++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิธีถนอม "สายตา" ขณะใช้คอมพิวเตอร์

ผมเห็นหลายคนเลย ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์มีแผ่นกระจก หรือฟิลม์มาบังไว้ เพื่อลดแสง หรือรังสี เพื่อถนอมสายตา

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่จำเป็นเลย เพราะเราสามารถลดความเข้ม และความสว่างของแสง จากจอคอมพิวเตอร์ได้อยู่แล้ว และการถนอมสายตา ในขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์ ก็คือ การปรับแสงของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เท่ากับ แสงโดยรอบบริเวณ

โดยเฉพาะจากด้านหลังของจอคอมพิวเตอร์ (ด้านหน้าของเรา) ไม่ควรสว่างมากเกินไป หรือมืดมากเกินไป

และที่สำคัญต้องเว้นระยะระหว่างจอ กับตาของเราอย่างน้อย 1 ฟุต


อย่างที่เรารู้กันว่า “ดวงตา” เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวในการใช้ชีวิตประจำวัน

ยิ่งเดี๋ยวนี้ในยุคที่ทุกอย่างออนไลน์อยู่ในอินเตอร์เน็ต เราก็ยิ่งต้องใช้คอมพิวเตอร์กันมากขึ้น

แน่นอนอวัยวะที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น “ดวงตา” …

เมื่อเราต้องใช้คอมพิวเตอร์อยู่ทุกวัน เพื่อเป็นการถนอมสายตาของเรา
ก็มี 10 ข้อปฏิบัติในการถนอมสายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์ มาฝากกัน

ถนอม "สายตา" คู่สวย ยามนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

1. ควรเลือกจอคอมพิวเตอร์ที่มีการกระจายรังสีต่ำเพื่อถนอมสายตา เราสามารถทดสอบง่าย ๆ ได้
โดยลองปิดสวิตซ์จอภาพ แล้วเอามือหรือแขนไปจ่อไว้ใกล้ ๆ จอภาพ จอที่มีการกระจายรังสีต่ำจะแทบไม่รู้สึกถึงไฟฟ้าสถิตตามขนที่ผิว คือไม่รู้สึกขนลุก

2. ปรับแสงและความคมชัดของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตา รวมไปถึงปรับความสว่างในที่ทำงาน ลดแสงสะท้อนรบกวน เพราะดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อดวงตาได้ง่ายและรวดเร็ว จะรู้สึกว่ามีอาการปวดร้าวดวงตาเร็วและแสบตารุนแรงมากขึ้น

3. ตำแหน่งของจอภาพควรห่างจากดวงตาประมาณ 18 – 24 นิ้ว (วัดง่าย ๆ ประมาณหนึ่งช่วงแขนและปรับให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 15 – 20 องศาค่ะ) ถ้าระยะห่าวของจอภาพกับดวงตาไม่สัมพันธ์กันจะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและปวด ตาได้ง่าย

4. ใช้แผ่นกรองรังสีติดไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ อาจจะช่วยได้ไม่มาก(ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า) แต่ก็น่าจะช่วยลดแสงจ้าจากจอคอมพิวเตอร์ลงได้

5. ทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เสมอ ที่ต้องทำก็เพราะฝุ่นจะทำให้เกิดการสะท้อนของแสงมากขึ้น

6. หยุดพักหรือเปลี่ยนตารางเวลาทำงานใหม่ เพื่อให้สายตาได้พัก 15 นาที ทุก ๆ 2 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย

7. ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ วางไว้บนเปลือกตา และหลับตาพักซัก 2 – 3 นาที หรืออาจจะปิดไฟนอนพักซักครู่

8. ผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์อาจจะเกิดอาการตาแห้ง เพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยง การหยอดน้ำตาเทียมจะช่วยได้

9. ควรกระพริบตาให้บ่อยครั้งกว่าปกติ ภายใน 10 วินาที
พยายามกระพริบตาซัก 1 – 2 ครั้ง จะช่วยคลายความอ่อนล้าของสายตาได้

10. ตรวจสุขภาพตาบ่อย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์ และ
ผู้ที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป ควรไปตรวจเช็คสุขภาพดวงตา

ลองไปปรับใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องโปรดกันดู เพื่อถนอมดวงตาคู่สวยให้ใสปิ๊ง และทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

✿ คนดี สำคัญกว่าทุกสิ่ง ✿

มีคนถามผมเสมอว่า, ถ้าต้องเลือกระหว่าง “คนเก่ง” กับ “คนดี” ผมจะเลือกคนประเภทไหน?

ทุกครั้งผมจะตอบว่า ทำไมผมต้องเลือกด้วย, ทำไมคนเก่งของสังคมไทยเรา จึงไม่ใช่คนดีกระนั้นหรือ?

คำตอบที่ผมได้รับจากเพื่อนคนที่ตั้งคำถามนี้ ก็มักจะทำให้ผมประหลาดใจพอสมควร

นั่นคือ, ทุกวันนี้ คนเก่งมักจะไม่ค่อย อยากเป็นคนดี

ก็ยุ่งซิครับ





เขาบอกว่าใช่, มันถึงได้ยุ่งทุกวันนี้ เพราะคนดีกับคนเก่ง ไม่ได้มาบรรจบพบกัน,

คนเก่ง ๆ กับคนดี ๆ กลายเป็นคนสองประเภท ที่ยืนอยู่คนละข้าง

และเมื่อคนเก่ง กลายเป็นคนไม่ดี และคนดีดูเหมือนจะไม่เก่ง,

บ้านเมืองจึงได้เกิดปัญหา อย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้





จึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ เขาวิเคราะห์ว่า คนเก่งที่มี IQ สูงนั้น ถ้าไม่มี EQ หรือ Emotional Quotient

อันหมายถึง “ความฉลาดทางอารมณ์” หรืออาจจะเรียกว่า “สติสัมปชัญญะ”

ก็จะเสี่ยงที่จะเป็น คนที่เป็นปัญหากับสังคม

ไอคิวเกี่ยวกับสมอง, อีคิวเกี่ยวกับใจและอารมณ์





ผมไม่ใช่นักวิชาการ จึงต้องมองในฐานะชาวบ้าน ที่สัมผัสกับคนเก่งกับคนดีหลายประเภทที่เคยเห็นมา

คนเก่งที่ดีมีสติและมีสติสัมปชัญญะก็มีไม่น้อย เป็นคนน่านับถือ น่าคบหา และเสวนาด้วย

เพราะคนเก่งที่มีอารมณ์หนักแน่นและมั่นคง นั้นคือคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วน





ยิ่งถ้าเป็นคนมีศีลธรรม รู้ดีรู้ชั่ว ไม่เห็นแก่ตัว และมีจิตวิญญาณงดงามด้วยแล้ว,

ก็ถือว่า เป็นเพชรมีค่าล้ำของสังคมไทย

คนเช่นนี้หายาก, เจอแล้วก็ต้องอนุรักษ์เอาไว้ จนสุดความสามารถ

เพราะเขาเหล่านี้คือ สมบัติของชาติที่หาได้ยากยิ่ง





คนที่เป็นปัญหาของบ้านเมือง นั้นคือคนไอคิวสูง แต่อีคิวต่ำนั่นแหละ เพราะแปลว่าเป็นคนหัวไว, รอบรู้, คล่องแคล่ว,

แต่จิตใจไม่มั่นคง, หวั่นไหวง่าย, เชื่ออะไรได้ง่าย, ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง,

และมี “อัตตา” สูงเกินกว่าที่ปุถุชนทั่วไปจะรับได้





คนเหล่านี้ไม่น่าคบหา, และไม่ค่อยจะเป็น ประโยชน์ต่อองค์กรของตนเท่าไหร่นัก

เพราะไม่ได้ใช้ความเก่งของตน ให้เป็นประโยชน์กับสังคมเท่าไหร่นัก

ทำงานกับใคร ก็ไม่ค่อยจะได้, และหากใครทำท่าว่า จะมีความสามารถใกล้เคียงกับตน, ก็จะเกิดความอิจฉาเร้าร้อน,

แทนที่ตนจะเป็น ผู้แก้ปัญหา, ก็จะกลายเป็น ปัญหาเสียเอง





นักวิชาการบอกว่า ยังมี “Q” อีกตัวหนึ่งที่สำคัญไม่น้อย, และทำให้ “คนเก่ง” ไม่สามารถเป็น “คนดี” ได้,

นั่นคือ Moral Quotient หรือ “คุณภาพด้านจริยธรรมและศีลธรรม”





ถ้าคนเก่งที่มี IQ สูง, แต่มี MQ ต่ำ, นั่นคืออันตราย

เพราะคนเก่งคนนี้ จะใช้ปัญญาที่มีมากกว่าคนอื่น กระทำสิ่งที่ผิดจริยธรรมและศีลธรรม

ซึ่งก็จะทำให้คนเก่งคนนั้น ทำความชั่วร้ายที่เป็น อันตรายต่อประเทศชาติได้หนักหนากว่าคนอื่น





คนไอคิวต่ำนั้น แม้ว่าเอ็มคิวสูงบ้าง, ก็อาจจะไม่สามารถสร้างความเสียหายให้คนคนอื่นได้มากนัก

เพราะไม่สามารถ “ซิกแซ่ก” กฎกติกาที่สังคมวางเอาไว้...เรียกว่าถึงพยายามจะทำชั่ว, ก็จะถูกจับได้ง่าย





แต่คนไอคิวสูง, อีคิวก็มาก, และมิหนำซ้ำยังมี เอ็มคิวเป็นเลิศอีกด้วยนั้น จะเป็นตัวอย่างของ “perfect storm”

นั่นคือ รวบรวมเอาความเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงของมนุษย์ที่พึงจะมี มาอยู่ที่คนคนเดียวกัน





คนอย่างนี้ หากอยู่ในตำแหน่งฐานะที่สำคัญ ก็สามารถจะทำให้เกิดความเสียหายให้กับบ้านเมืองได้อย่างยิ่ง

เป็นลูกน้อง, ก็จะแนะนำ และรับใช้เจ้านายให้ทำผิดกฎหมาย

พร้อมกับวิธีการที่จะหลบเลี่ยงกฎและกติกาของสังคมได้อย่างแนบเนียน, ไม่มีใครสามารถจับได้





ถ้าคนอย่างนี้ เป็นหัวหน้าเสียเอง, ก็จะยิ่งก่อให้เกิดปัญหาหนักหน่วงได้อย่างยิ่ง

เพราะนอกจากจะใช้ความฉลาดเฉลียวของตนเองที่อยู่เหนือคนอื่นแล้ว, ก็ยังสามารถ จะสั่งการให้ลูกน้องทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ควรทำ

หรือทำแล้ว จะมีผลให้เกิดความเสียหายให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศชาติได้อีกด้วย





ยิ่งถ้าหากคนเดียวกันนี้ มีอีคิวที่แย่ด้วย จะกลายเป็น “สามเด้ง”

นั่นคือ ฉลาดเหลือล้น, โกงเหลือหลาย และเป็นเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างสุด ๆ อีกแล้ว

มีคนอย่างนี้ในบ้านเมืองไม่กี่คน ก็ยุ่งยากวุ่นวายเหลือประมาณ





ดังนั้น, เราจึงต้องช่วยกันสร้าง และส่งเสริม “คนดี” มาก ๆ ที่มีไอคิวดี แต่ก็มีอีคิวและเอ็มคิวในระดับที่น่าพอใจด้วย

ไม่ต้องหวังว่า จะมีคนดี คนเก่ง อย่างนี้มากมาย แต่อย่างน้อย ถ้าให้ตัวเอ็มคิวคือ ความตระหนักในจริยธรรมเป็นหลักนำ ในความประพฤติประจำวันแล้วไซร้,

ก็จะทำให้ พอจะมีความหวังได้บ้างว่า เราจะสามารถสร้างป้อมปราการ เพื่อป้องกันไม่ให้คนเก่งแต่เลวนั้น ทำร้ายประเทศชาติมากเกินไป





ในท้ายที่สุด, หากสังคมไทย ก้าวไปถึงจุดที่เราเรียกหา, ก็ไม่ควรที่เราจะต้องเลือกระหว่าง “คนดี” กับ “คนเก่ง”

เพราะบ้านเมืองของเรา ควรจะให้ คนดีกับคนเก่งนั้น คือคนเดียวกัน

วิธีการเตรียม น้วิธีการเตรียม น้ำดื่ม ในภาวะวิกฤตน้ำท่วม น้ำดื่มสะอาด.....ช่วงน้ำท่วมำดื่ม ในภาวะวิกฤตน้ำท่วม น้ำดื่มสะอาด.....ช่วงน้ำท่วม

ในภาวะวิกฤตน้ำท่วม เป็นเวลานานๆ ปัญหาต่างๆ ในการดำเนินชีวิตก็เกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สำคัญและหายากในเวลานี้คงหนี้ไปพ้นเรื่องของ ''น้ำดื่ม'' ที่ใสสะอาดในช่วงที่น้ำท่วมขังและเป็นจำนวนมากในครั้งนี้ ไม่ว่าจะไปที่ไหนตามห้างสรรพสินค้าเล็กใหญ่ ร้านขายของทั่วไป ต่างก็ขาดแคลนไปกันหมด สำหรับเพื่อนๆ ที่อยู่ในพื้นที่ ที่น้ำยังเดินทางไปไม่ถึงควรเตรียมหาน้ำดื่มสะอาดไว้ให้เพียงพอ เพราะการดื่มน้ำสะอาดส่งผลดีกับสุขภาพร่างกายของเรา



สำหรับเพื่อนๆ ที่ลดน้ำหนักก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ทำให้ร่างกายต้องการน้ำเพิ่ม เพราะการลดน้ำหนักต้องจำกัดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ทำให้ร่างกายไปดึงคาร์โบไฮรเดรตที่สะสมจากกล้ามเนื้อ หรือไกรโครเจนมาใช้ นอกจากนี้การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว จะมีผลไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างของเสียชนิดหนึ่งขึ้นมา ซึ่งจำเป็นต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อขับของเสียออกมา ดังนั้น ผู้ต้องการลดน้ำหนักต้องคำนึงถึงการรักษาสมดุลย์ของน้ำในร่างกายระหว่างการลดน้ำหนักด้วย จึงควรทานอาหารคาร์โบไฮเดรต และดื่มน้ำมาก ๆ ไปพร้อมกันในแต่ละวัน อย่างน้อยวันละ 6-7 แก้ว ผู้ที่ดื่มน้ำได้มากถึงวันละ 2 ลิตร จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญอาหารได้เพิ่มขึ้นอีกถึงวันละ 150 แคลอรี่ เพราะน้ำที่ดื่มเข้าไปปลุกประสาทซิมพาเทตติก ซึ่งควบคุมการเผาผลาญอาหารของร่างกาย ทำให้ช่วยกำจัดแคลอรี่ที่เกินให้ลดน้อยลง การดื่มน้ำจึงช่วยลดน้ำหนักได้


สิ่งที่ต้องเตรียม น้ำดื่ม ในภาวะวิกฤตน้ำท่วม
1.ขวดน้ำพลาสติกใส ที่ดื่มน้ำหมดแล้วพร้อมฝาที่ปิดได้แน่นสนิท ขนาดไม่เกินสองลิตร เมื่อวางนอนแล้วความหนาที่แสงอาทิตย์ผ่านไม่เกิน 10 ซม. ขวดยิ่งชะลูดยิ่งดี รังสีดวงอาทิตย์จะได้ทะลุทะลวงได้มาก พลาสติกไม่เก่า หรือมีรอยขีดข่วนมากเกินไป เพราะรังสีจะผ่านได้ไม่ดี ภายในขวดสะอาด แกะพลาสติกภายนอกออกหมด
2.แหล่งน้ำสะอาดที่สุดเท่าที่จะหาได้ วิธีนี้ใช้ฆ่าเชื้อโรคได้ดี แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในภาวะปกติ ครัวเรือนที่ดื่มน้ำฝน ถ้าต้องการประหยัดพลังงานและทุกคนในบ้านแข็งแรงดี อาจจะใช้วิธีนี้แทนการต้มก็ได้
3.ถ้าน้ำขุ่นควรมีผ้ากรองตะกอนดิน เช่น ผ้าขาวบาง หรือผ้าขาวม้าสะอาดหลายๆ ชั้น เมื่อกรองได้ที่บรรจุน้ำเต็มขวด เปิดฝาวางทับหนังสือพิมพ์รายวันหน้าแรก ควรจะสามารถมองลงไปก้นขวด อ่านพาดหัวข้อข่าวรองได้ (ตัวอักษรในแนวหลักขนาด 3.5 ซม.)
4. บริเวณที่จะวางขวดตากแดดที่ร้อน โดยเฉพาะถ้ามีโลหะเช่นแผ่นสังกะสีลูกฟูก หรือ อะลูมิเนียมจะดีมาก

วิธีการเตรียม น้ำดื่ม ในภาวะวิกฤตน้ำท่วม
1.กรองน้ำที่หาได้ กรอกลงขวดให้ได้ประมาณ 3 ใน 4 ขวด
2.เขย่าแรงๆ อย่างน้อย 20 ครั้ง ให้อากาศ (ออกซิเจน) ผสมกับน้ำให้ทั่ว
3.เติมน้ำให้เต็มขวด ปิดฝาแน่นสนิท
4.วางขวดในแนวนอน ตากแดดตามข้อ 4 ข้างบนทิ้งไว้ อย่าพยายามขยับขวดโดยไม่จำเป็น เพื่อให้ออกซิเจนไม่แยกตัวจากน้ำ ตากแดดโดยใช้เวลา
- 2 ชั่วโมงถ้าแดดจัด พื้นที่วางเป็นโลหะและน้ำค่อนข้างใส
- 6 ชั่วโมงบนพื้นกระเบื้องหรือซีเมนต์
- 2 วันถ้ามีเมฆมาก


ถ้าฝนตกตลอดแดดไม่ออกเลย ให้รองน้ำฝนดื่มแทน น้ำในขวดดังกล่าวนำไปดื่มได้เลย หรือจะเก็บไว้ดื่มในภายหลังก็ได้ แสงแดด ความร้อน และออกซิเจนจะทำปฏิกิริยากันฆ่าเชื้อโรคทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และพยาธิ 99.9% แต่อาจจะมีสาหร่ายเซลเดียวซึ่งทนรังสียูวีและความร้อนซึ่งอาจจะจับตัวเป็น ตะไคร่น้ำในขวดได้ถ้าเก็บขวดไว้นาน แต่น้ำที่มีสาหร่ายเหล่านี้ไม่มีอันตรายต่อผู้ดื่มทั่วไปที่มีภูมิคุ้มกันปกติ


สามารถดูวีดีโอ วิธีการเตรียม น้ำดื่ม ในภาวะวิกฤตน้ำท่วม ได้ในนี้ค่ะ
ที่มา : http://kungbueaty.blogspot.com/2011/10/blog-post_8098.html

กันลืม

ในโลกปัจจุบันที่มีแต่ความฉลาดล้ำนำหน้า ทุกอย่างดูรวดเร็วด้วยปลายนิ้วมือไปหมด ไม่ว่าจะเป็นโลกทางอินเทอร์เน็ต การสื่อสารผ่านมือถือ อีเมล์
เรียกว่าย่อโลกได้ทีเดียว แม้กระทั่งการเรียนการการสอน ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความรวดเร็วบนปลายนิ้วมือได้ และสิ่งที่ตามมาก็คือความร้อนทั้งกายและใจ
หากสังเกตุให้ดีคนรุ่นใหม่จะพูดเร็วคิดเร็วทำเร็วมาก จนบางครั้งผู้เขียนแทบจะฟังและคิดตามไม่ทัน
เหมือนกับเพลงสมัยก่อน คนรุ่นนั้นจะฟังเนิบนาบสำนวนคมชัด แต่รุ่นหลังๆนี้ต้องมีเสียงแอบเสียงโย้วๆๆด้วย ก็ต้องปรับตัวกันไป เพราะทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลง เป็นไปตามหลักอนิจจังหรือความไม่เที่ยง ไม่งั้นทั้งท่านผู้อ่านและผู้เขียนยังคงนอนในเปลดูดนมให้แม่ไกวและเห่กล่อมอยู่นั่นแหละ
เจ้าคำว่าอนิจจังหรือแปลว่าสิ่งไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่รู้กันมาช้านานแสนนานแล้ว แต่ผู้คนก็ยังกลัวกับคำๆนี้มาก ตัวอย่างอนิจจังก็ แก่ เจ็บ ตายและก็เกิด
บางคนกลัวแก่จนเที่ยววิ่งไปหาหมอศัลยกรรมพลาสติคดึงหน้าจนหมอร่ำรวยไปตามๆกัน และมีบ้างเหมือนกันที่ไปทัวร์ทำหน้าถึงเกาหลีใต้โน่น
แต่ที่หมอศัลยกรรมกลัวหลังผ่าตัดดึงหน้าให้คนไข้ที่คนไม่ค่อยรู้ ก็คือหมอดึงให้ไปแล้วกลัวว่าปากของคนไข้จะเบี้ยวไหม เพื่อนผู้เขียนซึ่งเป็นหมอศัลยกรรม เคยรำพึงให้ฟัง
ความกลัวอนิจจังที่เกียวคำว่าแก่ ยังทำให้ครีมหน้าเด้งที่โฆษณาว่าทาแล้วดึ๋งดั๋งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แม้กระทั่งเคยมีอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กระทรวงที่ตัวเองดูแลอยู่ผลิตขายซะงั้น ถ้ายังจำกันได้
ที่ทุกคนกลัวอนิจจัง เพราะไม่รู้จักความเป็นจริง แล้วก็มักจะพูดว่าตัวเองแก่แล้ว แต่อย่าไปบอกเขาหรือเธอว่าแก่เชียวนะ ความหมองใจจะมาเยือนโดยฉับพลัน ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
บางคนก็ยอมรับคำว่าแก่แสลงหูนะ และก็พูดว่าแก่เป็นคำหยาบคาย อย่าพูดอีกเลย อย่างโลกๆเขาเรียกว่าปากอย่างใจอย่าง
ไม่ต้องไปหาหรอกครับคนที่ปากตรงกับใจ นอกจากศรีธนญชัยที่มักหาทางออกแบบเฉไฉ แต่คนกลับหาว่าฉลาดนักหนา
หลายๆท่านอาจสงสัยว่าทำไมคนถึงกลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตายกันนัก เพราะคนเราล้วนแต่จะต้องเกิดแก่เจ็บตาย ไอ้ที่ไม่ค่อยกลัวกันนักก็คำว่าเกิดนี่แหละ เพราะมันมีความอร่อยในการเกิดเป็นของแถม พอแก่และเจ็บหรือตาย ผลัดคิวให้คนอื่นไปเสียอย่างงั้น ถ้าผลัดได้
บ้างก็จะพูดว่าอย่าให้ตายแบบทรมานเลย ขอตายแบบปุ๊บปั๊บด้วยเถอะ มันขอกันมาจนเคยตัวก็เลยขอไอ้โน่นไอ้นี่อยู่ร่ำไป
ขอ ขอ ...และก็ขอ จนลืมไปว่าขออะไรบ้าง ไม่เชื่อไปดูตามศาลเจ้าหรือวัดจีนตอนตรุษจีนสิ มีใครไม่ขอบ้าง
พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งการขอเลย แต่เป็นศาสนาที่สอนให้ทุกคนพึ่งคนที่สมควรจะพึ่งได้ที่สุด นั่นก็คือการพึ่งตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน ยากดีมีจนอย่างไร ก็ต้องพึ่งตนเอง เพราะทุกคนล้วนเกิดมาแล้วมีความทุกข์กันทั้งนั้น
จนก็ทุกข์แบบจน รวยก็ทุกข์แบบรวย เด็กก็ทุกข์แบบเด็ก แก่ก็ทุกข์แบบแก่
การพึ่งตนเอง ดูเหมือนจะฟังแล้วดูง่ายนะ แต่จริงๆแล้วมันยากไม่ใช่เล่น เพราะคนเราเกิดมาต่างต้องอาศัยกันเกิด อาศัยกันอยู่ มาตลอด ไอ้ที่จะไปบอกให้พึ่งตนเองมันไม่รับหรอก มันเป็นอย่างนี้กันมานานแสนนานแล้ว
นานเสียจนคนลืม ลืมที่จะพึ่งตนเอง เพราะพึ่งคนอื่นมันสบายกว่า อาศัยมีปัญญาทางโลกดีกว่า ก็พึ่งพาคนอื่นได้มากกว่าแล้วก็ค่อยๆลืมการพึ่งตนเองไปเรื่อยๆ ซึ่งธรรมชาติให้สัญชาตญาณในการพึ่งพาตนเองกันมามากแล้ว แต่ก็ไม่ใช้สัญชาตญาณนี้กันจนลืม
จะเห็นได้จากแอดรีนาลีนที่เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกจากต่อมหมวกไตในคนเวลาตื่นเต้น หรือจะหนีอะไรก็ตาม โอ่งทั้งใบยังเห็นมีคนแบกหนีไฟได้เลย ทั้งๆที่เวลาปกติไม่สามารถทำเช่นนั้ได้ นี่แหละธรรมชาติอันยิ่งใหญ่
เหมือนธรรมญาณในตัวเรา ที่รอวันถูกปลุกขึ้นมาจากการฝึกฝนใจของเราเองให้กลับไปสู่สภาวะปกติ รู้รอบตามความเป็นจริง
รู้ความจริงในอริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หรือเรื่องแห่งทุกข์ทั้งปวง รู้ความจริงในไตร ลักษณ์ หรืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ทนได้ยาก ทุกอย่างไม่มีตัวตนให้ยึดถือทั้งสิ้น
ทุกวันนี้คนเรามัวแต่ยุ่งกับงานที่ทำไม่รู้จักเสร็จ รีบ เร่ง ร้อน ปัญหามีร้อยแปดพันเก้า มัวแต่นั่งแก้ปัญหาไปวันๆ
เดี๋ยวก็เช้าแล้ว เดี๋ยวก็เย็นแล้ว แต่ผู้คนมักไม่เคยมองหาต้นตอของปัญหาหรืองานที่ไม่รู้จักเสร็จสักที มัวแต่เป็นมดงานแสวงหาวัตถุอยู่เรื่อยไป
และมักจะพูดคำว่าว่างๆ...แล้วเจอกัน กินข้าวกัน คุยกัน แต่ไม่เห็นจะมีวันว่างสักที
แล้วไอ้ที่ว่างๆก็ไม่ชอบ กลับไปชอบแต่วุ่นๆ หาอะไรตื่นเต้นใจ แปลกตาดู หูฟัง แต่พอถามถึงนั่งสวดมนต์ นั่งสมาธิ ก็มามุกเดิมอีกนั่นแหละ ว่างๆ...
ว่างๆ...เรามาวางกันเถอะครับ วางโทรศัพท์มือถือลง อ่านแก่นธรรมเสร็จแล้ววางเน็ทปิดเครื่อง สลัดใจให้หายมึนงงจากอารมณ์ทั้งปวง จะเอากริยาอาการใดเป็นองค์กรรมฐานก็ได้
มาทำใจให้สงบ ให้มีกำลังกัน ร่างกายจะมีกล้ามเนื้อก็ต้องออกกำลัง ใจจะมีกำลังก็ต้องทำให้มันสงบ ให้มีอารมณ์หนึ่งอารมณ์เดียว ทิ้งทุกอย่างที่รีบ เร่ง ร้อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย รวย จน อดีต อนาคต เหลืออยู่แต่ปัจจุบันขณะที่อาการกิริยาหรือลมหายใจเข้าออก
ไม่ว่าจะสำนักไหนก็ตาม เลือกเอาสักอย่างหรือสักหลักหนึ่ง หรือจะนั่งสวดมนต์ก่อน แล้วเดินจงกรม ก็เป็นหลักของครูบาอาจารย์อยู่แล้ว เพื่อให้ใจสงบรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่รีบไม่ร้อน
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ฝนทั่งให้เป็นเข็ม ยังมีสำนวนนี้ ไปให้สุดขุดให้ถึง ก็ยังมีสำนวนนี้ เพียงแต่อยู่ในปัจจุบันขณะให้มันว่างจริง
ไม่ใช่ว่างๆ...ที่สักแต่ว่าพูดไปวันๆ แล้วคุณจะไม่นึกเสียใจเลยว่าเกิดมาทำไม การพึ่งพาตนเองเท่านั้นที่จะไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ เอวัง
ธรรมะสวัสดี

ข้อความดีๆจาก Club Friday

1. คนที่พยายามเข้มแข็งทั้งที่ยังอ่อนแอ มักจะได้แผลที่ใหญ่กว่าเดิม

2. อยู่กับความจริง ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเห็น อย่ามองแค่สิ่งที่เราอยากมอง อย่าฟังแต่สิ่งที่เราอยากฟัง

3. จบแบบเจ็บ ๆ ดีกว่า เจ็บแบบไม่มีวันจบ

4. ก่อนจะมีรัก ให้เชี่ยวชาญการเป็นโสดเสียก่อน..

5. ไม่รักก็อย่ากั๊กไว้ ... ถ้าไม่ใส่ใจก็อย่าให้ความหวัง

6. หลาย ๆ ครั้ง เรามองข้ามคนใกล้ ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ...!!!... เค้าหายไป ถึงได้รู้ว่า ที่ผ่านมาเราน่าอิจฉาแค่ไหน..ที่ได้หัวใจเค้ามา...

7. บางครั้งเราเลือกจำ และฟังในสิ่งที่เราอยากให้เป็น

8. บางสิ่งมีค่าพอให้หยุดมอง แต่ไม่มีค่าพอให้ย้อนเดินกลับไป

9. ความรักไม่ใช่ถั่วงอก ... ที่เพาะไม่กี่วันก็กินได้..

10. ได้ยินคำเลว ๆ จากคนที่รัก ดีกว่าได้ยินคำว่ารักจากคนเลว ๆ

11. อยากได้แต่ไม่กล้าขอ อยากรอแต่ไม่กล้าหวัง ...ไม่มีใครไม่เคยเป็น..

12. บางคนขาดเค้าก็กลัวเหงา ลืมดูไปว่าบ่อยครั้งอยู่ใกล้เค้ากลับเหงากว่า..

13. ความรักไม่ใช่รางวัลของความดี อย่าคิดว่าหนูทำดีต่อเค้าตลอดแต่ทำไมเค้าไม่รัก เพราะคนดีกับคนที่รักอาจเป็นคนละคน

14. เราเข้าใจผิดว่าเลิกทั้งที่ยังรักกัน จริง ๆ อาจมีแต่ฉันที่รักเธอข้างเดียว

15. เจอฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูฝน ไม่นานมันก็ต้องผ่านไป แต่ฤดูอกหัก คิดถึงทีไร แย่เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

16. บางสถานการณ์ ความอดทนอาจจะให้ผลตรงกันข้าม ยิ่งอดทน ยิ่งแพ้หรือเปล่า ไม่ทนเสียบ้าง บางทีชีวิตอาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่

17. คนบางคนก็เห็นแก่ตัวเกินกว่าจะเห็นแก่เรา อย่ามัวถามว่าทำไมต้องใจร้ายกับเราในวันที่เค้าอยากไปกับคนอื่นแล้ว

18. มีบางคนบอกว่า ชีวิตนี้ไม่บอกเลิกใคร...ฟังดูดี....แต่การไม่บอกเลิกใคร เขาแค่ไม่พูด แต่เขา ทำ ..

19. สุขทุกข์ต่างกันที่วิธีคิด แค่อย่าไปยึดติดอยู่กับความรู้สึก

20. การถอนหายใจ ไม่ได้แปลว่าหมดกำลังใจ แต่มันหมายถึงการพ่นเอาความเศร้าเล็ก ๆ ออกจากความคิด..

21. ถ้าคุณเจอคนที่รู้สึกว่า "ใช่" อย่าเพิ่งรีบใส่คำว่า "รัก"

22. บางคนอยู่สวย ๆ บนหิ้ง เค้าไม่ทิ้งแต่ก็ไม่ดูแล....

23. คนไหนเป็นของเรา จะเหวี่ยงกันไปไกลแค่ไหนก็เป็นของเรา แต่ถ้าไม่ใช่ ต่อให้พยายามแทบตาย ก็ไม่ได้ใกล้กันซักที

24. ความรู้สึกดี ๆ ที่มอบให้ ถ้าเขาไม่อยากได้ ,, ก็เอามาใช้เองสิ จะไปยากอะไร

25. บางคู่สมกันจริง ๆ คนหนึ่งทำร้ายจิตใจอยู่นั่น อีกคนให้อภัยอยู่นั่น

26. อะไรอยู่ใกล้ไปดูไม่สำคัญ ตัวเราอยู่กับเราตั้งแต่เกิดกลับให้คุณค่าคนอื่นมากกว่าจนมองข้ามตัวเอง

27. "เหตุการณ์" ไม่ได้ซ้ำเติมเรา แต่ "วิธีคิดของเรา" ซ้ำเติมตัวเอง..

28. องค์ประกอบหนึ่งของความรักคือความใส่ใจ ถ้าส่วนนี้หายไปยังจะเรียกว่า "รัก" อยู่หรือเปล่า??

29. เป็นแฟนไม่ได้...บางทีก็ยากทำใจจะให้เป็นเพื่อน เธอคงหาว่าฉันใจแคบ ...เอ้าาา แคบ ก็ แคบ ถ้าไม่แคบจะมีเธอยู่ในนั้นได้เพียงคนเดียวหรือ???

30. เธอเคยฝืนใจรับใบปลิวที่แจกตามหน้าห้างสรรพสินค้า เพราะเกรงใจคนแจกมัน และบางทีอาจมีคนรับความรักของเธอไป เพราะเหตุผลอย่างเดียวกัน สุดท้าย...เขาก็ทิ้งมัน เหมือนกับที่เธอทิ้งใบปลิวนั่นแหละ

31. บางที มันเป็นเส้นบาง ๆ ระหว่าง "เจ้ากรรมนายเวร" กับ "สามี"

32. บางทีการที่มีคน ๆ หนึ่งบอกเราว่า "เคยรักนะ แต่วันนี้ไม่รักอีกแล้ว" มันยังเข้าใจได้มากกว่า ที่จะบอกว่า "เธอดีเกินไป" / "ฉันอยากอยู่คนเดียว"...ทำไม รู้สึกตัวตอนนี้หละ ทีตอนนั้น ไม่เห็นอยากอยู่คนเดียวเลย..

33. การคบใครที่ดีที่สุดให้ชีวิตไม่ได้แปลว่าคบหลายๆคน แล้วค่อยเลือกให้เหลือคนเดียว เพราะถ้าเกิดเราโดนทำแบบนี้บ้างเราคงไม่ชอบเหมือนกัน

34. คนสองคนไม่ต้องรักมาก ขออย่าเข้าใจกันยากก็พอ...

35. คำ..."อธิบาย"ชอบเอามาใช้ในวันที่ไร้ประโยนช์
คำ..."ขอโทษ" ชอบเอามาใช้ในวันที่....สาย
คำว่า..."รัก "ชอบเอามาพูดกั๊ก...ตอนมัน"เสียดาย"
และคำพูด....อีกมากมาย ที่เอามาล่อให้กลับไป อยู่ในคอกควายเช่นเดิม!!

ผู้นำ-ผู้ตาม

ได้อ่านบทความช่วงระยะนี้มากเกี่ยวกับน้ำท่วม แต่แทบจะทุกบทความมักจะสรุปให้ฟังว่า สิ่งทั้งหลายที่เราได้เผชิญอยู่ในขณะนี้ล้วนแล้วแต่เกิดจากฝีมือของพวกเรากันเองทั้งนั้น โดยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่เรียกว่าของฟรีที่เกิดขึ้นเอง เพราะความอยากสบายแต่เพียงอย่างเดียว
สบายแม้กระทั่งลำบากไม่เป็นหรือแทบจะเขียนคำว่าลำบากกันไม่ได้ แต่ทุกท่านที่เป็นเจ้าของบทความก็ยังมีข้อสรุปตรงกันคือ นี่เป็นเพียงบทเรียนที่ให้ทุกคนได้รู้ว่าผลของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติเป็นเช่นไร และขอให้ทุกคนสงบใจ รวมทั้งเรียนรู้ธรรมชาติที่ควรรักษา และรู้จักคำว่าพอทั้งปากและใจ ไม่ใช่ปากไปทางใจไปอีกทาง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ยาก หากพิจารณาคำว่ากิเลสมนุษย์
อำนาจทำลายล้างสูงสุดนี้เองเกิดมาจากมนุษย์ แม้กระทั่งภัยพิบัติครั้งนี้
ท่านอาจารย์นิติภูมิ นวรัตน์ได้คุยกับทางเจ้าหน้าที่กรมชลประทานท่านหนึ่ง( เพราะฟังไม่ค่อยได้ยินนักจึงจำชื่อท่านไม่ได้ ต้องขออภัยท่านด้วยนะครับ )ว่าน้ำที่ท่วมกรุงเทพฯตอนเหนือส่วนหนึ่งเกิดจากคนกลุ่มหนึ่งไปดึงกระสอบทรายหรือคันกั้นน้ำที่เขาสร้างไว้ น้ำก็เลยทะลัก ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหลังผ่านภาวะภัยพิบัติแล้ว จะสนใจกลุ่มบุคคลนี้หรือไม่ เพราะท่านอาจารย์ได้พูดว่าทำให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์หรืออื่นๆเป็นจำนวนมาก และท่านยังพูดต่อไปว่าเป็นเพราะการเมือง ได้ฟังแล้วรู้สึกสงสารและสังเวชใจ
สงสารพี่น้องที่ถูกน้ำท่วมและสังเวชใจผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมเพราะถูกกระทำจากคนร่วมชาติในประเทศสารขันธ์นี้ ถ้ามันจริงอย่างที่ท่านอาจารย์เล่าให้ฟังผ่านทางทีวี
"ยาพิษที่ร้ายแรงมากที่สุดในโลกยังร้ายไม่สู้ใจคน"สำนวนในหนังจีนเรื่องหนึ่ง หากมาพิจารณาตามความเป็นจริงแล้วจะรู้ว่าเป็นสัจธรรม เพราะยาพิษจะร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม หากไม่มีคนลอบวางยาให้คนอื่น มันก็ไม่มีพิษสงอะไรเลย ยาพิษบางอย่างยังมีคุณมาก ดังที่เขานำมาใช้ทำยารักษาโรคหัวใจก็หลายอย่าง เพียงแต่ใช้ขนาดที่น้อยและจำเป็น
ที่น่าสงสารพี่น้องในประเทศสารขันธ์ก็คือภัยพิบัติคราวนี้เป็นเพียงโรงเรียนฝึกงานให้ผู้นำบางคนและผู้ตามบางคนที่ต้องเรียนรู้ ผู้เขียนเองก็เช่นกันที่ต้องเรียนรู้ เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้และสภาวะแบบนี้ แต่ยังแอบเชียร์ผู้นำในหลายส่วนงานที่พยายามช่วยกันแก้ไขโดยสุจริต และไม่อยากให้ผู้ตามวิ่งวุ่นไปคนละทิศคนละทางและร้องแต่ว่าของกูๆเพราะห่วงในทรัพย์มากเกินไป จนลืมนึกถึงชีวิต
ในสมัยโบราณยังมีสำนวนหนึ่งว่า"ตัดอวัยวะรักษาชีวิต" ก็เลยอยากจะพูดให้ฟังต่อกันไป ให้พี่น้องทั้งหลายโปรดตั้งสติและพิจารณาคำพูดเช่นนี้ให้ดี
การแก้ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่ของง่าย เพราะล้วนแล้วแต่มีผู้ที่จะเสียหายในแทบทุกทางออกหรือคำตอบ และเป็นโจทย์ที่ตอบยาก แถมโจทย์ยังมีคำถามเปิดว่า"จะทำอย่างไรดี"
แม้จะมีผู้ช่วยตอบโจทย์นี้กันมาก แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือไม่กับโจทย์ ที่มีผู้ตั้งเป็นพลังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ที่จะให้บทเรียนราคาแสนแพงแก่ผู้คนในประเทศสารขันธ์นี้และยังรวมทั้งประเทศทั่วโลกที่มีผู้ตั้งโจทย์รอคำตอบคนเดียวกัน
การหลงโจทย์ของผู้ตอบคำถามคือการประเมินที่หาหลักที่จะคาดการณ์ไม่ได้ ยิ่งทำให้การหาคำตอบให้แก่โจทย์นั้นยากยิ่งขึ้น
แม้ในประเทศสารขันธ์นี้ ที่มักจะมีคนกล่าวว่าตัวเองรู้ แต่พอถึงระยะเวลาหนึ่งความรู้นั้นมันจางหายไปอย่างรวดเร็ว จนคนฟังคำตอบของผู้ตอบเกิดอาการ"งง" และหลงทางไปกันใหญ่
ผู้ฟังบางคนก็ไม่ฟังอะไรเลย มัวแต่สนใจว่ากูจะเอาอย่างนี้ ยิ่งทำให้ภาวะเช่นนี้ไร้เสถียรภาพหรือเรียกแบบชาวบ้านได้ว่า"มั่ว"กันได้อย่างเต็มปาก
มั่วทั้งผู้ที่จะช่วยเหลือและผู้ที่รอคอยความช่วยเหลือ ดังที่ท่านผู้อ่านได้เห็นมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว
ผู้ตามก็จะมีอาการเหมือนปลาช่อนถูกทุบหัวก่อนที่จะนำมาขายในตลาดสด ที่ดิ้นพราดๆจนดูน่าสงสาร กระทั่งคนดูหลายคนจึงซื้อปลาช่อนไปปล่อยก็มี
สิ่งหนึ่งที่พระพุทธศาสนาสอนให้ตอบโจทย์ทุกๆเรื่องได้อย่างชัดเจน เพียงแต่คนอ่านหรือคนฟังสนใจจะเอาใจใส่ที่จะอ่านและฟังหรือไม่ และนำเอามาเป็นหนทางแห่งความรู้หรือเปล่า ที่เรียกว่าสุตมยปัญญาหรือปัญญาที่เกิดจากการอ่านและฟัง จินตมยปัญญาหรือปัญญาที่เกิดจากคิดพิจารณาอย่างมีเหตุผลและยังต้องอาศัยปํญญาที่เกิดจากการกระทำให้มีขึ้นและเป็นขึ้น หรือได้แก่ภาคปฎิบัติที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา แต่ปัญญาทั้งหลายต้องเป็นสัมมาปัญญาหรือปัญญาอันเกิดจากการรู้ถูก
ไม่ใช่ปัญญาที่เกิดจาการรู้ผิดที่เรียกว่ามิจฉัปปัญญาหรือมิจฉาปัญญา ( รายละเอียดโปรดหาอ่านได้จากกระทู้จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ในเว็บthammasatu.comในพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกที่อ่านง่ายและลึกซึ้งอย่างยิ่ง )
ถ้าผู้ตามได้พิจารณาหลักของพระพุทธศาสนาจนเห็นความจริงแล้ว อาการเหนื่อยใจหรือเครียดก็จะคลายลง และเมื่อพิจารณาในเรื่องของวิบากกรรมที่หนูมะลิได้ยกมาเขียนให้อ่านในตามหาแก่นธรรม 208ตอนwake up ได้ตรึกตรองให้ดี อย่างน้อยสติก็จะกลับคืนมา สตินี้รวมไปด้วยสัมปชัญญะที่เป็นปัญญาขั้นต้นที่หมายความรวมกันได้ว่ามีความรู้ตัวระลึกได้ว่าทำอะไรและจะทำอะไรต่อไป
ในฐานะผู้ตามก็ต้องปล่อยให้ท่านผู้นำได้บริหารจัดการรับมือกับภัยพิบัติตามภาระหน้าที่ของท่านอย่างสงบ และต้อง เตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในระยะกระชั้นชิด รวมทั้งยอมรับผลของเหตุต่างๆอย่างสงบและนิ่งเฉย
เพราะสุดท้ายทุกอย่างมันก็จะผ่านไปตามหลักพระไตรลักษณ์ คือเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป
ไม่ว่าท่านจะอยู่ในภาวะผู้นำหรือผู้ตามก็ช่างเถอะ แต่ถ้าท่านมีสภาวะธรรมสู่ศีล สมาธิ ปัญญาแล้วท่านจะเป็นผู้นำและผู้ตามในคนเดียวกัน
หากท่านมีปัญญามากแล้วจนเกิดปัญญาที่เรียกว่าวิปัสสนาปัญญาหรือรู้เกิดรู้ดับแล้ว เรื่องทั้งหมดสามารถเรียกตามภาษาที่วัยรุ่นชอบพูดทางเน็ทว่าสุโค่ยที่น่าจะมาจากคำว่าสุโค่ย เด็สซุที่มาจากภาษาญี่ปุ่นว่าสุดยอดดดด.....แล้วปล่อยให้มันผ่านไป เอวัง

อั้นกรรม

ได้อ่านตามหาแก่นธรรมมานาน เห็นเขียนมาให้อ่านในเรื่องของกรรม แล้วได้ตามไปอ่านหัวข้อกระทู้เรื่องการแก้กรรม...แก้ได้จริงหรือในเว็บธรรมะสาธุ ก็ได้แง่คิดดีๆมาก อ่านแล้วรู้สึกเห็นภาพที่มาที่ไปของตัวเราตัวเขาและอื่นๆขึ้นอีกเยอะ
สิ่งที่เคยสงสัยมาในอดีตก็รู้สึกบางเบา นี่กระมังที่เรียกว่าอวิชชาที่แปลว่าความมืดบอด ความโง่หรือความไม่รู้ที่ปกคลุม
ขอขอบคุณนักเขียนทุกท่านที่ช่วยจุดเทียนให้แสงสว่างในจิตใจ อย่างน้อยก็สว่างเย็นนะคะ แล้วรู้ว่าตัวเองไม่ได้ล่องลอยเหมือนสัมภเวสีหรือจิตหรือวิญญาณที่หาที่เกิดยังไม่ได้ รู้ว่าเรายังมีความหวังในตัวของเราเองได้ รู้ว่าเราต้องพึ่งพาตนเองเท่านั้นในยามจำเป็น รู้ว่าเราต้องอาศัยกันอยู่ รู้ว่าเราต้องแบ่งปัน รู้ว่าเราต้องสงบจิต รู้วาเราต้องสงบกิเลส
หากเป็นไปได้ต้องละหนทางแห่งกิเลสทั้งหลาย จึงจะเห็นแสงสว่างที่แท้จริง จึงจะสงบร่มเย็นที่แท้จริง ที่เป็นความสงบและเกิดความสุขจากภายใน และที่สำคัญต้องรู้จักพออย่างเข้าถึง ไม่ใช่แค่เข้าใจ
หากรู้จักพอในระดับนั้นแล้ว เราจะเข้าถึงคำว่าสันโดษหรือพอใจในสิ่งที่เรามี และพอใจในสิ่งที่เราเป็น ไม่อยากได้หรืออิจฉาใครที่เขามีเขาเป็นอะไรที่ดีกว่า หากใจเราดีพอแล้ว สื่งที่ตามมาอย่างน้อยเราก็ทุกข์ลดลง
มาวันนี้มีปัญากับน้ำท่วมกับเขาเหมือนกัน แต่ไม่ได้อยากทันสมัยเหมือนใครๆนะคะ แต่มันมาเองมากับแรงน้ำที่เราเห็นกันมาหลายเดือน เพื่อนๆหลายเคยบอกว่าเห็นน้ำเห็นข่าวแล้วจะ อ๊วกเพราะเครียด
ตอนแรกผู้เขียนก็มีอาการเหมือนเพื่อนๆคือเครียด แต่พอได้อ่านตามหาแก่นธรรมมาหลายตอนก็เลยเข้าใจตามคำสอนของท่านว.วชิรเมธีที่ว่าปล่อยไม่ลง ปลงไม่ได้ เย็นไม่เป็น เท่ากับตายผ่อนส่ง
นอกจากนี้ยังมีคำสอนดีๆอีกมากมายที่ท่านผู้เขียนยกคำสอนของครูบาอาจารย์มาให้อ่านกัน พออ่านมานานก็เลยอยากเขียนมาบ้างค่ะตามที่ท่านสะมะชัยโยชวน
จากที่อ่านตามหาแก่นธรรมก็เชื่อว่ากรรมทั้งหลายที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนให้เหล่าพุทธบริษัททั้งหลายเป็นจริงทุกประการว่า กรรมเป็นของตัวเอง กรรมที่ทำดีก็ได้ดี กรรมที่ทำชั่วก็ได้ชั่ว(กุศลและอกุศลกรรม) กรรมแสดงผลเป็นวิบากกรรมตามมาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
นอกจากนี้ยังมีกรรมหนัก กรรมเบา กรรมก่อนตายหรืออสัณกรรมที่จะส่งผลมากมายที่ครูบาอาจารย์กำชับกันนักหนาว่าสำคัญเพราะจะส่งผลไปถึงชาติหน้าให้ไปเกิดเป็นอะไร หลุดพ้นได้หรือไม่
ครูบาอาจารย์บางท่านยังสอนต่อไปอีกว่าที่ท่านฝึกกันมาทั้งชีวิตก็เอามาใช้ก่อนตายในช่วงเวลาอันสั้นแค่ช้างสะบัดหูงูแลบลิ้นนี่แหละ แม้กระทั่งการบรรลุธรรม
ดังเช่นหลวงปู่พุทธทาส หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่ท่านพร้อมแม้กระทั่งนาทีสุดท้ายเป็นตัวอย่างให้พุทธบริษัทได้ตระหนักรู้
อนันตริยกรรมคือกรรมหนักที่ทำแล้วไม่สามารถบรรลุธรรมไม่ได้เลย ซึ่งเริ่มตั้งแต่ทำร้ายให้พระพุทธองค์ถึงขั้นห้อพระโลหิต ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ทำให้พระสงฆ์แตกแยก( รายละเอียดตามวิกิพีเดียด้านล่าง )
นอกจากนี้แล้วยังมีกรรมอื่นๆอีกหลายอย่างที่สามารถหาอ่านได้จากตามหาแก่นธรรมหรือจากเว็บธรรมสาธุที่กล่าวถึงในเรื่องนี้
กรรมนั้นเป็นคำกลางๆที่แปลว่าการกระทำ ถ้ากระทำกรรมชั่วก็มาจากเจตนาที่คิดชั่ว ผลของกรรมที่ตามติดไป ก็ส่งผลให้เป็นทุกข์ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ ส่วนกรรมดีก็มาจากเจตนาที่คิดดี ผลของกรรมดีที่ตามติดไปก็ส่งผลดีให้เป็นสุขเช่นกัน
ส่วนกรรมที่ไม่มีพิษมีภัยกับผู้กระทำเพราะขาดบุพพเจตนาหรือไม่ได้ตั้งใจ แม้จะทำให้คนอื่นเดือดร้อน เช่นโยนหินใส่หัวคนอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่รู้ว่ามีคนอยู่ ไม่ได้ติดตามผล แต่ทำให้เขาหัวแตกเป็นต้น แต่ควรต้องระมัดระวังและพิจารณาว่าในขณะโยนก้อนหินจิตเป็นกุศลหรืออกุศลด้วย
สำหรับการกระทำของพระอรหันต์ท่านไม่มีกุศลจิตหรืออกุศลจิต ท่านมีแต่กริยาจิตดวงเดียว การกระทำของท่านจึงไม่ได้เป็นกรรมหรือมีวิบากที่ส่งผลให้รับต่อไปในภายหลังซึ่งเรียกว่าอัพยากฤต
โดยสามัญบุคคลทั้งหลายย่อมทำกรรมด้วยจิตที่เป็นกุศลหรืออกุศล หรือจะเรียกว่ากุศลเจตนาและอกุศลเจตานา เจตนานั้นย่อมเป็นเหตุให้กรรมทั้งหลายไม่ว่าดีหรือชั่วสมบูรณ์
ในสภาวะภัยพิบัติ ผู้ประสบภัยไม่ว่าใครก็ตามย่อมต้องเคยก่อกรรมโดยเจตนาร่วมกัน จึงส่งผลหรือวิบากกรรมนั้นมาให้หรือถึงพร้อมกันในขณะนี้
การเบียดเบียนกันในขณะนี้ก็เป็นกรรมใหม่ที่จะส่งผลให้ผู้ก่อกกรมในอนาคตไม่ว่าจะเบียดเบียนในรูปแบบใด อย่างเช่นในญี่ปุ่นหลังสึนามิ สินค้ารารถูกลง เพราะผู้ค้ามีกุศลเจตนา ผิดกับในเมืองไทย แม้อยู่ในภัยพิบัติ ราคาสินค้ายังแพงขึ้นมาหลายเท่าตัว แม้ผู้ค้าจะหาซื้อสินค้ามาในราคาต่ำกว่ามาก ที่เรียกว่าเป็นการค้ากำไรเกินควรอันเกิดจากกอกุศลมูลคือ ความโลภ โกรธ หลง หรือความอยากได้ในทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่คำนึงถึง ความโกรธที่เกิดมาจากความกลัวที่ได้ราคาน้อยไป และความหลงในทรัพย์ที่เกิดจากการเบียดเบียน อบายหรือที่หาความเจริญไม่ได้จึงเป็นภพภูมิของเขาเหล่านั้น
การกักตุนสินค้าเพื่อเบียดเบียนก็เป็นอกุศลกรรม การกักน้ำและการปล่อยน้ำโดยอกุศลเจตนาก็ย่อมเป็นอกุศลกรรม เพื่อให้ตนได้ประโยชน์และเบียดเบียนผู้อื่น
อกุศลกรรมที่ทำไว้ต่อเนื่องโดยเจตนาอยู่เรื่อยๆหรือเป็นประจำ แม้กระทั่งกรรมที่ทำ แต่เพียงครั้งเดียว แต่การกระทำนั้นกินใจหรือประทับใจอย่างรุนแรง จึงทำให้นึกถึงอยู่บ่อยๆและเมื่อนึกถึงก็ประหนึ่งหรือเสมือนทำลงไปก็เรียกว่าเป็นอาจิณณกรรม
อาจิณณกรรมนี้ก็จะส่งผลให้บ่อยๆหากเป็นกุศลกรรมก็จะสงบร่มเย็น หากเป็นอกุศลกรรมย่อมร้อนรุ่มแผดเผาใจอยู่เป็นนิจหรือเป็นประจำ ในภาษาของผู้เขียนเรียกว่าอั้นกรรม ทำเรื่อยๆทำบ่อยๆ แล้วกรรมนั้นก็สะสมส่งผลให้ผู้ก่ออยู่บ่อยๆ เหมือนน้ำที่กักเอาไว้บ่อยๆนานๆ เมื่อหลุดออกมาย่อมผลรุนแรงและต่อเนื่องเพราะสะสมกำลังมานาน
ท่านทั้งหลายที่ประสบภัยพิบิหากคิดว่าเราได้ใช้กรรมเก่าไปแล้วไม่ก่ออกุศลกรรมใหม่อีก ทำจิตให้เป็นกุศลหรือมีแต่เจตนาดี จนใจสงบละความชั่วทั้งหลาย ประพฤติดี ทำจิตใจให้ผ่องแผ้วได้ ท่านย่อมทุเลาแก่ทุกข์ทั้งหลายจนถึงหายไปหมด เพราะเราล้วนแต่เห็นทุกข์เป็นผล และเห็นเหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์ทั้งหลายดังเช่นอกุศลกรรมหรือกรรมชั่วทั้งหลาย ใจย่อมอยู่เป็นสุข
เพื่อเปิดประตูสู่หนทางสู่ความสะอาด สงบ สว่าง ตื่นรู้ที่เรียกว่าหนทางสู่พุทธธรรม ส่วนผู้ก่ออกุศลกรรมเป็นอาจิณย่อมส่งผลให้เกิดอสัณกรรม มีนรก เปตร อสูรกาย เดรัจฉานเป็นที่หมาย
มาถึงบรรทัดนี้แล้วรู้สึกสบายใจแม้จะถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกหลอกลวง ถูกโกหก ถูกรังแก ถูกภัยพิบัติ เมื่อเข้าใจในกรรมแล้ว ก่อแล้วชดใช้แล้วไม่ทำอีกในกรรมชั่วนานาประการ
เห็นปัจจุบันเป็นโอกาสในการฝึกใจใ้แข็งแรง ให้สงบ ใ้ห้สะอาด และให้สว่าง
นี่แหละตรงกับคำพูดที่ชาวโลกชอบพูดกันว่าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เห็นทุกข์แล้วเห็นธรรม ไม่ต้องอั้นกรรมอีก อิทธิบาทสี่คือความพอใจในธรรม ความมุ่งมั่นในธรรม ความเพียรในธรรม และความใคร่ครวญธรรมทั้งหลายก็จะสามัคคีเกิดขึ้นเป็นหนทางสู่พระนิพพานโดยเริ่มต้นแห่งโสดามรรค โสดาผล ไหนเลยไม่น่ายินดีคะ เอวัง

ธรรมะสวัสดี

หนูเอง

หมายเหตุของผู้เขียน 1.ข้อความส่วนได้มาจากถามตอบสภาพของจิตกับกรรมของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
2. จากวิกิพีเดีย
2.1 กฎแห่งกรรม


กฎแห่งกรรม คือ กฎธรรมชาติ ข้อหนึ่ง ที่ว่าด้วยการกระทำ และผลแห่งการกระทำ ซึ่ง การกระทำและ ผลแห่งการกระทำนั้น ย่อมสมเหตุ สมผลกัน เช่น ทำดี ย่อมได้รับผลดี ทำชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว เป็นต้น
กรรมใดใครก่อ ตนเองเท่านั้นที่จะได้รับผลของสิ่งที่กระทำ
กรรมในปัจจุบันเป็นผลมาจากการกระทำในอดีต และกรรมที่ก่อไว้ในปัจจุบันเป็นเหตุที่จะส่งผลสืบเนื่องต่อไปยังอนาคต
กรรมดี-กรรมชั่ว ลบล้างซึ่งกันและกันไม่ได้
ถึงแม้ว่าการทำกรรมดีจะลบล้างกรรมชั่วเก่าที่มีอยู่เดิมไม่ได้ แต่มีส่วนช่วยให้ผลจากกรรมชั่วที่มีอยู่เดิมผ่อนลง คือ การผ่อนหนักให้เป็นเบา (ข้อนี้ อุปมาได้กับ การที่เรามีน้ำขุ่นข้นอยู่แก้วหนึ่ง หากเติมน้ำบริสุทธิ์ลงไปแล้ว มิสามารถทำให้น้ำขุ่นกลับบริสุทธิ์ได้ แต่ทำให้น้ำขุ่นข้นนั้นกลับเจือจางลงและใสยิ่งขึ้นกว่าเดิม)
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ [2]
2.2 อนันตริยกรรม
อนันตริยกรรม หมายถึง กรรมหนักที่สุด (ครุกรรม) ฝ่ายบาปอกุศล ซึ่งให้ผลทันที มี 5 อย่าง คือ
มาตุฆาต - ฆ่ามารดา
ปิตุฆาต - ฆ่าบิดา
อรหันตฆาต - ฆ่าพระอรหันต์
โลหิตุปบาท - ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ ขึ้นไป เช่น พระเทวทัตได้ทำร้ายพระพุทธองค์ ในสมัยพุทธกาล
สังฆเภท - ยังสงฆ์ให้แตกกัน ทำลายสงฆ์
อนันตริยกรรม 4 ประการแรก คือ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต และโลหิตตุปบาท จัดเป็นสาธารณอนันตริยกรรม คือ เป็นอนันตริยกรรมที่ทั่วไปแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ทั้งหลาย หมายความว่า บรรพชิตก็ทำได้ คฤหัสถ์ก็ทำได้
ส่วนสังฆเภท เป็นอสาธารณอนันตริยกรรม คือ เป็นอนันตริยกรรมที่ไม่ทั่วไป หมายความว่า ภิกษุคือบรรพชิตเท่านั้น จึงจักกระทำสังฆเภทอนันตริยกรรม นี้ได้
ในส่วนของโทษหนักเบา และลำดับการให้ผลก่อนหลัง ของอนันตริยกรรม เรียงลำดับจากแรงที่สุดลงไป ได้ดังนี้
สังฆเภทอนันตริยกรรม
โลหิตุปบาทอนันตริยกรรม
อรหันตฆาตอนันตริยกรรม
มาตุฆาตปิตุฆาตอนันตริยกรรม

ในสภาวเช่นนี้ คุณหนูเองยกข้อธรรมและข้อกรรมมาให้อ่านกัน รู้สึกดีเลยจึงผ่านให้ชาวชุมชนแก่นธรรม ชุมชนที่แบ่งปัน ชุมชนที่ไม่แก่งแย่ง ชุมชนที่ไม่มีอะไรจะต่อรองได้อ่านกัน เพราะเราเชื่อว่าไม่อั้นกรรม ขอบคุณคุณหนูเล็ก ว่างๆส่งมาอีกนะครับ

สะมะชัยโย

ประวัติวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เดิมชื่อเรียกกันว่า วัดสลักในหนังสือเก่าบางแห่งเรียกว่า วัดฉลัก ก็มีบ้าง วัดชะหลัก ก็มีบ้าง ทั้งสองชื่อหลังนี้คงจะเพี้ยน มาจากชื่อแรกมูลเหตุที่รียกว่า วัดสลัก นั้นสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ว่า “จะเป็นเพราะเมื่อแรกสร้างมีของสิ่งใดที่ทำด้วยฝีมือสลักผิดกับที่ทำเกลี้ยง ๆ เป็นสามัญในวัดอื่น คนทั้งหลายจึงเรียกว่า วัดสลัก มิใช่นามสำหรับวัดแต่เป็นวัดขนาดกลางมิใช่วัดเล็ก ๆ” แต่อีกความเห็นหนึ่งซึ่งเป็นคำเก่าเล่าต่อกันมาว่าวัดนี้แต่ก่อนนั้นมีพระภิกษุ ที่เป็นช่างฝีมือแกะสลักขึ้นชื่ออยู่มาก จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านพากันเรียกชื่อวัดตามเกียรติคุณ ดังกล่าวนั้น ว่า วัดสลัก ไปด้วย
วัดสลัก เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่จะเป็นวัดที่ท่านผู้ใดสร้าง และสร้างในเดือน ปีใด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีย้ายราชธานีมาจากอยุธยาแล้วมาตั้งอยู่ ที่กรุงธนบุรีได้กำหนดพื้นที่สร้างพระนครทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาวัดสลักก็ได้เข้าอยู่ในเขตพระนครด้วยจึงทรงยกฐานะเป็นพระอารามหลวงแต่มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงชื่อวัด
ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรด ให้ย้ายพระนคร มาตั้งทางฝั่งตะวันออก วัดสลัก อยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวัง คือ วังหลวงกับพระราชวังบวร คือ วังหน้า โดยเฉพาะพระราชวังบวรฯ นั้นขยายเนื้อที่ทางใต้ลงมากินเนื้อที่วัดสลักเข้าไปด้วยจึงโปรดให้ทำผาติกรรมเอาเนื้อที่ทางตอนใต้วัดให้แก่วัดเพื่อแลกเอาพื้นที่ตอนเหนือ ของวัดไป (บริเวณวัดสลักเดิมตอนใต้สุดเขตตรงหอระฆังและสระน้ำ ซึ่งเรียกว่าสระทิพยนิภา ปัจจุบันเป็นที่ตั้งตัวอาคารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ขยายมาถึงซอยศิลปากรปัจจุบันนี้) และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทได้ทรงทำผาติกรรมเอาที่วัดไปดังนี้ สันนิษฐาน กันว่าคงเป็นมูลเหตุให้ทรงสร้างวัดนี้การสร้างวัด เริ่มตั้งแต่ราว ปีเถาะ ในปี พ.ศ.๒๓๒๖ อันเป็นปีเดียวกับที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่๑ สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามครั้นทรงสร้างสำเร็จก็โปรดขนานนามชื่อไหม่ว่า วัดนิพพานาราม
เหตุที่ทรงเปลี่ยนชื่อวัดสลัก เป็น วัดนิพพานาราม สันนิษฐาน ว่าเดิมทีเดียวจะทรงเปลี่ยน ชื่อวัดสลักเป็น วัดพระศรีสรรเพชญ เพราะสิ่งก่อสร้างเช่น พระมณฑป ได้ทรงถ่ายแบบมณฑปมาจากวัดพระศรีสรรเพชญที่กรุงศรีอยุธยามาสร้าง เป็นแต่ไม่มีจตุรมุขเท่านั้นและพระประสงค์ที่ทรงสร้างก็เพื่อบรรจุพระอัฐิ แบบเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญในกรุงศรีอยุธยา คือ บรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก(คือพระราชบิดาของพระองค์ซึ่งเป็นต้นพระราชวงศ์จักรี) อันเป็นส่วนของกรมพระราชวังบวรฯ มหาสุรสิงหนาท (พระอัฐิของสมเด็จปฐมบรมมหาชนกอันเป็นส่วนของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกประดิษฐ์ฐานอยู่ที่พระบรมมหาราชวัง) แต่มาติดขัดตรงที่ว่า วัดนี้หาได้อยู่ในพระบรมมหาราชวังดังวัดพระศรีสรรเพชญในกรุงศรีอยุธยาไม่ จึงได้ทรงคิดเปลี่ยนชื่อไปเป็น วัดนิพพานาราม เพราะด้วยพระอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ดังที่กล่าวไว้แล้ว (พระอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมราชชนกนั้น สันนิษฐานว่าบรรจุไว้ ตอนล่างของพระเจดีย์ทองในโบสถ์พระธาตุ ส่วนพระบรมสารีริกธาตุอยู่ด้านบน) พระมณฑปที่กล่าวถึงนี้ คือ โบสถ์พระธาตุในปัจจุบันนี้ แต่เดิมทำทรงหลังคาเป็นมณฑปโดยเอายอดปราสาทซึ่งเดิมกะจะสร้างในพระราชวังบวรฯ มาสร้าง ครั้นมณฑปนั้นถูกไฟไหม้เมื่อ วันศุกร์ เดือน ๔ แรม ๑๕ ค่ำ ปีระกา ตรีศก จุลศักราช ๑๑๖๓ พ.ศ. ๒๓๔๔ เวลายามเศษ เหลือแต่ผนัง เวลาทรงสร้างใหม่ โปรดให้ทำหลังคาจตุรมุข มิให้ทำเครื่องยอดตามเดิม มาแก้โบสถ์พระธาตุ เป็นทรงหลังคาออกมุข ๒ ด้านเช่นที่เห็น ที่อยู่ในปัจจุบันนี้เข้าใจว่าคงจะมาแก้ไข เมื่อครั้งปฏิสังขรณ์ใหญ่ในรัชการที่ ๓
เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๓๓๑ ในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงมีพระราชปรารภกับสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้ากรมพระราชวังบวรฯ มหาสุรสิงหนาทเรื่องทำสังคายนาพระไตรปิฎกและทรงพระราชดำริเห็นพ้องต้องกันว่า วัดนิพพานาราม สมควรเป็นที่ประชุมในการทำสังคายนา เพราะอยู่ระหว่างวังหลวงกับวังหน้า สะดวกที่ทั้งสองพระองค์ จะทำการอุปภัมภ์ให้การทำสังคายนาลุล่วงไปโดยเรียบร้อย สมพระราชศรัทธา จึงโปรดให้เปลี่ยนชื่อวัดไหม่เป็น วัดพระศรีสรรเพชญ แม้มิได้อยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเหตุผลสำคัญ ๓ ประการ คือ ๑. ชื่อวัดนิพพานารามไม่มีแบบแผน ๒. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วในพระบรมมหาราชวังนั้น ชาวบ้านพากันเรียกว่าวัดพระศรีสรรเพชญตลอดมาเพราะเห็นว่าเป็นวัดที่อยู่ในวังหลวง เหมือนกรุงศรีอยุธยา แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ไม่โปรดให้เรียกเช่นนั้น ด้วยวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้วไม่ได้เก็บพระอัฐิอย่างวัดพระศรีสรรเพชญที่ กรุงศรีอยุธยา และ๓. เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของกรมพระราชวังบวรฯ มหาสุรสิงหนาทมาแต่เดิม คือมีพระประสงค์จะให้วัดนี่ชื่อวัด พระศรีสรรเพชญ ด้วยเหตุ ๓ ประการที่กล่าวมานี้ วัดนิพพานาราม จึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดพระศรีสรรเพชญดาราม หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า วัดพระศรีสรรเพชญ และคงจะเรียกพระประธานในพระอุโบสถซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ว่า พระศรีสรรเพชญ มาแต่ครั้งนั้น ตามแบบอย่างพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ ที่ประดิษฐ์ฐานอยู่ในวัดพระศรีสรรเพชญ ในกรุงศรีอยุธยาโบราณต่างแต่พระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญในกรุงศรีอยุธยา เป็นพระยืนหุ้มทอง
วัดสลักหรือวัดนิพพานารามเปลี่ยนนามเป็นวัดพระศรีสรรเพชญมาได้ประมาณ ๑๕-๑๖ ปี ครั้งถึงปีกุน พ.ศ.๒๓๔๖ เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทสวรรคตแล้ว พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดให้เปลี่ยนชื่อวัดพระศรีสรรเพชญ เป็น วัดมหาธาตุ ซึ่งในการเปลี่ยนชื่อเป็นวัดมหาธาตุครั้งนี้ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า“วัดมหาธาตุ ฤๅถ้า เรียกเต็มตามแบบว่าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นหลักของพระนครย่อมมีทุกราชธานีในประเทศนี้จำต้องมีในพระนครอมรรัตนโกสินทร์นี้ประการ๑ พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระมณฑป (คือในโบสถ์พระธาตุ) เป็นพระศรีรัตนมหาธาตุมีอยู่ในพระอารามแล้วประการ ๑ เป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราชเหมือนวัดมหาธาตุที่กรุงเก่านี่อีกประการ ๑ เพราะสมควรแก่นามว่าวัดมหาธาตุ ยิ่งกว่านามอื่น ด้วยประการฉะนี้ จึงพระราชทานนามว่า “วัดมหาธาตุ”
ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ตั้งมหาวิทยาลัยการศึกษาของสงฆ์ฝ่ายมหานิกายขึ้น ในวัดมหาธาตุ เรียกว่ามหาธาตุวิทยาลัย คู่กับ มหามกุฏราชวิทยาลัย ของคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายเมื่อ ร.ศ.๑๐๘ (พ.ศ. ๒๔๓๒) โดยมีพระราชปรารภว่า “จำเดิมแต่ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้วมา ได้ทรงทนุบำรุงพุทธศาสนาให้ถาวรเจริญรุ่งเรื่องขึ้นโดยลำดับ แต่พระสัทธรรมในพระบรมพุทธศาสนานี้ ย่อมมีเหตุปัจจัยอาศัยกันแลกัน เมื่อพระปริยัติสัทธรรมเจริญแพร่หลายอยู่ พระปฏิบัติสัทธรรมจึงจะเจริญไพบูลย์ได้ เมื่อพระปฏิบัติสัทธรรมไพบูลย์อยู่ พระปริยัติสัทธรรมย่อมเป็นรากเหง้าเค้ามูลแห่งพระพุทธ ศาสนา พระศาสนาจะดำรงอยู่ และ เจริญก็ด้วยพระปริยัติสัทธรรม การที่จะบำรุงพระปริยัติสัทธรรม อันเป็นรากเง้าของพระพุทธศาสนาให้ไพศาลยิ่งขึ้น ก็ย่อมอาศัยการบำรุงให้มีผู้เล่าเรียนแลที่เรียนให้สะดวกยิ่งขึ้น การเล่าเรียนพระปริยัติสัทธรรมที่เป็นไปอยู่เวลานี้ ก็ได้โปรดเกล้าฯให้จัดการบำรุงทั่วทุกพระอาราม แต่ยังหาเป็นอันนับบริบูรณ์แท้ไม่ เพราะเป็นแต่สถานที่เล่าเรียนในชั้นต้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งวิทยาลัยที่เล่าเรียนพระไตรปิฎก และวิชาชั้นสูงขึ้นขึ้นไว้ ๒ สถาน สถานที่หนึ่ง เป็นที่เล่าเรียนของของสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ได้ตั้งไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหารพระอารามหลวง พระราชทานนามว่ามหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมชนกนารถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกสถานหนึ่งเป็นที่เล่าเรียนของสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้ตั้งไว้ที่ วัดมหาธาตุราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง มีนามว่า มหาธาตุวิทยาลัย ได้เปิดการเล่าเรียนแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก ๑๐๘ สืบมา”
ครั้นปีมะเมีย พ.ศ.๒๔๓๗ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามมกุฎราชกุมารทรงสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบริจาคพระราชทรัพย์อันเป็นส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิรุณหิศ อุทิศพระราชทานให้ปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุจนสำเร็จ แล้วโปรดให้เพิ่มสร้อยต่อชื่อวัดเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์นั้นว่า “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์”

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เตือน! วัยรุ่นตาบอดก่อนวัย จักษุแพทย์ ม.รังสิต แนะวิธีถนอมสายตา

จักษุแพทย์ ม.รังสิต แนะวิธีถนอมดวงตาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน เตือน วัยรุ่นผู้ใช้คอมพิวเตอร์ควรกระพริบตา 10-15 ครั้งต่อนาที เพื่อป้องกันอาการตาแห้ง เผยคอมพิวเตอร์ไม่ใช่สาเหตุของการเป็นต้อ ยังมีโรคตาอีกมากมายที่ไม่ใช่ต้อแต่ทำให้คนไทยตาบอด

พญ.วัฒนีย์ เย็นจิตร รองคณบดีคณะทัศนมาตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการใช้สายตาในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ว่า ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันดังนั้นควรใช้สายตาในการใช้งานให้ถูกต้อง โรคตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเรียกว่า Computer Vision Syndrome (CVS) ซึ่งประกอบไปด้วย

1. ปัญหาปวดเมื่อยตา เกิดจากการใช้สายตานานๆ จึงควรหยุดพักสายตาเป็นระยะ ทุก 20-30 นาที ให้มองไปยังพื้นที่กว้างนอกจอคอมพิวเตอร์ 30-60 วินาที แล้วจึงมาทำงานต่อไป

2. ปัญหาเคืองตา ปกติดวงตาของมนุษย์จะมีน้ำตาเคลือบตลอดเวลา เพื่อช่วยในการหักเหของแสง ทำให้มองเห็นชัด และล้างสิ่งแปลกปลอมหรือสารพิษออกจากดวงตา ถ้าน้ำตาเคลือบผิวตาน้อยกว่าปกติ จะทำให้มีอาการแสบตา ตามัว เคืองตาเป็นระยะ การใช้คอมพิวเตอร์ทำงานนานๆ ทำให้ผู้ใช้กระพริบตาน้อยกว่าปกติ หรือ ลืมกระพริบตา โดยปกติแล้วคนเรากระพริบตา 10-15 ครั้งต่อนาที ทั้งนี้การใช้คอมพิวเตอร์มักทำให้ผู้ใช้ติดนิสัยเบิกตานานๆ หรือมีพฤติกรรมการมองตรงโดยไม่ได้มองลงเหมือนเช่นการอ่านหนังสือที่หนังตาต้องปิดลงมาเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์มักมีอาการตาแห้ง แสบตา เคืองตา ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จึงควรหลับตาพักขณะใช้งานบ้าง เพื่อให้น้ำตามาหล่อเลี้ยงตาได้ หากอาการยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อแก้ปัญหาตาแห้ง

3. ปัญหาตามัว มักพบในเด็กที่เล่นคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานเกินไป ปกติภาวะสายตาสั้น ยาว เอียง จะถูกกำหนดมาจากกรรมพันธุ์ พฤติกรรมการใช้สายตาอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมากนัก แต่ถ้าเด็กใช้สายตาเพ่งนานๆ อาจเกิดภาวะคล้ายสายตาสั้น คือ มองไกลไม่ชัด ในระยะแรกอาจเป็นชั่วคราว จึงไม่ควรให้เด็กใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานๆ ในผู้ใหญ่ก็เช่นเดียวกัน การใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้มีอาการปวดศีรษะ เมื่อยตา โดยเฉพาะคนที่มีสายตาผิดปกติต้องใส่แว่นแก้ไขให้พอเหมาะ

4. ปัญหาอื่นๆ เช่น กระดูกและข้อ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะต้องให้ความสำคัญกับการนั่ง โดยศีรษะควรอยู่สูงกว่าจอคอมพิวเตอร์เล็กน้อยจะได้ไม่ต้องเงยหน้ามาก ป้องกันอาการล้าบริเวณลำคอ ทั้งนี้หลายคนเกรงว่าคอมพิวเตอร์อาจมีรังสีแผ่ออกมาจากจอภาพเป็นอันตรายต่อดวงตา แต่ปัจจุบันนี้กลับพบน้อยมากเพราะคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อตาและต่อร่างกาย ผู้ใช้จึงไม่จำเป็นต้องใช้แผ่นกรองแสงหรือแว่นตากรองแสงช่วยเหมือนที่ผ่านมา

“การใช้สายตาในสถานที่ที่มีแสงสว่างน้อย จะทำให้ต้องเพ่งสายตามากจนเกิดอาการเมื่อยตา หากมีการใช้สายตานานๆ ทุก 20-30 นาที ควรพักสายตาโดยมองออกไปไกลๆ หรือมองออกไปนอกหน้าต่าง 30-60 วินาที เพื่อให้กล้ามเนื้อตาได้ผ่อนคลาย ทั้งนี้ใน 1 ชั่วโมงของการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้ควรพักสายตา 5-10 นาที ในชีวิตประจำวัน ทุกคนควรนอนหลับอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมงจึงจะเพียงพอต่อการพักผ่อนร่างกายและสายตา การอดนอนจะทำให้ดวงตาพักผ่อนน้อย จะทำให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับการใช้สายตาติดต่อกันนานๆ คือ แสบตา เคืองตา ตาแห้ง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตา และปวดศีรษะ” พญ.วัฒนีย์ กล่าวว่า


การใช้คอมพิวเตอร์มักทำให้ผู้ใช้ติดนิสัยเบิกตานานๆ

รองคณบดีคณะทัศนมาตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวเพิ่มเติมถึง “โรคต้อ” ว่า ต้อ เป็นคำรวมเรียกโรคตาหลายชนิดที่ทำให้ตามัว แต่การใช้คอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวันไม่ได้มีผลทำให้ผู้ใช้เป็นต้อ ทั้งนี้ โรคต้อที่ได้ยินบ่อยๆ ได้แก่

1. ต้อลม เป็นเยื่อหรือก้อนนูนสีขาวปนเหลืองบริเวณหัวตา เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคือง เช่น ลม ฝุ่น แสงแดด เป็นเวลานานๆ ทำให้เคืองตา แต่ไม่ทำให้ตาบอด ป้องกันโดยใส่แว่นกันแดด

2. ต้อเนื้อ เป็นโรคที่ต่อเนื่องมาจากต้อลม แต่เยื่อหรือก้อนนูนลามเข้ามาถึงกระจกตา เห็นเป็นเนื้อเยื่อรูปสามเหลี่ยมบริเวณหัวตาและหางตา ส่วนมากจะมีสีแดง เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองมานานหลายปี ทำให้มีอาการเคืองตา ถ้าต้อลามมากถึงรูม่านตา จะมีอาการตามัว บางครั้งทำให้เกิดสายตาเอียงได้ ถ้าเป็นไม่มากให้ใส่แว่นกันแดดและหยอดตาแก้ระคายเคือง ไม่ควรซื้อยาหยอดเอง เพราะอาจมียาที่ผสมฮอร์โมนสเตอรอยด์ ทำให้ตาบอดได้ ถ้าเป็นมากแนะนำให้ผ่าตัดออก การดูแลหลังผ่าตัดสำคัญมาก มิฉะนั้นจะเป็นซ้ำอีกได้ ป้องกันโดยใส่แว่นกันแดด

3. ต้อกระจก เป็นโรคที่เกิดจากการขุ่นของเลนส์ตา เป็นการเสื่อมสภาพ พบมากในผู้สูงอายุ แต่อาจมีบางชนิดเป็นต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด หรือเป็นหลังจากมีอุบัติเหตุบริเวณหน้าและตาได้ เมื่อมองผ่านรูม่านตาผู้สูงอายุเข้าไป จะเห็นเป็นฝ้าขาวแทนสีดำใส มองคล้ายกระจกที่เป็นฝ้า ทำให้ผู้ป่วยมองภาพมัวคล้ายเป็นหมอกที่เห็นไม่ชัด ซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้ ต้องแก้ไขโดยการผ่าตัดสลายต้อและใส่เลนส์ (แก้วตา) เทียม บางครั้งหลังผ่าตัดไปนานๆ จะเกิดตามัวอีก เพราะเปลือกเลนส์ขุ่น เมื่อมายิงเลเซอร์ก็จะเห็นดีเหมือนเดิม เป็นโรคตาบอดที่รักษาให้กลับมาเห็นดีเหมือนเดิมได้

4. ต้อหิน เป็นโรคตาที่ร้ายแรงที่สุด เพราะมีการทำลายขั้วประสาทตา เกิดจากความไม่สมดุลของน้ำที่ไหลเวียนในตา เช่น การระบายออกของน้ำน้อยเกินไป ทำให้มีน้ำมาก กดดูพบว่าตาแข็งกว่าปกติ มีความดันตาสูงกว่าปกติ จึงเรียกว่าต้อหิน หรือการไหลเวียนของเลือดที่มาเลี้ยงขั้วประสาทตาไม่ดี ทำให้ขั้วประสาทตาตายโดยความดันตาไม่สูง พบมากในหมู่คนไทย ทำให้ตาบอดได้อย่างช้าๆ โดยบอดมาจากบริเวณริมๆ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ต้อหินบางชนิดมีความดันตาสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน มีการปวดหัว ปวดตา ตามัวทันที ทำให้ตาบอดได้อย่างรวดเร็ว แพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาจนความดันตาลดลง และยิงเลเซอร์หรือผ่าตัดทันที การไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาต้อหินจะใช้เวลามาก เพราะต้องวัดความดันตา ตรวจลานสายตา ดูขั้วประสาทตา ผู้ที่มีประวัติต้อหินในครอบครัว ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ล้วนเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นต้อหินได้ ต้องมาตรวจคัดกรองจากจักษุแพทย์ โดยเฉพาะเมื่ออายุ 40 ปี หากเริ่มใส่แว่นอ่านหนังสือครั้งแรกจะต้องวัดความดันตาครั้งแรกด้วย

ทั้งนี้ควรตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากมีอาการปวดหัว ปวดตา ตามัว ควรไปพบจักษุแพทย์ทันที ต้อหินเป็นโรคตาที่รักษาให้กลับมาเห็นดีเหมือนเดิมไม่ได้ จึงป้องกันไว้ดีกว่าแก้ ในทางการแพทย์ทำได้เพียงการรักษาไม่ให้ตามัวมากกว่าเดิม โดยการยิงแสงเลเซอร์ป้องกันในคนที่มีมุมม่านตาแคบ และเมื่อทราบว่าเป็นต้อหิน ก็ต้องใช้ยาสม่ำเสมอ และไม่ซื้อยาหยอดตาใช้เอง

พญ.วัฒนีย์ กล่าวแนะนำทิ้งท้ายว่า การลอกหรือผ่าตัดตาสามารถทำได้ข้างละ 1 ครั้งเท่านั้น การจะผ่าตัดตาจะขึ้นกับโรค หากเป็นต้อเนื้อและ ต้อกระจกผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดก็ต่อเมื่อสายตามัวมากจนใช้ชีวิตประจำวันไม่สะดวก

“ในกรณีต้อกระจก หากผ่าตัดแล้วมีอาการกลับมาตามัวอีก แพทย์จะรักษาโดยการยิงเลเซอร์ สำหรับต้อหิน ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดก็ต่อเมื่อควบคุมความดันตาด้วยยาหยอดตาไม่ได้หรือไม่สามารถใช้ยาหยอดตาให้สม่ำเสมอได้แล้ว ทั้งนี้กรณีของต้อหินอาจพบการผ่าตัดมากกว่า 1 ครั้งได้ อย่างไรก็ตามยังมีโรคตาอีกมากมายที่ไม่ใช่ต้อ แต่สามารถทำให้ตาบอดได้”