตอนนั้นศึกษา
ธรรมะของอาจารยพุทธทาสจนเขาใจ เมื่อเขาใจก็เริ่มดวย
การฆากิเลสในใจตัวเอง คือ กาวขามกระโดดไปสูการฆา
กิเลสในใจตัวเอง ฝกละกิเลส ตั้งแตความโลภ ความอิจฉา
ริษยา ความหลง ยึดมั่นถือมั่น ทุกอยาง
มีขั้นตอนไหมวาตองเริ่มละกิเลสตัวไหนกอน
เริ่มจากตัวที่งายที่สุดกอนเพื่อเปนกําลังใจ สําหรับ
ตัวเองที่งายที่สุดคือ ฆาเรื่องวัตถุ บาบอคอแตก ความบา
เพชร บาพลอย ฆาวัตถุ นําไปสูการฆาความหลง ความยึด
มั่นถือมั่น เหลานี้ฆากอน เพราะมันเปนตัวออนที่สุดของตัว
เรา แตบางทีมันเปนตัวแข็งที่สุดของคนอื่น
ฝกตัวเองใหกินเหลานอยลง กินอยางมีสติ เจอผูหญิง
สวย ชอบ แตหยุดยั้งตัวเอง ไมลามปามไปสูการเอาเปรียบ
ผูอื่น บางคนสวยมาก ทนไมได พาไปกินขาว กินขาวแลว
ไมเอา ถึงแมผูหญิงจะใหโอกาสก็ไมทํา สติเบรกตลอดเวลา
ไมทําอะไรที่ลวงเกินกาวขามไปสูสิ่งที่ผิดศีลธรรม
ตอนหลังถอดเครื่องเพชร ถอดนาฬิกาแพงๆ ทิ้ง ไมซื้อ
อีก ไมปรารถนา ใสเสื้อมอฮอม ในขณะที่เมื่อกอนไปออก
งานที่ไหนไมใสเครื่องเพชรไมได ทุกคนยังไมเชื่อ หาวา
ตอแหล เดี๋ยวมันก็กลับมาใสอีก
สําหรับอาจารย กิเลสตัวไหนฆายากที่สุด
ความโกรธ ความโกรธนี่ยากที่สุด อันนี้ฝกฆามาตลอด
จนเดี๋ยวนี้ ตั้งแตอยูวัดมา
สี่ปแรกก็ยังมีความโกรธ มีความไมพอใจ สติหยุดความ
โกรธไดชา แตไมเหมือนสมัยหนุมนะ สมัยหนุมเนี่ย
โหดเหี้ยมมาก ตัวนี้ยากที่สุด เหลืออยูตัวเดียว ทุกวันนี้ก็
Page 8
พยายามแก แตเดี๋ยวนี้ดีขึ้นมาก สามปหลังนี้ดีมาก ไมเคย
โกรธ หรือถาโกรธขึ้นมาก็หยุดยั้งไดเร็วกวาแตกอน
กับคนที่เรารักนี่โกรธไหม
โกรธหมด รักเริกอะไร โกรธหมด ไมพอใจกูโกรธหมด
ตัวนี้ฆามันทุกวัน ฆามันทั้งภายนอกภายใน เมื่อภายนอกเกิด
ความโกรธ สติตองกําหนดวา มึงโกรธแลว หยุดความโกรธ
คําสั่งจะออก แตเมื่อกอนนี้คําสั่งออก ทําเลย ไมสน กะซวก
ทันทีเลย
ตอนหลังนั่งสมาธิ ยอนรอบ ชอบนั่งสมาธิตอนตีสองตี
สาม มันจะยอนใหเราเห็น ภาพอยางละเอียด ทําไมกูยั้งไม
อยู จิตกูทําไมพายแพกับมัน จะเห็นภาพชัดมาก เอาละ รอบ
หนา เราจะยั้งดวยวิธีอะไร อยางนี้เขาเรียกวาแกภายนอก
แลวแกภายใน แตถาไมแกภายใน ภายนอกยังไงก็แกไมได
เคยอานหนังสือเลมหนึ่งบอกวา กอนตายถาจิต
สุดทายคิดถึงสิ่งดีๆ ที่เคยทํามา แมจะเคยทําชั่วมา
บาง แตถาจิตสุดทายกระหวัดไปถึงบุญกุศล ก็จะทํา
ใหไมตองไปเกิดในอบายภูมิ อาจารยเชื่ออยางนั้น
หรือเปลา
การฝกวิปสสนาฆากิเลสของตัวเองก็เพื่อมุงไปจิต
สุดทายนี่แหละ เราจะไดไมตองไปกระซิบขางหูคนที่กําลัง
จะตายใหคิดถึงวัด คิดถึงบุญกุศล เพราะเอาเขาจริงมันคิด
ไมไดหรอก ตัวกิเลสมันมีอํานาจมากกวา ความหวงผัว หวง
ทรัพยสมบัติ
ความกลัวตายมันมากกวา กูจะตายจริงเหรอ
โอย! กูไมอยากตาย กูไมอยากตาย หลานกูยังเล็กอยู ผัวกู
มันตองไปมีเมียนอยแน สมบัติที่ซอนไวยังไมไดบอกใคร
อยากจะพูด อยากจะบอกสารพัด คิดเหรอวาความคิดที่เพิ่ง
ไปทําบุญมาสามรอยหาสิบบาทมันจะแวบขึ้นมา ไมมีทาง
ดังนั้นตองฝกเพื่อที่วากอนตายจะไดคิดเรื่องดีๆ
หรือไมคิดเลย ซึ่งสุดยอด ตองฝกใหไปสูจุดนั้น
Page 9
พูดถึงสุขภาพอาจารยบาง เปนอยางไร ตรวจเช็คบาง
หรือเปลา
ไมตองเช็ค คนที่มีธรรมะแลวเขาไมอยากอยูในโลกนี้
หรอก สําหรับตัวเองเมื่อปวย บอกคนใกลชิดไวแลววาอยา
เปนกังวล จงปลอยใหตายอยาเอาหนากากมายัด อยาเอา
สายระโยงระยางมายัด จะทําอาการสํารวมสงบแลวตาย จะ
เขาสมาธิใหอยูในความวางแลวตาย ถารางกายไมดีเมื่อไหร
จะเขาสมาธิ พักผอน ไมกินยา ก็หายทุกที ยกเวนโรคอยาง
มะเร็ง อัมพาต หรืออะไรที่สูงๆ นี่เปนกรรม ตองยอมรับดวย
ความเบิกบาน ถือเปนการชดใชกันไป เมื่อปวยก็จะเปนสุข
ไดยินวาอาจารยเคยมีปญหาสุขภาพถึงขนาดจะสราง
วัดไมสําเร็จจนตองตั้งจิตอธิษฐาน
เปนกระดูกทับเสนประสาท เดี้ยง ชาทั้งตัว ปวด
ทํางานไมได ตอนนั้นสรางวัดมาได สักสามป เดี้ยงหมดเลย
นอนเจ็บทรมาน ไปหาหมอ หมอก็บอกตองผาคอ ชาไปขาง
หนึ่งแลวเจ็บปวดทั้งตัว ปวดแขนราวลงมา คอก็ยกไมขึ้น
นอนไดทาเดียวตลอด ตองใสปลอกคอ
แตวาเราเปนคนที่เชื่อเรื่องกรรม เชื่อวา เฮย! เปนเรื่อง
สวนตัวของกู ถามีกรรมทําใหไมสามารถสรางวัดได จงเปน
แลวตายไป หรือเปนอัมพาตเดี้ยงไปเลย แตถาบุญกูยังมีอยู
กูตองชนะ กูตองรอด เลือกเลย ยินดีทั้งสองทาง ยินดีใน
บุญ ยินดีในกรรม ยินดีในทุกขที่เกิดขึ้น ยินดีในสุขที่เกิดขึ้น
ยินดีทั้งสองอยางเทาเทียมกัน เสร็จแลวกลับมาวัด
เขาสมาธิ อดทนตอสูกับความเจ็บปวดของตัวเองอยูสาม
เดือน เอาชนะความเจ็บปวดทุกอยางดวยตัวเราเอง
จนกระทั่งหายเปนปลิดทิ้ง
Page 10
ไมไปหาหมอ
ไปหาหมอ หมอจะผา หมอจะจัดการทุกอยางตาม
ระบบของแพทย แตเราก็หลอกหมอวา ขอกลับบานมาคิด
ดูกอน
เชื่อวามันเปนสภาวะของกรรมซึ่งเขามาทดสอบใจเรา
รูเลยวานี่เปนเรื่องระหวางกูกับกรรมเกา ไมเกี่ยวกับหมอ ไม
เกี่ยวกับใคร
ตอนนั้นกลัวไหมวาจะสรางวัดไมเสร็จ
ไม สรางได เรื่องทุกอยางมันอยูที่ใจ
ถาเราเชื่อในตัว
เรา เชื่อวาธรรมะเปนสิ่งที่ดีที่สุดแลว เปนหนทางที่ถูกตอง
ที่สุดแลว ชีวิตเราจะมีแตความสุข โคตรความสุข
เราจะ
มองวาสรรพสิ่งสรรพสัตวในโลกลวนกระจอกงอกงอย ไร
สาระ ไมมีอะไรเปนแกนสาร โลกมนุษยนี้กูเดินทางมาแค
แวบเดียว เพื่อมาดูมันแลวกูก็จะไป มันไมมีคาอะไรเลยสัก
อยาง ปวยก็ไมอยากใหใครมายุงเกี่ยว
เปนอัมพาตอัม
พฤกษกูก็ยินดี กูจะนั่งรถเข็นดวยใจที่เบิกบาน บอกเมีย
เตรียมรถเข็นไวเลย ไมตองหวง ถาเดี้ยงก็จะบอกลูกศิษย
ลูกหาใหเข็นมาดูวัด แลวกูสั่งการมึง กูนั่งรถเข็น กูเดี้ยงขาง
หนึ่ง ถึงปากกูเบี้ยวหนากูยังยิ้ม
(ทําทาประกอบสมจริงมาก)
กูก็ยังมีความสุข แลวกูก็ปวยไปเรื่อยๆ แลวกูก็ตาย
จบที่สุด
ของวิบากกรรม ไมเห็นเปนไรเลย วัดนี่สรางไดอยูดี
แลวอาจารยหายไดอยางไร
นั่งสมาธิอยางเดียว นั่งมากที่สุด เปนความวางอยาง
เดียว ดับสมอง ดับทุกอยาง แลวก็จี้ไปตรงความเจ็บปวด
จนกระทั่งไรความเจ็บปวด เวลาออกสมาธิกลับมาปวดอยาง
เดิม ก็ไมเปนไร ไมสน ไมไปจองที่ความเจ็บปวด ไมไปคิด
วา “ทําไมกูถึงมีกรรมขนาดนี้” ทนรับกรรมดวยความเบิก
บาน ไมหดหูใจ ไมเศราหมอง ไมเสียใจ ไมรูสึกรําคาญ ไม
Page 11
อยากฆาตัวตาย พอเรายินดีเบิกบานในความเจ็บปวด ความ
เจ็บปวดนั้นก็เบาลง
จําไววา คนที่สุขจริงคือสุขไดแมกายเปนทุกข สองสิ่ง
นี้คูกันเสมอ ฉะนั้น จงยินดีรับทุกขที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง
เทากับยินดีในสุขที่เกิดขึ้น
ในการสรางวัดรองขุน คนพูดกันวามีปาฏิหาริยหรือมี
เทวดามาชวย อาจารยรูสึกแบบนั้นหรือเปลา
อยาไปสนใจ ไรสาระ บุญถึงมันก็สรางได บุญคืออะไร
คือธรรมะในใจของตัวเราเอง คือมีความเมตตา นําไปสู
ความสําเร็จทุกอยาง ประหนึ่งเทวดามาดูแลปกปกรักษา มา
คุมครองคุมภัย มนุษยถาสรางบุญมาก ทําอะไรก็สําเร็จ
งายดาย
จุดประสงคที่อาจารยสรางวัดรองขุน แทจริงแลวคือ
อะไร
ภายนอกเปนเรื่องของรูปธรรม วาสรางเพื่อค้ําจุน
ศาสนา เพื่อที่จะมอบใหแกชาติบานเมือง และเพื่อถวาย
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ใหเปนศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9
ที่ไม ลอกเลียนใคร เปนความกตัญูในบานเกิด ตองการ
ใหเกิดประโยชนในแงของเศรษฐกิจ ใหเปนแหลงทองเที่ยว
ที่ใหญระดับโลก
สวนภายในเปนเรื่องนามธรรม เพื่อเปนสัมภาระในการ
เดินทางของจิตวิญญาณไปสูสภาวะแหงการไมกลับมาเกิด
สมมุติถาเกิดอะไรขึ้นกับวัด อาจารยทําใจไดหรือ
ศึกษาธรรมะมาขนาดนี้ จะไปยึดมั่นอะไรเลา สรางก็
สรางไป ตายก็ตายไป ก็บอกแลววาความตายก็ไมสนใจ จะ
สนใจวัตถุพวกนี้ไดไง มันไมมีคาอะไร คาเหลานี้มันเปนคา
จากการปรุงแตงของมนุษยตัวอื่น ไมใชสัตวอยางกู ชวย
เขียนไปดวย มนุษยตัวอื่นมันยินดี มันยึดติดถือมั่น แตคน
Page 12
อยางเราไมใช เราสรางเพื่อปลอยวาง สรางเพื่อฆากิเลส
ของตัวเอง สรางเพื่อเปนสารประโยชนแกมวลมนุษยชาติที่
มันยังยึดติดและหลงใหลในสิ่งนี้อยู
จากจุดนี้แลวอาจารยตั้งใจจะทําอะไรตอคะ
สรางความเมตตาใหแกกลา หยิบยื่นทุกอยางใหแก
ประชาชน ประเทศชาติ และศาสนา จะทําประโยชนใหแก
มนุษยคนอื่นจนลมหายใจสุดทาย เมตตาคือสิ่งที่สูงที่สุด
ของบุญบารมี นี่คือการสรางบุญบารมีในรอบสุดทายของ
ตัวเอง
วาไปแลวก็เปนการทําเพื่อหลุดพนของตัวเอง แปลวา
ยังมีตัณหาใชหรือไม
ใชสิ ตองเขาใจวาตัณหาของมนุษยมีทั้งฝายดีแหละ
ฝายเลว ฝายดีตองมีความทะเยอทะยาน มุงไปสูความหลุด
พน ถาไมมีตัณหา จะพยายามเหรอ ทุกอยางมันตองมี
ตัณหาหมด เขาเรียกวาตัณหาฝายดี กอนหลุดพนตองมี
ตัณหาทั้งนั้น ตัณหาในที่นี้คือมีความอยากที่จะหลุดพน คน
ไมมีความมุงมั่น ไมอยาก มันจะเปนอะไรได ไมงั้นจะมี
ศาสดามาไดไง จะมีผูหลุดพนมาไดไง
การเปนมนุษยมันดีตรงนี้ สัตวมันไมมีความมุงมั่น ไมมี
แรงทะเยอทะยาน การเกิดเปนมนุษยจึงเปนการพัฒนา
ธรรมะของตัวเอง พัฒนาภพชาติของตัวเอง การไดเกิดเปน
มนุษยนั้นโชคดีที่สุด เพราะมนุษยมีความทะเยอทะยาน มี
เปาหมาย
บั้นปลายชีวิตอาจารยคิดจะบวชไหม
ไมตองการบวช เพราะเชื่อวาไมตองบวชก็สามารถละ
ภพชาติได เราบวชภายใน ไมตองบวชภายนอก เราอยู
รวมกับผูอื่นอยางมีความสุข ชวยเหลือ เมตตา ไม
Page 13
เบียดเบียนผูอื่น ไมเอารัดเอาเปรียบใคร ทําหนาที่ของเรา
ใหดีที่สุดอยางมีคุณธรรม
คําถามสุดทาย อาจารยคิดวาตัวเองเปนอัจฉริยะหรือ
เปลา
ไมเลย อัจฉริยะเปนเพียงคําจํากัดความของคนที่
เหนือกวาผูอื่น เราไมไดเหนือกวาผูอื่น เรามองคาของใจ
มากกวาวัตถุ ไมมองวัตถุเหนือใจ คนอาจมองวาเรา
เหนือกวาคนอื่นในเรื่องวัตถุ แตเรากลับเห็นวาตัวเอง
กระจอก ไมมีคาเลย ใจของเราที่ตอสูมา ที่ฝกฝนมานั้น
สําคัญกวา
วัตถุเดี๋ยวนี้ผุพังไปตามกาลเวลา มันไมคนทน
ไมไดงดงามอยางนี้ไปตลอด สุดทายมันเปนอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา เปนของไมเที่ยง แตสิ่งสําคัญคือใจเรา
ดังนั้นใครจะ
บอกเปนอัจฉริยะอะไร ไมสนใจ ไมเคยเยอหยิ่งทรนงวา
พิเศษเหนือกวาคนอื่น
สิ่งเดียวที่พิเศษกวาคือ “กูไมมีทุกข”

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โรคอัลไซเมอร์กับการใช้น้ำมันมะพร้าว

โรคอัลไซเมอร์เป็นอาการสมองเสื่อมเกิดจากการตายของเซลล์สมอง และเป็นโรคที่รักษาไม่หาย หลังมีอาการและไม่ได้รับการรักษาความจำเสื่อมจะรุนแรงและเสียชีวิตลงภายใน 8 ปี หากได้รับการรักษาอาจอยู่ได้ถึง 20 ปี
อาการระยะแรกๆ จะขี้หลงขี้ลืมเล็กๆน้อยๆ มีพฤติกรรมและบุคลิกเปลี่ยนไป เช่นลืมของที่ใช้เป็นประจำ นึกคำพูดไม่ออก สับสนเรื่องเวลา สถานที่ จำคนในบ้านไม่ได้ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน จนไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรตามปกติได้


ปัจจัยเสี่ยง
1. อายุ 80ปี มีโอกาสเป็นมากกว่าอายุ 65-69 ปีถึง 10 เท่าแต่ปัจจุบันเริ่มมีอาการตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเป็นได้ทั้งชาย/หญิง
2. กรรมพันธุ์
3. สุขภาพไม่ดี หรือสาเหตุของโรคจากการอักเสบ เช่น
- โรคอ้วน
- โรคเบาหวาน (ดื้ออินซูลิน) มีโอกาสเสี่ยงถึง 65%
- กรดยูริคสูง
- ต่อมไทรอยด์พิการ
- ระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์บกพร่อง
- โรคหัวใจ
4. การขาดสารอาหาร
- ขาดโอเมก้า 3 (น้ำมันปลา มี DHA และ EPA สูง)
- มีระดับโฮโมซีสเตอินสูง เพราะขาดวิตามิน B6,B12 และโฟเลต
- ขาดวิตามินเค
5. ได้รับสารพิษจากสภาพแวดล้อม
- มีธาตุอลูมิเนียม (หม้อหุงต้ม) ในระดับเป็นพิษ
6. ระดับของสารอะเซติลโคลีนลดลง โคลีนเป็นสารสื่อประสาทช่วยให้มีความทรงจำ (มีมากในไข่ไก่)

7. ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง สตรีที่หมดประจำเดือน

8. ไขมันทรานส์ (รายละเอียดในหนังสือ)

9. สมองขาดอาหาร นักวิจัยเพิ่งเข้าใจกลไกว่า สมองสามารถสร้างอินซูลินได้ด้วยตัวของมันเอง โดยเปลี่ยนน้ำตาลในกระแสเลือดให้เป็นอาหารสมอง เพื่อการดำรงชีวิตของเซลล์สมอง
ในปัจจุบันวงการแพทย์ ยังเชื่อว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ยิ่งไปกว่านั้นอาการจะกำเริบขึ้นตามอายุ และเสียชีวิต (เหมือนกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โรนัลด์ เรแกน) แต่มีงานวิจัยหลายงานที่ใช้สารอาหารและน้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีกรดไขมันสายกลางสูงถึง 63% ในการรักษาช่วยทำให้ดีขึ้น และยังมีบทวิจัยที่ได้ศึกษาทั่วโลกว่าประเทศอินเดีย มีประชากรเป็นโรคอัลไซเมอร์น้อยที่สุดในโลก เพราะอาหารที่ชาวอินเดียทาน คือ แกงกระหรี่ ในแกงกระหรี่ประกอบด้วย ขมิ้นชันกับกะทิ ได้มีการศึกษาถึงขมิ้นชัน สามารถ ซึมผ่านหลอดเลือดฝอย ในสมองและช่วยต้านทานอนุมูลอิสระซึ่งทำให้เซลล์สมองไม่ถูกทำลาย ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าสารสกัดจากเม็ดองุ่นถึง 50-60 เท่า


งานวิจัยที่สนับสนุน

การค้นพบของ Dr.Mary Newport เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของ Neonatal Intensive Care Unit, Spring Hill Regional Hospital , Florida ได้รักษาสามีอายุ 59 ปี เป็นโรคอัลไซเมอร์ ที่เริ่มมีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเข้าร่วมการทดลองทางการแพทย์ โดยใช้ตัวยาใหม่สำหรับโรคสมองเสื่อม (Dementia) แต่พบปัญหาคือผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้ป่วยต้องมีส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ได้อยู่บ้าง ในกรณีของผู้ป่วยรายนี้ ความพิการของสมองได้เลยจุดนั้นแล้ว
ทาง Dr.Mary จึงได้หาทางรักษาใหม่โดยใช้น้ำมันมะพร้าวในการรักษา การรักษาได้ให้น้ำมันมะพร้าว 7 ช้อนชา ลงไปในอาหารทุกมื้อ มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น ในระยะเวลา 2 เดือน ผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พูดมากขึ้น มีอารมณ์ดีขึ้น ความตั้งใจอยู่กับงานดีขึ้น จำชื่อญาติๆได้ ทั้งที่ก่อนนี้ 1 ปี จำใครไม่ได้เลย
หลังจากใช้น้ำมันมะพร้าวผ่านไป 1 ปีครึ่ง อาการที่ก้าวเดินไม่ได้เมื่อก่อน ดีขึ้นจนสามารถ วิ่งได้ อ่านหนังสือเข้าใจ ความทรงจำระยะสั้นดีขึ้น แทบจะรู้สึกว่ากลับคืนสู่ปกติแล้ว
Dr.Mary ให้เหตุผลของการฟื้นจากอัลไซเมอร์ว่าเป็นผลของน้ำมันมะพร้าวที่มีกรดไขมันสายกลางสูงต่างจากกรดไขมันสายยาวที่มีอยู่ทั่วไปในน้ำมันพืชทุกชนิด เพราะมันมีขนาดโมเลกุลที่สั้นกว่า จึงถูกดูดซึมและถูกใช้เปลี่ยนให้เป็นพลังงานในตับและแทนที่จะเก็บไว้ในรูปไขมัน กลับเปลี่ยนเป็นคีโตน(Ketone)ที่เป็นแหล่งของพลังงานทดแทนของร่างกาย
คีโตน เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงานและแหล่งของคีโตนก็คือ กรดไขมันสายกลาง(MCT)ที่มีอยู่ในน้ำมันมะพร้าวคีโตนช่วยฟื้นเซลล์สมองกลับคืนมา ป้องกันการตายของเซลล์สมอง และ ยังใช้รักษาโรค เช่น
- โรคพาร์คินสัน (Parkinson’s Disease)
- โรค Multiple Sclerosis (ALS)
- โรค Lou Gehrig’s Disease
- โรคลมชักที่ดื้อยา
- โรคเบาหวานชนิดที่1 และชนิดที่2 (ดื้ออินซูลิน)
- ช่วยฟื้นฟูอาการโรคหัวใจหลังจากอาการหัวใจวายอย่างรุนแรง

- ข่วยฟื้นฟูสมองจากการขาดออกซิเจน

- ทำให้เนื้องอกที่เป็นมะเร็งหดตัว

- โรคในกลุ่มอาการดาวน์ (Down's Syndrome) ออติสติก
ในกรณีของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ เซลล์ประสาทในสมองบางส่วนไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าไปได้ เพราะเกิดการดื้ออินซูลินและเซลล์ค่อยๆตายไป เป็นขบวนการที่เกิดขึ้นใช้เวลานับเป็นสิบๆปี
ความทุกข์ทรมานของผู้ต้องดูแล คนในครอบครัวต้องเป็นภาระหนักอย่างยิ่ง ก่อนที่อาการจะปรากฏ ถ้าเราดูแลโดยเข้าใจทำให้เซลล์สมองมีคีโตน สมองจะยังมีชีวิตอยู่ได้และคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ


วิธีการดูแลและป้องกัน
อาหารที่ควรทาน/เพิ่ม
1. ใส่น้ำมันมะพร้าว 7 ช้อนชาลงในอาหารทุกมื้อ อาจมีอาการระบายท้อง ควรเริ่มทานจากน้อยๆแล้วค่อยๆเพิ่ม
2. น้ำมันปลา (โอเมก้า-3) มี DHA EPA บำรุงสมอง
3. ขมิ้นชัน
4. ทานไข่แดง วันละ 1-2 ฟอง (เป็นยางมะตูม)
5. ทานวิตามิน B6 , B12 และโฟเลต
6. ผัก/ผลไม้ปลอดสารพิษ
*ข้อแนะนำ น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ร้อน ควรทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดร้อน เช่นพืชตระกูลแตง เก็กฮวย จับเลี้ยง น้ำใบบัวบก ย่านาง ถั่วเขียวต้ม ฯลฯ


อาหารที่ควรลด/เลิก
- แป้งขาว/น้ำตาลทรายขาว/น้ำตาลเทียม (แอสปาร์เทมทำลายเซลล์สมอง)
- ไขมันผ่านกรรมวิธีและไขมันทรานส์
- แอลกอฮอล์และคาเฟอีน
- ภาชนะที่เป็นอลูมิเนียม
- ยาต่อต้านอะเซติลโคลีน เช่น ยาลดปวด ยาแก้แพ้ ยานอนหลับ ยาระงับความเครียด

สูตรอาหารและธรรมชาติบําบัด

สูตรอาหารและธรรมชาติบําบัด
สูตรอาหาร:
ล้างระบบดูดซึม
1.
นมสดโยเกร์ตนํ้าผึ้งมะนาว: ใช้โยเกิร์ตชนิดจืดครึ่งถ้วยผสมนมสดชนิดจืด
1
กล่องเติมนํ้าผึ้ง
2
ช้อนชา
และบีบมะนาว
2
ลูก คนให้เข้ากันทิ้งไว้
5-10
นาทีแล้วค่อยดื่ม
คุณสมบัติ: ให้วิตามิน
B
บํารุงสมองวิตามิน
C
เพิ่มภูมิต้านทาน
,
จุลินทรีย์ตัวดีช่วยย่อย
,
นมสดให้แคลเซียม
2.
บอระเพ็ดยาว
1
เกียก(กางนิ้วชี้ให้ห่างจากหัวแม่โป้งที่สุดแล้ววัดความยาวระหว่างปลายนิ้วชี้กับปลาย
นิ้วโป้ง) ต้มนํ้าดื่มแต่นํ้าบอระเพ็ดล้างไขมันบํารุงถุงนํ้าดี
3.
ดีบัวต้มนํ้าดื่มแต่นํ้า
4.
ชามะละกอ: มะละกอดิบที่ใช้ตําส้มตํานํามาหั่นเป็นชิ้นเหมือนชิ้นฟัก ประมาณ
6-8
ชิ้นต่อนํ้า
2
ลิตรจะ
ขาดจะเกินไม่ผิด(ถ้าใส่มากเกินไปจะทําให้บูดง่ายมะละกอดิบที่เหลือใส่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้ในครั้งต่อไป) และ
ใบเตยหรือเก๊กฮวยอย่างใดอย่างนึงกะเอง ต้มในนํ้าจนเดือด พอเดือดได้ประมาณ
1
นาทีปิดไฟทันทีอย่าต้ม
ต่อ ให้เอามะละกอกับใบเตยทิ้ง(อย่าปล่อยให้มะละกอเดือดจนเละ) แล้วใส่ใบชาลงไปแช่ประมาณ
4
นาที
ห้ามแช่นานกว่า
4
นาทีเพราะสารแทนนินจะออกมาทําให้ท้องผูก แล้วตักใบชาทิ้ง จะได้นํ้าชามะละกอ ดื่ม
ร้อนหรือเย็นได้ นํ้าชาที่เหลือให้แช่ตู้เย็นเก็บไว้ได้ประมาณ
2
วัน เกินกว่านั้นจะบูด (ยางมะละกอล้างไขมัน
,
ใบเตยให้ความสดชื่น
,
ชาดับกลิ่นมะละกอ)
5.
ไวทาไลท์สมุนไพรสกัดสูตรจีน: รากหญ้าคาเก๋ากี๊(บํารุงตับ) เก๊กฮวย(บํารุงหัวใจ) ดอกคามิลเลีย
1 pack
มี
10
ซอง
1
ซองชงกับนํ้า
1-2
ลิตรแล้วเก็บไว้ในตู้เย็นใช้ดื่มวันละ
4-6
แก้ว
◌ุ◌ุ◌ุ
6.
ข้าวต้มยางมะละกอ: มะละกอดิบหั่นเป็นชิ้นๆชิ้นละประมาณ
1
ข้อของนิ้วมือไม่ต้องปอกเปลือกครึ่ง
ลูกต่อนํ้าประมาณ
2
ลิตรต้มในหม้อเมื่อเดือดแล้วเคี่ยวต่อจนมะละกอเละเมื่อเละแล้วให้ช้อนมะละกอทิ้ง
เหลือนํ้าไว้ นํ้านั้นคือนํ้ายางมะละกอนํานํ้ายางมะละกอมาหุงกับข้าวกล้องควรจะใส่ใบเตยหุงไปด้วยเพื่อความ
สดชื่นจะใช้นํ้าเท่าไหร่ให้กะเอากับจํานวนข้าวกล้องกะให้หุงมาเป็นข้าวต้มไม่ใช่แห้งเป็นข้าวสวยนํ้ายาง
มะละกอที่เหลือแช่ตู้เย็นเก็บไว้ก่อนห้ามใช้ข้าวขาวเพราะข้าวกล้องจะมีสารไปลดพิษจากยางมะละกอหุง
กับข้าวกล้องให้กลายเป็นข้าวต้มเมื่อได้ข้าวต้มยางมะละกอแล้วทานติดกัน
10-14
วันทุกมื้อแทนข้าว ทานกับ
กับข้าวปกติช่วยล้างระบบดูดซึมล้างไขมันและนํ้าตาลในเลือดลดกรดยูริค
กําจัดไวรัส
1.
เม็ดมะรุมตากแห้งแกะเปลือกแล้วทานเม็ดข้างในวันละ
5-30
เม็ดเป็นเวลา
7-40
วันแล้วแต่คําแนะนําของ
นักประเมินสุขภาพ
2.
ข้าวต้มแครอทป้องกันไวรัส(ไม่ได้กําจัด) ทานช่วงฤดูหนาวนําแครอทหั่นเป็นชิ้นเล็กต้มกับข้าวทานเป็น
ข้าวต้มป้องกันไวรัส
แก้คัดจมูกภูมิแพ้
Page 2
1.
ใบยอเผาปิ้งยําหรือใส่ในห่อหมกแก้ไอคัดจมูก
2.
เนยใส(
Ghee)
ชุบสําลีแยงจมูกให้ลึกที่สุดแก้คัดจมูกและภูมิแพ้ฆ่าเชื้อในโพรงจมูก
3.
ชามะละกอล้างไขมันในลําไส้แก้ภูมิแพ้
4.
ไวทาไลท์ดื่มวันละ
1
ซองรักษาภูมิแพ้เจ็บคอร้อนใน
ล้างเชื้อรา
1.
กินผักเมือกๆเช่นผักบุ้งแดง
,
กระเจี๊ยบเขียว
,
ผักปรัง
,
บวบ
,
นํ้าเต้า
,
เม็ดแมงลัก
,
ใบมะรุมเป็นต้นเมือก(เพ
คติน)จะไปล้างเชื้อราในระบบดูดซึมออกมา
2.
ใบย่าน่างคั้นนํ้าทานนํ้า
3.
อัลฟ่า
20
ซีสมุนไพรสกัดแบบเม็ดสร้างเม็ดเลือดขาวล้างเขื้อรา
*
ผู้ที่มีเชื้อราต้องงดอาหารหวานและผลไม้
,
โปรตีนจากเนื้อสัตว์
,
ถั่วแห้งเช่นถั่วลิสง
,
งา
ถ่ายพยาธิ
1.
เม็ดมะรุมวันละ
7
เม็ดขึ้นไป
,
นํ้ามันมะรุมทานไล่พยาธิ
2.
กระเจียบเขียว
7
กํามือของผู้ป่วยทานให้หมดภายใน
3
วันไล่พยาธิตัวจี๊ดและอื่นๆ
3.
ยาถ่ายพยาธิทั่วไปปรึกษาเภสัชกรประจําร้าน
4.
เนื้อลูกยอช่วยขับพยาธิ
5. Sun Smile
สมุนไพรสกัดจากแป้งข้าวโพดนํ้ามันมะพร้าวหยดในนํ้าดื่ม
ล้างอุจจาระตกค้าง
1.
เม็ดแมงลัก
2
ช้อนชาผสมนํ้า
1
แก้วทิ้งไว้
30
นาทีดื่มก่อนนอนเม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา
ทานเป็นปกติได้ทุกวันหรือ
3-4
วันต่อสัปดาห์แล้วแต่สมควร
2.
นมสด
2
กล่อง(รวมจะได้ประมาณ
500
มิลลิตร) และกล้วยนํ้าว้า
2
ลูกทานก่อน
6
โมงเช้า
3.
ทานผักบุ้งแดง
2
กํามือผัดหรือต้มทําอาหารตามใจชอบผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา
4.
กระเจี๊ยบเขียวทานวิธีใดก็ได้
4-7
ฝักต่อวัน
5.
โซดา
1
ขวดผสมนมข้มหวาน
6
ช้อนโต๊ะ
รักษานิ่วในไต
1.
เหล้าขาวหรือ
Vodka 1
ก๊ง(
2
ช้อนโต๊ะ) ผมมนํ้ามะนาว
1
ลูกทานก่อนนอนทุกวันเป็นเวลา
10
วัน
2.
แกนสับปะรด
3
ลูกกินเฉพาะแกนหรือเอาแกนไปต้มนํ้าพอประมาณทานเป็นเวลา
5-10
วัน
Page 3
บํารุงไต
1.
ของสีดําตามธรรมชาติทุกชนิดเช่นถั่วดํา
,
ข้าวเหนียวดํา
,
เห็นหูหนูดํา
,
เฉาก๊วย
,
งาดําเป็นต้น
2.
หน่อไม้ดอง
3.
เม็ดบัว
4.
ไขเยี่ยวม้า
5.
นํ้าฟักทอง
6.
เห็ดหูหนูดําต้มกับหญ้าหวานใส่นํ้าตาลกรวดช่วยบํารุงกําลังบํารุงสมองดีต่อปอดไตม้าม
แต่อย่ากินตอนเย็นเพราะจะเย็นเกินไป
บํารุงปอด
1.
พืชผักธัญพืชที่มีสีขาวโดยธรรมชาติบํารุงปอดเช่นถั่วขาว
,
เห็ดหูหนูขาวเป็นต้น
2.
นํ้าสํารองทานก่อนตีห้าบํารุงปอด
3.
หัวต้นหอมดีกับปอดหางกินแล้วเย็น
4.
ข้าวเหนียว
2
ส่วนต้มกับลําไยแห้ง
1
ส่วนใส่นํ้ามากๆกินบํารุงปอดหัวใจตับ
บํารุงตับ
1.
ขมิ้นชันทานก่อนนอน
2.
ถั่วเขียวบํารุงตับ
3.
ชาแคลลี่ดื่มก่อนนอนช่วยตับขับสารพิษ
4.
ลูกเดือยต้มกับถั่วขาวถั่วขาว
1
ส่วนลูกเดือย
2
ส่วนต้มนํ้า
20
เท่ากินแต่นํ้าบํารุงตับ
บํารุงกล้ามเนื้อหัวใจ
1.
ผักสดผลไม้สดทุกชนิด(กล้วยส้มขนุนมีโปตัสเซียมมาก) และเนื้อหมู
2.
งดถั่วข้าวเหนียวของดองเต้าหู้เพราะมีโซเดียมเยอะจะไปทําร้ายกล้ามเนื้อหัวใจ
3.
ใบเตยต้มนํ้าทานแต่นํ้า
4.
ถั่วแดงบํารุงหัวใจ
บํารุงเยื่อหุ้มหัวใจ
1.
ถั่วข้าวเหนียวของดองเต้าหู้ไข่เยี่ยวม้ามีโซเดียมสูงบํารุงเยื้อหุ้มหัวใจ
2.
งดผลไม้สดและผักสดเนื้อหมูซึ่งมีโปตัสเซียมสูงจะไปทําร้ายเยื่อหุ้มหัวใจ
Page 4
ละลายลิ่มเลือดแก้ชํ้าใน
1.
เหล้าขาวหรือ
Vodka 2
ช้อนโต๊ะผสมนํ้าตาลทราย
2
ช้อนโต๊ะวันละครั้งดื่ม
3-7
วันแล้วแต่อาการ
2.
นมสด
1
แก้ว ชมิ้นชัน
1
ช้อนโต๊ะเนยใส
1
ช้อนโต๊ะ(หรือนํ้ามันมะรุม
1
ช้อนโต๊ะแทนเนยใส หรือ
นํ้ามันงา
1
ช้อนโต๊ะหรือนํ้ามันขิง
1
ช้อนโต๊ะแทนเนยใส)คนให้เข้ากันทานติดกัน
5-10
วันแล้วแต่อาการ
ล้างสารพิษตกค้าง
,
ไทรอยด์เป็นพิษ
,
เนื้องอก
1.
เห็ด
3
อย่างใช้เห็ดที่ทานได้(ไม่มีพิษ) ชนิดใดก็ได้ต้มรวมกันไม่น้อยกว่า
3
ชนิดแล้วทานนํ้าจะช่วยบํารัง
ตับและขจัดสารพิษสลายพังผืดในมดลูกลดอนุมูลอิสระลด
cell
มะเร็ง เพิ่มโลหิตขาวลดไขมันในเลือดแก้
ภูมิแพ้
2.
ชาแคลลี่สมุนไพรสกัดล้างสารพิษตกค้าง
3.
เนื้อลูกยอทานในฤดูหนาวล้างพิษ
4.
นํ้าต้มใบรางจืดกับใบเตยกะสัดส่วนเองทานล้างสารเคมีตกค้างจากยาฝรั่ง ล้างกรดยูริก
ริดสีดวงทวาร
สูตรแผนจีนกล้วยหอมทั้งเปลือกฝานลงต้มกับนํ้าตาลทรายแดงทานทั้งนํ้าทั้งเนื้อ
ลดไขมันในเลือด
1.
กระเจี๊ยบแดง+พุทราจีนอย่างละเท่ากัน ต้ม ใส่นํ้าเท่าไหร่ให้กะเอง ใส่นํ้าตาลทรายแดงนิดหน่อย ต้มแล้ว
เก็บไว้ในตู้เย็นดื่มทุกวันดื่มมากน้อยเท่าไหร่แล้วแต่พอใจ ไม่มีอันตราย สูตรนี้ยังช่วยลดหินปูนในเลือดลด
หินปูนในสมอง บํารุงเยื่อหุ้มหัวใจแต่ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจ
*
นํ้ากระเจี๊ยบแดงอย่างเดียวที่ไม่ใส่พุทราจีนทานมากจะมีผลต่อไตไตจะเสื่อม ต้องใส่พุทราจีนด้วยจึงครบสูตร
ทานได้ทุกวัน
2.
มะละกอปลอกเปลือกต้มในนํ้าแกงหรือแกงส้มทานได้ทั้งนํ้าและเนื้อลดไขมันในเลือด
3.
มะเขือทุกชนิดมะเขือเทศมะเขือเปราะมะเขือพวงมะเขือยาวเป็นต้น
4.
กะทิและไข่แดงมี
HDL Cholesterol
ซึ่งเป็นไขมันตัวดีมีประโยชน์ช่วบลด
LDL Cholesterol
(
ไขมันตัวร้าย) ฉะนั้นควรทานกะทิและไข่แดงเป็นประจํา
5.
สะเดาลวกสุกทานล้างไขมันไม่ควรทานทุกวันเพราะจะทําให้ปวดเมื่อยเนื้อตัว
ลดความอ้วนลดไขมันสะสม
1.
ทานมันเทศสีเหลืองหรือบุกหรือฮ่วยซัวระหว่าง
0900-1100
น. ช่วยอุ้มไขมันไปทิ้ง
Page 5
2.
เม็ดแมงลัก
2
ช้อนชาผสมนํ้า
1
แก้วทานก่อนนอนหรือทานนํ้าสํารองเป็นประจํา
3.
ไวทาไลท์
1
ซองผสมนํ้า
1
ลิตรดื่มให้หมดภายใน
1
วันดื่มติดกันจนกว่าจะได้นํ้าหนักที่พอใจ
4.
แกงบอนช่วยลดความชื้นในร่างกายปอดชื้นไตชื้นม้ามชื้นลดความอ้วน
ขยายหลอดเลือด
1.
หน่อไม้ต้มกับใบย่านาง(หรือซุปหน่อไม้) ใบย่านางจะล้างพิษของหน่อไม้สูตรนี้ช่วยขยายหลอดเลือด
2.
กุ๊ยช่ายลดความดันฟอกเลือด
ลดนํ้าตาลในเลือดรักษาเบาหวาน
1.
นํ้าต้มใบมะยมหรือหญ้าหวานหรืออบเชยหรือรากเตย
2.
ซันนี่ดิวสมุนไพรสกัดจากหญ้าหวาน
3.
สูตรอ.จัสตินรากเตยหอมผสมกับอบเชยต้มนํ้าดื่มดื่มตอน
9
นาฬิกาวันละ
1
แก้ว
4.
ว่านรางจืดช่วยล้างพิษจากนํ้าตาลในเลือด
5.
ใบมะรุม
โรคปอดหรือหอบหืด
ขิงเท่าหัวแม่มือของผู้ป่วยหอมแดงเท่าขิงกระเทียมเท่าขิงปั่นหรือตําเติมนํ้า
1
แก้วกรองเอาแต่นํ้าใส่นํ้าผึ้ง
1
ช้อนโต๊ะบีบมะนาว
3-4
ลูกไม่เกิน
1
เดือน
กระเพาะอาหาร
,
กรดในกระเพาะ
1.
ขมิ้นชัน
5-7
เม็ดทานระหว่าง
0700-0900
เช้าบํารุงกระเพาะอาหาร
2. Assimilaid
สมุนไพรสกัดบํารุงกระเพาะ
3.
กระเจี๊ยบเขียว
3-5
ฝักเมือกเพคตินสมานแผลในกระเพาะ
บํารุงม้าม
1.
ถั่วเหลืองหรือมันเทศสีเหลืองหรือขมิ้นชันทานเวลา
0900-1100
น.บํารุงม้าม
2.
อัลฟ่า
20
ซีสมุนไพรสกัดทานเวลา
0900-1100
น. บํารุงม้ามให้ผลิตเม็ดเลือดขาวสร้างภูมิคุ้มกันแก้
นํ้าเหลืองเสียป้องกันงูสวัด
3.
ดอกอัญชัญต้มนํ้าทานนํ้าบํารุงม้ามช่วยให้นํ้าเหลืองดี
Page 6
แก้ปวดข้อ
1.
ลูกเดือยต้มทานเนิ้อแทนข้าว
7
วันรวม
21
มื้อแต่ละมื้อต้องมีลูกเดือยในสัดส่วนมากกว่า
70%
ของมื้อนั้น
2.
ใบยอนึ่งคั้นนํ้าหรือปั่นกินแก้ปวดข้อไม่ควรกินสดเพราะมีสารพิษ
3.
กากกระชายที่ได้จากการปั่นใช้ผสมเหล้ากับนํ้าตาลทรายพอกเข่าแก้ปวดได้
4.
นํ้าต้มใบรางจืดกับใบเตยกะสัดส่วนเองทานล้างสารเคมีตกค้างจากยาฝรั่ง ล้างกรดยูริก
ปรับความดันให้สมดุลย์
1.
นํ้ากระชายปั่น: กระชายล้างไม่ต้องปอกเปลือก
1
ขีดนํ้าผึ้ง
2
ช้อนโต๊ะมะนาว
2
ลูก
ล้างกระชายให้สะอาดปั่นให้ละเอียดเติมนํ้าสะอาดลงไป
2
แก้วกรองเอาแต่นํ้าใส่นํ้าผึ้งและนํ้ามะนาวลงไป
ผสมปรุงรสตามใจชอบได้
-
บํารุงกระดูก(เพราะมีแคลเซียมสูง)
-
บํารุงสมองเพราะทําให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น
-
ปรับสมดุลของฮอร์โมน
-
ปรับสมดุลของความดันโลหิต( ความดันโลหิตสูงจะลดลง ความดันโลหิตตํ่าจะสูงขึ้น
-
แก้โรคไตทําให้ไตทํางานดีขึ้น
-
ป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ
-
บํารุงมดลูก
-
แก้ปัญหาผมหงอกผมร่วง
-
อาการกระเพาะปัสสาวะเกร็ง(กรณีนี้อาจใช้เม็ดบัวต้มกิน)
-
ควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต
-
แก้ปัญหาไส้เลื่อน
*
กระชายมีฤทธิ์ร้อนหากรู้สึกร้อนในให้ลดจํานวนลง
เพิ่มเม็ดเลือด
1.
สัปปะรดกับใบโหระพา-ปั่นสดกรองทานแต่นํ้า
,
ผักชีปั่นกับสับปะรดทานนํ้า
,
ใบยอปั่นกับสับปะรดเพิ่ม
เม็ด
2.
ใบเตยต้มกับใบมะนาว
,
ใบเตยต้มกับแก่นขนุน
3.
ใบขี้เหล็กกินสุกเช่นแกงขี้เหล็กห้ามกินดิบเพราะมีสารพิษ
4.
สมาธิบําบัดโดยกสิณสีแดง
เพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน(
Estrogen)
1.
นํ้ามะม่วงสุก / มะม่วงกวนต้มกับนํ้ามะขาม/ นํ้ามะพร้าวอ่อน(ห้ามทานเนื้อ) /นํ้ามะเฟือง/ ผักกุ๊ยช่าย/
หอยแมงภู่แห้ง/ ปลิงทะเล/ ว่านชักมดลูก(ชายสูงอายุต้องกินจะช่วยให้ไม่เป็นไส้เลื่อนและไม่เป็นต่อมลูกหมาก
โต)
,
Page 7
2.
มุกสกัด
3.
ลูกยอสุกเอาเม็ดออก ผสมยาสระผมสมุนไพรแก้เหาแก้คันจากไรฝุ่นใช้ขับประจําเดือนอย่างแรง(ระวังอาจ
แท้งได้) ลูกยอมีฮอร์โมนเอสโตรเจนและตัวเบื่อเมาใช้สับปะรดใส่ช่วยดับกลิ่นลูกยอได้
4.
แครอทปั่นกับแอปเปิ้ลเขียวหรือฝรั่งหรือตะลิงปริง
,
บํารุงระบบเพศ
1.
เนื้อลูกบัวต้ม
2.
นํ้ากระชายปั่น
สูตรอาหารอื่นๆ
ใบกระเพราตากแห้ง- ใช้ต้มดื่มนํ้าช่วยขับปัสสาวะขับลม
ใบมะยม
,
รากเตย
,
ใบหญ้าหวาน- ใช้ต้มดื่มนํ้าช่วยบํารุงหัวใจด้านเบาหวานฟื้นฟูตับอ่อนให้แข็งแรง
ใบโหระพา- กินวันละ
7
ยอดเป็นยาอายุวัฒนะช่วยดูแลปอด
,
ตับ
,
ม้าม
,
ไต
,
หัวใจให้แข็งแรง
ใบโหระพาปั่นกับสับประรด- ช่วยสร้างเม็ดเลือด
ใบเตย+ใบมะนาว/ ใบเตย+แก่นขนุน/ ใบเตย+แก่นฝาง- ต้มรวมกันดื่มนํ้าช่วยสร้างเม็ดเลือด
ใบเตย+แฮ่ม- ลดนํ้าตาลในเลือดแก้ไมเกรน
ใบยอ- นําเอาใบมาย่างไฟแล้วยํากินช่วยบํารุงเลือดได้ดี
ใบหูเสือ- กินช่วยขับพยาธิได้
ใบขี้เหล็ก-ช่วยขับถ่ายและช่วยให้นอนหลับดีขึ้น
มันเทศ- ลดความอ้วนอุ้มไขมันไปทิ้งลดความชื้นของม้ามซุปมันเทศลดอาการตัวบวม
แกงบอน
,
ขมิ้นชัน
,
มันเทศ- เป็นอาหารลดความชื้นของม้ามและปอ
แกงสับปะรดใส่หอยแมงภู่แห้ง- แก้ปัสสาวะขัดต่อมลูกหมากโต
เนื้อสับปะรด- ต้านการอักเสบ
ตาแย่ตาป่วยตาเจ็บตาแสบ - ต้องล้างระบบดูดซึมและดื่มนํ้ากระชายและส่งอาหารที่มีวิตามิน
A
และวิตามิน
E
เข้าไปมากๆคือขมิ้น
,
แกงผักบุ้งเทโพ
,
ผักบุ้งไฟแดง
,
ผลไม้ตากแห้งเช่นกล้วยตากลูกเกด
ลูกเกด:- แก้ตาแพ้แสง
,
บํารุงผิวพรรณ
,
รักษาไมเกรนช่วยให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนหน้าได้ดี
,
แก้ถุงนํ้าดีข้น
,
ลดความบ้าโรคจิตขี้กลัวลดเครียด
,
ลดคลอเรสเตอรอลสรรพคุณคล้ายกระเจี๊ยบพุทราแห้ง
พริกหวานสีแดงป้องกันโรคปวดตามข้อได้ทําให้กระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวาสนุกสนาน
พริกหวานสีเหลืองกระตุ้นความอยากอาหารช่วยย่อย
พริกหวานสีเขียวคลอโรฟิลจะไปสร้างเม็ดเลือด
Page 8
www.pendulumthai.com/foodx.html

ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน

บทความของ อ.มงคล กริชติทายาวุธ
เรื่องที่ 829...ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
หนา 1 จาก 4
มงคล กริชติทายาวุธ
ปญหาเรื่องการอุจจาระ เปนเรื่องที่มีความสําคัญ ที่ทุกทานไมควรละเลย ปกติ
หากคนเราเคี้ยวอาหารไมละเอียด กินอาหารที่มีกากใยนอย มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ระบบ
การดูดซึมเสีย ไมถายอุจจาระ ในเวลา 05.00-07.00 น. เชา หรือ หากถายอุจจาระ หลัง
เวลา 7 โมงเชา ลําไสจะบีบ ใหอุจจาระขึ้นไปขางบน เวลาถาย จะถายไมหมด อุจจาระที่
คาง ก็จะเกาะที่ผนังลําไส พอมีอุจจาระใหมที่เหลวกวา มันก็แซงหนาไปกอน แตมันไม
สามารถดันพวกที่คางแข็งใหออกไปได พวกที่ คางแข็งไว ก็เกาะติดแนนไปเรื่อย ๆ
อุจจาระตกคางจะไปทับเสนเลือดตาง ๆ ในกระเพาะ และ กดทับกระดูกหลัง ทําใหเกิด
อาการมากมาย เชน ทองอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกลามเนื้อที่ไหล และ สะบัก
เวียนหัว ออนเพลีย นอนไมหลับ เปนฝา ไมเกรน และ อื่น ๆ อีกหลายเรื่อง
เพื่อใหผูอานหายของใจ นพ. กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตรอายุร
วัฒนนานาชาติ จะมาไขขอของใจใหทุกทานไดรับทราบ
นพ. กฤษดาฯ อธิบายวา เรื่องอุจจาระตกคาง หรือ อึคางเปนเรื่องจริง แตไม
ทุกคน เราอาจตรวจสัญญาณ อึคางในลําไสใหญไดเองงาย ๆ โดยการนอนหงาย แลวเอา
มือคลําทองดานซายลาง เลยสะดือไปทางซายหนอย แลวเอานิ้วทั้ง 5 ลองกดดูจนลึก
เต็มที่ เลื่อนไปมา ถามีอึคางอยู จะคลําไดเปนลํา คลายแทงยาว ๆ อยูตามรูปลักษณ
ของลําไส โดยลําไสใหญนี้จะยิ่งคลําไดชัด ในคนที่ผอม สําหรับคนเจาเนื้อ อาจตองใช
เทคนิคนอนแลวแขมวพุงชวย แลวคอยคลํา จะชัดขึ้น ที่จริงเรื่องการอึ ที่ดูเหมือนเปน
กิจวัตรธรรมดา ไมมีอะไรนั้น มันตองมีการฝกเขาสวมกันใหติดเปนนิสัย
กลุมคนที่มักมีปญหาเรื่องอึคาง ไดแก
1.เด็กเล็กที่ใหกินนมแลวนอนเลย
ไมพาอุมพาดบาลูบหลัง หรือ ไมพา
ขยับตัวกลิ้งไปมาสักนิดหนอย ใหไสไดบีบตัวบาง และ ในเด็กที่อึแข็งมาก อึนี่อาจแข็ง
ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
Page 2
บทความของ อ.มงคล กริชติทายาวุธ
เรื่องที่ 829...ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
หนา 2 จาก 4
มงคล กริชติทายาวุธ
ถึงกับบาดรูกนได เปนแผล แลวครั้งตอไป เด็กจะไมอยากอึออกมา เพราะกลัวเจ็บ
แผลแยก เลยยิ่งกลั้นพอยิ่งกลั้น อึก็ยิ่งแข็งคางไปเรื่อย
2.คนที่ผาตัดบอย
จะมีพังผืด ไปรัดลําไสขางในนุงนัง ทําใหบีบตัวไมดี อาจ
มีอึคางอยู ตามซอกโนนซอกนี้ในลําไส จนบางทาน กลายเปนลําไสอุดตันไปไดก็มี
3.ผูสูงอายุ และ คนไขนอนโรงพยาบาล
ที่ไมคอยไดขยับตัวลุกเดิน
4.คนที่ไมคอยไดออกกําลังกาย แถมกลั้นอึบอย
โดยเฉพาะทานที่ทํางาน
ออฟฟศ ตองนั่งแปะอยูกับที่นานๆ หรือ งานเขาบอย ตองขอผลัดเขาหองน้ํา ไปเรื่อย ๆ
ก็ไมดีครับ
5.ทานที่มีลําไสยาว
คือยิ่งยาว ก็ยิ่งเปนไซโล เก็บอึไวไดนานขึ้น บางทาน
จะสังเกตวา ผักก็กินเยอะ แตอึแคสัปดาหละหนเทานั้น
สําหรับเทคนิค “อึใหดี ไมมีตกคาง” มีดังนี้
1.อยาอั้นอึตอนเชา
เพราะถาเลยเชาไปแลว กวารางกาย จะสง
สัญญาณใหปวดอีก อาจจะนานจนผิดเวลา
2..อึใหตรงกับเวลาเดิม
เหมือนเปนการชวย
“
โปรแกรม
ลําไส
”
ใหคอยบีบไลอึ ออกมาสม่ําเสมอ ก็จะไมมีอึตกคาง
3.รอจังหวะขณะอึ
ถาขณะนั่งหองน้ํา ถายหนักอยู ถาไมปวดอยาเบง
ครับ ใหลองสังเกตวามันจะ“ปวดเปนชวง ๆ” แลวก็คลายไป แลวประเดี๋ยวก็ปวดบีบ
ขึ้นมาอีก นั่นเปนเพราะ ลําไสทานบีบตัวเปนลูกคลื่นเหมือนงูเลื้อย ถามันเลื้อยมาถึงตรงอึ
พอดี มันจึงปวดขึ้นมา ถาเบงตอนไมปวด จะเหมือนเปนการ“แกลงลําไส” ใหเกิด
แรงดันขึ้นมา โดยใชเหตุ เกิดลําไสตอนปลายโปงพองขึ้นมา กลายเปน “ริดสีดวงทวาร” ไป
4.นวดลําไส
ถาในเด็ก ใหนวดรอบสะดือ ในผูใหญใหนวดตรงทอง
ดานลางซาย เลยสะดือไป นวดเบา ๆ นวดไปมา แลวทิ้งไวสักพัก จะรูสึกปวดถายขึ้นมาได
Page 3
บทความของ อ.มงคล กริชติทายาวุธ
เรื่องที่ 829...ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
หนา 3 จาก 4
มงคล กริชติทายาวุธ
5.เอามือกดทองดานซายลางขณะถาย หรือ จะลุกขึ้น
นั่งยองเอาหนาขา เปนตัวกดไลอึออกมา
เพราะที่จริงแลว การอึที่ดี
ตามธรรมชาติของคนคือ “นั่งยอง” เพราะจะได มีแรงกดจากหนาขาดวย การที่ฝรั่งเอา
สวมแบบนั่งโถ มาใหเราใช เปนการผิดธรรมชาติมนุษย ที่จะไมมีแรงเบงอึมากในทานั่ง
หอยขา ทําใหคนเอเชีย กลายเปนทั้งริดสีดวง และ ทองผูกมากเหมือนฝรั่งดวย
6.ลุกขึ้นเดินไปมา
จะทําใหไสบีบตัวดี สักพักไสจะบีบรีดเอา “อึทาย
ขบวน” ที่เหลือออกมา แลวเราจะรูสึกปวดเบงอีกที
7.หมุนเอวเปนเลขแปดนอน หรือ รูปอินฟนิตี้
ในสวนนี้ ดร.
วัลลภ ปยะมโนธรรม ทานเลาวาพี่นองทาน 11 คน เปนมะเร็งลําไสหมด โดยทุกทานนั้น
ปรากฏวามีปญหาในการขับถายทุกคน มีทานคนเดียว ที่ไมเปนมะเร็งลําไส เพราะทานไม
เคยมีปญหาในการขับถาย ทานขับถายไดเปนปกติทุกวัน โดยทานใหคําแนะนําวา เราตอง
กระตุนใหลําไสของเราเคลื่อนไหว ทํางานในการขับเคลื่อนของเสียออกทางทวารหนักของ
เรา ทานใชวิธีการ ดังนี้
เมื่อตื่นนอนแลว หากตองยืนทําอะไรก็ตาม เชน การยืนลางหนา หรือ ยืน
แปรงฟน หรือ ยืนดูทีวี ทานจะไมยืนนิ่งๆ แตทานจะยืนบริหารลําไส ดวยการหมุนเอว
ของทานในรูปอินฟนิตี้ หรือ รูปเลขแปดผรั่งในแนวนอน การยืนบริหารลําไสเชนวา
ทานทํามาในสมัยเปนหนุม จนปจจุบันอายุ 66 ปแลว ไมเคยมีปญหาในการขับถาย และ
ไปตรวจหามะเร็งลําไส ก็ไมปรากฏ ทั้งๆ พี่นอง11 คน เปนมะเร็งลําไสหมดทุกคน ก็ขอ
นํามาเลาเสริมในสวนนี้ดวยครับ ทดลองทําดูแลว ก็ไดผล ทําใหขับถายไดวันละ 2 เวลา
ครับ - มงคลฯ
ปกติ ไมวาใครก็ตามถาความถี่ในการอึนอยกวา3 ครั้งตอสัปดาหถือวา “ทองผูก”
แลว นอกจากการออกกําลังกายแลว อาจใชอาหารลางลําไสชวยได เชน
1.
น้ํามะขามเปยก
Page 4
บทความของ อ.มงคล กริชติทายาวุธ
เรื่องที่ 829...ระวังอันตรายจากการอุจจาระของทาน
หนา 4 จาก 4
มงคล กริชติทายาวุธ
2.
ลูกพรุนแหง
รับประทานทั้งผล เพราะจะไดกากดวย ไมตองแยกกิน
แต น้ํา ยกเวน ถาเปนเด็ก
3.
แอปเปลเขียว
กินทั้งผล หรือ ปนทั้งกากก็ได
4.
ถั่วดํา
จัดเปนอาหารลางพิษไดดวย
5.
สับปะรด และ มะละกอ
ซึ่งมีน้ํายอยชวยกัดกากคราบโปรตีน
เกา ๆ ที่ถูกยอยไมหมด และ จะมีสภาพติดเปนอุจจาระยางเหนียวสีดําคลายกับ“จาระบี”
ออก
6.ใหเลี่ยงการ ดื่มน้ําเย็น ในตอนเชา โดย
ใหดื่มน้ําสะอาด หรือ น้ําอุนตอนเชาสัก
4
แกว
หลังตื่นมาทองวาง จะชวยใหลําไสบีบรัดตัวไดดี
ชวนใหปวดอึ
ขึ้นมามากขึ้นครับ
เพื่อสุขภาพที่ดี ทราบแลวตองปฏิบัติ อยาไดละเลย และ ชวนบุคคลที่ทานรัก
และ ปรารถนาดีใหรวมกันปฏิบัติตามดวยครับ
ดวยความปรารถนาดี จาก อ.มงคล กริชติทายาวุธ
  

หลักสูตร " ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ "

หลักสูตร " ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ "
ระยะเวลา 8 ชั่วโมง
ระหว่าง 09.00-17.00 น. ในวันเสาร์ต้นเดือน
ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคนทางานออฟฟิศ หรือมนุษย์เงินเดือน 20 คน ซึ่งถูกกาหนดเงื่อนไขให้
ได้เรียนรู้แบบแสบๆคันๆหัวเราะไม่ออก ขอทุกคนโปรดงดอาหารเช้า แล้วมาพบกันที่หน้าห้าง
ใหญ่ ย่านสยามสแควร์
เงินทอง บัตรเอทีเอ็ม มือถือ ที่พกมาโปรดฝากไว้ที่อาจารย์
ตอนเย็นจะคืนให้
แต่ทุกคนต้องหาวิธีไปถึงจุดนัดพบ ที่หน้าห้างใหญ่ตรงแยกลาดพร้าวในเวลา 17.00 น.
ทุกคนปฏิบัติการด้วยท้องที่หิว ต่างนาพาตัวเองสู่จุดนัดหมาย ด้วยประสบการณ์เฉพาะตนที่ยาก
จะลืมเลือน
แดง เล่าว่าเธอพยายามรวบรวมความกล้าไปขอเงินค่ารถเมล์ แต่ใจไม่กล้าพอ เพราะรูปร่าง
หน้าตาแบบเธอนี่
ใครเขาจะเชื่อว่าไม่มีเงินเลยสักบาท แต่ด้วยความมุ่งมั่น แดงเดินจากสยามไปถึงแยกลาดพร้าว
โดยไม่มีอาหารและน้า ตกถึงท้อง
แดง สรุปวีรกรรมของเธอว่าเป็นเรื่อง " ศักดิ์ศรี " ล้วนๆ เพื่อนๆจึงแถมด้วยว่า " ไม่ฉลาด "
เพราะไม่รู้จักขึ้นรถเมล์ฟรีสาหรับประชาชน
ต้อย แก้โจทย์แรกทาอย่างไรจึงหายหิว ต้อยเล็งแม่ค้าหมูปิ้งท่าทางมีเมตตา ต้อยเริ่มบรรยาย
ว่าเธอไม่ได้กินข้าวเช้า
กาลังจะเป็นลมแล้ว แม่ค้าสงสารยื่นหมูปิ้งให้สองไม้แถมข้าวเหนียวอีกห่อ
ณ นาทีนั้น ต้อยสัญญากับตัวเองว่า ทันทีที่ภารกิจเสร็จ ได้กระเป๋าสตางค์ของตนคืน จะมาเหมา
หมูปิ้งหมดเลย
แต่พอถึงตอนเดินไปขอใช้โทรศัพท์มือถือ จากผู้ที่เดินผ่านไปมา สายตาที่มองต้อยหัวจรดเท้า
หรือท่าทีธุระไม่ใช่ของคนเหล่านี้
ต้อยสรุปว่า น้าใจแห้งแล้งกว่าแม่ค้าหมูปิ้งยิ่งนัก ต้อยบากหน้าขอยืมมือถือกว่าสิบราย
แต่สุดท้ายมีหญิงวัยกลางคนให้เธอยืมมือถือมาโทรฯ ได้สาเร็จ
ต้อยสัญญากับตัวเองเป็นคารบสองว่าต่อจากนี้ไป ใครมาขอยืมใช้โทรศัพท์มือถือ เธอจะเต็มใจ
ให้ใช้ โดยไม่เกี่ยงงอนใดๆเลย
นี่คือ คาสัญญาจากต้อย
Page 2
2
เอก พยายามทดสอบน้าใจผู้คน แต่ไม่มีใครเชื่อว่าชายครบสามสิบสอง ไม่พิกลพิการจะมีหน้า
มาแบมือขอเงิน เอกต้องทนหิว
ถึงบ่ายแก่ๆ ไปขอเงินจากนักศึกษาสาวที่มองเอกอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินจากไป
ราวสิบนาทีต่อมา เธอยื่นถุงจากร้านสะดวกซื้อให้เอกโดยไม่พูดสักคา เอกรับมาเปิดดู มี
เครื่องดื่มเย็นๆสองขวด
แซนวิช และธนบัตรหนึ่งร้อยบาทในถุงนั้น
เอกเล่าว่าอยากจะวิ่งไปขอบคุณนักศึกษาสาวผู้นั้น แต่เธอเดินลับหายไปในฝูงชน บุญคุณครั้ง
นี้เอกจะไม่ลืม
เงินร้อยบาทที่ได้มาเป็นเงินที่มีค่ากว่าเงินเดือนหลายหมื่นที่ฝ่ายการเงิน โอนเข้าบัญชีของเอก
ทุกเดือนซะอีก
เอกกาลังคิดว่า ตนจะตอบแทนสังคมที่มีผู้มีน้าใจได้อย่างไร
วิทยา เป็นวิทยากรกระบวนการหลักสูตรนี้ แต่ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีเงินและมือถือเช่นเดียวกัน
กับคนอื่น
วิทยาปล่อยวางและเล่น "เกม" นี้อย่างไม่กดดันตัวเอง แต่พยายามเข้าใจปฏิกิริยาของคนที่เขา
ไปขอเงิน
และพยายามเชื่อมโยงเหตุผลที่ทาให้บางคน " มีน้าใจ " กว่าคนอื่น
วิทยาได้รับความช่วยเหลือจากคนที่ใส่ใจรับฟัง หรือจ้องมองดวงตาของวิทยา
แต่ผู้คนที่เร่งรีบไม่มีเวลาแม้แต่หยุดฟัง มักเชิดหน้าผ่านไปพร้อมส่งสัญญาณอามหิต
แปลความได้ว่า...ชีวิตใคร ชีวิตมัน อย่ามายุ่งกับข้า…
ผู้เข้าร่วมทั้ง 20 คนมาถึงจุดนัดหมายด้วย " ตัวช่วย " ต่างกันแต่ทุกคนสรุปตรงกันว่า ต่อไปตน
จะทาหน้าที่เป็นผู้ให้อย่างเต็มใจเมื่อมีผู้ร้องขอ
เพราะถ้าเราไม่ให้ ไม่ช่วยคนในสังคมแล้ว สังคมที่เราอยู่ร่วมกันนี้ก็คงไม่มีการให้มีแต่ความ
เป็นตัวใคร ตัวมัน
หลักสูตรครึ่งวันนี้ได้ชี้ทางว่า เราควรใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร ?
(จาก หนังสือ สานพลัง สานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คอลัมน์ เล็กไปใหญ่ โดย
นายแพทย์ ชาตรี เจริญศิริ)