++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สุพรรณบุรีชวนเที่ยวงาน “ประเพณีแห่เทียนพรรษาสุพรรณบุรี ประจำปี 55”



       จังหวัดสุพรรณบุรี จัดงาน “ประเพณีแห่เทียนพรรษาสุพรรณบุรี ประจำปี 55” ในระหว่างวันที่ 2 - 4 ส.ค. 55 ณ วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พบกับขบวนแห่เทียนพรรษา ซึ่งภายในขบวนมีการแสดงในรูปแบบศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การฟ้อนรำที่อ่อนช้อยงดงาม ฯ
      
       ประเพณีแห่เทียนพรรษา จ.สุพรรณบุรี จัดขึ้นเพื่อเป็นการฟื้นฟูประเพณี วัฒนธรรมทางศาสนา และการนำเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของโบราณสถาน โบราณวัตถุ วิถีชีวิตของชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่สำคัญใน 10 อำเภอของ จ.สุพรรณบุรี นำเสนอโดยผ่านการแกะสลักเทียนประจำพรรษา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมความสวยงามของต้นเทียน พร้อมทั้งขบวนแห่อันยิ่งใหญ่ของแต่ละอำเภอ และต่อจากนั้นก็จะนำเทียนที่แกะสลักไปถวายเพื่อเป็นพุทธบูชาให้แก่วัดต่างๆ
      
       ภายในงานมีกิจกรรม ชมขบวนแห่เทียนพรรษา ซึ่งภายในขบวนมีการแสดงในรูปแบบศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การฟ้อนรำที่อ่อนช้อยงดงาม การประกวดเทียนพรรษา และขบวนแห่ นอกจากนั้นยังมีการแสดง แสง เสียง เพื่อเฉลิมฉลองสมโภชเทียนพรรษาอีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ที่ทำการปกครองจังหวัดสุพรรณบุรี โทร.0-3553-5380 และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุพรรณบุรี โทร.0-3553-6030

การปกป้องพื้นที่ผลิตอาหาร : หลักไมล์ในการสร้าง ‘ครัวโลก’ ของทุกคน


โดย ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ     22 กรกฎาคม 2555 20:32 น.    
   
หลักไมล์หนึ่งซึ่งประเทศไทยควรไปให้ถึงคือการผลักดันให้เกิดนโยบายการปกป้องพื้นที่ผลิตอาหารเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารระดับชุมชนและประเทศ ด้วยปัจจุบันพื้นที่การเกษตรซึ่งเป็นต้นธารการผลิตอาหารและเป็นปัจจัยสำคัญหรับความอยู่รอดของเกษตรรายย่อยไม่เพียงอยู่ในมือกลุ่มทุนทั้งระดับบรรษัทยักษ์ใหญ่ และประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้วที่รุกคืบเข้ามาทำเกษตรผ่านรูปแบบการเกษตรต่างๆ โดยเฉพาะเกษตรพันธสัญญา (contract farming) และการแย่งยึดที่ดิน (land grab) เพื่อผลิตอาหารป้อนประเทศตนเองเท่านั้น ทว่ายังถูกนโยบายภายในประเทศทางเศรษฐกิจที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่อุตสาหกรรมหนักก่อมลพิษร้ายแรงจนถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเบียดขับพื้นที่การเกษตรให้ลดลงอย่างรวดเร็วด้วย โดยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมไม่มากนักสำหรับเกษตรกรรายย่อย
      
        เกษตรกรจำนวนมหาศาลสูญเสียที่ดินราวร้อยละ 59.73 มีที่ทำกินไม่เพียงพอและต้องเช่าที่ดินทำกิน ส่วนหนึ่งเผชิญปัญหาความขัดแย้งกับภาครัฐและเอกชนในการเข้าไปใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ดินเพื่อทำการเกษตร นอกเหนือไปจากปัญหาคลาสสิกซึ่งรุมเร้าชั่วนาตาปี ตั้งแต่ปัญหาที่เกษตรกร 6.3 ล้านคนเป็นหนี้สินรวมกันกว่า 8 แสนล้านบาท จำนวนมากมีสถานะแบบทาสในเรือนเบี้ยที่ยากไถ่ถอนความเป็น ‘ไท’ และเกษตรกรร้อยละ 39 ตรวจพบมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในเลือดในขั้นเสี่ยงและไม่ปลอดภัย
      
        ไม่นับการที่ยิ่งนานวันอาชีพเกษตรกรยิ่งขาดศักดิ์ศรี พ่อแม่ไม่อยากให้ลูกเดินตามรอยความยากจน อายุเฉลี่ยของเกษตรกรเข้าสู่วัยชรา ขาดแรงงงานและคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่ออาชีพ
      
        ดังนั้นทางหนึ่งซึ่งจะทำให้ประเทศไทยก้าวไปในเส้นทางการเป็นครัวโลก (kitchen of the world) ด้านสินค้าเกษตรและอาหารที่นอกเหนือจากการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มยอดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร โดยเกษตรกรรายย่อยอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ประชาชนผู้บริโภคมีทางเลือกในการบริโภคอาหารที่หลากหลาย ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงชุมชนและประเทศชาติมีความมั่นคงทางอาหารแม้ว่าจะเปิดประตูประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่สินค้าเกษตรและอาหารจะทะลักเข้ามาในไทยด้วยราคาที่ถูกกว่า ทว่าอาจขาดมาตรฐานความปลอดภัยและทำลายอาชีพเกษตรกรรมนั้นก็คือการสร้างเสริมศักยภาพความเข้มแข็งของเกษตรกรรายย่อยโดยมุ่งประเด็นด้านการปกป้องพื้นที่ผลิตอาหารเป็นสำคัญ
      
        ด้วยขณะที่ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังถูกกำหนดทิศทางการพัฒนาจากบรรษัทอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรที่มีผลกำไรมหาศาลระดับโลก จากการเอื้อประโยชน์ทางนโยบายและกฎหมายของรัฐที่นอกจากจะส่งเสริมการเกษตรตามแบบที่บรรษัทครอบงำเทคโนโลยีและครอบครองปัจจัยการผลิตแล้ว ภาครัฐยังมักอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ที่ก่อมลพิษร้ายแรงและแย่งชิงทรัพยากรท้องถิ่นให้สามารถเข้ามาลงทุนในพื้นที่ที่เป็นแหล่งทำการเกษตรหรือแหล่งอาหารของชุมชนอีกด้วย ดังสถานการณ์ที่ภาคใต้และภาคตะวันออกกำลังเผชิญหน้ากับการรุกเข้ามาของอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ที่ถ้าหากเข้ามาตั้งได้ไม่เพียงแหล่งอาหารจะถูกทำลาย สุขภาวะด้านร่างกาย สังคม และสิ่งแวดล้อมก็ต้องสูญสลายไปจากพื้นที่ถาวร
      
        ทั้งนี้ในสถานการณ์สู้รบระหว่างแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยชุมชน และประเทศชาติมีความมั่นคงทางอาหารกับการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักที่ทำลายแหล่งอาหารและการขยายอาณาจักรของบรรษัทอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรที่ครอบครองพื้นที่การเกษตรไว้ในอาณัติจำนวนมหาศาลตามแนวคิดทุนนิยมที่แสวงหากำไรสูงสุดโดยฉวยใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเต็มที่จึงถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของสังคมไทยที่จะต้องสร้างกระบวนการกำหนดพื้นที่ผลิตอาหารที่ได้รับการรับรองความชอบธรรมทางนโยบายและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับชุมชนและประเทศขึ้นมาให้ได้ในฐานะ ‘หลักไมล์’ (milestone) ทางนโยบายที่ทั้งรัฐบาลและขบวนการทางสังคมจักต้องบรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกันเพื่อหยุดยั้งการทำลายแหล่งอาหารและเบียดขับพื้นที่เกษตรกรรมให้กับอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนต้องรู้เท่าทันวาทกรรมวิสัยทัศน์การเป็น ‘ครัวโลก’ ของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรที่ความเป็นครัวโลกหมายถึงความมั่นคงขององค์กรมากกว่าความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ทุกคนด้วย
      
        มิเช่นนั้นความแหลมคมของการแย่งชิงทรัพยากรอาหารจะทำให้พื้นที่ผลิตอาหารและแหล่งอาหารที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีเหลือไม่มากนักของประเทศไทยหมดไปแน่นอน ตลอดจนสร้างสภาวะข้าวยากหมากแพงขึ้นในไทยถาวรเพราะไม่สามารถผลิตอาหารที่มีคุณภาพได้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ หรือไม่ก็มีจำนวนเพียงพอ แต่ทว่าราคาแพงเพราะผลิตผลเกือบทั้งหมดอยู่ในมือบรรษัทอันเนื่องมาจากระบบเกษตรพันธสัญญาที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและกลืนกินเกษตรกรอยู่นั้นทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรครบวงจรที่มีที่ดินอยู่ในมือมหาศาลมีอำนาจเหนือตลาด มีอำนาจเจรจาต่อรองเหนือรัฐ และมีอำนาจกำหนดราคาขายผลผลิตแก่ผู้บริโภคและปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต
      
        อีกด้านหนึ่งซึ่งรุนแรงไม่แพ้กันก็คือความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารกำลังถูกท้าทายอย่างหนักหน่วงจากการเปิดช่องของกฎหมาย และการสนับสนุนของหน่วยงานรัฐด้านการลงทุนที่ส่งเสริมให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนในผืนแผ่นดินไทยได้โดยให้สิทธิประโยชน์ทั้งทางภาษี การถือครองทรัพย์สิน และการจัดเก็บกำไร โดยไม่เคยตระหนักว่าสิทธิประโยชน์ที่บรรษัทเหล่านั้นได้ไปไม่ได้สร้างประโยชน์แก่คนในประเทศแท้จริง เศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) ไม่ได้รับการพัฒนานัก คนท้องถิ่นไม่ได้มีงานมากขึ้น นอกจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ทำที่พักอาศัยราคาถูกให้คนงานในโรงงานที่ได้ค่าจ้างแสนถูกได้พักอาศัย
      
        ในผลกระทบร้ายแรงที่จะเกิดกับชุมชนจากการเข้ามาของอุตสาหกรรมหนักได้ทำให้ผู้คนในชุมชนหลอมรวมตัวกันเป็นขบวนการทางสังคมเพื่อต่อกรกับการกอบโกยทรัพยากรโดยทิ้งมลพิษร้ายแรงไว้เบื้องหลัง เกิดการเรียนรู้ใช้เครื่องมือวิชาการอย่างการประเมินผลกระทบสุขภาพโดยชุมชน (Community Health Impact Assessment : CHIA) เพื่อพลิกสถานการณ์เสียเปรียบในสมรภูมิรบของการพัฒนากระแสหลัก ดังเช่นการต่อสู้ของชาว อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์กับอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจรตามแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard) เพื่อรักษาแหล่งอาหารไว้ให้ชุมชนและความมั่นคงทางอาหารของประเทศและโลกผ่านการประมงทำปลาทู การทำเกษตรมะพร้าวอินทรีย์และสับปะรด
      
        หรือกรณีการต่อกรกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน 600 เมกะวัตต์ของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ที่ใช้ข้อมูลจากกระบวนการ CHIA คัดง้างผลการศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยอาศัยประเด็นด้านการเกษตรที่ผลิตข้าวอินทรีย์ขายได้ทั้งในและต่างประเทศปีละหลายล้านบาทเพราะผ่านมาตรฐานสหพันธ์อินทรีย์นานาชาติ (IFOM) และมาตรฐานสหภาพยุโรป (EU) และสวนมะม่วงคุณภาพส่งออก มะขามเปียกแกะเมล็ด และผักพื้นบ้าน เป็นกลไก ในขณะเดียวกันก็นำเสนอชุดข้อมูลการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างภาคเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมและมลพิษร้ายแรงที่จะตามมาถ้าตั้งโรงไฟฟ้าขึ้นมาได้อันจะทำให้สุขภาพชุมชนล่มลงและระบบเกษตรอินทรีย์ที่ลงหลักปักฐานมานานล่มสลายลงด้วย
      
        ด้วยเหตุนี้นอกจากการหนุนเคลื่อนทางนโยบาย (policy advocacy) อย่างแข็งขันเต็มศักยภาพของภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายการปกป้องพื้นที่ผลิตอาหารแล้ว ระดับชุมชนท้องถิ่นเองก็ต้องนิยามอัตลักษณ์ตัวตนว่าเป็นฐานทรัพยากรอาหารสำคัญของชุมชน ประเทศ และโลก ในฐานะ ‘ครัวโลก’ ด้วย โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือชุมชน CHIA เป็นสำคัญ ดังที่หลายชุมชนกำหนดอนาคตตนเองและสังคมโดยการเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจเชิงนโยบาย โครงการ และกิจกรรมการวางแผนพัฒนาด้านต่างๆ ผ่านประเด็นเคลื่อนไหวด้านการเกษตรและอาหารเพื่อกรุยทางสร้างความเป็นธรรมทางสังคมขึ้นมา
      
        ด้วยในที่สุดแล้วแม้ไทยจะส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารเป็นลำดับต้นของโลก แต่ตราบใดยังปกป้องพื้นที่ผลิตอาหารไม่ได้ทั้งในระดับโนยายและปฏิบัติการ ตราบนั้นความเป็นครัวโลกที่มีอาหารหลากหลาย อร่อย และมีคุณค่าโภชนาการ ก็จะเป็นได้แค่นโยบายขายฝันทางการเมืองและวิสัยทัศน์บรรษัทที่ทำกำไรจากการค้าการลงทุนมากกว่าจะเป็นความมั่นคงทางอาหาร (food security) ที่ทุกคนทุกชุมชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ไม่เท่านั้นถ้าไม่กำหนดการปกป้องพื้นที่ผลิตอาหารเป็น ‘หลักไมล์’ ในทางนโยบาย ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาคและปวารณาตัวเป็นแหล่งอาหารเลี้ยงพลเมืองโลกก็จะสูญเสียที่มั่นถาวรเพราะแม้แต่คนในประเทศเองก็ยังอาจอดอยากปากแห้งจากภาวะข้าวยากหมากแพงได้!

ปีติเจตสิก คือ ความปลาบปลื้มใจ อิ่มใจในอารมณ์นั้นมี ๕ ประการ

ปีติเจตสิก คือ ความปลาบปลื้มใจ อิ่มใจในอารมณ์นั้นมี ๕ ประการ

๑. ขุทฺทกาปีติ ปลาบปลื้มใจเล็กน้อยพอรู้สึกขนลุก
๒. ขณิกาปีติ ปลาบปลื้มใจชั่วขณะเกิดขึ้นบ่อยๆ
๓. โอกฺกนฺติกาปีติ ปลาบปลื้มใจจนถึงกับตัวโยกตัวโคลง
๔. อุพฺเพงฺคาปีติ ปลาบปลื้มใจจนถึงกับตัวลอย
๕. ผราณาปีติ ปลาบปลื้มใจจนนอิ่มเอิบซาบซ่านไปทั่วทั้งกายและใจ

ปีติ ที่เป็นองค์ฌานนั้น ต้องถึง ผรณาปีติ ส่วนปีติอีก ๔ ไม่นับเป็นองค์ฌาน เพราะยังเป็นของหยาบอยู่
อนึ่ง ปีติ กับ สุข ต่างกัน คือ ปีติ เป็นสังขารขันธ์ สุข เป็นเวทนาขันธ์ และเมื่อมี ปีติ จะต้องมีสุขเสมอแน่นอน
แต่ว่า เมื่อมีสุข อาจจะไม่มีปีติด้วยก็ได้


คำถาม ปีติเจตสิก

ปีติเจตสิก เป็นธรรมชาติที่มีความปลาบปลื้มใจในอารมณ์ ได้แก่ สภาพที่แช่มชื่น อิ่มเอิบใจเมื่อได้รับอารมณ์นั้นๆ มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้ คือ...
สมฺปิยายนลกฺขณา  มีความแช่มชื่นใจในอารมณ์  เป็นลักษณะ
กายจิตฺตปินฺนรสา(วา) ผรณสา  มีการทำให้อิ่มกาย อิ่มใจ(หรือ)มีการทำให้ซาบซ่านทั่วร่างกาย  เป็นกิจ
โอคยฺยปจฺจุปฏฺฐานา  มีความฟูใจ  เป็นผล
เสสขนฺธตฺตยปทฏฺฐานา  มีนามขันธ์ ๓ ที่เหลือ(เวทนาขันธ์,สัญญาขันธ์,วิญญาณขันธ์)  เป็นเหตุใกล้
ธรรมชาติของปีตินี้ เมื่อเกิดขึ้นกับใคร ย่อมทำให้ผู้นั้นรู้สึกปลาบปลื้มใจ มีหน้าตา และกาย วาจา ชื่นบาน แจ่มใส เป็นพิเศษ บางทีก็ทำให้รู้สึกซาบซ่านในร่างกายนั่นเอง และทำให้จิตใจของผู้นั้นแช่มชื่น เข็มแข็ง ไม่รู้สึกเหนื่อยหน่ายต่ออารมณ์
อาการของปีตินี้ คือการทำให้จิตใจฟูเอิบอิ่มขึ้นมา ส่วนปีติที่จะเกิดขึ้นได้นั้น ย่อมต้องอาศัยนามขันธ์ ๓ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด
เวทนาขันธ์ที่เป็นเหตุใกล้ ให้ปีติเกิดขึ้นย่อมอาศัย สุขเวทนา เท่านั้น เป็นเหตุให้ปีติเกิด ด้วยเหตุนี้เอง บางที่เราเข้าใจว่า ปีติ และ สุข นั้นเป็นอันเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ ซึ่งความจริงนั้น เป็นสภาวะที่ต่างกัน คือ ปีติ เป็นธรรมชาติที่มีความยินดี เพราะได้ประสบอิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่ดี) "ปีติ มีในที่ใด สุขก็มีในที่นั้น แต่สุขมีในที่ใด ปีติอาจจะไม่มีในที่นั้นก็ได้"
ปีติ เป็น สังขารขันธ์  แต่ สุข เป็น เวทนาขันธ์
อุปมา ปีติเหมือนบุรุษเดินทางไกลไปในที่กันดาร มีเหงื่อโทรมกาย กระหายน้ำ ครั้นเห็นบุรุษอีกคนหนึ่งเดินมา ก็ถามว่า มีน้ำดื่มที่ใหนบ้าง บุรุษผู้นั้นตอบว่า พอพ้นดงนี้ก็จะพบสระน้ำ ท่านไปที่นั่นก็จะได้น้ำดื่ม บุรุษผู้เดินทางไกลนั้น ตั้งแต่ได้ยินว่ามีสระน้ำ จนกระทั่งได้เห็นสระน้ำนั้น ก็จะเกิดปีติ มีอาการแช่มชื่น เบิกบานในอารมณ์ที่ได้ยินว่า มีสระน้ำหรือได้เห็นสระน้ำนั้น นี้เป็นธรรมชาติของปีติ
แต่ถ้าบุรุษนั้นได้ดื่มน้ำหรือได้อาบน้ำ ก็จะรู้สึกว่า สุขสบายดีจริง ฉะนั้น สุขจึงดำรงอยู้ด้วยการเสวยรสแห่งอารมณ์ เราจึงเห็นความต่างกันของปีติ และสุขได้ชัดเจนว่า "ปีติเกิดจากความปลาบปลื้มใจในอารมณ์ ส่วนสุขเกิดจากการตามเสวยอารมณ์ที่ดี"
เมื่อปีติเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นทางใจเช่นนี้ จึงมีลักษณะใกล้เคียงกับโสมนัสเวทนาขึ้นมา แต่ถึงกระนั้น ปีติก็ไม่ใช่โสมนัสอยู่นั่นเอง เพราะโสมนัสเป็นเวทนาขันธ์ เกิดได้ในจิต ๖๒ ดวง ปีติเป็นสังขารขันธ์ เกิดกับจิตได้เพียง ๕๑ ดวง
จตุตถฌาณลาภีบุคคล ย่อมเห็นความต่างกันแห่งโสมนัส และปีตินี้ได้ชัดเจน
ปีติเจตสิก ธรรมชาติที่ปลาบปลื้ม อิ่มเอิบใจนั้น มี ๕ ประการ คือ...

ความรู้กับความเข้าใจ

ความรู้กับความเข้าใจ
 กะว่าก๋า










เขียนโดย : กะว่าก๋า






สมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษา...
มีคำถามหนึ่งที่ผมสงสัยมาก คือ


“เราเรียนรู้เรื่องบางเรื่องไปทำไม ?”


….. ผมรู้สึกว่าผมเรียนเยอะ เรียนหนัก
และต้องรู้ไปเสียทุกศาสตร์ทุกแขนง
ก่อนที่ในท้ายที่สุด คล้ายว่า...ผมไม่รู้อะไรอย่างถ่องแท้สักเรื่องเดียว




...................................................



ในสมุดบันทึกเล่มเก่าของผม
ผมเขียนไว้ว่า แม่ค้าไม่จำเป็นต้องเรียนตรีโกณมิติ
เขาก็ยังดำรงชีวิตอยู่ได้
ลุงชาวสวนไม่จำเป็นต้องท่องจำชื่อประธานาธิบดีเปรู
เขาก็ไม่เห็นเดือดร้อนตรงไหน
ผมแค่รู้สึกในตอนนั้นว่า เรารู้จักตับไตไส้พุงของกบเป็นอย่างดี แต่เราไม่รู้จักตัวเองเลย....
โดยเฉพาะความรู้สึกนึกคิดของตัวเรา


………………………………………………….


หลายปีหลังจากนั้น
ผมก็ยังเชื่อว่าหลายครั้งที่ระบบการศึกษาของเรา
บีบอัดให้นักเรียนนักศึกษาเข้าแม่พิมพ์เบ้าหลอมแบบเดียวกัน

เพื่อผลิตฟันเฟืองป้อนเข้าสู่ระบบทุนนิยมแบบเต็มตัว
ให้เราเรียนรู้เยอะๆในระดับประถม มัธยม
ก่อนค่อยๆคัดเลือกไปตามสายพานของความเชื่อที่ว่า
ถ้าคนเก่งต้องไปเรียนหมอ ไม่เก่งไปเรียนครู ฯลฯ
คนเก่งคือคนที่สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว วัดคุณค่าของคนจากเงินที่เขามีอยู่
เราสร้างฐานความเชื่อที่ว่ายิ่งคนเรียนสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคุณค่าในตัวเองเท่านั้น

แต่ในสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ มันเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือ...
ชาวนาส่งลูกเรียนปริญญาตรี เพื่อหวังเพียงว่าลูกจะไม่ลำบาก

หรือหวังว่าลูกจะได้นำความรู้ทางการเกษตรที่ได้กลับมาพัฒนาครอบครัว
น้อย ยิ่งกว่าน้อย....เมื่อเด็กหนุ่มเข้าสู่สายพานการผลิตของระบบการศึกษา

เขาไม่เคยหันกลับมามองวิถีชีวิตเดิมของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่อีกเลย




..............................................





“เมื่อเขาไม่มีความรู้ เขาขโมยน๊อตรางรถไฟ
เมื่อเขามีความรู้ เขาขโมยรางรถไฟ”



ความรู้ทำให้เรารู้วิธีค้นหาและรู้จักกับนิวเคลียร์
แต่ความรู้ที่ไร้จริยธรรม

ทำให้เกิดการนำระเบิดนิวเคลียร์ไปเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์นับแสนนับล้าน
เป็น “ความรู้” ที่ขาด “ความเข้าใจ” อย่างถ่องแท้
ผมไม่รู้ว่าระบบการศึกษาที่เขาว่าจะปฏิรูป ปฏิวัตินั้น
จะทำให้การศึกษาเปลี่ยนโฉมไปขนาดไหน
จะทำให้วิธีคิดที่คนเรามีต่อตัวเอง ต่อผู้อื่น และต่อสิ่งรอบข้างเป็นอย่างไร
เราเชื่อและฝากความหวัง ฝากชีวิต ฝากอนาคตของลูกหลานของเรา

ให้กับคนเพียงไม่กี่หยิบมือที่เรียกตัวเองว่า


“นักการศึกษา นักวิชาการ” ได้จริงๆหรือ....




..................................................





การศึกษาที่มีคุณค่าในความรู้สึกของผม
กลับเป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
ทั้งกับธรรมชาติของมนุษย์ และธรรมชาติที่เป็นสิ่งแวดล้อม
ให้อยู่แบบกลมกลืน

พึ่งพา เข้าใจในกฎของการเปลี่ยนแปลง เข้าใจตนเอง และเข้าใจผู้อื่น




ผมชอบเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่เขาบอกไว้ว่า

มีชายกวาดถนนคนหนึ่ง เขาเป็นคนไร้การศึกษา
แต่ทุกเช้า เขาจะออกไปกวาดถนนด้วยความสุข ด้วยความตั้งใจ

เขากวาดถนนอย่างชนิดที่ว่า เมื่อใครมาเห็น ต้องเอ่ยปากว่า
นี่คือ คนกวาดถนนที่ดีที่สุดตั้งแต่พระเจ้าเคยสร้างขึ้นมา....

ผมไม่แน่ใจ ว่าระบบการศึกษาของเราเคยผลิตคนที่มีวิธีคิด มีวิธีทำงานแบบนี้

ออกมาสู่สังคมได้มากน้อยเพียงใด




หรือทุกวันนี้ สังคมของเราอาจเต็มไปด้วย
“นักขโมยรางรถไฟ” ที่เดินกลาดเกลื่อนเพ่นพ่านอยู่เต็มเมือง.

อัครสาวกบรรพชา



ไม่ไกลจากกรุงราชคฤห์เท่าไรนัก ที่ตำบลนาลันทามีหมู่บ้านพราหมณ์
สองหมู่บ้าน ชื่ออุปติสสคาม และ โกลิตคาม ในหมู่บ้านอุปติสสคามนั้น มีนายบ้าน
ชื่อวังคันตะ ภรรยาชื่อสารี มีบุตรชื่ออุปติสสมาณพ แต่เพราะเป็นบุตรของนางสารี
จึงนิยมเรียกกันว่า“สารีบุตร”ส่วนในบ้านโกลิตคามภรรยาของนายบ้านชื่อว่า โมคคัลลี มีบุตรชื่อ โกลิตมาณพ แต่นิยมเรียกกันว่า “โมคคัลลานะ” ตามชื่อของมารดา
ทั้งสองพากันเข้าไปขอฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาศิลปวิทยาในสำนักสัญชัยปริพาชก
ศึกษาอยู่ไม่นานก็สิ้นความรู้ของอาจารย์

พระอัสสชิซึ่งเป็นหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ที่พระพุทธองค์ทรงส่งไปประกาศ
พระศาสนา ได้จาริกมาถึงกรุงราชคฤห์ และเข้าไปบิณฑบาตในเมือง อุปติสสปริพาชก
ออกจากอารามมาด้วยกิจธุระภายนอก เห็นท่านแสดงออกซึ่งปฏิปทาน่าเลื่อมใส
มีอาการแปลกจากบรรพชิตที่เคยเห็นมาแต่กาลก่อน อยากจะทราบว่าท่านบวช
ในสำนักของใคร ผู้ใดเป็นศาสดา แต่ก็มิอาจถามได้เพราะมิใช่กาลอันควร จึงเดินตามไป
ห่างๆ

เมื่อพระเถระบิณฑบาตได้อาหารพอสมควรแล้ว จึงออกไปสู่ที่แห่งหนึ่ง
เพื่อทำภัตกิจ อุปติสสะได้จัดปูลาดอาสนะถวายน้ำใช้น้ำฉันและคอยเฝ้าปฏิบัติอยู่
ครั้นพระอัสสชิเถระทำภัตกิจเสร็จสิ้นแล้ว อุปติสสะก็เข้าไปถามตามที่คิดไว้แต่แรก
พระอัสสชิเถระจึงแสดงธรรมโดยย่อว่า
“ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุและความดับแห่งธรรมเหล่านั้น”

อุปติสสะเพียงได้ฟังหัวข้อธรรมจากพระเถระก็ได้ดวงตาเห็นธรรมุ ว่า
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไป
เป็นธรรมดา”

อุปติสสะกราบลาพระเถระ ทำประทักษิณสามรอบแล้วรีบกลับไปยังสำนัก
ปริพาชก ส่วนโกลิตะผู้เป็นสหาย เห็นอุปติสสะมีผิวพรรณสง่าราศีดีกว่าวันอื่นๆ
จึงรีบสอบถาม เมื่ออุปติสสะแสดงหัวข้อธรรมให้ฟัง ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกัน

สองสหายตกลงกันที่จะพาบริวารไปเฝ้าพระบรมศาสดา จึงเข้าไปหาอาจารย์
สัญชัยปริพาชก ชักชวนให้ร่วมเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกัน แต่อาจารย์
ก็ไม่ยอมไป เมื่อไม่สามารถจะโน้มน้าวจิตใจของอาจารย์ได้ สองสหายจึงพาบริวาร
ของตนจำนวน ๒๕๐ คน ออกจากสำนักไปเฝ้าพระบรมศาสดา ณ เวฬุวันวิหาร
เมื่อได้สดับพระธรรมเทศนาจบลงแล้ว บรรดาบริวารทั้งหมดได้บรรลุพระอรหัตผล
เว้นอุปติสสะและโกลิตะผู้เป็นหัวหน้า อุปติสสะและโกลิตะหลังจากบวชแล้วได้นามว่า
พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ

พระโมคคัลลานะหลังจากบวชแล้ว ๗ วัน ได้รับพุทโธวาทจึงบรรลุเป็น
พระอรหันต์ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม ส่วนพระสารีบุตรหลังจากบวชแล้ว ๑๕ วัน
ได้สดับพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาในยามเช้าแห่งวันมาฆปุรณมี
ณ ถ้ำสุกรขาตาข้างภูเขาคิชกูฏ แขวงเมืองราชคฤห์ จึงบรรลุเป็นพระอรหันต์

ต่อมาพระบรมศาสดาได้ทรงประกาศในท่ามกลางสงฆ์แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
คู่พระอัครสาวก คือ ตั้งพระสารีบุตร ผู้ได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะว่ามีปัญญาล้ำเลิศ
เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาและตั้งพระโมคคัลลานะผู้ได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะว่า
มีฤทธิ์ล้ำเลิศเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย



ที่มาจากพระไตรปิฎก อรรถกถาและคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง
http://download.buddha-thushaveiheard.com/images/All_page_04/html_1-40/SC_22.html

อิ่มบุญเข้าพรรษา ร่วมงานบุญ-แห่เทียนทั่วไทย



       สำหรับพุทธศาสนิกชนแล้ว "วันเข้าพรรษา" ถือเป็นประเพณีสำคัญที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน ในช่วงวันเข้าพรรษาบรรดาพุทธศาสนิกชนจะมาทำบุญตักบาตรและร่วมกันแห่เทียนไปยังวัดต่างๆ สำหรับวันเข้าพรรษาในปีนี้มีหลายจังหวัดด้วยกันที่ร่วมกันจัดงานประเพณีวันเข้าพรรษาและแห่เทียนพรรษา โดยงานเข้าพรรษาในแต่ละจังหวัดก็มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป แต่จะมีที่ใดบ้างนั้น เราได้รวบรวมลิ้งค์ประเพณีเข้าพรรษาจาก 6 จังหวัดมาให้ชมและเลือกไปร่วมงานกันดังนี้
      
       “ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ” จ.อยุธยา โดยจะมีการนั่งเรือและร่วมแห่เทียนพรรษาทางน้ำ ณ คลองลาดชะโด
      
       “แล๊อุ๊ปั๊ดตะก่า” เข้าพรรษา จ.ตาก  โดยมีพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้เข้าร่วมในขบวนจะต้องเป็นชายที่นุ่งขาวเท่านั้น
      
       “111 ปี ลือเลื่อง ฮุ่งเฮืองเมืองธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ภูมิปัญญาชาวอุบลฯ” จ.อุบลฯ มีพิธีอัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทาน รวมถึงขบวนแห่เทียนพรรษา ประจำปี 2555 ด้วย
      
       “ประเพณีวันเข้าพรรษา ประจำปี 55 จ.ภูเก็ต” จะมีพิธีสมโภชเทียนพรรษา และพิธีถวายเทียนพรรษา
      
       “งานประเพณีตักบาตร ดอกเข้าพรรษา และถวายเทียนพระราชทาน ประจำปี 55” จ.สระบุรี โดยพิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษา ดอกไม้ที่ใช้ตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์นั้นจะต้องเป็น “ดอกเข้าพรรษา” เท่านั้น
      
       “ประเพณีแห่เทียนพรรษาสุพรรณบุรี ประจำปี 55” จ.สุพรรณบุรี ชมขบวนแห่เทียนพรรษา ซึ่งภายในขบวนมีการแสดงในรูปแบบศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การฟ้อนรำที่อ่อนช้อยงดงาม

ภูเก็ต ชวนร่วมงานประเพณีวันเข้าพรรษา ประจำปี 55



 เทศบาลนครภูเก็ต ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต สมาคมพุทธสมาคมจังหวัดภูเก็ต วัดมงคลนิมิตร พระอารามหลวง จัดงาน “ประเพณีวันเข้าพรรษาประจำปี 55” เพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณี วัฒนธรรมของชาติ โดยจัดให้มีพิธีสมโภชเทียนพรรษา ในวันที่ 2 - 3 ส.ค. 55 ณ วัดมงคลนิมิตร พระอารามหลวง จ.ภูเก็ต
      
       นายธวัชชัย ทองมั่ง ปลัดเทศบาลนครภูเก็ต เปิดเผยว่า ประเพณีวันเข้าพรรษาเป็นประเพณีที่สำคัญยิ่งของชาติไทย ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล และได้สืบทอดปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านานจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนามากขึ้น โดยการได้บำเพ็ญกุศล ศึกษาพระธรรม ปฏิบัติธรรม ทำบุญ รักษาศีลให้จิตใจผ่องใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งกิจกรรมที่นิยมปฏิบัติกันมากเป็นเวลานาน คือการถวายผ้าอาบน้ำฝน สิ่งจำเป็นแก่พระสงฆ์ ถวายภัตตาหาร สังฆทาน ดอกไม้เทียนพรรษา สำหรับใช้ส่องสว่างในเวลาปฏิบัติธรรม
      
       เทศบาลนครภูเก็ตได้กำหนดจัดงานประเพณีวันเข้าพรรษาขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสสร้างบุญกุศลร่วมกัน อันเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป สำหรับการจัดกิจกรรมงานประเพณีวันเข้าพรรษาในปีนี้ เทศบาลนครภูเก็ตได้กำหนดจัดกิจกรรม ในวันพฤหัสบดีที่ 2 ส.ค. 55 เวลา 8.00 - 12.00 น. แข่งขันสวดมนต์หมู่ สรรเสริญพระรัตนตรัยทำนองสรภัญญะ และการแข่งขันจัดโต๊ะหมู่บูชา เวลา 18.00 น. พิธีสมโภชเทียนพรรษา และวันศุกร์ที่ 3 ส.ค. 55 เวลา 08.30 น. พิธีถวายเทียนพรรษา ปลัดเทศบาลนครภูเก็ต กล่าวว่า เพื่อให้การสืบทอดประเพณีวันเข้าพรรษาคงอยู่คู่กับสังคมไทย จึงขอเชิญชวนหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน ตลอดจนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมงานประเพณีวันเข้าพรรษา


อุบล ชวนสัมผัสความยิ่งใหญ่ของขบวนต้นเทียนในเทศกาลเข้าพรรษา


   การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และจังหวัดอุบลราชธานี จัดงาน “111 ปี ลือเลื่อง ฮุ่งเฮืองเมืองธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ภูมิปัญญาชาวอุบลฯ” พบกับขบวนแห่เทียนพรรษาประจำปี 55 กิจกรรมสาธิตการทอผ้าฝ้าย-ผ้าไหม ทำดอกผึ้ง และการแสดงทางวัฒนธรรมมากมาย ชมได้ตั้งแต่วันนี้-5 ส.ค. 55 ณ บริเวณสนามทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี
      
       งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นประเพณีทางพุทธศาสนาของชาวอุบลฯ ซึ่งมีความเจริญในพุทธศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีมาเป็นเวลายาวนาน ถือเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้กำหนดจัดงานขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 และแรม 1 ค่ำเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา จัดให้มีขึ้นทุกปี
      
       งานในปีนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกในโอกาสครบรอบ 111 ปี นับจากที่กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ในหัวเมืองมณฑลอีสาน ได้ดำริให้มีการแห่ขบวนเทียนพรรษารอบเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2444 ในปีนี้งานแห่เทียนอุบลราชธานีจึงได้ใช้ชื่อว่า “111 ปี ลือเลื่อง ฮุ่งเฮืองเมืองธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ภูมิปัญญาชาวอุบลฯ” นี่เอง
      
       ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆอาทิ พิธีอัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทาน และผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานทางชลมารคม,ขบวนแห่เทียนพรรษา ประจำปี 55,การแสดงดนตรีมหาดุริยางค์,กิจกรรมมหาเวียนเทียนวันอาสาฬหบูชา,การแสดงประกอบแสงและเสียง ขบวนแห่เทียนภาคกลางคืน และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย
      
       สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานอุบลราชธานี โทร. 0-4524-3770, 0-4525-0714

จังหวัดอุทัยธานี จัดแถลงข่าวมหกรรม "รณรงค์รวมพลังบริโภคอาหารปลอดภัย เทิดไท้องค์ราชินี" ปี 2555

by สำนักสารนิเทศ

 วันที่ 1 สิงหาคม 2555 เวลา 13.30 น. นายบุญเลิศ  พรหมจิรโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานแถลงข่าวสื่อมวลชน โดยมีนายพูลสิทธิ์  ศีติสาร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี พร้อมคณะผู้บริหารงานสาธารณสุข และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดอุทัยธานีอาทิ ปศุสัตว์จังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี  เกษตรจังหวัด ประมงจังหวัด  ประชาสัมพันธ์จังหวัด ชมรมผู้ประกอบการค้า ผู้แทนสื่อมวลชนจังหวัดอุทัยธานี ร่วมงานแถลงข่าว "งานรณรงค์รวมพลังบริโภคอาหารปลอดภัย เทิดไท้องค์ราชินี" ณ อาคารชั้นล่าง  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี โดยกำหนดงานจะจัดขึ้น ในวันที่ 7 สิงหาคม 2555 ตั้งแต่เวลา 13.30 น.ถึง 24.00 น. ณ บริเวณห้าแยกวิทยุ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ในงานนี้จะมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดแสดงบูธนิทรรศการอาหารปลอดภัย ร้านอาหารต้นแบบ โรงพยาบาลต้นแบบอาหารเมนูชูสุขภาพ การจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด กิจกรรมบนเวทีและการแสดงของวงดนตรีนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง "หญิง ธิติกานต์" งานรณรงค์ครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากองค์การอนามัยโลก ทูลเกล้าฯ ถวายประกาศนียบัตร และถ้วยรางวัลอาหารปลอดภัย (Food Safety Award) ซึ่งเป็นรางวัลแรกของโลก เพื่อเทิดทูลพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถที่ทรงเป็นผู้ริเริ่มผลักดัน และให้การสนับสนุน ส่งเสริม การดำเนินความปลอดภัยด้านอาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนชาวไทย และระดับนานาชาติ ดังนั้นเพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม สำนักงานจังหวัดอุทัยธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมกันจัดงานรณรงค์รวมพลังบริโภคอาหารปลอดภัยเทิดไท้องค์ราชินีขึ้น และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนไปยังประชาชนผู้สนใจร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าวต่อไป