ปัญหาส้นเท้าแตกส่วนใหญ่ มักเกิดจากรองเท้าแตะแบบหนีบ หรือรองเท้าเปิดส้น เพราะการที่ใส่รองเท้าพวกนี้เป็นเวลานานๆ ผิวหนังตรงบริเวณส้นเท้าจะถูกเสียดสี จึงทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นค่อยๆ แข็งและหนาขึ้น จนทำให้เกิดการแห้งแตกในที่สุด และส่วนใครที่กำลังประสบกับปัญหาส้นเท้าแตกฟังทางนี้ วันนี้เรามีวิธีรักษาส้นเท้าแตกด้วยเปลือกกล้วยหอมมาฝาก
วิธีรักษา
เริ่มจากการทำความสะอาดเท้าให้เรียบร้อย จากนั้นนำเปลือกกล้วยหอมมาถูตรงบริเวณส้นเท้าที่แตก ถูไป – มา แล้วทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที และล้างออกด้วยน้ำสะอาดเสร็จแล้ว เช็ดให้แห้งพร้อมกับทาครีมบำรุงส้นเท้า วิธีนี้ควรจะทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง
รู้อย่างนี้แล้ว ลองนำวิธีที่แนะนำไปรักษาอาการส้นเท้าแตกกันดูได้ แค่ถูไป-มา รักษาผิวหยาบกระด้างได้
Thank You
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วางฟอร์ม
มีผู้คนมากมายที่ทำอะไรแล้วไม่รู้ตัวเองหรือไม่รู้สึกตัวในสิ่งที่ทำ เพราะใจมันไปจดจ่อกับจริตที่แปลว่าจิตท่องเที่ยวหรืออารมณ์ที่ชอบท่องเที่ยวของจิตนั้น พระบรมศาสดาได้ทรงตรัสสอนไว้ว่าจริตนั้นหมายถึงความประพฤติหรือกริยาที่แสดงออกมาให้เห็น( มีคำเรียกอีกอย่างว่าจริยา ) 6 ประการหรือ 6 อาการคือ
ราคะจริต พวกชอบของสวยของงาม โทสะจริต พวกเจ้าอารมณ์ มักโกรธ โมหะจริต พวกเห็นแก่ตัว ลุ่มหลงในทรัพย์ สัทธาจริต พวกเชื่อถือจริงใจ แม้บางครั้งจะเชื่อแบบไร้เหตุผล จึงมักถูกหลอก พุทธิจริต หนักไปทางใช้ปัญญา ชอบสอนคนอื่น วิตกจริต พวกชอบคิดมาก ขี้กังวล ฟุ้งซ่าน ไม่กล้าตัดสินใจ
พวกจริตต่างๆดังกล่าวข้างต้นหล่อหลอมให้ผู้คนมีบุคคลิกภาพที่แตกต่างกันออกไป ตามจริตที่แต่ละคนมีอยู่ เช่นบ้างก็เจ้าชู้ แต่งตัวเนี้ยบ ขี้เหนียว เอารัดเอาเปรียบ กลัวนั่นกลัวนี่ คิดมาก คิดน้อย คิดอยู่นั่นแหละไม่ตัดสินใจเสียที
จริตดังกล่าวที่แสดงออกมาจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ผู้เขียนเรียกว่าฟอร์มหรือการวางท่า บางคนรู้ว่าจริตตัวเองที่แสดงออกมาไม่ดี ก็พยายามจะฝืนใจตนเอง ทำออกมาให้ดูดีที่เราเรียกกันว่าวางฟอร์ม
การวางฟอร์มใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป เพราะเรื่องบางเรื่องก็จำเป็นต้องทำ ถือว่ามีธรรมะที่เรียกว่าทมะหรือการข่มใจเป็นหลัก เพื่อให้กิจการงานหรือกิจธุระออกมาได้ดี
แต่การวางฟอร์มที่มากเกินไป จนเกินจากความเป็นตัวของตัวเอง เขาเรียกว่าตัวปลอม เหมือนทองเก๊ ย่อมไม่มีราคา มีแต่เพียงเอาไว้หลอกคนโง่ขี้โลภเท่านั้น
การวางฟอร์มอาจจะหมายถึงหน้าตาที่ต้องรักษาไว้ การวางตัวให้เหมาะสมกับสถาน การณ์ก็ถือว่าเป็นการวางฟอร์ม เช่นหมอที่รักษาคนไข้จำเป็นต้องข่มใจเย็นกับคนไข้ยามออกตรวจ เพราะคนไข้เขาทุกข์มาจากการเจ็บป่วย การรักษาจึงมิใช่เริ่มที่ตัวคนไข้ แต่มักเริ่มที่ใจคนไข้ ซึ่งหมอหลายท่านที่เก่งในการดูแลคนไข้จะรู้เรื่องนี้ดี
บางคนก็ถือว่าการแต่งกายดีก็เป็นการวางฟอร์มอย่างหนึ่ง เช่นพนักงานธนาคารผู้ชาย มักจะใส่เสื้อเชิร์ตสีขาวให้ดูดี สะอาด น่าไว้ใจ จนเป็นฟอร์มมาตราฐานของพนักงานบางธนาคารจนเป็นที่รู้กัน
เดี๋ยวนี้แทบทุกบ้านมักจะมีรถยนต์ บางบ้านมีหลายคัน จนน่าเวียนหัวเหนื่อยใจแทนเพื่อนบ้าน ที่มักถูกแย่งที่จอดรถ แย่งกันหนักๆเข้าฟอร์มโทสะจริตก็ออก จนมีเรื่องราวขลาดเขลาใหญ่โตเป็นโศกนาฎกรรม ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ก็มี อย่างกรณีหมอมุก ช่างน่าสงสารเสียจริง
บางคนอยากจะมีบ้านหรูๆ แม้จะผ่อนกันสุดชีวิตเป็นหนี้เท่าไรก็ไม่ว่า มารู้ตัวอีกทีก็ตอนผ่อนจนแก่ แต่หนี้ไม่ยักจะหมดสักที เพราะดอกเบี้ยมันทบเท่าเงินต้น ก็สายไปเสียแล้ว ต่อไปอาจจะมีสินเชื่อบ้านผ่อนกันเจ็ดชั่วโคตรบ้างก้ได้นะ
บางคนชอบวางฟอร์มหรู อะไรก็ต้องเลิศ สุโค่ยหรือสุดโต่ง สุดยอด อะไรทำนองนี้ ตั้งแต่เครื่องใช้ติดตัว เครื่องใช้ที่บ้าน เครื่องประดับ เครื่องแต่งหน้า โดยไม่ได้ดูว่าเข้ากับตัวเองหรือเปล่า แม้กระทั่งรองเท้าต้องเริ่ด สวยรับกับใบหน้า ต้องใช้เงินหลายหมื่นในการซื้อหาหรือเป็นเงินแสนก็มี จึงจะสาแก่ใจในฟอร์มของตนเอง
มีคำพูดอยู่คำพูดหนึ่งที่ว่า" ฟอร์มดีมีชัยไปกว่าครึ่ง " ดูเหมือนจะจริงในทางโลก ที่เราเห็นว่าทุกคนต่างพยายามสร้างฟอร์มกันยกใหญ่ ว่าเราดี เราเก่ง เราแข็งแรง เราเท่์ห์ สมาร์ทหลักแหลม แต่ทั้งหมดที่พูดถึง ล้วนเป็นการสร้างฟอร์มกันแต่ภายนอกให้ดูดี หากใครเห็นดีตามก็จะพลอยว่าดี อย่างจตุคามรามเทพที่ห้อยกันหนักคอเกลื่อนเมืองในยุคสมัยหนึ่ง แล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว
การวางฟอร์มที่ดี ต้องวางฟอร์มจากภายใน ที่เรียกกันว่าจิตวิญญาณดี ไม่เจ็บป่วย ไม่เป็นโรคโลภ อยากได้ อยากเป็น ใจแคบ โรคโกรธที่มัวแต่จะทำร้ายผู้อื่น โรคหลง มืดบอดไปหมด เพราะจิตวิญญาณไม่ดี หากใครเขารู้ความจริงว่าฟอร์มนอกกับฟอร์มในมันต่างกันราวฟ้ากับเหว มันก็เหมือนทองปลอมไร้ค่าที่อยูในมือผู้คน รกมือเปล่าๆ
ครูบาอาจารย์ท่านก็มีฟอร์มเหมือนกันนะ
หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ซึ่งเคยนั่งยองๆสูบใบยา แล้วมักจะพูดอวยพรสอนกล่าวว่า"
....กูไม่มีอะไรมาก กูไม่มีอะไรจะสอนพวกมึงหรอก เพราะพวกมึงก็รู้ว่ากูพูดไม่เป็น พูดไม่เก่งเหมือนเขา เทศนาว่ากล่าวอะไรก็ไม่เป็น กูมีแต่ว่าให่ละชั่ว ทำดีกันเท่านั้นแหละ บุญบาปมีจริงลูกหลานเอ้ย ให่เชื่อว่าบุญมีจริง บาปมีจริง ให่ละชั่ว ทำดี มีศีลธรรมประจำใจ บุญเห็นกับตา บาปเห็นกับตา รักตัวกลัวภัยอย่าทำชั่ว ให่ตั้งอยู่ในเมตตา”
หลวงปู่ชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง
".... ถ้าเราเอาชนะตัวเอง
มันก็จะชนะทั้งตัวเอง ชนะทั้งคนอื่น ชนะทั้งอารมณ์
ชนะทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งโผฏฐัพพะ
เป็นอันว่าชนะทั้งหมด ..."
หลวงปู่พุธ ฐานิโย วัดป่าสาละวัน
"การปฏิบัติธรรมนี้...
ใช่ว่าเราต้องการความรู้ ความเห็น มาคุยอวดกันให้เสียเวลา
เราต้องการธรรมะอันที่...
สามารถจะมาแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันได้
สามารถแก้ปัญหาหัวใจได้
สามารถแก้ปัญหางานการได้
สามารถใช้พลังสมาธิ ไปสนับสนุนกิจการงาน... ที่เราทำอยู่ได้ทุกประเภท
จึงจะชื่อว่าเป็น "การฝึกสมาธิ" แล้วได้ผลคุ้มค่าแก่การเสียเวลา ฯ"
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
"คนเราเกิดมาไม่เห็นมีอะไรดี มีดีอยู่อย่างเดียว คือ สวดมนต์ไหว้พระปฏิบัติภาวนาคือมองทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นของชั่วคราว มีแต่ปัญหามีแต่ทุกข์ แล้วก็เสื่อม พังสลายไปในที่สุด
ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร(การเวียนว่ายตายเกิด) ทั้งหลาย ถ้าท่านต้องการพ้นภัยจากการเกิดแก่เจ็บตาย ท่านควรมีคุณธรรม 6 ประการนี้ไว้เป็นประจำจิตประจำใจ ทุกท่านย่อมจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ถึงความสุขใจอย่างยอดเยี่ยม
คุณ 6 ประการนั้นคือ
1. ข่มจิตในเวลาที่ควรข่ม
2. ประคับประคองจิตในยามที่ควรประคับประคอง
3. ทำจิตให้ร่าเริงในยามที่ควรร่าเริง
4. ทำจิตวางเฉยในยามที่ควรวางเฉย
5. มีจิตน้อมไปในอริยมรรค อริยผลอันประณีตสูงสุด
6. มีจิตตั้งมั่นในพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต
ผู้ปฏิบัติที่มีความสามารถฉลาดย่อมจะต้องศึกษาจิตใจและอารมณ์ของตนให้เข้าใจและรู้จักวิธีกำหนดปล่อยวางหรือควบคุมจิตใจและอารมณ์ให้ได้ เปรียบเสมือนเวลาที่เราขับรถยนต์ จะต้องศึกษาให้เข้าถึงวิธีการขับขี่ที่ปลอดภัย บางครั้งควรเร่ง บางคราวควรผ่อน บางทีก็ต้องหยุดเร่งในเวลาที่ควรเร่ง ผ่อนในเวลาที่ควรผ่อน หยุดในเวลาที่ควรหยุด ก็จะสามารถถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย
ข้อสำคัญที่สุดของการปฏิบัติคือ ต้องไม่ประมาท ต้องปฏิบัติให้เต็มที่ตั้งแต่วันนี้ ใครจะรู้ว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อไร ถ้าเราปฏิบัติไม่เป็นเสียแต่วันนี้ เวลาใกล้จะตายมันก็ไม่เป็นเหมือนกัน เหมือนคนที่เพิ่งคิดหัดว่ายน้ำ เวลาใกล้จะจมน้ำตาย นั่นแหละก็จมตายไปเปล่า ๆ ถ้าใน 1 วันนี้ไม่ปฏิบัติภาวนาวันนั้นขาดทุนเสียหายหลายล้านบาท
หลวงปู่พุทธทาสภิกขุ
นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้
เอ้า, ทีนี้ก็มาพูดถึง ที่ว่า นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ กันดีกว่า:
เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้ผมถูกด่า จนไม่รู้ว่าจะด่าอย่างไรแล้ว
ว่าเอาพระนิพพาน มาทำให้สำเร็จประโยชน์ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ในเมื่อ
เขาต้องการ ให้ตายแล้วเกิด, ตายแล้วเกิด, ตายแล้วเกิด, ร้อยชาติ
พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ แล้วจึงจะนิพพาน. แล้วเรามาทำให้
เป็นว่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้ก็มีนิพพาน เขาก็โกรธ ไม่รู้ว่ามันจะไปขัด
ประโยชน์ ของเขาหรืออย่างไร ก็ไม่ทราบ
เขาหาเรื่องว่า เรามาหลอกคนว่า นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ หรือ
ทำให้ นิพพานนี้ด้อยค่าลงไป เพราะทำได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ เขา
ให้ถือว่าหมื่นชาติ แสนชาติ จึงจะได้; ถ้าอย่างนั้น ค่ามันก็มากซิ;
พอมาทำได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ กลายเป็นของง่ายไป เขาคัดค้าน ก็ด่า;
ไม่เป็นไร, เราไม่ได้ต้องการแก่คนพวกนี้ เราต้องการให้คนทั่วไป
ต่างหาก ได้รับประโยชน์จากนิพพาน
หลวงปู่หลวงพ่อครูบาอาจารย์ท่านก็มีฟอร์มของท่าน แต่ท่านไม่ได้วางท่าหรือวางฟอร์มอะไรกับใคร เหมือนบุคคลทั้งหลาย สิ่งที่ท่านแสดงออกมาล้วนเป็นการแสดงโดยธรรม เพื่อธรรม และเป็นธรรมจากใจ ใครๆก็รู้
ตามหาแก่นธรรม พยายามที่จะเดินไปเคียงคู่กับท่านผู้อ่าน อย่างช้าๆและไร้ฟอร์ม ศึกษาธรรมะที่อ่านและเขียน หัดปฎิบัติให้ชัดเจน เพื่อกระเทาะเปลือกให้หลุดไปเรื่อยๆนกระทั่งสักวันหนึ่ง
ไม่ใช่มัวไขว่คว้าหาดาว หรือวิ่งเหยียบเงาตัวเอง ไม่มีประโยชน์อะไรและไม่ได้วางฟอร์มไว้ครับ เอวัง
ธรรมะสวัสดี
แทนสะมะชัยโย
นานๆได้อ่านคำสอนของครูบาอาจารย์เป็นชุดสักที แล้วเกิดอึดสู้ดีจังเลย สู้กับกิเลสของตัวเองนะครับ ดูมันมีความหวังมากกว่าผู้นำในประเทศสารขันธ์ ที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับเลือกกันมาเพราะเหตุใดก็ไม่รู้ วางฟอร์มกันหน้าดู บ้างบอกว่าเป็นนักปกครอง พอเกิดเรื่องแล้วก็ฉาก บ้างก็รอดูข้อมูล บ้างก็บอกขอประชุมก่อน บ้างก็บอกมั่นใจแน่นอน แต่ไม่ทำอะไรให้เลย ประเทศนี้คนเก่งจึงหันมาเรียนนิติหรือรัฐศาสตร์ แทนแพทย์และวิทยาศาสตร์ หรือวิศวกรรม ศาสตร์ เพราะไม่อยากสร้างสรร แต่อยากจะหาฟอร์มใหม่แหวกแนวกันกะมัง แล้วมันก็เดิมๆๆๆๆๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ รู้อย่างเดียวจริงๆว่า....ชีวิตคนเรามันแสนสั้นนะ... ขอบอก
สะมะชัยโย
ราคะจริต พวกชอบของสวยของงาม โทสะจริต พวกเจ้าอารมณ์ มักโกรธ โมหะจริต พวกเห็นแก่ตัว ลุ่มหลงในทรัพย์ สัทธาจริต พวกเชื่อถือจริงใจ แม้บางครั้งจะเชื่อแบบไร้เหตุผล จึงมักถูกหลอก พุทธิจริต หนักไปทางใช้ปัญญา ชอบสอนคนอื่น วิตกจริต พวกชอบคิดมาก ขี้กังวล ฟุ้งซ่าน ไม่กล้าตัดสินใจ
พวกจริตต่างๆดังกล่าวข้างต้นหล่อหลอมให้ผู้คนมีบุคคลิกภาพที่แตกต่างกันออกไป ตามจริตที่แต่ละคนมีอยู่ เช่นบ้างก็เจ้าชู้ แต่งตัวเนี้ยบ ขี้เหนียว เอารัดเอาเปรียบ กลัวนั่นกลัวนี่ คิดมาก คิดน้อย คิดอยู่นั่นแหละไม่ตัดสินใจเสียที
จริตดังกล่าวที่แสดงออกมาจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ผู้เขียนเรียกว่าฟอร์มหรือการวางท่า บางคนรู้ว่าจริตตัวเองที่แสดงออกมาไม่ดี ก็พยายามจะฝืนใจตนเอง ทำออกมาให้ดูดีที่เราเรียกกันว่าวางฟอร์ม
การวางฟอร์มใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป เพราะเรื่องบางเรื่องก็จำเป็นต้องทำ ถือว่ามีธรรมะที่เรียกว่าทมะหรือการข่มใจเป็นหลัก เพื่อให้กิจการงานหรือกิจธุระออกมาได้ดี
แต่การวางฟอร์มที่มากเกินไป จนเกินจากความเป็นตัวของตัวเอง เขาเรียกว่าตัวปลอม เหมือนทองเก๊ ย่อมไม่มีราคา มีแต่เพียงเอาไว้หลอกคนโง่ขี้โลภเท่านั้น
การวางฟอร์มอาจจะหมายถึงหน้าตาที่ต้องรักษาไว้ การวางตัวให้เหมาะสมกับสถาน การณ์ก็ถือว่าเป็นการวางฟอร์ม เช่นหมอที่รักษาคนไข้จำเป็นต้องข่มใจเย็นกับคนไข้ยามออกตรวจ เพราะคนไข้เขาทุกข์มาจากการเจ็บป่วย การรักษาจึงมิใช่เริ่มที่ตัวคนไข้ แต่มักเริ่มที่ใจคนไข้ ซึ่งหมอหลายท่านที่เก่งในการดูแลคนไข้จะรู้เรื่องนี้ดี
บางคนก็ถือว่าการแต่งกายดีก็เป็นการวางฟอร์มอย่างหนึ่ง เช่นพนักงานธนาคารผู้ชาย มักจะใส่เสื้อเชิร์ตสีขาวให้ดูดี สะอาด น่าไว้ใจ จนเป็นฟอร์มมาตราฐานของพนักงานบางธนาคารจนเป็นที่รู้กัน
เดี๋ยวนี้แทบทุกบ้านมักจะมีรถยนต์ บางบ้านมีหลายคัน จนน่าเวียนหัวเหนื่อยใจแทนเพื่อนบ้าน ที่มักถูกแย่งที่จอดรถ แย่งกันหนักๆเข้าฟอร์มโทสะจริตก็ออก จนมีเรื่องราวขลาดเขลาใหญ่โตเป็นโศกนาฎกรรม ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ก็มี อย่างกรณีหมอมุก ช่างน่าสงสารเสียจริง
บางคนอยากจะมีบ้านหรูๆ แม้จะผ่อนกันสุดชีวิตเป็นหนี้เท่าไรก็ไม่ว่า มารู้ตัวอีกทีก็ตอนผ่อนจนแก่ แต่หนี้ไม่ยักจะหมดสักที เพราะดอกเบี้ยมันทบเท่าเงินต้น ก็สายไปเสียแล้ว ต่อไปอาจจะมีสินเชื่อบ้านผ่อนกันเจ็ดชั่วโคตรบ้างก้ได้นะ
บางคนชอบวางฟอร์มหรู อะไรก็ต้องเลิศ สุโค่ยหรือสุดโต่ง สุดยอด อะไรทำนองนี้ ตั้งแต่เครื่องใช้ติดตัว เครื่องใช้ที่บ้าน เครื่องประดับ เครื่องแต่งหน้า โดยไม่ได้ดูว่าเข้ากับตัวเองหรือเปล่า แม้กระทั่งรองเท้าต้องเริ่ด สวยรับกับใบหน้า ต้องใช้เงินหลายหมื่นในการซื้อหาหรือเป็นเงินแสนก็มี จึงจะสาแก่ใจในฟอร์มของตนเอง
มีคำพูดอยู่คำพูดหนึ่งที่ว่า" ฟอร์มดีมีชัยไปกว่าครึ่ง " ดูเหมือนจะจริงในทางโลก ที่เราเห็นว่าทุกคนต่างพยายามสร้างฟอร์มกันยกใหญ่ ว่าเราดี เราเก่ง เราแข็งแรง เราเท่์ห์ สมาร์ทหลักแหลม แต่ทั้งหมดที่พูดถึง ล้วนเป็นการสร้างฟอร์มกันแต่ภายนอกให้ดูดี หากใครเห็นดีตามก็จะพลอยว่าดี อย่างจตุคามรามเทพที่ห้อยกันหนักคอเกลื่อนเมืองในยุคสมัยหนึ่ง แล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว
การวางฟอร์มที่ดี ต้องวางฟอร์มจากภายใน ที่เรียกกันว่าจิตวิญญาณดี ไม่เจ็บป่วย ไม่เป็นโรคโลภ อยากได้ อยากเป็น ใจแคบ โรคโกรธที่มัวแต่จะทำร้ายผู้อื่น โรคหลง มืดบอดไปหมด เพราะจิตวิญญาณไม่ดี หากใครเขารู้ความจริงว่าฟอร์มนอกกับฟอร์มในมันต่างกันราวฟ้ากับเหว มันก็เหมือนทองปลอมไร้ค่าที่อยูในมือผู้คน รกมือเปล่าๆ
ครูบาอาจารย์ท่านก็มีฟอร์มเหมือนกันนะ
หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ซึ่งเคยนั่งยองๆสูบใบยา แล้วมักจะพูดอวยพรสอนกล่าวว่า"
....กูไม่มีอะไรมาก กูไม่มีอะไรจะสอนพวกมึงหรอก เพราะพวกมึงก็รู้ว่ากูพูดไม่เป็น พูดไม่เก่งเหมือนเขา เทศนาว่ากล่าวอะไรก็ไม่เป็น กูมีแต่ว่าให่ละชั่ว ทำดีกันเท่านั้นแหละ บุญบาปมีจริงลูกหลานเอ้ย ให่เชื่อว่าบุญมีจริง บาปมีจริง ให่ละชั่ว ทำดี มีศีลธรรมประจำใจ บุญเห็นกับตา บาปเห็นกับตา รักตัวกลัวภัยอย่าทำชั่ว ให่ตั้งอยู่ในเมตตา”
หลวงปู่ชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง
".... ถ้าเราเอาชนะตัวเอง
มันก็จะชนะทั้งตัวเอง ชนะทั้งคนอื่น ชนะทั้งอารมณ์
ชนะทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งโผฏฐัพพะ
เป็นอันว่าชนะทั้งหมด ..."
หลวงปู่พุธ ฐานิโย วัดป่าสาละวัน
"การปฏิบัติธรรมนี้...
ใช่ว่าเราต้องการความรู้ ความเห็น มาคุยอวดกันให้เสียเวลา
เราต้องการธรรมะอันที่...
สามารถจะมาแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันได้
สามารถแก้ปัญหาหัวใจได้
สามารถแก้ปัญหางานการได้
สามารถใช้พลังสมาธิ ไปสนับสนุนกิจการงาน... ที่เราทำอยู่ได้ทุกประเภท
จึงจะชื่อว่าเป็น "การฝึกสมาธิ" แล้วได้ผลคุ้มค่าแก่การเสียเวลา ฯ"
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
"คนเราเกิดมาไม่เห็นมีอะไรดี มีดีอยู่อย่างเดียว คือ สวดมนต์ไหว้พระปฏิบัติภาวนาคือมองทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นของชั่วคราว มีแต่ปัญหามีแต่ทุกข์ แล้วก็เสื่อม พังสลายไปในที่สุด
ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร(การเวียนว่ายตายเกิด) ทั้งหลาย ถ้าท่านต้องการพ้นภัยจากการเกิดแก่เจ็บตาย ท่านควรมีคุณธรรม 6 ประการนี้ไว้เป็นประจำจิตประจำใจ ทุกท่านย่อมจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ถึงความสุขใจอย่างยอดเยี่ยม
คุณ 6 ประการนั้นคือ
1. ข่มจิตในเวลาที่ควรข่ม
2. ประคับประคองจิตในยามที่ควรประคับประคอง
3. ทำจิตให้ร่าเริงในยามที่ควรร่าเริง
4. ทำจิตวางเฉยในยามที่ควรวางเฉย
5. มีจิตน้อมไปในอริยมรรค อริยผลอันประณีตสูงสุด
6. มีจิตตั้งมั่นในพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต
ผู้ปฏิบัติที่มีความสามารถฉลาดย่อมจะต้องศึกษาจิตใจและอารมณ์ของตนให้เข้าใจและรู้จักวิธีกำหนดปล่อยวางหรือควบคุมจิตใจและอารมณ์ให้ได้ เปรียบเสมือนเวลาที่เราขับรถยนต์ จะต้องศึกษาให้เข้าถึงวิธีการขับขี่ที่ปลอดภัย บางครั้งควรเร่ง บางคราวควรผ่อน บางทีก็ต้องหยุดเร่งในเวลาที่ควรเร่ง ผ่อนในเวลาที่ควรผ่อน หยุดในเวลาที่ควรหยุด ก็จะสามารถถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย
ข้อสำคัญที่สุดของการปฏิบัติคือ ต้องไม่ประมาท ต้องปฏิบัติให้เต็มที่ตั้งแต่วันนี้ ใครจะรู้ว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อไร ถ้าเราปฏิบัติไม่เป็นเสียแต่วันนี้ เวลาใกล้จะตายมันก็ไม่เป็นเหมือนกัน เหมือนคนที่เพิ่งคิดหัดว่ายน้ำ เวลาใกล้จะจมน้ำตาย นั่นแหละก็จมตายไปเปล่า ๆ ถ้าใน 1 วันนี้ไม่ปฏิบัติภาวนาวันนั้นขาดทุนเสียหายหลายล้านบาท
หลวงปู่พุทธทาสภิกขุ
นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้
เอ้า, ทีนี้ก็มาพูดถึง ที่ว่า นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ กันดีกว่า:
เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้ผมถูกด่า จนไม่รู้ว่าจะด่าอย่างไรแล้ว
ว่าเอาพระนิพพาน มาทำให้สำเร็จประโยชน์ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ในเมื่อ
เขาต้องการ ให้ตายแล้วเกิด, ตายแล้วเกิด, ตายแล้วเกิด, ร้อยชาติ
พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ แล้วจึงจะนิพพาน. แล้วเรามาทำให้
เป็นว่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้ก็มีนิพพาน เขาก็โกรธ ไม่รู้ว่ามันจะไปขัด
ประโยชน์ ของเขาหรืออย่างไร ก็ไม่ทราบ
เขาหาเรื่องว่า เรามาหลอกคนว่า นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ หรือ
ทำให้ นิพพานนี้ด้อยค่าลงไป เพราะทำได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ เขา
ให้ถือว่าหมื่นชาติ แสนชาติ จึงจะได้; ถ้าอย่างนั้น ค่ามันก็มากซิ;
พอมาทำได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ กลายเป็นของง่ายไป เขาคัดค้าน ก็ด่า;
ไม่เป็นไร, เราไม่ได้ต้องการแก่คนพวกนี้ เราต้องการให้คนทั่วไป
ต่างหาก ได้รับประโยชน์จากนิพพาน
หลวงปู่หลวงพ่อครูบาอาจารย์ท่านก็มีฟอร์มของท่าน แต่ท่านไม่ได้วางท่าหรือวางฟอร์มอะไรกับใคร เหมือนบุคคลทั้งหลาย สิ่งที่ท่านแสดงออกมาล้วนเป็นการแสดงโดยธรรม เพื่อธรรม และเป็นธรรมจากใจ ใครๆก็รู้
ตามหาแก่นธรรม พยายามที่จะเดินไปเคียงคู่กับท่านผู้อ่าน อย่างช้าๆและไร้ฟอร์ม ศึกษาธรรมะที่อ่านและเขียน หัดปฎิบัติให้ชัดเจน เพื่อกระเทาะเปลือกให้หลุดไปเรื่อยๆนกระทั่งสักวันหนึ่ง
ไม่ใช่มัวไขว่คว้าหาดาว หรือวิ่งเหยียบเงาตัวเอง ไม่มีประโยชน์อะไรและไม่ได้วางฟอร์มไว้ครับ เอวัง
ธรรมะสวัสดี
แทนสะมะชัยโย
นานๆได้อ่านคำสอนของครูบาอาจารย์เป็นชุดสักที แล้วเกิดอึดสู้ดีจังเลย สู้กับกิเลสของตัวเองนะครับ ดูมันมีความหวังมากกว่าผู้นำในประเทศสารขันธ์ ที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับเลือกกันมาเพราะเหตุใดก็ไม่รู้ วางฟอร์มกันหน้าดู บ้างบอกว่าเป็นนักปกครอง พอเกิดเรื่องแล้วก็ฉาก บ้างก็รอดูข้อมูล บ้างก็บอกขอประชุมก่อน บ้างก็บอกมั่นใจแน่นอน แต่ไม่ทำอะไรให้เลย ประเทศนี้คนเก่งจึงหันมาเรียนนิติหรือรัฐศาสตร์ แทนแพทย์และวิทยาศาสตร์ หรือวิศวกรรม ศาสตร์ เพราะไม่อยากสร้างสรร แต่อยากจะหาฟอร์มใหม่แหวกแนวกันกะมัง แล้วมันก็เดิมๆๆๆๆๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ รู้อย่างเดียวจริงๆว่า....ชีวิตคนเรามันแสนสั้นนะ... ขอบอก
สะมะชัยโย
เปิดกฎหมาย...ศึกษากรณี “จตุพร” โดย สำราญ รอดเพชร
“ที่ชอบพูดกันว่าปล่อยผี จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะเป็นเรื่องที่เขาถูกร้องเรียนมาและน่าเห็นใจมากกว่าผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งแล้วถูกร้องเรียนมาภายหลังวันเลือกตั้ง มันเหมือนกับเป็นการรั้ง ไม่ให้เขาเป็น ส.ส. เราจึงต้องดูว่าผู้ที่ร้องเข้ามามีเจตนาเช่นนั้นหรือไม่ และเป็นความจริงหรือไม่ เพียงใด คือคำว่าปล่อยไปก่อน เราคงไม่ใช้ในภาษากฎหมาย เมื่อกฎหมายบอกว่า จะต้องมีการจัดประชุมสภาในนัดแรกภายใน 30 วัน เราก็ต้องมีการพิจารณารับรอง ส.ส.เพื่อให้มีการเปิดประชุมสภาทันตามที่กฎหมายกำหนด
ส่วนเรื่องร้องเรียนเราจะมีการพิจารณากันต่อ จนกระทั่งครบ 1 ปี เพราะว่าที่ ส.ส.บางคนถูกร้องเรียนมากถึง 10 รายก็มี ต้องใช้เวลามาก ดังนั้นเราก็ต้องประกาศรับรองรายชื่อบุคคลนั้นไปก่อน จริงๆ แล้วหาก กกต.หรือศาลยกคำร้อง อยากให้ผู้ที่ถูกร้องเรียนไปฟ้องร้องแก่ผู้ที่ร้องเรียนตน หากถูกร้องเรียนด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่จบสิ้น”
นั่นคือตอนหนึ่งที่ ดร.สดศรี สัตยธรรม 1 ใน 5 เสือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)พูดผ่านนสพ.ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 27 กรกฎา และเมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่าแกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกแขวนอยู่ เช่น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือนายจตุพร พรหมพันธุ์ มีแนวโน้มที่ กกต.จะปล่อยไปก่อน ดร.สดศรีตอบทันทีว่า เรื่องคุณสมบัติ กกต.ควรพิจารณาภายใน 1 เดือน ยอมรับว่ามีแนวโน้มที่จะรับรองไปก่อน เว้นแต่ว่าคุณสมบัติของคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนขัดต่อกฎหมาย ก็ไม่สามารถประกาศรับรองได้
ล่าสุดขณะผมเขียนบทความชิ้นนี้ตอน 10 โมงวันที่ 27 ก.ค.ท่านดร.สดศรีก็ฟันธงซ้ำว่าในความเห็นส่วนตัวทั้ง “ณัฐวุฒิ-จตุพร” จะได้รับการรับสองการเป็น ส.ส.แน่นอน เว้นแต่ กกต.อีก 4 คนจะเห็นเป็นอื่น
แน่ไหมครับ...ท่านผู้ชม!?
อันที่จริงจุดโฟกัสไม่ได้อยู่ที่กรณีณัฐวุฒิที่ถูกร้องเรียนเรื่องการพูดจาปราศรัย หากแต่อยู่ที่กรณีคุณสมบัติของจตุพรว่าขัดต่อตัวบทกฎหมายที่จะเป็น ส.ส.หรือไม่...นั่นคือกรณีที่จตุพรเป็นผู้ “ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย” ทำให้เขามิได้ไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้ง (3 ก.ค. 2554)
ลองไล่เรียงกฎหมาย ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550
มาตรา 20 สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ (1)...(2).....(3) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 19 ......
มาตรา 19 ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกต้องเป็นบุคคลธรรมดาผู้มีสัญชาติไทย มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง..............
มาตรา 8 ซึ่งอยู่ในหมวด 3 ว่าด้วยการจัดตั้งพรรคการเมือง วรรคหนึ่งบัญญัติว่า
“ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติซึ่งได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ และไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มีจำนวนตั้งแต่สิบห้าคนขึ้นไปอาจรวมกันดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมืองได้”
มาตรา 8 วรรคหนึ่งที่ยกมาสำคัญตรงที่ว่า “ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเชื่อมโยงกับกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 100 ที่บัญญัติว่า
“มาตรา 100 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (1).....(2).........(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
และตบท้ายด้วยมาตรา 26 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550
“มาตรา 26 ในกรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว แต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควรหรือเป็นผู้ที่มีรายชื่อในประกาศตามมาตรา 25 ให้ถือว่าผู้นั้นเสียสิทธิดังต่อไปนี้
(1).......................(2) สิทธิสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น........(3)..........
แม้ทนายและตัวของจตุพรจะพยายามแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าเขาต้องการใช้สิทธิหย่อนบัตรเลือกตั้ง และทางเขตที่อาศัยก็รับรองว่าเขาไม่เสียสิทธิเพราะได้แสดงเจตนาแล้ว แต่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ก็คือว่า วันที่ 3 ก.ค. 2554 จตุพรไม่ได้ไปใช้สิทธิ
บางคนบอกว่า..จตุพรไม่ใช่ผู้เสียสิทธิ เพราะจริงๆ แล้วเขาไม่มีสิทธิจะเสียเพราะเขาหมดสภาพหมดสิทธิไปแล้วตาม รธน.มาตรา 100 อนุ 3 ต่างหาก..
อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่าผมไม่ใช่นักกฎหมายที่จะมาชี้ขาดอะไรได้ ขณะที่หลายคนอาจนึกถึงกรณีคุณก่อแก้ว พิกุลทอง ซึ่งลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 กทม.เมื่อเดือนก.ค. 2553 ซึ่งในวันที่ 26 ก.ค.วันเลือกตั้งคุณก่อแก้วก็ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นกรณีจตุพรก็น่าจะเหมือนกรณีก่อแก้ว บางคนถามว่าถ้าวันนั้นคุณก่อแก้วชนะคุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ แล้วกกต.จะว่าอย่างไร...
นั่นสิครับ บังเอิญว่าคุณก่อแก้วแพ้ ปัญหามันจึงไม่เกิด กกต.ก็โชคดีไป...
แต่วันนี้มองรอบด้านแล้วผมเชื่อว่า กกต.กำลังมึนตึ้บ...ไม่รับรองคุณจตุพรก็จะเกิดปัญหาอีกแบบ ทั้งปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องมีการหยิบยกกรณีคุณก่อแก้วมาเปรียบเทียบหรือรวมทั้งแง่มุมกฎหมายต่างๆ มาต่อสู้ และรวมทั้งปัญหาแรงกดดันจากมวลชนคน นปช.ที่วันนี้ใส่เสื้อแดงรอรับจตุพรออกจากคุกกันพร้อมพรึ่บแล้ว....
ขณะเดียวกันหาก กกต.รับรอง เชื่อขนมกินได้ว่าจะมีใครต่อใครแห่กันฟ้องเอาผิด กกต.ประเภท “จัดหนัก” อย่างแน่นอน
ถ้า กกต.มึนตึ้บ แล้วคนอย่างเราๆ ท่านๆ จะไม่มึนเสียยิ่งกว่าหรอกหรือ เพราะแม้วานนี้ท่านดร.สดศรีของผมจะบอกว่าให้ปล่อย (จตุพร) ไปก่อน แต่เท่าที่จำได้เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ท่านเคยพูดถึงกรณีจตุพรว่าหากไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.มีปัญหาแน่ เพราะถือว่าขัดต่อกฎหมาย...
ยุ่งล่ะสิ..!!??
ที่ว่ามาทั้งหมดเพียงหยิบยกให้เห็นว่ากรณีจตุพรเป็นกรณีที่น่าศึกษาในเชิงการต่อสู้และการปฏิบัติตามกฎหมาย ในส่วนของจตุพรใครเป็นเขาก็ต้องต่อสู้สุดฤทธิ์สุดเดชตามสิทธิที่ตัวเองเชื่อและมองเห็นว่าควรจะเป็นเช่นนั้น ดังนั้นถ้าเขาได้รับการรับรองก็ไม่ควรไปด่าเขาในกรณีนี้...
ที่ผมเป็นห่วงก็คือ ในส่วนของ กกต.จะอธิบายความกับสังคมการเมืองอย่างไร
ยังไงๆ ก็ขออย่าได้มีชะตากรรมแบบ กกต.ชุด “สามหนาห้าห่วง” ก็แล้วกันน่ะครับ
samr_rod@hotmail.com
ส่วนเรื่องร้องเรียนเราจะมีการพิจารณากันต่อ จนกระทั่งครบ 1 ปี เพราะว่าที่ ส.ส.บางคนถูกร้องเรียนมากถึง 10 รายก็มี ต้องใช้เวลามาก ดังนั้นเราก็ต้องประกาศรับรองรายชื่อบุคคลนั้นไปก่อน จริงๆ แล้วหาก กกต.หรือศาลยกคำร้อง อยากให้ผู้ที่ถูกร้องเรียนไปฟ้องร้องแก่ผู้ที่ร้องเรียนตน หากถูกร้องเรียนด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่จบสิ้น”
นั่นคือตอนหนึ่งที่ ดร.สดศรี สัตยธรรม 1 ใน 5 เสือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)พูดผ่านนสพ.ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 27 กรกฎา และเมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่าแกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกแขวนอยู่ เช่น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือนายจตุพร พรหมพันธุ์ มีแนวโน้มที่ กกต.จะปล่อยไปก่อน ดร.สดศรีตอบทันทีว่า เรื่องคุณสมบัติ กกต.ควรพิจารณาภายใน 1 เดือน ยอมรับว่ามีแนวโน้มที่จะรับรองไปก่อน เว้นแต่ว่าคุณสมบัติของคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนขัดต่อกฎหมาย ก็ไม่สามารถประกาศรับรองได้
ล่าสุดขณะผมเขียนบทความชิ้นนี้ตอน 10 โมงวันที่ 27 ก.ค.ท่านดร.สดศรีก็ฟันธงซ้ำว่าในความเห็นส่วนตัวทั้ง “ณัฐวุฒิ-จตุพร” จะได้รับการรับสองการเป็น ส.ส.แน่นอน เว้นแต่ กกต.อีก 4 คนจะเห็นเป็นอื่น
แน่ไหมครับ...ท่านผู้ชม!?
อันที่จริงจุดโฟกัสไม่ได้อยู่ที่กรณีณัฐวุฒิที่ถูกร้องเรียนเรื่องการพูดจาปราศรัย หากแต่อยู่ที่กรณีคุณสมบัติของจตุพรว่าขัดต่อตัวบทกฎหมายที่จะเป็น ส.ส.หรือไม่...นั่นคือกรณีที่จตุพรเป็นผู้ “ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย” ทำให้เขามิได้ไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้ง (3 ก.ค. 2554)
ลองไล่เรียงกฎหมาย ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550
มาตรา 20 สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ (1)...(2).....(3) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 19 ......
มาตรา 19 ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกต้องเป็นบุคคลธรรมดาผู้มีสัญชาติไทย มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง..............
มาตรา 8 ซึ่งอยู่ในหมวด 3 ว่าด้วยการจัดตั้งพรรคการเมือง วรรคหนึ่งบัญญัติว่า
“ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติซึ่งได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ และไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มีจำนวนตั้งแต่สิบห้าคนขึ้นไปอาจรวมกันดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมืองได้”
มาตรา 8 วรรคหนึ่งที่ยกมาสำคัญตรงที่ว่า “ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเชื่อมโยงกับกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 100 ที่บัญญัติว่า
“มาตรา 100 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (1).....(2).........(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
และตบท้ายด้วยมาตรา 26 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550
“มาตรา 26 ในกรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว แต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควรหรือเป็นผู้ที่มีรายชื่อในประกาศตามมาตรา 25 ให้ถือว่าผู้นั้นเสียสิทธิดังต่อไปนี้
(1).......................(2) สิทธิสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น........(3)..........
แม้ทนายและตัวของจตุพรจะพยายามแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าเขาต้องการใช้สิทธิหย่อนบัตรเลือกตั้ง และทางเขตที่อาศัยก็รับรองว่าเขาไม่เสียสิทธิเพราะได้แสดงเจตนาแล้ว แต่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ก็คือว่า วันที่ 3 ก.ค. 2554 จตุพรไม่ได้ไปใช้สิทธิ
บางคนบอกว่า..จตุพรไม่ใช่ผู้เสียสิทธิ เพราะจริงๆ แล้วเขาไม่มีสิทธิจะเสียเพราะเขาหมดสภาพหมดสิทธิไปแล้วตาม รธน.มาตรา 100 อนุ 3 ต่างหาก..
อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่าผมไม่ใช่นักกฎหมายที่จะมาชี้ขาดอะไรได้ ขณะที่หลายคนอาจนึกถึงกรณีคุณก่อแก้ว พิกุลทอง ซึ่งลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 กทม.เมื่อเดือนก.ค. 2553 ซึ่งในวันที่ 26 ก.ค.วันเลือกตั้งคุณก่อแก้วก็ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นกรณีจตุพรก็น่าจะเหมือนกรณีก่อแก้ว บางคนถามว่าถ้าวันนั้นคุณก่อแก้วชนะคุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ แล้วกกต.จะว่าอย่างไร...
นั่นสิครับ บังเอิญว่าคุณก่อแก้วแพ้ ปัญหามันจึงไม่เกิด กกต.ก็โชคดีไป...
แต่วันนี้มองรอบด้านแล้วผมเชื่อว่า กกต.กำลังมึนตึ้บ...ไม่รับรองคุณจตุพรก็จะเกิดปัญหาอีกแบบ ทั้งปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องมีการหยิบยกกรณีคุณก่อแก้วมาเปรียบเทียบหรือรวมทั้งแง่มุมกฎหมายต่างๆ มาต่อสู้ และรวมทั้งปัญหาแรงกดดันจากมวลชนคน นปช.ที่วันนี้ใส่เสื้อแดงรอรับจตุพรออกจากคุกกันพร้อมพรึ่บแล้ว....
ขณะเดียวกันหาก กกต.รับรอง เชื่อขนมกินได้ว่าจะมีใครต่อใครแห่กันฟ้องเอาผิด กกต.ประเภท “จัดหนัก” อย่างแน่นอน
ถ้า กกต.มึนตึ้บ แล้วคนอย่างเราๆ ท่านๆ จะไม่มึนเสียยิ่งกว่าหรอกหรือ เพราะแม้วานนี้ท่านดร.สดศรีของผมจะบอกว่าให้ปล่อย (จตุพร) ไปก่อน แต่เท่าที่จำได้เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ท่านเคยพูดถึงกรณีจตุพรว่าหากไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.มีปัญหาแน่ เพราะถือว่าขัดต่อกฎหมาย...
ยุ่งล่ะสิ..!!??
ที่ว่ามาทั้งหมดเพียงหยิบยกให้เห็นว่ากรณีจตุพรเป็นกรณีที่น่าศึกษาในเชิงการต่อสู้และการปฏิบัติตามกฎหมาย ในส่วนของจตุพรใครเป็นเขาก็ต้องต่อสู้สุดฤทธิ์สุดเดชตามสิทธิที่ตัวเองเชื่อและมองเห็นว่าควรจะเป็นเช่นนั้น ดังนั้นถ้าเขาได้รับการรับรองก็ไม่ควรไปด่าเขาในกรณีนี้...
ที่ผมเป็นห่วงก็คือ ในส่วนของ กกต.จะอธิบายความกับสังคมการเมืองอย่างไร
ยังไงๆ ก็ขออย่าได้มีชะตากรรมแบบ กกต.ชุด “สามหนาห้าห่วง” ก็แล้วกันน่ะครับ
samr_rod@hotmail.com
รู้จัก “ลำโพง” สวย อันตราย
เห็นดอกไม้สวยๆ ก็ชื่นตาชื่นใจ ทั้งรูปทรงและสีสันล้วนเข้าตา แต่รู้กันหรือไม่ว่า ดอกไม้สวยๆ นั้นก็มีพิษร้ายเหมือนกัน อย่างเช่น “ต้นลำโพง” ที่ “108 เคล็ดกิน” เคยได้เห็น แล้วก็ได้ยินมาว่า ถ้าใครกินเมล็ดลำโพงเข้าไป จะกลายเป็นบ้าเอาได้ แต่เรื่องนี้จะจริงหรือไม่นั้น ก็ต้องไปดูข้อมูลที่เอามาฝากกัน
ต้นลำโพงเป็นไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง ซึ่งจะมีดอกลักษณะทรงกรวยยาวปากบายคล้ายแตรทรัมเป็ต หรือคล้ายกับดอกผักบุ้งแต่มีขนาดใหญ่กว่า คนสมัยก่อนจะใช้ลำโพงเป็นยาสมุนไพร ช่วยระงับความเจ็บปวด และแก้อาการเกร็ง นำมามวนเป็นบุหรี่ใช้สูบแก้อาการโรคหืด หรืออาจนำเมล็ดมาตำให้ละเอียด และแช่ในน้ำมันพืช น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา เมื่อครบ 7 วันนำมากรอง แล้วนำน้ำมันที่ได้มาทาแก้อาการปวดเมื่อกล้ามเนื้อ
นอกจากนี้ ผลของลำโพงก็ใช้แก้พิษไข้ แก้ไข้ที่ทำให้กระสับกระส่าย หรือน้ำมันจากเมล็ด ใช้ฆ่าเชื้อโรค แก้กลากเกลื้อน หิด เหา เชื้อโรคที่มีตัว แต่ก็มีการเตือนให้ระวังในการใช้เมล็ดลำโพง เพราะเชื่อว่ามีพิษทางเมาเบื่ออย่างรุนแรง อาจทำให้เป็นบ้า หรือถึงตายได้ รวมทั้งคนไทยในอดีตเรียกคนบ้าบางพวกว่า “บ้าลำโพง” เพราะเชื่อว่ากินหรือสูบลำโพงนั่งเอง
จากข้อมูลของสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่าสารออกฤทธิ์ที่พบมากใน เมล็ด และใบลำโพงคือ โทรเพน อัลคาลอยด์ ได้แก่ สโคโพลามีน (scopolamine) และไฮออสไซอะมีน (hy-oscyamine) โดยถ้ากินเมล็ดและใบของลำโพงเข้าไป จะปรากฏอาการภายในเวลา 5 - 10 นาที อาการที่พบคือ กระหายน้ำรุนแรง ปากและคอแห้ง ตาพร่า ม่านตาขยาย สู้แสงไม่ได้ น้ำลายแห้งทำให้กลืนน้ำลายยากและพูดไม่ชัด ผิวหนังร้อนแดงและแห้ง ตัวร้อน ปวดศีรษะ รู้สึกสับสน กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน มึนงง มีอาการประสาทหลอน เด็กบางคนอาจมีอาการชัก ชีพจรเต้นเร็วและอ่อน นอกจากนี้ ยังมีอาการปัสสาวะคั่ง ท้องผูก รายที่รุนแรงจะหมดสติและโคม่า ส่วนการรักษาคนที่ได้รับพิษจากลำโพงเข้าไป ให้กินผงถ่าน เพื่อลดการดูดซึม แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล เพื่อล้างท้อง
คราวหน้าคราวหลัง ถ้าหากเห็นดอกไม้สวยๆ ที่ไหน ก็ขอให้ระวังพิษร้ายที่แฝงมากับความสวยงามด้วยก็แล้วกัน
ต้นลำโพงเป็นไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง ซึ่งจะมีดอกลักษณะทรงกรวยยาวปากบายคล้ายแตรทรัมเป็ต หรือคล้ายกับดอกผักบุ้งแต่มีขนาดใหญ่กว่า คนสมัยก่อนจะใช้ลำโพงเป็นยาสมุนไพร ช่วยระงับความเจ็บปวด และแก้อาการเกร็ง นำมามวนเป็นบุหรี่ใช้สูบแก้อาการโรคหืด หรืออาจนำเมล็ดมาตำให้ละเอียด และแช่ในน้ำมันพืช น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา เมื่อครบ 7 วันนำมากรอง แล้วนำน้ำมันที่ได้มาทาแก้อาการปวดเมื่อกล้ามเนื้อ
นอกจากนี้ ผลของลำโพงก็ใช้แก้พิษไข้ แก้ไข้ที่ทำให้กระสับกระส่าย หรือน้ำมันจากเมล็ด ใช้ฆ่าเชื้อโรค แก้กลากเกลื้อน หิด เหา เชื้อโรคที่มีตัว แต่ก็มีการเตือนให้ระวังในการใช้เมล็ดลำโพง เพราะเชื่อว่ามีพิษทางเมาเบื่ออย่างรุนแรง อาจทำให้เป็นบ้า หรือถึงตายได้ รวมทั้งคนไทยในอดีตเรียกคนบ้าบางพวกว่า “บ้าลำโพง” เพราะเชื่อว่ากินหรือสูบลำโพงนั่งเอง
จากข้อมูลของสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่าสารออกฤทธิ์ที่พบมากใน เมล็ด และใบลำโพงคือ โทรเพน อัลคาลอยด์ ได้แก่ สโคโพลามีน (scopolamine) และไฮออสไซอะมีน (hy-oscyamine) โดยถ้ากินเมล็ดและใบของลำโพงเข้าไป จะปรากฏอาการภายในเวลา 5 - 10 นาที อาการที่พบคือ กระหายน้ำรุนแรง ปากและคอแห้ง ตาพร่า ม่านตาขยาย สู้แสงไม่ได้ น้ำลายแห้งทำให้กลืนน้ำลายยากและพูดไม่ชัด ผิวหนังร้อนแดงและแห้ง ตัวร้อน ปวดศีรษะ รู้สึกสับสน กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน มึนงง มีอาการประสาทหลอน เด็กบางคนอาจมีอาการชัก ชีพจรเต้นเร็วและอ่อน นอกจากนี้ ยังมีอาการปัสสาวะคั่ง ท้องผูก รายที่รุนแรงจะหมดสติและโคม่า ส่วนการรักษาคนที่ได้รับพิษจากลำโพงเข้าไป ให้กินผงถ่าน เพื่อลดการดูดซึม แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล เพื่อล้างท้อง
คราวหน้าคราวหลัง ถ้าหากเห็นดอกไม้สวยๆ ที่ไหน ก็ขอให้ระวังพิษร้ายที่แฝงมากับความสวยงามด้วยก็แล้วกัน
พุทธสุภาษิต กล่อมเกลาจิต
พุทธสุภาษิตส่วนหนึ่งเป็นหลักธรรม ที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาตนเอง ทำให้เข้าใจสภาวะโลกตามความเป็นจริง และเป็นปัจจัยให้ประพฤติดี ปฎิบัติชอบ มีความสุขกาย สุขใจ เจริญในทางโลก และทางธรรม
นานาทิฏฺฐิเก นานยิสฺสสิ เต
มนุษย์ทั้งหลายต่างความคิด ต่างความเห็นกัน
ท่านจะกำหนดให้คิดให้เหมือนกันหมด เป็นไปไม่ได้
ตเถเวกสฺส กลฺยาณํ
ตเถเวกสฺส ปาปกํ
ตสฺมา สพฺพํ ณ กลฺยาณํ
สพฺพํ วาปิ ณ ปาปกํ
สิ่งเดียวกันนั่นแหละ ดีสำหรับคนหนึ่ง
แต่เสียสำหรับอีกคนหนึ่ง
เพราะฉะนั้นสิ่งใดๆ ไม่ใช่ว่าจะดีไปทั้งหมด
และก็ใช่ว่าจะเสียไปทั้งหมด
สนนฺตา ยนฺติ กุสุพฺภา
ตุณฺหี ยนฺติ มโหทธิ
ห้วยน้ำน้อยไหลดังสนั่น
ห้วนน้ำใหญ่ไหลนิ่งสงบ
ยทูนกํ ตํ สันติ
ยํ ปูรํ สนฺตเมว ตํ
สิ่งใดพร่องสิ่งนั้นดัง
สิ่งใดเต็มสิ่งนั้นเงียบ
ปริภูโต มุทุโหติ
อติตกฺโข จ เวรา
อ่อนไปเขาก็ดูหมิ่น
แข็งไปก็มีเวรภัย
อนุฆชฺฌํ สมาจเร
พึงปฎิบัติให้พอเหมาะพอดี
น ปเรสํ วิโลมานิ
น ปเรสํ กตากตํ
ไม่ควรใส่ใจในคำแสลงหูของผู้อื่น
ไม่ควรแส่ในธุระที่เขาทำ และยังไม่ทำ
อตฺตโน ว อเวกฺเขยฺย
กตานิ อกตานิ จ
ควรตั้งใจตรวจตราหน้าที่ของตนเอง
ทั้งที่ทำแล้วและยังไม่ทำ
สุนกฺขตฺตํ สุมงฺคลํ
สุปภาตํ สุหุฏบิตั
ความประพฤติชอบเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี
มงคลดี เช้าดี รุ่งอรุณก็ดี
น ตํ กุมฺมํ กตํ สาธุ
ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ
ทำกรรมใดแล้วร้อนใจภายหลัง
กรรมที่ทำแล้วนั้นไม่ดี
ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ
ยํ กตฺวา นานุตปฺ ปติ
กรรมใดทำแล้วไม่ร้อนใจภายหลัง
กรรมที่ทำแล้วนั้นแลดี
ยํ กุทฺโธ อุปโรเธติ
สุกกรํ วิย ทุกฺกรํ
คนโกรธจะผลาญสิ่งใด
สิ่งนั้นทำยากก็เหมือนทำง่าย
สุภาสิตา จ ยา วาจา
เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
พูดดีเป็นมงคลสูงสุด
อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา
มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน
เป็นคนไม่สะอาด
วิหญฺญตี จิตฺตวสานุวตฺตี
ผู้ประพฤติตามอำนาจจิตย่อมลำบาก
ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ
วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ
ราโค สมติวิชฺฌติ
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีฉันใด
ราคะย่อมรั่วรดจิตที่ไม่ได้อบรมฉันนั้น
มธวา มญฺญตี พาโล
ยาว ปาปํ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ
อถ พาโล ทุกขํ นิคจฺฉติ
ตลอดระยะเวลาที่บาปยังไม่เห็นผล
คนพาลสำคัญว่าบาปหวานปานน้ำผึ้ง
เมื่อใดบาปให้ผล
เมื่อนั้นเขาย่อมได้รับทุกข์
อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา
ยถญฺญมนุสสติ
สุทนฺโต วต ทามถ
อตฺตา หิ กริ ทุทฺทโม
สอนคนอื่นอย่างใด
ควรทำตนอย่างนั้น
ฝึกตนแล้วค่อยฝึกคนอื่น
เพราะตัวเราเองฝึกยากยิ่ง
สุชีวํ อหิริเกน
กากสูเรน ธํสินา
ปกฺขนฺทินา ปคพฺเภน
สงฺกิลิฏฺเฐน ชีวิตํ
คนไร้ยางอาย กล้าเหมือนกา
ชอบทำลายผู้อื่นลับหลัง
มีพฤติกรรมสกปรก
คนเช่นนี้เป็นอยู่ง่าย
หิรีมตา จ ทุชฺชีวํ
นิจฺจํ สุจิคเวสินา
อลีเนนปฺปคพฺเภน
สุทธาชีเวน ปสฺสตา
คนที่มีหิริ ใฝ่ความบริสุทธิ์เป็นนิตย์
ไม่เกียจคร้าน อ่อนน้อมถ่อมตน
มีความเป็นอยู่บริสุทธิ์ มีปัญญา
คนเช่นนี้เป็นอยู่ลำบาก
ปรทุกฺบูปชาเนน
โย อตฺตโน สุขมิจฺฉติ
เวรสํ สคฺคี สํสฏฺโฐ
เวรา โส น ปริมุจฺจติ
ผู้ใดปรารถนาสุขเพื่อตน
โดยการก่อทุกข์ให้ผู้อื่น
ผู้นั้นมักเกี่ยวพันด้วยเวรไม่รู้สิ้น
ไม่มีทางพ้นเวรไปได้
อลาโภ ธมฺมิโก เสยฺโย
ยญฺเจ ลาโภ อธมฺมิโก
ถึงไม่ได้แต่ชอบธรรม
ยังดีกว่าได้แต่ไม่ชอบธรรม
__________________________
ที่มา: พุทธสุภาษิต กล่อมเกลาจิต
http://www.baanjomyut.com/10000sword/buddhist_saying/index.html
--
นานาทิฏฺฐิเก นานยิสฺสสิ เต
มนุษย์ทั้งหลายต่างความคิด ต่างความเห็นกัน
ท่านจะกำหนดให้คิดให้เหมือนกันหมด เป็นไปไม่ได้
ตเถเวกสฺส กลฺยาณํ
ตเถเวกสฺส ปาปกํ
ตสฺมา สพฺพํ ณ กลฺยาณํ
สพฺพํ วาปิ ณ ปาปกํ
สิ่งเดียวกันนั่นแหละ ดีสำหรับคนหนึ่ง
แต่เสียสำหรับอีกคนหนึ่ง
เพราะฉะนั้นสิ่งใดๆ ไม่ใช่ว่าจะดีไปทั้งหมด
และก็ใช่ว่าจะเสียไปทั้งหมด
สนนฺตา ยนฺติ กุสุพฺภา
ตุณฺหี ยนฺติ มโหทธิ
ห้วยน้ำน้อยไหลดังสนั่น
ห้วนน้ำใหญ่ไหลนิ่งสงบ
ยทูนกํ ตํ สันติ
ยํ ปูรํ สนฺตเมว ตํ
สิ่งใดพร่องสิ่งนั้นดัง
สิ่งใดเต็มสิ่งนั้นเงียบ
ปริภูโต มุทุโหติ
อติตกฺโข จ เวรา
อ่อนไปเขาก็ดูหมิ่น
แข็งไปก็มีเวรภัย
อนุฆชฺฌํ สมาจเร
พึงปฎิบัติให้พอเหมาะพอดี
น ปเรสํ วิโลมานิ
น ปเรสํ กตากตํ
ไม่ควรใส่ใจในคำแสลงหูของผู้อื่น
ไม่ควรแส่ในธุระที่เขาทำ และยังไม่ทำ
อตฺตโน ว อเวกฺเขยฺย
กตานิ อกตานิ จ
ควรตั้งใจตรวจตราหน้าที่ของตนเอง
ทั้งที่ทำแล้วและยังไม่ทำ
สุนกฺขตฺตํ สุมงฺคลํ
สุปภาตํ สุหุฏบิตั
ความประพฤติชอบเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี
มงคลดี เช้าดี รุ่งอรุณก็ดี
น ตํ กุมฺมํ กตํ สาธุ
ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ
ทำกรรมใดแล้วร้อนใจภายหลัง
กรรมที่ทำแล้วนั้นไม่ดี
ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ
ยํ กตฺวา นานุตปฺ ปติ
กรรมใดทำแล้วไม่ร้อนใจภายหลัง
กรรมที่ทำแล้วนั้นแลดี
ยํ กุทฺโธ อุปโรเธติ
สุกกรํ วิย ทุกฺกรํ
คนโกรธจะผลาญสิ่งใด
สิ่งนั้นทำยากก็เหมือนทำง่าย
สุภาสิตา จ ยา วาจา
เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
พูดดีเป็นมงคลสูงสุด
อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา
มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน
เป็นคนไม่สะอาด
วิหญฺญตี จิตฺตวสานุวตฺตี
ผู้ประพฤติตามอำนาจจิตย่อมลำบาก
ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ
วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ
ราโค สมติวิชฺฌติ
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีฉันใด
ราคะย่อมรั่วรดจิตที่ไม่ได้อบรมฉันนั้น
มธวา มญฺญตี พาโล
ยาว ปาปํ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ
อถ พาโล ทุกขํ นิคจฺฉติ
ตลอดระยะเวลาที่บาปยังไม่เห็นผล
คนพาลสำคัญว่าบาปหวานปานน้ำผึ้ง
เมื่อใดบาปให้ผล
เมื่อนั้นเขาย่อมได้รับทุกข์
อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา
ยถญฺญมนุสสติ
สุทนฺโต วต ทามถ
อตฺตา หิ กริ ทุทฺทโม
สอนคนอื่นอย่างใด
ควรทำตนอย่างนั้น
ฝึกตนแล้วค่อยฝึกคนอื่น
เพราะตัวเราเองฝึกยากยิ่ง
สุชีวํ อหิริเกน
กากสูเรน ธํสินา
ปกฺขนฺทินา ปคพฺเภน
สงฺกิลิฏฺเฐน ชีวิตํ
คนไร้ยางอาย กล้าเหมือนกา
ชอบทำลายผู้อื่นลับหลัง
มีพฤติกรรมสกปรก
คนเช่นนี้เป็นอยู่ง่าย
หิรีมตา จ ทุชฺชีวํ
นิจฺจํ สุจิคเวสินา
อลีเนนปฺปคพฺเภน
สุทธาชีเวน ปสฺสตา
คนที่มีหิริ ใฝ่ความบริสุทธิ์เป็นนิตย์
ไม่เกียจคร้าน อ่อนน้อมถ่อมตน
มีความเป็นอยู่บริสุทธิ์ มีปัญญา
คนเช่นนี้เป็นอยู่ลำบาก
ปรทุกฺบูปชาเนน
โย อตฺตโน สุขมิจฺฉติ
เวรสํ สคฺคี สํสฏฺโฐ
เวรา โส น ปริมุจฺจติ
ผู้ใดปรารถนาสุขเพื่อตน
โดยการก่อทุกข์ให้ผู้อื่น
ผู้นั้นมักเกี่ยวพันด้วยเวรไม่รู้สิ้น
ไม่มีทางพ้นเวรไปได้
อลาโภ ธมฺมิโก เสยฺโย
ยญฺเจ ลาโภ อธมฺมิโก
ถึงไม่ได้แต่ชอบธรรม
ยังดีกว่าได้แต่ไม่ชอบธรรม
__________________________
ที่มา: พุทธสุภาษิต กล่อมเกลาจิต
http://www.baanjomyut.com/10000sword/buddhist_saying/index.html
--
คุณวีระ สมความคิด - คุณราตรี ผู้เป็นตัวอย่างของความอดทน ไม่ท้อถอย และยังคงพียรสร้างประโยชน์ต่อไป
Sirilak Choosuwan
ในวันนี้..วันที่หลาย ๆ เรื่องอาจดูเหมือนตีบตัน และตีบตันมากขึ้นทุกที ขอพี่น้องอย่าได้ท้อถอย ขอให้มีกำลังใจที่เข้มแข็ง อย่างน้อย 2 ท่านนี้(คุณวีระ - คุณราตรี)ก็เป็นตัวอย่างของความอดทน ไม่ท้อถอย และยังคงพียรสร้างประโยชน์ต่อไป
แจ้งข่าว..ฝากบอกพี่น้องคนไทยผู้รักชาติเรื่องคุณวีระ - คุณราตรี (ขออนุญาติแอดมินทุกหน้ากระดานด้วยนะคะ)
จากทีมพี่น้องเรา(ทีมพี่อ้อย,พี่แคท,พี่แป๋ว)ที่ได้ไปเยี่ยมทั้ง 2 ท่านล่าสุด สุขภาพดีทั้ง 2 ค่ะ พี่น้องสบายใจได้ แต่ก็มีเรื่องที่น่าชื่นชมที่อยากนำมาบอกมาเล่าให้พี่น้องได้รับทราบกัน
คุณวีระได้สร้างประโยชน์และเป็นคุณแก่นักโทษในคุกเขมรครั้งใหญ่ โดยตรวจสอบจนเจอต้นตอการทุจริตของเจ้าหน้าที่เป็นคณะ จนผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดูแลคุกเขมรต้องรีบปรับเปลี่ยนโยกย้ายเจ้าหน้าที่เป็นการใหญ่ ผู้ต้องขังมากมายล้วนยินดีและได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมมากขึ้น โดยคุณวีระเองก็ทำลงไปโดยไม่ได้เกรงกลัวการกลั่นแกล้งหรือประทุษร้ายจากฝ่ายที่เสียผลประโยชน์แต่อย่างใด แต่พี่น้องไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ ทีมเจ้าหน้าที่ชุดใหม่ได้จัดผู้ต้องขังร่วมห้องและผู้คุมที่รักษาความปลอดภัยให้คุณวีระเป็นอย่างดี
ส่วนคุณราตรีก็ยังเป็นนที่รักใคร่ของทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังหรือเจ้าหน้าที่เหมือนเช่นเดิม ของฝากที่คุณราตรีบอกกล่าวให้จัดหามามากมายนั้น ส่วนตัวเก็บไว้กินไว้ใช้เพียงนิดเดียว ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะจัดสรรและแบ่งปันให้ไปทำประโยชน์แก่ผู้ต้องขังด้วยกันทั้งสิ้น ยังคงสอนทำอาหารมังสวิรัติเหมือนเคย และสอนให้ผู้ต้องขังปฏิบัติธรรมที่ตนเองทำได้เองอยู่ตลอดค่ะ นี่ล่ะค่ะ 2 ท่านที่อยู่ในใจของพวกเราเสมอมาอย่างไม่เคยแปรเปลี่ยน แม้จะอยู่ในที่ใด 2 ท่านนี้ก็สร้างประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่เสมอ ลองคิดดูนะคะว่า ถ้าทั้ง 2 ได้กลับบ้านมา จะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยเราซักแค่ไหน
มีอีกเรื่องที่คุณวีระฝากมาถึงพี่น้องทุกท่านค่ะ คุณวีระอยากให้พวกเรารวบรวมรายชื่อให้ได้ 10,000 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อนายกฯ และคณะรัฐบาลให้เร่งลัดให้ช่วยเหลือทั้ง 2 ท่านให้ได้รับอิสรภาพโดยเร็วที่สุด พวกเราจะรวมตัวกันไปยื่นในนามของประชาชน(ไม่มีพวก ไม่มีกลุ่มและไม่มีสี) ใช้แบบฟอร์มตามภาพนะคะ(ดาวน์โหลดได้)ไม่ต้องใช้สำเนาบัตรประชาชน เมื่อรวบรวมได้แล้วขอให้ส่งไปรวมกันที่คุณมุ่งธรรม ตามที่จะระบุให้ใน ment นะคะ หากมีความคืบหน้าในส่วนใดมากกว่านี้ จะมาแจ้งให้พี่น้องได้รับทราบในครั้งต่อไปค่ะ
โดย: Sirilak Choosuwan
http://www.facebook.com/sirilak.choosuwan
ในวันนี้..วันที่หลาย ๆ เรื่องอาจดูเหมือนตีบตัน และตีบตันมากขึ้นทุกที ขอพี่น้องอย่าได้ท้อถอย ขอให้มีกำลังใจที่เข้มแข็ง อย่างน้อย 2 ท่านนี้(คุณวีระ - คุณราตรี)ก็เป็นตัวอย่างของความอดทน ไม่ท้อถอย และยังคงพียรสร้างประโยชน์ต่อไป
แจ้งข่าว..ฝากบอกพี่น้องคนไทยผู้รักชาติเรื่องคุณวีระ - คุณราตรี (ขออนุญาติแอดมินทุกหน้ากระดานด้วยนะคะ)
จากทีมพี่น้องเรา(ทีมพี่อ้อย,พี่แคท,พี่แป๋ว)ที่ได้ไปเยี่ยมทั้ง 2 ท่านล่าสุด สุขภาพดีทั้ง 2 ค่ะ พี่น้องสบายใจได้ แต่ก็มีเรื่องที่น่าชื่นชมที่อยากนำมาบอกมาเล่าให้พี่น้องได้รับทราบกัน
คุณวีระได้สร้างประโยชน์และเป็นคุณแก่นักโทษในคุกเขมรครั้งใหญ่ โดยตรวจสอบจนเจอต้นตอการทุจริตของเจ้าหน้าที่เป็นคณะ จนผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดูแลคุกเขมรต้องรีบปรับเปลี่ยนโยกย้ายเจ้าหน้าที่เป็นการใหญ่ ผู้ต้องขังมากมายล้วนยินดีและได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมมากขึ้น โดยคุณวีระเองก็ทำลงไปโดยไม่ได้เกรงกลัวการกลั่นแกล้งหรือประทุษร้ายจากฝ่ายที่เสียผลประโยชน์แต่อย่างใด แต่พี่น้องไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ ทีมเจ้าหน้าที่ชุดใหม่ได้จัดผู้ต้องขังร่วมห้องและผู้คุมที่รักษาความปลอดภัยให้คุณวีระเป็นอย่างดี
ส่วนคุณราตรีก็ยังเป็นนที่รักใคร่ของทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังหรือเจ้าหน้าที่เหมือนเช่นเดิม ของฝากที่คุณราตรีบอกกล่าวให้จัดหามามากมายนั้น ส่วนตัวเก็บไว้กินไว้ใช้เพียงนิดเดียว ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะจัดสรรและแบ่งปันให้ไปทำประโยชน์แก่ผู้ต้องขังด้วยกันทั้งสิ้น ยังคงสอนทำอาหารมังสวิรัติเหมือนเคย และสอนให้ผู้ต้องขังปฏิบัติธรรมที่ตนเองทำได้เองอยู่ตลอดค่ะ นี่ล่ะค่ะ 2 ท่านที่อยู่ในใจของพวกเราเสมอมาอย่างไม่เคยแปรเปลี่ยน แม้จะอยู่ในที่ใด 2 ท่านนี้ก็สร้างประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่เสมอ ลองคิดดูนะคะว่า ถ้าทั้ง 2 ได้กลับบ้านมา จะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยเราซักแค่ไหน
มีอีกเรื่องที่คุณวีระฝากมาถึงพี่น้องทุกท่านค่ะ คุณวีระอยากให้พวกเรารวบรวมรายชื่อให้ได้ 10,000 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อนายกฯ และคณะรัฐบาลให้เร่งลัดให้ช่วยเหลือทั้ง 2 ท่านให้ได้รับอิสรภาพโดยเร็วที่สุด พวกเราจะรวมตัวกันไปยื่นในนามของประชาชน(ไม่มีพวก ไม่มีกลุ่มและไม่มีสี) ใช้แบบฟอร์มตามภาพนะคะ(ดาวน์โหลดได้)ไม่ต้องใช้สำเนาบัตรประชาชน เมื่อรวบรวมได้แล้วขอให้ส่งไปรวมกันที่คุณมุ่งธรรม ตามที่จะระบุให้ใน ment นะคะ หากมีความคืบหน้าในส่วนใดมากกว่านี้ จะมาแจ้งให้พี่น้องได้รับทราบในครั้งต่อไปค่ะ
โดย: Sirilak Choosuwan
http://www.facebook.com/sirilak.choosuwan
มทร.รัตนโกสินทร์ เตรียม“รักการออม เพื่อถวายในหลวง”ปลูกวินัย ประหยัดอดออม
มทร.รัตนโกสินทร์ เตรียมจัด “โครงการ “รักการออม เพื่อถวายในหลวง” หวังกระตุ้นจิตสำนึก ปลูกฝังวินัยความประหยัด อดออม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2554 นี้ พร้อมเชิญชวนร่วมบริจาค เข้าร่วมโครงการทูลเกล้าฯ ถวายพ่อหลวง
รศ.ดร. อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) รัตนโกสินทร์ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 มทร.รัตนโกสินทร์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงจัดโครงการ “รักการออม เพื่อถวายในหลวง” โดยจัดทำในรูปแบบช้างออมสิน จำนวน 10,000 ตัว เพื่อเป็นการปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกในการรักการออมให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 840 คน และกำหนดให้เป็นโรงเรียนในเขตพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ คือ จังหวัดนครปฐม และประจวบคีรีขันธ์ โดยดำเนินการมอบช้างออมสินให้แก่โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อแจกจ่ายแก่นักเรียนใช้ออมเงินตั้งแต่เดือน สิงหาคม - ธันวาคม 2554 ต่อจากนั้นให้นักเรียนรวบรวมเงินที่ออมได้เปิดบัญชีเพื่อมีสมุดฝากเป็นของตนเอง โดยมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้ประสานงานกับธนาคารออมสินในการเปิดบัญชีให้กับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการต่อไป
"สังคมปัจจุบันเด็กและเยาวชนมีสิ่งยั่วยุเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องของวัตถุนิยม ขณะที่พ่อแม่ต้องทำงานมากขึ้น ทำให้มีเวลาอยู่กับลูกน้อยลง จึงเลือกใช้วิธีการเลี้ยงดูโดยใช้เงินซื้อของให้ลูกเป็นการทดแทนเวลา ส่งผลให้เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักคุณค่าของเงิน ไม่ประหยัด ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย อีกทั้งยังส่งผลในการวางแผนการใช้จ่ายเงินในอนาคตของเด็ก ดังนั้น ถ้าแต่ละครอบครัวช่วยกันปลูกฝังนิสัยการออม การใช้เงินอย่างรู้คุณค่าตั้งแต่เด็ก เชื่อว่าเมื่อโตขึ้นจะไม่ประสบปัญหาเรื่องการเงิน และมีวินัยด้านการใช้จ่าย" รศ.ดร. อิสสรีย์ กล่าว
อธิการบดีมทร.รัตนโกสินทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยจะแจกจ่ายช้างออมสินให้แก่ผู้สนับสนุนโครงการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร บุคลากร ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และประชาชนที่สนใจ เพื่อออมเงิน และแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีในการน้อมนำพระราชจริยวัตรของพระองค์ท่านไปสู่การปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นรากฐานแห่งความมั่นคงและยั่งยืน โดยนำเงินออมที่รวบรวมได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จพระราชกุศล ตามพระราชอัธยาศัย
ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาศาลายา บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี โครงการ “รักการออม เพื่อถวายในหลวง” เลขที่บัญชี 459-0-32664-7ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2554 ไปยังสำนักงานอธิการบดี คุณสิริมา สีสุข เบอร์โทรศัพท์ 0-2441-6002 เบอร์โทรสาร 0-2441-6066 สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประชาสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ มทร.รัตนโกสินทร์ โทร.02-889-4585-7 ต่อ 2002-2005
รศ.ดร. อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) รัตนโกสินทร์ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 มทร.รัตนโกสินทร์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงจัดโครงการ “รักการออม เพื่อถวายในหลวง” โดยจัดทำในรูปแบบช้างออมสิน จำนวน 10,000 ตัว เพื่อเป็นการปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกในการรักการออมให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 840 คน และกำหนดให้เป็นโรงเรียนในเขตพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ คือ จังหวัดนครปฐม และประจวบคีรีขันธ์ โดยดำเนินการมอบช้างออมสินให้แก่โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อแจกจ่ายแก่นักเรียนใช้ออมเงินตั้งแต่เดือน สิงหาคม - ธันวาคม 2554 ต่อจากนั้นให้นักเรียนรวบรวมเงินที่ออมได้เปิดบัญชีเพื่อมีสมุดฝากเป็นของตนเอง โดยมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้ประสานงานกับธนาคารออมสินในการเปิดบัญชีให้กับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการต่อไป
"สังคมปัจจุบันเด็กและเยาวชนมีสิ่งยั่วยุเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องของวัตถุนิยม ขณะที่พ่อแม่ต้องทำงานมากขึ้น ทำให้มีเวลาอยู่กับลูกน้อยลง จึงเลือกใช้วิธีการเลี้ยงดูโดยใช้เงินซื้อของให้ลูกเป็นการทดแทนเวลา ส่งผลให้เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักคุณค่าของเงิน ไม่ประหยัด ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย อีกทั้งยังส่งผลในการวางแผนการใช้จ่ายเงินในอนาคตของเด็ก ดังนั้น ถ้าแต่ละครอบครัวช่วยกันปลูกฝังนิสัยการออม การใช้เงินอย่างรู้คุณค่าตั้งแต่เด็ก เชื่อว่าเมื่อโตขึ้นจะไม่ประสบปัญหาเรื่องการเงิน และมีวินัยด้านการใช้จ่าย" รศ.ดร. อิสสรีย์ กล่าว
อธิการบดีมทร.รัตนโกสินทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยจะแจกจ่ายช้างออมสินให้แก่ผู้สนับสนุนโครงการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร บุคลากร ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และประชาชนที่สนใจ เพื่อออมเงิน และแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีในการน้อมนำพระราชจริยวัตรของพระองค์ท่านไปสู่การปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นรากฐานแห่งความมั่นคงและยั่งยืน โดยนำเงินออมที่รวบรวมได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จพระราชกุศล ตามพระราชอัธยาศัย
ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาศาลายา บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี โครงการ “รักการออม เพื่อถวายในหลวง” เลขที่บัญชี 459-0-32664-7ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2554 ไปยังสำนักงานอธิการบดี คุณสิริมา สีสุข เบอร์โทรศัพท์ 0-2441-6002 เบอร์โทรสาร 0-2441-6066 สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประชาสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ มทร.รัตนโกสินทร์ โทร.02-889-4585-7 ต่อ 2002-2005
ปูเสฉวน กับ ปูเสฉวนแดง
ได้อ่านบทความของคุณเปลว สีน้ำเงิน เกี่ยวกับปูเสฉวน และ พวกคอมิวนิสต์หลงยุค แล้วชอบใจจึงขอนำมาถ่ายทอดเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้
ปูเสฉวนมันอยู่ทั้งในน้ำและบนบก กินทุกอย่างเป็นอาหาร แต่มันไม่มีเปลือกห่อหุ้มเป็นของตัวเอง ต้องเข้าไปอาศัยอยู่ตามเปลือกหอยกาบเดียวที่ตายแล้ว เช่นหอยสังข์บ้าง หอยเจดีย์บ้าง หอยโข่งบ้าง หอยมวนพลูบ้าง เรียกว่าอาศัย "เปลือกอื่น" พรางตัว ไปสู่เป้าหมาย!
เดี๋ยวนี้ทันสมัย ปูเสฉวนอาศัยขวดแก้ว กระป๋อง อะไรก็ได้ที่เป็นมลพิษภาวะแบบโพรงลอยน้ำมาติดตามหาด ปูเสฉวนก็จะใช้เป็นทั้งแบรนด์ตัวเอง และเป็นทั้งที่ก่อร่างสร้างฐานอำนาจ พอตัวโตคับเปลือก ก็ทิ้งเปลือกอันเป็นรูปลักษณ์เดิม คลานออกไปหา "เปลือกใหม่" เป็นรูปลักษณ์ตัวเองใหม่ ปูเสฉวนทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กินไม่เลือกไปอย่างนี้เรื่อยๆ ตามชาติพันธุ์ จนกว่าจะตาย
ปูเสฉวน ไม่ใช่หอยสังข์ ไม่ใช่หอยโข่ง ไม่ใช่หอยเจดีย์ ไม่ใช่ขวด ไม่ใช่กระป๋อง ปูเสฉวน เป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงอาศัยเปลือก "คลุมร่าง" ตัวเองไปสู่เป้าหมายให้ได้เท่านั้น และเมื่อโตจากเปลือกหนึ่ง ก็พร้อมทิ้งเปลือกที่เล็ก ไปหาเปลือกที่ใหญ่ขึ้น...ใหญ่ขึ้น
นั้นคือธรรมชาติของปูเสฉวน ที่คุณเปลว สีน้ำเงิน ได้วาดภาพให้เห็น
แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย คือ “ปูเสฉวนแดง” อันประกอบด้วยนายทุนสามานย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นนักโทษหนีคุก กับพวกคอมมิวนิสต์หลงยุคกลุ่มหนึ่ง และแกนนำผู้ก่อการร้ายแดงอีกกลุ่มหนึ่ง อาศัยชาวบ้านไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดงเป็นโล่ห์เป็นเกราะ (เปลือก) คลุมร่างอำพรางตัวตนที่แท้จริง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของพวกตัวเอง เปรียบเสมือนปูเสฉวนอาศัย เปลือกหอย ขวดแก้ว กระป๋อง เป็นเปลือกห่อหุ้มอำพรางตัว เพื่อหากินไปตามภาษาสัตว์ประเภทหนึ่ง
เมื่อถึงวันหนึ่ง “ปูเสฉวนแดง” เติบใหญ่ปีกกล้าขาแข็ง เพราะยึออำนาจรัฐ ยึดกองทัพ ยึดตำรวจ ไว้ได้เบ็ดเสร็จ ตลอดจนกอบโกยโกงกินจนพุงกาง จนกระทั้ง เปลือก (บรรดาไพร่รากหญ้า) ที่เคยอาศัยอำพรางตัวหมดความจำเป็นแล้ว ปูเสฉวนแดง ก็พร้อมที่จะสลัดทิ้ง เพราะมีกองกำลังที่แข็งแกร็งกว่าไว้คุ้มกันภัยแล้ว จึงไม่ต่างจากปูเสฉวนที่สลัดเปลือกหอย ขวดแก้ว กระป๋อง ทิ้งเพราะไม่สามารถห่อหุ้มปูเสฉวนที่ตัวใหญ่ขึ้นได้ ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น
ธาตุแท้ของพวก “ปูเสฉวนแดง” ไม่ได้มีอุดมกงอุดมการณ์อะไร เพื่อความอยู่ดีกินดีของบรรดาไพร่รากหญ้าอย่างแท้จริงแต่ประการใด เพราะจากพฤติกรรมที่หลอกใช้ไพร่รากหญ้ามวลชนคนเสื้อแดง ก็เป็นเพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือนำพาพวก “ปูแสฉวนแดง” ไปสู่เป้าหมาย คือ ยึดอำนาจรัฐ กอบโกยโกงกิน เสวยสุข เท่านั้นเอง
ซึ่งวิเคราะห์ได้จากนโยบายต่าง ๆ ที่ออกมาหลอกไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดง ล้วนแล้วแต่จะย้อนกลับเป็นพิษภัยต่อบรรดาไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวทั้งสิ้น ถ้าทำตามนโยบายที่หลอกหาเสียงกับชาวบ้านผู้ยากไร้จริง ๆ เพราะกลัวถูกไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดงรุมกระทืบ ซึ่งหมายความว่า ประเทศชาติและคนไทยทั้งประเทศจะต้องรับกรรมจากการทำตามนโยบาย “ปูเสฉวนแดง”
แต่ถ้าไม่ทำตามที่หาเสียง นั้นแสดงว่าหลอกลวงไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดง เพราะนโยบายนั้นเป็นเรื่องเพ้อฝันทำไม่ได้จริง แต่หลอกตีกินไปเรียบร้อยแล้ว หรือถ้ามีเลือกตั้งคราวหน้าอาจจะหาเสียงใช้มุกหลอกชาวบ้านหนักข้อยิ่งขึ้น เช่น จะสร้างสนามบินทุกหมู่บ้าน จะแจกเครื่องบินให้ไพร่รากหญาบ้านละลำ เป็นต้น เพราะบรรดา “ปูเสฉวนแดง” ล้วนแล้วแต่ดูถูกชาวบ้านไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดง ทำนองว่าหลอกง่ายเหลือเกิน
เมื่อไหร่หนอ พวกไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดง จะรู้ตัวว่าพวกตัวเองก็เป็นได้เพียง “เปลือก” เป็นได้เพียง หอย เป็นได้เพียงขวดแก้ว เป็นได้เพียงกระป๋อง ให้พวกนี้อาศัยคลุมอำพรางตัวเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย หรือจะต้องรอจนถึงวันที่ “ปูเสฉวนแดง” จะสลัดเปลือกนี้ทิ้งเสียก่อนจึงจะรู้สึกตัว
แต่ถ้าถึงวันนั้นจริง ประเทศชาติก็คงไม่เหลืออะไรแล้ว เวรกรรม ... เวรกรรม จริง ๆ
ประชาชน
28 กรกฏาคม 2554
.......
ปูเสฉวนมันอยู่ทั้งในน้ำและบนบก กินทุกอย่างเป็นอาหาร แต่มันไม่มีเปลือกห่อหุ้มเป็นของตัวเอง ต้องเข้าไปอาศัยอยู่ตามเปลือกหอยกาบเดียวที่ตายแล้ว เช่นหอยสังข์บ้าง หอยเจดีย์บ้าง หอยโข่งบ้าง หอยมวนพลูบ้าง เรียกว่าอาศัย "เปลือกอื่น" พรางตัว ไปสู่เป้าหมาย!
เดี๋ยวนี้ทันสมัย ปูเสฉวนอาศัยขวดแก้ว กระป๋อง อะไรก็ได้ที่เป็นมลพิษภาวะแบบโพรงลอยน้ำมาติดตามหาด ปูเสฉวนก็จะใช้เป็นทั้งแบรนด์ตัวเอง และเป็นทั้งที่ก่อร่างสร้างฐานอำนาจ พอตัวโตคับเปลือก ก็ทิ้งเปลือกอันเป็นรูปลักษณ์เดิม คลานออกไปหา "เปลือกใหม่" เป็นรูปลักษณ์ตัวเองใหม่ ปูเสฉวนทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กินไม่เลือกไปอย่างนี้เรื่อยๆ ตามชาติพันธุ์ จนกว่าจะตาย
ปูเสฉวน ไม่ใช่หอยสังข์ ไม่ใช่หอยโข่ง ไม่ใช่หอยเจดีย์ ไม่ใช่ขวด ไม่ใช่กระป๋อง ปูเสฉวน เป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงอาศัยเปลือก "คลุมร่าง" ตัวเองไปสู่เป้าหมายให้ได้เท่านั้น และเมื่อโตจากเปลือกหนึ่ง ก็พร้อมทิ้งเปลือกที่เล็ก ไปหาเปลือกที่ใหญ่ขึ้น...ใหญ่ขึ้น
นั้นคือธรรมชาติของปูเสฉวน ที่คุณเปลว สีน้ำเงิน ได้วาดภาพให้เห็น
แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย คือ “ปูเสฉวนแดง” อันประกอบด้วยนายทุนสามานย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นนักโทษหนีคุก กับพวกคอมมิวนิสต์หลงยุคกลุ่มหนึ่ง และแกนนำผู้ก่อการร้ายแดงอีกกลุ่มหนึ่ง อาศัยชาวบ้านไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดงเป็นโล่ห์เป็นเกราะ (เปลือก) คลุมร่างอำพรางตัวตนที่แท้จริง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของพวกตัวเอง เปรียบเสมือนปูเสฉวนอาศัย เปลือกหอย ขวดแก้ว กระป๋อง เป็นเปลือกห่อหุ้มอำพรางตัว เพื่อหากินไปตามภาษาสัตว์ประเภทหนึ่ง
เมื่อถึงวันหนึ่ง “ปูเสฉวนแดง” เติบใหญ่ปีกกล้าขาแข็ง เพราะยึออำนาจรัฐ ยึดกองทัพ ยึดตำรวจ ไว้ได้เบ็ดเสร็จ ตลอดจนกอบโกยโกงกินจนพุงกาง จนกระทั้ง เปลือก (บรรดาไพร่รากหญ้า) ที่เคยอาศัยอำพรางตัวหมดความจำเป็นแล้ว ปูเสฉวนแดง ก็พร้อมที่จะสลัดทิ้ง เพราะมีกองกำลังที่แข็งแกร็งกว่าไว้คุ้มกันภัยแล้ว จึงไม่ต่างจากปูเสฉวนที่สลัดเปลือกหอย ขวดแก้ว กระป๋อง ทิ้งเพราะไม่สามารถห่อหุ้มปูเสฉวนที่ตัวใหญ่ขึ้นได้ ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น
ธาตุแท้ของพวก “ปูเสฉวนแดง” ไม่ได้มีอุดมกงอุดมการณ์อะไร เพื่อความอยู่ดีกินดีของบรรดาไพร่รากหญ้าอย่างแท้จริงแต่ประการใด เพราะจากพฤติกรรมที่หลอกใช้ไพร่รากหญ้ามวลชนคนเสื้อแดง ก็เป็นเพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือนำพาพวก “ปูแสฉวนแดง” ไปสู่เป้าหมาย คือ ยึดอำนาจรัฐ กอบโกยโกงกิน เสวยสุข เท่านั้นเอง
ซึ่งวิเคราะห์ได้จากนโยบายต่าง ๆ ที่ออกมาหลอกไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดง ล้วนแล้วแต่จะย้อนกลับเป็นพิษภัยต่อบรรดาไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวทั้งสิ้น ถ้าทำตามนโยบายที่หลอกหาเสียงกับชาวบ้านผู้ยากไร้จริง ๆ เพราะกลัวถูกไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดงรุมกระทืบ ซึ่งหมายความว่า ประเทศชาติและคนไทยทั้งประเทศจะต้องรับกรรมจากการทำตามนโยบาย “ปูเสฉวนแดง”
แต่ถ้าไม่ทำตามที่หาเสียง นั้นแสดงว่าหลอกลวงไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดง เพราะนโยบายนั้นเป็นเรื่องเพ้อฝันทำไม่ได้จริง แต่หลอกตีกินไปเรียบร้อยแล้ว หรือถ้ามีเลือกตั้งคราวหน้าอาจจะหาเสียงใช้มุกหลอกชาวบ้านหนักข้อยิ่งขึ้น เช่น จะสร้างสนามบินทุกหมู่บ้าน จะแจกเครื่องบินให้ไพร่รากหญาบ้านละลำ เป็นต้น เพราะบรรดา “ปูเสฉวนแดง” ล้วนแล้วแต่ดูถูกชาวบ้านไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดง ทำนองว่าหลอกง่ายเหลือเกิน
เมื่อไหร่หนอ พวกไพร่รากหญ้า มวลชนคนเสื้อแดง จะรู้ตัวว่าพวกตัวเองก็เป็นได้เพียง “เปลือก” เป็นได้เพียง หอย เป็นได้เพียงขวดแก้ว เป็นได้เพียงกระป๋อง ให้พวกนี้อาศัยคลุมอำพรางตัวเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย หรือจะต้องรอจนถึงวันที่ “ปูเสฉวนแดง” จะสลัดเปลือกนี้ทิ้งเสียก่อนจึงจะรู้สึกตัว
แต่ถ้าถึงวันนั้นจริง ประเทศชาติก็คงไม่เหลืออะไรแล้ว เวรกรรม ... เวรกรรม จริง ๆ
ประชาชน
28 กรกฏาคม 2554
.......
อยากให้แ้ก้รัฐธรรมนูญโดยให้ยกเลิกการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อครับ
อยากให้แ้ก้รัฐธรรมนูญโดยให้ยกเลิกการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อครับ เพราะว่าการเลือกตั้งแบบนี้มีช่องว่างให้ใครก็ได้ซึ่งอาจจะเป็นเจ้าพ่อ นักเลง ผู้ก่อการร้าย ผู้ที่เบื้องหลังประกอบอาชีพไม่สุจริต มาสมัครเป็น สส แบบบัญชีรายชื่อได้ เพราะพวกเหล่านี้มาเป็น สส ได้โดยอาศัยอานิสงค์จากคนอื่นในบัญชีรายชื่อที่ได้รับความนิยม แต่ถ้าลำพังเฉพาะตัวเองแล้วไม่มีทางได้รับเลือกเข้ามาได้ เพราะการเลือกแบบบัญชีรายชื่อนี้เหมือนเป็นการเหมายกเข่ง ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือกเป็นคนๆเหมือนแบบเขตได้ บางคนชอบแค่คนนั้นแต่ไม่ชอบคนนี้แต่ก็กาให้ ซึ่งถือเป็นข้อเสียทำให้พวกที่ชั่วๆเลวๆอาศัยการเลือกแบบนี้เข้ามาได้ และชอบอ้างตลอดว่าประชาชนเลือกผมเข้ามา แท้ที่จริงเค้าเลือกคนอื่นแต่เมิงหน่ะได้อานิสงค์คนอื่นเข้ามา ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเลือก สส โดยตรงทั้งหมด อย่างนายกก็เหมือนกัน อยากจะให้ประเทศไทยเลือกนายกได้โดยตรง เพื่อวัดกันไปเลยว่าคนส่วนใหญ่ในชาติเค้าอยากให้ใครมาบริหาร ไม่ใช่ว่ามีเงินเยอะแล้วอ่านสคริปท์ไม่กี่วันก็มาเป็นได้
ขอออกความเห็นหน่อยครับ
ขอออกความเห็นหน่อยครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)