++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2548

อาเศียรวาท พระมหาราชภูมิพล

ขอถวายบังคมยุคลบาท
มหาราชจำรัสนิรัตติ์ศัย
พระผู้เป็นโพทองของชาวไทย
ศูนย์รวมใจจงรักแลภักดี

พระทัยดุจบิดรอาทรบุตร
มิยั้งหยุดทรงบุกไปทุกที่
แดนกันดารป่าดงภูพงพี
ด้มีระย่อท้อพระทัย

ฝ่าดงเหลือบริ้นนยุงและฝูงทาก
ทางลำบากลำบนพระทนไหว
ทรงจุนค้ำบำบัดขจัดภัย
และแก้ไขความแล้งแหล่งทำกิน

การุณพระมากล้ำสุดรำพัน
สุดเลือกสรรปรากฏได้หมดสิ้น
ประจักษ์ใจไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน
เทอดภูมินทร์เหนือเศียรจำเนียรมา

ในวาระประเสริฐยิ่งมิ่งมงคล
เฉลิมชนม์ครบวันพระชันษา
ปวงข้าเจ้าเผ่าไทยใจปรีดา
น้อมวันทาถวายพระพรชัย

สรวมเดชะบารมีแห่งตรีรัตน์
ดลพิพัฒน์เรืองรองผุดผ่องใส
นีรทุกข์นีรโศกและโรคภัย
อันตรายใดใดมิได้พาน

เจริญพระชนม์พรรษากว่าร้อยปี
บารมียิ่งใหญ่แผ่ไพศาล
ธำรงเศวตรฉัตรชัชวาล
ยั่งยืนนานเคียงอยู่คู่ชาติไทย

ทรงพลังพรั่งอยู่มิรู้หาย
วรกายสง่าราศีใส
แม้นทรงพระประสงค์จำนงใด
สฤษฎ์สมพระทัยโสตถิเทอญฯ

สวัสดิ์ ศิริคุปต์

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2548

กลยุทธ์สู่ผลิตภาพ องค์กรแห่งวันพรุ่งนี้

"สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่ทรัพยากรมนุษย์ มนุษย์จะเป็นศักยภาพที่สำคัญของ
องค์กรที่จะทำให้องค์กรนั้นประสบความสำเร็จทางธุรกิจมาก ที่สุด
ในการลงทุนผู้บริหารกิจการจึงควรระลึกอยู่เสมอว่า การลงทุนในทรัพยากร
มนุษย์เป็นเรื่องสำคัญที่สุด"

นี่คือคำกล่าวของ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ที่ให้ข้อ
คิดเกี่ยวกับ "การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์" ในการสัมมนาเรื่อง "Redefining Business in A
sia Pacific" เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 นี้เอง

ท่าน ได้กล่าวเสริมว่า "การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ความสำคัญอยู่ที่การศึกษา ซึ่งต้องไม่จำกัดอยู่ที่การศึกษาในโรงเรียนเพียงเท่านั้น ทั้งนี้เพราะความรู้ต่างๆ ที่สมควรได้รับจะมาจากรอบตัว ในขณะที่ความรู้ที่ได้จากในโรงเรียน
จะเปลี่ยนจะล้าสมัยไปทุก 5 ปี การผลิตบุคลากรนับจากนี้ต่อไปจึงต้องให้
ความสำคัญกับการสร้างนักคิดให้เกิดขึ้นอย่างมาก"

นอก จากนี้ท่านยังแนะว่า "การศึกษายังเป็นสิ่งจำเป็นของผู้นำธุรกิจ ผู้บริหารองค์กร ผู้นำธุรกิจจะต้องนำความรู้ที่ได้มาปรับปรุงธุรกิจที่ทำอยู่ทั้ง
ยังต้องสร้างคนใหม่ที่เข้ามาให้มีความสามารถทัดเทียมพนักงานที่มีศักยภาพ
ของบริษัท หรือเมื่อเขาต้องการกลับไปสู่บ้านเกิด ก็ต้องให้เขานำความรู้ความ
สามารถนั้นติดตัวไปบริหารกิจการที่บ้านเกิดเขาได้"

จึงสรุปได้ว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กรใดๆ จะอยู่ที่
"ความสามารถในการบริหารทรัพยากรมนุษย์" และ "ความสามารถในการเรียน
รู้ของพนักงาน" เป็นสำคัญ

ดังนั้น ที่ว่ากันว่า องค์กรที่มีศักยภาพในการแข่งขันและอยู่รอดอย่าง ยั่งยืนได้
มักจะมีลักษณะของ "องค์กรแห่งการเรียนรู้" (Learning Organization) จึงเป็นเรื่องที่ไม่ห่างไกลความจริง
เรื่องนี้มีนักเขียนและนักวิชาการชื่อ ปีเตอร์ เซนกี (Peter Senge) ได้ ให้ความหมายของ
"องค์กรแห่งการเรียนรู้" ไว้ว่า
"องค์กรหรือกลุ่มคนที่สามารถเพิ่มพูนและขยายได้ทั้งขีดความสามารถในการเรียนรู้ร่วมกันและความ
สามารถในการทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง"

พูดง่ายๆ ว่า "องค์กรแห่งการเรียนรู้" จะเป็นองค์กรที่มีพนักงานซึ่งมี
ความสามารถในการสร้างผลงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ (Group of people that can create better results)
ปัญหาของเราจึงอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรที่จะกระตุ้นให้พนักงานในองค์กร
ของเรามีความเป็น "นักคิด" และ "นักเรียนรู้" เพิ่มมากยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อจะได้
สร้างผลงานที่ดีขึ้นๆ ตลอดเวลา (สำหรับการต่อสู้แข่งขันที่ดุเดือดเลือด พล่านเช่นทุกวันนี้)

แต่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติแล้ว หลายๆ องค์กรกลับกลายเป็นองค์
กรที่ "ฆ่า" หรือทำลายนักคิดนักเรียนรู้ไปอย่างไม่รู้ตัว แทนที่จะส่งเสริมให้เพิ่ม จำนวนมากขึ้น
องค์กรจำนวนไม่น้อยที่สร้าง "พวกที่ไม่มีเวลาคิด" เพราะพนักงานต่างคน
ต่างมีภารกิจมากมายที่ต้องทำต้องสะสางให้เสร็จตามกำหนด จนไม่เหลือ
เวลาที่จะคิดอ่านหรือวางแผนงานล่วงหน้าเลย

หลายองค์กรที่พนักงานมีงานไม่มากนัก (คือพอมีเวลาว่างบ้าง) แต่ก็คิด
กันว่า "ธุระไม่ใช่" หรือ "เรื่องคิดไม่เกี่ยวกับงานเลย" เพราะไม่ถูกสั่งให้คิดหรือ
ไม่รู้จะคิดไปเพื่ออะไร หรือคิดเพื่อใคร คิดไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมาบ้าง เป็นต้น
บางแห่งมีพนักงานที่ขยันคิดขยันเสนอแนะไม่น้อย แต่ก็ท้อแท้เพราะ
"เสนอไปแล้วไม่มีใครฟัง"
ที่หนักกว่านั้นคือ การระบาดของ "โรคขี้เกียจคิด" ในองค์กร เพราะความ
ขี้เกียจของแต่ละคนจริงๆ
เรื่องของการสร้างนักคิดนักเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร
จึงเป็นเรื่องที่พูด กันได้ง่าย แต่ทำให้เกิดขึ้นยากจริงๆ
อย่าว่าแต่การส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่พนักงาน หรือ "การ
ทำงานเป็นทีม" เลย เอาแค่เพียงแต่ว่า "ใครรู้อะไรแล้วรู้จักถ่ายทอดให้คนอื่น
ได้รู้บ้างเพื่อประโยชน์แก่องค์กรเป็นส่วนรวม" ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ แล้ว
เรื่อง นี้จึงขึ้นอยู่กับ "วัฒนธรรมองค์กร" ของแต่ละแห่ง ซึ่งควรจะต้องมีส่วนสร้างเสริมบรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยหรือ เกื้อหนุนให้
พนักงานรักการเรียนรู้และขยันเสนอแนะกันมากๆ
วัฒนธรรม องค์กรที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ ความเป็นประชาธิปไตย ซึ่ง หมายถึง การมีผู้นำที่มุ่งมั่นและมีจิตวิญญาณของนักเรียนรู้ มีความเป็นประชาธิปไตย ที่สามา
รถสร้างบรรยากาศแห่งความเปิดเผยไว้วางใจ สนับสนุนให้ เกิดการมีส่วนร่วมทำงานเป็นทีม รู้จักรับฟังปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นต้น

ความเป็นเผด็จการ จึงเป็นศัตรูตัวร้ายของ"องค์กรแห่งการเรียนรู้"
เพราะที่ไหนมีแต่ "คำสั่ง" ที่นั้นคนก็ไม่ต้องคิด (คิดไม่เป็น)
และที่สำคัญยิ่งก็คือ องค์กรจะต้องกำหนด "วิสัยทัศน์ร่วม" (Shared Vision) ที่เกิดจากการระดมความคิดของผู้บริหารและพนักงานในองค์กร
เพื่อยึดเป็น "ศูนย์รวม" หรือกรอบของการประพฤติปฏิบัติสู่อนาคตที่รุ่งโรจน์ด้วย
การทำงานเป็นทีม จึงเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญยิ่งของ
"องค์กร แห่งการเรียนรู้"
ทีมงานจะมีบทบาทอย่างมากในการส่งเสร ิมให้พนักงานแต่ละคนในทีม
ได้เรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์ เพราะทีมงานที่ดีควรจะประกอบด้วย
พนักงานที่มีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน โดยแต่ละคนจะใช้จุดแข็งของตนเอง
เสริมจุดอ่อนของคนอื่น เพื่อทำงานร่วมกันให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิ
ภาพและประสิทธิผล (ซึ่งแต่ละคนหากแยกกันทำแล้วจะทำไม่ได้ ผลงานรวม
เป็นทีม) ความรู้ความสามารถของแต่ละคนในทีม จึงมีส่วนสำคัญยิ่ง
เพราะทีม งานที่มีประสิทธิภาพ จะเกิดความรู้ความสามารถของลูกทีม และการทำงาน
ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนมีประสิทธิภาพ
เราจึงต้องส่งเสริมให้แต่ละคนเป็น "นักคิดนักเรียนรู้" ในที่ทำงานด้วย
เราจึงต้องตอกย้ำว่า วิธีที่เราทุกคนจะได้มาซึ่งความรู้ความสามารถและ
มีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นนั้น จะต้องยึด "อ่าน-ฟัง-คิด-ทำ" เป็นหลัก
ถ้าเราไม่ชอบอ่านหนังสือ เราก็ควรจะต้องรู้จักฟังให้มากขึ้น คิดให้มาก
ขึ้น และต้องนำสิ่งที่ได้ฟังได้อ่านมาไปลงมือทำให้เกิดผลสำเร็จเป็น
ประสบการณ์ด้วย และสิ่งที่จะขาดเสียมิไม่ได้เลยก็คือ เราจะต้องมีจิตวิญญาณของ "การ
ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง" ด้วย ดังนั้นถ้าองค์กรไหนมีพนักงานที่ไม่รักการอ่าน ไม
่ชอบคิด ไม่รู้จักฟัง (ไม่ยอมเข้าอบรมสัมมนา) กันมากๆ ผมว่าคงไม่นานเกินรอ และต้องเรียกว่า
เป็น "องค์กรแห่งวันวาน" เพราะขาดคุณสมบัติของ "องค์กรแห่งวันพรุ่งนี้" (องค์
กรแห่งอนาคต)

ถึงวันนั้น องค์ กรใครองค์กรมัน ครับผม!

โดยคุณ : วิฑูรย์ สิมะโชคดี -

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

" T- 2 " เทคโนโลยีการแพทย์ไทย รับมือโรคเขตร้อนที่ถูกประเทศตะวันตกละเลย

เทคโนโลยีฝีมือไทย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ประเทศไทย เริ่มโครงการ "T-2" หลังมีความพร้อม ทั้งบุคลากร แหล่งข้อมูล และเงินสนับสนุนการวิจัย เพื่อรับมือกับโรคในเขตเมืองร้อน ไม่ว่าจะเป็นวัณโรค มาลาเรีย ไข้เลือดออก ซึ่งเป็นโรคที่ชาติตะวันตกไม่ให้ความสำคัญในการวิจัย เพื่อผลิตยารักษาโรคเหล่านี้ เหตุเป็นโรคที่เกิดกับกลุ่มประเทศที่ยากจน ไม่ทำกำไรการค้า
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทผลิตยาเอกชนรายใหญ่รายหนึ่งของโลก ได้บริจาคยาตัวหนึ่งจำนวนหนึ่งล้านหน่วย เพื่อเป็นสาธารณกุศลแก่ชาวแอฟริกาผู้ยากไร้ ซึ่งโดยที่จริงแล้วเพื่อผลิตยาตัวนี้ เพื่อใช้รักษาโรคในสุนัข และยาดังกล่าวขายดีในยุโรปจนได้ผลกำไรมหาศาล แต่ด้วยเหตุบังเอิญ ทีมวิจัยของบริษัทดังกล่าว ได้ค้นพบว่า ยาตัวนี้สามารถออกฤทธิ์เป็นยารักษาโรคที่เกิดในประเทศเขตร้อน ชื่อโรคฟิลาเรียซิส ซึ่งเป็นโรคพยาธิชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ตาบอด ยารักษาสุนัขของคนรวย จึงบังเกิดผลพลอยได้ ช่วยรักษาโรคที่เป็นกับคนจนได้ด้วย
กลุ่มประเทศเขตร้อน ได้แก่ ประเทศในทวีปแอฟริกา และส่วนใหญ่ของทวีปเอเชีย ซึ่งรวมถึงประเทศไทย กลุ่มประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ยารักษาโรคและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เกือบทั้งหมดต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเขตตะวันตกซึ่งมีอากาศแห้ง และค่อนข้างเย็นกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศดังกล่าว
ดังนั้น งานวิจัยที่ชาติตะวันตกทำขึ้นนั้น บางส่วนก็เป็นโรคที่เกี่ยวข้องแต่ในภูมิภาคตะวันตก บางส่วนก็เป็นโรคที่พบว่าเกิดทั่วโลกและมีผลกระทบในวงกว้างเช่นโรคเอดส์และ โรคมะเร็ง รวมถึงโรคที่สามารถทำรายได้อย่างงามให้แก่ผู้ผลิต ซึ่งมักเป็นยาสำหรับโรคที่เกิดกับผู้มีฐานะความเป็นอยู่ดี เช่น ยาแก้โรคหัวใจ ยาที่เกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ และยาบำรุงเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง และมีอายุยืนยาว เป็นต้น
ขณะที่งาน วิจัยเกี่ยวกับโรคเขตร้อน รวมถึงยาและเทคโนโลยีสำหรับโรคเหล่านี้ กลับมีอยู่น้อยมาก นอกจากนี้โรคเขตร้อน เช่น มาลาเรีย วัณโรค ไข้เลือดออก และโรคหนอนพยาธิ เป็นโรคที่มักเกิดกับคนจนเป็นส่วนใหญ่ จึงขาดแรงจูงใจแก่บริษัทผลิตยาชั้นนำ ในการผลิตยาและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรักษาโรคเหล่านี้
ส่วนประเทศไทยของ เรา แม้จะจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีภูมิอากาศร้อนชื้น แต่โชคดีกว่าชาติอื่นๆ ตรงที่มีความพร้อม โดยมีองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการพัฒนาทางสาธารณสุขอย่างยั่งยืนครบทั้ง 3 ประการ ประการแรก คือ นักวิทยาศาสตร์ไทย โดยเฉพาะแพทย์และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดได้ว่าเป็นบุคลากรที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับในระดับโลก
ประการ ที่ 2 แพทย์และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เปรียบนักวิทยาศาสตร์ หรือแพทย์ตะวันตก ที่แม้จะมีเทคโนโลยีทันสมัย แต่ก็ขาดทักษะความชำนาญในด้านโรคเขตร้อน เมื่อเทียบกับบุคลากรของเรา ซึ่งถือเป็นความพร้อม
ประการสุดท้าย เรามีแหล่งเงินทุนสนับสนุนการวิจัยถึง 3 แหล่งด้วยกัน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ( ศช.) ในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และองค์การอนามัยโลก (TDR/WHO)
ดังนั้น ไทยจึงได้จัดทำ โครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อป้องกันและบำบัดโรคเขตร้อน (Thailand - Tropical Diseases Research Programme) ซึ่งมีชื่อเรียกย่อว่า " T - 2" ขึ้น เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น ยา น้ำยาที่ใช้ตรวจวินิจฉัยโรค รวมถึงวัคซีนสำหรับโรคเขตร้อนโดยเฉพาะโรคเขตร้อนที่กำลังมีการวิจัยกันอยู่ ในโครงการ T - 2 " ขณะนี้ ได้แก่ มาลาเรีย วัณโรค ไข้เลือดออก ไวรัสตับอักเสบ โรคหนอนพยาธิ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร และโรคแทรกซ้อนที่เกิดกับผู้ป่วยโรคเอดส์ ซึ่งหากทำสำเร็จจะสามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรค และลดต้นทุนการนำเข้าเวชภัณฑ์จากต่างประเทศได้เป็นจำนวนเงินมหาศาล
ส่วน ความก้าวหน้าของโครงการ "T - 2" ในขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการศึกษาและดำเนินการจดทะเบียนยากลุ่ม ไดไฮโดรอาธิมิซินิน (Dihydroarthimisinin) ซึ่งออกฤทธิ์เป็นยาต้านมาลาเรีย และใช้ชื่อทางการค้าว่า ทวิซินิน (TWISININ) ซึ่งถือเป็นการขึ้นทะเบียนยาอย่างเป็นสากลเป็นครั้งแรกของคนไทยอีกด้วย
ศ.ยอด หทัย เทพธรานนท์ ผู้อำนวยการโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อการป้องกัน และบำบัดโรคเขตร้อน กล่าวถึงความก้าวหน้าส่วนหนึ่งของโครงการ T - 2 " ว่า นอกจากการขึ้นทะเบียนยาแก้มาลาเรียตัวแรกที่เป็นลิขสิทธิ์ของคนไทยแล้ว โครงการ T - 2 " ยังให้การสนับสนุนการวิจัย ทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐานและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ รวมถึงการพัฒนาและสร้างนักวิจัยด้านโรคเขตร้อน และให้ทุนในระดับบัณฑิตศึกษาทางด้านระบาดวิทยาโรคเขตร้อน
นอกจากนี้ ยังจัดตั้งห้องปฏิบัติการพิเศษ เช่น ห้องปฏิบัติการเก็บรักษาและจำแนกสายพันธุ์เชื้อวัณโรคในประเทศไทย ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาสารยับยั้งการเจริญของเชื้อมาลาเรีย รวมถึงสนับสนุนการตั้งโรงงานผลิตยาแคปซูลที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหิดล เป็นต้น
"โครงการ 'T - 2' นี้ เป็นการวิจัยโรคเขตร้อนที่เป็นโรคของคนจน งานวิจัยของเราจึงอาจถือได้ว่า เป็นการช่วยคนจนที่ไม่มีเงินซื้อยาแพงๆ ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ งานวิจัยนี้มีความยาก ตรงที่โรคเขตร้อนมักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่น ขณะนี้วัณโรคได้กลับมาเป็นโรคที่เป็นสาเหตุของอัตราการตายสูงสุดอีกครั้ง สาเหตุเนื่องมาจากการกลายพันธุ์ของเชื้อวัณโรคที่ดื้อยา ซึ่งมักพบเป็นโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเอดส์ และจากที่เคยเป็นโรคที่เกิดกับคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาดและกิน อาหารไม่ถูกสุขลักษณะ" ศ. ยอดหทัย กล่าว
โดยปัจจุบันพบว่า คนที่มีฐานะความเป็นอยู่ดีก็เป็นโรคนี้กันมากขึ้น ตัวอย่างเช่นพวกที่ติดเชื้อวัณโรคจากพนักงานขับรถประจำตำแหน่งของตัวเอง โรคเขตร้อน จึงมีผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นทุกขณะ รวมทั้งงานวิจัยโรคเขตร้อน จึงเป็นงานที่หนักและยาก และต้องการการสนับสนุนด้านทุนวิจัยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังต้องการความเสียสละ และความจริงใจ ทั้งจากนักวิจัยอาวุโส รวมถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ด้วย
อย่างไรก็ตาม โครงการ 'T - 2' ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากนักวิทยาศาสตร์ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การประสานงานและการแลกเปลี่ยนความรู้ทางการแพทย์ จึงไม่ได้จำกัดขอบเขตความร่วมมืออยู่แต่ในหมู่นักวิจัยชาวไทย และในขณะนี้ทางโครงการได้ริเริ่มการจัดตั้งเครือข่ายข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัย แพทย์ และบุคลากรของโรงพยาบาลทั่วประเทศ
รวม ไปถึงประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในเขตร้อนอื่นๆ ก็สามารถเข้ามาใช้เครือข่ายฐานข้อมูลนี้ร่วมกันได้ โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อบำบัดโรคเขตร้อน ซึ่งถือได้ว่าการดำเนินงานของโครงการนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของความพยายาม ที่จะยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตัวเองของกลุ่มประเทศเขตร้อน รวมทั้งยังเป็นความหวังและความภาคภูมิใจของคนไทย ทั้งในแง่การสาธารณสุขของประเทศ โดยช่วยให้คนไทยมียาและเวชภัณฑ์ที่ผลิตได้เอง ไม่จำเป็นต้องซื้อจากต่างประเทศในราคาแพง และยังจะเกิดผลดีต่อการฟื้นฟูภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวต่อไป อีกด้วย

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

วันโรคถุงลมโป่งพองโลก

คอลัมน์ ส่องโรคไขสุขภาพ
วันที่ 17 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็นวันโรคถุงลมโป่งพองโลก ตามการกำหนดขององค์การอนามัยโลก ศ.น.พ.ยงยุทธ์ พลอยส่องแสง ประธานฝ่ายวิจัยในคณะกรรมการบริหารสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้มีขึ้นเพื่อกระตุ้นให้คนทั่วโลกตระหนักถึงอันตรายของโรคนี้ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการสูบบุหรี่ ปอดของคนสูบบุหรี่ถูกทำลายเสียหาย ถุงลมในปอดโป่งพองทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่ได้เท่าที่ควร คนไข้จะขาดออกซิเจนทำให้หายใจลำบากเหนื่อยตลอดเวลา ระบบภูมิต้านโรคต่ำ โรคนี้ระยะสุดท้ายปอดจะทำงานแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา นอนบนเตียงหรือนั่งบนรถเข็น ปัจจุบันนี้ในไทยมีคนไข้โรคถุงลมโป่งพองมากพอสมควร

"คน ไข้ส่วนใหญ่จะมาพบหมอด้วยอาการเหนื่อย ปอดถูกทำลายไปมากแล้ว ทางที่ดีควรพบแพทย์ ตรวจสมรรถภาพปอด การเอ็กซเรย์ทางคอมพิวเตอร์ก็บอกได้ว่า ปอดถูกทำลายหรือไม่ การเลิกสูบบุหรี่จะช่วยได้มาก ผู้ป่วยโรคนี้ช่วงอายุ 60-70 ปี พบมากที่สุด คนอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปก็เริ่มพบโรคถุงลมโป่งพองแล้ว" ศ.น.พ.ยงยุทธ์กล่าว

ศ.น.พ.ยงยุทธ์กล่าวว่า โรคถุงลมโป่งพองแตกต่างจากมะเร็งปอด โดยถุงลมโป่งพองเกิดจากสารพิษในบุหรี่ทำลายเนื้อปอด ส่วนมะเร็งเกิดจากเซลล์ปอดผิดปกติ ซึ่งมะเร็งพบในอายุน้อยได้ สำหรับการรักษานั้นที่สำคัญที่สุดคือ หยุดสูบบุหรี่ เป็นการหยุดการทำลายปอด หลังจากนั้น จะให้ยาขยายหลอดลม ยาฆ่าเชื้อ ถ้าอาการมากต้องให้ออกซิเจน การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ

หยุดสูบบุหรี่ตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อของโรคถุงลมโป่งพอง

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2548

ให้รางวัลกับชีวิต

ให้รางวัลกับชีวิต
ทุกชีวิตที่แสวงหาความสุขนั้น บางครั้งก็หลงลืมไปว่า ความสุขไม่ได้อยู่ที่ไหน หรือเป็นสิ่งที่ต้องเสาะหายากเย็นแต่อย่างใดเลย ตัวคุณเองสามารถเติมความสุขให้กับตัวเองได้ด้วยมือของคุณเอง ผ่อนคลายชีวิตที่เต็มไปด้วยปมที่เครียดตึงเสียบ้าง

ดูตัวเองให้สดใส
คุณควรจดไว้ที่ปฏิทิน โดนกำหนดว่า อย่างน้อยเดือนนี้คุณต้องมีวันหนึ่งที่ดูแลตัวเองให้สดชื่นสดใส อาจเป็นการพาตัวเองไปว่ายน้ำเพื่อลดน้ำหนัก หรือตัดผมนวดหน้า หรือหาชุดใหม่ให้ตัวเองสักชุด

พาตัวเองไปในโลกกว้าง
ด้วยการอ่านหนังสือดีๆ หรือไปเที่ยวพักผ่อนเปิดหูเปิดตา ยังต่างจังหวัดบ้าง เพื่อนเป็นการเติมพลังให้ตัวเองได้ผ่อนคลาย และเห็นความสวยงามของโลกบ้าง มิใช่เอาแต่ทำงานทั้งปี

กำนัลตัวเอง
หากคุณทำงานจนมีเงินทองเก็บออมไว้บ้าง คุณอาจซื้อหาของขวัญที่คุณโปรด และอายกได้มานานบ้าง อาจเป็นของมีค่า หรืออาจเป็นของเล็กๆน้อยๆ

ปลูกต้นรัก
ในที่นี้หมายถึงให้คุณเปิดโอกาสให้ตัวคุณเองบ้าง ในวันคืนที่ทำแต่งาน และว่างเปล่าเหงาหงอยมานาน คุณควรยอมรู้จัก และมีนัดกับเพื่อนเพศตรงข้ามบ้าง เพราะความรักนั้คือรางวัลที่มีคุณค่าต่อชีวิตมากกว่าของขวัญชิ้นใด

เมื่อคุณเกิดความเบื่อหน่ายหรือไม่สนุกกับชีวิต เมื่อนั่นแหละคือสัญญาณบ่งบอกว่าคุณต้องให้รางวัลกับตัวเองบ้างแล้ว รางวัลที่จะให้กับตัวเอง ไม่ใช่เฝ้ารอให้คนอื่นมามอบให้

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2548

เรื่องน่ารู้ของ Octane...ออกเทน

น้ำมันเบนซิน ประกอบด้วย กลุ่ม CH ต่างๆหลายชนิด
แต่ละตัวมีคุณสมบัติ, ค่าความร้อน, จุดเดือด และ ค่าออคเทน ที่แตกต่างกัน
บริษัทน้ำมันจะ blend ให้ได้น้ำมันเบนซินสำเร็จรูป
ตามมาตรฐานที่กำหนดในแต่ละประเทศ บางรัฐ อาจจำเป็น
ต้องเพิ่ม Oxygenate เพื่อแก้อากาศเป็นพิษในฤดูหนาว
เช่น แคนาดา

กลุ่ม HydroCarbon( CH ) ที่สำคัญตัวแรก คือ paraffins
มีสูตรโครงสร้าง: Cn H2n+2
C1... C4 มีสภาพเป็นก็าส
C5... C16 มีสถานะเป็นของเหลว
มากกว่า 16 เป็นของแข็ง หรือ wax
กลุ่มนี้เรียกว่า Alkane มีวิธีเรียกชื่อ
ตามจำนวนโมเลกุลของ C เป็นภาษากรีก/ลาติน
และต่อท้าย(suffix)ด้วย "ane" ดังนี้
C1 เบาที่สุด Methane CH4 มีในแก็สธรรมชาติกว่า 90%
C3,C4 คือ Propane, Buthane เป็น LPG ที่ใช้เป็นแก็สหุงต้ม
C5 Pentane เห็นตัว pent แล้วคงนึกถึง *pentagon* ตึก 5 เหลี่ยม
มาจากรากศัพท์คำเดียวกัน
ถ้า "เพนตากอนโดนเฉือน" ===> หน้าสี่เหลี่ยม
เล่นเสียบ้างอย่าเครียดนัก ;-)
C6 Hex+ane=Hexane (หัวน๊อตหกเหลี่ยมก็เรียก Hexagon)
(วิธีคิดค่า H ให้ดูจากสูตรโครงสร้างข้างบน)

มาถึงตัวการสำคัญ:
C8H18 เลข 8 คือ Oct จึงเรียก "Octane"
ทำให้ผู้คนเป็นจำนวนมากพากันเข้าใจผิดว่า
ที่เขาเสียเงิน 2700 ล้านบาท ซื้อมา???เพิ่มค่าออคเทน นั้น
เขาคงจะซื้อตัวนี้ แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะมันมีอยู่แล้ว
แต่ตอนแรกที่กลั่นได้ยังเป็น Normal Octane (เรียก n Octane)
การจับตัวของโมเลกุลมีลักษณะเป็น straight chain เป็นเส้น
ค่าออคเทน ยังไม่ถึง 100 RO์N = Rerearch Octane Number
**บอกหน่วยละเอียด** เพื่อความเข้าใจอันดี ;-)
เพราะสเปครถยนต์ที่ขาย และ น้ำมันที่ใช้ในอเมริกา ***
ตามกฏหมายกลาง Federal regulation เขากำหนดน้ำมันเป็นค่า
AKI=Anti Knock Index ไม่ใช่ค่า RON ที่ใช้ในบ้านเรา !!!

โรงกลั่นทั่วไปใช้วิธีการหลายอย่างเพื่อ *เพิ่มค่าออคเทน*
ขณะเดียวกันยังเพิ่มผลผลิตได้อีก
ทำให้ *ลดต้นทุนการผลิต* เขาจึงมีกำไร
อาทิ Reformat ,ISOmerization, Alkylation
ผมของดไม่กล่าวในรายละเอียดว่าเป็น themal / cat
ใครสนใจต้องค้นต่อเอง

ในกระบวนการดังกล่าว เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง CH-group
และ รวม CH-group บางตัวจากสภาพ Gas ที่มีราคาถูกหรือไม่มีค่า
ทำให้เป็น liquid ใช้ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงได้ (เพิ่มผลผลิต)

เมื่อผ่านกระบวนการได้ reformate ออกมาแล้ว
n-Octane ก็กลายเป็น ISO-Octane
C8H18 ตัวเดิมเปลี่ยนโครงสร้างเป็น *branched chain Alkane*
2,2,4 TriMethylpentane
(ตัวเลข 2,2,4 ในที่นี้หมายถึงแตกกิ่งก้านสาขา 3 กิ่ง
ที่ตำแหน่ง C ที่ 2, 2, 4 )
การเรียกชื่อ เขาเรียก ตัวหลักตามค่า C cont. straight ที่ยาวที่สุด
ในกรณียังเหลือ C5 = pentane ส่วนกิ่งสาขา ที่ตำแหน่ง 2 และ 4
แยกออกเป็น 3 กิ่ง
แต่ละกิ่งเป็น Alkyl: CnH2n+1= CH3 เรียก Methyl
รวมกันเรียกว่า ===> 2,2,4 TriMethylPentane หรือ ISO Octane

ในตอนนี้ ISO-Octane มีค่าออคเทนเพิ่มขึ้นเป็น RON=100

เดิมเขาใช้ ISO-Octane เป็นตัว Reference (อ้างอิง)
ในการหาค่า Research Octane Number (RON)
แต่ค่า RON สูงสุด ก็ไม่ได้ถูกจำกัดไว้ที่ 100 เท่านั้น
สามารถทำให้สูงเกินกว่า 100 ได้ เพราะยังมีตัวอื่นอีกหลายตัว
เช่น กลุ่ม aromatic

กลุ่ม Aromatic: เป็นโครงสร้าง CH แบบ Ring มีกลิ่นเฉพาะตัว
เช่น Benzol หรือ Benzene= C6H6
สูตรโครงสร้าง: Cn H2n-6
ตัวนี้ unsaturated (ถ้าเขียนผิดช่วยแก้ด้วย)
มีความชั่วร้ายในตัวหลายอย่าง พร้อมที่จะเกิด reactive
ทำให้สถานะ unstable
กลิ่นดีก็ทำให้เกิดลูคีเมียถ้าสูดดมเข้าไปมาก
ด้วยลักษณะด้อยของตัวเองทำให้ถูกจำกัดการใช้งาน
ทั้งด้านเป็นเชื้อเพลิง และน้ำมันหล่อลื่น

แต่บนความชั่วร้ายก็มีความดี คือ ค่า RON ที่สูงกว่า 100
แต่ต้องผสมกับ solvent บางชนิด เช่น Toluene
เสียก่อนแล้วจึงจะ blend เข้ากับ gasoline ได้ (ไม่เกิน 1.3 vol%)
สมัยก่อนเยอรมันนิยมใช้มาก ภาษาเยอรมันเรียก MotorenBenzol
มีค่าความร้อนสูง 8400 kcal/l เทียบกับ 7650 kcal/l ของเบนซิน 91
** ค่าความร้อนที่สูงกว่า หมายถึงประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า
ลิตรต่อลิตรวิ่งได้ระยะทางไกลกว่า
ในปัจจุบัน น้ำมัน 95 ก็มีค่าความร้อนสูงกว่า 91
สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญทางเทคนิค
ที่ควรให้ประชาชน/นักเรียนนักศึกษาได้รับรู้

เครื่องยนต์ที่มีแรงอัดสูง เป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง
( thermal efficiencyสูง) และจำเป็นต้องใช้น้ำมัน *ออคเทนสูง*
...เป็นเงื่อนไขทางเทคนิคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องสำคัญที่ควรรู้ ORI=Octane Requirement Increase
ความต้องการค่าออคเทน ของรถยนต์เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 5 AKI(ออคเทน)
หลังจากใช้งานไประยะ....อ่านเองก็แล้วกัน
//--
It generally takes 10,000 to 15,000 miles for a vehicle to reach
equilibrium deposit levels and maximum ORI. On the average,
ORI is about 5 AKI numbers, but the ORI of individual engines
can vary from 1 to over 13 numbers.
Thus, an engine may not knock when it is new, but after it
reaches equilibrium, a higher octane grade of gasoline may be
required to prevent knocking.
//--

การที่รถยนต์รุ่นใหม่มี Knock sensor
ช่วยปรับไฟให้อ่อนลงตามค่าออคเทน ที่เปลี่ยนแปลง
สามารถช่วยไม่ให้เครื่อง knock ได้
แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพดีเท่าเดิม
เช่น เดียวกับการใส่แว่นตาเขียวให้ลากินฟาง และใช้งานหนัก

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2548

วิธีมอมยามีอย่างไรบ้าง?

บทความทางการแพทย์ โดย น.พ.โกสินทร์ แจ่มเพ็ชรรัตน์ คัดลอกจากนิตยสาร Image
ฉบับเดือน มกราคม 2542
เพื่อเป็นวิทยาทานแก่บุคคลทั่วไปโดยเฉพาะสุภาพสตรี จะได้รู้ไว้ป้องกันตัวเอง

Q : สมัยนี้ได้ยินอยู่บ่อยๆว่า
มิจฉาชีพใช้วธีมอมยากับเหยื่อเพื่อประทุษร้ายต่างๆ
นานา จึงอยากทราบว่าวิธีที่เค้าเรียกกันว่า "มอมยา" นั้น
มีกี่อย่างคะและยาแต่ละชนิดมีอันตรายอย่างไรเผื่อผู้หญิงอย่างเราจะได้รู้ไว้ป้อ
งกัน
ตัวเอง สุนิศา/กรุงเทพฯ

A : เป็นคำถามที่ดีซึ่งผมอยากจะตอบมากเลยครับเพราะภัยใกล้ตัวเช่นนี้แพร่ระบาดหนักขึ้น
ทุกวันยาที่เหล่ามิจฉาชีพใช้ มีทั้งในรูปแบบ สูบ สูดดม อม และดื่มกิน
ชนิดสูบ พบได้บ่อยตามสถานบันเทิงต่างๆ
อาจเริ่มจากมีบริกรหรือคนแปลกหน้ามาแจกมวนบุหรี่ให้สูบ แสร้งสร้างมิตรภาพบ้าง
หรืออ้างเป็นการบริการของสถานบันเทิงบ้าง สารเสพติดที่ใช้อัดใส่มวนบุหรี่คือ
กัญชา
หรือ เฮโรอีน กลิ่นกัญชาจะเหมือนเชือกหรือหญ้าแห้งไหม้ไฟ หลังสูบใหม่ๆ
จะกระตุ้นประสาท ร่าเริง ช่างพูด หัวเราะง่าย
ต่อมาจะคล้ายคนเมาเหล้าอย่างอ่อน
เพราะออกฤทธิ์กดประสาท ง่วงนอน ซึม มีภาพหลอน หูแว่ว สับสน
ควบคุมตัวเองไม่ได้
คราวนี้ก็หมูขึ้นเขียงเตรียมถูกเชือดกันละ

ชนิดสูดดม พวกนี้มีลักษณะเป็นไอระเหยได้รวดเร็วในอากาศ
ที่แพร่ระบาดมีหลายชนิดเช่น
Ether , Ethyl chloride , Buthly nitrite , Nitrous oxide
ที่รู้จักกันดีในชื่อก๊าซหัวเราะหรือ Amyl nitrite
ที่บรรดานัดเล่นยาเรียกว่าป๊อปเปอร์ส (Poppers)
กลุ่มนี้มิจฉาชีพจะเข้ามาประชิดตัวเพื่อให้เหยื่อสลบได้ในเวลาอันรวดเร็ว
อาการที่เกิดขึ้นหลังได้กลิ่นสารระเหยเหล่านี้คือ ไอ จาม คลื่นไส้
จนอาจมีเลือดออกจากโพรงจมูกได้ จนกระทั่งหมดแรงในที่สุด
วิธีแก้ปัญหาคือกลั้นหายใจเพื่อหยุดการสูดดม นอกจากสารระเหยที่กล่าวมาแล้ว
ยังมียายอดฮิตที่นิยมใช้สูดดมคือยาบ้า(Methamphetamine) และยาเค (Ketamine)
ยาบ้ามีหลายลักษณะทั้งกลม แบน รูปเหลี่ยม สีต่างๆกันตามรุ่น ตามปี พ.ศ.
เลยทีเดียว
บ้านเราที่พบบ่อยมักมีตัวอักษร ฬ บ้างเขียนเป็นตัว M บ้าง
หรือไม่ก็เป็นตัวเลข 99
อยู่บนเม็ดยากลมออกฤทธิ์คล้ายยาม้า ยาขยัน แต่มีความรุนแรงมากกว่า
ทำให้ตื่นตัวอยู่เสมอ เสพได้หลายวิธีทั้ง กิน ดองในเครื่องดื่มชูกำลัง
หรือนำมาบดแล้วนำไปลนไฟสูดดม นี่เหละครับที่นิยมเสพกัน สำหรับยาเค
ทางการแพทย์ใช้เป็นยาสลบก่อนการผ่าตัด มีทั้งเป็นผง น้ำ หรือ ผลึก กรณีผง
นักเสพยาจะใช้วิธีดมผงเล็กๆเหล่านี้เข้าทางระบบทางเดินหายใจ
หลังเสพยาจะรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย ตาพร่ามัว เสียสติ ประสาทหลอน
น่ากลัวที่สุดคือกดการหายใจได้
อาการประสาทหลอนอาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกได้แม้ไม่ใช้ยาเรียกว่า Flashback

ชนิดอม ที่นิยมใช้กันบ่อยและคุ้นหูกันดีคือ เมจิก เปเปอร์ส (Magic papers)
มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆคล้ายแสตมป์ สารเสพติดคือ LSD
เดิมทีเดียวใช้เป็นยารักษาคนไข้โรคจิตบางประเภท
แต่ปัจจุบันเลิกใช้เนื่องจากมีฤทธิ์หลอนประสาทรุนแรง ก้าวร้าว
เพ้อฝันในสิ่งเป็นไปไม่ได้เช่น คิดว่าตนเองเก่ง เหาะได้
กล้ากระทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง อย่างกรีดแขนทำร้ายตนเอง ฆ่าตัวตาย
สารเสพติดชนิดนี้สังเกตได้ไม่ยาก
หากคนแปลกหน้าหยิบยื่นสิ่งที่ดูแปลกตาให้เป็นแผ่นบางเพื่ออมแล้วละก็
ต้องปฏิเสธไว้ก่อนเป็นดีครับ

ชนิดกิน มีหลายชนิดครับพบบ่อยในขณะนี้นอกจากยาบ้า ก็มียาอี ยาเลิฟ นี่เอง
ยาอี
(E=Ecstasy) กับยาเลิฟ
เป็นยาในกลุ่มเดียวกันแต่แตกต่างกันในแง่โครงสร้างทางเคมี
ผู้เสพอาจเรียกชื่ออื่นตามรุ่นหรือรูปแบบของยาเช่น Enjoy , Adam , Batman ,
Yin
Yang ยามีสีสันอ่อนๆและรูปภาพต่างๆบนเม็ดยาเช่น รูปนก รูปคน รูปหัวใจ
ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทในช่วงเวลาสั้นๆ ออกฤทธิ์หลังเสพประมาณ 30-45
นาทีและอยู่ได้นาน 6-8 ชั่วโมง มองเห็นภาพและเสียงผิดปรกติ รู้สึกเคลิบเคลิ้ม
ควบคุมตัวเองไม่ได้ จนเป็นสาเหตุให้เกิดพฤติกรรมมั่วเพศ
ฤทธิ์ยาสั้นทำให้หัวใจเต้นเร็ว เกิดอาการสั่น
ชักได้ในบางรายกรณีรุนแรงทำให้การหายใจล้มเหลวจนตายได้
ผู้เสพยากลุ่มนี้ต่อเนื่องนานๆ
ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและมีแนวโน้มการฆ่าตัวตายสูงครับ

อีกชนิดที่อยากเล่าสู่กันฟัง หลายปีก่อนผมเป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ที่เกาะสมุย
เป็นที่ทราบกันว่าในคืนพระจันทร์เต็มดวงจะมีงานปาร์ตี้นักท่องเที่ยวที่หาดริน
เกาะพงัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเกาะสมุยมากนัก ใช้เวลาเดินเรือเพียงค่อนชั่วโมง
งานปาร์ตี้นี้เรียกว่า "Full Moon Party"
นักท่องเที่ยวจะมีการละเล่นที่ริมหาดร่วมกัน แลกของกัน นั่งดื่มกินกันจนเช้า
และมีฝรั่งขี้ยาบางกลุ่มใช้ยาเสพติดเพื่อกระตุ้นให้ตาสว่าง
หวังสนุกได้ทั้งคืนยันเช้า เช้าวันรุ่งขึ้นทีไรต้องมีเคสฝรั่งคลั่งอาละวาด
นำส่งโรงพยาบาลเสียทุกที ที่พบบ่อยคือผลของเมจิก เปเปอร์ส
และยาม้านี่แหละครับ
แต่บางรายไม่ได้เสพยาเหล่านี้
เพียงทานเช้ากับไข่เจียวแต่มีอาการคล้ายเมายาเอะอะโวยวาย
ทราบว่าไข่เจียวนั้นมีเห็ดขี้ควายผสมอยู่ นักท่องเที่ยวเรียกว่า Magic
Mushroom
เป็นเห็ดพิษขึ้นตามมูลควายแห้ง รู้จักกันในชื่อ เห็ดขี้ควาย
เห็ดชนิดนี้มีสารพิษหลอนประสาท เกิดอาการมึนเมาได้เช่นกัน

ชนิดดื่ม คงหนีไม่พ้นยานอนหลับ ตัวยาที่ถูกนำมาใช้อย่างผิดๆ
จนมีข่าวคึกโครมคือ
Triazolam ผสมกับน้ำดื่มเพื่อให้หลับม่อยเป็นนกกระจอกในเวลาอันสั้น
เกิดคดีรูดทรัพย์ ข่มขืน มากมาย
ต่อมามีรายงานว่ายานี้ทำให้เกิดการหลงลืมจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้(Amnesia)
จึงมีการควบคุมอย่างเคร่งครัดห้ามวางจำหน่าย
สำหรับแพทย์เองก็เลี่ยงไปใช้ยาตัวอื่นแทนเก็บยาชนิดนี้ใช้ในบางกรณีเท่านั้น

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในหลายวิธีที่มิจฉาชีพใช้ในการมอมยา
ทุกวันนี้เศรษฐกิจตกต่ำ
จริยธรรมถดถอย มิหนำซ้ำยังมีการแพร่ระบาดยาเสพติดแบบสวนกระแส
การป้องกันตัวเองเป็นสิ่งดีที่สุดอย่าไว้ใจคนแปลกหน้าจำให้ขึ้นใจนะครับว่า "
JUST SAY NO! "

/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/_/

โดยคุณ : น.พ.โกสินทร์ แจ่มเพ็ชรรัตน์

ยกโทษให้ตัวเอง ช่วยรักษาแผลใจ


ยกโทษให้ตัวเอง
ช่วยรักษาแผลใจ

เศรษฐกิจไม่ดี มีคนมากมายบ่นโทษว่า เป็นเพราะปัจจัยภายนอกมันเฮงซวย จึงทำให้ ประชาชนตาดำๆ ต้องตกกระไดพลอยโจนชีช้ำกะหล่ำปลี ขณะยังมีคนไม่น้อยเช่นกันที่พอ สิ้นเนื้อประดาตัว กลับหันมาโทษตัวเองว่าเล่นหุ้นผิดบ้าง มือเติบบ้าง หรือไม่ชำนาญในการวางแผนทางการเงิน พอฟองสบู่แตก กระเป๋าสตางค์ก็เลยแฟบตาม

ดังนั้น ขอเขียนเรื่อง คนที่ชอบโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุนำพาความทุกข์กาย และไม่สบายใจมาสู่ตัวเองเสียเลย

ว่ากันว่า การโทษ ตัวเอง เป็นสิ่งบ่อนทำลายจิตใจอย่างหนึ่ง

ซึ่งตัวเราอาจเป็นต้นเหตุจริงๆ หรือไม่จริงก็ได้ เรื่องนี้คงไม่มีใครรู้ดีไปกว่าบุคคลนั้นเอง อย่างไรก็ตาม ขอขัดจังหวะชี้ประเด็นให้เห็นกันหน่อยว่า บางคนเวลาทำผิดขึ้นมาจริง อาจไม่เคยโทษตัวเองเลยก็มี แต่ชอบโยนไปให้ผู้อื่น...อย่างนี้ก็เป็นความผิดปกติทางจิตเหมือนกัน อย่านึกว่าไม่ใช่

วกกลับมาเรื่องเดิม เอาเป็นว่า การโทษตัวเองเกิดขึ้นได้ ไม่เฉพาะแต่กับเรื่องปากท้องหรือเศรษฐกิจในครัวเรือนเท่านั้น เรายังพบได้ว่า เรื่องสัพเพเหระ เช่น อกหักก็โทษตัวเองได้ หรือเรียนหนังสือไม่เป็นสับปะรด พอสอบวิชาใดๆ แล้ว เกรดออกมาไม่สวย ก็โทษตัวเองได้อีก, มีแฟนไม่ดี ก็บอกได้ว่า ตัวเองตาถั่ว หรือไม่ก็มั่วนิ่มไปรักคนแบบนั้นได้อย่างไรนะ โอ้ย...จิปาถะให้อธิบายเจ็ดวันก็ไม่จบ

เหตุนี้จึงขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องหันมารู้จักกับการยกโทษให้ตัวเอง ใน How to forgive yourself หรือทำอย่างไรถึงจะยกโทษให้ตัวเองและเยียวยาแผลใจ มีตั้งแต่

1. เปิดใจนำสิ่งที่คุณพลาดพลั้งไปแล้ว กลับมาทบทวน หาทางออกใหม่ๆ ให้สิ่งนั้นอีกครั้ง

ไม่ทราบเคยสังเกตกันหรือเปล่าว่า เวลารู้สึกผิดหวังหรือเศร้าใจ มนุษย์มักปิดการรับรู้ของตัวเอง แบบอัตโนมัติ บางคนก็ว่าเป็นเพราะไม่อยากช้ำซ้ำซ้อน แต่ถ้าไม่หัดเปิดใจ คุณก็จะไม่รู้ถึงความสุขใหม่ๆ นะ

2. เลือกที่จะรักตัวเองอีกครั้ง แล้วปล่อยเรื่องที่ผ่านไปแล้วให้แล้วกันไป

3. ถ้าเอาแต่พร่ำโทษตัวเอง แสดงว่าคุณตกอยู่ในความกลัว ต้องสลัดมันทิ้งไปให้ได้

4. ส่วนหนึ่งของขั้นตอนการยกโทษให้ตัวเองก็คือ การสร้างความเข้าใจให้ได้ว่า คุณไม่จำเป็นต้องทำโทษตัวเอง

5. การยกโทษให้ตัวเองเท่ากับ ยุติการสร้างความเจ็บใจ

แล้วค่อยๆ เริ่มต้นชีวิตใหม่ อนาคตยังมีสิ่งสดใสรอให้คุณเก็บเกี่ยวอีกตั้งเยอะ.

คนสมถะ

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548

เทคนิคการเลือกสถิติวิเคราะห์ในงานวิจัยพฤติกรรมสุขภาพ

มณีรัตน์ ธีระวิวัฒน์. วารสารเพื่อนสุขภาพ ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2543

การเลือกสถิติวิเคราะห์ข้อมูลเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งของการวิจัย หลังจากที่ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเพื่อ เตรียมนำไปทำการวิเคราะห์ ในขั้นตอนของการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยจะต้องพิจารณาตัดสินใจเลือกใช้สถิติ ที่เหมาะสมสำหรับงานวิจัยนั้นโดยข้อสำคัญที่ช่วยให้สามารถเลือกใช้สถิติที่ เหมาะสมได้ ผู้วิจัยต้องวิเคราะห์งานวิจัยที่วางแผนไว้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงวัตถุ ประสงค์ สมมติฐาน ตัวแปรที่ศึกษาวิจัย และประโยชน์ของการนำข้อมูลไปใช้ รวมทั้งต้องมีความเข้าใจเทคนิคการวิเคราะห์ของสถิติประเภทต่างๆ ก่อนการตัดสินใจเลือกใช้สถิติตัวใดสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเรื่อง นั้นๆ

ประเภทของสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย
สถิติวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยพฤติกรรมสุขภาพ โดยทั่วไป อาจแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ
1. สถิติพรรณา (Descriptive Statistics) เป็นสถิติเบื้องต้นที่ใช้วิเคราะห์เพื่อบรรยายสรุปลักษณะของประชากรหรือตัว อย่างที่ศึกษา ตามข้อมูลที่รวบรวมได้จากตัวแปรที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้การแจกแจงความถี่ (Frequencies) ของกลุ่มย่อยในแต่ละตัวแปร ค่าเฉลี่ย (mean) ค่ามัธยฐาน (median) หรือ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) เป็นต้น
2. สถิติวิเคราะห์ (Analytical Statistics) เป็นสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานการวิจัย เพื่ออธิบายข้อพิสูจน์หรือข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัย สถิติวิเคราะห์ที่ใช้ในการวิจัยพฤติกรมสุขภาพส่วนใหญ่ เป็นสถิติที่ใช้เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย สถิติที่ใช้เพื่ออธิบายตัวแปรที่ศึกษา เช่น สถิติ t-test, F-test, ANOVA เป็นต้น ซึ่งจะได้กล่าวถึงการเลือกใช้สถิติแต่ละประเภทต่อไป

จำนวนตัวแปรและระดับการวัด

ตัวแปร (Variables) คือ คุณสมบัติของประชากรที่ศึกษา เช่น ตัวแปรด้านคุณลักษณะประชากร ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ เป็นต้น หรือตัวแปรด้านพฤติกรรมสุขภาพได้แก่ ความรู้ทางสุขภาพ การรับรู้ทางสุขภาพและความเชื่อและค่านิยมเกี่ยวกับสุขภาพ หรือการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพด้านต่างๆ เป็นต้น

การวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยพฤติกรรมสุขภาพ ควรจะทำการวิเคราะห์เป็นขั้นๆ ตามลำดับตั้งแต่การวิเคราะห์ตัวแปรครั้งละ 1 ตัวแปร (Univariate Analysis) การวิเคราะห์ตัวแปรครั้งละ 2 ตัว (Bivariate Analysis) และการวิเคราะห์ตัวแปรมากกว่า 2 ตัวแปร ขึ้นไป (Multivariate Analysis)

การวิเคราะห์ตัวแปรครั้งละ 1 ตัวแปร จะทำให้ทราบลักษณะทั่วๆไปของตัวแปรนั้นๆ เช่น การกระจาย ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นต้น การที่ทราบลักษณะเบื้องต้นของตัวแปรแต่ละตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายของ ข้อมูลจะทำให้การจัดกระทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นตอนต่อๆไปถูก ต้องเหมาะสมยิ่งขึ้น ส่วนการวิเคราะห์ตัวแปรครั้งละ 2 ตัวแปรจะเป็นการวิเคราะห์เพื่อพิจารณาความแตกต่างหรือความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรทั้งสอง อย่างไรก็ตามในงานวิจัยพฤติกรรมสุขภาพจะมีตัวแปรหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับพฤติกรรมาสุขภาพมากกว่า 1 ตัวแปรขึ้นไป ดังนั้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพหุหรือ Multivariate Analysis จึงมีความหมายและมีความสำคัญต่อการวิจัยเป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า การวิเคราะห์ตัวแปรครั้งละ 1 หรือ 2 ตัวแปรไม่มีความสำคัญเพราะการวิเคราะห์ดังกล่าวจะช่วยให้เข้าใจลักษณะตัวแปร และเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์เชิงพหุต่อไป

ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งที่นักวิจัยทางพฤติกรรมสุขภาพต้องทำความเข้าใจ วางแผนตั้งแต่ขั้นตอนแรกๆก่อนที่จะสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูลตามตัวแปร คือ ระดับการวัดของตัวแปรซึ่งมีความแตกต่างกันและเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือก สถิติวิเคราะห์ข้อมูล เพราะสถิติทุกตัวมีข้อจำกัดเกี่ยวกับระดับการวัดของตัวแปรทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามสถิติบางตัวก็มีความยืดหยุ่นในเรื่องการวัดระดับของตัวแปร แต่สถิติบางตัวมีความเข้มงวดมาก

ระดับการวัดของตัวแปร แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มดังนี้

1) การวัดระดับกลุ่ม (Categorical / Nominal scale) การวัดในระดับนี้เป็นคุณสมบัติที่ต่ำที่สุดในการวัดทางคณิตศาสตร์ผู้วิจัย เพียงแต่พิจารณาคุณสมบัติของตัวแปรและแบ่งเป็นประเภทย่อยๆตามคุณลักษณะที่ แตกต่างหรือเหมือนกัน เช่น ตัวแปรเพศ แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ ชาย และหญิง สถานภาพสมรส แบ่งเป็น โสด คู่ ม่าย/หย่า/แยก เป็นต้น

2) การวัดระดับอันดับ (Ordinal scale) เป็นระดับการวัดที่สูงขึ้นกว่าระดับกลุ่ม กล่าวคือ นอกจากจะสามารถระบุความแตกต่าง/ความเหมือนกันของตัวแปรได้แล้ว ยังสามารถจัดเรียงอันดับที่ต่อเนื่องกันได้อย่างมีเหตุผล เช่น คะแนนความรู้ จาก 20 คะแนน อาจแบ่งเป็น 1-5, 6-10, 11-15, และ 16-20 คะแนน เป็นต้น

3) การวัดระดับช่วง (Interval scale) เป็นระดับการวัดที่บอกค่าของสิ่งที่วัดได้ละเอียดขึ้น สามารถบอกปริมาณความแตกต่างได้ เช่น อุณหภูมิ คะแนนความรู้ในเรื่องต่างๆ คะแนนทัศนคติ เป็นต้น (โดยที่คะแนนการวัดในด้านต่างๆ เป็นคะแนนจริงที่ยังไม่ได้นำไปจัดอันดับ หรือแบ่งเกรดยกตัวอย่างเช่น คนๆหนึ่งได้คะแนนความรู้เรื่องโรคเอดส์ 12 จาก 20 คะแนน)

4) การวัดอัตราส่วน (Ratio scale) เป็นระดับการวัดที่สามารถวัดได้ละเอียดที่สุดที่มีค่าจากจุดเริ่มต้นที่เป็น ศูนย์แท้ คือ ถ้าการวัดนั้นมีค่าตัวเลขที่ได้เป็นศูนย์ แสดงว่าสิ่งที่วัดนั้นมีค่าเป็นศูนย์เช่นกัน นอกจากนี้การวัดอัตราส่วนยังบอกความแตกต่างของสิ่งที่วัดได้เช่นเดียวกับการ วัดระดับช่วงตัวแปรที่มีการวัดในระดับนี้เช่น น้ำหนัก ความเร็ว ความสูง เป็นต้น

หลักในการเลือกใช้สถิติที่เหมาะสม
นักวิจัยบางท่านอาจมีคำถามว่าจะเลือกใช้สถิติอะไรในการวิเคราะห์ข้อมูลจึงจะ ถูกต้องเหมาะสม หลายท่านนำข้อมูลที่รวบรวมได้ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือนักสถิติว่าจะใช้ สถิติอะไรดี เพราะผู้วิจัยไม่ได้วางแผนการวิเคราะห์ข้อมูลไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งนักสถิติเองก็คงตอบไม่ได้จนกว่าจะทราบรายละเอียดของเป้าหมาย วัตถุประสงค์และสมมติฐานของการวิจัยที่ท่านทำ รวมทั้งทราบรายละเอียดของข้อมูลที่รวบรวม ลักษณะการวัดของตัวแปรว่าเป็นอย่างไร จึงสามารถให้คำแนะนำได้

อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยควรจะวางแผนการใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล โดยอาจพิจารณาเลือกสถิติจากการตอบคำถามต่อไปนี้ให้ได้อย่างชัดแจ้ง
1. ท่านต้องการวิเคราะห์ตัวแปรครั้งละกี่ตัว
2. ข้อมูลที่รวบรวมได้นั้นเป็นข้อมูลที่ได้จากการวัดตัวแปรในระดับใด พิจารณาจากระดับการวัดของตัวแปรตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น เนื่องจากข้อมูลที่ได้จากการวัดในระดับที่แตกต่างกัน จะต้องใช้สถิติที่อยู่ในระดับไม่เกินของระดับการวัดนั้นๆ เช่น

ถ้า คำตอบ คือ

กลุ่มสถิติที่ใช้ ได้แก่

- 1 ตัว

Univariate Analysis Statistics

- 2 ตัว

Bivariate Analysis Statistics

- 3 ตัว

Multivariate Analysis Statistics



A. Univeriate Analysis (การวิเคราะห์ตัวแปรครั้งละ 1 ตัวแปร) สถิติที่ใช้จะเป็นสถิติพรรณา เช่น การวัดการกระจาย การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง เป็นต้น

Scale of Measurement

(ระดับการวัดตัวแปร)

Statistics (สถิติ)

Measures of central Tendency

(การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง)

Measures of Descripsion

(การวัดระดับการกระจาย)

Frequencies

(การแจกแจงความถี่) (ค่าร้อยละ)

Categorical Nominal scale

(การวัดระดับกลุ่ม)

Mode

ฐานนิยม

Relative frequency of model value

(ค่าความถี่ของฐานนิยม)

- Relative frequencies

e.q. percentages

Ordinal scale

(การวัดระดับอันดับ)

Median

ค่ามัธยฐาน

Inter-quartile deviation

( ส่วนเบี่ยงเบนควอไทล์)

- Relative frequencies

e.q. percentages

Interval scale*

(การวัดระดับช่วง)

Mean **

ค่าเฉลี่ย

-(standard deviation)

(ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน)

- Relative frequencies

e.q. percentages



* นอกจากนี้ยังมีสถิติเกี่ยวกับ Symmetry Peakedness, Normality
* * ในกรณีที่ข้อมูลมีการกระจายในลักษณะโค้ง เบ้มาก ควรใช้ Median แทนหรือไม่รวม Case ที่มีค่าต่ำสุด หรือสูงสุดที่ห่างจากกลุ่ม เป็นต้น

B. Bivariate Analysis (การวิเคราะห์ตัวแปรครั้งละ 2 ตัวแปร)

ในกรณีที่ทำการวิเคราะห์ตัวแปรครั้งละ 2 ตัวแปร หรือมากกว่า จะต้องตอบคำถามต่อไปนี้ คือ
1) ในการวิจัยครั้งนี้ แผนการวิเคราะห์ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนหรือไม่ว่าตัวแปรใดเป็นตัวแปรอิสระ และตัวแปรใดเป็นตัวแปรตาม เนื่องจากจะมีกลุ่มสถิติแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ Symmetric Analysis เป็นกลุ่มสถิติสำหรับวิเคราะห์ในกรณีที่ไม่กำหนดว่าตัวแปรใดเป็นตัวแปรอิสระ และตัวแปรใดเป็นตัวแปรตาม ส่วน Asymmetric Analysis ควรจะใช้สถิติสำหรับการวิเคราะห์ เมื่อกำหนดตัวแปรอิสระและตัวแปรตามการพิจารณาว่าตัวแปรใดเป็นตัวแปรอิสระ หรือตัวแปรตามนั้น อาจพิจารณาได้จากสมมติฐานของการวิจัย หรือกรอบแนวคิดในการวิจัย

2) จะต้องตอบคำถามว่า ต้องการจะวิเคราะห์อะไร ซึ่งได้แก่ Test of Significance เช่น ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยหรือ Strength of Relationship เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรดังได้กล่าวมาแล้ว ตัวอย่างสถิติที่ใช้มีข้อสังเกตเบื้องต้นว่าสถิติแต่ละตัวที่จะนำมาใช้ในการ วิเคราะห์นั้นมีข้อบ่งใช้หรือข้อตกลงเบื้องต้นหรือพูดง่ายๆว่า ข้อจำกัดในการใช้อยู่ด้วย ดังนั้น จึงต้องแน่ใจว่าในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติแต่ละตัวไม่ขัดกับข้อตกลง เบื้องต้นของสถิตินั้นๆ มิฉะนั้นแล้วจะทำให้ผลที่ได้จากการวิเคราะห์ผิดพลาดหรือมีความเที่ยงลดลง ตัวอย่างเช่น ข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เชิงเส้นโค้งสูงเมื่อทำการวิเคราะห์ด้วยสถิติ Regression เชิงเส้นตรงจะไม่พบความสัมพันธ์กันเป็นต้น สถิติหลายตัวที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลต้องมาจากกลุ่มประชากรที่มีการกระจายแบบ โค้งปกติ (Observations are drawn from a population normally distributed on the interval scaled variables)

ตัวอย่าง
1. ในกรณีที่ตัวแปรทั้งสองตัว ที่นำมาวิเคราะห์ในระดับ Interval
1) เมื่อตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรอิสระและอีกตัวแปรเป็นตัวแปรตาม (Asymmetric analysis) จะมีสถิติที่สำคัญ คือ
1.1 ) Regression coefficient ใช้วิเคราะห์ความสำคัญของตัวแปรอิสระที่มีต่อตัวแปรตาม โดยพิจารณาจากค่า Beta ซึ่งมีข้อตกลงเบื้องต้นว่าความสัมพันธ์ของตัวแปรทั้ง 2 จะต้องเป็นความสัมพันธ์แบบเส้นตรงถ้าทดสอบลักษณะของความสัมพันธ์แล้วพบว่า เป็นแบบเส้นโค้งควรใช้สถิติในข้อที่ 2 คือ
1.2 ) Coefficient from Curvilinear Regression
2. ถ้าหากการวิจัยนั้นไม่ได้กำหนดว่าตัวแปรใดเป็นตัวแปรอิสระและตัวแปรใดเป็นตัวแปรตาม (Symmetric Analysis) พิจารณาจาก
2.1) ถ้าต้องการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย ควรใช้สถิติ t-test for paired observations (Samples paired t-test)
2.2) ถ้าต้องการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปร โดยที่ความสัมพันธ์มีลักษณะเป็นเส้นตรง ควรใช้สถิติในกลุ่ม Correlation คือ
- Pearson's product moment correlation
- Biserial correlation ในกรณีที่ตัวแปรหนึ่งวัดในระดับ Interval แต่ได้จัดกระทำข้อมูลใหม่ให้เหลือเพียง 2 คำ คือ 1 กับ 0 (dichotomous variable) และต้องการคาดคะเนความสัมพันธ์ของตัวแปรในระดับ Interval (ก่อนมีการจัดกระทำข้อมูล)
- Tetrachoric correlation มีลักษณะคล้าย Biserial correlation โดยที่ตัวแปรทั้งสองมีการจัดกระทำให้อยู่ในลักษณะ dichotomous
2. ตัวแปรหนึ่งวัดในระดับ Interval อีกตัวแปรวัดในระดับ Nominal
1) ตัวแปรที่วัดในระดับ Interval เป็นตัวแปรตาม
1.1 ) ต้องการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยใช้ Analysis of Variance (F-test) ถ้าตัวแปรที่วัดในระดับ Nominal แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ใช้ Student' s t-test แต่ถ้าต้องการทดสอบความแตกต่างของความแปรปรวนใช้สถิติ ANOVA (Bartlett's t-test)
1.2) ถ้าต้องการประเมิน Strength of relationship ระหว่างตัวแปรทั้งสองใช้พิจารณาจาก Etan2 หรือ Omega2 ซึ่งได้จากการวิเคราะห์ ANOVA
2) ในกรณีที่ตัวแปรที่วัดในระดับ Interval เป็นตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม Nominal เป็น two-point variable ให้อนุโลมใช้สถิติในข้อ 1) ได้
3. ตัวแปรทั้ง 2 ตัว วัดในระดับ Ordinal
1) ตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรอิสระและอีกตัวแปรเป็นตัวแปรตาม สถิติที่เหมาะสม คือ Somern' d ซึ่งเป็นการวัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว ที่วัดในระดับ Ordinal
2) ไม่กำหนดว่าตัวแปรใดเป็นตัวแปรอิสระ และตัวแปรใดเป็นตัวแปรตาม
2.1) ถ้าต้องการพิจารณาอันดับของข้อมูลคล้ายการวัดในระดับ Interval ใช้สถิติ Spearman' s rho ซึ่งไม่สามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมหลายกรณี
2.2) สถิติที่เหมาะสมกว่า Spearman' s rho คือ
- Kendall, s tau a , Kendall's tau หรือ Kendall, s tau c
- Goodman and Kruskal, s gamma
- Kim' s d เป็นต้น

4. ตัวแปรหนึ่งวัดในระดับ Ordinal และอีกตัวแปรวัดในระดับ Nominal
1) ตัวแปรที่วัดในระดับ Ordinal เป็นตัวแปรตามและตัวแปรที่วัดในระดับ Nominal เป็น two-point variable อนุโลมให้ใช้ Somer' s d ได้ นอกจากนี้ในการทดสอบความแตกต่างอาจใช้ Median test , Mann-Whitney U test เป็นต้น อย่างไรก็ตามถ้าการทดลองเป็นลักษณะ "Matched samples" ซึ่งหมายถึงตัวอย่างในกลุ่มหนึ่ง Match กับอีกกลุ่มหนึ่งของลักษณะของตัวแปรที่วัดในระดับ Nominal ควรใช้ Sign test หรือ Wilcoxon signed rank test
2) ในกรณีที่ไม่ได้กำหนดว่าตัวแปรใดเป็นตัวแปรอิสระและตัวแปรใดเป็นตัวแปรตาม แล้ว จะพบว่ายังไม่มีสถิติที่เหมาะสมกับการวัดในระดับนี้ ผู้วิจัยจะต้องตัดสินใจเลือกใช้สถิติในระดับที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าต่อไป ในทางปฏิบัติอาจเลือกใช้สถิติในระดับที่ต่ำกว่า เช่น ในระดับ Nominal ทั้งตัวแปร เช่นในกรณีตัวอย่างในข้อ 5 ต่อไปนี้
5. ตัวแปรทั้ง 2 ตัวแปรวัดในระดับ Nominal
1) มีการกำหนดว่าตัวแปรใดเป็นตัวแปรอิสระและตัวแปรใดเป็นตัวแปรตาม ซึ่งมีสถิติที่เหมาะสมคือ
- Goodman and Kendall' s tau b และ
- Asymmetric lambda

2) ไม่มีการกำหนดว่าตัวแปรใดเป็นตัวแปรอิสระหรือตัวแปรตาม สถิติที่เหมาะสมได้แก่
- Symmetric lambda
- Cramer' d
- Contingency Coefficient ซึ่งไม่นิยมใช้เนื่องจากค่า Coefficient ที่ได้อาจมีค่าสูงสุด (Upper limit) น้อยกว่า 1 ได้ ทำให้แปรผลยากเมื่อต้องการเปรียบเทียบกับงานวิจัยอื่นๆ หรือสถิติอื่นๆที่มีค่าสูงสุดเท่ากับ 1
- Chi-square ใช้พิจารณานัยสำคัญทางสถิติของความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ทำการวิเคราะห์ เป็นต้น

3) ในกรณีที่ตัวแปรทั้งสองตัว เป็น two-point scales variable และไม่กำหนดว่าตัวแปรใดเป็นตัวแปรอิสระและตัวแปรใดเป็นตัวแปรตาม การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรควรใช้สถิติ
- Yule' s Q หรือ
- Phi เป็นต้น

C. Multivariate Analysis (การวิเคราะห์ตัวแปรมากกว่า 2 ตัวแปรขึ้นไป)
1. ในกรณีที่มีตัวแปรตามมากกว่า 1 ตัว วัดในระดับ Interval และตัวแปรอิสระมากกว่า 1 ตัววัดในระดับ Interval เช่นเดียวกัน สถิติที่ควรเลือกใช้ คือ
- Multiple regression หรือ
- Multiple curvilinear regression แล้วแต่กรณี
2. กรณีที่ไม่ได้กำหนดตัวแปรอิสระและตัวแปรตามควรใช้สถิติ
- Multiple correlation
3. อย่างไรก็ตามในการวิจัยพฤติกรรมสุขภาพหรือสุขศึกษา ตัวแปรอิสระส่วนมากจะวัดในระดับต่ำกว่า Interval ดังนั้นในกรณีที่ตัวแปรตาม 1 ตัว วัดในระดับ Interval และ ตัวแปรอิสระมากกว่า 1 ตัว วัดในระดับที่ต่ำกว่า Interval หรือวัดในระดับต่างๆกัน ควรใช้การสถิติวิเคราะห์ที่เรียกว่า Multiple Classification Analysis (MCA) หรือสถิติที่เหมาะสม
ปัญหาการใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยพฤติกรรมสุขภาพ
ปัญหาเกี่ยวกับการใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยพฤติกรรมสุขภาพ ที่มักพบเสมอมี ซึ่งนักวิจัยพึงระวัง คือ
1. ขาดการวางแผนการเลือกสถิติในการวิจัย และการวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่ต้น ทำให้ผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลโดยไม่ได้คำนึงถึงการ แปลผลข้อมูลที่ได้ให้อยู่ในรูปของคะแนน โดยเฉพาะคำถามในส่วนของตัวแปรด้านพุทธิพิสัย เจตพิสัย และการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพ ดังนั้นคำถามแต่ละข้อใน 1 หมวดตัวแปรดังกล่าวจึงพบว่ามีความหลากหลายในการตอบ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในการกำหนดคะแนนเพื่อนำไปวิเคราะห์ในขั้นตอนต่อไป

ตัวอย่าง การถามพฤติกรรมการปฏิบัติ บางข้อมีคำตอบให้เลือก 3 คำตอบคือ
1= ปฏิบัติทุกวัน 2=ปฏิบัติเป็นบางวัน 3=ไม่เคยปฏิบัติ
แต่คำถามบางข้อซึ่งอยู่ในการถามพฤติกรรมการปฏิบัติเช่นกัน มีคำตอบให้เลือก 4 คำตอบ คือ
1= ปฏิบัติบ่อยครั้ง 2= ปฏิบัตินานๆครั้ง 3= ปฏิบัติน้อยครั้ง 4= ไม่เคยปฏิบัติเลย เป็นต้น
ซึ่งปัญหาในลักษณะเช่นนี้พบบ่อยมาก ดังนั้นนักวิจัยจะต้องวางแผนการเลือกสถิติในการวิจัย และการวิเคราะห์ข้อมูลให้เหมาะสมกับสมมติฐานการวิจัยตั้งแต่ต้นและสร้างแบบ สอบถามการวิจัยอย่างรอบคอบโดยพิจารณาตัวแปรและระดับการวัดให้สอดคล้องกับ สถิติที่เลือกใช้ให้เหมาะสมก่อนที่จะนำแบบสอบถามไปใช้เก็บข้อมูลจริง

2. การเลือกใช้สถิติโดยไม่คำนึงถึงข้อตกลงเบื้องต้นของสถิตินั้นๆ เช่น การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับตัวแปรตาม และใช้สถิติ X2-test โดยที่การกระจายของข้อมูลที่เป็นตัวแปรตามเบ้ไปทางซ้ายมาก ทำให้มี cell ใด cell หนึ่งหรืออาจมากกว่าไม่มีข้อมูลเลย หรือการใช้ Z-test โดยไม่ทราบความแปรปรวนของประชากร (Population Variance) การใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) ของข้อมูลที่วัดเป็นความถี่ เป็นต้น ดังนี้การอ่านผลการวิเคราะห์จะไม่ถูกต้องและไม่น่าเชื่อถือ

3. ขาดความสอดคล้องกันระหว่างวัตถุประสงค์และสมมติฐานของการวิจัย กับสถิติที่ใช้ ทำให้ผลการวิเคราะห์จึงไม่สนองตอบต่อสมมติฐาน และคำถามการวิจัย เช่น ต้องการศึกษาปัจจัยต่างๆที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติเกี่ยวกับ สุขภาพ แต่ผู้วิจัยเลือกสถิติ ANOVA ทำให้การสรุปผลการวิจัยเกิดข้อผิดพลาดในการใช้ประโยชน์จากผลการวิจัยเป็นต้น

4. การวิเคราะห์เน้นเฉพาะประเด็นย่อยของตัวแปร โดยไม่วิเคราะห์ผลในภาพรวมของตัวแปร เช่น การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของความรู้เป็นรายข้อ ใช้สถิติ t-test และไม่มีการวิเคราะห์ผลจากค่าเฉลี่ยรวมของความรู้ทุกข้อ หรือการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประชากรหลายกลุ่มตามตัวแปรอิสระทีละ ตัวโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) แทนที่จะใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบหลายทาง (Factorial ANOVA) ซึ่งสามารถศึกษาปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างตัวแปรได้ด้วย หรือการเปรียบเทียบตามตัวแปรตามหลายตัว แต่ทำการแยกวิเคราะห์ทีละตัว (Univariate) แทนที่น่าจะใช้การเปรียบเทียบตัวแปรตามหลายตัวไปพร้อมกัน (Multivariate) เป็นต้น

โดยสรุปแล้วนักวิจัยทางพฤติกรรมสุขภาพ จะต้องวางแผนการเลือกใช้สถิติและการวิเคราะห์ข้อมูลให้เหมาะสมและถูกต้อง โดยการเลือกสถิติในการวิจัยเรื่องหนึ่งๆ จะต้องพิจารณากันให้สอดคล้องกันตั้งแต่ รูปแบบการวิจัย วัตถุประสงค์ สมมติฐานการวิจัยตัวแปรในการวิจัย ระดับการวัดตัวแปร และเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล เพราะในทุกขั้นตอนของการวิจัยจะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันทั้งสิ้น ดังนั้นในกรณีที่ผู้วิจัยไม่ทราบหรือไม่แน่ใจว่าจะใช้สถิติอะไรจึงจะเหมาะสม ก็ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือนักสถิติเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการวิจัย