ภาพวิวทิวทัศน์ยามรุ่งอรุณที่ดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นจากริมขอบฟ้าสวยงามเหลือจะกล่าว เสียงไก่ขันดังกังวาล เริ่มต้นวันใหม่ที่สดชื่น ทำให้หลายๆคนฟื้นฟูเรี่ยวแรงจากการนอนหลับพักผ่อนได้มาก
บ้างก็นอนจนแดดเริ่มโลมเลียผิวหนังในช่วงเช้าตรู่จึงลุกขึ้นไปประกอบกิจการงาน จวบจนกระทั่งสาย จะได้เห็นต้นไม้ใบหญ้าหยอกล้อกับลมและแสงแดดอย่างชิดใกล้
เวลาหมุนเวียนผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนดวงอาทิตย์เปลี่ยนสีเป็นสีส้มเมื่อจวนจะลับขอบฟ้า กระทบกับคลื่นลมและคลื่นน้ำทะเล ชวนดูเพราะสะดุดตาไม่น้อย
บางครั้งเราได้เจอกับเหตุการณ์ที่เหมือนกับได้เคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งๆที่เราไม่เคยมาในสถานที่แห่งนี้มาก่อนเลย และไม่เคยเจอผู้คนในสถานที่แห่งนี้มาก่อนเช่นกัน แต่เราก็สามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เหมือนกับเราได้เห็นมาก่อนล่วงหน้า ผมเรียกเหตุการณ์นี้เอาเองว่าจิตเดินทาง เพราะเกิดขึ้นมาหลายครั้งจนชิน
เสียงจักจั่นหรือแมลงในท้องทุ่งหรือชายป่าในยามค่ำคืน ทำให้จิตใจที่คลายตัวลงจากหลากอารมณ์ให้ค่อยๆสงบ และนิ่งกับอารมณ์หนึ่ง ที่เราพิจารณามันอยู่
คล้ายแสงแดดที่ลอดรูฝาผนังเข้ามาในเรือนบ้าน จนเรามองเห็นฝุ่นละอองในลำ แสงอาทิตย์อย่างชัดเจน นิ่งและนาน สงบ อบอุ่น สบายอย่างบอกไม่ถูก
กาแฟหอมกรุ่น ขมนุ่มลิ้นชุ่มคอ นี่สินะกาแฟที่ตรงกับความหมายของมันและตรงกับรสชาดที่บ่งบอกตามคำชี้ชวนและโฆษณาจากสื่อของบริษัทผู้ขาย แต่มันก็อร่อยอย่างเขาว่าจริงๆ อร่อยตามที่เขาชี้ชวนสรรพคุณ
ได้นอนที่นอนนุ่มกับคนที่แสนรัก ใจมันเตลิดไปกับความสุข ยากที่จะเขียนบรร ยายเป็นตัวหนังสือ ว่ามันสุขแค่ไหน เธอคนสวยอันเป็นที่รักนอนหลับตาพริ้มอยู่ก็ยังดูสวยไม่สร่าง นี่แหละหนาเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยาก ผู้ที่จะคอยร่วมสุขเสมอ ดูแลยามป่วยไข้รับใช้ยามลำบาก น่าทนุถนอมยามมีความสุข
ถ้าไม่รู้จักคำว่าทุกข์มาก่อน ก็คงเถียงพระอาจารย์คอเป็นเอ็นเลยว่า ทุกข์ไม่มีหรอก เราคิดไปเองทั้งนั้น แต่เพราะเห็นทุกข์และตัวทุกข์มากับตัวเอง จึงไม่กล้าแม้กระทั่งปริปากกับท่าน และยอมรับความจริงที่ไม่มีอะไรจะโต้แย้งได้เลย
พระอาจารย์เทศน์เรื่องของความทุกข์ให้ฟังมากมาย จนเคยคิดแต่แรกว่าท่านมองโลกในแง่ร้ายหรือเปล่า แต่กาลเวลาผ่านไป สิ่งที่ท่านพูด สิ่งที่ท่านสอน เป็นจริงเสมอ
เมื่อพบกับสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์ เมื่อพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์
อนิจจังคือความไม่เที่ยงแท้ถาวรเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นทุกข์ เหมือนคนอันเป็นที่รักในอดีตกลับเหินห่างหมดรักและจากกกันไปเสียเฉย เพื่อนรักที่แสนดีก็เดินทางไกลจากไปอย่างไม่มีวันกลับ รวมทั้งผู้คนอันเป็นที่รักหลายต่อหลายคนก็ทิ้งเราจากไป ที่เราเรียกกันเองว่าเดินทางไกล
ทุกขังคือทนได้ยาก ขมขื่น อึดอัด คับแค้น บางคนถึงกับพร่ำเพ้อรำพัน
อนัตตา คือไม่ใช่ตัวใช่ตน สุดท้ายก็กลับไปเป็นฝุ่นหวนคืนสู่ธรรมชาติ ดังที่พระอาจารย์เรียกว่าขันธ์ห้า และย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ควรรู้ไว้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาประชุมกันเป็นกายกับใจนี้ หากเลิกประชุมแล้ วก็ต่างแยกย้ายกันไป
ท่านเคยถามว่าไปดูหนังสนุกไหม แล้วท่านก็ตอบเองว่าสนุกแค่ไหน ก็ต้องมีตอนจบใช่ไหม เบญจขันธ์ประชุมก็เช่นเดียวกันนั่นแหละ ไม่ต่าง
ท่านเน้นย้ำเสมอว่าขันธ์ห้าเป็นอนัตตา พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่สอน เพื่อให้คนคลายจากความยึดมั่นถือมั่น และอยู่อย่างเป็นสุขเพราะรู้ความจริงก่อนแล้ว
รูปก็คือกายนี่แหละ เวทนาคือความรู้สึกทุกข์และสุข สัญญาคือจำได้ หมายมั่นว่ารู้ สังขารคือคิดนึกอะไรขึ้นมา วิญญาณคือความรุ้ชัดทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แล้วก็ย้ำอีกครั้งว่าทั้งหมดนี้เป็นอนัตตา และให้จำไว้ให้ดี
ท่านอาจารย์ยังสอนอีกว่าการยึดติดหรือยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง มันมีค่าจ้างคือความรู้สึกอร่อยสุดยอดทางใจ ที่ท่านพุทธทาสเทศน์ฯให้ฟังบ่อยๆ
และคำว่าอร่อยนี้มันเกินพอดี เหมือนกินอาหารอิ่มแล้วก็ถือว่าพอ แต่อร่อยมันยังไม่หยุด ผิดกับหมาแมวที่มันอิ่มแล้วก็พอ เดินหนีถาดอาหารไปเฉยๆ จะมีก็แต่หมายังตามเฝ้าถาดอาหารบ้าง ที่เรียกว่าหมาหวงก้าง ใครอย่าได้มายุ่งของฉันเชียวนะ เป็นกระโดดกัดจริงๆ แม้จะอิ่มแล้ว
ความอร่อยนี้นำมายังซึ่งการเสพซ้ำและเสพติด และเป็นเหตุทำใ้ห้เกิดเวียนว่ายตายเกิดในอารมณ์ทุกอารมณ์ ในขันธ์ทุกขันธ์ และทุกภพทุกชาติที่เรียกว่าวัฎฎะสงสาร
แต่การออกจากวัฎฎะสงสารหรือวิวัฎฎะสงสาร ก็จำเป็นจะต้องทำซ้ำ ฝึกใจให้แข็งแรง ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ เจริญภาวนา แม้กระทั่งเดินจงกรมซ้ำซาก เพื่อสลัดทิ้งความเป็นตัวตนออกไปให้หมดสิ้น หมดอร่อยในกามทั้งปวง
ความซ้ำซากจึงมีสองด้าน ซ้ำซากที่จะเวียนว่ายตายเกิดอีก หรือซ้ำซากเพื่อจะออกไปสิ่งเหล่านั้นโดยโมกธรรมที่แปลว่าธรรมอันเป็นเครื่องหลุดพ้น ด้วยปัญญา
ธรรมะสวัสดี
สัญญา
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ทำได้แบบนี้ รักนี้ก็ยาวาวาวาววววว นานานนนนนนนน...จ๊า.....
ไม่โกรธพร้อมกัน
คงไม่ต้องถึงขั้นว่าเมื่อใดคนใดร้อนเป็นไฟ แล้วอีกคนต้องเย็นประดุจน้ำ
เพราะในความเป็นจริงแล้ว น้ำกับไฟอยู่ด้วยกันไม่ได้
แต่เป็นการเปรียบเปรยว่าหากคุณเกิดอารมณ์ร้อนขึ้นมา
เขาหรือเธอก็ควรจะนิ่งเสีย ไม่ใช่ว่าเธอแรงมาฉันก็แรงไป
ช่วยกันกระพืออุณหภูมิให้สูงยิ่งขึ้น
มันไม่ต่างกับการที่คนรักกัน แต่กลับมาสาดโคลนใส่กัน
ลองนึกภาพดูนะ หากคนสองคนอยู่ในอารมณ์โกรธทั้งคู่
คำพูดคำจาคงดุเดือดเชือดเฉือนกันน่าดู
ดังนั้นหลายๆ คู่จึงมักจะทำข้อตกลงไว้ก่อนว่าเราจะไม่โกรธพร้อมกันเด็ดขาด
ไม่โกรธข้ามคืน
ต่อเนื่องมาจากข้อแรก คือนอกจากจะไม่โกรธพร้อมกันแล้ว
ก็ไม่ควรจะโกรธกันข้ามวันข้ามคืนด้วย
แม้ว่าอารมณ์โกรธน่ะไม่เข้าใครออกใคร และก็ห้ามยาก
ทำได้อย่างมากก็แค่ ข่มอารมณ์โกรธไว้
แต่เมื่อโกรธขี้นมาแล้ว ก็อย่าเก็บเอามาเป็นเรื่องค้างคาใจ
เคลียร์ได้ก็ควรเคลียร์ให้จบภายในวันนั้น อย่าได้พกพาอารมณ์โกรธเข้านอนไปด้วย
เพราะนอกจากจะทำให้คุณนอนไม่หลับแล้วคู่ กรณีของคุณก็พลอยหลับไม่ลงไปด้วย
ไม่ขึ้นเสียงใส่กัน
ก็ยังเป็นผลสืบเนื่องจากอารมณ์โกรธอยู่นั่นเอง
ไม่ว่าจะโกรธเกรี้ยวขนาดไหน
หรือเพียงแค่เป็นความคุกรุ่นไม่พอใจอยู่ในอก
แต่น้ำเสียงที่สื่อสารออกมานั้น
จะมีความเข้มข้นหนักเบา และสะดุดหูต่างกันไป
ความดังของเสียงอาจจะเริ่มต้นจากพูดเสียงสะบัด
หางเสียงตวัดขึ้นสูงไปจนถึงขั้นตวาดแว้ดๆ ฟังไม่รู้เรื่องเลย
ส่วนคุณพ่อบ้าน ก็อาจจะเผลอเรอตะคอกใส่หน้าสุดที่รักได้
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็เพียงเพราะอารมณ์พาไปทั้งนั้น
ดังนั้น เมื่อใดที่รู้ตัวว่าเก็บอารมณ์ไม่อยู่แล้วจริงๆ ให้ใช้วิธีนิ่งเสีย
แล้วก็ปลีกตัวออกห่างๆ จะเป็นการดีที่สุด
ไม่ยุแหย่ยั่วยุ
ไม่ว่าหญิงหรือชาย เมื่อมีปากเสียงกันแล้ว นอกจากไม่ขึ้นเสียงใส่กัน
ทั้งคู่ควรระวังคำพูดที่จะทำร้ายซึ่งกันและกัน เพราะคำพูดที่ยั่วยุ
ยั่วอารมณ์ไม่ได้ทำให้ปัญหามีจบลงได้
ทั้งนี้ทั้งคู่ต้องอดทน หนักแน่นและหันหน้ามาพูดจากันดีๆดีกว่า
ไม่ลงไม้ลงมือ
สาเหตุหลักสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้หลายคู่ต้องยุติชีวิตรักนั้น
มาจากการถูกทำร้ายร่างกายจากคนที่รัก
โดยเฉพาะฝ่ายหญิง ที่มักจะโดนท้าร้ายอยู่เสมอ
ดังนั้นไม่ว่าจะประสบปัญหาร้ายแรงสักเพียงใด
ขอให้ตระหนักไว้ว่า คนตรงหน้า คือคนที่เราตัดสินใจลงเรือลำเดียวกันแล้ว
เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้น “คนรักกัน จะไม่ทำร้ายกัน”
ไม่รื้อฟื้นเรื่องอดีต
เราอาจจะไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็เลือกจำเฉพาะส่วนที่ดีๆได้
เรื่องราวใดที่สร้างความบาดหมางใจ บั่นทอนความรักความรู้สึกดีๆที่มีต่อกัน
ก็ควรลืมมันเสีย เก็บไว้เป็นบทเรียนหรือประสบการณ์สอนใจ
ถ้าจะนั่งรำลึกความหลังก็ควรพูดถึงแต่เรื่องดีๆ ของเขาหรือเธอ
ก็จะทำให้คุณทั้งสองมีความรู้สึกที่ดีต่อกันอยู่เสมอ
ไม่เงียบเกินไป
เป็นบ้างไหม อยู่กันไปนานวันเข้า คุยกันแทบจะนับคำได้
ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องคุยมันหายไปไหนหมด
กลับเข้าบ้านก็เหมือนต่างคนต่างอยู่ อย่างนี้ไม่ดีแน่นอน
คุณอาจจะแย้งว่า อยู่กันมาหลายปี คุยกันจนหมดเรื่องคุยแล้ว
อันนี้คุณกำลังหลอกตัวเองอยู่แน่ๆ เรื่องคุยไม่มีวันหมดหรอก
ถามใจตัวเองดีกว่า ว่าความเงียบระหว่างสองเราที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะอะไรแน่
ความเงียบจะนำมาซึ่งความห่างเหินและหมางเมิน
จนในที่สุด คุณอาจจะกลายเป็นคนแปลกหน้าที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันได้ในสักวัน
เพราะฉะนั้น หันหน้ามาคุยกันเถอะ เรื่องราวสัพเพเหระต่างๆ
ให้เขาหรือเธอ รู้สึกว่าคุณยังอยู่เคียงข้างเสมอ
เพียงเท่านี้ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจได้แล้ว
ไม่ท้าทายเรื่องเลิก
สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้
เพราะหากเราพูดจาท้าทายเรื่องเลิกกันหลายๆครั้ง
ความรู้สึกที่โดนท้าทาย อาจชินชาเข้าสักวัน
จนความรักที่อยู่มันถูกบั่นทอนไปไม่รู้ตัว
และในที่สุด ชีวิตรักก็จะสั้นลงกว่าที่คิดไว้
คงไม่ต้องถึงขั้นว่าเมื่อใดคนใดร้อนเป็นไฟ แล้วอีกคนต้องเย็นประดุจน้ำ
เพราะในความเป็นจริงแล้ว น้ำกับไฟอยู่ด้วยกันไม่ได้
แต่เป็นการเปรียบเปรยว่าหากคุณเกิดอารมณ์ร้อนขึ้นมา
เขาหรือเธอก็ควรจะนิ่งเสีย ไม่ใช่ว่าเธอแรงมาฉันก็แรงไป
ช่วยกันกระพืออุณหภูมิให้สูงยิ่งขึ้น
มันไม่ต่างกับการที่คนรักกัน แต่กลับมาสาดโคลนใส่กัน
ลองนึกภาพดูนะ หากคนสองคนอยู่ในอารมณ์โกรธทั้งคู่
คำพูดคำจาคงดุเดือดเชือดเฉือนกันน่าดู
ดังนั้นหลายๆ คู่จึงมักจะทำข้อตกลงไว้ก่อนว่าเราจะไม่โกรธพร้อมกันเด็ดขาด
ไม่โกรธข้ามคืน
ต่อเนื่องมาจากข้อแรก คือนอกจากจะไม่โกรธพร้อมกันแล้ว
ก็ไม่ควรจะโกรธกันข้ามวันข้ามคืนด้วย
แม้ว่าอารมณ์โกรธน่ะไม่เข้าใครออกใคร และก็ห้ามยาก
ทำได้อย่างมากก็แค่ ข่มอารมณ์โกรธไว้
แต่เมื่อโกรธขี้นมาแล้ว ก็อย่าเก็บเอามาเป็นเรื่องค้างคาใจ
เคลียร์ได้ก็ควรเคลียร์ให้จบภายในวันนั้น อย่าได้พกพาอารมณ์โกรธเข้านอนไปด้วย
เพราะนอกจากจะทำให้คุณนอนไม่หลับแล้วคู่ กรณีของคุณก็พลอยหลับไม่ลงไปด้วย
ไม่ขึ้นเสียงใส่กัน
ก็ยังเป็นผลสืบเนื่องจากอารมณ์โกรธอยู่นั่นเอง
ไม่ว่าจะโกรธเกรี้ยวขนาดไหน
หรือเพียงแค่เป็นความคุกรุ่นไม่พอใจอยู่ในอก
แต่น้ำเสียงที่สื่อสารออกมานั้น
จะมีความเข้มข้นหนักเบา และสะดุดหูต่างกันไป
ความดังของเสียงอาจจะเริ่มต้นจากพูดเสียงสะบัด
หางเสียงตวัดขึ้นสูงไปจนถึงขั้นตวาดแว้ดๆ ฟังไม่รู้เรื่องเลย
ส่วนคุณพ่อบ้าน ก็อาจจะเผลอเรอตะคอกใส่หน้าสุดที่รักได้
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็เพียงเพราะอารมณ์พาไปทั้งนั้น
ดังนั้น เมื่อใดที่รู้ตัวว่าเก็บอารมณ์ไม่อยู่แล้วจริงๆ ให้ใช้วิธีนิ่งเสีย
แล้วก็ปลีกตัวออกห่างๆ จะเป็นการดีที่สุด
ไม่ยุแหย่ยั่วยุ
ไม่ว่าหญิงหรือชาย เมื่อมีปากเสียงกันแล้ว นอกจากไม่ขึ้นเสียงใส่กัน
ทั้งคู่ควรระวังคำพูดที่จะทำร้ายซึ่งกันและกัน เพราะคำพูดที่ยั่วยุ
ยั่วอารมณ์ไม่ได้ทำให้ปัญหามีจบลงได้
ทั้งนี้ทั้งคู่ต้องอดทน หนักแน่นและหันหน้ามาพูดจากันดีๆดีกว่า
ไม่ลงไม้ลงมือ
สาเหตุหลักสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้หลายคู่ต้องยุติชีวิตรักนั้น
มาจากการถูกทำร้ายร่างกายจากคนที่รัก
โดยเฉพาะฝ่ายหญิง ที่มักจะโดนท้าร้ายอยู่เสมอ
ดังนั้นไม่ว่าจะประสบปัญหาร้ายแรงสักเพียงใด
ขอให้ตระหนักไว้ว่า คนตรงหน้า คือคนที่เราตัดสินใจลงเรือลำเดียวกันแล้ว
เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้น “คนรักกัน จะไม่ทำร้ายกัน”
ไม่รื้อฟื้นเรื่องอดีต
เราอาจจะไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็เลือกจำเฉพาะส่วนที่ดีๆได้
เรื่องราวใดที่สร้างความบาดหมางใจ บั่นทอนความรักความรู้สึกดีๆที่มีต่อกัน
ก็ควรลืมมันเสีย เก็บไว้เป็นบทเรียนหรือประสบการณ์สอนใจ
ถ้าจะนั่งรำลึกความหลังก็ควรพูดถึงแต่เรื่องดีๆ ของเขาหรือเธอ
ก็จะทำให้คุณทั้งสองมีความรู้สึกที่ดีต่อกันอยู่เสมอ
ไม่เงียบเกินไป
เป็นบ้างไหม อยู่กันไปนานวันเข้า คุยกันแทบจะนับคำได้
ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องคุยมันหายไปไหนหมด
กลับเข้าบ้านก็เหมือนต่างคนต่างอยู่ อย่างนี้ไม่ดีแน่นอน
คุณอาจจะแย้งว่า อยู่กันมาหลายปี คุยกันจนหมดเรื่องคุยแล้ว
อันนี้คุณกำลังหลอกตัวเองอยู่แน่ๆ เรื่องคุยไม่มีวันหมดหรอก
ถามใจตัวเองดีกว่า ว่าความเงียบระหว่างสองเราที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะอะไรแน่
ความเงียบจะนำมาซึ่งความห่างเหินและหมางเมิน
จนในที่สุด คุณอาจจะกลายเป็นคนแปลกหน้าที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันได้ในสักวัน
เพราะฉะนั้น หันหน้ามาคุยกันเถอะ เรื่องราวสัพเพเหระต่างๆ
ให้เขาหรือเธอ รู้สึกว่าคุณยังอยู่เคียงข้างเสมอ
เพียงเท่านี้ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจได้แล้ว
ไม่ท้าทายเรื่องเลิก
สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้
เพราะหากเราพูดจาท้าทายเรื่องเลิกกันหลายๆครั้ง
ความรู้สึกที่โดนท้าทาย อาจชินชาเข้าสักวัน
จนความรักที่อยู่มันถูกบั่นทอนไปไม่รู้ตัว
และในที่สุด ชีวิตรักก็จะสั้นลงกว่าที่คิดไว้
พี่แดง ...หญิงผู้มีชัยต่อความตาย
“สัพเพ ธัมมานาลัง อะภินิเวสายะ
ใดใดในโลก อันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น”
"เรือที่จอดเทียบท่าอยู่นั้น เรายังมิอาจรู้ได้ว่าเป็นเรือที่ดีจริงหรือไม่
ต่อเมื่อมันถูกนำออกทะเล ว่าสามารถฝ่าคลื่นลมมรสุมโดยไม่สะทกสะท้าน
นั้นแหละ จึงจะบอกได้ว่าเป็นเรือที่ดีจริง
บุคคลที่ยังไม่เจอสิ่งกระทบที่หนักหนาสาหัจสากรรจ์
ดังเช่น
การที่ต้องเผชิญกับโรคร้าย ความตาย และความพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นต้น
เราก็ยังไม่อาจบอกได้ว่าเป็นคนที่ปล่อยวางได้จริง
ต่อเมื่อพิสูจน์ตนเองว่าสามารถฝ่าคลื่นลมมรสุมหนักของชีวิตได้โดยไม่สะทกสะท้าน
นั้นแหละ จึงจะบอกได้ว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งจริง ปล่อยวางได้จริง"
พี่แดง ...ผู้จัดการร้านกรอบรูปนำเข้าขนาดใหญ่ อายุราว ๕๐ ปีเศษ
มีสามีเป็นนักธุรกิจ และลูกเล็ก ๆ ๑ คน
ซึ่งเพิ่งจะเตรียมตัวเข้าเรียนในชั้นประถม
เมื่อ เธอรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย (ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๕๒)
เธอได้พูดกับคุณเอก (หนึ่งในกลุ่มเพื่อนธรรมเพื่อนทำ)
ซึ่งรู้จักกันเพราะมีออฟฟิสอยู่ใกล้ ๆ กัน ว่า
"ทำไมต้องเป็นฉัน...ฉันก็เป็นคนดีมาตลอด", “ฉันห่วงลูกมากๆ”
และเมื่อความทุกข์โหมกระหน่ำใส่เธอมากเข้า เธอก็พูดด้วยความท้อใจว่า
"อยากให้มันตายๆ ไปเลย จะได้จบ"
คุณเอกเลยพูดให้สติเธอไปว่า "ตาย แล้วมันไม่จบอย่างที่พี่คิดนะซิ
มันก็ต้องไปเกิดๆ ตายๆ ต่อไปอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น
แถมไม่มีอะไรการันตีได้ว่า เราจะไม่ไปเกิดเป็นหมูหมากาไก่
ก็ยิ่งทุกข์กันเข้าไปใหญ่"
เธอเล่าภายหลังว่าประโยคที่ทำให้เธอคลิ๊กก็คือประโยคที่ว่า
"ตายแล้วมันไม่จบอย่างที่พี่คิดนะซิ"
จาก คำพูดนี้เอง จึงเป็นจุดเริ่มที่ทำให้พี่แดงสนใจศึกษาธรรมะ
โดยมีคุณเอกเป็นเพื่อนกัลยาณมิตร
เธอได้รับความซาบซึ้งในธรรมะของพระพุทธองค์เป็นลำดับ ๆ
ผ่านพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา สุภัทโท และพระอาจารย์ชยสาโร
(ศิษย์ต่างชาติของหลวงพ่อชา) จากซีดีที่คุณเอกนำมามอบให้
รวมทั้งการสนทนาธรรมกับคุณเอกอยู่เนือง ๆ
เพียง ไม่กี่เดือนที่พี่แดงปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง
ความแข็งแกร่งในจิตใจของเธอเริ่มฉายแววออกมาอย่างเด่นชัด
เธอบอกว่าเมื่อมาถึงตรงนี้ เธอไม่ได้คิดจะต่อสู้กับมะเร็ง
หากแต่ยอมรับมันและขออยู่ร่วมกับโรคร้ายนี้ฉันท์มิตร
เมื่อเธอศึกษาและปฏิบัติธรรมมากเข้า ๆ เธอก็ยิ่งเห็นคุณค่าของธรรมะ
และเห็นคุณค่าของเวลาที่ยังเหลืออยู่
ดังนั้้น เธอจึงปฏิบัติธรรมชนิดไม่คิดถึงเรื่องเวล่ำเวลา รู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อไร
ไม่ว่ากี่โมง นั่นถือเป็นเวลาแห่งการปฏิบัติธรรม ตื่นก็ตื่นกับพุทโธ
หลับก็หลับไปกับพุทโธ
พี่แดงยังคงทำงานและกิจวัตรในแต่ละวันตามปรกติเหมือนสมัยที่ยังไม่ป่วย
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ
เธอกลับมีสีหน้าและน้ำเสียงที่แช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ
สวนทางกับการที่ร่างกายเธอต้องถูกโรคมะเร็งเบียดเบียนหนักขึ้นทุกวัน ๆ
เธอพูดบ่อยครั้งขึ้นถึงความเป็นธรรมชาติธรรมดาของทุกสิ่งทุกอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตายที่เธอกำลังเผชิญ
นี้กระมังที่เป็นวิหารธรรมหรือเครื่องอยู่ของเธอนับจากที่เธอได้เข้ามาประพฤติธรรม
ในการศึกษาและปฏิบัติธรรมของเธอนั้น เธอต้องใช้กำลังใจมากกว่าคนทั่วไป
เพราะสามีของเธอก็เหมือนกับคนอื่นๆ
ทั่วไปที่เห็นว่าการปฏิบัติธรรมยังมิใช่สาระสำคัญของชีวิต
เธอต้องสู้อดทนอดกลั้น
และเอาตัวเองเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าธรรมะมีคุณค่าจริง กระทั่งในที่สุด
สามีเธอเอ่ยปากออกมาเองว่าหากเขาเป็นโรคร้ายอย่างเธอ
ก็คงไม่สามารถเป็นอยู่อย่างแช่มชื่นเบิกบานหรือปล่อยวางอย่างเธอได้
นี้จึงเป็นจุดที่เธอถือเป็นโอกาสชี้ให้สามีตระหนักว่าที่เธอเป็นอยู่ได้เช่น
นี้ก็เพราะธรรมะ
เมื่อย่างเข้าปีที่ ๒ ที่เธอป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย (เธอปฏิบัติธรรมมาได้ราว ๑ ปี)
ซึ่งเลยเวลาที่คุณหมอขีดเส้นไว้นานหลายเดือน
...อาการของโรคนั้นเพียบเต็มที่
แต่คุณหมอที่ดูแลอาการป่วยของเธอไม่เข้าใจว่า
ทำไมเธอจึงยังสามารถเดินเหินไปไหนมาไหนได้
อีกทั้งยังพูดคุยเป็นปรกติ ทั้ง ๆ ที่ควรจะมีอาการตัวเหลือง และนอนซม
เพราะความที่ตับของเธอดำหมดแล้ว
คุณหมอไม่รู้ว่าเธอทำตัวอย่างไร วางใจอย่างไร หรือได้ยาวิเศษที่ไหนมา
ถึงได้สามารถรักษาสุขภาพจนอยู่มาได้ขนาดนี้
ซึ่งจากผลทางกายภาพที่คุณหมอมองเห็น
ทำให้คุณหมอพูดด้วยความมั่นใจว่าแนวปฏิบัติที่เธอทำอยู่
(ซึ่งคุณหมอก็ไม่รู้ชัดนักว่าคืออะไร) นั้นถูกต้องแล้ว ให้เธอทำต่อไป
ก่อนที่เธอจะลาโลกนี้ไปไม่กี่เดือน คุณเอกได้ชวนผมไปนั่งสนทนากับเธอ
และสิ่งที่ผมจะถ่ายทอดต่อไปนี้
คือสาระสำคัญที่ได้จากการพูดคุยซักถามเธอเพื่อให้รู้ถึงธรรมโอสถหรือยาวิเศษ
ที่ช่วยรักษาโรคทุกข์ให้กับเธอ
ชนิดที่ผมและเพื่อนในกลุ่มเพื่อนธรรมเพื่อนทำต้องยอมรับและถือเธอเป็นแบบ
อย่างของนักปฏิบัติตัวจริง ชนิดที่แม้เรา ๆ ซึ่งเข้าวัดมานานกว่าเธอมาก
ก็ยังต้องเขินอายต่อความจริงจังในการปฏิบัติธรรมของเธอ
(โปรดอดใจรออ่านบทสัมภาษณ์พี่แดงในกระทู้ต่อไปนะครับ)
บัดนี้ ซึ่งล่วงเลยวันที่สัมภาษณ์พี่แดงมาได้ไม่ถึงปี
พี่แดงก็จากไปอย่างผู้องอาจจริง ๆ แม้ในวันท้าย ๆ
จะมีเลือดออกมาทั้งทางปากและจมูก แต่เธอก็ยังคงรักษาอาการอันสงบระงับไว้
โดยปราศจากการใช้มอร์ฟีนกระทั่งวินาทีสุดท้าย
...ช่างงดงามและเป็นแบบอย่างของนักปฏิบัติผู้มีชัยต่อความตายจริง ๆ
พี่แดงจากไปด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันพฤหัสที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๔
รวมสิริอายุ ๕๐ ปี รวมระยะเวลาที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งราว ๓ ปีเศษ
และปฏิบัติธรรมได้ราว ๒ ปี
กราบอนุโมทนา ต่อบุญกุศลที่พี่แดงบำเพ็ญมาดีแล้ว
และขออนุญาตดวงจิตพี่แดงที่จะนำบทสัมภาษณ์มาเผยแพร่เพื่อเป็นแบบอย่าง
และกำลังใจแก่นักปฏิบัติผู้มุ่งหวังความพ้นทุกข์ทุก ๆ คน
ผมได้สรุปคำสัมภาษณ์ไว้ทั้งสิ้นจำนวน ๑๐ ข้อ โดยจะทยอยลงเผยแพร่เป็นลำดับดังนี้
๑. เมื่อรู้ตัวว่าต้องเผชิญหน้าต่อความตาย ซวนเซเพราะโรคร้าย
แล้วตั้งหลักใจขึ้นได้เพราะวางใจไว้อย่างไร
”อันดับแรกเราต้องยอมรับความจริงให้ได้ก่อน...มันเป็นธรรมชาติ ใบไม้
แม้ยังเขียว แต่หากมีหนอนกัดกินก็ร่วงได้
เกิดเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ก็ยังต้องตายเลย
เกิดเป็นกบเป็นเขียดอยู่ในรูก็ตาย อยู่ในอวกาศก็ตาย ทุกชีวิตต้องตายหมด”
๒. อะไรที่ช่วยเราในยามเจ็บไข้เช่นนี้
* ”ธรรมะ ... ธรรมะและเรื่องใจต้องมาก่อน
ธรรมะสอนให้เรารู้จักว่า หน้าที่ของเราคือการดูแลจิตใจ
ส่วนร่างกายนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอที่จะเยียวยา
* “ธรรมะ ช่วยให้ใจเราดี เมื่อใจเราดี เรานอนหลับได้ รับประทานได้
ร่างกายก็พลอยดีขึ้น ใจไม่ดี ทานก็ไม่ได้ นอนก็ไม่หลับ
ร่างกายก็ทรุดโทรม”
* “ข้อ ปฏิบัติหลักในยามนี้คือ ไหว้พระ ทำสมาธิ คิดในสิ่งที่ดี
พูดในสิ่งที่ดี ๆ ทำในสิ่งที่ดี ๆ ...ตื่นก็ตื่นกับพุทโธ
หลับก็หลับไปกับพุทโธ”
* “ธรรมะนอกจากช่วยเยียวยาใจได้แล้วยังล้ำมาที่ร่างกาย
คือช่วยให้สุขภาพกายดีขึ้นหรือทรุดโทรมช้าลงได้อีกด้วย”
* ”เวลา เข้าไปในห้องพยาบาล ไม่ว่าลูกเรา สามีเรา หรือญาติคนไหน ๆ
ก็ตามเราเข้าไปในห้องไม่ได้ สิ่งเดียวที่ตามเราเข้าไปได้คือ พุทโธๆ
...นี่ขนาดยังไม่ตาย ยังไม่มีใครตามเราเข้าไปได้ ยิ่งเวลาตาย
ไม่มีใครไปกับเราหรือช่วยอะไรเราได้จริง ๆ ทุกคนส่งเราได้แค่กองฟอน
ที่ช่วยได้มีแต่พระ มีแต่ธรรมะเท่านั้น”
๓. ประคองใจคนใกล้ตัวอย่างไรไม่ให้ทุกข์เพราะการเจ็บไข้ของเรา
”ความตายมันเป็นธรรมชาติธรรมดาที่เกิดกับทุกคน ...ตอนนี้ฉันยังไม่ตาย
จะร้องไห้ไปทำไม ฉันเป็นคนป่วยฉันยังไม่ทุกข์ ยังไม่ร้องไห้เลย
ดูอย่างภูเขาสิมันยังสึกกร่อนได้เลย
ความเสื่อมสิ้นไปของทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเรื่องธรรมชาติ”
๔. ห่วงลูกห่วงสามีไหม
”ทางใครทางมัน ...ตอนนี้ก็ทำหน้าที่ในฐานะแม่ ฐานะภรรยา
แต่สุดท้ายแล้วก็ “ทางใครทางมัน”
แม้ จะห่วงความเป็นไปของลูกมาก ก็ต้องทำใจ
และยอมรับความจริงว่าสังขารมันไปไม่ไหวแล้ว สิ่งที่ควรทำในฐานะแม่
ฐานะภรรยา ก็ได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว ทุกคนย่อมมีกรรมเป็นของ ๆ ตน
ไม่ว่าจะมีอุปสรรคมากบ้าง น้อยบ้าง ชีวิตก็ต้องดำเนินไป
แม้ว่าจะไม่มีแม่ ไม่มีภรรยาแล้วก็ตาม”
๕. หากย้อนเวลาไปได้ อยากทำอะไร
“อยากพาลูกเข้าวัดฟังธรรม ปฏิบัติธรรมะเยอะ ๆ ...ต้องระวังตัวเองให้มาก
ไม่ให้ไปเบียดเบียนคนอื่น”
๖. ปฏิบัติธรรมประจำวันอย่างไร
“ก่อน นอนจะไหว้พระ สวดมนต์ และนั่งสมาธิทุกคืน
แล้วลุกขึ้นมานั่งสมาธิอีกทีตอนตีสี่ตีห้า
แต่บางครั้ง หากตื่นขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นตีสองตีสามก็ช่าง ก็จะลุกขึ้นนั่งภาวนาเลย
จะไม่ปล่อยให้นอนคิด เพราะหากปล่อยให้คิดไปเรื่อย ๆ มันมีแต่จะคิดลงต่ำ
คิดปรุงแต่งเลยเถิดไปจนน่ากลัวชวนให้ทุกข์ใจ
ต้องลุกขึ้นมานั่งสมาธิทำให้จิตนิ่ง เมื่อจิตนิ่งก็จะมีความสุขสงบ”
ทุกวันนี้กล้าพูดว่าแทบจะไม่ลืม “พุทโธ” และลมหายใจเลย
ตื่นนอนก็ตื่นพร้อมพุทโธ หลับก็หลับไปกับพุทโธ
จะรู้สึกเสียใจถ้าหากวันไหนลืมระลึกรู้ลมหายใจหรือลืมบริกรรมพุทโธ”
“วาง ใจเหมือนก้อนหิน ประคองใจให้สงบนิ่ง ไม่หวั่นไหว
คลื่นซัดก้อนหิน ก้อนหินก็ยังอยู่อย่างเดิม ...อะไรจะเกิดก็เกิด
ไม่เผลอให้ความอยากมีชีวิตอยู่รอดทำให้เกิดความเครียด
...สุขทุกข์อยู่ที่ใจ จึงต้องทำใจให้เป็นสุข ทำใจให้ดีอยู่เสมอ”
๗. ประสบการณ์การปฏิบัติภาวนา
“บาง ครั้งปฏิบัติไปจนเหมือนลมหายใจไม่มี แต่ก็อยู่ได้ ไม่ตาย
รวมทั้งเคยปฏิบัติจนได้ข้ามเวทนา
จึงเกิดความเชื่อมั่นว่ากายกับใจเป็นคนละส่วนกันจริง”
๘. อยากบอกอะไร
“อยากขอบคุณความเจ็บป่วยที่ทำให้หันมาสนใจธรรมะ
ได้หันมาดูแลตัวเอง จนทุกวันนี้รู้สึกสุขใจ มีเวลาให้คนในครอบครัว
หากไม่เจ็บป่วยอย่างนี้ก็คงจมหรือหมดเวลาทั้งชีวิตไปกับการงานและกิจกรรมโลก ๆ และคงตายไปโดยไม่ได้ตระเตรียมอะไรเลย”
“อยากขอบคุณพระพุทธเจ้าที่ให้ธรรมะแก่เรา ธรรมะสอนไว้หมดจริง ๆ
ทั้งการอยู่การกิน การดูแลรักษาใจ ฯลฯ”
๙. ถ้าว่าไม่กลัวตาย ถามว่ากลัวทุกขเวทนาตอนตายที่จะมาถึงหรือไม่
”กลัว แต่จะไม่ไปเป็นทุกข์ล่วงหน้า ตอนนี้ยังไม่เกิดก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ไปกับมัน”
๑๐. ตั้งความปรารถนาไว้อย่างไร
“หากยังต้องเกิดก็อยากเกิดเป็นผู้ชาย อยากเป็นพระค่ะ”
เป็นอันว่า สรุปบทสัมภาษณ์พี่แดง ก็ถูกนำมาลงไว้โดยครบถ้วนแล้วนะครับ
หวังว่าจะเกิดประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายตามสมควร
ใดใดในโลก อันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น”
"เรือที่จอดเทียบท่าอยู่นั้น เรายังมิอาจรู้ได้ว่าเป็นเรือที่ดีจริงหรือไม่
ต่อเมื่อมันถูกนำออกทะเล ว่าสามารถฝ่าคลื่นลมมรสุมโดยไม่สะทกสะท้าน
นั้นแหละ จึงจะบอกได้ว่าเป็นเรือที่ดีจริง
บุคคลที่ยังไม่เจอสิ่งกระทบที่หนักหนาสาหัจสากรรจ์
ดังเช่น
การที่ต้องเผชิญกับโรคร้าย ความตาย และความพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นต้น
เราก็ยังไม่อาจบอกได้ว่าเป็นคนที่ปล่อยวางได้จริง
ต่อเมื่อพิสูจน์ตนเองว่าสามารถฝ่าคลื่นลมมรสุมหนักของชีวิตได้โดยไม่สะทกสะท้าน
นั้นแหละ จึงจะบอกได้ว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งจริง ปล่อยวางได้จริง"
พี่แดง ...ผู้จัดการร้านกรอบรูปนำเข้าขนาดใหญ่ อายุราว ๕๐ ปีเศษ
มีสามีเป็นนักธุรกิจ และลูกเล็ก ๆ ๑ คน
ซึ่งเพิ่งจะเตรียมตัวเข้าเรียนในชั้นประถม
เมื่อ เธอรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย (ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๕๒)
เธอได้พูดกับคุณเอก (หนึ่งในกลุ่มเพื่อนธรรมเพื่อนทำ)
ซึ่งรู้จักกันเพราะมีออฟฟิสอยู่ใกล้ ๆ กัน ว่า
"ทำไมต้องเป็นฉัน...ฉันก็เป็นคนดีมาตลอด", “ฉันห่วงลูกมากๆ”
และเมื่อความทุกข์โหมกระหน่ำใส่เธอมากเข้า เธอก็พูดด้วยความท้อใจว่า
"อยากให้มันตายๆ ไปเลย จะได้จบ"
คุณเอกเลยพูดให้สติเธอไปว่า "ตาย แล้วมันไม่จบอย่างที่พี่คิดนะซิ
มันก็ต้องไปเกิดๆ ตายๆ ต่อไปอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น
แถมไม่มีอะไรการันตีได้ว่า เราจะไม่ไปเกิดเป็นหมูหมากาไก่
ก็ยิ่งทุกข์กันเข้าไปใหญ่"
เธอเล่าภายหลังว่าประโยคที่ทำให้เธอคลิ๊กก็คือประโยคที่ว่า
"ตายแล้วมันไม่จบอย่างที่พี่คิดนะซิ"
จาก คำพูดนี้เอง จึงเป็นจุดเริ่มที่ทำให้พี่แดงสนใจศึกษาธรรมะ
โดยมีคุณเอกเป็นเพื่อนกัลยาณมิตร
เธอได้รับความซาบซึ้งในธรรมะของพระพุทธองค์เป็นลำดับ ๆ
ผ่านพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา สุภัทโท และพระอาจารย์ชยสาโร
(ศิษย์ต่างชาติของหลวงพ่อชา) จากซีดีที่คุณเอกนำมามอบให้
รวมทั้งการสนทนาธรรมกับคุณเอกอยู่เนือง ๆ
เพียง ไม่กี่เดือนที่พี่แดงปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง
ความแข็งแกร่งในจิตใจของเธอเริ่มฉายแววออกมาอย่างเด่นชัด
เธอบอกว่าเมื่อมาถึงตรงนี้ เธอไม่ได้คิดจะต่อสู้กับมะเร็ง
หากแต่ยอมรับมันและขออยู่ร่วมกับโรคร้ายนี้ฉันท์มิตร
เมื่อเธอศึกษาและปฏิบัติธรรมมากเข้า ๆ เธอก็ยิ่งเห็นคุณค่าของธรรมะ
และเห็นคุณค่าของเวลาที่ยังเหลืออยู่
ดังนั้้น เธอจึงปฏิบัติธรรมชนิดไม่คิดถึงเรื่องเวล่ำเวลา รู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อไร
ไม่ว่ากี่โมง นั่นถือเป็นเวลาแห่งการปฏิบัติธรรม ตื่นก็ตื่นกับพุทโธ
หลับก็หลับไปกับพุทโธ
พี่แดงยังคงทำงานและกิจวัตรในแต่ละวันตามปรกติเหมือนสมัยที่ยังไม่ป่วย
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ
เธอกลับมีสีหน้าและน้ำเสียงที่แช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ
สวนทางกับการที่ร่างกายเธอต้องถูกโรคมะเร็งเบียดเบียนหนักขึ้นทุกวัน ๆ
เธอพูดบ่อยครั้งขึ้นถึงความเป็นธรรมชาติธรรมดาของทุกสิ่งทุกอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตายที่เธอกำลังเผชิญ
นี้กระมังที่เป็นวิหารธรรมหรือเครื่องอยู่ของเธอนับจากที่เธอได้เข้ามาประพฤติธรรม
ในการศึกษาและปฏิบัติธรรมของเธอนั้น เธอต้องใช้กำลังใจมากกว่าคนทั่วไป
เพราะสามีของเธอก็เหมือนกับคนอื่นๆ
ทั่วไปที่เห็นว่าการปฏิบัติธรรมยังมิใช่สาระสำคัญของชีวิต
เธอต้องสู้อดทนอดกลั้น
และเอาตัวเองเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าธรรมะมีคุณค่าจริง กระทั่งในที่สุด
สามีเธอเอ่ยปากออกมาเองว่าหากเขาเป็นโรคร้ายอย่างเธอ
ก็คงไม่สามารถเป็นอยู่อย่างแช่มชื่นเบิกบานหรือปล่อยวางอย่างเธอได้
นี้จึงเป็นจุดที่เธอถือเป็นโอกาสชี้ให้สามีตระหนักว่าที่เธอเป็นอยู่ได้เช่น
นี้ก็เพราะธรรมะ
เมื่อย่างเข้าปีที่ ๒ ที่เธอป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย (เธอปฏิบัติธรรมมาได้ราว ๑ ปี)
ซึ่งเลยเวลาที่คุณหมอขีดเส้นไว้นานหลายเดือน
...อาการของโรคนั้นเพียบเต็มที่
แต่คุณหมอที่ดูแลอาการป่วยของเธอไม่เข้าใจว่า
ทำไมเธอจึงยังสามารถเดินเหินไปไหนมาไหนได้
อีกทั้งยังพูดคุยเป็นปรกติ ทั้ง ๆ ที่ควรจะมีอาการตัวเหลือง และนอนซม
เพราะความที่ตับของเธอดำหมดแล้ว
คุณหมอไม่รู้ว่าเธอทำตัวอย่างไร วางใจอย่างไร หรือได้ยาวิเศษที่ไหนมา
ถึงได้สามารถรักษาสุขภาพจนอยู่มาได้ขนาดนี้
ซึ่งจากผลทางกายภาพที่คุณหมอมองเห็น
ทำให้คุณหมอพูดด้วยความมั่นใจว่าแนวปฏิบัติที่เธอทำอยู่
(ซึ่งคุณหมอก็ไม่รู้ชัดนักว่าคืออะไร) นั้นถูกต้องแล้ว ให้เธอทำต่อไป
ก่อนที่เธอจะลาโลกนี้ไปไม่กี่เดือน คุณเอกได้ชวนผมไปนั่งสนทนากับเธอ
และสิ่งที่ผมจะถ่ายทอดต่อไปนี้
คือสาระสำคัญที่ได้จากการพูดคุยซักถามเธอเพื่อให้รู้ถึงธรรมโอสถหรือยาวิเศษ
ที่ช่วยรักษาโรคทุกข์ให้กับเธอ
ชนิดที่ผมและเพื่อนในกลุ่มเพื่อนธรรมเพื่อนทำต้องยอมรับและถือเธอเป็นแบบ
อย่างของนักปฏิบัติตัวจริง ชนิดที่แม้เรา ๆ ซึ่งเข้าวัดมานานกว่าเธอมาก
ก็ยังต้องเขินอายต่อความจริงจังในการปฏิบัติธรรมของเธอ
(โปรดอดใจรออ่านบทสัมภาษณ์พี่แดงในกระทู้ต่อไปนะครับ)
บัดนี้ ซึ่งล่วงเลยวันที่สัมภาษณ์พี่แดงมาได้ไม่ถึงปี
พี่แดงก็จากไปอย่างผู้องอาจจริง ๆ แม้ในวันท้าย ๆ
จะมีเลือดออกมาทั้งทางปากและจมูก แต่เธอก็ยังคงรักษาอาการอันสงบระงับไว้
โดยปราศจากการใช้มอร์ฟีนกระทั่งวินาทีสุดท้าย
...ช่างงดงามและเป็นแบบอย่างของนักปฏิบัติผู้มีชัยต่อความตายจริง ๆ
พี่แดงจากไปด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันพฤหัสที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๔
รวมสิริอายุ ๕๐ ปี รวมระยะเวลาที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งราว ๓ ปีเศษ
และปฏิบัติธรรมได้ราว ๒ ปี
กราบอนุโมทนา ต่อบุญกุศลที่พี่แดงบำเพ็ญมาดีแล้ว
และขออนุญาตดวงจิตพี่แดงที่จะนำบทสัมภาษณ์มาเผยแพร่เพื่อเป็นแบบอย่าง
และกำลังใจแก่นักปฏิบัติผู้มุ่งหวังความพ้นทุกข์ทุก ๆ คน
ผมได้สรุปคำสัมภาษณ์ไว้ทั้งสิ้นจำนวน ๑๐ ข้อ โดยจะทยอยลงเผยแพร่เป็นลำดับดังนี้
๑. เมื่อรู้ตัวว่าต้องเผชิญหน้าต่อความตาย ซวนเซเพราะโรคร้าย
แล้วตั้งหลักใจขึ้นได้เพราะวางใจไว้อย่างไร
”อันดับแรกเราต้องยอมรับความจริงให้ได้ก่อน...มันเป็นธรรมชาติ ใบไม้
แม้ยังเขียว แต่หากมีหนอนกัดกินก็ร่วงได้
เกิดเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ก็ยังต้องตายเลย
เกิดเป็นกบเป็นเขียดอยู่ในรูก็ตาย อยู่ในอวกาศก็ตาย ทุกชีวิตต้องตายหมด”
๒. อะไรที่ช่วยเราในยามเจ็บไข้เช่นนี้
* ”ธรรมะ ... ธรรมะและเรื่องใจต้องมาก่อน
ธรรมะสอนให้เรารู้จักว่า หน้าที่ของเราคือการดูแลจิตใจ
ส่วนร่างกายนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอที่จะเยียวยา
* “ธรรมะ ช่วยให้ใจเราดี เมื่อใจเราดี เรานอนหลับได้ รับประทานได้
ร่างกายก็พลอยดีขึ้น ใจไม่ดี ทานก็ไม่ได้ นอนก็ไม่หลับ
ร่างกายก็ทรุดโทรม”
* “ข้อ ปฏิบัติหลักในยามนี้คือ ไหว้พระ ทำสมาธิ คิดในสิ่งที่ดี
พูดในสิ่งที่ดี ๆ ทำในสิ่งที่ดี ๆ ...ตื่นก็ตื่นกับพุทโธ
หลับก็หลับไปกับพุทโธ”
* “ธรรมะนอกจากช่วยเยียวยาใจได้แล้วยังล้ำมาที่ร่างกาย
คือช่วยให้สุขภาพกายดีขึ้นหรือทรุดโทรมช้าลงได้อีกด้วย”
* ”เวลา เข้าไปในห้องพยาบาล ไม่ว่าลูกเรา สามีเรา หรือญาติคนไหน ๆ
ก็ตามเราเข้าไปในห้องไม่ได้ สิ่งเดียวที่ตามเราเข้าไปได้คือ พุทโธๆ
...นี่ขนาดยังไม่ตาย ยังไม่มีใครตามเราเข้าไปได้ ยิ่งเวลาตาย
ไม่มีใครไปกับเราหรือช่วยอะไรเราได้จริง ๆ ทุกคนส่งเราได้แค่กองฟอน
ที่ช่วยได้มีแต่พระ มีแต่ธรรมะเท่านั้น”
๓. ประคองใจคนใกล้ตัวอย่างไรไม่ให้ทุกข์เพราะการเจ็บไข้ของเรา
”ความตายมันเป็นธรรมชาติธรรมดาที่เกิดกับทุกคน ...ตอนนี้ฉันยังไม่ตาย
จะร้องไห้ไปทำไม ฉันเป็นคนป่วยฉันยังไม่ทุกข์ ยังไม่ร้องไห้เลย
ดูอย่างภูเขาสิมันยังสึกกร่อนได้เลย
ความเสื่อมสิ้นไปของทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเรื่องธรรมชาติ”
๔. ห่วงลูกห่วงสามีไหม
”ทางใครทางมัน ...ตอนนี้ก็ทำหน้าที่ในฐานะแม่ ฐานะภรรยา
แต่สุดท้ายแล้วก็ “ทางใครทางมัน”
แม้ จะห่วงความเป็นไปของลูกมาก ก็ต้องทำใจ
และยอมรับความจริงว่าสังขารมันไปไม่ไหวแล้ว สิ่งที่ควรทำในฐานะแม่
ฐานะภรรยา ก็ได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว ทุกคนย่อมมีกรรมเป็นของ ๆ ตน
ไม่ว่าจะมีอุปสรรคมากบ้าง น้อยบ้าง ชีวิตก็ต้องดำเนินไป
แม้ว่าจะไม่มีแม่ ไม่มีภรรยาแล้วก็ตาม”
๕. หากย้อนเวลาไปได้ อยากทำอะไร
“อยากพาลูกเข้าวัดฟังธรรม ปฏิบัติธรรมะเยอะ ๆ ...ต้องระวังตัวเองให้มาก
ไม่ให้ไปเบียดเบียนคนอื่น”
๖. ปฏิบัติธรรมประจำวันอย่างไร
“ก่อน นอนจะไหว้พระ สวดมนต์ และนั่งสมาธิทุกคืน
แล้วลุกขึ้นมานั่งสมาธิอีกทีตอนตีสี่ตีห้า
แต่บางครั้ง หากตื่นขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นตีสองตีสามก็ช่าง ก็จะลุกขึ้นนั่งภาวนาเลย
จะไม่ปล่อยให้นอนคิด เพราะหากปล่อยให้คิดไปเรื่อย ๆ มันมีแต่จะคิดลงต่ำ
คิดปรุงแต่งเลยเถิดไปจนน่ากลัวชวนให้ทุกข์ใจ
ต้องลุกขึ้นมานั่งสมาธิทำให้จิตนิ่ง เมื่อจิตนิ่งก็จะมีความสุขสงบ”
ทุกวันนี้กล้าพูดว่าแทบจะไม่ลืม “พุทโธ” และลมหายใจเลย
ตื่นนอนก็ตื่นพร้อมพุทโธ หลับก็หลับไปกับพุทโธ
จะรู้สึกเสียใจถ้าหากวันไหนลืมระลึกรู้ลมหายใจหรือลืมบริกรรมพุทโธ”
“วาง ใจเหมือนก้อนหิน ประคองใจให้สงบนิ่ง ไม่หวั่นไหว
คลื่นซัดก้อนหิน ก้อนหินก็ยังอยู่อย่างเดิม ...อะไรจะเกิดก็เกิด
ไม่เผลอให้ความอยากมีชีวิตอยู่รอดทำให้เกิดความเครียด
...สุขทุกข์อยู่ที่ใจ จึงต้องทำใจให้เป็นสุข ทำใจให้ดีอยู่เสมอ”
๗. ประสบการณ์การปฏิบัติภาวนา
“บาง ครั้งปฏิบัติไปจนเหมือนลมหายใจไม่มี แต่ก็อยู่ได้ ไม่ตาย
รวมทั้งเคยปฏิบัติจนได้ข้ามเวทนา
จึงเกิดความเชื่อมั่นว่ากายกับใจเป็นคนละส่วนกันจริง”
๘. อยากบอกอะไร
“อยากขอบคุณความเจ็บป่วยที่ทำให้หันมาสนใจธรรมะ
ได้หันมาดูแลตัวเอง จนทุกวันนี้รู้สึกสุขใจ มีเวลาให้คนในครอบครัว
หากไม่เจ็บป่วยอย่างนี้ก็คงจมหรือหมดเวลาทั้งชีวิตไปกับการงานและกิจกรรมโลก ๆ และคงตายไปโดยไม่ได้ตระเตรียมอะไรเลย”
“อยากขอบคุณพระพุทธเจ้าที่ให้ธรรมะแก่เรา ธรรมะสอนไว้หมดจริง ๆ
ทั้งการอยู่การกิน การดูแลรักษาใจ ฯลฯ”
๙. ถ้าว่าไม่กลัวตาย ถามว่ากลัวทุกขเวทนาตอนตายที่จะมาถึงหรือไม่
”กลัว แต่จะไม่ไปเป็นทุกข์ล่วงหน้า ตอนนี้ยังไม่เกิดก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ไปกับมัน”
๑๐. ตั้งความปรารถนาไว้อย่างไร
“หากยังต้องเกิดก็อยากเกิดเป็นผู้ชาย อยากเป็นพระค่ะ”
เป็นอันว่า สรุปบทสัมภาษณ์พี่แดง ก็ถูกนำมาลงไว้โดยครบถ้วนแล้วนะครับ
หวังว่าจะเกิดประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายตามสมควร
ความสุขเกิดขึ้นเมื่อใด
ความสุข เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
ความสุขไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึง
คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น
แต่เมื่อมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า
เมื่อเขาโตขึ้นเราคงมีความสุขและสบายขึ้น
แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น
คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง
และเมื่อลูกๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้
คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากขึ้น
แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูกๆ
จัดการกับตัวของเค้าเองให้เรียบร้อยดีเสียก่อน
บางครั้งคุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนานๆ
และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน
ชีวิตของคุณจะมีความสุขมากที่สุด
แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที
ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ?
แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่ต้องรอให้ความสุขมาหาเราในอนาคต
เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน
ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่างๆ หรือบททดสอบชีวิตอันยากเข็ญ
แต่ในที่สุดเราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิตเป็นของคู่กัน
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องความสุขและความพึงพอใจจากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความสุข
มากกว่าที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน
แล้วถึงจะมีความสุขได้
เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า
ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้ซื้อบ้าน ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้เกิดเป็นลูกคนรวย ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข
และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต
ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก
2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด
3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด
4. บอกชื่อนักแสดงนำชาย 3 คนล่าสุด ที่ได้รับรางวัลออสการ์
นึกไม่ออกใช่ไหม? ไม่ใช่เรื่องแปลก
ไม่มีใครหรอกที่จะจดจำคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด
คนที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ก็ล้วนล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา
รางวัลต่างๆ เมื่อวางไว้นาน ก็จะถูกฝุ่นจับ แม้แต่ผู้ชนะก็จะถูกลืมในไม่ช้า
ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่ออาจารย์ 3 ท่านที่เคยช่วยเหลือคุณในเรื่องการเรียน
2. บอกชื่อเพื่อน 3 คนที่ช่วยเหลือคุณในยามที่คุณต้องการ
3. นึกถึงคน 3 คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า คุณได้เป็นคนพิเศษ
4. บอกชื่อคน 3 คนที่คุณอยากใช้เวลาด้วย
นึกออกง่ายกว่าใช่ไหม? นั่นเป็นเพราะว่า
คนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ ไม่ได้เป็นคนที่ต้องเป็นที่สุด
ไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะยังมีคนใกล้ตัวคุณอีกหลายคน
ที่ห่วงใยคุณ คอยให้การดูแลคุณ
และเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณ
... ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะมีความสุข
มากกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้..
ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับช่วงเวลาปัจจุบัน
สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่ กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้
๑. อย่าเปรียบเทียบ ชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขา มีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง
๒. อย่าคิดทางลบ เกี่ยวกับ เรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลก ในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
๓. อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้ ...รู้ว่ าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
๔..อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
๕. อย่าเสียเวลา และพลังงานอันมีค่าของคุณ กับเรื่องหยุมหยิม หรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
๖. จงฝันตอนตื่น มากกว่าตอนหลับ
๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว
๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามี หรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร... จงอย่าเกลียดคนอื่น
๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น,จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
๑๒.จงเข้าใจเสียว่า ชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียน รู้ และ ปัญหาเป็น เพียง ส่วนหนึ่งของหลักสูตร ซึ่งมาแล้วก็หาย ไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอด ชีวิต
๑๓. จง ยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
๑๔. คุณ ไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถก เถียงกับคนอื่น หรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
แล้ว เราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ?
๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
๒. จงหาอะไรดีๆให้คนอื่นทุกวัน
๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน70 และต่ำกว่า 6 ขวบ
๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่ เรื่องของคุณสัก หน่อย
๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็น อันขาด
และ ถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้ , ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้
๑. ทำสิ่งที่ควรทำ
๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์,จงทิ้งไปเสีย...เก็บไว้ทำไม ?
๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผล ทุกอย่างได้
๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน
๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน ด้วย... get up, dress up and show up.
๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า
และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด
" ส่งบทความที่ต่อไปให้คน ที่คุณรักและห่วงหาอาทรด้วย... "
ความสุขไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึง
คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น
แต่เมื่อมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า
เมื่อเขาโตขึ้นเราคงมีความสุขและสบายขึ้น
แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น
คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง
และเมื่อลูกๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้
คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากขึ้น
แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูกๆ
จัดการกับตัวของเค้าเองให้เรียบร้อยดีเสียก่อน
บางครั้งคุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนานๆ
และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน
ชีวิตของคุณจะมีความสุขมากที่สุด
แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที
ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ?
แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่ต้องรอให้ความสุขมาหาเราในอนาคต
เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน
ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่างๆ หรือบททดสอบชีวิตอันยากเข็ญ
แต่ในที่สุดเราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิตเป็นของคู่กัน
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องความสุขและความพึงพอใจจากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความสุข
มากกว่าที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน
แล้วถึงจะมีความสุขได้
เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า
ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้ซื้อบ้าน ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้เกิดเป็นลูกคนรวย ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข
และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต
ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก
2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด
3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด
4. บอกชื่อนักแสดงนำชาย 3 คนล่าสุด ที่ได้รับรางวัลออสการ์
นึกไม่ออกใช่ไหม? ไม่ใช่เรื่องแปลก
ไม่มีใครหรอกที่จะจดจำคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด
คนที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ก็ล้วนล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา
รางวัลต่างๆ เมื่อวางไว้นาน ก็จะถูกฝุ่นจับ แม้แต่ผู้ชนะก็จะถูกลืมในไม่ช้า
ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่ออาจารย์ 3 ท่านที่เคยช่วยเหลือคุณในเรื่องการเรียน
2. บอกชื่อเพื่อน 3 คนที่ช่วยเหลือคุณในยามที่คุณต้องการ
3. นึกถึงคน 3 คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า คุณได้เป็นคนพิเศษ
4. บอกชื่อคน 3 คนที่คุณอยากใช้เวลาด้วย
นึกออกง่ายกว่าใช่ไหม? นั่นเป็นเพราะว่า
คนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ ไม่ได้เป็นคนที่ต้องเป็นที่สุด
ไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะยังมีคนใกล้ตัวคุณอีกหลายคน
ที่ห่วงใยคุณ คอยให้การดูแลคุณ
และเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณ
... ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะมีความสุข
มากกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้..
ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับช่วงเวลาปัจจุบัน
สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่ กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้
๑. อย่าเปรียบเทียบ ชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขา มีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง
๒. อย่าคิดทางลบ เกี่ยวกับ เรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลก ในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
๓. อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้ ...รู้ว่ าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
๔..อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
๕. อย่าเสียเวลา และพลังงานอันมีค่าของคุณ กับเรื่องหยุมหยิม หรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
๖. จงฝันตอนตื่น มากกว่าตอนหลับ
๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว
๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามี หรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร... จงอย่าเกลียดคนอื่น
๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น,จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
๑๒.จงเข้าใจเสียว่า ชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียน รู้ และ ปัญหาเป็น เพียง ส่วนหนึ่งของหลักสูตร ซึ่งมาแล้วก็หาย ไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอด ชีวิต
๑๓. จง ยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
๑๔. คุณ ไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถก เถียงกับคนอื่น หรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
แล้ว เราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ?
๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
๒. จงหาอะไรดีๆให้คนอื่นทุกวัน
๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน70 และต่ำกว่า 6 ขวบ
๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่ เรื่องของคุณสัก หน่อย
๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็น อันขาด
และ ถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้ , ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้
๑. ทำสิ่งที่ควรทำ
๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์,จงทิ้งไปเสีย...เก็บไว้ทำไม ?
๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผล ทุกอย่างได้
๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน
๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน ด้วย... get up, dress up and show up.
๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า
และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด
" ส่งบทความที่ต่อไปให้คน ที่คุณรักและห่วงหาอาทรด้วย... "
14 สิ่ง ที่สุดในชีวิต
1. ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตเรา คือ ตัวเราเอง
The most formidable enemy in ones life is oneself.
2. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ ความอวดดี
The biggest failure in ones life is self-important.
3. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา คือ การหลอกลวง
The unwiset act in ones life is deceit.
4. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา คือ ความอิจฉาริษยา
The most miserable act in ones life is jealousy.
5. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิตเรา คือ การยอมแพ้ตนเอง
The gravest mistake in ones life is self-abundonment.
6. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตของเรา คือ การหลอกตัวเอง
The most sinful act in ones life is self-deception.
7. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การถดถอยของตัวเอง
The most pitiful temperament in one&rsquos life is self-abasement.
8. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะวิริยะ
The most admirable spirit in one&rsquos life is perserverance.
9. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความสิ้นหวัง
The most complete bankruptcy in one&rsquos life is despair.
10. ทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิตเรา คือ สุขภาพที่สมบูรณ์
The greatest wealth in one&rsquos life is health.
11. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ หนี้บุญคุณ
The heaviest debt in one&rsquos life is a debt gratitide for others help.
12. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ การให้อภัยและความเมตตา
The groundest gift in one&rsquos life is forgiveness and kindness,
13. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล
The biggest shortcoming in one&rsquos life is permissism on unreason.
14. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจมากที่สุด คือ การให้ทาน
The greatest gratification in one&rsquos life is alms giving.
The most formidable enemy in ones life is oneself.
2. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ ความอวดดี
The biggest failure in ones life is self-important.
3. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา คือ การหลอกลวง
The unwiset act in ones life is deceit.
4. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา คือ ความอิจฉาริษยา
The most miserable act in ones life is jealousy.
5. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิตเรา คือ การยอมแพ้ตนเอง
The gravest mistake in ones life is self-abundonment.
6. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตของเรา คือ การหลอกตัวเอง
The most sinful act in ones life is self-deception.
7. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การถดถอยของตัวเอง
The most pitiful temperament in one&rsquos life is self-abasement.
8. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะวิริยะ
The most admirable spirit in one&rsquos life is perserverance.
9. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความสิ้นหวัง
The most complete bankruptcy in one&rsquos life is despair.
10. ทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิตเรา คือ สุขภาพที่สมบูรณ์
The greatest wealth in one&rsquos life is health.
11. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ หนี้บุญคุณ
The heaviest debt in one&rsquos life is a debt gratitide for others help.
12. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ การให้อภัยและความเมตตา
The groundest gift in one&rsquos life is forgiveness and kindness,
13. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล
The biggest shortcoming in one&rsquos life is permissism on unreason.
14. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจมากที่สุด คือ การให้ทาน
The greatest gratification in one&rsquos life is alms giving.
นิยาม “รัก” ธรรมะจากท่าน ว.วชิรเมธี
Tags :Who
“หนุ่ม สาวรุ่นใหม่ควรจะเรียนรู้ว่า ความรักมีหลายมิติ แต่ที่เราหยิบมาเน้นทุกวันนี้มีมิติเดียวคือความรักในเชิงชู้สาว ซึ่งมักจะไปจบที่การมีความสัมพันธ์ เพราะว่าไม่อยากจะผูกพัน และนั่นเป็นเหตุให้ก่อปัญหาสังคมตามมามากมาย เพราะฉะนั้นเขาควรจะเปิดใจให้กว้าง เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าแท้ที่จริงนั้น ความรักเป็นอะไรที่มากกว่าความสัมพันธ์ในเชิงชายหนุ่มหญิงสาว”
ในทรรศนะที่สรุปมาจากองค์ความรู้ทางพุทธศาสนา ความรักมีด้วยกัน 4 มิติ
1.รักตัวกลัวตาย
2.รักใคร่ปรารถนา
3.รักเมตตาอารี
4.รักมีแต่ให้
พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี อธิบายว่า
1.รัก ตัวกลัวตาย เป็น ความรักอิงสัญชาตญาณพื้นฐานของการมีชีวิต ความรักเช่นนี้มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกประเภท อันตรายของความรักชนิดนี้ คือถ้ามีมากเกินไปจะกลายเป็นความเห็นแก่ตัว และบางครั้งเพื่อที่จะปกป้องตัวเอง ก็ถึงกับต้องฆ่าคนอื่น
2.รัก ใคร่ปรารถนา เป็นความรักอิงสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวเป็นเครื่องมือของความรักชนิดนี้ ความรักชนิดนี้ถ้าวิเคราะห์ลึกๆ มีความโลภเจืออยู่ นั่นก็คืออยากจะได้ ใคร่จะครอบครอง และถ้าตัวเองได้ตามที่ต้องการก็ถือว่าประสบความสำเร็จในความรักชนิดนี้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามไม่ได้ตามที่ต้องการ ความโลภอาจจะกลายเป็นความแค้น
“และ นั่นเป็นเหตุให้หลายครั้ง คนที่รักกันแต่พอผิดหวังจากความรัก จึงลงเอยด้วยการทำร้ายซึ่งกันและกัน และในบางกรณีถึงขั้นฆาตกรรม ชำแหละคนรักเป็นศพ ไหนบอกว่ารัก ทำไมต้องจบด้วยการฆาตกรรม เพราะลึกๆ แล้วไม่ใช่รัก เป็นแค่ราคะ คือความปรารถนาในกามารมณ์ และเป็นเพียงความโลภ คือต้องการที่จะครอบครองมาเป็นเจ้าของเพียงหนึ่งเดียว ดังนั้นความรักชนิดนี้จึงไม่ปลอดภัย ต้องก้าวไปหาความรักที่สูงขึ้น”
ความ รักที่ 3 คือ รักเมตตาอารี คือความรักที่อิงและร่วมทางวัฒนธรรมบางอย่าง เช่น มีสายเลือดเดียวกัน พ่อแม่ก็จะรักลูกมาก เพราะลูกก็คือสำเนาของตนเอง คนที่ถือศาสนาเดียวกันก็จะรู้สึกเป็นพวกเพราะมีศาสดาคนเดียวกัน คนที่ถือสัญชาติเดียวกันก็จะรู้สึกเป็นพวกกับคนสัญชาติเดียวกัน และมนุษย์ด้วยกันก็จะรู้สึกว่าต้องให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าสัตว์
“ความ รักเช่นนี้เป็นความรักที่อาศัยโยงใยทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องหล่อ เลี้ยง เราจะรักใครก็ตามที่เราเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมได้ในแง่ใดแง่หนึ่ง เช่น ถ้าเราเดินอยู่ในอเมริกาแล้วเจอคนไทย เราจะรู้สึกปีติเบิกบานขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ฝรั่งที่เราเจอก็คนทั้งนั้นแต่เราจะเฉยๆ ถ้าคนไทยคนนั้นเป็นชาวพุทธเหมือนกับเรา ก็ยิ่งดีใจใหญ่ ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะลึกๆ เรามีโยงใยทางวัฒนธรรมร่วมกันบางสิ่งบางอย่าง ความรักชนิดนี้ทำให้มนุษย์รวมกันเป็นหมู่เป็นคณะเป็นกลุ่มเป็นก้อน
แต่ อันตรายของความรักชนิดเช่นนี้ก็คือ บางครั้งมันกลายเป็นความหลงผิด ยึดติดถือมั่นในกลุ่ม ในหมู่ ในพรรค ในเผ่า ในพันธุ์ของตัวเอง แล้วกลายเป็นสงครามระหว่างชาติพันธุ์ ระหว่างผิวสี ศาสนา ลัทธิ การเมือง ซึ่งเคยมีตัวอย่างมาแล้วนับครั้ง ไม่ถ้วน เช่น ฮิตเลอร์สังหารชาวยิวเพราะอะไร หรือสงครามครูเสดเกิดขึ้นยาวนานหลายร้อยปี ก็เพราะทุกคนอยากจะปกป้องพระเจ้าของตนเอง รวมทั้งสงครามแบ่งแยกดินแดนทั้งหลาย ความรักชนิดนี้ลึกๆ เข้าไปอาศัยคำว่าลัทธิ อุดมการณ์เป็นเครื่อง หล่อเลี้ยง เป็นเครื่องเชื่อมโยงที่สำคัญ”
พระ อาจารย์ ว.วชิรเมธี ยังรวมถึงการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองที่มีทั้ง เสื้อเหลืองและเสื้อแดง หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์เข้าไปยึดติดถือมั่นแล้วมีอิทธิพล ต่อการดำเนินชีวิต
“ความ รักของสีเหลืองสีแดงก็เป็นความรักในประเภทที่ 3 นี้ด้วย ความรักชนิดที่ 1 ที่ 2 และชนิดที่ 3 ก็ยังไม่ปลอดภัย ต้องพัฒนาต่อไปถึงความรักประเภทที่ 4 คือ รักมีแต่ให้”
“รัก มีแต่ให้ เป็นความรักที่มาพร้อมกับปัญญา ความรักที่ 1-3 อิงอารมณ์คือความรู้สึกเป็นรากฐานที่สำคัญ แต่ความรักชนิดที่ 4 อิงปัญญาคือความรู้สว่างกระจ่างแจ้งในโลกและชีวิต ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จนมนุษย์สามารถถอดถอนตัวเองออกมาจากมายาคติ คือสิ่งที่เป็นความลวงทุกชนิด เหมือนพอเมฆที่เคลื่อนออกไป ฟ้าก็เปิด ทอดตามองไปทางไหนก็เห็นแต่แสงสว่างในทิศทั้ง 4″
“ไม่ มีอะไรอีกที่เป็นความลับดำมืดหรือเคลือบแคลงสงสัยมัวเมา ความรักชนิด เช่นนี้เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามีปัญญาที่จะหยั่งรู้ ถึงความจริงของโลกและชีวิตอย่างตรงไปตรงมา เช่น ถ้าเราเห็นเงิน เราก็รู้ว่าเงินเป็นเพียงสิ่งสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เราใช้เงินเสร็จแล้ว เราก็สามารถปล่อยวางมันได้ เราใช้เสื้อผ้าเสร็จแล้วเราก็สามารถถอดวางไว้ได้ เรามียศ เราใช้ยศเสร็จแล้วเราก็ไม่ยึดติดยศ เรามีทรัพย์สมบัติ เราก็บอกว่าสรรพสิ่งคือของใช้ไม่ใช่ของฉัน”
“พอ เรามีความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริงอย่างนี้ ปัญญาของเราจะเป็นอิสระ พอปัญญาของเราเป็นอิสระแล้ว ทอดตาไปทางไหนใจเราก็กว้างขวาง หมดความยึดติดถือมั่น ทอดตาไปทางไหนก็ไม่เห็นใครว่าเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดง เพราะสิ่งเหล่านั้นคือเปลือกของความเป็นมนุษย์ที่เราสมมติขึ้นมาเองทั้งหมด ทอดตาไปทางไหนคุณก็จะเห็นแต่มนุษยชาติกระจายอยู่ ทั่วทุกหนทุกแห่ง เขากับเราแตกต่างกันเพียงเปลือกผิวภายนอก แต่โดยเนื้อหาสาระก็คือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่ามนุษยชาติ ไม่มีใครสูงกว่าใคร ไม่มีใครต่ำกว่าใคร มีแต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่าคน นั่นคือความจริงสุดท้าย พอจิตของเราเป็นอิสระอย่างนี้แล้ว ความรู้สึกในเชิงแบ่งแยกหายไป ความรู้สึกในเชิงถือเขาถือเราหายไป ความรู้สึกในเชิงเปรียบเทียบหายไป ทอดตามองไปทางไหนก็เห็นแต่คนที่เสมอกันกับเรา และนั่นคือเหตุที่ทำให้เราเรียนรู้ที่จะรักคนอื่นพอๆ กับที่เรารักตัวเอง ความรักเช่นนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะนำความรักที่แท้มา นั่นคือความกรุณา รักแท้คือกรุณา”
พระ อาจารย์ ว.วชิรเมธี อธิบายต่อไปอีกว่า กรุณาก็คือความสงสารอันใหญ่หลวง ซึ่งทำให้เราไม่สามารถทำร้ายใครได้อีกเลย เพราะทอดตาไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่เป็น พี่น้องท้องเดียวกันกับเราทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อปัญญาทำหน้าที่เปิดประตูหัวใจของเราแล้ว ธารน้ำแห่งความรักก็จะไหลหลั่งถั่งท้นออกมา ชโลมชาวโลกให้อยู่กันฉันพี่ฉันน้อง
“อุปมา ให้เห็นง่ายๆ รักแท้คือกรุณา เปรียบเสมือนแสงเดือนแสงตะวันที่สาดลงผืนโลก โดยที่ไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทน เป็นน้ำก็ไหล เป็นจันทร์ก็ส่อง เป็นนกก็ร้องเพลง โดยไม่เคยถามว่าใครเคยเห็นความสำคัญของฉันหรือ โดยไม่เคยถามว่าฉันจะได้อะไรตอบแทนไหม ฉะนั้นวิวัฒนาการสูงสุดของความรักก็คือ รักแท้คือกรุณา เราต้องไปให้ถึงความรักชนิดเช่นนี้ จึงจะเป็นความรักที่ดีที่สุด ที่ไม่เพียงแต่คนหนุ่มสาวเท่านั้น มนุษยชาติจะต้องไปให้ถึง”
ถึง กระนั้น พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ก็นิยามความรักให้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายว่า ความรัก คือการตระหนักรู้ในสัจธรรม แล้วเราสามารถถอดถอนตัวเองออกมาจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้อย่างสิ้นเชิง มีหัวใจที่บริสุทธิ์ หมดจด แล้วก็แผ่ความรักนั้นออกไปรักคนได้ทั้งโลก ความรักในทรรศนะของอาตมากล่าวอย่างสั้นที่สุดคือกรุณา คือจิตใจอันใหญ่หลวงที่สามารถรักคนได้ทั้งโลกโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ รักแท้คือกรุณาจะมาหลังจากการผลิบานทางปัญญาเสมอไป ถ้าไม่ได้มาพร้อมปัญญาเป็นได้แค่มายาการณ์ชนิดหนึ่ง พูดง่ายๆ เป็นได้แค่ความรู้สึก
“ฉะนั้น ถ้าไปดูพระพักตร์ของพระพุทธรูป ทุกองค์ ยิ้มทุกองค์ ทำไมยิ้ม เพราะจิตท่านเบิกบานผ่องใส ท่านจึงกลายเป็นผู้ที่ยิ้มให้กับคนทั้งโลก รักที่แท้จะเป็นอย่างนั้น เราเกลียดใครไม่ลงเลย”
“ฉะนั้น พุทธศาสนานี้ จึงเป็นศาสนาแห่งความรัก เริ่มต้น พระพุทธเจ้าก็รักใน โพธิญาณ ใช้วันเวลาทั้งหมด 84,000 อสงไขย กำไร 100,000 กัลป์ ทุ่มเทปัจจัยลงไปในโพธิญาณ รักในการที่จะเป็นพระพุทธเจ้า และเมื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็ไปถึงตาน้ำที่แท้ ตลอดเวลา 45 ปีหลังจากที่ตรัสรู้ เสด็จพุทธดำเนินไปทุกหนทุกแห่งเพื่อหว่านโปรยพุทธธรรมอันเป็นเครื่องมือ ที่จะนำชาวโลกไปสู่ความรักที่แท้ และด้วยเหตุดังนั้น พระพุทธองค์จึงมีพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า พระมหาการุณิโก แปลว่า พระผู้มีความรักที่แท้”
“เพราะ ฉะนั้น พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรัก และเราชาวพุทธทุกคน เมื่อเข้าใจพุทธธรรมอย่างถึงที่สุดแล้ว เราจะกลายเป็นผู้ที่มีความรักอย่างลึกซึ้งที่สุด”
และแม้ว่า “เสียงธรรมะ” อาจเบากว่า “เสียงราคะ”
“หนุ่ม สาวรุ่นใหม่ควรจะเรียนรู้ว่า ความรักมีหลายมิติ แต่ที่เราหยิบมาเน้นทุกวันนี้มีมิติเดียวคือความรักในเชิงชู้สาว ซึ่งมักจะไปจบที่การมีความสัมพันธ์ เพราะว่าไม่อยากจะผูกพัน และนั่นเป็นเหตุให้ก่อปัญหาสังคมตามมามากมาย เพราะฉะนั้นเขาควรจะเปิดใจให้กว้าง เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าแท้ที่จริงนั้น ความรักเป็นอะไรที่มากกว่าความสัมพันธ์ในเชิงชายหนุ่มหญิงสาว”
ในทรรศนะที่สรุปมาจากองค์ความรู้ทางพุทธศาสนา ความรักมีด้วยกัน 4 มิติ
1.รักตัวกลัวตาย
2.รักใคร่ปรารถนา
3.รักเมตตาอารี
4.รักมีแต่ให้
พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี อธิบายว่า
1.รัก ตัวกลัวตาย เป็น ความรักอิงสัญชาตญาณพื้นฐานของการมีชีวิต ความรักเช่นนี้มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกประเภท อันตรายของความรักชนิดนี้ คือถ้ามีมากเกินไปจะกลายเป็นความเห็นแก่ตัว และบางครั้งเพื่อที่จะปกป้องตัวเอง ก็ถึงกับต้องฆ่าคนอื่น
2.รัก ใคร่ปรารถนา เป็นความรักอิงสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวเป็นเครื่องมือของความรักชนิดนี้ ความรักชนิดนี้ถ้าวิเคราะห์ลึกๆ มีความโลภเจืออยู่ นั่นก็คืออยากจะได้ ใคร่จะครอบครอง และถ้าตัวเองได้ตามที่ต้องการก็ถือว่าประสบความสำเร็จในความรักชนิดนี้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามไม่ได้ตามที่ต้องการ ความโลภอาจจะกลายเป็นความแค้น
“และ นั่นเป็นเหตุให้หลายครั้ง คนที่รักกันแต่พอผิดหวังจากความรัก จึงลงเอยด้วยการทำร้ายซึ่งกันและกัน และในบางกรณีถึงขั้นฆาตกรรม ชำแหละคนรักเป็นศพ ไหนบอกว่ารัก ทำไมต้องจบด้วยการฆาตกรรม เพราะลึกๆ แล้วไม่ใช่รัก เป็นแค่ราคะ คือความปรารถนาในกามารมณ์ และเป็นเพียงความโลภ คือต้องการที่จะครอบครองมาเป็นเจ้าของเพียงหนึ่งเดียว ดังนั้นความรักชนิดนี้จึงไม่ปลอดภัย ต้องก้าวไปหาความรักที่สูงขึ้น”
ความ รักที่ 3 คือ รักเมตตาอารี คือความรักที่อิงและร่วมทางวัฒนธรรมบางอย่าง เช่น มีสายเลือดเดียวกัน พ่อแม่ก็จะรักลูกมาก เพราะลูกก็คือสำเนาของตนเอง คนที่ถือศาสนาเดียวกันก็จะรู้สึกเป็นพวกเพราะมีศาสดาคนเดียวกัน คนที่ถือสัญชาติเดียวกันก็จะรู้สึกเป็นพวกกับคนสัญชาติเดียวกัน และมนุษย์ด้วยกันก็จะรู้สึกว่าต้องให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าสัตว์
“ความ รักเช่นนี้เป็นความรักที่อาศัยโยงใยทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องหล่อ เลี้ยง เราจะรักใครก็ตามที่เราเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมได้ในแง่ใดแง่หนึ่ง เช่น ถ้าเราเดินอยู่ในอเมริกาแล้วเจอคนไทย เราจะรู้สึกปีติเบิกบานขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ฝรั่งที่เราเจอก็คนทั้งนั้นแต่เราจะเฉยๆ ถ้าคนไทยคนนั้นเป็นชาวพุทธเหมือนกับเรา ก็ยิ่งดีใจใหญ่ ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะลึกๆ เรามีโยงใยทางวัฒนธรรมร่วมกันบางสิ่งบางอย่าง ความรักชนิดนี้ทำให้มนุษย์รวมกันเป็นหมู่เป็นคณะเป็นกลุ่มเป็นก้อน
แต่ อันตรายของความรักชนิดเช่นนี้ก็คือ บางครั้งมันกลายเป็นความหลงผิด ยึดติดถือมั่นในกลุ่ม ในหมู่ ในพรรค ในเผ่า ในพันธุ์ของตัวเอง แล้วกลายเป็นสงครามระหว่างชาติพันธุ์ ระหว่างผิวสี ศาสนา ลัทธิ การเมือง ซึ่งเคยมีตัวอย่างมาแล้วนับครั้ง ไม่ถ้วน เช่น ฮิตเลอร์สังหารชาวยิวเพราะอะไร หรือสงครามครูเสดเกิดขึ้นยาวนานหลายร้อยปี ก็เพราะทุกคนอยากจะปกป้องพระเจ้าของตนเอง รวมทั้งสงครามแบ่งแยกดินแดนทั้งหลาย ความรักชนิดนี้ลึกๆ เข้าไปอาศัยคำว่าลัทธิ อุดมการณ์เป็นเครื่อง หล่อเลี้ยง เป็นเครื่องเชื่อมโยงที่สำคัญ”
พระ อาจารย์ ว.วชิรเมธี ยังรวมถึงการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองที่มีทั้ง เสื้อเหลืองและเสื้อแดง หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์เข้าไปยึดติดถือมั่นแล้วมีอิทธิพล ต่อการดำเนินชีวิต
“ความ รักของสีเหลืองสีแดงก็เป็นความรักในประเภทที่ 3 นี้ด้วย ความรักชนิดที่ 1 ที่ 2 และชนิดที่ 3 ก็ยังไม่ปลอดภัย ต้องพัฒนาต่อไปถึงความรักประเภทที่ 4 คือ รักมีแต่ให้”
“รัก มีแต่ให้ เป็นความรักที่มาพร้อมกับปัญญา ความรักที่ 1-3 อิงอารมณ์คือความรู้สึกเป็นรากฐานที่สำคัญ แต่ความรักชนิดที่ 4 อิงปัญญาคือความรู้สว่างกระจ่างแจ้งในโลกและชีวิต ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จนมนุษย์สามารถถอดถอนตัวเองออกมาจากมายาคติ คือสิ่งที่เป็นความลวงทุกชนิด เหมือนพอเมฆที่เคลื่อนออกไป ฟ้าก็เปิด ทอดตามองไปทางไหนก็เห็นแต่แสงสว่างในทิศทั้ง 4″
“ไม่ มีอะไรอีกที่เป็นความลับดำมืดหรือเคลือบแคลงสงสัยมัวเมา ความรักชนิด เช่นนี้เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามีปัญญาที่จะหยั่งรู้ ถึงความจริงของโลกและชีวิตอย่างตรงไปตรงมา เช่น ถ้าเราเห็นเงิน เราก็รู้ว่าเงินเป็นเพียงสิ่งสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เราใช้เงินเสร็จแล้ว เราก็สามารถปล่อยวางมันได้ เราใช้เสื้อผ้าเสร็จแล้วเราก็สามารถถอดวางไว้ได้ เรามียศ เราใช้ยศเสร็จแล้วเราก็ไม่ยึดติดยศ เรามีทรัพย์สมบัติ เราก็บอกว่าสรรพสิ่งคือของใช้ไม่ใช่ของฉัน”
“พอ เรามีความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริงอย่างนี้ ปัญญาของเราจะเป็นอิสระ พอปัญญาของเราเป็นอิสระแล้ว ทอดตาไปทางไหนใจเราก็กว้างขวาง หมดความยึดติดถือมั่น ทอดตาไปทางไหนก็ไม่เห็นใครว่าเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดง เพราะสิ่งเหล่านั้นคือเปลือกของความเป็นมนุษย์ที่เราสมมติขึ้นมาเองทั้งหมด ทอดตาไปทางไหนคุณก็จะเห็นแต่มนุษยชาติกระจายอยู่ ทั่วทุกหนทุกแห่ง เขากับเราแตกต่างกันเพียงเปลือกผิวภายนอก แต่โดยเนื้อหาสาระก็คือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่ามนุษยชาติ ไม่มีใครสูงกว่าใคร ไม่มีใครต่ำกว่าใคร มีแต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่าคน นั่นคือความจริงสุดท้าย พอจิตของเราเป็นอิสระอย่างนี้แล้ว ความรู้สึกในเชิงแบ่งแยกหายไป ความรู้สึกในเชิงถือเขาถือเราหายไป ความรู้สึกในเชิงเปรียบเทียบหายไป ทอดตามองไปทางไหนก็เห็นแต่คนที่เสมอกันกับเรา และนั่นคือเหตุที่ทำให้เราเรียนรู้ที่จะรักคนอื่นพอๆ กับที่เรารักตัวเอง ความรักเช่นนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะนำความรักที่แท้มา นั่นคือความกรุณา รักแท้คือกรุณา”
พระ อาจารย์ ว.วชิรเมธี อธิบายต่อไปอีกว่า กรุณาก็คือความสงสารอันใหญ่หลวง ซึ่งทำให้เราไม่สามารถทำร้ายใครได้อีกเลย เพราะทอดตาไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่เป็น พี่น้องท้องเดียวกันกับเราทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อปัญญาทำหน้าที่เปิดประตูหัวใจของเราแล้ว ธารน้ำแห่งความรักก็จะไหลหลั่งถั่งท้นออกมา ชโลมชาวโลกให้อยู่กันฉันพี่ฉันน้อง
“อุปมา ให้เห็นง่ายๆ รักแท้คือกรุณา เปรียบเสมือนแสงเดือนแสงตะวันที่สาดลงผืนโลก โดยที่ไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทน เป็นน้ำก็ไหล เป็นจันทร์ก็ส่อง เป็นนกก็ร้องเพลง โดยไม่เคยถามว่าใครเคยเห็นความสำคัญของฉันหรือ โดยไม่เคยถามว่าฉันจะได้อะไรตอบแทนไหม ฉะนั้นวิวัฒนาการสูงสุดของความรักก็คือ รักแท้คือกรุณา เราต้องไปให้ถึงความรักชนิดเช่นนี้ จึงจะเป็นความรักที่ดีที่สุด ที่ไม่เพียงแต่คนหนุ่มสาวเท่านั้น มนุษยชาติจะต้องไปให้ถึง”
ถึง กระนั้น พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ก็นิยามความรักให้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายว่า ความรัก คือการตระหนักรู้ในสัจธรรม แล้วเราสามารถถอดถอนตัวเองออกมาจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้อย่างสิ้นเชิง มีหัวใจที่บริสุทธิ์ หมดจด แล้วก็แผ่ความรักนั้นออกไปรักคนได้ทั้งโลก ความรักในทรรศนะของอาตมากล่าวอย่างสั้นที่สุดคือกรุณา คือจิตใจอันใหญ่หลวงที่สามารถรักคนได้ทั้งโลกโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ รักแท้คือกรุณาจะมาหลังจากการผลิบานทางปัญญาเสมอไป ถ้าไม่ได้มาพร้อมปัญญาเป็นได้แค่มายาการณ์ชนิดหนึ่ง พูดง่ายๆ เป็นได้แค่ความรู้สึก
“ฉะนั้น ถ้าไปดูพระพักตร์ของพระพุทธรูป ทุกองค์ ยิ้มทุกองค์ ทำไมยิ้ม เพราะจิตท่านเบิกบานผ่องใส ท่านจึงกลายเป็นผู้ที่ยิ้มให้กับคนทั้งโลก รักที่แท้จะเป็นอย่างนั้น เราเกลียดใครไม่ลงเลย”
“ฉะนั้น พุทธศาสนานี้ จึงเป็นศาสนาแห่งความรัก เริ่มต้น พระพุทธเจ้าก็รักใน โพธิญาณ ใช้วันเวลาทั้งหมด 84,000 อสงไขย กำไร 100,000 กัลป์ ทุ่มเทปัจจัยลงไปในโพธิญาณ รักในการที่จะเป็นพระพุทธเจ้า และเมื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็ไปถึงตาน้ำที่แท้ ตลอดเวลา 45 ปีหลังจากที่ตรัสรู้ เสด็จพุทธดำเนินไปทุกหนทุกแห่งเพื่อหว่านโปรยพุทธธรรมอันเป็นเครื่องมือ ที่จะนำชาวโลกไปสู่ความรักที่แท้ และด้วยเหตุดังนั้น พระพุทธองค์จึงมีพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า พระมหาการุณิโก แปลว่า พระผู้มีความรักที่แท้”
“เพราะ ฉะนั้น พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรัก และเราชาวพุทธทุกคน เมื่อเข้าใจพุทธธรรมอย่างถึงที่สุดแล้ว เราจะกลายเป็นผู้ที่มีความรักอย่างลึกซึ้งที่สุด”
และแม้ว่า “เสียงธรรมะ” อาจเบากว่า “เสียงราคะ”
กำหนดการเรียนโยคะฟรี ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ สวนรถไฟ
กำหนดการเรียนโยคะฟรี ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ สวนรถไฟ
กำหนดการโยคะในสวนธรรม ปี 2554 ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ สวนรถไฟ
ห้องเรียนวันพุธที่สามของทุกเดือน ตั้งแต่ เวลา 17.00 - 18.30 น.
วันพุธที่ 17 ส.ค. หัวข้อ .โยคะสุขใจ ครูชื่อ กฤษณ์ ฟักน้อย
วันพุธที่ 21 ก.ย. หัวข้อ ..โยคะพัฒนา.....สมดุลย์ ครูชื่อ ปวริศา จันทรา
วันพุธที่ 19 ต.ค. หัวข้อ .................................. ครูชื่อ ........................
วันพุธที่ 16 พ.ย. หัวข้อ .โยคะในสวนธรรม ครูชื่อ สมศักดิ์ วสุวิทิตกุล
วันพุธที่ 21 ธ.ค. หัวข้อ โยคะในสวนธรรม ครูชื่อ สุจิตฏา วิเชียร
ห้องเรียนวันเสาร์ที่สี่ของทุกเดือน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 12.00 น.
วันเสาร์ที่ 27 ส.ค. หัวข้อ โยคะเพื่อความสมดุลกายและจิต ครูหมู กุลธิดา แซ่ตั้ง
วันเสาร์ที่ 24 ก.ย. หัวข้อ โยคะในสวนธรรม ครู เอ็กซ์ อิทธิราช ปิตุพรหมพันธุ์
วันเสาร์ที่ 22 ต.ค. หัวข้อ โยคะเพื่อความผ่อนคลาย ครูเอ้ จีระพร ประโยชน์วิบูลย์
วันเสาร์ที่ 26 พ.ย. หัวข้อ โยคะในสวนธรรม ครูกล้วย ชุติมา อรุณมาศ.
วันเสาร์ที่ 24 ธ.ค. หัวข้อ โยคะในสวนธรรม ครูเจี๊ยบ มานิสา โสมภีร์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย มีการตั้งกล่องรับบริจาค เพื่อช่วยสมทบค่าสาธารณูปโภคให้กับฝ่ายอาคาร และค่าเดินทางวิทยากร
แต่งกายสบายๆ (เสื้อยืด กางเกงวอร์มที่สุภาพ) โปรดนำเสื่อหรือผ้าหนาๆ ไปรองตัว ขณะฝึก ไม่มีการสำรองที่เรียน ใช้หลักธรรมะจัดสรร แบ่งปัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
ถ้ามากับเด็กเล็ก ควรมีคนมาดูแลเด็กด้วย เพื่อรักษาบรรยากาศอันสงบในขณะกำลังฝึกโยคะ
สอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันโยคะฯ 02-732-2016-17 ติดต่อ คุณกลอย หรือ www.thaiyogainstitute.com แผนที่ http://www.bia.or.th/fileuploads/Map-BIA.jpg
*กำหนดการอาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม
กำหนดการโยคะในสวนธรรม ปี 2554 ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ สวนรถไฟ
ห้องเรียนวันพุธที่สามของทุกเดือน ตั้งแต่ เวลา 17.00 - 18.30 น.
วันพุธที่ 17 ส.ค. หัวข้อ .โยคะสุขใจ ครูชื่อ กฤษณ์ ฟักน้อย
วันพุธที่ 21 ก.ย. หัวข้อ ..โยคะพัฒนา.....สมดุลย์ ครูชื่อ ปวริศา จันทรา
วันพุธที่ 19 ต.ค. หัวข้อ .................................. ครูชื่อ ........................
วันพุธที่ 16 พ.ย. หัวข้อ .โยคะในสวนธรรม ครูชื่อ สมศักดิ์ วสุวิทิตกุล
วันพุธที่ 21 ธ.ค. หัวข้อ โยคะในสวนธรรม ครูชื่อ สุจิตฏา วิเชียร
ห้องเรียนวันเสาร์ที่สี่ของทุกเดือน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 12.00 น.
วันเสาร์ที่ 27 ส.ค. หัวข้อ โยคะเพื่อความสมดุลกายและจิต ครูหมู กุลธิดา แซ่ตั้ง
วันเสาร์ที่ 24 ก.ย. หัวข้อ โยคะในสวนธรรม ครู เอ็กซ์ อิทธิราช ปิตุพรหมพันธุ์
วันเสาร์ที่ 22 ต.ค. หัวข้อ โยคะเพื่อความผ่อนคลาย ครูเอ้ จีระพร ประโยชน์วิบูลย์
วันเสาร์ที่ 26 พ.ย. หัวข้อ โยคะในสวนธรรม ครูกล้วย ชุติมา อรุณมาศ.
วันเสาร์ที่ 24 ธ.ค. หัวข้อ โยคะในสวนธรรม ครูเจี๊ยบ มานิสา โสมภีร์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย มีการตั้งกล่องรับบริจาค เพื่อช่วยสมทบค่าสาธารณูปโภคให้กับฝ่ายอาคาร และค่าเดินทางวิทยากร
แต่งกายสบายๆ (เสื้อยืด กางเกงวอร์มที่สุภาพ) โปรดนำเสื่อหรือผ้าหนาๆ ไปรองตัว ขณะฝึก ไม่มีการสำรองที่เรียน ใช้หลักธรรมะจัดสรร แบ่งปัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
ถ้ามากับเด็กเล็ก ควรมีคนมาดูแลเด็กด้วย เพื่อรักษาบรรยากาศอันสงบในขณะกำลังฝึกโยคะ
สอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันโยคะฯ 02-732-2016-17 ติดต่อ คุณกลอย หรือ www.thaiyogainstitute.com แผนที่ http://www.bia.or.th/fileuploads/Map-BIA.jpg
*กำหนดการอาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม
โรคอัลไซเมอร์กับการใช้น้ำมันมะพร้าว
เป็นอาการสมองเสื่อมเกิดจากการตายของเซลล์สมองและเป็นโรคที่รักษาไม่หาย หลังมีอาการและไม่ได้รับการรักษาความจำเสื่อมจะรุนแรงและเสียชีวิตลงภายใน 8 ปี หากได้รับการรักษาอาจอยู่ได้ถึง 20 ปี
อาการระยะแรกๆ จะขี้หลงขี้ลืมเล็กๆน้อยๆ มีพฤติกรรมและบุคลิกเปลี่ยนไป เช่นลืมของที่ใช้เป็นประจำ นึกคำพูดไม่ออก สับสนเรื่องเวลา สถานที่ จำคนในบ้านไม่ได้ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน จนไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรตามปกติได้
ปัจจัยเสี่ยง
1. อายุ 80ปี มีโอกาสเป็นมากกว่าอายุ 65-69 ปีถึง 10 เท่าแต่ปัจจุบันเริ่มมีอาการตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเป็นได้ทั้งชาย/หญิง
2. กรรมพันธุ์
3. สุขภาพไม่ดี หรือสาเหตุของโรคจากการอักเสบ เช่น
- โรคอ้วน
- โรคเบาหวาน (ดื้ออินซูลิน) มีโอกาสเสี่ยงถึง 65%
- กรดยูริคสูง
- ต่อมไทรอยด์พิการ
- ระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์บกพร่อง
- โรคหัวใจ
4. การขาดสารอาหาร
- ขาดโอเมก้า 3 (น้ำมันปลา มี DHA และ EPA สูง)
- มีระดับโฮโมซีสเตอินสูง เพราะขาดวิตามิน B6,B12 และโฟเลต
- ขาดวิตามินเค
5. ได้รับสารพิษจากสภาพแวดล้อม
- มีธาตุอลูมิเนียม (หม้อหุงต้ม) ในระดับเป็นพิษ
6. ระดับของสารอะเซติลโคลีนลดลง โคลีนเป็นสารสื่อประสาทช่วยให้มีความทรงจำ (มีมากในไข่ไก่)
7. ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง สตรีที่หมดประจำเดือน
8. ไขมันทรานส์ (รายละเอียดในหนังสือ)
9. สมองขาดอาหาร นักวิจัยเพิ่งเข้าใจกลไกว่า สมองสามารถสร้างอินซูลินได้ด้วยตัวของมันเอง โดยเปลี่ยนน้ำตาลในกระแสเลือดให้เป็นอาหารสมอง เพื่อการดำรงชีวิตของเซลล์สมอง
ในปัจจุบันวงการแพทย์ ยังเชื่อว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ยิ่งไปกว่านั้นอาการจะกำเริบขึ้นตามอายุ และเสียชีวิต (เหมือนกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โรนัลด์ เรแกน) แต่มีงานวิจัยหลายงานที่ใช้สารอาหารและน้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีกรดไขมันสายกลางสูงถึง 63% ในการรักษาช่วยทำให้ดีขึ้น และยังมีบทวิจัยที่ได้ศึกษาทั่วโลกว่าประเทศอินเดีย มีประชากรเป็นโรคอัลไซเมอร์น้อยที่สุดในโลก เพราะอาหารที่ชาวอินเดียทาน คือ แกง
กระหรี่ ในแกงกระหรี่ประกอบด้วย ขมิ้นชันกับกะทิ ได้มีการศึกษาถึงขมิ้นชัน สามารถ ซึมผ่านหลอดเลือดฝอย ในสมองและช่วยต้านทานอนุมูลอิสระซึ่งทำให้เซลล์สมองไม่ถูกทำลาย ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าสารสกัดจากเม็ดองุ่นถึง 50-60 เท่า
งานวิจัยที่สนับสนุน
การค้นพบของ Dr.Mary Newport เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของ Neonatal Intensive Care Unit, Spring Hill Regional Hospital , Florida ได้รักษาสามีอายุ 59 ปี เป็นโรคอัลไซเมอร์ ที่เริ่มมีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเข้าร่วมการทดลองทางการแพทย์ โดยใช้ตัวยาใหม่ สำหรับโรคสมองเสื่อม (Dementia) แต่พบปัญหาคือผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้ป่วยต้องมีส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ได้อยู่บ้าง ในกรณีของผู้ป่วยรายนี้ ความพิการของสมองได้เลยจุดนั้นแล้ว
ทาง Dr.Mary จึงได้หาทางรักษาใหม่โดยใช้น้ำมันมะพร้าวในการรักษา การรักษาได้ให้น้ำมันมะพร้าว 7 ช้อนชา ลงไปในอาหารทุกมื้อ มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น ในระยะเวลา 2 เดือน ผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พูดมากขึ้น มีอารมณ์ดีขึ้น ความตั้งใจอยู่กับงานดีขึ้น จำชื่อญาติๆได้ ทั้งที่ก่อนนี้ 1 ปี จำใครไม่ได้เลย
หลังจากใช้น้ำมันมะพร้าวผ่านไป 1 ปีครึ่ง อาการที่ก้าวเดินไม่ได้เมื่อก่อน ดีขึ้นจนสามารถ วิ่งได้ อ่านหนังสือเข้าใจ ความทรงจำระยะสั้นดีขึ้น แทบจะรู้สึก ว่ากลับคืนสู่ปกติแล้ว
Dr.Mary ให้เหตุผลของการฟื้นจากอัลไซเมอร์ว่าเป็นผลของน้ำมันมะพร้าวที่มีกรดไขมัน สายกลางสูงต่างจากกรดไขมันสายยาวที่มีอยู่ทั่วไปในน้ำมันพืชทุกชนิด เพราะมันมีขนาดโมเลกุลที่สั้นกว่า จึงถูกดูดซึมและถูกใช้เปลี่ยนให้เป็นพลังงานในตับและแทนที่จะเก็บไว้ในรูป ไขมัน กลับเปลี่ยนเป็นคีโตน(Ketone)ที่เป็นแหล่งของพลังงานทดแทนของร่างกาย
คีโตน เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน และแหล่งของคีโตนก็คือ กรดไขมันสายกลาง(MCT)ที่มีอยู่ในน้ำมันมะพร้าว คีโตนช่วยฟื้นเซลล์สมองกลับ คืนมา ป้องกันการตายของเซลล์สมอง และ ยังใช้รักษาโรค เช่น
- โรคพาร์คินสัน (Parkinson’s Disease)
- โรค Multiple Sclerosis (ALS)
- โรค Lou Gehrig’s Disease
- โรคลมชักที่ดื้อยา
- โรคเบาหวานชนิดที่1 และชนิดที่2 (ดื้ออินซูลิน)
- ช่วยฟื้นฟูอาการโรคหัวใจหลังจากอาการหัวใจวายอย่างรุนแรง
- ข่วย ฟื้นฟูสมองจากการขาดออกซิเจน
- ทำให้เนื้องอกที่เป็นมะเร็งหดตัว
- โรคในกลุ่มอาการดาวน์ (Down's Syndrome) ออติสติก
ในกรณีของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ เซลล์ประสาทในสมองบางส่วนไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าไปได้ เพราะเกิดการดื้ออินซูลินและเซลล์ค่อยๆตายไป เป็นขบวน
การที่เกิดขึ้นใช้เวลานับเป็นสิบๆปี
ความทุกข์ทรมานของผู้ต้องดูแล คนในครอบครัวต้องเป็นภาระหนักอย่างยิ่ง ก่อนที่อาการจะปรากฏ ถ้าเราดูแลโดยเข้าใจทำให้เซลล์สมองมีคีโตน สมองจะยังมีชีวิตอยู่ได้และคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ
วิธีการดูแลและป้องกัน
อาหารที่ควรทาน/เพิ่ม
1. ใส่น้ำมันมะพร้าว 7 ช้อนชาลงในอาหารทุกมื้อ อาจมีอาการระบายท้อง ควรเริ่มทานจากน้อยๆแล้วค่อยๆเพิ่ม
2. น้ำมันปลา (โอเมก้า-3) มี DHA EPA บำรุงสมอง
3. ขมิ้นชัน
4. ทานไข่แดง วันละ 1-2 ฟอง (เป็นยางมะตูม)
5. ทานวิตามิน B6 , B12 และโฟเลต
6. ผัก/ผลไม้ปลอดสารพิษ
*ข้อแนะนำ น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ร้อน ควรทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดร้อน เช่นพืชตระกูลแตง เก็กฮวย จับเลี้ยง น้ำใบบัวบก ย่านาง ถั่วเขียวต้ม ฯลฯ
อาหารที่ควรลด/เลิก
- แป้งขาว/น้ำตาลทรายขาว/น้ำตาลเทียม (แอสปาร์เทมทำลายเซลล์สมอง)
- ไขมันผ่านกรรมวิธีและไขมันทรานส์
- แอลกอฮอล์และคาเฟอีน
- ภาชนะที่เป็นอลูมิเนียม
- ยาต่อต้านอะเซติลโคลีน เช่น ยาลดปวด ยาแก้แพ้ ยานอนหลับ ยาระงับความเครียด
อาการระยะแรกๆ จะขี้หลงขี้ลืมเล็กๆน้อยๆ มีพฤติกรรมและบุคลิกเปลี่ยนไป เช่นลืมของที่ใช้เป็นประจำ นึกคำพูดไม่ออก สับสนเรื่องเวลา สถานที่ จำคนในบ้านไม่ได้ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน จนไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรตามปกติได้
ปัจจัยเสี่ยง
1. อายุ 80ปี มีโอกาสเป็นมากกว่าอายุ 65-69 ปีถึง 10 เท่าแต่ปัจจุบันเริ่มมีอาการตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเป็นได้ทั้งชาย/หญิง
2. กรรมพันธุ์
3. สุขภาพไม่ดี หรือสาเหตุของโรคจากการอักเสบ เช่น
- โรคอ้วน
- โรคเบาหวาน (ดื้ออินซูลิน) มีโอกาสเสี่ยงถึง 65%
- กรดยูริคสูง
- ต่อมไทรอยด์พิการ
- ระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์บกพร่อง
- โรคหัวใจ
4. การขาดสารอาหาร
- ขาดโอเมก้า 3 (น้ำมันปลา มี DHA และ EPA สูง)
- มีระดับโฮโมซีสเตอินสูง เพราะขาดวิตามิน B6,B12 และโฟเลต
- ขาดวิตามินเค
5. ได้รับสารพิษจากสภาพแวดล้อม
- มีธาตุอลูมิเนียม (หม้อหุงต้ม) ในระดับเป็นพิษ
6. ระดับของสารอะเซติลโคลีนลดลง โคลีนเป็นสารสื่อประสาทช่วยให้มีความทรงจำ (มีมากในไข่ไก่)
7. ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง สตรีที่หมดประจำเดือน
8. ไขมันทรานส์ (รายละเอียดในหนังสือ)
9. สมองขาดอาหาร นักวิจัยเพิ่งเข้าใจกลไกว่า สมองสามารถสร้างอินซูลินได้ด้วยตัวของมันเอง โดยเปลี่ยนน้ำตาลในกระแสเลือดให้เป็นอาหารสมอง เพื่อการดำรงชีวิตของเซลล์สมอง
ในปัจจุบันวงการแพทย์ ยังเชื่อว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ยิ่งไปกว่านั้นอาการจะกำเริบขึ้นตามอายุ และเสียชีวิต (เหมือนกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โรนัลด์ เรแกน) แต่มีงานวิจัยหลายงานที่ใช้สารอาหารและน้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีกรดไขมันสายกลางสูงถึง 63% ในการรักษาช่วยทำให้ดีขึ้น และยังมีบทวิจัยที่ได้ศึกษาทั่วโลกว่าประเทศอินเดีย มีประชากรเป็นโรคอัลไซเมอร์น้อยที่สุดในโลก เพราะอาหารที่ชาวอินเดียทาน คือ แกง
กระหรี่ ในแกงกระหรี่ประกอบด้วย ขมิ้นชันกับกะทิ ได้มีการศึกษาถึงขมิ้นชัน สามารถ ซึมผ่านหลอดเลือดฝอย ในสมองและช่วยต้านทานอนุมูลอิสระซึ่งทำให้เซลล์สมองไม่ถูกทำลาย ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าสารสกัดจากเม็ดองุ่นถึง 50-60 เท่า
งานวิจัยที่สนับสนุน
การค้นพบของ Dr.Mary Newport เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของ Neonatal Intensive Care Unit, Spring Hill Regional Hospital , Florida ได้รักษาสามีอายุ 59 ปี เป็นโรคอัลไซเมอร์ ที่เริ่มมีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเข้าร่วมการทดลองทางการแพทย์ โดยใช้ตัวยาใหม่ สำหรับโรคสมองเสื่อม (Dementia) แต่พบปัญหาคือผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้ป่วยต้องมีส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ได้อยู่บ้าง ในกรณีของผู้ป่วยรายนี้ ความพิการของสมองได้เลยจุดนั้นแล้ว
ทาง Dr.Mary จึงได้หาทางรักษาใหม่โดยใช้น้ำมันมะพร้าวในการรักษา การรักษาได้ให้น้ำมันมะพร้าว 7 ช้อนชา ลงไปในอาหารทุกมื้อ มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น ในระยะเวลา 2 เดือน ผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พูดมากขึ้น มีอารมณ์ดีขึ้น ความตั้งใจอยู่กับงานดีขึ้น จำชื่อญาติๆได้ ทั้งที่ก่อนนี้ 1 ปี จำใครไม่ได้เลย
หลังจากใช้น้ำมันมะพร้าวผ่านไป 1 ปีครึ่ง อาการที่ก้าวเดินไม่ได้เมื่อก่อน ดีขึ้นจนสามารถ วิ่งได้ อ่านหนังสือเข้าใจ ความทรงจำระยะสั้นดีขึ้น แทบจะรู้สึก ว่ากลับคืนสู่ปกติแล้ว
Dr.Mary ให้เหตุผลของการฟื้นจากอัลไซเมอร์ว่าเป็นผลของน้ำมันมะพร้าวที่มีกรดไขมัน สายกลางสูงต่างจากกรดไขมันสายยาวที่มีอยู่ทั่วไปในน้ำมันพืชทุกชนิด เพราะมันมีขนาดโมเลกุลที่สั้นกว่า จึงถูกดูดซึมและถูกใช้เปลี่ยนให้เป็นพลังงานในตับและแทนที่จะเก็บไว้ในรูป ไขมัน กลับเปลี่ยนเป็นคีโตน(Ketone)ที่เป็นแหล่งของพลังงานทดแทนของร่างกาย
คีโตน เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน และแหล่งของคีโตนก็คือ กรดไขมันสายกลาง(MCT)ที่มีอยู่ในน้ำมันมะพร้าว คีโตนช่วยฟื้นเซลล์สมองกลับ คืนมา ป้องกันการตายของเซลล์สมอง และ ยังใช้รักษาโรค เช่น
- โรคพาร์คินสัน (Parkinson’s Disease)
- โรค Multiple Sclerosis (ALS)
- โรค Lou Gehrig’s Disease
- โรคลมชักที่ดื้อยา
- โรคเบาหวานชนิดที่1 และชนิดที่2 (ดื้ออินซูลิน)
- ช่วยฟื้นฟูอาการโรคหัวใจหลังจากอาการหัวใจวายอย่างรุนแรง
- ข่วย ฟื้นฟูสมองจากการขาดออกซิเจน
- ทำให้เนื้องอกที่เป็นมะเร็งหดตัว
- โรคในกลุ่มอาการดาวน์ (Down's Syndrome) ออติสติก
ในกรณีของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ เซลล์ประสาทในสมองบางส่วนไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าไปได้ เพราะเกิดการดื้ออินซูลินและเซลล์ค่อยๆตายไป เป็นขบวน
การที่เกิดขึ้นใช้เวลานับเป็นสิบๆปี
ความทุกข์ทรมานของผู้ต้องดูแล คนในครอบครัวต้องเป็นภาระหนักอย่างยิ่ง ก่อนที่อาการจะปรากฏ ถ้าเราดูแลโดยเข้าใจทำให้เซลล์สมองมีคีโตน สมองจะยังมีชีวิตอยู่ได้และคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ
วิธีการดูแลและป้องกัน
อาหารที่ควรทาน/เพิ่ม
1. ใส่น้ำมันมะพร้าว 7 ช้อนชาลงในอาหารทุกมื้อ อาจมีอาการระบายท้อง ควรเริ่มทานจากน้อยๆแล้วค่อยๆเพิ่ม
2. น้ำมันปลา (โอเมก้า-3) มี DHA EPA บำรุงสมอง
3. ขมิ้นชัน
4. ทานไข่แดง วันละ 1-2 ฟอง (เป็นยางมะตูม)
5. ทานวิตามิน B6 , B12 และโฟเลต
6. ผัก/ผลไม้ปลอดสารพิษ
*ข้อแนะนำ น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ร้อน ควรทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดร้อน เช่นพืชตระกูลแตง เก็กฮวย จับเลี้ยง น้ำใบบัวบก ย่านาง ถั่วเขียวต้ม ฯลฯ
อาหารที่ควรลด/เลิก
- แป้งขาว/น้ำตาลทรายขาว/น้ำตาลเทียม (แอสปาร์เทมทำลายเซลล์สมอง)
- ไขมันผ่านกรรมวิธีและไขมันทรานส์
- แอลกอฮอล์และคาเฟอีน
- ภาชนะที่เป็นอลูมิเนียม
- ยาต่อต้านอะเซติลโคลีน เช่น ยาลดปวด ยาแก้แพ้ ยานอนหลับ ยาระงับความเครียด
พูดสิ่งที่ทำไม่ได้ : ทุกข์ที่ผู้พูดได้รับภายหลัง โดย สามารถ มังสัง
“ผู้ใดปรารถนาจะทำกิจที่ควรทำก่อนภายหลัง ผู้นั้นย่อมถูกกำจัดจากฐานะอันเป็นสุข และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง พึงพูดสิ่งที่ทำได้ ไม่พึงพูดสิ่งที่ทำไม่ได้ บัณฑิตย่อมกำหนดรู้ผู้ไม่ทำ ดีแต่พูด” นี่คือภาษิตของพระหาริตเถระ ซึ่งปรากฏที่มาในพระไตรปิฎก เล่มที่ 26 ขุททกนิกาย เถรคาถา
โดยนัยแห่งเถรคาถานี้มีความหมายค่อนข้างชัดเจนว่า ใครก็ตามที่นำสิ่งที่ควรทำก่อนมาทำทีหลัง จะได้รับความเดือดร้อนในภายหลัง
ในที่นี้คงจะหมายถึงว่า การพูดกับการทำตามสิ่งที่พูด ถ้าพูดไปก่อนแล้วภายหลังทำตามที่พูดไม่ได้ จะด้วยว่าเมื่อนำมาคิดโดยรอบคอบแล้วมีปัจจัยบางประการทำให้กระทำตามที่พูดไม่ได้ หรือทำได้ไม่ครบถ้วน ผู้พูดจะต้องได้รับผลกระทบจากการพูดนั้นแน่นอน จะมาอ้างเหตุใดๆ เพื่อปฏิเสธความไม่ต้องรับผิดชอบ ย่อมเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้พูดเป็นบุคคลสาธารณะ และสถานะทางสังคมเป็นที่ยอมรับ ยากที่จะปฏิเสธได้
ส่วนประเด็นที่ว่า บัณฑิตหรือคนที่มีสติปัญญาย่อมรู้ผู้ไม่ทำนั้น หมายถึงว่า ในกรณีที่คนฟังเป็นคนฉลาด ก็จะรู้ทันทีว่าสิ่งที่ผู้พูดพูดนั้น ผู้พูดทำได้หรือไม่หรือดีแต่พูด แต่ในทางกลับกัน ถ้าผู้ฟังเป็นคนไม่ฉลาด ย่อมไม่รู้ว่าผู้พูดจะทำตามสิ่งที่พูดได้หรือไม่ และผู้ฟังประเภทนี้เองจะตกเป็นเหยื่อของคนที่พูดแล้วไม่ทำตามสิ่งที่พูดหรือทำแล้วแต่ทำไม่ได้
ตัวอย่างที่ดีที่สุดเกี่ยวกับภาษิตบทนี้ในขณะนี้ก็คือ นักการเมืองที่พูดปราศรัยหาเสียงในช่วงเลือกตั้งที่มุ่งให้ได้รับชัยชนะทางการเมือง ด้วยการงัดเอานโยบายประชานิยมประเภทขายฝัน หรือที่เรียกกันว่า ประชานิยมในรูปแบบของการลด แลก แจก แถม หรือแม้กระทั่งเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้เป็นตัวเงินเท่าโน้นเท่านี้แก่คนกลุ่มนั้น คนกลุ่มนี้ ถ้าหากได้รับเลือกเข้ามาและมีโอกาสได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ และในการเลือกตั้งทั่วไป ส.ส.เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา พรรคที่อยู่ในฐานะที่จะได้รับชัยชนะ และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็มีแค่ 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์
ถึงแม้ว่าทั้ง 2 พรรคที่ว่านี้ได้ประกาศนโยบายประชานิยมเป็นจุดขายทางการเมืองในทำนองเดียวกัน จะแตกต่างกันก็เพียงประเภทของประชานิยม และจำนวนหรือปริมาณของสิ่งที่จะให้มากน้อยไม่เท่ากันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าฟังดูเพียงผิวเผินโดยไม่ลงลึกถึงเงื่อนของความพร้อม และศักยภาพทางด้านการเงินของประเทศแล้ว ประชานิยมของพรรคเพื่อไทยเป็นจุดขายที่ดลใจประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนระดับล่างของสังคม อันได้แก่ เกษตรกร และผู้ใช้แรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ด้วยความหวังว่าจะได้จากการให้ของภาครัฐมากกว่าที่จะคิด และลงมือทำด้วยตนเอง จึงมีผลทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเหนือคู่แข่งทางการเมือง คือพรรคประชาธิปัตย์ แบบขาดลอยได้คะแนนเกินครึ่ง
จากคะแนนที่ได้รับนี้แสดงให้เห็นว่าประชานิยมในรูปแบบของพรรคเพื่อไทยดึงดูดความสนใจของประชาชนได้มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งยังมีเทคนิคและวิธีการในการต่อสู้ทางการเมืองแบบไทยๆ เช่น การจัดตั้ง และการใช้ปัจจัยทางด้านการเงิน เป็นต้น เหนือกว่าพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ และภาคอีสาน
แต่ชัยชนะที่ได้มาด้วยการให้ความหวังดังกล่าวแล้วข้างต้นเปรียบได้กับดาบสองคม คือ ด้านหนึ่งใช้เป็นอาวุธฟาดฟันศัตรูได้ชัยชนะอย่างราบคาบ แต่อีกด้านหนึ่งอาจเป็นอาวุธทำร้ายตนเองถ้าหากพลั้งเผลอไปจับที่คม กล่าวคือ ในขณะที่ทำทุกคนในพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำพรรค และผู้สนับสนุนพรรคหรือนายทุนของพรรคดีใจ และกระหยิ่มใจในชัยชนะ
แต่อีกด้านหนึ่งคือความกังวลต่อการที่จะนำนโยบายมาใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างทั่วถึงและทันทีเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาล เพราะถ้าทำไม่ได้หรือได้แต่ไม่ครอบคลุมเงื่อนไขทุกประการที่พูดไว้จะด้วยเหตุใดก็ตาม นั่นหมายถึงว่าผู้ที่ลงคะแนนเลือกพรรคนี้จะต้องออกมาเรียกร้องทวงถามสัญญา และมีแนวโน้มว่าจะเกิดเหตุทำนองนี้ขึ้นแน่นอนไม่เกิน 1 ปีนับจากนี้ และที่แน่ๆ น่าจะอยู่ในช่วง 7 ธันวาคม 2554-31 ตุลาคม 2555 (ตามนัยแห่งโหราศาสตร์) และที่คาดการณ์เช่นนี้เพราะเพียงประเด็นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ยังไม่ทันจัดตั้งรัฐบาลและแถลงนโยบายต่อสภาฯ ได้มีผู้คาดการณ์ว่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง อันได้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งแรงงานจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมผลิตอาหาร และอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น
และในขณะนี้ได้มีผู้ประกอบการเริ่มออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ทั้งมีการคาดการณ์ว่าถ้ารัฐบาลขึ้นค่าแรงตามที่ประกาศไว้ จะต้องมีผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีปิดตัวลงประมาณ 16% จากจำนวนที่มีอยู่ประมาณ 3,000,000 (สามล้าน) ราย ถ้าการคาดการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้นจริง ผู้ใช้แรงงานก็จะตกงาน และคงจะเดือดร้อนยิ่งกว่าไม่ได้เพิ่มค่าแรงแน่นอน
อีกประการหนึ่ง ถ้ามีการประกาศขึ้นค่าแรง 300 บาท ก็จะมีแรงงานเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านหนีเข้ามาทำงานในประเทศไทย ทำให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมานานัปการ และยากต่อการควบคุมด้วย
นอกจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทแล้ว ประชานิยมประเด็นอื่นที่น่าจะทำตามได้ยาก และมีแนวโน้มว่าจะก่อความเดือดร้อนโดยรวมให้แก่ประเทศ ได้แก่ การยกเลิกกองทุนน้ำมัน และรับจำนำข้าวเปลือกเกวียนละ 15,000 บาท เป็นต้น ซึ่งได้เขียนถึงไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็อยู่ในข่ายที่พูดได้ ทำไม่ได้ หรือได้ก็ไม่ครอบคลุมทุกแง่มุม
ถ้ารัฐบาลภายใต้แกนนำของพรรคเพื่อไทยประกาศเป็นนโยบายในการบริหารประเทศต่อสภาฯ แล้ว และทำไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้นแก่รัฐบาล และจะจบลงโดยการใช้เวลานานเท่าใด?
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้ามองดูในแง่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดเสียงข้างมาก ก็บอกได้ว่าไม่มีปัญหาเพราะมีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะต่อสู้กับฝ่ายค้านที่มีไม่ถึง 200 เสียงได้
แต่ถ้ามองในแง่ของความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางสังคมก็น่าห่วง เพราะจะต้องไม่ลืมว่า ถ้าจะต้องทำตามนโยบายที่ว่านี้รัฐบาลจะใช้เงินจำนวนมหาศาล กล่าวกันว่าอาจถึงสามล้านล้านบาท และนั่นหมายถึงว่ารัฐบาลจะต้องก่อหนี้ทั้งในประเทศในรูปของการออกพันธบัตร และต่างประเทศในรูปของเงินกู้ เมื่อเป็นเช่นนี้แน่นอนว่าจะต้องกระทบเสถียรภาพทางด้านการเงินการคลังของประเทศ และจะมีผลโดยตรงต่อภาวะเงินเฟ้อ ข้าวของจะแพงขึ้น และเมื่อข้าวของแพงประชาชนจะเดือดร้อน และก่อให้เกิดปัญหาสังคมและการเมืองตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนประเด็นที่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และรัฐบาลจะจบลงอย่างไร คงต้องพึ่งโหราศาสตร์มาคาดเดา โดยดูจากดวงเมืองที่มีดาวเสาร์ยกเข้าเล็งลัคนาดวงเมืองในช่วงปลายปี และมีการโคจรผิดปกติในช่วงธันวาคม 2554-ตุลาคม 2555 จะส่งผลให้เกิดความวุ่นวาย และอาจถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตั้งแต่ยุบสภา ลาออก และถูกโค่นล้มได้
โดยนัยแห่งเถรคาถานี้มีความหมายค่อนข้างชัดเจนว่า ใครก็ตามที่นำสิ่งที่ควรทำก่อนมาทำทีหลัง จะได้รับความเดือดร้อนในภายหลัง
ในที่นี้คงจะหมายถึงว่า การพูดกับการทำตามสิ่งที่พูด ถ้าพูดไปก่อนแล้วภายหลังทำตามที่พูดไม่ได้ จะด้วยว่าเมื่อนำมาคิดโดยรอบคอบแล้วมีปัจจัยบางประการทำให้กระทำตามที่พูดไม่ได้ หรือทำได้ไม่ครบถ้วน ผู้พูดจะต้องได้รับผลกระทบจากการพูดนั้นแน่นอน จะมาอ้างเหตุใดๆ เพื่อปฏิเสธความไม่ต้องรับผิดชอบ ย่อมเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้พูดเป็นบุคคลสาธารณะ และสถานะทางสังคมเป็นที่ยอมรับ ยากที่จะปฏิเสธได้
ส่วนประเด็นที่ว่า บัณฑิตหรือคนที่มีสติปัญญาย่อมรู้ผู้ไม่ทำนั้น หมายถึงว่า ในกรณีที่คนฟังเป็นคนฉลาด ก็จะรู้ทันทีว่าสิ่งที่ผู้พูดพูดนั้น ผู้พูดทำได้หรือไม่หรือดีแต่พูด แต่ในทางกลับกัน ถ้าผู้ฟังเป็นคนไม่ฉลาด ย่อมไม่รู้ว่าผู้พูดจะทำตามสิ่งที่พูดได้หรือไม่ และผู้ฟังประเภทนี้เองจะตกเป็นเหยื่อของคนที่พูดแล้วไม่ทำตามสิ่งที่พูดหรือทำแล้วแต่ทำไม่ได้
ตัวอย่างที่ดีที่สุดเกี่ยวกับภาษิตบทนี้ในขณะนี้ก็คือ นักการเมืองที่พูดปราศรัยหาเสียงในช่วงเลือกตั้งที่มุ่งให้ได้รับชัยชนะทางการเมือง ด้วยการงัดเอานโยบายประชานิยมประเภทขายฝัน หรือที่เรียกกันว่า ประชานิยมในรูปแบบของการลด แลก แจก แถม หรือแม้กระทั่งเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้เป็นตัวเงินเท่าโน้นเท่านี้แก่คนกลุ่มนั้น คนกลุ่มนี้ ถ้าหากได้รับเลือกเข้ามาและมีโอกาสได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ และในการเลือกตั้งทั่วไป ส.ส.เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา พรรคที่อยู่ในฐานะที่จะได้รับชัยชนะ และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็มีแค่ 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์
ถึงแม้ว่าทั้ง 2 พรรคที่ว่านี้ได้ประกาศนโยบายประชานิยมเป็นจุดขายทางการเมืองในทำนองเดียวกัน จะแตกต่างกันก็เพียงประเภทของประชานิยม และจำนวนหรือปริมาณของสิ่งที่จะให้มากน้อยไม่เท่ากันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าฟังดูเพียงผิวเผินโดยไม่ลงลึกถึงเงื่อนของความพร้อม และศักยภาพทางด้านการเงินของประเทศแล้ว ประชานิยมของพรรคเพื่อไทยเป็นจุดขายที่ดลใจประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนระดับล่างของสังคม อันได้แก่ เกษตรกร และผู้ใช้แรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ด้วยความหวังว่าจะได้จากการให้ของภาครัฐมากกว่าที่จะคิด และลงมือทำด้วยตนเอง จึงมีผลทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเหนือคู่แข่งทางการเมือง คือพรรคประชาธิปัตย์ แบบขาดลอยได้คะแนนเกินครึ่ง
จากคะแนนที่ได้รับนี้แสดงให้เห็นว่าประชานิยมในรูปแบบของพรรคเพื่อไทยดึงดูดความสนใจของประชาชนได้มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งยังมีเทคนิคและวิธีการในการต่อสู้ทางการเมืองแบบไทยๆ เช่น การจัดตั้ง และการใช้ปัจจัยทางด้านการเงิน เป็นต้น เหนือกว่าพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ และภาคอีสาน
แต่ชัยชนะที่ได้มาด้วยการให้ความหวังดังกล่าวแล้วข้างต้นเปรียบได้กับดาบสองคม คือ ด้านหนึ่งใช้เป็นอาวุธฟาดฟันศัตรูได้ชัยชนะอย่างราบคาบ แต่อีกด้านหนึ่งอาจเป็นอาวุธทำร้ายตนเองถ้าหากพลั้งเผลอไปจับที่คม กล่าวคือ ในขณะที่ทำทุกคนในพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำพรรค และผู้สนับสนุนพรรคหรือนายทุนของพรรคดีใจ และกระหยิ่มใจในชัยชนะ
แต่อีกด้านหนึ่งคือความกังวลต่อการที่จะนำนโยบายมาใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างทั่วถึงและทันทีเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาล เพราะถ้าทำไม่ได้หรือได้แต่ไม่ครอบคลุมเงื่อนไขทุกประการที่พูดไว้จะด้วยเหตุใดก็ตาม นั่นหมายถึงว่าผู้ที่ลงคะแนนเลือกพรรคนี้จะต้องออกมาเรียกร้องทวงถามสัญญา และมีแนวโน้มว่าจะเกิดเหตุทำนองนี้ขึ้นแน่นอนไม่เกิน 1 ปีนับจากนี้ และที่แน่ๆ น่าจะอยู่ในช่วง 7 ธันวาคม 2554-31 ตุลาคม 2555 (ตามนัยแห่งโหราศาสตร์) และที่คาดการณ์เช่นนี้เพราะเพียงประเด็นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ยังไม่ทันจัดตั้งรัฐบาลและแถลงนโยบายต่อสภาฯ ได้มีผู้คาดการณ์ว่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง อันได้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งแรงงานจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมผลิตอาหาร และอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น
และในขณะนี้ได้มีผู้ประกอบการเริ่มออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ทั้งมีการคาดการณ์ว่าถ้ารัฐบาลขึ้นค่าแรงตามที่ประกาศไว้ จะต้องมีผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีปิดตัวลงประมาณ 16% จากจำนวนที่มีอยู่ประมาณ 3,000,000 (สามล้าน) ราย ถ้าการคาดการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้นจริง ผู้ใช้แรงงานก็จะตกงาน และคงจะเดือดร้อนยิ่งกว่าไม่ได้เพิ่มค่าแรงแน่นอน
อีกประการหนึ่ง ถ้ามีการประกาศขึ้นค่าแรง 300 บาท ก็จะมีแรงงานเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านหนีเข้ามาทำงานในประเทศไทย ทำให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมานานัปการ และยากต่อการควบคุมด้วย
นอกจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทแล้ว ประชานิยมประเด็นอื่นที่น่าจะทำตามได้ยาก และมีแนวโน้มว่าจะก่อความเดือดร้อนโดยรวมให้แก่ประเทศ ได้แก่ การยกเลิกกองทุนน้ำมัน และรับจำนำข้าวเปลือกเกวียนละ 15,000 บาท เป็นต้น ซึ่งได้เขียนถึงไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็อยู่ในข่ายที่พูดได้ ทำไม่ได้ หรือได้ก็ไม่ครอบคลุมทุกแง่มุม
ถ้ารัฐบาลภายใต้แกนนำของพรรคเพื่อไทยประกาศเป็นนโยบายในการบริหารประเทศต่อสภาฯ แล้ว และทำไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้นแก่รัฐบาล และจะจบลงโดยการใช้เวลานานเท่าใด?
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้ามองดูในแง่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดเสียงข้างมาก ก็บอกได้ว่าไม่มีปัญหาเพราะมีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะต่อสู้กับฝ่ายค้านที่มีไม่ถึง 200 เสียงได้
แต่ถ้ามองในแง่ของความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางสังคมก็น่าห่วง เพราะจะต้องไม่ลืมว่า ถ้าจะต้องทำตามนโยบายที่ว่านี้รัฐบาลจะใช้เงินจำนวนมหาศาล กล่าวกันว่าอาจถึงสามล้านล้านบาท และนั่นหมายถึงว่ารัฐบาลจะต้องก่อหนี้ทั้งในประเทศในรูปของการออกพันธบัตร และต่างประเทศในรูปของเงินกู้ เมื่อเป็นเช่นนี้แน่นอนว่าจะต้องกระทบเสถียรภาพทางด้านการเงินการคลังของประเทศ และจะมีผลโดยตรงต่อภาวะเงินเฟ้อ ข้าวของจะแพงขึ้น และเมื่อข้าวของแพงประชาชนจะเดือดร้อน และก่อให้เกิดปัญหาสังคมและการเมืองตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนประเด็นที่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และรัฐบาลจะจบลงอย่างไร คงต้องพึ่งโหราศาสตร์มาคาดเดา โดยดูจากดวงเมืองที่มีดาวเสาร์ยกเข้าเล็งลัคนาดวงเมืองในช่วงปลายปี และมีการโคจรผิดปกติในช่วงธันวาคม 2554-ตุลาคม 2555 จะส่งผลให้เกิดความวุ่นวาย และอาจถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตั้งแต่ยุบสภา ลาออก และถูกโค่นล้มได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)