++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

10 เรื่องที่คนแข็งแรงด้านอารมณ์ไม่ทำ



1. เสียเวลาโทษตัวเองและจมอยู่กับอดีต
2. ใช้พลังงานชีวิตทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
3. หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลง
4. กลัวความเสี่ยงแม้จะควบคุมได้
5. กังวลอยู่กับการตามใจผู้อื่น
6. ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
7. ยอมแพ้แม้เป็นเพียงความล้มเหลวครั้งแรก
8. คิดว่าทั้งโลกติดหนี้ตัวเอง...
9. คาดหวังกับความสำเร็จเพียงข้ามคืน
10. อิจฉาคนอื่นที่ประสบความสำเร็จ

สร้างแรงจูงใจ ให้พนักงานมี “ไฟ” ทำงาน



หากพนักงานเริ่มเกิดอาการคล้าย “หมดไฟ” ในการทำงาน งานไม่เดิน ผลงานไม่เด่นชัดอย่างที่ควรจะเป็น หัวหน้างานทั้งหลายจงอย่านิ่งดูดาย ควรหาหนทางพัดกระพือ ให้ “ไฟ” กลับโหมลุกขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่จะมอดดับลงไปอย่างน่าเสียดาย
พนักงานที่ก่อนเคยกระฉับกระเฉง ว่องไว ปราดเปรียว สนุกสนาน ตื่นเต้น ท้าทายกับงานที่ได้รับมอบหมาย แต่มาวันนี้กลับเงียบเหงา อยู่ไปวัน ๆ ทำงานเหมือนหุ่นยนต์ เป็นเพราะอะไร
...เขาทำงานโดยปราศจากแรงจูงใจ...
ทำอย่างไรจึงจะสร้างแรงจูงใจขึ้นมาได้ใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานให้กลับมาอยู่ในทิศทางที่บริษัทต้องการ และมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันดังเดิม
แรงจูงใจในการทำงานที่หัวหน้าจะสร้างให้กับพนักงานต้องมีทั้ง แรงจูงใจภายนอก และ แรงจูงใจภายใน ควบคู่กันไป โดยที่แรงจูงใจภายนอกได้แก่ การให้รางวัล การชมเชย การขึ้นเงินเดือน การให้โบนัส เป็นต้น ส่วนแรงจูงใจภายใน เกิดจากความรู้สึกภายใน เช่น ความปรารถนา อยากมีความก้าวหน้า อยากพัฒนาตัวเอง อยากให้องค์กรเติบโต และประสบความสำเร็จ เป็นต้น
การสร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำได้นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน องค์กรจะได้คนที่มี “ใจ” ให้กับองค์กรอย่างแท้จริง
วิธีพัฒนาแรงจูงใจในการทำงาน
สิ่งสำคัญคือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานของพนักงาน ปรับความคิด ความเชื่อ ลักษณะส่วนบุคคลให้เป็นไปในแนวทางที่ควรจะเป็น
1. ส่งเสริมให้พนักงานมองโลกในแง่บวก มีทัศนคติต่อสิ่งต่าง ๆ ผู้คนรอบข้างในแง่บวก เปิดใจให้กว้าง เอาใจเขามาใส่ใจเรา ฟังคนอื่นให้มาก อย่ายึดติดกับความคิดของตัวเอง
2. ชี้นำให้พนักงานรู้จักตนเอง รู้จักรับมือกับความผิดหวัง ไม่ท้อถอย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เขาพัฒนาตนเอง และสามารถก้าวข้ามพ้นจากปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ได้
3. ชี้ให้เห็นว่างานที่เขาทำอยู่เป็นงานที่ท้าทายและมีความสำคัญกับบริษัทเพียงใด เพื่อกระตุ้นให้เขาเกิดความกระตือรือร้น และชอบในสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่เพียงทำแต่สิ่งที่ชอบ
4. กระตุ้นการใช้เหตุผลในการทำงาน มืออาชีพต้องไม่ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เมื่อพนักงานพิจารณาทุกอย่างด้วยเหตุและผลจะมองเห็นความเป็นจริง เมื่อเหตุเป็นอย่างนี้ ผลจึงออกมาเช่นนี้ ทำให้หาวิธีแก้ไขได้ตรงจุด
5. แสดงตัวอย่างให้พนักงานรู้จักที่จะ “ให้” มากกว่า “รับ” ในแง่ของการ “ให้เพื่อส่วนรวม” กล้าที่จะทำเพื่อส่วนรวม กล้ายอมรับในความความผิดพลาดของตน โดยคำนึงถึงส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
6. กำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์การทำงานที่เป็นระบบ มีแนวทางที่ชัดเจน การประเมินผลที่ยุติธรรม เพื่อวัดผลการทำงาน และนำไปปรับปรุงการทำงาน รวมถึงการพิจารณาให้ผลตอบแทน
7. ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมในทุกระดับตั้งแต่ ระดับสูงสุด ไปจนถึงระดับต่ำสุด ให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในทีม ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานให้ทีมประสบความสำเร็จ
การสร้างแรงจูงใจให้ใครสักคนต้องใช้เวลา และค่อยเป็นค่อยไป หากอีกฝ่ายหนึ่งให้ความร่วมมือ มีความตั้งใจที่พัฒนา โอกาสที่จะสำเร็จก็จะเป็นไปได้ง่ายขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากพนักงานไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ต่อให้พยายามเท่าไรก็คงไม่เกิดผล ปล่อยเขาไปในที่ที่เขาต้องการคงง่ายกว่า

5 เทคนิคพิชิตใจนาย



ที่มา: Bridget Quigg
สภาวะเศรษฐกิจที่นับวันจะมีแต่แย่ลงแบบนี้ การลดเงินเดือน หรือตัดโบนัส ย่อมกลายเป็นมาตรการต้นๆที่ผู้ประกอบการนำมาใช้เพื่อพยุงธุรกิจ แต่หากไม่ไหวจริงๆคงต้องพึ่งไม้ตายด้วยการปรับลดพนักงาน ซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครอยากตกเป็นหนึ่งในพนักงานกลุ่มนั้น แต่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ตัวเราเข้าไปเป็นหนึ่งในคนที่เจ้านายเห็นว่าเป็น จุดอ่อนที่ต้องกำจัด
และนี่คือ 5 เทคนิคสำหรับพัฒนาตัวเอง เพื่อให้เจ้านายหรือหัวหน้างานเห็นคุณค่าในตัวคุณ และอยากที่จะเก็บคุณไว้ทำงานด้วยนานๆ

1.เปิดอกคุยกับหัวหน้างานตรงๆ

วิธี นี้อาจดูฮาร์ดคอร์ไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็เป็นการแสดงให้เห้นถึงความจริงใจของคุณที่ต้องการจะพัฒนา ศักยภาพในการทำงาน แต่คุณต้องเตรียมใจไว้ด้วยสำหรับคำตอยของหัวหน้างานของคุณ หากคุณอยากรู้ว่าคุณเป็นยังไง

รอน มิเชล ผู้ เชี่ยวชาญด้านการให้คำแนะนำเรื่องอาชีพ และผู้บริหารระดับสูงของ New York City-based Gotta Mentor แนะนำว่าคำถามที่ดีที่คุณควรใช้สำหรับถามหัวหน้างานของคุณเกี่ยวกับการพัฒนา ศักยภาพในตัวคุณ คือ 1.อะไรคือสิ่งที่ฉันควรปรับปรุง และ 2 อะไรคือสิ่งที่ฉันควรทำเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้งานบรรลุเป้าหมาย
2.หัดเรียนรู้งานของคนอื่น

หนึ่ง ในวิธีที่ดีที่สุดจะทำให้คุณรักษาเก้าอี้ของคุณไว้ได้นานที่สุด นั้นคือการเพิ่มคุณค่าให้ตัวคุณเอง วิธีนี้อาจดูว่าคุณเป็นคนเห็นแก่ตัวไปซะหน่อย แต่มันจำเป็น ซึ่งหากคุณสามารถเรียนรู้งานอื่นจนสามารถพัฒนาเป็นทักษะงานใหม่ได้ ต้องไม่ลืมแสดงให้คนอื่นรู้ โดยเฉพาะแสดงให้หัวหน้างานของคุณเห็น
3.ทำกำไรให้บริษัท

หาก คุณไม่รู้ว่างานที่คุณทำอยู่เป็นการสร้างรายได้ที่เป็นเม็ดเงินให้บริษัท หรือเป็นการลดค่าใช้จ่ายให้กับบริษัท? หรือเป็นทั้ง 2 อย่าง คุณต้องเร่งหาคำตอบให้เจอ หรือหากคุณไม่รู้จริงๆ และต้องการความช่วยเหลือให้ปรึกษาเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ เพื่อนร่วมงาน หรือเจ้านายของคุณ โดยเฉพาะพยายามแสดงให้เจ้านายของคุณรู้ว่าคุณกำลังพยายามพัฒนาการทำงานของ ตัวเอง และ แสดงให้เห็นว่าคุณมีความจำเป็นสำหรับงานนี้มากขนาดไหน
4.เป็นลำโพงให้กับตัวเอง

ไม่ ว่าในแวดวงหนคงไม่มีใครชอบคนที่หยิ่งยะโส แต่การนิ่งเงียบบและอยู่เฉยๆโดยไม่แสดงออกอะไรเลย ก็ไม่ใช่วิธีที่ลาด เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องเลิกงานดึกดื่น เพื่อทุ่มเทให้กับโปรเจ็คใหม่ หรือเพื่อเตลียร์งานให้เสร็จ การเทรนด์งานให้กับเพื่อนร่วมงานใหม่ หรือทำอะไรที่เป็นผลงานของคุณ คุณต้องมั่นใจว่าเจ้านายของคุณมีโอกาสรับรู้ เพราะหัวหน้ามักเลือกจะเก็บคนที่ตั้งใจทำงาน และทุ่มเทเพื่องานไว้ทำงานด้วย
5. เป็นฮีโร่กอบกู้บริษัท

ปัจจุบัน อัตราการประกาศเลิกจ้างงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ดังนั้นโอกาสเดียวที่คุณจะอยู่รอดบนเก้าอี้ของคุณได้ คือ การทำวิกฤตเป็นโอกาสโดยอาศัยความสามารถของตัวคุณ พยายามใช้ความสามารถในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะในสภาวะเช่นนี้ การร่วมคิดและเสนอแนวทางเพื่อให้บริษัทผ่านพ้นวิกฤตไปได้ เหมือนประหนึ่งคุณเป็นฮีโร่ที่มาช่วยกอบกู้องค์กรของคุณไว้จากเหล่าปีศาจ เพราะหากคุณทำได้จริง ไม่เพียงแต่งานของคุณจะมั่นคงขึ้นเท่านั้น แต่รายได้ที่คุณจะได้รับมันจะเพิ่มขึ้นโดยไม่คาดคิด

To find out more about how a good recruiter can help your team and your company succeed, please contact Adecco representative today.

สบส.เตือนคลินิกเสริมความงามอวดอ้าง


สบส.เตรียมสอบคลินิกเสริมความงามโฆษณาทางโทรทัศน์ก่อนได้รับอนุญาตตั้งกรรมการสอบสวนอวดอ้างเกินจริงหรือไม่หากพบถูกดำเนินตามกฎหมายพร้อมถอดป้าย

น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรรัตน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า จากการที่ สบส.ได้ออกเกณฑ์มาตรฐานของคลินิกเวชกรรมทุกประเภทจะต้องแสดงหลักฐาน 5 ประการ คือ 1.ชื่อสถานพยาบาล รวมทั้งเลขที่ใบอนุญาต 11 หลักติดที่หน้าสถานพยาบาล 2.แสดงใบอนุญาตประกอบกิจการและใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลในที่ตั้งชัดเจนและเปิดเผย 3.แสดงหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมประจำปีของปีปัจจุบัน 4.มีแพทย์อยู่ประจำจริง โดยต้องแสดงชื่อ รูปถ่าย รวมทั้งเลขที่ใบประกอบวิชาชีพ และ 5.แสดงราคาค่ารักษาที่ชัดเจน ติดที่หน้าห้องตรวจ เพื่อให้ประชาชนแยกแยะได้ง่ายยิ่งขึ้น พบว่า มีสถานประกอบการเอกชนบางแห่งนำเรื่องดังกล่าวไปทำเป็นโฆษณาทางโทรทัศน์ก่อนได้รับอนุญาต ทางกรมจึงได้ทำเรื่องเพื่อให้ยุติการโฆษณาและตั้งอนุกรรมการว่าเข้าข่ายการโฆษณาอวดอ้างเกินจริงหรือไม่

สำหรับเรื่องมาตรฐานของคลินิกเวชกรรมเป็นสิ่งที่ สบส.ต้องให้ประชาชนได้รับทราบถึงข้อมูลว่า จะต้องสังเกตข้อมูลอะไรบ้าง ในขณะเดียวกันในเรื่องของมาตรฐานของสถานพยาบาล ตามที่กฎหมายกำหนดนั้น สบส.ก็จะมีการตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ป้ายสถานพยาบาลได้มาตรฐานนั้น เป็นเหมือนแรงจูงใจเพื่อให้สถานพยาบาลที่ปฏิบัติตามเกณฑ์กฎหมายกำหนด หากอยากได้ใบรับรองเพื่อเป็นสิ่งการันตีให้ประชาชนเชื่อมั่นก็สามารถมาขอให้ สบส.ตรวจสอบและได้รับป้ายได้ แต่หากสถานพยาบาลใดแม้ว่าจะได้รับป้ายรับรองมาตรฐาน แต่ตรวจสอบพบการโฆษณาอวดอ้าง ก็จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายและถอดถอนป้ายสัญลักษณ์ด้วย
******* *******
เครดิต: ชีวอโรคยา นำมาจาก manager.co.th
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง และสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772

เพราะชีวิตคนเรามีแค่ 21,900 วันเท่านั้น

เพราะชีวิตคนเรามีแค่ 21,900 วันเท่านั้น
คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี

1 ปี เท่ากับ 365 วัน
แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที
ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม...ไม่เลว 3,120 สัปดาห์

แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา
แทบเบือนหน้าจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับแถวหลังเพื่อรอวันลาโลก

เปล่าเลย ผมไม่ได้กลัวตาย ตรงกันข้าม ผมคิดว่าตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้มันน้อยมาก
หากคำนวณในเชิงตัวเลข ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน เพลงอีกหลายเพลงที่ยังไม่ได้ฟัง
หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เคยดู ความรู้สึกในใจมากมายที่ยังไม่เคยบอก
พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป

โอ๊ย...กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามันน้อยเกินไปจริงๆ
และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้น คือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี

แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่า บางคนไม่ได้มีเวลาอยู่บนพื้นโลกถึง 21,900 วันหรอกนะ
อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ
อุแม่เจ้า... 2 คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึงสามพันแล้วเหรอเนี่ย

คิดแบบนี้แล้วต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้างๆ
เพราะ  นี่คือวันเสาร์ที่เราเหลือ...บนพื้นโลก


นี่เรากำลังอ่านอะไรบ้าบอ อยู่เนี่ยคิดมากไร้สาระ ฟุ้งซ่าน(รู้นะว่าพวกคุณคิดอยู่) ....
ไม่เลย นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งนั้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ นี่คือ เรื่องจริงเรื่องหนึ่ง
ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามมันไป งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 18 ปี แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,235 วัน และผ่านคืน
วันเสาร์มา ร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น...คำนวณเองบ้างซิว้อย!!!

เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลาที่(คาดว่าน่าจะ)เหลืออยู่ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะยังไงกับมันดี


แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวันๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่จิกหัวใช้
เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า เงินเดือน

บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ ไม่ก็เห็นเพียงว่า
เพื่อนเรียน เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่ากูจะเป็นอะไรดี

บางคนแอบรักเขา แอบรักอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น แต่กลับปล่อยให้หัวใจตัวเอง
เหลือแต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน

บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวันๆ ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ ตูแน่ งอนการกุศล
ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ...บ้า!!!

และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม 'ฆ่าเวลา' ... ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องนั่งฆ่าเวลากันเลย
บอกตรงๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี


อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ


ลองคิดแบบนี้บ้าง...ใช่แล้ว...เราจะเกิดความเสียดายเพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านอย่างที่เราไม่ได้ทำ


ตายได้ยังไงหากฝันไม่สำเร็จ...ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย
แต่ให้รีบทำทุกอย่างก่อน ที่จะตาย...ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้


เคยสงสัยมั้ย... ทำไมเราถูกกำหนดไม่ให้รู้วันตายของตัวเอง  เพราะมันจะทำให้เราไม่แยแสทุกสิ่งทุกอย่าง
และตอบสนองความต้องการของตัวเอง ทั้งในทางดีและทางชั่ว

และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า เอาแบบว่าถ้าตาย
วันพรุ่งนี้ก็จะได้นอนตาหลับ เกิดโชคดีไม่ตายขึ้นมาเราก็จะได้กำไรในการอยู่ต่อเพื่อทำสิ่งดีที่ยังค้างคา


ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า...พรุ่งนี้ชั้นจะตายแล้ว
ทำในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก
ตามฝันของเราไปสุดโต่ง...ต้องรีบแล้ว...เดี๋ยวตายนะ...เตือนแล้วไง

รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี ส่วนจะรักหรือไม่รัก  ตูไม่สนว้อย...
เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ)ตายแล้ว

ใช้เวลา(ที่อาจจะ)สุดท้ายที่มีต่อกันไว้ กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดสุดท้ายของเรา
นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อยๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอนไปให้ยมบาลสัมภาษณ์


คนข้างบ้านเดินหน้าแป้นแล้นมาบอกกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน ในมือมีซองสีชมพูพร้อมการ์ด
ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง แต่เมื่อกี๊นี้ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทร.มาปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน

หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย.......

แต่กว่าที่คนเป็นแม่จะได้รู้ข่าวร้าย ก็ปาไป 5 วัน ซองในมือผมกลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้กลายเป็นพวงหรีดและทั้งหมดกลายเป็น
แรงบันดาลใจที่อยากจะบอกว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ

อ้าว!!! รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ


เดี๋ยวตายซะก่อน...เสียดายแย่!!!


สิบแง่คิดดีๆในชีวิตประจำวัน (10 Great Tips For Each Day)

สิบแง่คิดดีๆในชีวิตประจำวัน (10 Great Tips For Each Day)
1. จงหลีกห่างจากความยุ่งยาก เพราะถ้าตกลงไปแล้วมันขึ้นมาได้ยาก
 2. มองเป้าหมายให้สูงๆหน่อย เผื่อเหนียวเอาไว้ พลาดไปเดี๋ยวเดือดร้อน
 3. ทำความชัดเจนในเป้าหมายของงานที่ทำ ผิดเป้าหมายแล้วจะเหนื่่อย
 4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อสุขภาพ เพราะไม่มีใครช่วยเราได้
 5. ต้องเล่นกันเป็นทีม เพื่อเสริมพลัง
 6. ให้เพื่อนร่วมงานที่ดีคอยช่วยสังเกตุงานเราและเราก็แบ่งเวลาไปช่วยเพื่อนด้วย
 7. ใช้ทรัพยากรเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ด้วยในยามฉุกเฉิน
 8. มีเวลาหยุดพักผ่อนและบันเทิงบ้าง ให้รางวัลกับตัวเอง
 9. ยิ้มเสมอในทุกสถานะการณ์ เดี๋ยวดีเอง
10. รู้ไว้ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

เก็บมาฝากจาก thaireaderclub

อยู่ก็รัก จากก็คิดถึง



 ทุกชีวิตตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ล้วนบ่ายหน้าไปสู่ความตายทั้งสิ้น เพราะทุกชีวิตต่างต้องย่างก้าวไปพร้อมกับกาลเวลา ที่นำความชราและความเสื่อมมาเยือนทุกขณะจิต พวกเรานักสร้างบารมีต้องให้ชีวิตก้าวไปพร้อมกับการสร้างความดี เราจะต้องใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้สร้างบารมีให้เต็มที่ เพื่อทำสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดให้เกิดขึ้นทั้งต่อตัวเราและต่อชาวโลก ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม อีกทั้งต้องหมั่นฝึกฝนอบรมตนเองด้วยการทำใจให้หยุดนิ่ง เพราะเวลาที่ใจหยุดนิ่งเป็นเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเราทุกคน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปฐมสาราณียสูตร ความว่า

     “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาราณียธรรม ๖ ประการนี้ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าไปตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แบ่งปันลาภทั้งหลาย ที่ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม แม้โดยที่สุดบิณฑบาต ย่อมบริโภคร่วมกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้มีศีล ภิกษุเป็นผู้มีศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือ เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ(Meditation) เสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง อนึ่ง ทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นของประเสริฐ เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ ย่อมนำออกเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้กระทำทิฏฐิอันนั้น มีอยู่ ภิกษุเป็นผู้ถึงความเสมอกันด้วยทิฏฐิในทิฏฐิเห็นปานนั้นกับเพื่อนสหพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ธรรม ๖ ประการเหล่านี้แล เป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่รัก เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่เคารพ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความสามัคคี เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

     การบำเพ็ญสาราณียธรรม คือ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกัน จะเป็นเหตุให้สังคม ประเทศชาติ และคนทั้งโลกอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สาราณียธรรม ๖ ประการนี้ หากบุคคลใดที่หมั่นบำเพ็ญ บุคคลนั้นย่อมเป็นที่รักของคนรอบข้าง จะเดินทางใกล้หรือไกล ก็สะดวกปลอดภัยเพราะเทวดาคุ้มครองรักษา อยู่ที่ไหนใครก็รัก เมื่อจากไปเขาก็คิดถึง

     * ก่อนที่จะกล่าวถึงความสำคัญของสาราณียธรรมทั้ง ๖ ข้อนี้ หลวงพ่อขอยกตัวอย่างผู้ที่บำเพ็ญสาราณียธรรมจนครบบริบูรณ์ แล้วได้ประสบผลดี ซึ่งมีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกมาเล่าเป็นตัวอย่างก่อน เรื่องมีอยู่ว่า พระติสสเถระ เมื่อออกบวชเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา และได้รับฟังโอวาทจากพระอุปัชฌาย์แล้ว ท่านตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดตลอดมา เป็นพระที่สมบูรณ์ด้วยสิกขา ๓ คือ มีศีล สมาธิ ปัญญาที่บริสุทธิ์บริบูรณ์มาก ครั้นครบ ๕ พรรษาแล้ว ท่านขอโอกาสปลีกตัวไปบำเพ็ญกัมมัฏฐานตามลำพัง ณ ถ้ำแห่งหนึ่ง แม้จะอยู่รูปเดียว แต่ท่านก็มีจิตประกอบด้วยเมตตา หมั่นเจริญสาราณียธรรมอยู่เนืองๆ ไม่เคยขาดเลย

     วันหนึ่ง พระมหาเถระ ๕๐ รูป เดินทางมาเยี่ยมเยียนท่านถึงที่พัก ท่านได้ต้อนรับด้วยความยินดี และบำเพ็ญอาคันตุกวัตรซึ่งเป็นวัตรสำหรับแขกผู้มาเยือนได้อย่างดีเยี่ยม คอยจัดแจงน้ำดื่มน้ำใช้มาเตรียมไว้ ทั้งยังกุลีกุจอจัดหาสถานที่พักตามถ้ำต่างๆ ท่านได้อำนวยความสะดวกทุกอย่างให้พระอาคันตุกะได้อาศัยอยู่อย่างสะดวกสบายทุกรูป

     รุ่งขึ้น พระเถระทั้ง ๕๐ รูป ได้ออกบิณฑบาตไปตามหมู่บ้าน แต่ไม่ได้รับบิณฑบาตจากญาติโยมเลย เมื่อเห็นว่าสายแล้ว ต่างพากันอุ้มบาตรเปล่ากลับที่พัก เมื่อกลับมาถึง พระติสสเถระก็ออกมารับบาตรจากพระสังฆเถระ ท่านสังเกตเห็นว่าแต่ละรูปไม่ได้รับอาหารแม้แต่ทัพพีเดียว จึงกราบเรียนว่า “ขอให้พระเถระทุกรูปได้นั่งรอในถ้ำนี้ก่อน กระผมขอโอกาสออกไปบิณฑบาตมาถวายเอง”

     พระสังฆเถระสงสัยว่า ภิกษุรูปเดียวจะสามารถบิณฑบาตเลี้ยงพระถึง ๕๐ รูปได้อย่างไร จึงถามพระติสสเถระว่า “พวกเรามีกันถึง ๕๐ รูป อุตส่าห์แยกย้ายกันออกไปคนละทาง ยังไม่เห็นใครมีจิตศรัทธามาใส่บาตรแม้แต่คนเดียว แล้วท่านไปรูปเดียว จะมีญาติโยมที่ไหนมาตักบาตร อีกทั้งถึงแม้ได้อาหารมาเต็มบาตร ก็ไม่สามารถที่จะเลี้ยงพระได้ทั้งหมด”

     พระติสสเถระตอบด้วยความถ่อมตนว่า “ท่านขอรับ กระผมเป็นภิกษุประจำถิ่น พอที่จะบิณฑบาตมาได้โดยไม่ลำบากจนเกินไป และด้วยบุญของพระเถรานุเถระทั้งหลาย จะทำให้ผมสามารถหาภัตตาหารมาถวายได้ในวันนี้” จากนั้นท่านก็ครองจีวรเดินถือบาตรมุ่งหน้าเข้าไปในหมู่บ้าน พร้อมกับตั้งกัลยาณจิตไปในเบื้องหน้า ให้ผู้มีบุญได้มาทำบุญกับภิกษุสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ

     ด้วยอานิสงส์ที่ท่านบำเพ็ญสาราณียธรรมมานาน ทำให้มหาอุบาสิกาผู้ใจบุญท่านหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านที่พระเถระเข้าไปบิณฑบาต เกิดกุศลจิตศรัทธาอย่างแรงกล้า อยากทำบุญเป็นสังฆทาน นางได้จัดเตรียมน้ำนมและอาหารคอยพระเถระ ทันทีที่พระเถระมาถึงประตูบ้าน นางได้ถวายอาหารจนเต็มบาตร พระเถระรับแล้วก็นำอาหารกลับไปถวายพระอีก ๕๐ รูปที่กำลังรอคอยอยู่ในถ้ำ

     พระติสสเถระนำบิณฑบาตพร้อมด้วยข้าวปลาอาหารที่มหาอุบาสิกาจัดเตรียมไว้นั้น เข้าไปถวายพระเถระทั้ง ๕๐ รูป กล่าวเชื้อเชิญให้ท่านฉันตามสบาย จากนั้นได้ถวายอาหารจนพอเพียงแก่ความต้องการของพระเถระทุกรูป ส่วนตัวท่านเองนั้นก็ฉันพอยังอัตภาพให้เป็นไปได้เท่านั้น

     หลังจากฉันภัตตาหารแล้ว พระสังฆเถระถามพระติสสะว่า “ท่านได้บรรลุโลกุตรธรรมหรือยัง” พระติสสเถระตอบว่า โลกุตรธรรมของท่านนั้นไม่มีหรอก ครั้นถูกถามต่อไปว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านคงได้ฌานกระมัง” ท่านก็ตอบปฏิเสธอีก คำตอบของท่านยิ่งทำให้พระมหาเถระทั้ง ๕๐ รูป เกิดความกังขาขึ้นมาในใจ ทั้งอัศจรรย์ใจในคุณธรรมของพระติสสเถระ จึงไต่ถามต่อไปว่า “เมื่อไม่มีคุณวิเศษภายในอะไรเลย ทำไมท่านจึงไม่ลำบากในอาหารบิณฑบาต อีกทั้งเป็นที่รักยิ่งนัก”

     พระเถระตอบว่า ท่านได้บำเพ็ญสาราณียธรรมมาตั้งแต่ออกบวช เมื่อท่านบำเพ็ญได้ครบบริบูรณ์แล้ว แม้มีภิกษุแสนรูปต้องการภัต ของที่อยู่ในบาตรก็ไม่มีวันหมด นี่เป็นเพราะอานิสงส์การบำเพ็ญสาราณียธรรมให้บริบูรณ์  เมื่อพระเถระทั้ง ๕๐ รูปฟังแล้วต่างพากันอนุโมทนาสาธุการในคุณธรรมภายในอันยอดเยี่ยมของท่าน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสมมติสงฆ์ ยังไม่ได้บรรลุโลกุตรธรรมขั้นสูง แต่กลับเป็นผู้มีจิตใจงดงามสูงส่ง มีข้อวัตรปฏิบัติที่น่าเคารพเลื่อมใสยิ่งนัก เมื่อเหล่ามหาเถระพักอาศัยอยู่ ๓ ราตรี ก็ลาจากไปด้วยความประทับใจ

     จากตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ว่า อานิสงส์การบำเพ็ญสาราณียธรรม หากทำได้บริบูรณ์แล้ว จะเป็นผู้ที่มีโภคทรัพย์สมบัติตักไม่พร่องกันเลยทีเดียว เพราะด้วยอานุภาพของใจที่แผ่ขยายกว้างออกไปไม่มีประมาณนั้น จะส่งผลให้เราสำเร็จสมปรารถนาในทุกสิ่งอย่างเป็นอัศจรรย์  เพราะฉะนั้น ให้พวกเราตั้งใจมั่นว่า เราจะเข้าไปตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ประกอบด้วยเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

     เราจะไม่หวงแหนสมบัติที่มีอยู่ จะขจัดความตระหนี่ออกจากใจ ด้วยการแบ่งปันสิ่งของที่ตนเองมีให้แก่ผู้อื่น ให้ตั้งใจมั่นว่าจะหมั่นรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ไม่ให้ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่ให้พร้อย และประการสุดท้าย คือสัมมาทิฏฐิ หรือสัมมาปฏิบัติใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เราต้องหมั่นปฏิบัติเพื่อให้บรรลุธรรมนั้น หากทำได้เช่นนี้ จะทำให้เราเป็นที่รักที่เคารพของทั้งมนุษย์และเทวา จะได้รับการสงเคราะห์สนับสนุนในทุกเรื่อง จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นโดยปราศจากการทะเลาะวิวาท มีแต่ความสมัครสมานสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เมื่อเห็นอานิสงส์ใหญ่เช่นนี้แล้ว ขอให้ตั้งใจนำไปปฏิบัติให้ได้กันทุกคน

 พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี

นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

* มก. เล่ม ๓๖ หน้า ๕๔๐

ฟังรายการวิทยุรักพ่อ ตอนที่ 42 รักพ่อ รักในหลวง โดย กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ - แม่ของแผ่นดิน

มาแล้วครับรายการรักพ่อ ช่วยสายต่อ ให้ระบือ ส่งสื่อสาร
เหมือนคนที่มีจิตร่วมกัน ร่วมปกป้องสถาบัน ให้มั่นคง
ช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ขอนำท่านผู้ฟังเข้าสู่รายการรักพ่อ

รายการวิทยุรักพ่อ42 แม่ของแผ่นดิน

รายการรักพ่อ42 พระคุณแม่ ตอนพิเศษ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม 2555 พบกับ สารคดี "พระเมตตาดั่งสายธาร" ในตอน บุรีรัมย์ ตำน้ำกิน, จดหมายน้อย, ปักผ้าเปลี่ยนชีวิต, สานสัมพันธ์แดนมังกร, จากท้องนา สู่พระราชวัง และ บ้านพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี ทีนพลัสรักพ่อ ในตอนรักแรกพบของในหลวง-พระราชินี และการถอดบทเรียนครอบครัวอุ่นรัก, สัมภาษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยใหญ่ จากรัฐฉาน และกิจกรรมสวดมนต์ปฏิญาณตนที่บริเวณลานพระ­บิดา โรงพยาบาลศิริราช เมื่อ 12 ส.ค.2555 บทกวีเทิดพระเกียรติจากปรางมณี (Prangmanee Matchimwong) + Weewii, วรพนิต นวลสกุล, กาญจนรัตน์ ฉ่ำมณี, ฟังเพลง ธงนำชีวิต, สายใยรัก, แม่ของแผ่นดิน, อิ่มอุ่น, มันอาจจะสายเกินไป,ไม่มีวันท้อ,

http://www.youtube.com/watch?v=KZmnk_ijBKM



มนุษย์ไม่รู้จักธรรมชาติ



เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมเกิดความคิดขึ้นว่า ประเด็นของเรื่องนี้คงจะบรรลุผลหากบรรดานักวิทยาศาสตร์ นักการเมือง ศิลปิน นักปรัชญา นักการศาสนาและทุก ๆ คนที่ทำงานอยู่ในสาขาดังกล่าวจะมารวมกันยังที่นี้ มองออกไปยังทุ่งนาเหล่านี้ และถกเถียงหาข้อสรุปร่วมกันในเรื่องต่าง ๆ ผมคิดว่าถึงนี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้คนสามารถแลเห็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาของตน

นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเขาสามารถเข้าใจธรรมชาติ นั่นคือฐานะบทบาทที่เขายึดถืออยู่ เพราะเขาเชื่อว่าเขาสามารถเข้าใจธรรมขาติ พวกเขาจึงพากันเข้าไปศึกษาธรรมชาติอย่างเป็นระบบ และใกล้ชิด และนำธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ แต่ผมคิดว่าความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติอยู่นอกขอบข่ายแห่งเชาวน์ปัญญาของมนุษย์

ผมมักพูดกับคนหนุ่มสาว ที่มาอยู่กับผมที่กระท่อมบนเขา เพื่อเรียนรู้งานเกี่ยวกับเกษตรกรรมธรรมชาติว่าใคร ๆ ก็สามารถมองเห็นต้นไม้บนเขาแห่งนี้ เขาสามารถแลเห็นใบเขียวขจีของมัน สามารถแลเห็นต้นข้าว เขาคิดว่าเขารู้ว่าสีเขียวนั้นคืออะไร การสัมผัสกับธรรมชาติทั้งกลางวันกลางคืน บางทีเขาอาจจะคิดว่าเขารู้จักธรรมชาติ แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาคิดว่า เขาเริ่มจะเข้าใจธรรมชาติก็แน่ใจได้เลยว่าเขากำลังเดินผิดทางแล้ว

ทำไมจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจธรรมชาติ สิ่งที่คิดว่าเป็นธรรมชาติเป็นเพียง "ความคิด" เกี่ยวกับธรรมชาติที่เกิดขึ้นในจิตใจของแต่ละคน ผู้ที่แลเห็นธรรมชาติที่แท้จริงคือเด็กน้อย เขาแลเห็นโดยปราศจากความคิด เป็นการแลเห็นอย่างตรงไปตรงมา และกระจ่างแจ้งแม้ว่า ชื่อของพันธุ์ไม้จะเป็นที่รู้จัก เช่นส้มแมนดารินในตระกูลส้ม ต้นสนในตระกูลไม้สน แต่สิ่งที่แลเห็นก็หาใช่รูปทีแท้จริงของธรรมชาติไม่

สิ่งที่แลเห็นในลักษณะแยกขาดจากส่วนทั้งหมดของมันไม่ใช่ของแท้

ผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่าง ๆ มาอยู่รวมกันและสังเกตต้นข้าวสักต้น ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคแมลงก็จะแลเห็นแต่โรคที่เกิดจากแมลง ผู้เชี่ยวชาญด้านธาตุอาหารของพืช (plant nutrition) ก็จะสังเกตแต่ความแข็งแรงของต้นข้าว นี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับสภาพการณที่เป็นอยู่ในเวลานี้

ยกตัวอย่างเช่น ผมพูดกับสุภาพบุรุษที่มาจากสถานีทดลอง ตอนที่เขากำลังศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพลี้ยจักจั่นและแมงมุมในนาข้าวของผมว่า "ท่านศาสตราจารย์ครับ เมื่อท่านศึกษาเกี่ยวกับเรื่องแมงมุม ก็เท่ากับท่านสนใจศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยจักจั่นเพียงชนิดเดียวในบรรดาศัตรูทั้งหมดของมัน ปีนี้ประชากรของแมงมุมขยายตัวมาก แต่ปีที่แล้วเป็นคางคก แต่ก่อนหน้านั้นกบจะมีมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น มันมีลักษณะที่หลากหลายนับไม่ถ้วน"

เป็นไปไม่ได้ที่นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา จะสามารถเข้าใจถึงบทบาทของสัตว์ที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหารเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่แน่นอน ภายในระบบความสัมพันธ์ที่อิงอาศัยกันและกันอย่างซับซ้อนละเอียดอ่อนของแมลง มีบางฤดูที่ประชากรของเพลี้ยมีน้อยเพราะมีแมงมุมมาก มีบางครั้งที่ฝนตกมากกบก็จะกินแมงมุม แต่ถ้าหากฝนตกน้อยก็จะไม่มีทั้งเพลี้ยหรือกบเลย

วิธีควบคุมแมลงโดยละเลยความสัมพันธ์ในบรรดาแมลงด้วยกัน เป็นสิ่งทีไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง การวิจัยเกี่ยวกับแมงมุมและเพลี้ย จะต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกบกับแมงมุมด้วย เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ก็จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกบ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแมงมุมและเพลี้ย ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับข้าว และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการชลประทานมาประชุมร่วมกัน

ยิ่งกว่านั้น ที่นาของผมยังมีแมงมุมที่มีลักษณะแตกต่างกันประมาณ ๔-๕ ชนิด ผมยังจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน เพื่อนบ้านคนหนึ่งวิ่งมาหาผมที่บ้านแต่เช้าตรูและถามผมว่าผมเอาตาข่ายไหมหรืออะไรไปคลุมที่นาเอาไว้หรือเปล่า ผมไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร ดังนี้ผมจึงรีบเดินรุดไปดูทันที

เราเพิ่งจะเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จใหม่ ๆ และเพียงชั่วคืนเดียวทุ่งนาที่เหลือเพียงโคนข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว และหญ้าทีเลื้อยอยู่ตามดินก็ถูกคลุมด้วยใยแมงมุมทุกตารางนิ้วดูราวกับใยไหมส่องประกายแวววับเป็นระลอกพริ้วอยู่ในสายหมอกยามเช้า ช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

ความน่าอัศจรรย์ของมันคือ สิ่งที่เกิดขึ้นนาน ๆ ครั้งเช่นนี้ จะคงอยู่เพียงวันสองวันเท่านั้น หากคุณเข้าไปมองดูใกล้ ๆ ก็จะแลเห็นแมงมุมมากมายอยูในทุก ๆ ตารางนิ้วของทุ่งนา มันอยู่กันอย่างหนาแน่นมากในทุ่งนา จนดูเหมือนจะแทบไม่มีที่ว่างเหลืออยู่ในระหว่างพวกมัน ในพื้นที่ ๑/๔ เอเคอร์ (๐.๖ ไร่) ต้องมีแมงมุมอยู่เป็นแสนเป็นล้านตัวทีเดียว ถ้าคุณกลับไปดูที่นาในอีก ๒-๓ วันหลังจากนั้น คุณจะเห็นเส้นใยแมงมุมซึ่งยาวเป็นหลา ๆ ขาดลุ่ยออกสะบัดอยู่ในสายลม โดยมีแมงมุม ๕-๖ ตัวเกาะอยู่ตามเส้นใยเหล่านั้น ดูราวกับปุยของดอกแดนดิเลี่ยน หรือลูกสนที่ปลิวอยู่ในสายลม แมงมุมเหล่านั้นเกาะอยู่กับเส้นใยแต่ละเส้นที่สะบัดขึ้นลงสู่ท้องฟ้าด้วยแรงลม

ภาพที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้เป็นบทละครแห่งธรรมชาติอันน่าพิศวง เมื่อเห็นเช่นนี้คุณคงเข้าใจว่ากวี และศิลปินก็ควรจะร่วมอยู่ในการประชุมพบปะนี้ด้วยเหมือนกัน

เมื่อสารเคมีถูกพ่นลงในที่นา สิ่งเหล่านี้จะถูกทำลายไปในพริบตา ครั้งหนึ่งผมเคยคิดว่าการใส่ขี้เถ้าลงไปในนา* คงจะไม่เป็นไร ผลที่ออกมาน่าตกใจเพราะว่า ๒-๓ วันหลังจากนั้นปรากฏว่าที่นาทั้งแปลงปราศจากแมงมุมแม้แต่ตัวเดียว ขี้เถ้าทำให้เส้นใยแมงมุมขาดกระจัดกระจาย ไม่รู้ว่ามีแมงมุมกี่พันกี่หมื่นตัวที่ต้องตกเป็นเหยื่อของขี้เถ้าที่ดูไม่มีพิษสงเพียงกำมือเดียว การใช้ยาฆ่าแมลงไม่เพียงแต่กำจัดเพลี้ยรวมทั้งศัตรูตามธรรมชาติของเพลี้ยไปเท่านั้น ตัวละครแห่งธรรมชาติอันสำคัญเหล่านี้อีกมากมายที่ต้องได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย

ปรากฏการณ์ของแมงมุมจำนวนมหาศาล ซึ่งปรากฏขึ้นในนาข้าวในฤดูใบไม้ร่วง และราวกับศิลปินที่หลบหายไปในชั่วคืน ยังเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน มันจะมีชีวิตรอดในฤดูหนาวด้วยวิธีใด หรือว่ามันหายไปไหน

ดังนั้นการใช้สารเคมีจึงไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาของนักกีฏวิทยา หรือผู้ทีศึกษาเกี่ยวกับเรื่องแมลงเท่านั้น แต่นักปรัชญา นักการศาสนา ศิลปิน และกวีจะต้องเข้ามาช่วยตัดสินด้วยว่าควรอนุญาตให้มีการใช้สารเคมีในการทำเกษตรหรือไม่ และผลที่เกิดขึ้นจำเป็นอย่างไร แม้จากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ด้วย

ปริมาณผลผลิตของข้าวเจ้าและธัญพืชฤดูหนาวต่อที่ดิน ๑/๔ เอเคอร์ (๐.๖ ไร่) จะได้ในราว ๒๒ บูเชล (๕๙๐.๙ กิโลกรัม) ถ้าเมื่อไรที่เราได้ผลผลิตถึง ๒๙ บูเชล (๗๗๘.๙ กิโลกรัม) ซึ่งเคยได้ในบางครั้ง คุณก็จะไม่สามารถหาผลผลิตที่ไหนทั่วประเทศที่จะสูงไปกว่านี้อีกแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้าไม่มีความจำเป็นในการเพาะปลูกด้วยวิธีเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าเกษตรกรรมธรรมชาติเป็นเรื่องที่สวนทางกับสมมุติฐานของวิทยาศาสตร์แผนใหม่ ใครก็ตามที่มาดูผืนนาแห่งนี้ และยอมรับประจักษ์พยานเหล่านี้ จะต้องรู้สึกสงสัยมากยิ่งขึ้นในคำถามที่ว่า มนุษย์รู้จักธรรมชาติหรือไม่ และธรรมชาติอาจรู้จักได้ภายในขอบเขตแห่งความเข้าใจของมนุษย์หรือไม่

ถ้าจะกล่าวอย่างประชดประชันก็ต้องกล่าวว่า วิทยาศาสตร์ช่วยได้เพียงแค่ทำให้เห็นว่ามนุษย์มีความรู้น้อยเพียงไรเท่านั้น
* ฟูกูโอกะทำปุ๋ยหมักจากขี้เถ้าและพวกเศษอาหารเหลือ เขาใส่ปุ๋ยหมักนี้ในสวนครัวเล็ก ๆของเขา

ที่มา https://www.facebook.com/KhayKhawKlxngHxmMaliXinthriy100SinkhaHomMed