++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ฟ้องเพิกถอนเขื่อนแม่วงก์ : จุดเริ่มต้นสกัดทีโออาร์ 3.5 แสนล้าน โดย ศรีสุวรรณ จรรยา




   เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมและชาวบ้านจำนวน 151 คน ได้เดินทางไปยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 ที่เห็นชอบให้กรมชลประทานเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ได้ภายใต้งบประมาณ 13,280 ล้านบาท
     
       “โครงการเขื่อนแม่วงก์” เป็นอีกมหากาพย์หนึ่งของการต่อสู้ภาคประชาชนและเครือข่ายพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม กับกรมชลประทานและรัฐบาลมาอย่างยาวนาน นับแต่เริ่มมีโครงการศึกษาที่จะจัดทำเขื่อนดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2527 แต่กรมชลประทานก็ไม่สามารถผลักดันให้โครงการดังกล่าวเป็นที่ยอมรับกันของภาคประชาชนได้ ทั้งนี้เพราะเหตุผลในการก่อสร้างเมื่อเทียบกับจำนวนผืนป่าอนุรักษ์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดที่ต้องสูญเสียไปจำนวน 13,000 ไร่ ไม่มีความคุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์นั่นเอง
     
       แต่ถึงกระนั้นกรมชลประทานก็ไม่วายที่จะผลักดันโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้คณะกรรมการผู้ชำนาญการด้านโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก.) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จะมีมติไม่เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการดังกล่าวไปตั้งแต่ปี 2545 ตามที่กรมชลประทานเสนอให้พิจารณาแล้วก็ตาม
     
       ขณะเดียวกันปี 2547 กรมชลประทานก็ยังดันทุรังเสนอรายงาน EIA ดังกล่าวกลับไปให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งคณะกรรมการฯ ก็ได้มีมติที่ชัดเจน 2 ข้อว่า
     
       1) ให้กรมชลประทาน ประสานการดำเนินการวางแผนบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำแม่วงก์ให้สอดคล้องกับแผนการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำสะแกกรังของคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรัง เพื่อหาข้อยุติในการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบในลักษณะบูรณาการ โดยพิจารณาให้มีผลกระทบต่อทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ตลอดจนความขัดแย้งกับราษฎรน้อยที่สุด
     
       2) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำวิธีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ (SEA: Strategic Environmental Assessment) มาใช้ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย
     
       มติทั้งสองข้อดังกล่าวทำให้กรมชลประทานต้องถอยหลังกลับไปศึกษาและดำเนินการให้เป็นไปตามมติดังกล่าวอยู่อย่างยาวนาน จนหลายฝ่ายคิดว่ายุติโครงการดังกล่าวไปแล้ว แต่ทว่าเมื่อเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 กรมชลประทานก็แอบนำโครงการเขื่อนแม่วงก์ขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนลุกลี้ลุกลนมาก โดยไม่รอหรือแยแสกระบวนการตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมกำหนดไม่ โดยก้าวข้ามขั้นตอนของกฎหมายเสนอโครงการดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการก่อนเลย แล้วจึงค่อยๆ กลับมาศึกษาหาเหตุผลรองรับในภายหลัง ซึ่งดูเหมือนรัฐบาลและกรมชลประทานจะไม่สนใจหลักธรรมาภิบาล หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเสียแล้ว และที่สำคัญดูเหมือนจะท้าทายกฎหมายและรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเจตนา
     
       ทั้งนี้โครงการเขื่อนแม่วงก์เป็นหนึ่งใน 21 โครงการก่อสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ที่คณะกรรมการ กนอช. และคณะกรรมการการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นประธานได้กำหนดไว้ในทีโออาร์ ตามกรอบความคิด (Conceptual Plan) เพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย (TOR) ที่เปิดโอกาสให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศมาออกแบบภายใต้เงินงบประมาณเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท
     
       ดูเหมือนรัฐบาลโดย กบอ. จะลุกลี้ลุกลนจนมองข้ามขั้นตอนของกฎหมายไปอย่างตั้งใจ แม้สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจะออกมาเตือนแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะการดำเนินการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 57 วรรคสอง ที่บัญญัติไว้ว่า “การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมือง การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ”
     
       “ทีโออาร์” ป้องกันน้ำท่วมภายใต้เม็ดเงินมหาศาลนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชนแทบทั้งสิ้น ตั้งแต่งานหลักด้านการบรรเทาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 8 ลุ่มน้ำ ซึ่งมีเป้าหมายโครงการอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ประกอบด้วยการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า ดิน ฝายแม้ว ประมาณ 10 ล้านไร่ วงเงินหมื่นล้านบาท สร้างอ่างกักเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก 5 หมื่นล้านบาท ทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งจัดทำพื้นที่ปิดล้อม พื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจหลักของแต่ละจังหวัด อีก 5 หมื่นล้านบาท ปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานเหนือนครสวรรค์และเหนืออยุธยาให้เป็นแก้มลิงแม่น้ำเก็บกักน้ำหลากชั่วคราวได้ประมาณ 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้พื้นที่ 2 ล้านไร่ งบ 6 หมื่นล้านบาท
     
       นอกจากนั้น ยังมีแผนงานปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลักและคันริมแม่น้ำ ปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา สะแกกรัง ป่าสัก ท่าจีน ฯลฯ งบประมาณ 7 พันล้านบาท และโครงการจัดทำทางน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ และทางผันน้ำขนาดไม่น้อยกว่า 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รับอัตราการไหลของน้ำส่วนเกินจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก ไปทางฝั่งตะวันออกและตกของเจ้าพระยา อีก 1.2 แสนล้านบาท การปรับปรุงระบบคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์เตือนภัย การบริหารจัดการน้ำหลากน้ำแล้งงบ 3 พันล้านบาท รวมถึงการปรับปรุงองค์กรที่ทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำ สั่งการ กำกับ ดูแล และวิธีการเยียวยาอีกด้วย
     
       ส่วนโครงการอื่นๆ เป็นแผนงานฟื้นฟูและพัฒนาในลุ่มน้ำภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก 6,000 ล้านบาท การสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้และอีสาน 1.2 หมื่นล้านบาท การทำผังใช้ที่ดินรวมทั้งทำพื้นที่ปิดล้อมชุมชนและเศรษฐกิจหลักในภาคใต้และอีสานอีก 1 หมื่นล้านบาท การปรับปรุงสภาพทางน้ำหลักและคันริมแม่น้ำในลุ่มน้ำภาคใต้ อีสาน ตะวันตก ลุ่มน้ำแม่กลอง และลุ่มน้ำเพชร 1 หมื่นล้านบาท รวมทั้งการปรับปรุงระบบคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์เตือนภัยใน 17 ลุ่มน้ำ ในภาคใต้ อีสาน ชายฝั่งทะเลตะวันตก ตะวันออก งบ 2 พันล้านบาท รวมถึงการปรับปรุงองค์กรด้วย
     
       โครงการแต่ละโครงการเป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่รัฐบาลกลับมองข้ามการปรึกษาหารือกับภาคประชาชนหรือผู้มีส่วนได้เสียก่อนการดำเนินการ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่สนใจขั้นตอนของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดไว้อีกมาตราใน มาตรา 58 ที่ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน” ไปเสียแล้ว
     
       หากรัฐบาลหรือ กบอ. หรือ กนอช. ยังเดินหน้าต่อไปโดยไม่ทบทวนหรือฟังเสียงทักท้วงของภาคประชาชน มาตรการตอบโต้ของภาคประชาชนก็คือ การฟ้องร้องเพื่อเพิกถอนมติ หรือคำสั่ง หรือการกระทำใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย ดังกรณีการฟ้องเพิกถอนมติโครงการเขื่อนแม่วงก์ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมานั่นเอง...

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จริงหรือไม่




ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว   วัดกันที่ตรงไหน

อะไรคือทำดี  อะไรคือทำชั่ว........เอาอะไรมาเป็นเส้นแบ่งคะ................
ถ้าบอกว่า  พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่า  .

 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ! เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม

ไอ้คำว่าเจตนาเนี่ยแหละ  ที่มักสำคัญผิดกันไปมา  หากได้ลองพิจารณาดูด้วย  ลองพิจารณาแค่เล่นๆ
คนที่ไม่เคยได้ปฏิบัติธรรม  เวลาเขาจะกล่าว มุสา เอาแค่ศีลเบื้องต้น  ที่ไม่เคยรักษา ไม่เคยภาวนา
จะเห็นตามเป็นจริงไหมว่า กำลังมุสาอยู่  กำลังถูกกิเลสที่ลากเอาตัวกูวางแผนแยบยลให้ เอ่ยมุสา หรือผุสาวาท  ออกไป
โดยที่บางทีไม่มีสติมารองรับ  เลยไม่เห็นเจตนาของตน  แล้วก็เอามาอ้างข้างๆคูว่า   กู... ก็ไม่เจตนา


มีคนชอบอ้างว่า ทำไมอีกาไปกินข้าวที่เขาเอาไว้ใส่บาตรพระพุทธเจ้า(ถ้าจำไม่ผิด) แล้วไปเกิดเป็นเปรต
อีกาก็ต้องกินข้าว อีกาคุยรู้เรื่องเหรอ  ว่านี่นะ เป็นอาหารสงฆ์ ถ้ากินแล้วบาป  แต่คนเราก็ชอบเอาไปอ้างว่าไม่น่าบาปเพราะไม่เจตนา
เอาแบบว่า  ไม่รู้ย่อมไม่ผิด  บางคนก็บอกว่า ก็ด้วยกรรมเก่า ถึงเกิดเป็นอีกา  อีกาก็มีนิสัยขี้ขโมยอยู่แล้ว เลยบาป
นั่นสิ......จะกรรมเก่ากรรมใหม่   กาจะเจตนาหรือไม่ แต่การไปกินข้าวสงฆ์ ก็ต้องรับบาป  ลองคิดใหม่

คุณขับรถไป  แล้วชนหมาตาย  โดยที่คุณไม่รู้ไม่เห็นด้วยซ้ำว่า  หมามันวิ่งออกมาตอนไหน  แล้วมันตายไปแล้ว
คุณมารู้เอาตอนได้ยินเสียงเอ๋ง พร้อมกับรถยกขึ้นทับ ลงไปดูก็ว่ามันตายแล้ว....เราไม่ผิด ก็เราไม่เจตนา
แล้วจิต.ตอนนั้นนะ มันหดหู่ไหม .......ถ้าวางไม่เป็นนะ  เกิดขับรถแล้วไปเหยียบหมาแล้ว ตกกะใจ  เหยียบคันเร่ง ไปชนต้นไม้
จิตขณะตายเกิดไปคิดอยู่ว่าเห็นหมาถูกรถเราเหยียบ ..........ไปนรกไหม????

เรื่องสัทธิวิหาริก (ลูกศิษย์) ของท่านพระสารีบุตร ๕๐๐ องค์  ชาติก่อนเคยเกิดเป็นค้างคาวห้อยหัวอยู่ในถ้ำ บังเอิญได้ยินพระท่านท่องบ่นสวดสาธยายพระอภิธรรมกันอยู่ ก็สำเหนียกตั้งใจฟังทั้งๆ ที่ฟังไม่ออก และไม่รู้เรื่องว่าพระท่านทำอะไรว่าอะไรกัน  จึงได้แต่ฟังประจำจนคุ้นหู แค่อานิสงส์ที่ได้ฟังด้วยความตั้งใจเท่านั้น ทำให้เมื่อตายแล้วได้ไปเกิดเป็นเทวดา   จิตเป็นกุศลก็ได้บุญแล้ว

อย่างนี้ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว.......คงมิได้หมายความแต่เพียงแค่อ่านและแปลตามตัวอักษรเท่านั้น........................................

เจตนาตามพุทธพจน์ ก็คงมิได้หมายความแค่เจตนาที่ปุถุชนคนธรรมดาที่ขาดทั้ง สติ และปัญญาที่ระเอียดขึ้นตามลำดับ
จะเข้าใจได้โดยง่าย  จึงมีพุทธพจน์เพื่อไม่ให้ผู้ยังไม่ปฎิบัติธรรม อันสมควรแก่ธรรมจะรู้ได้ ว่า กรรมเป็นอาจิณไตยอย่างหนึ่ง
ผู้ปฏิบัติธรรม อันสมควรแก่ธรรม  จึงไม่ใช่คำง่ายๆที่จะตีความเช่นกัน


เช่นนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว  .........ก็ต้องเป้นผู้ที่รู้เห็นตามความเป็นจริงเหตุเพราะการปฏิบัติธรรมโดยสมควรแก่ธรรม
มิใช่ ด้นเดาเอาตามความหมายตรงตามสมมติ..............


จึงยากที่จะอธิบาย

ปุ๋ม
10/7/55
                              ให้หมั่นพิจารณาอยู่เสมอว่า
เรามีกรรมเป็นของตน

เรามีกรรมเป็นผู้ให้ผล

เรามีกรรมเป็นแดนเกิด

เรามีกรรมเป็นผู้ติดตาม

เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

ไม่ว่าทำกรรมใดไว้

เราจะต้องเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป

เมื่อเข้าใจกฎแห่งกรรมจริงๆแล้ว

เราจะสามารถทำใจและรักษาใจดีไว้ได้ในทุกสถานการณ์

มีความสุขใจ พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

พอใจในการสร้างความดี ละความชั่ว

ยินดีในการให้ทาน รักษาศีลและเจริญภาวนา

ภาพยนต์การ์ตูนพระพุทธเจ้า

ภาพยนต์การ์ตูนพระพุทธเจ้า


จดหมายข่าว GotoKnow ประจำเดือนสิงหาคม 2555 ฉบับที่ 1




# รางวัล สรอ. ขอความรู้  ร่วมบันทึก “เรื่องเล่าดีๆ ของแม่กับลูก”______

- ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล "สรอ. ขอความรู้" ครั้งที่ 3 และ 4 (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/496903)

- เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 ขอเชิญสมาชิก GotoKnow ร่วมบันทึกลงบล็อกของท่านในหัวข้อ “เรื่องเล่าดีๆ ของแม่กับลูก” รับรางวัลเงินสดมูลค่า 2,500 บาท 2 รางวัล จากการสุ่มจับรางวัล "สรอ. ขอความรู้" ครั้งที่ 5 หมดเขต 15 สค. 55 ค่ะ (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/496932)

# ร่วมแบ่งปันเทคนิคการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างยั่งยืน ______

- เชิญร่วมบันทึกประโยชน์ของ GotoKnow และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างยั่งยืน รับเสื้อเป็นที่ระลึกจาก GotoKnow หมดเขต 13 สค. 55 ค่ะ (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/496729)

# ด่วน! เปิดรับข้อเสนอโครงการชุมชนนักปฏิบัติด้านอาหารและด้านสิ่งเสพติด ______

- เปิดรับข้อเสนอโครงการสร้างชุมชนนักปฏิบัติใน GotoKnow อย่างยั่งยืนด้านอาหารหรือด้านสิ่งเสพติดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จำนวน 2 โครงการ ให้ทุนสนับสนุนโครงการละ 100,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ กย. 55 - กค. 56 ค่ะ หมดเขตส่งข้อเสนอ 15 สค. 55 ค่ะ (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/496939)

# รางวัลสุดคะนึง (GotoKnow Writer of the Month) ______

- ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ได้รับการคัดเลือกรับรางวัลสุดคะนึง กรกฎาคม 2555 (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/496835)

- GotoKnow ขอมอบใบประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานรัฐบาลอิเล็คทรอนิกส์ (สรอ.) พร้อมรางวัลเงินสด 10,000 บาท และดอกไม้ช่อโตส่งตรงถึงที่ทำงาน เชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเขียนถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การทำงานและสร้างเครือข่ายสังคมใน GotoKnow ค่ะ

# ฟรี! ClassStart.org ระบบการเรียนรู้ทางออนไลน์ ______

- ขอเชิญครูอาจารย์ใช้ http://ClassStart.org ระบบจัดการชั้นเรียนออนไลน์ (Classroom Management System) สามารถจัดการเอกสารการสอน สร้างแบบฝึกหัด ให้คะแนน สนทนาผ่านเว็บบอร์ด ประกาศข่าว และดาวน์โหลดไฟล์คะแนนรวม บริการฟรีแก่ทุกสถานศึกษา ไม่ต้องติดตั้งระบบเอง ไม่ต้องดูแลเครื่องแม่ข่ายเอง ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาค่ะ

# แนะนำศูนย์เรียนรู้ สสส. ______

- ศูนย์เรียนรู้ แหล่งเรียนรู้สุขภาวะครบวงจร สสส.  ซอยงามดูพลี สาทร พร้อมเปิดให้บริการปลายปี 2555 (http://www.gotoknow.org/classified/ads/2961)
- สสส. จัดงานประชุมนานาชาติด้านการสร้างเสริมสุขภาพครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 25-29 ส.ค. 56 (http://www.gotoknow.org/classified/ads/3055)

ขอบคุณค่ะ

GotoKnow - คนทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ททท.แพร่ชวนตามรอยตำนาน “เมืองแป้ แห่ระเบิด”







       ททท. ชวนร่วมเรียนรู้ตำนาน “เมืองแป้ แห่ระเบิด” ในงานมหกรรมวัฒนธรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน “แพร่...เสน่ห์มรดกวัฒนธรรมล้านนาไทย เทิดไท้องค์ราชินี” ในวันที่ 8 - 9 ส.ค. 55 ณ บริเวณสวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ และบริเวณวงเวียนพรหมวิหาร พบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ การแข่งดนตรีพื้นเมือง ชมหนังกลางแปลงย้อนยุค ฯลฯ
     
       นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ กล่าวว่า ทางจังหวัดแพร่ โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดงานมหกรรมวัฒนธรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน ภายใต้ชื่องาน “แพร่...เสน่ห์มรดกวัฒนธรรมล้านนาไทย เทิดไท้องค์ราชินี” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา
     
       เพื่อเป็นการให้ความรู้ และข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับตำนาน “เมืองแป้ แห่ระเบิด” แก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งคนเมืองแพร่ และผู้สนใจทั่วไป ทาง ททท. สำนักงานแพร่ จึงได้ร่วมจัดนิทรรศการเล่าตำนาน “เมืองแป้แห่ระเบิด” ภายในงานนี้ด้วย โดยนิทรรศการจะบอกกล่าวถึงความเป็นมาที่แท้จริงของตำนาน โดยมีภาพถ่าย คำบรรยาย และคำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์จริง มาอ้างอิง
     
       กิจกรรมภายในงาน เป็นการจัดนิทรรศการ ซึ่งแบ่งเป็น 6 โซน ประกอบด้วย โซนอาหาร โซนผ้า โซนซะป๊ะของดี โซนท้าพิสูจน์ โซนสุขก๋าย สบายใจ๋ โซนดนตรีม่วนล้ำ อีกทั้งยังมีนิทรรศการหอศิลป์เมืองแพร่ กิจกรรม “เสน่ห์ผ้าแพรเทิดพระเกียรติแม่ของแผ่นดิน” การแข่งดนตรีพื้นเมือง กาดมั่วโบราณ กิจกรรม “แพร่อวดเก่า...เสน่ห์ย้อนยุคปี 2500” ชมหนังกลางแปลงย้อนยุค (พากษ์สด) และอื่น ๆ อีกมากมาย
     
       สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูล ได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ โทร. 0-5452-1118, 0-5452-1127

" ขอเชิญร่วมพิธีประดิษฐานธรรมจักรพุทธชยันตี ในวันอาสาฬหบูชานี้ "




ในวันอาสาฬหบูชา ๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ นี้ ซึ่งถือเป็นวันครบรอบ ๒๖๐๐ ปี แห่งการแสดงปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่พระพุทธองค์ทรงเริ่มการประกาศเผยแผ่พระธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ จนมีดวงตาเห็นธรรม เกิดพระรัตนตรัยครบ ๓ องค์ นับเป็นการเริ่มหมุนวงล้อแห่งธรรมเพื่อมวลมนุษย์ได้เรียนรู้และปฏิบัติตาม

โดยมีความนิยมสร้าง "ธรรมจักร" เพื่อเป็นสัญญลักษณ์ข...องพระพุทธองค์และการประกาศธรรมสืบมาแต่โบราณตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเมื่อ ๒๐๐๐ กว่าปีที่แล้ว

หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ขอเชิญพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธีประดิษฐานธรรมจักรพุทธชยันตี ในวันอาสาฬหบูชา ปีพุทธชยันตี ซึ่งเป็นโอกาสที่เป็นมงคลยิ่ง

โดยธรรมจักรองค์นี้ทำจากหินทั้งก้อนแกะเป็นรูปธรรมจักรศิลปะร่วมสมัย จารึกคาถาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่พระพุทธองค์แสดง ๓ ภาษา คือ บาลี ไทย และ อังกฤษ ที่ประกอบด้วย ๔ ส่วนสำคัญ คือ มัชฌิมาปฏิปทา อริยมรรคมีองค์แปด งานบุญอาสาฬหบูชา (พฤหัสบดี ๒ สิงหาคม ๒๕๕๕) อริยสัจจ์ ๔ และ ปริวัฏฏ์ ๓ อาการ ๑๒ ตามต้นแบบที่จารึกในธรรมจักรองค์สำคัญอายุประมาณ ๑๕๐๐ ปี พบที่นครปฐม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา.

กำหนดการโดยละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ ในวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา อ่านได้จาก http://bit.ly/Q0jEHH

๐๗.๓๐ น. อาสาฬหบูชาเทศนา ๒๕๐๙ ของพุทธทาสภิกขุ  หัวข้อ “การเตรียมพิธีการอาสาฬหบูชาที่สำเร็จประโยชน์”
๐๙.๐๐ น. บูชาพระรัตนตรัย รับศีล ๕ ศีล ๘ สวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แล้วเจริญจิตตภาวนา พระภิกษุ ๙ รูป วัดสุทธิวราราม สาธยายธรรม สมโภชการประดิษฐาน พระธรรมจักรพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ ณ ตำบลปฐมเทศนาสมมติ ริมสระนาฬิเกร์
๑๐.๐๐ น. เวียนเทียนประทักษิณ รอบเช้า ณ ๔ ตำบลสังเวชนียสถานสมมติ
๑๐.๓๐ น. ตักบาตรสาธิต ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ ๙ รูป ถวายสังฆทาน จากนั้นทำสมาธิภาวนากับอาสาฬหบูชาเทศนา ๒๕๒๘ ของพุทธทาสภิกขุหัวข้อ “พระธรรมในทุกแง่ทุกมุม”

๑๓.๐๐ น. เพลินธรรมนำชม รอบพิเศษ ฉลองการหมุนล้อธรรมครบ ๒๖๐๐ ปี โดย นพ.บัญชา พงษ์พานิช และ คณะ
๑๓.๐๐ น. ชมภาพยนตร์แอนิเมชั่นชุด “พุทธศาสดา” (การตรัสรู้ ปฐมเทศนา และ แรกเริ่มประกาศธรรม) ชั้น ๒ ห้องปฏิบัติธรรม
๑๔.๐๐ น. เจริญสติภาวนาอานาปานสติ อาสาฬหบูชา กับ พระสิงห์ทอง เขมิโย
๑๖.๐๐ น. เวียนเทียนประทักษิณ รอบบ่าย

๑๗.๐๐ น. อาสาฬหบูชาเทศนา ๒๕๒๗ ของพุทธทาสภิกขุ  “วันแห่งพระธรรม ความถูกต้อง ทางสายกลาง”
๑๗.๓๐ น. สวดมนต์ทำวัตรเย็น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
๑๘.๓๐ น. สมาธิภาวนากับอาสาฬหบูชาเทศนา ๒๕๑๒ ของพุทธทาสภิกข หัวข้อ “ปฏิบัติบูชา”
๑๙.๐๐ น. เวียนเทียนประทักษิณ รอบค่ำ

งานบุญเข้าพรรษา (ศุกร์ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๕)

๐๖.๐๐ น. ทำวัตรเช้า และ สมาธิภาวนา
๐๗.๐๐ น. ส่งมอบพระปฏิมา พุทธชยันตี ๓ องค์แก่มูลนิธิบ้านอารีย์ แล้วร่วมรับประทานอาหารเช้า
๐๘.๐๐ น. สวดมนต์ ๙ พระสูตรปฐมโพธิกาลก่อนเข้าพรรษา พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ธรรม ทำสมาธิภาวนา แล้วปวารณาตัวเข้าพรรษา
๑๑.๓๐ น. ถวายภัตตาหารเพล และถวายดอกไม้ธูปเทียนเข้าพรรษาแด่พระภิกษุ ๙ รูป จากวัดยานนาวา
๑๓.๐๐ น. เพลินธรรมนำชมรอบพิเศษ ฉลองพรรษาที่ ๒๖๐๑ แห่งพระพุทธศาสนา
๑๗.๓๐ น. สวดมนต์ทำวัตรเย็น สมาธิภาวนา แล้ว ปวารณาตัวเข้าพรรษา (รอบเย็น)
๑๘.๓๐ น. การอบรมฝึกสมาธิด้วยเสียง (โสตะ-สติ) กับ Gary Hall

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

งาน "รวมพลังเครือข่ายขยายผล" เกษตรทฤษฎีใหม่เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี ๒๕๕๕

มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
วันที่ชาวไทยทุกคนพลาดไม่ได้...ร่วมแรง ร่วมใจ ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ วันพฤหัสบดีที่ ๒ ถึงวันเสาร์ที่ ๔ สิงหาคม นี้ ณ ลานวัดมงคลชัยพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี

งาน "รวมพลังเครือข่ายขยายผล"
เกษตรทฤษฎีใหม่เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี ๒๕๕๕
พฤหัสบดีที่ ๒-วันเสาร์ที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔
ลานวัดมงคลชัยพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี

คณะทำงานขับเคลื่อนการขยายผลทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ จ.สระบุรี จัดงาน “รวมพลังเครือข่ายขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี ๒๕๕๕” ระดมกำลังทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การนำเกษตรทฤษฎีใหม่ไปขยายผล ฟังประสบการณ์และความสำเร็จของ ๑๓ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง จังหวัดสระบุรี พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายเยาวชนคนรักถิ่น จังหวัดสระบุรี จัดกิจกรรม “สานฝันเยาวชนคนรักถิ่น” พร้อมรับฟังประสบการณ์จากปราชญ์เกษตรทั่วประเทศเพื่อพัฒนาการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่แตกต่างกัน มุ่งเป้าหมายร่วมกันเพื่อขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เต็มทั้งแผ่นดิน
พบกับลานวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยชาวบ้าน จ.สระบุรี ร่วมกันฟื้นวิถีวัฒนธรรม การกิน การอยู่ การละเล่นและร่วมแรงร่วมใจสร้าง “งานวัด” ที่เกิดจากการลงแรงทำบุญ ทำทานร่วมกัน แต่ละหมู่บ้านคัดสรร “เมนูท้องถิ่น” จากฝีมือแม่ครัวตัวจริงที่คุณไม่เคยชิมที่ไหนมาก่อน อาทิ ตำรับอาหารยวน “เหมิบเม่อมนุน” อาหารพื้นบ้านสูตรเด็ด “ต้มไก่พริกดำ” สาธิตการทำเครื่องจักสาน การตัดกระดาษทำพวงมะโหตร การละเล่นพื้นบ้าน ร่วมรับชมการแสดงจากลูกหลานเยาวชนเมืองสระบุรี และประกวดการแต่งกายงามตามวัฒนธรรม

สอบถามโทร.๐๓๘ ๒๒๑ ๐๒๐

สระบุรี ชวนร่วมอิ่มบุญวันเข้าพรรษากับประเพณีตักบาตรดอกไม้อันเป็นเอกลักษณ์



       เทศบาลเมืองพระพุทธบาท ร่วมกับ จ.สระบุรี สานต่อ “งานประเพณีตักบาตร ดอกเข้าพรรษา และถวายเทียนพระราชทาน ประจำปี 55” ในวันที่ 1 - 3 ส.ค. 55 ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จ.สระบุรี พบกับพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และพิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษา ฯ
      
       นายถาวร พรหมมีชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา เป็นประเพณีสำคัญที่อยู่คู่กับวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารมาช้านาน ประชาชนชาวพระพุทธบาท และใกล้เคียง จะถือเอาวันเข้าพรรษาของทุกปีเป็นวันตักบาตรดอกเข้าพรรษา และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา จ.สระบุรี ได้เพิ่มจำนวนวันตักบาตรดอกเข้าพรรษา จาก 1วันเป็น 3 วัน ซึ่งจะมีพิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษาวันละ 2 รอบ คือรอบเช้า และรอบบ่าย ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศเพื่อเผยแพร่อีกหนึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของประเทศไทย
      
       “ในวันแรกของการจัดงานเป็นพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในอาณาบริเวณพระพุทธบาท ขบวนพยุหยาตราสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ขบวนรถบุปผชาติ การแสดงศิลปะพื้นบ้าน วัฒนธรรม และขบวนต่างๆ จะเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองพระพุทธบาท ไปตามถนนพหลโยธิน และเลี้ยวเข้าบริเวณวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร โดยจะมีพิธีเปิดงาน และพิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษา โดยดอกไม้ที่ใช้ตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์นั้นจะต้องเป็น “ดอกเข้าพรรษา” เท่านั้น นายถาวรกล่าว
      
       ด้าน นายชนัตถ์ นันทปัญญา รองนายกเทศมนตรีเมืองพระพุทธบาทกล่าวว่าเมื่อถึงวันเข้าพรรษา คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ชาว อ.พระพุทธบาท และบุคคลทั่วไปจะพากันไปเก็บดอกเข้าพรรษาตามไหล่เขาโพธิลังกาหรือเขาสุวรรณบรรพต เทือกเขาวง และเขาพุในเขต อ.พระพุทธบาท นำมาจัดรวมกับธูปเทียนเพื่อตักบาตรถวายพระ ซึ่งที่ทาง จ.สระบุรี ได้จัดพิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและถวายเทียนพระราชทาน ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง และเป็นสถานที่ประดิษฐาน “รอยพรพะพุทธบาท” อันศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพบูชา ซึ่งมีความเชื่อในคติชาวลังกาว่า พระพุทธเจ้าได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ 5 แห่ง และรอยพระพุทธบาทที่วัดพระพุทธบาทฯ แห่งนี้ เป็น 1 ใน 5 แห่ง
      
       ต่อมารอยพระพุทธบาทนี้ถูกค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม เมื่อพระสงฆ์ได้รับบิณฑบาตแล้วก็จะนำไปสักการะรอยพระพุทธบาท อันจะส่งผลบุญให้ผู้ทำบุญตักบาตรได้ขึ้นสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ “ดอกเข้าพรรษา หรือ ดอกหงส์เหิน เป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูลขิง เป็นไม้ดอกเมืองร้อน และเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นเป็นหัวประเภทเหง้าแบบมีรากสะสมอาหาร คล้ายกระชาย กาบใบเรียงตัวกันแน่น สูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร ใบเป็นใบเดี่ยวรูปหอก ออกเรียงสลับซ้ายขวาเป็นสองแถว ส่วนดอกมีลักษณะอ่อนช้อยสวยงามยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร มีสีเหลืองสดใสคล้ายรูปหงส์กำลังเหินบิน และสีของกลีบประดับมีหลายสี เช่น สีเหลือง สีขาว และสีม่วง”
      
       รองนายกเทศมนตรีเมืองพระพุทธบาทกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกว่า การจัดงานประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและถวายเทียนพระราชทาน จังหวัดสระบุรีนั้น เทศบาลเมืองพระพุทธบาทโดย นายขจรศักดิ์ นันทปัญญา นายกเทศมนตรีเมืองพระพุทธบาท ซึ่งเป็นผู้บริหารเทศบาลแห่งนี้มาเป็นเวลากว่า 24 ปี ตั้งแต่เป็นสุขาภิบาลจวบจนปัจจุบันเป็นผู้ที่ได้ให้ความสนับสนุนงานประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา มาโดยตลอด เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นกระทั้งมาเป็นประเพณีของจังหวัด และปัจจุบันเป็นประเพณีระดับประเทศ

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชาตรงกับ วันเพ็ญข้น 15 คำเดือน 8 หรือราวเดือน กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันพระจันทร์เสวยอาสาฬหฤษก์ แต่หากตรงกับปีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน วันอาสาฬหบูชาจะเลื่อนไปเป็นวันเพ็ญขึ้น 15 คำ แทนซึ่งจะอยู่ในราวเดือนสิงหาคม

ประวัติความเป็นมา

อาสฬหบูชา ย่อมาจากคำว่า อาสาฬหปุรณมีบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือน อาสาฬห คือ เดือน 8 ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา เพราะมีเหคชตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 3 ประการคือ

1. เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ แสดงธรรมเป็นครั้งแรก มีชื่อว่า ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร ซึ่งมีใจความสำคัญกล่าวถึงอริยสัจ4 การแสดงธรรมครั้งนี้เพื่อโปรดเหล่าปัญจวคีย์ทั้ง 5 คือ อัญญาโกญฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ซึ่งท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม และได้รับการอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกของพระพุทธศาสนาทำให้วันนี้มีพระรัตนตรัยครบองค์สาม

2. เป็นวันที่เกิดสังฆรัตนะหรือเป็นวันที่เกิดอริยพระสงฆ์สาวกในพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกในโลก

3. เป็นวันที่พระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เกิดขึ้นครบ 3 ประการเป็นครั้งแรกในโลก

เหตุการณ์ในวันอาสาฬหบูชานี้ เกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันเพ็ญวิสาขะแล้วสองเดือน

การประกอบพิธีกรรมในวันอาศฬหบูชา

1. ทำบุญตักบาตรในตอนเช้า

2. รักษาศีล ปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา

3. เวียนเทียนที่วัดในตอนค่ำ



วันเข้าพรรษา (ภาพจากจังหวัดชัยภูมิ)

เข้าพรรษา หมายถึง วันกำหนดที่พระภิกษุสงฆ์จะต้องพักประจำอยู่กับที่ในฤดูฝนตลอดเวลาสามเดือน การเข้าพรรษาในปีหนึ่งๆ มีพุทธบัญญัติไว้เป็นสองระยะ คือ

ระยะทื่ 1 : เริ่มตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 เรียกว่า วันเข้าปุริมพรรษา

ระยะที่ 2 : เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 เรียกว่า วันเข้าปัจฉิมพรรษา

ความสำคัญของวันเข้าพรรษา

การเข้าพรรษานั้นเป็นกิจกรรมของพระสงฆ์โดยเฉพาะ เดิมทีนั้นพระพุทธองค์ยังมิได้บัญญัติพระวินัยเรื่องการเข้าพรรษาของพระสงฆ์ แต่ต่อมาพระภิกษุสงฆ์ที่ออกไปเผยแผ่พระศาสนาในฤดูฝนนั้นได้เหยียบย่ำพืชที่ชาวบ้านปลูกเอาไว้ ทำให้ได้รับความเสียหาย ต่อมาประชาชนได้ไปกราบทูลต่อพระพุทธเจ้า ดังนั้นเพื่อมิให้ประชาชนเดือดร้อน พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์อยู่ประจำพรรษาในฤดูฝนตลอดระยะเวลา 3 เดือน

การประกอบพิธีทำบุญในวันเข้าพรรษา

ที่สำคัญคือ มีการทำบุญถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระสงฆ์ ถวายเทียนพรรษาหรือหลอดไฟฟ้าให้แก่วัดต่างๆ โดยเฉพาะวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษา มีการทำบุญตักบาตร นอกจากนั้นสำหรับผู้ที่มีใจศรัทธาในพระพุทธศาสนามากๆ นั้นอาจจะถือศิล และ ประพฤติในธรรม ละเว้นอบายมุขเป็นเวลาตลอดทั้ง 3 เดือน



http://www.patongbeachthailand.com/thai/21_13/668.shtml