++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สมจิตต์ นวเครือสุนทร สื่อวีรสตรีช่อง 7 สี โดย สุนันท์ ศรีจันทรา

     ข่าวคราวของนางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ยังมีเป็นระยะ โดยล่าสุดเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ยื่นคำร้องต่อสภาทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือ ยื่นฟ้องนางสาวพรทิพย์ ปักษานนท์ ประธาน นปช.จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งส่งอีเมลข่มขู่คุกคาม
       
        นางสาวสมจิตต์เป็นเพียงนักข่าวหญิงตัวเล็กคนหนึ่ง ไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากนัก แต่กลายเป็นนักข่าวหญิงที่จรัสแสงขึ้นมา หลังจากรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าบริหารประเทศ
       
        ประเด็นการตั้งคำถามของนักข่าวหญิงช่อง 7 สีรายนี้ ทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์อึ้ง เพราะหลายคำถามตอบไม่ได้ เลยพาลไม่พอใจ และตามมาด้วยกระบวนการแทรกแซง ข่มขู่คุกคาม หรือแม้กระทั่งการกดดันให้ต้องตกงาน
       
        นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่เพียงแสดงสีหน้าความไม่พอใจนางสาวสมจิตต์ เมื่อถูกซักถามถึงการบริหารงานเท่านั้น แต่ยังมีเครือข่ายองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล ตามไปกดดันนางสาวสมจิตต์ ทั้งการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงเข้าไปที่ช่อง 7 สี ซึ่งเป็นต้นสังกัด การส่งอีเมลผ่านเครือข่ายคนเสื้อแดงโจมตี การกีดกันไม่ทำหน้าที่สื่ออย่างอิสระ และแม้แต่การสั่งห้ามเดินทางทำข่าวร่วมคณะกับนางสาวยิ่งลักษณ์ในต่างประเทศ
       
        กระแสความเกลียดชังนางสาวสมจิตต์ถูกปลุกเร้าในกลุ่มคนเสื้อแดง จนถึงขั้นนางสาวพรทิพย์ ปักษานนท์ ประธาน นปช.เพชรบุรี ส่งข้อความผ่านอีเมลว่า “จำหน้าหล่อนไว้นะครับ เจอที่ไหนจัดให้ด้วยนะครับ” ซึ่งเป็นข้อความแสดงความข่มขู่และคุกคาม
       
        ตามด้วยการที่กลุ่มคนเสื้อแดงปลุกระดมมวลชน ยกขบวนเดินทางไปที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี เพื่อกดดันให้ฝ่ายบริหารปลดนางสาวสมจิตต์
       
        แม้จะถูกกดดันคุกคามจากทุกทิศทุกทาง แต่นางสาวสมจิตต์ไม่เคยท้อแท้ และสู้ยิบตา ตั้งแต่แจ้งความดำเนินคดีกับนางสาวพรทิพย์ ทั้งที่ประเมินไว้ล่วงหน้าว่า คดีจะถูกตัดตอนจากขั้นตอนพนักงานสอบสวน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
       
        เพราะตำรวจและอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง
       
        แต่นางสาวสมจิตต์ก็ไม่ยอมถอดใจ ยื่นคำร้องต่อสภาทนายความ เพื่อฟ้องดำเนินคดีประธาน นปช.เพชรบุรี โดยยืนยันจะเอาเรื่องจนถึงที่สุด
       
        การต่อสู้ของนางสาวสมจิตต์จะจบลงอย่างไร ไม่อาจคาดหมายได้ และอาจเป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่ง
       
        แต่วีรกรรมการต่อสู้ของนักข่าวหญิงตัวเล็กค่ายช่อง 7 สีรายนี้ ไม่อาจละเลยต่อการกล่าวถึง เพราะเป็นวีรกรรมที่ควรได้รับการสรรเสริญ โดยเฉพาะในวงการสื่อมวลชน
       
        และเป็นแบบอย่างการต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว ซึ่งแทบหาไม่ได้จากสื่อคนไหนหรือสื่อค่ายใดในยุคนี้
       
        การแทรกแซง ข่มขู่คุกคามสื่อมวลชน ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ แต่เกิดขึ้นมาแทบทุกรัฐบาล และเกิดขึ้นหนักตั้งแต่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
       
        กระแสการแทรกแซงคุกคามสื่อ ไม่ได้ลดดีกรีลงเลย แม้นางสาวยิ่งลักษณ์ สตรีรูปสวยขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม
       
        อำนาจรัฐที่อำมหิตมวลชนเสื้อแดงที่กระเหี้ยนกระหือรือ ผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่หอมหวน ทำให้สื่อมวลชนหลายคน และสื่อในหลายค่ายเปลี่ยนสายพันธุ์ตัวเอง จากสุนัขเฝ้าบ้านกลายเป็นสุนัขเฝ้าพ.ต.ท.ทักษิณ
       
        สื่อบางค่ายทำตัวเป็นกระบอกเสียงให้พ.ต.ท.ทักษิณ คอยเห่าหอนปกป้องเจ้านาย สื่อบางค่ายยอมศิโรราบเจรจาเชื่อมสายสัมพันธ์กับพ.ต.ท.ทักษิณ และสื่อบางค่ายหดหัว ไม่กล้าเผชิญหน้ากับอำนาจพ.ต.ท.ทักษิณ โดยหลีกเลี่ยงการนำเสนอตีแผ่ข้อเท็จจริง
       
        แต่นักข่าวตัวเล็กๆ ของช่อง 7 สีคนนี้ ไม่มีวันยอมก้มหัวให้ใคร ไม่ยอมสยบต่ออำนาจมือ แม้สื่อรุ่นพ่อรุ่นพี่ สื่อค่ายยักษ์ สื่อที่สร้างภาพว่ายืนหยัดรักษาอุดมการณ์ จะยอมศิโรราบก้มหัวให้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์แล้วก็ตาม
       
        และแม้มีแรงกดดันรอบด้าน แม้การทำหน้าที่จะมีความเสี่ยงภัยมากขึ้น แม้การต่อสู้แทบจะถูกโดดเดี่ยว แต่ก็จะขอสู้ยิบตา เพื่อยืดหยัดในความถูกต้อง และเพื่อแสดงให้อำนาจเถื่อนที่หมายหัวรู้ว่า ยังมีนักข่าวที่ไม่ยอมขายวิญญาณเหลืออยู่
       
        นางสาวสมจิตต์กำลังเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ระหว่างสื่อที่หนักแน่นและแน่วแน่ในอุดมการณ์กับอำนาจรัฐที่คุกคาม โดยไม่มีวันสยบต่อความไม่ถูกต้อง ไม่หวั่นไหวต่ออำนาจมืด และไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อนักการเมืองที่เข้ามากุมอำนาจรัฐเพียงเพื่อความอยู่รอด หรือเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและลูกน้องในสังกัดเท่านั้น
       
        ส่วนสื่อมวลชนที่สวามิภักดิ์ต่ออำนาจเพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทนจากอำนาจรัฐ คงไม่แตกต่างจากโจรในคราบสื่อที่สมคบคิดกับนักการเมืองร่วมกันปล้นประเทศ
       
        ท่ามกลางความฟอนเฟะในแวดวงสื่อ ท่ามกลางกระแสสังคมที่ความสิ้นหวังต่อสื่อ และท่ามกลางอุดมการณ์สื่อที่อ่อนล้า นักข่าวหญิงตัวเล็กๆ จากช่อง 7 สี กลับลุกขึ้นมาสร้างวีรกรรมการต่อสู้กับอำนาจมืดอย่างเด็ดเดี่ยว ตบหน้าสื่อทั้งหลายที่ขายวิชาชีพเพื่อเอาตัวรอด
       
        สื่อมวลชนรุ่นใหญ่ สื่อมวลชนที่เคยเป็นแบบอย่างของนักข่าวรุ่นน้อง สื่อค่ายใหญ่ๆ ที่คิดว่าจะยืนหยัดยึดมั่นในจุดยืนเพื่อประชาชน หันหลังให้อุดมการณ์ และซุกหัวใต้อำนาจกันแทบหมดแล้ว
       
        แต่นักข่าวหญิงช่อง 7 สีตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังประกาศให้รู้ว่า สื่อที่ดียังมีอยู่ สื่อที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ยังไม่สาบสูญ
       
        นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ควรอย่างยิ่งสำหรับการสดุดี แม้วีรกรรมการต่อสู้กับรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์อย่างไม่ย่อท้อ จะไม่ทำให้สื่อรุ่นพ่อรุ่นพี่หรือสื่อทั้งหลายสำนึกถึงจิตวิญญาณความเป็นสื่อที่จางหายลงไปทุกทีก็ตาม 

ใกล้สายตา แผ่นดินเพื่อลูกหลาน เพื่อให้เกิดโครงการในหลวง


          ภาพการไปดูที่ดิน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดบ้านขอม (เวชทรัพย์) จันทบุรี ในเช้าวันหนึ่ง  ไม่มีใครรู้ว่า สายตาที่เฝ้ามองที่ดินผืนที่เห็นอยู่ตรงหน้า รู้สึกอย่างไร แต่สิ่งที่สัมผัสได้ คือ เขาไม่เคยย่อท้อในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม!!!


           คนอายุ 68 ปีนั้น ลูกหลานมักจะดูแล เอาใจใส่ ให้พักผ่อนในบั้นปลายชีวิต แต่สำหรับสุเวศน์ ภู่ระหงษ์ กลับทำตรงกันข้าม ด้วยความที่เป็นคนสู้ชีวิตมาตั้งแต่วัยเด็ก ชีวิตที่ผ่านมาแล้วทุกอย่าง ทั้งจุดต่ำสุด จนถึงจุดสูงสุดในชีวิต ด้วยความคิดที่ไม่มีอะไรที่ต้องเสียอีกแล้ว เขาจึงทำหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย ร่วมงานกับคนทุกวัย และล่าสุดกับการเป็นผู้ดำเนินรายการ วิทยุ "รักพ่อ" ที่ต้องเค้นประสบการณ์ ความสามารถหลายอย่างในการผลิตรายการที่แหวกแนวกว่า รายการวิทยุปกติทั่วไป แต่ไม่ยากเกินความสามารถของ "สุเวศน์ ภู่ระหงษ์" เพราะสิ่งที่ยากกว่านี้ เขาก็เคยผ่านมาแล้ว





          ชีวิตที่ผ่านวิกฤติมาหลายครั้ง ทำให้เขานำธรรมะเข้าสู่ชีวิต  จนได้รับรู้เรื่องราวของ "วัดบ้านขอม" จากหลวงพ่อนักพัฒนา ที่ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ โดยมี "ในหลวง" อยู่ในใจ จนเกิดโครงการแก้มลิง ที่บึงวัดบ้านขอม  และมองไกลไปถึงวันข้างหน้ากับความต้องการให้เกิด "โครงการพระราชดำริ" ในพื้นที่ข้างๆวัด ซึ่งก็คือ พื้นที่ในภาพถ่ายที่เห็น คุณลุงสุเวศน์ ยืนมองที่ดินผืนนี้ ผ่านหน้าต่างที่พำนักของแม่ชี ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ บนความหวังของหลายคน ที่จะสร้างศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็ก / แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ในลักษณะของอ่าวคุ้งกระเบน ซึ่งที่ดินที่เห็นนั้น มีสภาพธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และอยู่ข้างๆวัดบ้านขอม


         แต่ความจริงคือ ที่ดินข้างเคียง มีนายทุนเข้ามาจับจอง ออกโฉนดครอบครอง เพื่อเตรียมการลงทุนก่อสร้างทื่พัก เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพราะบริเวณโดยรอบ บรรยากาศสวยงาม ที่ดินด้านบึงวัดบ้านขอม ที่ติดป้าย "โครงการแก้มลิง" มีนายทุนเข้ามาจับจอง ออกโฉนดที่ดิน โดยวิธีการพิเศษ!! และอีกไม่นาน ที่ดินที่หลวงพ่อวัดบ้านขอม คิดจะสร้างศูนย์เรียนรู้สำหรับเด็ก + แหล่งท่องเที่ยว-แหล่งเรียนรู้ อาจจะตกเป็นของนายทุนได้เช่นกัน






         ในบทบาทของผู้ดำเนินรายการวิทยุ รักพ่อ  การได้สัมภาษณ์ผู้คนผ่านรายการมากมายหลายรูปแบบ ทำให้ "สุเวศน์ ภู่ระหงษ์" ได้รู้ข้อมูล รู้จักผู้คนที่ได้พูดคุยผ่านรายการมากมาย หลายคนเป็นกัลยาณมิตรทีดีต่อกัน หลายคนก็แค่ได้พูดคุยในช่วงเวลานั้น แล้วก็ผ่านไป เมื่อมีคนแวะมาเยี่ยมเยือน "สุเวศน์ ภู่ระหงษ์" มักจะใช้โอกาสนั้น บอกเล่าเรื่องราวของ วัดบ้านขอม ให้หลายคนได้รับรู้ เผื่อได้แนวทางใหม่ๆในการแก้ไขปัญหาวัดบ้านขอม เท่าที่สามารถทำได้ อย่างเช่น กลุ่มคนที่มาเยี่ยมเยือนช่วงปลายเดือนมีนาคม 2555 ในการพบกัน ทำให้เขาได้พบบุคคลที่มีความรู้ในการแก่้ไขปัญหาดินเปรี้ยว ,พบกัลยาณมิตรที่จะเชื่อมประสาน แนวคิดเรื่องการทำโครงการพระราชดำริ โดยช่วยเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับผู้หลักผู้ใหญ่คนสำคัญ เพื่อให้โอกาสในการเกิดโครงการพระราชดำริ  ใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น


         นอกจากการบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ผู้มาเยือนได้รับรู้ ช่วยในแนวทางที่ทำได้แล้ว "สุเวศน์ ภู่ระหงษ์" ยังได้ร่วมคิด ร่วมเรียนรู้ ไปกับกลุ่มคนที่แวะมาเยี่ยมเยือน ทั้งคำแนะนำ คำสอน ข้อคิด แนวทางการทำงาน เพื่อร่วมฝัน ร่วมสร้าง ร่วมทำความดี เพื่อพ่อหลวง ในแนวทางของกลุ่มคนที่แวะมาพบ ให้เกิดขึ้นจริง เท่าที่เขาสามารถช่วยเหลือได้


+ + +

        ผลประโยชน์ในพื้นที่ ทำให้กลุ่มนายทุน มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เมื่อ "สุเวศน์ ภู่ระหงษ์" แวะไปที่วัดบ้านขอม ได้รับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เลือดนักสู้่ผู้รักความเป็นธรรม จึงมองหาหนทางเท่าที่สามารถทำได้ ในภาพ เขาได้รู้จักกับสื่อมวลชน จึงได้พาสื่อไปดูพื้นที่ รับฟังปัญหาและข้อมูลจากหลวงพ่อ มองหาหนทางต่อสู้ต่อไป....

      ในแนวทางนี้ การเข้าไปต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เรื่องราวอาจบานปลายเป็นคดีความกับผู้มีอิทธิพล แต่เมื่อนึกถึงลูกหลานในวันข้างหน้าแล้ว การนั่งอยู่เฉยๆให้พื้นที่ที่ตั้งใจจะทำโครงการพระราชดำริ ต้องตกเป็นของนายทุนไปแล้ว ..... เขาคงต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแล้ว!!!


".....รวมพลังสร้างชุมชน เราทุกคนร่วมประสาน ..."

เนื้อเพลงท่อนหนึ่งแว่วมา พอที่จะมองเห็นความคิดของคุณลุงได้แล้ว....


       คุณลุงพยายามที่จะเชื่อมประสาน ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมงานกัน แม้แต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่สามารถร่วมมือร่วมใจกันได้ เหมือนเนื้อเพลงท่อนหนึ่งในเพลง สายสัมพันธ์ ของคุณลุงที่ว่า


".....ร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์
จับมือกันให้่มันเป็นกลุ่ม
เกิดเป็นไทยอย่าให้ใจหมดภูมิ
จงหมั่นควบคุม ทุ่มเทหัวใจให้กับงาน...."


       *** เมื่อมองการต่อสู้ของ "สุเวศน์ ภู่ระหงษ์" ที่มีอุปสรรคหลายอย่าง พยายามที่จะก้าวข้ามกรอบ ข้ามข้อจำกัดมากมาย เพื่อแผ่นดิน เพื่อลูกหลาน และเพื่อให้เกิดโครงการของในหลวงในพื้นที่!!!!

       ไม่มีใครรู้ว่า ความพยายามในครั้งนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหรือไม่

        มีอุปสรรคปัญหาหลายอย่าง แต่ความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคของ "สุเวศน์ ภู่ระหงษ์" ยังคงสู้ต่อไป เหมือนลมหายใจที่ไม่เคยยอมแพ้...

เมา



                       ใครว่าคนเมาขาดสติ ผู้เขียนเคยแย้งผู้พูดบ้างเหมือนกัน เพราะผู้เขียนจำได้ว่าตอนที่ยังชอบดื่มอยู่นั้น ก็เคยเมาถึงขนาดเดินโซเซ จนต้องมีคนประคองปีกกลับบ้าน
                       แต่ในขณะนั้นยังรู้ตัวได้ระดับหนึ่งว่ากำลังจะเดินไปไหน เดินอย่างไร แต่ประสาทสัมผัสมันเลอะเลือนไปบ้าง จะเรียกว่ายังมีสติและขาดสัมปชัญญะก็น่าจะได้ ตามแต่ขนาดของมึนเมาที่เติมดีกรีเข้าไป
                       แต่ถ้าใครบอกว่าเมาแล้วยังมีสติสมบูรณ์ดี แบบนี้เขาเรียกว่าไม่ใช่ เพราะจริงๆมันขาดสติตั้งแต่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มกันแล้ว ( คำว่าสติ ครูบาอาจารย์บางท่านอาจจะหมายความถึงคำว่าสติสัมปชัญญะ )
                       มีคนจำพวกหนึ่ง ที่ชอบเรียนรู้ทุกอย่างในโลก และจะหาความจริงของสิ่งที่เรียนรู้นั้นให้แจ้งชัด พวกนี้จึงชอบเรียน พอจบปริญญาปั๊บก็ต่อปริญญาโทเลย แล้วก็ปริญญาเอก บางทีสาขาเดียวไม่พอ ควบปริญญาเอกสองสาขาก็มี
                       พอความรู้อัดแน่นเต็มหัว.... ไม่มีที่ออกก็มาออกที่ตัวว่า..........กูเก่ง รู้ทุกเรื่องแก้ปัญหาได้หมด
                       แต่ในความเป็นจริงแล้ว...จริงหรือ
                       อย่างท่านอาจารย์สนอง วรอุไร เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ที่รู้รอบท่านหนึ่ง ท่านเรียนมานานแล้วก็ไหวตัวทันว่าสิ่งที่ท่านเรียนรู้มาไม่สามารถแก้ปัญหาของท่านได้ และไม่ใช่วิถีของความจริงแท้ในชีวิต
                      ท่านต้องทำตัวทำใจให้โง่ แล้วไปหาความฉลาดโดยไปเรียนสมถะกรรมฐานกับครูบาอาจารย์จนเห็นทางสว่าง และก็นำมาบอกพวกเราโดยการเดินทางไปบรรยายทุกแห่งหนที่คนเชิญท่าน เป็นที่น่าอนุโมทานา สาธุการยิ่ง
                      หลวงปู่พุทธทาสภิกขุ ( เงื่อม อินทปัญโญ ) ภายหลังที่ท่านเดินทางตามหาแก่นธรรมและแก่นพุทธศาสนา และปฎิบัติตัวปฎิบัติตนเยี่ยงศาสนทาส เหมือนฉายาของท่าน
                      ท่านผลิตงานให้แก่ประชากรโลกมากมาย และทำตัวให้เป็นเยี่ยงที่ควรเอาอย่างให้แก่พุทธบริษัทมานานหลายสิบปี ก่อนที่จะละสังขารจากโลกใบนี้ไป
                      ท่านเทศน์สอนอยู่ตอนหนึ่งว่าระบบการศึกษา มันทำให้คนรู้หนังสือรู้ภาษา รู้จักทำมาหากิน แต่ไม่ได้ให้หนทางแห่งการพ้นทุกข์แก่ใครหรือแก่ผู้ใดเลย เพราะเป็นระบบการศึกษาแบบหมาหางด้วน
                      มีแต่พุทธศาสนาที่สอนเกี่ยวกับเรื่องทุกข์ ที่มาแห่งทุกข์ สภาวะแห่งการพ้นทุกข์ และหนทางแห่งการพ้นทุกข์
                      ผัวเมียหลายคู่ที่ดูเหมือนไม่รักกันเลย เพราะผัวซ้อมเมีย เมียตีผัวแทบทุกวัน แต่กลับปล่อยตัวให้มีลูกดาษดื่น ไม่มีการคุมกำเนิด
                      แพร่พันธ์ความทุกข์ตัวน้อยให้มาอยู่ในกระแสทุกข์ ทั้งทางโลกและทางธรรม เพราะจำกัดหนทางในวิถีชีวิตของทุกข์ตัวน้อยด้วยคำว่ายากจน
                      บางคนถึงกับพ่นคำพูดออกมาว่าถ้าไม่มีฉันมันจะออกมาใช้กรรมกันได้หรือ
                      ผู้หญืงบางคนน้อยใจแฟนไม่ขอแต่งงานซะที ก็เลยแต่งงานประชดซะสามรอบ แต่งเสียให้เข็ด แล้วก็รู้ความจริงว่าเป็นอย่างนั้นเอง
                      ผู้ชายบางคนเมียตัวเองหนีตามชู้ไป ทิ้งให้เขาอยู่เลี้ยงลูกสองคนตามลำพัง หมดอาลัยตายอยากในชีวิต คิดสั้นเลยประชดชีวิตผูกคอตายกับขื่อบ้านด้วยผ้าคะม้าสุดรัก ตายสมใจ ทิ้งลูกสองคนให้เป็นขยะสังคมต่อไป
                      บ้างก็ยกเมียให้ผู้มีพระคุณอย่างลี้คิมฮวง ตัวละครเอกในหนังสือและหนังเรื่องฤทธิ์มีดสั้น ประพันธิ์โดยโกวเล้งที่แปลว่ามังกรโบราณ จากนั้นลี้คิมฮวงก็กลายเป็นลี้เดินเซ เพราะกรอกเหล้าใส่ปากตั้งแต่เช้ายันเย็น ที่แถมมากับการดื่มก็คือโรคตับแข็ง บางทีก็อาเจียนเป็นเลือด แล้วก็พร่ำพูดทำนองว่า"ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน "
                      ผู้เขียนเคยนั่งแท๊กซี่ที่มีคนขับรถเป็นชายสูงวัยอมทุกข์คนหนึ่ง คุยกันพอสมควร แล้วแท๊กซี่ก็เอ่ยขึ้นว่า "เมียผมอายุห้าสิบห้าปีแล้ว ยังอุตส่าห์หนีตามชู้วัยสี่สิบปีไปเป็นคนงานก่อสร้าง ผมกลุ้มใจมากเพราะอายชาวบ้าน ลูกๆก็โตหมดแล้ว บ้างก็มีผัวไปแล้ว แต่แม่มันดันหนีตามชู้ไป แล้วก็ไปหาเงินให้เขากินอีกเพราะผู้ชายมันไม่ทำอะไรเลย"
                      ผู้เขียนก็เลยถามว่า"แล้วลูกๆลุงอายไหม"
                      " ก็ไม่เห็นเขาอายอะไร "นั่นเป็นคำตอบ
                      ผู้เขียนก็ถามต่อไปว่า"แล้วลุงจะอายอะไร อายมากๆก็หาเมียใหม่ไปสิ "พอฟังถึงตอนนี้ คนขับแท๊กซี่ก็หัวเราะก๊ากราวกับพ้นจากทุกข์ไปเสียอย่างนั้น
                      จากรายกายวู้ดดี้ เกิดมาคุย 27/3/54 ได้มีการสัมภาษณ์ดร.เมล เกลผู้แต่งหนังสือ "THE META SECRET"หนังสือขายดีไปทั่วโลก ผู้ซึ่งมีประสบการณ์หลังความตายนานถึง19 นาที แล้วกลับมาเล่าเรื่องภพภูมิ เหมือนที่เราเคยได้ยินมามากพอสมควรกับการตายแล้วฟื้
                     สิ่งหนึ่งที่ดร.เมล เกลได้รับจากการตายคราวนั้นจริงๆก็คือ การเห็นความจริงในเรื่องกรรมและการปล่อยวาง ปัจจุบันดร.เมล เกล เป็นนักจิตบำบัดที่มีชื่อเสียง ดูรายละเอียดได้จากเว็บของวู้ดดี้ตามวันที่ๆอ้างถึงครับ
                      ผู้เขียนเคยนั่งทบทวนตัวเองอยู่เหมือนกัน แล้วเห็นว่าในช่วงชีวิตหนึ่งๆ มันเหมือนนั่งดูหนังเรื่องหนึ่งแต่มีหลายภาค ซึ่งเป็นเรื่องของตนเองล้วนๆจากเด็กมาถึงทุกวันนี้
                      จริงๆแล้วชีวิตของผู้เขียนก็คงไม่แตกต่างจากท่านผู้อ่านสักเท่าไร มีแต่รายละเอียดเล็กๆที่อาจจะทำให้แตกต่างออกไปบ้าง จากการศึกษาพระพุทธศาสนาแล้วเกิดศรัทธาที่แปลว่าความเชื่ออย่างค่อนข้างจะมั่นคง มันทำให้ผู้เขียนแก้ปัญหาทุกอย่างในชีวิตได้ค่อนข้างดี กับการพยายามที่จะรู้กายเคลื่อนไหว รู้ใจคิดนึกเท่านั้น
                      ตัวอย่างรายละเอียดเล็กๆอย่างหนึ่งเช่นสิ่งที่รู้และเห็นจากศีลห้าที่นับตั้งแต่ห้ามเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่นไม่ว่าการฆ่า การขโมย การโกหก การดื่มสุรา และการประพฤติผิดในกาม อย่างน้อยก็เเป็นครื่องกันตนเองจากการเมาสิ่งต่างๆข้างต้นไปมาก
                       และศีลห้านีน่ะ ผู้เขียนมั่นใจว่าจะเป็นระเบิดเปิดทางให้เราเห็นหนทางแห่งการบรรลุธรรม ไม่เชื่อท่านผู้อ่านลองนั่งทบทวนดูสิครับ เอวัง

                                                               แทนสะมะชัยโย

“ปรัชญาข้าวตก” ไม่จำเป็นต้องเอาทั้งหมด



 



หลายคนอาจจะเคยได้ยินแต่ “ปรัชญารวงข้าว” แต่กับ “ปรัชญาข้าวตก” หลายคนอาจจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรกและฟังดูแปลก ๆ ก็แน่นอนครับ เพราะมันเป็นคำที่เพิ่งคิดค้นขึ้นโดยผมเอง ^^!

…ด้วยความที่มาจากครอบครัวที่มีอาชีพชาวนามาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ชีวิตผมจึงผูกพันกับท้องนามาตั้งแต่เด็ก ได้เห็นวิถีของการทำนาแบบเดิม ๆ ทุกปี ทุกปี เริ่มจากช่วงของการเพาะต้นกล้า ไถคราดเพื่อเตรียมดิน ปลูก ดูแลรักษา จนกระทั่งข้าวเหลืองสุกเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งตอนเก็บเกี่ยวนี่ชาวนาตอนสมัยที่ผมเป็นเด็กเล็กเขาจะใช้เคียวเกี่ยวเป็นหลัก เกี่ยวทีละกำ ๆ มีข้าวหล่นบ้าง หลุดมือเกี่ยวไม่หมดบ้าง เมื่อเกี่ยวเสร็จแล้วเขาก็จะปล่อยข้าวทิ้งไว้กับตอฟางข้าวในนาเพื่อปล่อยให้รวงข้าวแห้งสักระยะ จากนั้นจึงนำข้าวที่เกี่ยวแล้วมากองรวมกันไว้เป็นกอง ๆ เพื่อรอการฟาดหรือสีเป็นข้าวเปลือก ซึ่งแต่ละขั้นละตอนก็จะมีเมล็ดข้าวที่ตกหล่นมากบ้างน้อยบ้าง เช่นตอนที่นำข้าวมากองรวมกันก็จะมีเมล็ดข้าวตกหล่นเนื่องจากแรงสั่นสะเทือนตอนแบกหาม ตอนสีบางครั้งก็มีข้าวกระฉอกออกจากกระสอบบ้าง ไม่มีชาวนาคนไหนที่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวแล้วนำข้าวออกจากท้องนาของตัวเองได้หมดทุกรวงทุกเมล็ด ตอนเป็นเด็กผมได้เห็น “ข้าวตก” เหล่านี้ก็ตั้งถามสงสัยว่ามันสูญเปล่าไหม แล้วผมก็ได้คำตอบเมือโตขึ้นมาในอีกไม่นานคือไม่เลย ข้าวที่หลุดจากการเก็บเกี่ยวหรือเกี่ยวไม่หมด ก็จะมีชาวนาอีกกลุ่มที่ยากไร้ไม่มีนาเป็นของตัวเองมาเกี่ยวเอาไปเรียกว่าการ “เก็บข้าวตก” ส่วนเมล็ดข่าวที่หล่นบนพื้นนาก็กลายเป็นอาหารของไก่ นก หนูและสัตว์เล็กสัตว์น้อยอื่น ๆ ทุกอย่างมันเกื้อกูลกันหมด

…วิถีชาวนาสอนผมว่า “ของบางอย่างเราอาจไม่ได้มันมาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์อาจขาดตกไปบ้างระหว่างการเดินทาง ระหว่างกรรมวิธีเพื่อที่จะทำให้ได้มันมา แต่ส่วนที่ตกหล่นไปมันไม่ได้กลายเป็นไร้ค่าเสมอไป มันยังทำประโยชน์ให้คนอื่นหรือสิ่งอื่นได้เสมอ ทุกสิ่ง ทุกอย่างล้วนเกื้อกูลกัน” ซึ่งผมเรียกมันว่า “ปรัชญาข้าวตก” นั่นเอง

…ทุกวันนี้ถึงแม้ผมจะไม่ได้เป็น “ชาวนา” ตามรอยบรรพบุรุษ แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในวัยเด็กตอนนั้นยังสอนผมได้ดีอยู่เสมอ

…ทุก ๆ ครั้งที่ผมนึกเสียดายสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เงินหล่นหาย แม่ค้าทอนเงินผิด แท็กซี่ไม่มีเศษทอนให้ ของหาย ฯลฯ ผมจะนึกถึง “ปรัชญาข้าวตก” คือ บางสิ่งบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องเอาทั้งหมด สละบ้างก็ได้ หยวน ๆ กันไปไม่ถือสา แล้วมันก็ไม่ได้ทำให้เราเดือนร้อนมากมายอะไร เงินที่หล่นหายไปมันอาจช่วยให้ขอทานคนหนึ่งได้มีเงินซื้อข้าวกิน เงินทอนที่ยกให้แท็กซี่ไปมันอาจช่วยให้เขาได้มีเงินไปเลี้ยงดูปากท้องครอบครัว ซึ่งวันนั้นเขาอาจจะไม่ได้ผู้โดยสารเลยก็ได้ ของที่หายไปเราก็ยังหาซื้อใหม่ได้

…นอกสิ่งที่มันขาดไปแล้ว ผมยังใช้ “ปรัชญาข้าวตก” กับสิ่งที่มันเกินมาด้วย ของที่เราได้มาแล้วมันเกินความจำเป็นต่อชีวิตเรา เราก็สละให้คนอื่นหรือบริจาคให้คนอื่นบ้างก็ได้ เช่น ตอนกิจกรรมแลกของขวัญปีใหม่ของแผนกในบริษัทที่ผมทำงานอยู่เมื่อครั้งที่ผ่านมา ผมแลกได้ของขวัญชิ้นหนึ่งเป็นชั้นวางของมันชิ้นใหญ่เกินไปทำให้ผมเอากลับไม่สะดวกเพราะไม่มีรถยนต์ส่วนตัว และคิดแล้วว่าของชิ้นนี้ยังไม่จำเป็นสำหรับเรา ถ้าเอาไปคงรกห้องเปล่า จึงบอกพี่แอดมินที่ออฟฟิศว่าขอบริจาคให้ออฟฟิศ และในวันต่อมาที่ออฟฟิศก็เอาไปทำชั้นวางหนังสือ ของชิ้นนั้นแทนที่จะกลายเป็นของที่เกินความจำเป็นสำหรับเราก็กลับกลายเป็นของที่มีประโยชน์ต่อคนหมู่มากซะอย่างนั้น แล้วเราก็ได้รับคำขอบคุณ ถือเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด แต่ก็รู้สึกภูมิใจอยู่ลึก ๆ

…อาหารที่กินไม่หมดก็ไม่จำเป็นต้องเสียดายพยายามกินให้หมด จะเสียสุขภาพเสียเปล่า ๆ ลองมองออกไปให้กว้างกว่าจานข้าวที่เราทาน …เราจะพบว่าตามข้างทางยังมีสุนัขเร่ร่อนหิวโซตั้งเยอะแยะ ลองเอาไปให้สุนัขเหล่านั้นกินก็ได้ ได้ทำทานด้วย

…เสื้อผ้าที่คับใส่ไม่ได้ก็ไม่ควรจะเสียดายแล้วแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าให้เกะกะเปล่า ๆ แล้วฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสักวันจะผอมแล้วกลับมาใส่ได้อีกครั้ง โอกาสความเป็นไปได้คงแค่หนึ่งในร้อย …ตามชนบทยังมีผู้ยากไร้ไม่มีเสื้อผ้าใส่ตั้งเยอะแยะ แล้วก็มีมูลนิธิที่รับบริจาคของไปให้คนเหล่านี้ เช่น มูลนิธิกระจกเงาเป็นต้น ผมว่าลองบริจาคไปบ้างก็ได้นะ เผื่อตู้เสี้อผ้าจะได้มีที่ว่างสำหรับเสื้อผ้าตัวใหม่ ^^

…หนังสือที่กองเป็นตั้ง ๆ แล้วไม่ได้อ่าน ผมว่าลองคัดแล้วส่งไปบริจาคบ้างก็ได้นะ ยังมีเด็กนักเรียนในโรงเรียนยากจนจำนวนมากที่ไม่มีแม้แต่หนังสือจะอ่าน ได้บุญแถมบ้านสะอาดขึ้นอีกต่างหาก …นักอ่านส่วนมากจะหวงหนังสือ ผมเองก็เคยเป็น แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว เพราะผมซื้อหนังสือใหม่เกือบทุกเดือน จนอ่านไม่ทัน แล้วก็โอกาสที่ผมจะมีเวลามาอ่านเล่มเดิมรอบสองนั้นแทบจะไม่มี ดังนั้นผมจะคัดไว้เฉพาะเล่มที่รักมากจริง ๆ เท่านั้น นอกนั้นส่งบริจาคหมด ให้มันไปเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นดีกว่าที่จะกองไว้เฉย ๆ

…และนอกจากนี้ผมยังใช้ “ปรัชญาข้าวตก” กับเงินเงินเดือนที่ผมได้ทุก ๆ เดือน จำได้ไหมครับในบทความ “บริหารเงินน้อยสไตล์อ้ายคำปัน” ผมบอกว่าผมมีบัญชีอยู่บัญชีหนึ่งชื่อว่า “บัญชีการให้” ถ้าใครจำไม่ได้หรือเพิ่งเข้ามาอ่าน “ยิ้มแต้มฝัน” ครั้งแรกลองเข้าไปอ่านที่นี่นะครับ http://www.yimtamphan.com/?p=903 คือ ทุก ๆ เดือนผมจะแบ่งเงินเดือน 5-10 % เข้าบัญชีนี้เพื่อทำบุญ บริจาคทาน หรือบริจาคให้มูลนิธิที่ทำงานเกี่ยวกับการช่วยเหลือสังคมต่าง ๆ ผมถือว่าเงินที่ได้มาต้องคืนให้กับสังคมส่วนหนึ่ง ไม่จำเป็นที่เราต้องรับไว้เองทั้งหมดครับ เพราะเราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมก็ควรคืนให้กับสังคมบ้าง …ถ้าเปรียบ “การให้” เหมือนการลงทุนก็คงเป็นการลงทุนที่เหนือกว่าการลงทุนทั้งหมดครับ เพราะมันคือการลงทุนข้ามชาติ (ข้ามภพ ข้ามชาติ ^^!) …เพื่อน ๆ เชื่อไหมครับแทนที่ผมจะมีเงินเก็บน้อยลงแต่เปล่าเลยครับ มันกลับยิ่งเพิ่มขึ้น พอร์ตหุ้นของผมตอนที่เขียนบทความเมื่อประมาณกลางปีที่แล้วกับตอนนี้โตขึ้นหลายเท่าครั

…มีคนกล่าวไว้ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ” ครับผมก็เป็นคนหนึ่งที่เชื่ออย่างนั้น

…ทุก ๆ ครั้งที่ผมได้รับใบอนุโมทนาบุญหรือหนังสือขอบคุณจากมูลนิธิ สถาบัน หรือองค์กรที่ผมการบริจาคเงินให้ ผมว่ามันปีตินะ เงินแค่หลักร้อย หลักพันยังสามารถเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากได้ …เขาได้รับ เราก็ได้รับ …สุขใจครับ

“บางอย่างไม่จำเป็นต้องเอาทั้งหมด ปล่อยให้มันขาดตกบ้าง ยอมสละบ้างก็ได้
ดุจ “ข้าวตก” บนพื้นนายังประโยชน์ให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยได้อิ่มท้องฉันใด 
สิ่งที่มันขาดตกไปก็ยังเป็นประโชน์ให้กับคนอื่นสิ่งอื่นได้ฉันนั้น”

ขาดสติ....










ขาดสติ....



พวกเราคิดดูซิ ถ้าพวกเราขาดสติอยู่ สติยังอ่อนอยู่นั้น
แม้พวกเราเห็นวัตถุต่างๆ จิตก็ย่อมรั่วไหลไปตามวัตถุนั้นได้ทันที
เพราะขาดสตินั่นเอง 


เราไม่มีสติพอจะรู้ว่ารูป ร่างกาย ของพวกเราก็เหมือนกัน
รูปร่างกายของพวกเราทำอะไร
เมื่อทำลงไปมันผิดพลาดลงไปแล้ว มันผิดพลาดเพราะอะไร
เพราะเราขาดสติ เราระลึกไม่ทันก็ต้องทำไปก่อน
สัมปชัญญะก็รู้ไม่ทันเขาจึงทำผิดพลาดกัน 

:: หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป 

เมื่อคุณอยู่ในห้วงแห่งรัก ..ชีวิตก็เหมือนดั่งนิยายที่คุณอ่านไม่จบ

"When you're in love..life is like a romance novel that you never want to end."
"เมื่อคุณอยู่ในห้วงแห่งรัก ..ชีวิตก็เหมือนดั่งนิยายที่คุณอ่านไม่จบ"
"When you love someone..you'll do anything to reach the heart of the one you love."
"เมื่อคุณรักใครสักคน...คุณจะทำทุกอย่างเพื่อชนะใจเขา"
"When you feel true love...you follow the way of the heart."
"เมื่อมีรักแท้...คุณก็พร้อมที่จะไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ"
"It is never too late to be what you might have been."
- - George Eliot - -
ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะเป็นในสิ่งที่คุณอยากจะเป็น
"Who never made a mistake never made a discovery."
- - Soren Kierkegaard - -
คนที่ไม่คยกระทำผิดคือคนที่ไม่ได้ค้นหาสิ่งใด
The best and most beautiful things in the world cannot be seen or even touched.
They must be felt with the heart.
- - Helen Keller - -
สิ่งที่ดีและสวยงามที่สุดในโลก มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่จะรู้สึกได้จากหัวใจ

คำคม
ชีวิตของฉันคือการรับใช้ประชาชน
พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์

มีผู้หญิงคนเดียวในโลก   ที่ทุกทีที่เราหิวข้าว เขาจะไปทำกับข้าวให้กิน
มีผู้หญิงคนเดียวในโลก   ที่เราเกเรแค่ไหน เขาก็ไม่โกรธ
มีผู้หญิงคนเดียวในโลก   ที่เราโตแค่ไหน เขาก็ยังเห็นเราเป็นเด็กเล็ก ๆ
มีผู้หญิงคนเดียวในโลก   ที่เรามีแฟนตั้งหลายคน เขาก็ยังรักเรา
มีผู้หญิงคนเดียวในโลก   ที่ไม่ว่าเราจะเป็นอะไร เขาก็ยังห่วงและรักเราเสมอ
ผู้หญิงคนนั้น ก็คือ คุณแม่เรานั่นเอง
Thailegal

บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย
เพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 

ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมายไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในฐานะตำแหน่งหรือ
เงื่อนไขใดย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายของแผ่นดินและอยู่ใน
อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเหมือนกันหมด
Thailegal 


-- 

การแข่งขันครั้งใหญ่

ฉบับที่ ๗๕ การแข่งขันครั้งใหญ่

แข่งเรือแข่งพายต้องแข่งกับคนอื่น
แข่งหยุดทุกข์หยุดโศกต้องแข่งกับตัวเอง
การชิงชัยเป็นความสนุกตอนยังไม่รู้ผล
ต่อเมื่อรู้ผลแล้วความสนุกจึงเปลี่ยนไป
การได้ชัยชนะเป็นความสุข
ส่วนการพ่ายแพ้เป็นความทุกข์
การแข่งกับคนทั้งหลายในโลกนั้น
เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
โดยเฉพาะชนะกับแพ้ที่ตัดสินกันด้วยเสี้ยววินาที
อย่างเช่นวัดว่าใครจะพุ่งเข้าเส้นชัยก่อน
ครั้งนี้เสี้ยววินาทีทองเป็นของเรา
ครั้งหน้าเสี้ยววินาทีนั้นเป็นของคนอื่น
ใครจะบอกได้ว่าเป็นความสามารถ
หรือว่าโชควาสนายื่นให้กันแน่?
ตั้งใจแข่งกับคนอื่นให้ได้สุข
ไม่แน่ว่าจะได้สุขหรือเจอทุกข์ที่เส้นชัย
ต่อให้มีวิธีเข้าเส้นชัยที่ถูกต้อง
มีโค้ชดีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศ
แต่ถ้าตั้งใจแข่งกับตัวเองให้หมดทุกข์
ก็แน่นอนว่าต้องหายทุกข์
หรือทุกข์หายไปหลายส่วน
ขอเพียงมีวิธีแข่งที่ถูกต้องอยู่กับใจเท่านั้น
การแข่งกับตัวเอง
จึงเป็นการแข่งที่น่าพิสมัยที่สุด
และควรได้รับการยกระดับ
ขึ้นเป็นการแข่งครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
เมื่อคุณคิดจะเริ่มต้นลงสนาม!
ดังตฤณ
เมษายน ๕๕

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คลื่นสมองกับพลังพิเศษในตัวคุณ


คลื่นสมองกับพลังพิเศษในตัวคุณ
โดย Dhammachak social network เมื่อ 4 พฤศจิกายน 2010 เวลา 16:59 น. ·


ปาริฉัตต์ ศังขะนันทน์ เรียบเรียง

     จากการศึกษาคลื่นสมองของคนเราในอดีต เคยเชื่อกันว่า คลื่นสมอง และ สารที่หลั่งจากสมองนั้น
เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถบังคับ หรือ ควบคุมกระบวนการได้

     แต่ปัจจุบันได้มีการทดลองและตรวจวัดคลื่นสมองด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ พบว่า
มนุษย์สามารถควบคุมคลื่นสมอง และ สารที่หลั่งจากสมองได้
หากมี การฝึกฝนทางจิต ให้ควบคุมสภาวะอารมณ์และจิตใจได้

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่อง เหนือธรรมชาติ หรือ เร้นลับหาคำอธิบายไม่ได้

แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้ ในขณะที่เราดำเนินชีวิตประจำวันตามปรกติ

      พื้นฐานความเข้าใจ เรื่องคลื่นสมอง และ กลไกการทำงาน ที่เกี่ยวข้องกันนี้

จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้เรียนรู้โลกภายในตัวเอง และมองเห็น ประโยชน์ของการจัดการกับ อารมณ์ ความรู้สึก และความคิดของเรา

     นับเป็นศิลปะในการดำรงชีวิตที่ทุกคนทำได้ ท่านทราบหรือไม่ว่า ภาวะของคลื่นสมอง ที่เหมาะสมจะช่วยเปิดพื้นที่

การเรียนรู้ในสมองของเรา ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ

และรับข้อมูลปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มนุษย์มีประสิทธิภาพสูงมากในการทำกิจกรรมหรือ

สร้างสรรค์ผลงาน จึงเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับแหล่งกำเนิดพลังงานชีวิตที่ธรรมชาติให้ มาในตัวตนของพวกเราทุกคน


 ภาวะของคลื่นสมอง
      คลื่นสมอง เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งได้มาจากการส่ง สัญญาณเคมีทางชีวภาพในร่างกายมนุษย์

การวัดพลังงานไฟฟ้าบริเวณสมองด้วย เครื่องมือ Electroencephalogram (EEG) ทำให้นักวิจัยทาง ประสาทวิทยา และ นักวิทยาศาสตร์

ได้ค้นพบ ความจริงว่า การเลือกตอบสนองต่อปัจจัยภายนอกมีผล โดยตรง ต่อสภาวะภายใน

ที่เป็น คลื่นสมอง เราสามารถอ่านค่าผลของ การวัด และแบ่งคลื่นสมองของมนุษย์ตามระดับความสั่นสะเทือน หรือความถี่ ได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้




EEG คลื่นสมอง เบต้า, อัลฟ้า, ธีต้า, และเดลต้า



 MRI EEG


      1. คลื่นเบต้า (Beta brainwave) มีความถี่ประมาณ 14-21 รอบต่อวินาที (Hz) เป็นช่วง คลื่นสมองที่เร็วที่สุด

เกิดขึ้นใน ขณะที่สมองอยู่ใน ภาวะของการทำงาน และ ควบคุมจิตใต้สำนึก (Conscious Mind) ในขณะตื่นและรู้ตัว เช่น การนั่ง ยืน เดิน ทำงาน หรือกิจกรรมต่างๆ ในกรณีที่จิตมีความคิดมากมายหลายอย่างจาก ภารกิจประจำวัน วุ่นวายใจ สับสน หรือฟุ้งซ่าน

และสั่งการสมองอย่างไม่เป็นระเบียบ ความถี่ของคลื่นช่วงนี้อาจสูงขึ้นได้ถึง 40 Hz

โดยเฉพาะคนในที่มีความเครียดมาก อยู่ในภาวะเร่งรีบบีบคั้น ตื่นเต้นตกใจ อารมณ์ไม่ดี โกรธหรือดีใจมาก ๆ

สมองจะมีการทำงานใน ช่วงคลื่นเบต้ามากเกินไป ในขณะที่หากไม่มีคลื่นเบต้าเกิดขึ้นเลย มนุษย์จะไม่สามารถเรียนรู้

หรือทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ ในโลกภายนอก

       ปรกติสมองคนเรา จะมีเส้นทางอัตโนมัติ ในการรับรู้ความรู้สึก ที่ทำให้สั่งการได้โดยไม่ต้องใช้เวลาใน

การใคร่ครวญมากนัก ความเป็นอัตโนมัตินี้ ส่วนใหญ่จะมีประโยชน์อยู่ในระดับหนึ่ง และเป็นเรื่องกลาง ๆ สำหรับชีวิต

ช่วยย่นย่อ จดจำ เรื่องราวจำเจ ที่ต้องทำซ้ำ ๆ เป็นประจำให้ดำเนินไปได้ บางส่วนเป็นไป เพื่อประโยชน์ต่อการรอดพ้น

จากอันตรายในสถานการณ์คับขัน เช่น การดึงมือออกทันที เมื่อบังเอิญไปสัมผัสของร้อนจัด

     แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ “อารมณ์ของมนุษย์” ก็มีเส้นทางอัตโนมัติเช่นเดียวกัน แต่คนส่วนใหญ่ มักจะไม่ได้ควบคุม และปล่อยให้ความเป็นอัตโนมัตินี้ทำงานมากเกินไปจากความเคยชินในการป้อน ข้อมูลซ้ำ ๆ ของเราเอง โดยมากเป็นความอัตโนมัติ ในทางลบที่มีมากเกินไป ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ ถูกส่งผ่านเข้าไปสู่ การทำงานของ ส่วนรับความรู้สึกในสมอง ที่เรียกว่า ’อะมิกดาลา’ (Amygdala) ซึ่งเป็น สมองชั้นกลาง ใกล้กับ ก้านสมอง และ มีความสามารถใน การเก็บข้อมูล ด้านอารมณ์จำนวนมาก ๆ ไว้

    ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่า เราใส่ข้อมูลด้าน ”บวก”หรือ”ลบ” มากน้อยแค่ไหน ก็จะทำให้ สมองจดจำ และ ตอบสนองในทิศทางนั้น

      หากเราปล่อยให้ความอัตโนมัตินี้ ทำงานตามลำพัง โดยไม่ฝึก กำหนดรู้

ก็จะทำให้เรา ติดกับดักของอารมณ์ ที่ไม่ดี อยู่ตลอดเวลา สมองของเราจะทำงานอยู่แต่ใน เฉพาะช่วงคลื่นเบต้า

ซึ่งในโหมดนี้ถือว่า เป็นโหมดปกป้อง มีทั้งเบต้าอ่อน และแก่ แก่หมายถึงความถี่สูง

มีผลให้ความคิดถดถอยจากสภาวะปกติ และทำงานอยู่ในฐานความกลัว มีลักษณะต้านทาน ความเปลี่ยนแปลง

บางคนจะหยุด และปิดการเรียนรู้ เพราะเกิดความเครียด สภาวะนี้สมองจะหลั่งฮอร์โมนด้านลบ ออกมามากเกินไป

นำไปสู่ ปฏิกิริยาเคมีที่ทำร้ายส่วนอื่น ๆ ของร่างกายเป็นลูกโซ่ต่อไปเรื่อยๆ เช่น อะดรีนาลีน คอร์ติซอล เป็นต้น


     2. คลื่นอัลฟ่า (Alpha brainwave) มีความถี่ประมาณ 7-14 รอบต่อวินาที (Hz) ความถี่ ของคลื่นที่ต่ำลงมานี้ ก็คือ
เป็นคลื่นสมองที่ปรากฎบ่อยในเด็กที่มีความสุข และในผู้ใหญ่ที่มีการฝึกฝนตนเองให้สงบนิ่งมากขึ้น

อาจหมายถึง สภาวะที่จิตสมดุล อยู่ใน สภาวะสบายๆ มีการช้าลงด้วย การใคร่ครวญ ไม่ด่วนตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยอารมณ์อันรวดเร็ว



     เวลาที่ความถี่น้อยลง หมายถึงว่า เราจะคิดช้าลง เป็นจังหวะ เป็นท่วงทำนอง คมชัด ให้เวลาแก่จิตในการไตร่ตรองและมีความคิดเป็นระบบขึ้น

สภาวะที่สมองทำงาน อยู่ในคลื่นอัลฟ่ายังพบอยู่ใน หลายๆ รูปแบบ เช่น ขณะที่กล้ามเนื้อ หรือ ร่างกายผ่อนคลาย ช่วงเวลาที่ง่วงนอน ก่อนหลับหรือหลับใหม่ๆ เวลาทำอะไรเพลินๆ จนลืมสิ่งรอบๆ ตัว เวลาสบายใจ เวลาอ่านหนังสือ หรือ จดจ่อกับกิจกรรมใด ๆ อย่างต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่ง และการเข้าสมาธิ ในระดับภวังค์ที่ไม่ลึกมาก

      จากลักษณะดังกล่าว ช่วงคลื่นอัลฟ่า จะเป็นประตูไปสู่ การทำสมาธิในระดับลึก และถือว่า เป็นช่วงที่ดีที่สุด ในการป้อนข้อมูล ให้แก่ จิตใต้สำนึก สมองสามารถเปิดรับข้อมูลได้อย่างเต็มที่ และ เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นสภาวะที่ จิตมีประสิทธิภาพสูง

ในทางการแพทย์ และ จิตศาสตร์ เองก็ถือว่า สภาวะนี้เป็น หัวใจของการสะกดจิต เพื่อการบำบัดโรค โดยหากจะตั้งโปรแกรมจิตใต้สำนึก

ก็ควรทำใน ช่วงที่คลื่นสมองเป็นอัลฟ่า

      ในคนทั่วไปเอง ก็ควรฝึกฝนตนเองให้ สมองทำงานอยู่ใน ช่วงคลื่นอัลฟ่า เป็นประจำเช่นเดียวกัน เพราะจะช่วยสร้าง ความผ่อนคลาย ร่างกายจะไม่ทำงานอยู่บน ฐานแห่งความกลัว หรือ วิตกกังวล แต่จะมองชีวิต อย่างสนุกสนาน

มีความรู้สึกอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรืออยากสำรวจโลกแบบเด็ก ๆ แต่คนส่วนใหญ่ มักจะขาดการฝึกฝนให้ตนเอง มีคลื่นสมองชนิดนี้

และมักปล่อยให้อารมณ์อัตโนมัติตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ขาดการคิดใคร่ครวญ

ด้วยระยะเวลาอันเหมาะสมก่อน หากเรามีการฝึกฝนจิตให้ตื่นรู้เช่นเดียวกัน กับแนวทางการปฏิบัติธรรม ในพุทธศาสนา
คลื่นอัลฟ่านี้จะถูกบ่มเพาะให้เข้มแข็งขึ้น สามารถรื้อโปรแกรมอัตโนมัติเก่า สร้างโปรแกรมอัตโนมัติใหม่ ๆ ได้


      3. คลื่นเธต้า (Theta brainwaves) มีคลื่นความถี่ประมาณ 4 - 11 รอบต่อวินาที (Hz) เป็นช่วงคลื่นที่สมองทำงานช้าลงมาก

พบเป็นปรกติในช่วงที่คนเราหลับ หรือมีความผ่อนคลายอย่างสูง แต่ใน ภาวะที่ไม่หลับคลื่นชนิดนี้ ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน เช่น ขณะอยู่ในการภาวนาสมาธิที่ลึกในระดับหนึ่ง การเข้าสู่สภาวะนี้ จะใกล้เคียงกับ คลื่นสมองในสภาวะอัลฟ่า คือ มีความสุข สบาย ลืมความทุกข์ แต่จะมีความปิติสุขมากกว่า

     สภาวะนี้มีความเชื่อมโยงกับ การเห็นภาพต่าง ๆ สมองในช่วงคลื่นเธต้า จะเปรียบเสมือน แหล่งเก็บแรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่ในความจิตใจส่วนลึกของเรา จึงเป็นคลื่นสมองที่สะท้อนการทำงานของจิตใต้สำนึก (Subconscious Mind) อันเป็นการทำงานของเนื้อสมองส่วนใหญ่ของมนุษย์

ระดับพฤติกรรมภายใต้ความถี่ของของคลื่นเธต้า เป็นลักษณะที่บุคคล คิดคำนึงเพื่อแก้ปัญหา พบได้ทั้งลักษณะที่รู้สำนึก และไร้สำนึก ปรากฏออกมาเป็น ความคิดสร้างสรรค์ เกิดความคิดหยั่งเห็น (Insight) มีความสงบทางจิต และมองโลกในแง่ดี

เกิดสมาธิแน่วแน่และเกิดปัญญาญาณ มีศักยภาพสำหรับ ความจำระยะยาวและ การระลึกรู้


4. คลื่นเดลต้า (Delta brainwaves) มีความถี่ประมาณ 0 – 4 รอบต่อวินาที(Hz) เป็นคลื่นสมองที่ช้าที่สุด
สภาวะนี้จะทำให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลายในระดับที่สูงมาก เป็นคลื่นสมองที่ทำงานเชื่อมต่อกับส่วนที่เป็น จิตไร้สำนึก (Unconscious mind)

เช่น ในขณะที่ร่างกายหลับลึกโดยไม่มีการฝัน หรือ เกิดจากการเข้าสมาธิลึกๆ ในระดับฌาน

     ในช่วงนี้คลื่นสมองแสดงให้เห็นว่า ร่างกายกำลังดื่มด่ำกับ การพักผ่อนลงลึกอย่างเต็มที่ เปรียบได้กับการประจุพลังงานเข้าสู่ร่างกายใหม่ ผู้ที่ผ่านการหลับลึก ในช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดี จะรู้สึกได้ถึงความสดชื่นกระปี้กระเปร่ามากเป็นพิเศษ

เมื่อเปรียบเทียบกับ ผู้ที่นอนหลับไม่ค่อยสนิท และสำหรับผู้ที่ทำสมาธิอยู่ในระดับฌานลึก ๆ เมื่อออกจากสมาธิแล้ว ก็จะยังคงติดรสแห่งปิติสุข ทำให้เกิดความสุขใจ มีใบหน้าผ่องใสเต็มอิ่ม ไปด้วย ความสุขสดชื่นเช่นเดียวกัน

     นอกจากนี้สมองยังแบ่งการทำงานออกเป็นซีกซ้าย และซีกขวา และคลื่นสมองทั้งสองด้าน ยังมีการขึ้นลงเป็นอิสระต่อกัน ทำให้ความถี่ แตกต่างกัน

แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ในระหว่างการฝึกจิตทำสมาธิ จะส่งผลต่อการปรับความถี่ของสมองทั้งสองด้าน ให้ขึ้นลงเหมือนกัน

     กราฟของคลื่นสมองทั้งสองด้านมีรูปร่างคล้ายตุ๊กตา เป็นลักษณะที่เรียกว่า Synchronization

ซึ่งการเกิด Synchronization นี้ จะทำให้เกิดพลังจิตที่เพิ่มขึ้นในมนุษย์ เป็นภาวะพิเศษแห่งการตื่นรู้ของจิต (Awakened Mind)

     นักวิชาการทางการแพทย์ และผู้ศึกษาและพัฒนาจิตเพื่อ สุขภาพ กล่าวว่า “ เมื่อเราสามารถเข้าไปสู่ ’จิตใต้สำนึก’ หรือถึงระดับ ’จิตไร้สำนึก’ ได้บ่อยๆ โดยที่มี ‘จิตสำนึก’ กำกับอยู่ ก็จะ ’จำได้’ และสามารถลงไปสู่แหล่งข้อมูลมหาศาลได้บ่อยมากขึ้นเร็วมากขึ้น

ข้อมูลที่ได้จาก ’จิตใต้สำนึก’ และ ’จิตไร้สำนึก’ นั้น เป็นข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ จะออกมาในลักษณะที่เรียกว่า ‘ญาณทัศนะ’ ( Intuition ) หรือ ‘ ปิ๊งแว๊บ ’ หรือ ‘ ยูเรก้า ’ ซึ่งเป็นชุดภาษาอีกแบบหนึ่งที่อาจจะไม่ใช่คำพูด แต่มีความพอเหมาะพอดีแบบที่คาดไม่ถึง “

      .....เราได้เรียนรู้ว่า ขณะที่สมองทำงานอยู่ในช่วงคลื่นอัลฟ่า เธต้า และเดลต้า จะช่วยให้เราผ่อนคลายและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่สภาวะ ปัจจุบัน เกือบทุกสิ่งรอบตัวต่างเต็มได้ด้วยความเร่งด่วน

        นับตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เราก็อยู่ใน โลกแห่งความเร่งรีบเสียแล้ว ชีวิตมีแต่การบ่มเพาะว่า ทุกอย่างต้องรวดเร็ว หากช้าจะไม่ทันการณ์ สมองของคนส่วนใหญ่ จึงทำงานอยู่ใน เฉพาะช่วงคลื่นเบต้า เป็นหลัก

     ในขณะเดียวกันเรา ก็ปล่อยให้ การสั่งการของโปรแกรมอัตโนมัติ ทางอารมณ์ ทำงานไปตามยถากรรมแบบดีบ้างไม่ดีบ้าง คุ้มดีคุ้มร้ายสุดแต่ว่าจะมีอะไรเข้ามากระทบ เราขาดการฝึกฝนจิต ให้มีความชำนาญใน การคิดอย่างใคร่ครวญก่อนตอบสนอง

       .จะเห็นว่า ในทางปฏิบัติ เรื่องสำคัญอันดับแรกที่จะทำให้เราปรับคลื่นสมองได้ คือ เราต้องรู้ตัวและฝึกการรับรู้อารมณ์ให้ได้ก่อน

มีเทคนิค ที่สามารถนำมาใช้ได้ตลอดเวลาในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

จากหนังสือชื่อ “บายพาสอารมณ์” ของ นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ได้ให้แนวคิดว่า

ตลอดเวลาที่เราตื่นกันอยู่ประมาณ 16 ชั่วโมงต่อวันนั้น เราเคยสนใจลมหายใจของเราหรือไม่

ง่ายๆ แค่ว่ารู้ตัวว่า เราหายใจเข้า รู้ตัวว่าเราหายใจออก ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางใหม่ของปฏิกิริยาชีวเคมีในสมองแล้ว



     การฝึกรับรู้ลมหายใจ นี้เป็น แบบฝึกหัดเริ่มต้นแบบง่ายๆ ในขณะที่การฝึกรับรู้อารมณ์จะยากกว่า แต่ถ้าเราฝึกตัวรู้เรื่อง ลมหายใจ ได้ก็เสมือน ได้พัฒนาช่องทางการรับรู้อื่นด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนา(อานาปานสติภาวนา) โยคะ ซี่กง จึงเน้นความสำคัญเรื่อง การฝึกลมหายใจเหมือนกัน

      ในการฝึกรับรู้อารมณ์ นี้ นพ.วิธาน แนะนำว่าให้ลองเฝ้าดูอารมณ์ที่เกิดขึ้น โดยใช้วิธีสมมติว่ามีตัวเราอีกคนหนึ่ง กำลังเฝ้าดูตัวเรา คนที่ที่กำลังมีอารมณ์นั้น ๆ หากเป็นอารมณ์ในทาง ”บวก” หรืออารมณ์ ”กลาง” ๆ ก็ให้เฝ้าดูและดื่มด่ำกับอารมณ์นี้อย่างรู้ตัว ไม่หลงระเริงไปกับมัน
      แต่ถ้าเป็นอารมณ์ ”ลบ” ก็เพียงเฝ้าดูอีกเช่นกัน เสมือนหนึ่ง การชำเลืองดูลูกน้อย ที่กำลังทำผิด โดยที่ไม่ไป ทะเลาะด้วย พยายามให้ความสำคัญกับตัวเราคนที่เฝ้าดู อย่าไปโฟกัสกับตัวเราคนที่กำลังเกิดอารมณ์โกรธ วิตกกังวล หรือ อารมณ์ไม่ดีอยู่ในขณะนั้น

       ด้วยหลักการของพลังงานมีขึ้นลง ไม่จำเป็นต้องระเบิดเพื่อระบายอารมณ์ ในที่สุดตัว เราคนที่กำลังโกรธ จะค่อยๆ คลายไปเอง การสร้างเส้นทางใหม่ของอารมณ์นี้จะค่อยๆเปลี่ยนพลังด้านลบออกไปเป็นพลังด้าน บวก เพียงเฝ้าดูแบบยิ้มๆ เท่านี้เอง

วิธีนี้ทางพุทธศาสนามีมากว่าสองพันปีแล้ว และเป็นเส้นทางที่ได้ผลดีมาก แต่เราต้องใช้ความพยายามในการฝึกฝนบ่อยๆ ต้องใช้เวลา

      อาจได้บ้างไม่ได้บ้างในระยะแรก ๆ แต่ถ้าทำบ่อย ๆ จะเกิดความชำนาญขึ้นเอง โดย นพ.วิธาน ให้ข้อคิดว่า ทุกวันนี้ เราต่างมีเวลา สร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นมากมาย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะสร้างเส้นทางใหม่ให้กับอารมณ์ของเราเอง และเทคนิคใน การเฝ้าดูอารมณ์ ของตนเองนี้ เปรียบเสมือนการ”ล้างพิษหรือดีท็อกซ์”ของจิตใจที่ดีมากวิธีหนึ่ง

      ความเข้าใจกลไก การทำงานแห่งโลกภายในตนเอง มีส่วนอย่างมากในการช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาจิตใจและคุณภาพภายใน และเป็นเรื่องที่ไม่ได้แยกขาดจากการดำเนินชีวิตของเราแต่อย่างใด

      เมื่อนำไปประกอบกับ วิชาความรู้ ที่เราศึกษาเพิ่มเติม จากโลกภายนอก จะทำให้ความรู้ของมนุษย์เกิดความสมดุล สามารถระลึกรู้และใช้ปัญญากำกับได้ ดังนั้นไม่ว่าใคร จะมีบทบาทอยู่ใน หน้าที่ใดในสังคม ก็จะสามารถเลือกใช้วิชาการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์มาประสานเชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด ภายใต้ความเมตตา และจิตสำนึกต่อส่วนรวม

..........................

การฝึกรับรู้ลมหายใจ-รับรู้อารมณ์ (อานาปานสติสมาธิิภาวนา)
http://www.dhammachak.net/board/viewtopic.php?t=97


นำมาจาก : http://www.dhammachak.net/board/viewtopic.php?t=612
Credit: http://www.novabizz.com/NovaAce/Physical/Brainwave.htm

คติธรรมประจำวัน




๑ ปี เอาเหล็กมาขัดสนิมหนึ่งครั้ง ซ้ำยังไม่ขัดถึงที่สุด..
ไม่ทำถึงจุดที่จะไม่เกิดสนิมสืบต่อไป เหล็กจะวาวขึ้นมาได้อย่างไร??
การขัดเกลาตนของนักปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน..
และสนิมเหล็กเกิดจากเนื้อในเหล็ก กัดกร่อนทำลายเหล็ก ฉันใด..
สนิมใจเกิดจากเนื้อในใจ กัดกร่อนทำลายใจ ฉันนั้น..